Data Loading...
e-book business ethics Flipbook PDF
e-book business ethics
166 Views
23 Downloads
FLIP PDF 6.99MB
BUSINESS ETHICS จริยธรรมทางธุรกิจ เอกสารประกอบการสอน รายวิชา 05-052-303
จริยธรรมทางธุ รกิจ ความรูท้ วไปเกี ั่ ย่ วกับจริยธรรม แนวคิดและทฤษฎีทางจริยธรรม จรรยาบรรณและความ เสือ่ มของจรรยาบรรณวิชาชีพ ปั ญหาจริยธรรมทีม่ ีอิทธิพลต่อธุ รกิจ สังคม และสิง่ แวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างค่านิยมร่วมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน การนา จริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ จริยธรรมของผูบ้ ริหารและนักธุรกิจ จริยธรรมธุรกิจที่ เกีย่ วข้องกับสังคมและสิง่ แวดล้อม การพัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยังยื ่ น
CSR / CSV ──── GOOD GOVERNANCE ──── Green Habits ISO 9001 ISO 14001 ISO 26000 ──── Carbon Footprint ──── Sufficiency Economy Philosophy
ดร.ภรณี หลาวทอง สาขาการจัดการ คณะเทคโนโลยีการจัดการ RMUTI Surin Campus 2562
ก
คำนำ เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) รหัส 05-052-303 ฉบับนี้ ได้แบ่งเนื้อหาในการเรียนออกเป็น 9 หน่วยเรียน เนื้อหารายวิชามุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้และ ความเข้าใจในความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม แนวคิดและทฤษฎีทางจริยธรรม จรรยาบรรณและความ เสื่อมของจริยธรรมวิชาชีพ ปัญ หาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจและสังคม จริยธรรมธุรกิจกับความ รับผิดชอบต่อสังคม การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ จริยธรรมของ ผู้บริหารและนักธุรกิจ จริยธรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างและ พัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยการยกตัวอย่างจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ ผู้สอนควรได้ศึกษารายละเอียดแต่ละหน่วยเรียนจากเอกสารประกอบการสอน หรือหนังสือ/ ตารา จากแหล่งอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก รวมถึงสัดส่วนในการออกข้อสอบของแต่ละหัวข้อเพื่อทาการเน้น การเรียนการสอนในหน่วยเรียนนั้น ๆ เพื่อความเข้าใจของนักศึกษามากยิ่งขึ้น ผู้เขียนหวังว่าเอกสาร ประกอบการสอนฉบับนี้คงอานวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนจริยธรรมทางธุรกิจได้ตามสมควร หากคณาจารย์ท่านใดที่นาไปใช้มีข้อเสนอแนะ ผู้เขียนยินดีรับฟังและขอขอบคุณในความอนุเคราะห์ นั้น ณ โอกาสนี้ด้วย ภรณี หลาวทอง 31 พฤษภาคม 2562
ข
ข้อแนะนำสำหรับผู้สอนในกำรใช้เอกสำรประกอบกำรสอน เอกสารประกอบการสอนรายวิชา จริยธรรมทางธุรกิจ ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงมาอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ เอกสารนี้ ประกอบด้วย เนื้อหาสาระ จานวน 9 หน่วยเรียน ทุกหน่วยเรียนประกอบด้วยบทเรียนและหัวข้อ รายการเนื้อหา สาระจาแนกตามจานวนคาบที่ใช้สอน ใบเตรียมการสอน ในแต่ละบทแสดงวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เนื้อหา สรุป แบบฝึกหัด และนวัตกรรมเครื่องมื อวัดและประเมิ นผลตามกรอบมาตรฐานคุณ วุฒิ ระดับ อุดมศึก ษา 5 ด้าน คือ คุณ ธรรม จริยธรรม ความรู ทัก ษะทางปญญา ทั กษะความสัมพันธ ระหวางบุคคลและความรับผิดชอบ ทักษะการวิเคราะหเชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใชเทคโนโลยี สารสนเทศ นอกจากนี้ เพื่อให้นักเรียนได้สรุปและทบทวนสิ่งที่ตนได้เรียนรู้ในแต่ละหน่วยเรียน จึงได้ จัดทารายการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาซึ่งได้แจกแจงรายละเอียดของค่าคะแนน ในแต่ละหัวข้อไว้ด้วย สาหรับนวัตกรรมเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้นได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับ การประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 (สานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา, 2552) เพื่อยกระดับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของ นัก ศึ ก ษาให้ ได้ ม าตรฐานสากล เครื่ อ งมื อ วั ดและประเมิ นผลการเรีย นรู้ก รอบมาตรฐานคุ ณ วุ ฒิ ระดับอุ ดมศึกษาแห่ง ชาติ พ.ศ.2552 ประกอบด้วยรายการทั กษะ 5 ด้านข้างต้น ประจาหลักสูตร บริหารธุรกิจบัณฑิ ต สาขาวิชาการจัดการ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2558) หรือ มคอ.2 ดังนั้น ผู้สอนจึง ควรทาความเข้าใจและอธิบายให้กับนักศึกษาเกี่ยวกับตัวประเมินนี้ จึงจะทาให้ทราบได้ว่านักศึกษา ได้รับการพัฒนาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2552 อย่างแท้จริง ภรณี หลาวทอง
ค
