Data Loading...
202102111933073 Flipbook PDF
202102111933073
106 Views
84 Downloads
FLIP PDF 752.89KB
ปีที่ 22 ฉบับพิเศษ : กันยายน พ.ศ. 2559 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
411
เทคนิคการนิเทศครูเพื่อการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กภาคตะวันออกเฉียงเหนือ Teacher Supervision Techniques for The Application of The Knowledge Management to The Education Development in Small Sized School n The Northeastern of Thailand อุได พลแก้ว1 วิชัย วงศ์ใหญ่2
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเทคนิคการนิเทศครูให้มีการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ ในโรงเรียนขนาดเล็กภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) ตรวจสอบประสิทธิภาพของเทคนิคการนิเทศครูเพื่อการ ประยุกต์ใช้การจัดการความรู้โรงเรียนขนาดเล็กภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนิเทศการพัฒนาระดับปฏิบัติการ ประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านหลักสูตร ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และด้านการวัดและประเมินผลของครู กลุ่มทดลองในการวิจัยประกอบด้วย ครูปฏิบั ติหน้าที่การสอนในโรงเรียนขนาดเล็ก 3 โรงเรียน จานวน 17 คน ที่มีระดับการปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน 3 ระดับ โดยโรงเรียนที่มีระดับการปฏิบัติการจัดการความรู้ระดับมากใช้เทคนิคการนิเทศแบบพี่เลี้ยง (Mentoring) โรงเรียนที่มีระดับการปฏิบัติการจัดการความรู้ระดับปานกลางใช้เทคนิคการนิเทศแบบผสมผสาน (Coaching and Mentoring Mixed Method) และโรงเรียนที่มีระดับการปฏิบัติการจัดการความรู้ระดับน้อยใช้เทคนิค การนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) ตามลาดับ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบประเมินเพื่ อใช้ในการจาแนก ระดับปฏิบัติการจัดการความรู้ของครูโรงเรียนขนาดเล็ก และคู่มือการนิเทศครูด้วยเทคนิคนิเทศ 3 แบบได้แก่ เทคนิคการนิเทศแบบพี่เลี้ยง เทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะ และเทคนิคการนิเทศผสมผสานแบบพี่เลี้ยงและแบบ ชี้แนะ ทาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์โปรแกรมสาเร็จรูป เพื่อหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูมีความรู้และมีการพัฒนา หลังจากได้รับการนิเทศด้วยเทคนิคที่พัฒนาตามขั้นตอนจาก การวิเคราะห์สังเคราะห์เทคนิคการนิเทศแบบต่างๆ เพื่อพัฒนาเทคนิคการนิเทศครูให้มีความรู้และประยุกต์ใช้ การจัดการความรู้ในโรงเรียนขนาดเล็กดังกล่าว 1 2
นิสิตระดับปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล อาจารย์ประจา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
412 วารสารการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2. เทคนิคการนิเทศครูเพื่อการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจากการวิเคราะห์ เพื่ อ ตรวจสอบประสิ ท ธิ ภ าพของเทคนิ ค การนิ เ ทศครู ทั้ ง สามแบบ พบว่ า ครู มี ค วามรู้ แ ละมี ร ะดั บ ปฏิ บั ติ ประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในโรงเรียนขนาดเล็กภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น คาสาคัญ : การจัดการความรู้, เทคนิคการนิเทศ, การประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ Abstract The purpose of the research was to develop the techniques of teacher supervising to enhance teacher’s knowledge and to apply their knowledge management to educational quality development in small-sized in the Northeast. The sampling groups used in this research were 17 teachers teaching at 3 smallsized school who were develop in different techniques based on the level of knowledge management application to educational quality development in each school. At the high level, the medium level, and the low level of knowledge management application to educational quality development in school used mentoring technique, coaching technique, and coaching and mentoring mixed method respectively. The research tools employed 2 five-rating scales questionnaires-one or school administrators and program were used to get the mean and the standard deviation. The research result revealed that 1. The teachers were more knowledge and more capable after they were developed by using techniques. After the supervisor finished analyzing and synthesizing, the teacher supervision used techniques in order to develop the teacher to be more knowledge and applied in their knowledge management to educational quality development in smallsized in the Northeast. 2. After being supervised by the teaching specialists, and considering the 3 kinds of technique, which are Mentoring, Coaching and Coaching and mentoring mixed method, as well as concerning their levels of knowledge management application, it was found that teachers increasingly applied all the three techniques. Keywords : knowledge management, supervision techniques, application of the knowledge management
ปีที่ 22 ฉบับพิเศษ : กันยายน พ.ศ. 2559 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
413
บทนา การศึกษาเป็นเครื่องมือสาคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพและเป็นหัวใจสาคัญในการ พัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง การจัดการศึกษาต้องสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกระบวนการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้คือองค์ประกอบที่สาคัญ การจัดการ ความรู้ในองค์กรเป็นการบริห ารให้มีการต่อยอดความรู้ เป็นการเก็บรวบรวมประสบการณ์ ความเข้าใจ รวมทั้งสร้างสรรค์ความรู้ขึ้นมาใหม่ (วันทิพย์ สินสูงสุด, 2549 : 164-169) ในปีการศึกษาปัจจุบัน สานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้ นพื้นฐาน มีจานวนโรงเรีย นขนาดเล็กที่มีนักเรีย นต่ากว่า 120 คนลงมาจ านวน 13,184 โรงเรียน และอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,108 โรง คิดเป็นร้อยละ 38.74 ของจานวนโรงเรียน ขนาดเล็กทั้งประเทศ (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2551) สภาปัญหาที่โรงเรียนขนาดเล็ก ประสบคือการขาดแคลนทุกด้านจึงส่ งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพและประสิทธิภาพการดาเนิน การจั ด การศึกษา (เอื้ออารี ท้วมเสม, 2549 : 3) กล่าวได้ว่า การจัดการความรู้ช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมี ประสิทธิภ าพยิ่งขึ้น (บุญดี บุญญากิจ และคณะ, 2548 : 9) การจั ดการความรู้ที่ดี น ามาซึ่งการทางานที่มี ประสิทธิภาพก่อให้เกิดผลดีต่อองค์กรโดยรวม และการเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ เพราะทาให้ เข้าถึงความจริง ความดีและความงาม (ประเวศ วะสี, 2550 : 29-54) การที่จะบรรลุผลดังกล่าวได้ย่อมเกิด จากครูได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ การนิเทศการศึกษาซึ่งมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือแก้ปัญหา พัฒนาและปรับปรุง การจัดการศึกษาของสถานศึกษาและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดด้วยวิธีต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม (เจษฎา แช่มประเสริฐ, 2542 : 1 อ้างถึงใน สมเพียง กุลละวณิชย์, 2545 : 1) สรุปได้ว่า ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กให้ประสบความสาเร็จอย่างมีประสิทธิภาพตาม ความคาดหวังของสังคมได้นั้น จาเป็นต้องอาศัยการนิเทศการศึกษา เทคนิคการนิเทศจึงมีส่วนเกี่ยวข้องจาเป็น และมีความสาคัญในการพัฒนาครูเพื่อการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในโรงเรียนขนาดเล็กให้สาเร็จและ บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ จากข้อมูลผลการวิจัยและสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าเทคนิคการนิเทศ การศึกษามีความสาคัญต่อการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ก็ยังไม่มีเทคนิควิธีการที่ เด่นชัดต่อการนิเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพครูตามที่คาดหวังจากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจ ศึกษาเทคนิคการนิเทศการศึกษา ที่เป็นบทบาทและหน้าที่หลักของศึกษานิเทศก์ ในการพัฒนาครูผู้ ปฏิบัติการสอนให้มีคุณภาพและส่งผลต่อการพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพมาก ยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาเทคนิคการนิเทศครูให้มีความรู้และประยุกต์ใช้การจัดการความรู้โรงเรียนขนาดเล็ก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของเทคนิคการนิเทศที่พัฒนาขึ้น