สำรบัญ คำนำ ปณิธำน วิสัยทัศน์ พันธกิจ อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ เป้ำประสงค์ของมหำวิทยำลัย ปรัชญำ ควำมสำคัญ และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ลักษณะรำยวิชำ กำรแบ่งหน่วยเรียน จุดประสงค์กำรสอน กำหนดกำรสอน กำรประเมินผลรำยวิชำ ตำรำงกำหนดนำหนักคะแนน หน่วยเรียนที่ 1 ควำมรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรมทำงธุรกิจ 1.1 ความหมายและความสาคัญของจริยธรรม 1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับจริยธรรม 1.3 จริยธรรมทางธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 แบบฝึกหัดเสริม บรรณานุกรม หน่วยเรียนที่ 2 แนวคิดและทฤษฎีทำงจริยธรรม 2.1 แนวคิดทางจริยธรรม 2.2 ทฤษฎีทางจริยธรรม 2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับศาสตร์อื่น ๆ แบบฝึกหัดเสริม บรรณานุกรม หน่วยเรียนที่ 3 จรรยำบรรณและควำมเสื่อมของจรรยำบรรณวิชำชีพ 3.1 จรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2 ความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ แบบฝึกหัดเสริม บรรณานุกรม หน่วยเรียนที่ 4 ปัญหำจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 4.1 ปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิง่ แวดล้อม 4.2 ปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อสังคม 4.3 ปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อสิง่ แวดล้อม แบบฝึกหัดเสริม บรรณานุกรม
หน้ำ ก ซ ญ ฎ ฏ ต ป ฝ พ 1-2 1-2 1-12 1-18 1-25 1-26 2-2 2-2 2-24 2-36 2-43 2-44 3-2 3-2 3-25 3-30 3-31 4-2 4-2 4-22 4-31 4-40 4-41
ง
สำรบัญ (ต่อ) หน้ำ หน่วยเรียนที่ 5 ควำมรับผิดชอบต่อสังคมและกำรสร้ำงค่ำนิยมร่วมระหว่ำง องค์กรธุรกิจกับชุมชน 5.1 ความรับผิดชอบต่อสังคม 5.2 ความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน 5.3 การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ แบบฝึกหัดเสริม บรรณานุกรม หน่วยเรียนที่ 6 กำรนำจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 6.1 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 6.2 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้กับนโยบายของรัฐ แบบฝึกหัดเสริม บรรณานุกรม หน่วยเรียนที่ 7 จริยธรรมของผู้บริหำรและนักธุรกิจ 7.1 จริยธรรมของผูบ้ ริหาร 7.2 จริยธรรมของนักธุรกิจ 7.3 ผลลัพธ์ของการบริหารงานโดยใช้หลักจริยธรรม แบบฝึกหัดเสริม บรรณานุกรม หน่วยเรียนที่ 8 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิง่ แวดล้อม 8.1 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.2 จริยธรรมกับกระแสโลภาภิวัตน์ แบบฝึกหัดเสริม บรรณานุกรม หน่วยเรียนที่ 9 กำรพัฒนำจริยธรรมธุรกิจอย่ำงยั่งยืน 9.1 การพัฒนาจริยธรรมในองค์กร 9.2 การน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดาเนินธุรกิจ 9.3 การพัฒนาธุรกิจอย่างยัง่ ยืน แบบฝึกหัดเสริม บรรณานุกรม
5-2 5-2 5-16 5-22 5-33 5-34 6-2 6-2 6-18 6-41 6-44 7-2 7-3 7-18 7-21 7-30 7-31 8-2 8-2 8-16 8-40 8-41 9-2 9-2 9-14 9-36 9-45 9-47
จ
สำรบัญตำรำง ตำรำงที่ 2.1 ข้อดีและข้อเสียของแนวทางประโยชน์นิยม 2.2 เครือ่ งชี้วัดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดรี ะดับองค์กร 2.3 แสดงข้อแตกต่างระหว่างจริยธรรมกับกฎหมาย
หน้ำ 2-32 2-34 2-40
ฉ
สำรบัญภำพ ภำพที่ 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 2.8 2.9 2.10 2.11 2.12 3.1 5.1 6.1 6.2 6.3 6.4 6.5 6.6 6.7 6.8 6.9 6.10 6.11 6.12 6.13 6.14 6.15 6.16 8.1 8.2 8.3
ภาพของ โสกราตีส (Socrates) ภาพของ เพลโต (Plato) ภาพของ อริสโตเติล (Aristotle) ภาพของ ซิกมันต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ภาพของ อิวาน พาลลอฟ (Ivan Povlov) ภาพของ เพียเจต์ (Piaget) ภาพของ ลอร์เรนซ์ โคลเบิรก์ (Lawrence Kohlberg) ภาพของ โทมัสฮอบฮ์ (Thomas Hobbes) ภาพของ อิมมานูแอล ค้านท์ (Immanuel Knat) ภาพของ จอห์น สตูอาร์ท มิล (John Stuart mill) ภาพของ โพรแทกกอรัส (Protagoras) ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรม ภาพเหตุการณ์ขณะล้อมจับ ลาดับชั้นของผู้มสี ่วนได้เสียในระดับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับซีเอสอาร์ ตราสัญลักษณ์กรมทรัพย์สินทางปัญญา สินค้า 75 ชนิด ที่ขึ้นทะเบียน GI ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย ตราสัญลักษณ์สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตราสัญลักษณ์กระทรวงแรงงาน ตราสัญลักษณ์กรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน ตราสัญลักษณ์กระทรวงวัฒนธรรม ตราสัญลักษณ์กระทรวงอุตสาหกรรม แสดงเครื่องหมายมาตรฐาน ตราสัญลักษณ์สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตราสัญลักษณ์กระทรวงสาธารณสุข ตราสัญลักษณ์กรมโรงงานอุตสาหกรรม ตราสัญลักษณ์กรมสรรพากร ตราสัญลักษณ์กรมสรรพสามิต ตราสัญลักษณ์กรมศุลกากร สัตว์ป่าคุ้มครอง (ลิงลม) ทางเลือกและแนวปฏิบัติของธรรมาภิบาลสีเขียว สัญลักษณ์ Rethink สัญลักษณ์ Reduce