414 วารสารการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิธีการวิจัย ประชากร ประชากรในการวิ จั ย ครั้ ง นี้ คื อ ครู ผู้ ส อนในโรงเรี ย นขนาดเล็ ก ภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ ปีการศึกษา 2553 ในจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ มีรายละเอียดดังนี้ 1. ครูที่ทาการสอนในโรงเรียนขนาดเล็ก 667 โรง จานวน 3,970 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย โรงเรียนขนาดเล็กของสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษานครราชสีมา เขต 7 จานวน 96 โรง จานวนครู 538 คน 2. กลุ่มทดลองครูที่ทาการสอนในโรงเรียนขนาดเล็ก จานวน 3 โรง 17 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่าง การเลือกกลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ ดาเนินการดังต่อไปนี้ 1. เลือกจังหวัดโดยกาหนดพื้นที่การวิจัยให้ครอบคลุมจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดย ใช้หลักทฤษฎีความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ซึ่งใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) โดยใช้พื้นที่เป็นหน่วยของการสุ่ม (Area Sampling) ในเขตตรวจราชการของกระทรวง ศึกษาธิการได้เขตตรวจที่ 13 ประกอบด้วยจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ 2. เลือกสุ่มจังหวัดมาศึกษาวิจัยเป็นตัวแทนกลุ่มจังหวัดหนึ่งจังหวัดได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา 3. เลือกเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดนครราชสีมาเป็นเขตกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ เขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมาเขต 7 ประกอบด้วยโรงเรียนขนาดเล็ก 96 โรง เหตุผลที่เลื อกแบบเจาะจงเพราะเขตพื้น ที่การศึกษานครราชสี มาเขต 7 มีพื้น ที่ที่ขนาดกว้างใหญ่ ประกอบด้วยอาเภอที่มีขนาดใหญ่อย่างหลากหลายอาเภอสามารถเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรได้ 4. เลื อกโรงเรียนกลุ่ มตัว อย่างการ กลุ่ มตัว อย่างละ1 โรงเรีย น เพื่อเป็ น โรงเรี ย นทดลอง เทคนิคนิเทศทั้ง 3 เทคนิคโดยวิธีการลุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก ได้กลุ่ม ตัวอย่างโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการจัดการความรู้ระดับมาก 1 โรงเรียน ระดับปานกลาง 1 โรงเรียน และระดับน้อย 1 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นคู่มือการนิเทศการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ของครูในโรงเรียนขนาด เล็ กทั้ง 3 เทคนิ คที่ผู้วิจัยพัฒ นาขึ้นมี 4องค์ประกอบ ได้แก่ 1) องค์ป ระกอบด้านการแสวงหาความรู้ 2) องค์ประกอบด้านการสร้างความรู้ 3) องค์ประกอบด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ และ 4) องค์ประกอบด้านการ นาความรู้ไปใช้ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.957
ปีที่ 22 ฉบับพิเศษ : กันยายน พ.ศ. 2559 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
415
การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ผลการประเมินเทคนิคการนิเทศเพื่อการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ของครู ดังนี้ ผลการประเมินเทคนิคการนิเทศเพื่อการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ของครู วิเคราะห์โดยการ แจกแจงความถี่และคานวณหาค่าเฉลี่ยและความเบี่ยงเบนมาตรฐานของแต่ละองค์ประกอบหลัก ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการพัฒนาเทคนิคการนิเทศครูเพื่อการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้วิจัยได้ทาการวิเคราะห์ข้อมูลและนาเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูล เป็น 3 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์โรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ ระดับมาก ผลการวิเคราะห์ตอนที่ 1 พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การ จัดการความรู้ระดับมาก เมื่อได้รับการพัฒนาจากการนิเทศด้วยเทคนิคนิเทศแบบพี่เลี้ยง (Mentoring)แล้ว ครู มีการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้โรงเรียนโดยภาพรวมมีการพัฒนาทุกองค์ประกอบ อย่างมีคุณภาพ ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์โรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ ระดับปานกลาง เมื่อได้รับการพัฒนาจากการนิเทศด้วยเทคนิคการนิ เทศแบบผสมผสาน (Coaching and mentoring mixed method) พบว่า ครูมีการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่มมากขึ้นและโรงเรียนมีการ พัฒนาเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบ ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์โรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ ระดับน้อย เมื่อได้รับการพัฒนาจากการนิเทศด้วยเทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) พบว่า ครูมีการ ประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่มมากขึ้นและโรงเรียนมีการพัฒนาขึ้นทุกองค์ประกอบ สรุปผลการวิจัย ผลการวิ จั ย เทคนิ ค การนิ เ ทศครู เ พื่ อ การประยุ ก ต์ ใ ช้ ก ารจั ด การความรู้ ใ นการพั ฒ นาคุ ณ ภาพ การศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้ดาเนินการวิจัยเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ การวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสามารถสรุปผลได้เป็นดังนี้ ผลวิเคราะห์ การพัฒ นาเทคนิคการนิเทศครูให้ มีความรู้และประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ใน โรงเรียนขนาดเล็ก พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการจัดการความรู้ในระดับมากก่อนได้รับการนิเทศ ผลปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ที่ค่าเฉลี่ย ( = 3.81, S.D. = 0.73) เมื่อได้รับการนิเทศด้วยเทคนิค การนิเทศแบบพี่เลี้ยงแล้ว ผลปฏิบัติการใช้การจัดการความรู้ที่ค่าเฉลี่ย ( = 4.67, S.D. = 0.47) เพิ่มขึ้นที่ ค่าเฉลี่ย ( = 0.86) ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการจัดการความรู้ในระดับปานกลางก่อนได้รับการ นิเทศผลการปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ที่ค่าเฉลี่ย ( = 3.17, S.D. = 0.80) เมื่อได้รับการนิเทศ ด้วยเทคนิคการนิเทศแบบผสมผสาน แล้วผลปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ที่ค่าเฉลี่ย ( = 4.07,
416 วารสารการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม S.D. = 0.71) เพิ่มขึ้นที่ค่าเฉลี่ย ( = 0.90) และโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการจัดการความรู้ในระดับ น้อยก่อนได้รับการนิเทศผลปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ที่ค่าเฉลี่ย ( = 2.46, S.D. = 0.84) เมื่อ ได้รับการนิเทศด้วยเทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) แล้วผลปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ ที่ค่าเฉลี่ย ( = 3.65, S.D. = 0.62) เพิ่มขึ้นที่ค่าเฉลี่ย ( = 0.90) สรุปผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีผลปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ที่ระดับแตกต่างกัน เมื่อได้รับการนิเทศจากเทคนิคที่พัฒนาแล้ว ครูมีความรู้และมีการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่มขึ้น อภิปรายผล การอภิปรายผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้อภิปรายถึงประเด็นจากการค้นพบในการวิจัยซึ่งอภิปราย 2 ลักษณะ คือ 1) อภิปรายผลตามกรอบแนวคิดในการวิจัย 2) อภิปรายตามวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ 1. การอภิปรายตามกรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยเทคนิคการนิเทศครูเพื่อประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการจัดการความรู้ระดับ มากเมื่อได้รับการนิเทศด้วยเทคนิคการนิเทศแบบพี่เลี้ยง (Mentoring) องค์ประกอบด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ ได้รับการพัฒนามากที่สุดและครูผู้สอนมีการพัฒนาการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจเป็น เพราะว่าโรงเรียนที่มีระดับการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ระดับมาก เมื่อได้รับการนิเทศด้วยเทคนิคการนิเทศ แบบพี่เลี้ยง (Mentoring) ผลการนิเทศได้มีส่วนสร้างความตระหนัก จิตสานึกครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็ก จึงทาให้พัฒนาองค์ประกอบด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ในระดับมากซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ลีโบวิซ และ ไรท์ (Liebowiz and Wright, 1999 : 39) 2.3) ที่ว่าการให้การสนับสนุนการแบ่งปันหรือการแลกเปลี่ยน