หน้ำ 2-8 2-9 2-12 2-14 2-16 2-18 2-20 2-25 2-26 2-27 2-28 2-29 3-24 5-6 6-19 6-22 6-22 6-23 6-24 6-25 6-26 6-27 6-30 6-33 6-34 6-35 6-35 6-36 6-36 6-38 8-19 8-21 8-21
ช
สำรบัญภำพ (ต่อ) ภำพที่ 8.4 8.5 8.6 8.7 8.8 8.9 8.10 8.11 8.12 8.13 8.14 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 9.6
หน้ำ สัญลักษณ์ Reuse 8-22 สัญลักษณ์ Recycle 8-22 สัญลักษณ์ Recondition 8-22 สัญลักษณ์ Refuse 8-23 สัญลักษณ์ Return 8-23 แสดงภาพรวมของมาตรฐาน ISO 26000 8-29 แสดงหัวข้อหลัก (Core Subjects) ของความรับผิดชอบต่อสังคม 8-31 ฉลากคาร์บอนในประเทศอังกฤษ 8-34 ฉลากคาร์บอนในประเทศญี่ปุ่น 8-35 ฉลากคาร์บอนในประเทศเกาหลี 8-36 ฉลากคาร์บอนในประเทศสหรัฐอเมริกา 8-37 แสดงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 9-19 วอร์เรน บัพเฟตต์ 9-26 บิล เกตต์ 9-27 ดร.วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ 9-28 จอร์แดน ได้ขอพระบรมราชานุญาตนาเทคนิคการทาฝนหลวงไปใช้ตั้งแต่ปี 2552 9-29 ศูนย์การศึกษาและการเรียนรูป้ รัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ราชอาณาจักรตองกา ซึ่งได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากรัฐบาลไทย (ภาพจากกระทรวงการต่างประเทศ) 9-31 9.7 องค์ประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน 9-40
ซ ปณิธำน วิสัยทัศน์ พันธกิจ อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ เป้ำประสงค์ของมหำวิทยำลัย 1) ปณิธำน (Determination) สร้างคนสู่งาน เชี่ยวชาญเทคโนโลยี 2) วิสัยทัศน์ (Vision) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณภาพชั้นนาในประเทศ ที่เน้นการผลิตนักปฏิบัติด้านวิชาชีพ เพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ตอบสนองประชาคมอาเซียน 3) พันธกิจ (Mission) 1. จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาบนพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของผู้รับบริการ 2. สร้างงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ การผลิตการบริการ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ 3. บริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่สังคม 4. ทานุบารุงศาสนา อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และรักษาสิ่งแวดล้อม 5. บริหารจัดการโดยยึดหลักการบริหารจัดการที่ดี 6. สนองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริฯ 7. พัฒนาเครือข่าย ความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ 4) อัตลักษณ์ (Identity) มหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมปฏิบัติงาน 5) เอกลักษณ์ (Uniqueness) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งการสร้างอาชีพเฉพาะทาง 6) เป้ำประสงค์ (Goals) 1. บัณฑิตนักปฏิบัติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพ และสามารถแข่งขัน ได้ในประชาคมอาเซียน 2. บัณฑิ ตนักปฏิบัติด้านสังคมศาสตร์ที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพและสามารถ แข่งขันได้ในประชาคมอาเซียน 3. ผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ 4. การบริการวิชาการเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน 5. มีระบบบริหารจัดการงานบริการวิชาการที่มีประสิทธิภาพ 6. การส่งเสริมสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ฌ 7. การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม 8. การสนองโครงการพระราชดาริฯ 9. ระบบการคลังที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ 10. ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ 11. ระบบการบริหารกิจการสภาของมหาวิทยาลัยและการติดตามตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ 12. ระบบบริหารจัดการกลางที่มีประสิทธิภาพ 13. ระบบวิเทศสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ
ญ ปรัชญำ ควำมสำคัญ และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร 1) ปรัชญำ ควำมสำคัญ เพื่อผลิตบัณฑิ ตนักปฏิบัติด้านการจัดการ ให้เป็นผู้มี ความรู้ ความเชี่ยวชาญและสามารถ นามาประยุกต์ใช้ในงานด้านธุรกิจ โดยมีความเป็นผู้นาสามารถทางานเป็นทีม มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณทางวิชาชีพ 2) วัตถุประสงค์ของหลักสูตร 1. คุณธรรม จริยธรรม มีจิตบริการและความรับผิดชอบต่อสังคมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ 2. มีความรอบรู้ทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพในศาสตร์การจัดการ มีความสามารถใน การปฏิบัติงานและบริหารจัดการเทียบเท่ามาตรฐานสมรรถนะทางวิชาชีพในภูมิภาคอื่นของโลก 3. การวิเคราะห์สถานการณ์ โดยประยุกต์ใช้ความรู้ เหตุผลและวิจารณาณอย่างเหมาะสม เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ
ฎ
ลักษณะรำยวิชำ 1. 2. 3. 4. 5.