ความรู้เป็นกระบวนการ (Business Processes) หนึ่งที่สนับสนุนส่งเสริมให้การปฏิบัติการจัดการความรู้ ประสบผลสาเร็จขององค์กร และสอดคล้องกับงานวิจัยของพิธาน พื้นทอง (2548) วิจัยข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาศักยภาพโรงเรียนขนาดเล็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าข้อ 5. ด้านการพัฒนาบุคลากรใน โรงเรียนขนาดเล็กต้องส่งเสริมพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการ ทางานร่วมกัน ด้านโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการจัดการความรู้ในระดับปานกลาง เมื่อได้รับการ นิเทศด้วยเทคนิคการนิเทศแบบผสมผสานแล้ว ส่งผลองค์ประกอบด้านการแสวงหาความรู้ได้รับการพัฒนามาก ที่สุด และครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กพัฒนาการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็น เพราะว่า โรงเรี ย นที่ มีร ะดั บการประยุ กต์ ใช้ การจั ดการความรู้ ร ะดั บ ปานกลาง เมื่ อได้รั บ การนิ เ ทศแบบ ผสมผสานแล้วทาให้โรงเรียนได้รับการพัฒนาและให้ความสาคัญองค์ประกอบด้านกรแสวงหาความรู้มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ดาเวนพอร์ท และพรูแสค (Davenport and Prusak, 1999 : 229-238) ที่ได้ ทาการศึกษาเกีย่ วกับปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการจัดการความรู้ พบว่า มีองค์ประกอบที่สาคัญ 9 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) วัฒนธรรมที่เอื้อต่อการจัดการความรู้ เป็นปัจจัยสาคัญที่จะทาให้การจัดการความรู้เป็นองค์ประกอบ ประสบความสาเร็จและเป็นปัจจัยที่สร้างขึ้นได้ยากเช่นกัน เพราะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่หลากหลาย เช่น ต้องมีความโน้มเอียงด้านบวกต่อความรู้ หมายถึง บุคลากรทุกคน กระตือรือร้น มีความสุขและเต็มใจที่จะ
ปีที่ 22 ฉบับพิเศษ : กันยายน พ.ศ. 2559 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
417
แสวงหาความรู้ทุกเวลาได้อย่างเสรี วัฒนธรรมองค์กรจะต้องไม่มีอุปสรรคต่อการแสวงหาความรู้และสอดคล้อง กับแนวคิดของธวัช หมัดเต๊ะ (2547 : 10-27) ที่ได้ให้ความหมายว่าการจัดการความรู้ หมายถึง กิจกรรมการ จัดการที่มุ่งส่งเสริมกระบวนการหาความรู้ การรวบรวม และการถ่ายทอดความรู้ของบุคลากรในองค์กรนั้นๆ การถ่ายทอดวิธีการปฏิบัติที่ดีเลิศระหว่างกัน (Best Practice) การเผยแพร่ความรู้จากกลุ่มสู่กลุ่มและจากกลุ่ม สู่องค์กรและทุกฝ่ายจะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์กระบวนการจัดการความรู้ และหากมีกระบวนการ จัดการความรู้ (Knowledge Processing) ที่ดีแล้วจะนาไปสู่ความเป็นเลิศระยะยาว ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มี ระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ระดับน้อย เมื่ อได้รับการนิเทศด้วยเทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) พบว่าองค์ประกอบด้านการสร้างความรู้ได้รับการพัฒนามากที่สุด และครูผู้สอนในโรงเรียนขนาด เล็ ก พั ฒ นาการประยุ ก ต์ ใ ช้ ก ารจั ด การความรู้ เ พิ่ ม มากขึ้ น ทั้ ง นี้ อ าจเป็ น เพราะว่ า โรงเรี ย นที่ มี ร ะดั บ การ ประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ระดับน้อย เมื่อได้รับการนิเทศแบบชี้แนะอย่างถูกต้องตามกระบวนการแล้วทา ให้ครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของมาร์ควอด และเรย์โนลด์ (Marquarde and Raynolds, 1994 : 16-34) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบที่สาคัญในการ จัดการความรู้ว่า สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการความรู้ประกอบด้วยองค์ประกอบ ต่อไปนี้ 8) การเรียนรู้ ขององค์กรควรกาหนดให้บุคลากรได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและพัฒนา ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ และให้มีเครือข่ายความสัมพันธ์กระจายทั่วทั้งองค์กร ผ่านช่องทางการสื่อสาร และเทคโนโลยีต่างๆรวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การประชุม การฝึกอบรม มีการสร้างความรู้และ ถ่ายทอดความรู้ใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิ ตและประสิ ทธิภาพขององค์กร เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงและ ต่อเนื่องเพื่อนาไปแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างจริงจังและยั่งยืนต่อไป และสอดคล้องงานวิจัยของน้าทิพย์ วิภาวิน (2546 : 