รหัสและชื่อวิชำ สภำพรำยวิชำ ระดับรำยวิชำ วิชำบังคับก่อน เวลำเรียน
6. จำนวนหน่วยกิต 7. จุดประสงค์รำยวิชำ
8. คำอธิบำยรำยวิชำ
05-052-303 จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) วิชาชีพบังคับ ชั้นปีที่ 3 ไม่มี 51 คาบเรียน ตลอด 17 สัปดาห์ ทฤษฎี 45 คาบต่อสัปดาห์ และ นักศึกษาจะต้องใช้เวลาศึกษาค้นคว้านอกเวลา 6 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ 3 (3-0-6) หน่วยกิต 1) รู้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม แนวคิดและทฤษฎีทาง จริยธรรม จรรยาบรรณและความเสื่อมของจริยธรรมวิชาชีพ 2) เข้าใจปัญหาจริยธรรมทีม่ ีอิทธิพลต่อธุรกิจและสังคม จริยธรรมธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม 3) เข้าใจจริยธรรมของผู้บริหารและนักธุรกิจ 4) เข้าใจจริยธรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 5) เข้าใจการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ 6) เข้าใจการเสริมสร้างและพัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยั่งยืน 7) ยกตัวอย่างจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ เพื่อให้ผเู้ รียน สามารถนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ ความรู้ทั่ วไปเกี่ ยวกั บ จริยธรรม แนวคิดและทฤษฎีท าง จริย ธรรม จรรยาบรรณและความเสื่ อมของจริย ธรรมวิช าชี พ ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจและสังคม จริยธรรมธุรกิจกับ ความรั บ ผิ ด ชอบต่ อ สั ง คม การสร้ างคุ ณ ค่ าทางธุ ร กิ จ การน า จริยธรรมไปประยุก ต์ใช้ในธุร กิจ จริยธรรมของผู้บริห ารและนัก ธุร กิ จ จริยธรรมทางธุร กิ จที่ เกี่ ยวข้องกั บ สังคมและสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างและพัฒนา จริ ย ธรรมธุ ร กิ จ อย่ างยั่ ง ยื น โดยการ ยกตัวอย่างจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ
ฏ
กำรแบ่งหน่วยเรียน หน่วยที่
รำยกำร
1
ควำมรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม 1.1 ความหมายและความสาคัญของจริยธรรม 1.1.1 ความหมายของจริยธรรม 1.1.2 ความสาคัญของจริยธรรม 1.1.3 องค์ประกอบของจริยธรรม 1.1.4 ขอบข่ายของจริยธรรม 1.1.5 ระดับขั้นพัฒนาการทางจริยธรรม 1.1.6 ประโยชน์ของจริยธรรม 1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับจริยธรรม 1.2.1 ที่มาของจริยธรรมทางธุรกิจ 1.2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับจริยธรรม 1.2.3 การนาจริยธรรมมาใช้ในธุรกิจ 1.2.4 โอกาสและอุปสรรคในการดาเนินธุรกิจ 1.3 จริยธรรมทางธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 1.3.1 โลกาภิวัตน์ จริยธรรมและการจัดการ 1.3.2 โลกแห่งการแข่งขันกับการปรับตัวของธุรกิจ แนวคิดและทฤษฎีทำงจริยธรรม 2.1 แนวคิดทางจริยธรรม 2.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมของธุรกิจที่มีต่อผู้บริโภค 2.1.2 แนวคิดและกระบวนการตัดสินใจทางจริยธรรมแบบต่างๆ 2.1.3 จริยธรรมทางธุรกิจในแต่ละมิติ 2.1.4 หลักทีจ่ ริยศาสตร์ใช้พิจารณาคุณธรรมและจริยธรรม 2.2 ทฤษฎีทางจริยธรรม 2.2.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม 2.2.2 เกณฑ์ในการพิจารณาจริยธรรม 2.2.3 ทฤษฎีจริยธรรมทีป่ ระยุกต์ใช้ 2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับศาสตร์อื่น ๆ 2.3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับวิทยาศาสตร์ 2.3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับสังคมศาสตร์ 2.3.3 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับนิติศาสตร์ 2.3.4 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับบริหารธุรกิจ 2.3.5 ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมกับกฎหมาย
2
ชั่วโมงเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ 3 -
3
-
ฐ
กำรแบ่งหน่วยเรียน หน่วยที่
รำยกำร
3
จรรยำบรรณและควำมเสื่อมของจรรยำบรรณวิชำชีพ 3.1 จรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.1 ความหมายของจรรยาบรรณ 3.1.2 ที่มาของจรรยาบรรณ 3.1.3 แนวปฏิบัติในจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.4 ประโยชน์ของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.5 จรรยาบรรณวิชาชีพต่างๆ 3.2 ความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.1 ความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.2 ที่มาของความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.3 ความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพต่างๆ ปัญหำจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 4.1 ปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อธุรกิจ 4.1.1 ที่มาของปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อธุรกิจ 4.1.2 ประเภทปัญหาจริยธรรมที่มีอทิ ธิพลต่อธุรกิจ 4.1.3 ปัญหาจริยธรรมในการปฏิบัติงานของธุรกิจในประเทศไทย 4.1.4 ปัญหาจริยธรรมในธุรกิจข้ามวัฒนธรรม 4.1.5 กรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในองค์กร ธุรกิจ 4.2 ปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อสังคม 4.2.1 ที่มาและสาเหตุของปัญหาจริยธรรมทีม่ ีอิทธิพลต่อสังคม 4.2.2 การคอรัปชั่น 4.2.3 การแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม 4.2.4 กรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 4.3 ปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อสิง่ แวดล้อม 4.3.1 ที่มาและสาเหตุของปัญหาจริยธรรมทีม่ ีอิทธิพลต่อสังคม 4.3.2 ผลกระทบจากการประกอบธุรกิจกับสิง่ แวดล้อม 4.3.3 การแก้ไขปัญหาจริยธรรมสู่นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม 4.3.4 กรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นกับ สิ่งแวดล้อม
4
ชั่วโมงเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ 3 -
6
-
ฑ
กำรแบ่งหน่วยเรียน หน่วยที่
รำยกำร
5
ควำมรับผิดชอบต่อสังคมและกำรสร้ำงคุณค่ำทำงธุรกิจ 5.1 ความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.1 ความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.2 ผู้มีส่วนได้เสียกับความรับผิดชอบ 5.1.3 ชนิดของกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ 5.1.4 หน่วยงานระดับสากลที่เกี่ยวข้องและความจาเป็นทีต่ ้องมี ความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.5 กฎเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสังคมในตลาดธุรกิจสากล 5.2 ความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน 5.2.1 ความรับผิดชอบต่อสังคมสาหรับธุรกิจทุกระดับ 5.2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับความรับผิดชอบต่อ สังคมของธุรกิจ 5.3 การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ 5.3.1 การสร้างคุณค่าร่วมได้ 5.3.2 SVOI เครื่องมือค้นหา "คุณค่าร่วม" 5.3.3 CSV โมเดลทาดีวิถีทุนนิยม 5.3.4 ยกตัวอย่างองค์กรธุรกิจทีม่ ีการสร้างคุณค่าร่วมในธุรกิจ ไทย กำรนำจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 6.1 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 6.1.1 การประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมกับการดาเนิน ธุรกิจ 6.1.2 จริยธรรมที่มผี ลต่อการทุม่ เทของพนักงาน 6.1.3 จริยธรรมที่มผี ลต่อกาไรของธุรกิจ 6.1.4 ความสาคัญของชื่อเสียงในการเสริมคุณค่าให้กบั ธุรกิจ 6.2 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้กับนโยบายของรัฐ 6.2.1 รัฐบาลกับผลกระทบต่อจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ 6.2.2 หน่วยงานของรัฐทีเ่ กี่ยวข้องกับการดาเนินธุรกิจ จริยธรรมของผู้บริหำรและนักธุรกิจ 7.1 จริยธรรมของผูบ้ ริหาร 7.1.1 จริยธรรมของผูบ้ ริหาร 7.1.2 บทบาทและหน้าที่ของผูบ้ ริหาร 7.1.3 หลักธรรมขั้นพื้นฐานสาหรับผู้บริหาร
6
7
ชั่วโมงเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ 6 -
6
-
3
-
ฒ
กำรแบ่งหน่วยเรียน หน่วยที่
8
9
รำยกำร 7.1.4 ปัจจัยที่มอี ิทธิพลต่อจริยธรรมของผู้บริหาร 7.1.5 ธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล 7.2 จริยธรรมของนักธุรกิจ 7.2.1 จริยธรรมของนักธุรกิจ 7.2.2 บทบาทจริยธรรมของนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อบุคคล 7.3 ผลลัพธ์ของการบริหารงานโดยใช้หลักจริยธรรม 7.3.1 ความสัมพันธ์จริยธรรมทางธุรกิจกับผลประกอบการ 7.3.2 การพัฒนาคุณธรรมของผูบ้ ริหาร 7.3.3 จริยธรรมกับการแก้ไขข้อขัดแย้ง 7.3.4 หลักปฏิบัตทิ ี่ก่อให้เกิดจริยธรรมในธุรกิจระหว่างประเทศ 7.3.5 จริยธรรมในการบริหารจัดการทรัยพากรมนุษย์ในองค์กร 7.3.6 ความรับผิดชอบขององค์กรที่พึงมีในการดาเนินธุรกิจ จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1.1 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1.2 แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ 8.1.3 สิ่งกระตุ้นและแรงผลักดันให้ดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม 8.2 จริยธรรมกับกระแสโลภาภิวัตน์ 8.2.1 พัฒนาการของ Red Ocean Blue Ocean White Ocean และ Green Ocean 8.2.2 ธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) 8.2.3 อุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) 8.2.4 มาตรฐาน ISO9001 ISO14001 และ ISO26000 8.2.5 คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) กำรพัฒนำจริยธรรมธุรกิจอย่ำงยั่งยืน 9.1 การพัฒนาจริยธรรมในองค์กร 9.1.1 สิทธิมนุษยชน: SA800/WRAP 9.1.2 บทบาทและความรับผิดชอบในการดาเนินธุรกิจ 9.1.3 การสร้างแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจริยธรรมทาง ธุรกิจ 9.2 การน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดาเนินธุรกิจ 9.2.1 ทฤษฎีใหม่ 9.2.2 การประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินธุรกิจ
ชั่วโมงเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ
6
-
9
-
ณ
กำรแบ่งหน่วยเรียน หน่วยที่
ชั่วโมงเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ
รำยกำร 9.2.3 ตัวอย่างบุคคลน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมา ประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตและประกอบธุรกิจ 9.3 การพัฒนาธุรกิจอย่างยัง่ ยืน 9.3.1 หลักการพัฒนาที่ยงั่ ยืน 9.3.2 การประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาที่ยงั่ ยืน
รวมทฤษฎี 45 สอบกลำงภำค 3 สอบปลำยภำค 3 รวม 51
ชม. ชม. ชม. ชม.
ด
จุดประสงค์กำรสอน หน่วยที่
รำยกำร
1
ควำมรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม 1.1 รูค้ วำมหมำยและควำมสำคัญของจริยธรรม 1.1.1 บอกความหมายของจริยธรรม 1.1.2 บอกความสาคัญของจริยธรรม 1.1.3 บอกองค์ประกอบของจริยธรรม 1.1.4 บอกขอบข่ายของจริยธรรม 1.1.5 บอกระดับขั้นพัฒนาการทางจริยธรรม 1.1.6 บอกประโยชน์ของจริยธรรม 1.2 รู้และเข้ำใจควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรดำเนินธุรกิจกับ จริยธรรม 1.2.1 บอกที่มาของจริยธรรมทางธุรกิจ 1.2.2 บอกความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับจริยธรรม 1.2.3 อธิบายการนาจริยธรรมมาใช้ในธุรกิจ 1.2.4 อธิบายโอกาสและอุปสรรคในการดาเนินธุรกิจ 1.3 เข้ำใจจริยธรรมทำงธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 1.3.1 บอกลักษณะโลกาภิวัตน์ จริยธรรมและการจัดการ 1.3.2 อธิบายลักษณะโลกแห่งการแข่งขันกับการปรับตัวของ ธุรกิจ แนวคิดและทฤษฎีทำงจริยธรรม 2.1 รูแ้ นวคิดทำงจริยธรรม 2.1.1 บอกแนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมของธุรกิจที่มีต่อผู้บริโภค 2.1.2 บอกแนวคิดและกระบวนการตัดสินใจทางจริยธรรมแบบ ต่างๆ 2.1.3 บอกจริยธรรมทางธุรกิจในแต่ละมิติ 2.1.4 บอกหลักที่จริยศาสตร์ใช้พิจารณาคุณธรรมและจริยธรรม 2.2 รู้และเข้ำใจทฤษฎีทำงจริยธรรม 2.2.1 บอกทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม 2.2.2 บอกความแตกต่างของเกณฑ์ในการพิจารณาจริยธรรม 2.2.3 ยกตัวอย่างทฤษฎีจริยธรรมที่ประยุกต์ใช้ 2.3 เข้ำใจควำมสัมพันธ์ระหว่ำงจริยธรรมกับศำสตร์อื่น ๆ 2.3.1 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับวิทยาศาสตร์ 2.3.2 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับสังคมศาสตร์ 2.3.3 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับนิติศาสตร์
2
เวลำเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ 3 (ชม.) 60 นาที
60 นาที
60 นาที
3 (ชม.) 60 นาที
60 นาที
60 นาที
-
ต
จุดประสงค์กำรสอน หน่วยที่
3
4
รำยกำร 2.3.4 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับบริหารธุรกิจ 2.3.5 อธิบายความแตกต่างระหว่างจริยธรรมกับกฎหมาย จรรยำบรรณและควำมเสื่อมของจรรยำบรรณวิชำชีพ 3.1 รู้จรรยำบรรณวิชำชีพ 3.1.1 บอกความหมายของจรรยาบรรณ 3.1.2 บอกที่มาของจรรยาบรรณ 3.1.3 บอกแนวปฏิบัติในจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.4 บอกประโยชน์ของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.5 บอกจรรยาบรรณวิชาชีพต่างๆ 3.2 รู้และเข้ำใจควำมเสื่อมของจรรยำบรรณวิชำชีพ 3.2.1 บอกความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.2 บอกที่มาของความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.3 อธิบายความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพต่างๆ ปัญหำจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 4.1 รู้และเข้ำใจปัญหำจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ 4.1.1 บอกที่มาของปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อธุรกิจ 4.1.2 บอกประเภทปัญหาจริยธรรมที่มีอทิ ธิพลต่อธุรกิจ 4.1.3 อธิบายลักษณะปัญหาจริยธรรมในการปฏิบัติงานของ ธุรกิจในประเทศไทย 4.1.4 บอกลักษณะปัญหาจริยธรรมในธุรกิจข้ามวัฒนธรรม 4.1.5 ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมทีเ่ กิดขึ้น ในองค์กรธุรกิจ 4.2 เข้ำใจและแก้ปัญหำจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคม 4.2.1 อธิบายที่มาและสาเหตุของปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพล ต่อสังคม 4.2.2 อธิบายการคอรัปชั่นและการรับสินบน 4.2.3 การแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม 4.2.4 ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมทีเ่ กิดขึ้น ในสังคม 4.3 เข้ำใจและแก้ปัญหำจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม 4.3.1 อธิบายที่มาและสาเหตุของปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพล ต่อสังคม
เวลำเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ 3 (ชม.) 90 นาที
-
90 นาที
6 (ชม.) 180 นาที
60 นาที
120 นาที
-
ถ
จุดประสงค์กำรสอน หน่วยที่
5
6
รำยกำร 4.3.2 อธิบายผลกระทบจากการประกอบธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม 4.3.3 การแก้ไขปัญหาจริยธรรมสู่นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม 4.3.4 ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมทีเ่ กิด ขึ้นกับสิง่ แวดล้อม ควำมรับผิดชอบต่อสังคมและกำรสร้ำงค่ำนิยมร่วมระหว่ำง องค์กรธุรกิจกับชุมชน 5.1 รูค้ วำมรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.1 บอกความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.2 บอกผู้มสี ่วนได้เสียกับความรับผิดชอบ 5.1.3 ชนิดของกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ 5.1.4 บอกหน่วยงานระดับสากลที่เกี่ยวข้องและความจาเป็น ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.5 บอกกฎเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสังคมในตลาดธุรกิจ สากล 5.2 รู้และเข้ำใจควำมรับผิดชอบต่อสังคมระหว่ำงองค์กรธุรกิจ กับชุมชน 5.2.1 บอกความรับผิดชอบต่อสังคมสาหรับธุรกิจทุกระดับ 5.2.2 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับความ รับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ 5.3 รู้และเข้ำใจกำรสร้ำงคุณค่ำทำงธุรกิจ 5.3.1 บอกการสร้างคุณค่าร่วมได้ 5.3.2 บอก SVOI เครื่องมือค้นหา "คุณค่าร่วม" 5.3.3 อธิบาย CSV โมเดลทาดีวิถีทุนนิยม 5.3.4 ยกตัวอย่างองค์กรธุรกิจทีม่ ีการสร้างคุณค่าร่วมในธุรกิจ ไทย กำรนำจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 6.1 รู้และเข้ำใจกำรนำจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 6.1.1 อธิบายการประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมกับการ ดาเนินธุรกิจ 6.1.2 บอกจริยธรรมที่มผี ลต่อการทุม่ เทของพนักงาน 6.1.3 บอกจริยธรรมที่มผี ลต่อกาไรของธุรกิจ 6.1.4 อธิบายความสาคัญของชื่อเสียงในการเสริมคุณค่าให้กับ ธุรกิจ
เวลำเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ
6 (ชม.)