84-89) ที่ได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการความรู้ในห้องสมุด พบว่า องค์ประกอบการสร้าง วัฒนธรรมการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนความรู้มีความสาคัญเป็นอันดับแรก เพราะฉะนั้ นจึงต้องมีการกระตุ้น ศักยภาพของคนในองค์กร(Tacit Knowledge) ออกมาเพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่เป้าหมายและทิศทางที่ต้องการ 2. องค์ประกอบตามวัตถุประสงค์การวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ได้กาหนดวัตถุประสงค์เอาไว้คือ เพื่อพัฒนาเทคนิคการนิเทศให้มีความรู้และ ประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในโรงเรียนขนาดเล็กภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากผลการวิจัย พบว่า โรงเรียน ขนาดเล็กทุกโรงที่มีระดับผลการปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้แตกต่างกันเมื่อได้รับการนิเทศด้วย เทคนิคการนิเทศที่พัฒนาอย่างมีคุณภาพอันเกิดจากการจัดกระบวนการนิเทศที่เหมาะสมและเกิดจากการ สร้างสรรค์จากการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่าย ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กมีการประยุกต์ใช้การจัดการ ความรู้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดวีทลีย์ (Wheath;ey, 2001 : 6-8) เสนอว่าองค์กรจะต้องตระหนักถึง ความสาคัญของการจัดการความรู้ดังต่อไปนี้จึงจะประสบความสาเร็จตามวิสัยทัศน์ขององค์กรคือ การจัดการ ความรู้ต้องใช้เวลาและกระบวนการจัดการที่เหมาะสม เพราะการจัดการความรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีอย่าง เดียว เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่หลากหลาย ดังนั้นคนจึงเป็นนักความรู้ที่ต้องการแรงจูงใจในการ สร้างสรรค์ความรู้และการแบ่งปันในความรู้
418 วารสารการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย 1) จากผลการวิจัยที่พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับการปฏิบัติการจัดการความรู้ระดับ มาก เมื่อได้รับการนิเทศแบบพี่เลี้ ยง (Mentoring) ส่งผลให้โรงเรียนมีระดับการปฏิบัติการประยุกต์ใช้การ จัดการความรู้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ควรมีการกาหนดนโยบายเร่งด่วนที่จะพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ขนาดเล็กให้สูงขึ้นทุกด้าน และจากผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบด้านการแลกเปลี่ยนความรู้มีค่าเฉลี่ยของ ระดับการปฏิบัติการจัดการความรู้มากที่สุด หน่วยงานผู้เกี่ยวข้องจึงควรกาหนดนโยบายหรือแนวทางในการ จัดการศึกษาและให้ความสาคัญต่อองค์ประกอบด้านการแสวงหาความรู้ ตามด้วยองค์ประกอบด้านการนา ความรู้ไปใช้และองค์ประกอบด้านการสร้างความรู้ตามลาดับ 2) โรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับการปฏิบัติการจัดการความรู้ระดับปานกลาง เมื่อได้รับการ นิเทศแบบผสมผสาน ส่งผลให้โรงเรียนมีระดับการปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่มมากขึ้ น จาก ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบด้านการแสวงหาความรู้ได้รับการปฏิบัติในการจัดการความรู้มากที่สุด ตามด้วย การแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างความรู้ และองค์ประกอบด้านการนาความรู้ไปใช้ตามลาดับ หน่วยงานที่ เกี่ย วข้องควรให้ ความส าคัญ กาหนดนโยบายหรือแนวทางในการส่ งเสริ ม สนั บ สนุนเพื่อการพัฒ นาอย่าง ต่อเนื่อง โดยเน้นให้ความสาคัญองค์ประกอบตามข้อค้นพบในการวิจัย 3) โรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับการปฏิบัติการจัดการความรู้ระดับน้อย เมื่อได้รับการนิเทศ แบบชี้แนะ (Coaching) ส่งผลให้โรงเรียนมีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่ มมากขึ้น อาจจัด ในรูปแบบเครือข่าย โดยเฉพาะเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ที่จะสามารถนามาใช้เพื่อการศึกษาได้เช่นกัน เช่น คนที่เป็นครู หลังจากการสอนหรือทางานก็สามารถเข้าไปแสดงความรู้ต่างๆหรือแบ่งปันความรู้ต่างๆแก่กันได้ จากผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบด้านการแสวงหาความรู้มีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ มากที่สุด ควรให้ความสาคัญ ส่งเสริม พัฒนาองค์ประกอบด้านการสร้างความรู้ ตามด้วยองค์ประกอบด้านการ นาความรู้ไปใช้และองค์ประกอบด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ตามลาดับ ดังนั้นทุกหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการ รับผิดชอบต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ควรมีการกาหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะพัฒนา 1.2 ข้อเสนอแนะในเชิงปฏิบัติ ผลจากการวิจั ยที่พบว่า โรงเรี ยนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการ ความรู้ ที่แตกต่างกัน เมื่อได้รั บการนิเทศด้ว ยเทคนิคการนิ เทศที่พัฒ นา ส่ งผลให้ โ รงเรี ย นขนาดเล็ กมีการ ประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพิ่มมากขึ้น แต่จากผลการวิจัยดังกล่าวยังค้นพบข้อที่ควรปฏิบัติการนิเทศดังนี้ 1) โรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในระดับมาก ควรได้รับการนิเทศองค์ประกอบด้านการสร้างความรู้อย่างต่อเนื่อง
ปีที่ 22 ฉบับพิเศษ : กันยายน พ.ศ. 2559 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
419
2) โรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในระดับปานกลาง ควรได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมการนิเทศองค์ประกอบด้านการนาความรู้ไปใช้เป็นสาคัญ 3) โรงเรียนขนาดเล็กที่มีระดับปฏิบัติการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในระดับน้อย ควรได้รับการนิเทศองค์ประกอบด้านการแลกเปลี่ยนความรู้เพิ่มมากขึ้น 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรดาเนินการวิจัยเทคนิ คการนิ เทศครู เพื่อการประยุ กต์ใช้การจัดการความรู้ ในการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดอื่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.2 ควรดาเนินการวิจัยเทคนิคการนิเทศครูเพื่อการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในการพัฒนา คุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กภาคอื่นๆของประเทศไทย เอกสารอ้างอิง ธวัช หมัดเต๊ะ. “The New Knowledge Management” การจัดการความรู้ยุคใหม่ วารสารถักทอสายใย แห่งความรู้, 2547. น้าทิพย์ วิภาวิน. การจัดการความรู้กับความรู้. กรุงเทพฯ : เอสอาร์ พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์, 2547. บุญดี บุญญากิจ. การจัดการความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : บริษัทจิรวัฒน์ เอ็กซเพรสจากัด, 2548. ประเวศ วะสี. ระบบการเรียนรู้ใหม่ไม่ให้พ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย. กรุงเทพฯ : สานักงานร่วมด้วยเช่นกัน, 2550. พิธาน พื้นทอง. เชิงนโยบายเพื่อพัฒนาศักยภาพโรงเรียนขนาดเล็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต (การบริหาร การศึกษา) บัณฑิตวิทยาลัย ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2548. วันทิพย์ สินสูงสุด. การใช้การเรียนรู้จากการปฏิบัติเพื่อสร้างองค์การการใฝ่เรียนรู้. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์ช้วง, 2549. สมเพียง กุลละอณิชย์. การปฏิบัติงานตามกระบวนการนิเทศภายในของผู้นิเทศในโรงเรียน มัธยมศึกษาสหวิทยาเขตแก้วปราการ จังหวัดสมุทรปราการ. สารนิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2545. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. รายงานการศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ.2549. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2551. อภิสรรค์ ภาชนะวรรณ. รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยครูด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา นครราชสีมา: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล, 2552.
420 วารสารการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอื้ออารี ท้วมเสน. การศึกษาการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์การนิเทศโรงเรียนขนาดเล็กของสานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต2. สารนิพนธ์ กศ.ม. (การบริหารการศึกษา) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2549. Davenport, Thomas H. and Prusak, Laurence. Working knowledge. How organizations manage. What They Know. กรุงเทพฯ : แปลโดย นิทัศน์ วิเทศ. เออาร์ บิซิเนสเพรส, 1999. Liebowiz, J.; & Wright, K. Does Measuring Knowledge “Cents”?. Expert System With Application. (17) : 99-103., 1999. Marquarde, Michael J. and Raynolds, A. The Global Learning Organization. New York : Irwin, 1994.