-
120 นาที
60 นาที
180 นาที
6 (ชม.) 180 นาที
-
ท
จุดประสงค์กำรสอน หน่วยที่
7
8
รำยกำร 6.2 เข้ำใจกำรนำจริยธรรมไปประยุกต์ใช้กับนโยบำยของรัฐ 6.2.1 อธิบายรัฐบาลกับผลกระทบต่อจริยธรรมในการดาเนิน ธุรกิจ 6.2.2 อธิบายหน่วยงานของรัฐทีเ่ กี่ยวข้องกับการดาเนินธุรกิจ จริยธรรมของผู้บริหำรและนักธุรกิจ 7.1 รู้จริยธรรมของผู้บริหำร 7.1.1 บอกจริยธรรมของผูบ้ ริหาร 7.1.2 บอกบทบาทและหน้าที่ของผูบ้ ริหาร 7.1.3 บอกหลักธรรมขั้นพื้นฐานสาหรับผูบ้ ริหาร 7.1.4 บอกปัจจัยที่มอี ิทธิพลต่อจริยธรรมของผู้บริหาร 7.1.5 บอกธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล 7.2 รู้จริยธรรมของนักธุรกิจ 7.2.1 บอกจริยธรรมของนักธุรกิจ 7.2.2 บอกบทบาทจริยธรรมของนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อบุคคล 7.3 รู้และเข้ำใจผลลัพธ์ของกำรบริหำรงำนโดยใช้หลักจริยธรรม 7.3.1 บอกความสัมพันธ์จริยธรรมทางธุรกิจกับผล ประกอบการ 7.3.2 บอกการพัฒนาคุณธรรมของผูบ้ ริหาร 7.3.3 บอกจริยธรรมกับการแก้ไขข้อขัดแย้ง 7.3.4 บอกหลักปฏิบัติทกี่ ่อให้เกิดจริยธรรมในธุรกิจระหว่าง ประเทศ 7.3.5 อธิบายจริยธรรมในการบริหารจัดการทรัยพากรมนุษย์ ในองค์กร 7.3.6 อธิบายความรับผิดชอบขององค์กรที่พงึ มีในการดาเนิน ธุรกิจ จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1 รู้จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1.1 บอกจริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1.2 บอกแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ 8.1.3 บอกสิ่งกระตุ้นและแรงผลักดันให้ดาเนินการด้าน สิ่งแวดล้อม
เวลำเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ 180 นาที
3 (ชม.) 60 นาที
-
60 นาที 60 นาที
6 (ชม.) 180 นาที
-
ธ
จุดประสงค์กำรสอน หน่วยที่
9
รำยกำร
เวลำเรียน ทฤษฎี ปฏิบัติ 180 นาที
8.2 เข้ำใจจริยธรรมกับกระแสโลกำภิวัตน์ 8.2.1 อธิบายพัฒนาการของ Red Ocean Blue Ocean White Ocean และ Green Ocean 8.2.2 อธิบายธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) 8.2.3 อธิบายอุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) 8.2.4 อธิบายมาตรฐาน ISO9001 ISO14001 และ ISO26000 8.2.5 อธิบายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) กำรพัฒนำจริยธรรมธุรกิจอย่ำงยั่งยืน 9 (ชม.) 9.1 รูก้ ำรพัฒนำจริยธรรมในองค์กร 180 นาที 9.1.1 บอกสิทธิมนุษยชน: SA800/WRAP 9.1.2 บอกบทบาทและความรับผิดชอบในการดาเนินธุรกิจ 9.1.3 บอกการสร้างแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจริยธรรม ทางธุรกิจ 9.2 รู้และเข้ำใจกำรน้อมนำปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียงมำใช้ใน 180 นาที กำรดำเนินธุรกิจ 9.2.1 บอกทฤษฎีใหม่ 9.2.2 อธิบายการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนิน ธุรกิจ 9.2.3 ยกตัวอย่างบุคคลน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมา ประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตและประกอบธุรกิจ 9.3 รู้และเข้ำใจกำรพัฒนำธุรกิจอย่ำงยั่งยืน 180 นาที 9.3.1 บอกหลักการพัฒนาที่ยงั่ ยืน 9.3.2 บอกการประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาที่ยงั่ ยืน
-
น
กำหนดกำรสอน สัปดำห์ที่ ว/ด/ป 1
2
3
4 5 6
7 8 9 10 11
ชม.ที่ รำยกำร 1-3 แนะนาการเรียนการสอน 1. ควำมรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม 1.1 ความหมายและความสาคัญของ จริยธรรม 1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจ กับจริยธรรม 1.3 จริยธรรมทางธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 1-3 2. แนวคิดและทฤษฎีทำงจริยธรรม 2.1 แนวคิดทางจริยธรรม 2.2 ทฤษฎีทางจริยธรรม 2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับ ศาสตร์อื่น ๆ 1-3 3. จรรยำบรรณและควำมเสื่อมของ จรรยำบรรณวิชำชีพ 3.1 จรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2 ความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 1-3 4. ปัญหำจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 4.1 ปัญหาจริยธรรมทีม่ ีอิทธิพลต่อธุรกิจ 1-3 4.2 ปัญหาจริยธรรมทีม่ ีอิทธิพลต่อสังคม 4.3 ปัญหาจริยธรรมทีม่ ีอิทธิพลต่อ สิ่งแวดล้อม 1-3 5. ควำมรับผิดชอบต่อสังคมและกำรสร้ำง ค่ำนิยมร่วมระหว่ำงองค์กรธุรกิจกับชุมชน 5.1 ความรับผิดชอบต่อสังคม 5.2 ความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างองค์กร ธุรกิจกับชุมชน 1-3 5.3 การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ 1-3 สอบกลำงภำค 1-3 6. กำรนำจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 6.1 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 1-3 6.2 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้กับ นโยบายของรัฐ 1-3 7. จริยธรรมของผู้บริหำรและนักธุรกิจ
หมำยเหตุ
บ
กำหนดกำรสอน สัปดำห์ที่ ว/ด/ป
ชม.ที่
12
1-3
13 14
1-3 1-3
15
1-3
16 17
1-3 1-3
รำยกำร 7.1 จริยธรรมของผู้บริหาร 7.2 จริยธรรมของนักธุรกิจ 7.3 ผลลัพธ์ของการบริหารงานโดยใช้หลัก จริยธรรม 8. จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและ สิ่งแวดล้อม 8.1 จริยธรรมธุรกิจทีเ่ กี่ยวข้องกับสังคมและ สิ่งแวดล้อม 8.2 จริยธรรมกับกระแสโลกาภิวัตน์ 9. กำรพัฒนำจริยธรรมธุรกิจอย่ำงยั่งยืน 9.1 การพัฒนาจริยธรรมในองค์กร 9.2 การน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมา ใช้ในการดาเนินธุรกิจ 9.3 การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน สอบปลำยภำค
หมำยเหตุ
ป
กำรประเมินผลรำยวิชำ 1) เกณฑ์กำรพิจำรณำ รายวิชานี้แบ่งเป็น 9 หน่วย แยกได้ 24 บทเรียน การวัดและประเมินผลรายวิชาดาเนินการ แยกเป็น 3 ส่วน โดยแบ่งแยกคะแนนแต่ละส่วนจากคะแนนเต็ม ทั้งรายวิชา 100 คะแนน ดังนี้ 1.1 ผลงานมอบหมาย 20 คะแนนหรือร้อยละ 20 1.2 พิจารณาจิตพิสัย (กิจนิสัย ความตั้งใจ และการร่วมกิจกรรม) 10 คะแนน หรือร้อยละ 10 1.3 การทดสอบแต่ละหน่วยเรียน 70 คะแนน หรือร้อยละ 70 โดยจัดแบ่งน้าหนักคะแนนใน แต่ละหน่วยตามตารางกาหนดน้าหนักคะแนน 2) เกณฑ์ผ่ำนรำยวิชำ ผู้ที่จะผ่านรายวิชานี้จะต้อง 2.1 มีเวลาเรียนไม่ต่ากว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียน 2.2 คะแนนรวมทั้งรายวิชาไม่ต่ากว่าร้อยละ 50 ของคะแนนรวม 2.3 ต้องผ่านการสอบทั้งกลางภาคเรียนการศึกษาและการสอบปลายภาคการศึกษา 3) เกณฑ์ค่ำระดับคะแนน การประเมินแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ 3.1 พิจารณาตามเกณฑ์ผ่านรายวิชาตามข้อ 2 ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ข้อ 2 จะได้รบั ค่าระดับคะแนน จ หรือ F 3.2 ผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์ข้อ 2 จะได้รบั ค่าระดับคะแนนตามเกณฑ์ ดังนี้ คะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป ได้ A คะแนนร้อยละ 75-79 ได้ B+ คะแนนร้อยละ 70-74 ได้ B คะแนนร้อยละ 65-69 ได้ C+ คะแนนร้อยละ 60-64 ได้ C คะแนนร้อยละ 55-59 ได้ D+ คะแนนร้อยละ 50-54 ได้ D คะแนนร้อยละ 49 ลงไป ได้ F
ผ
ตำรำงกำหนดนำหนักคะแนน
การนาไปใช้
สูงกว่า
จิตพิสัย
ทักษะพิสัย
รวมทั้งสิ้น
ความเข้าใจ
ก คะแนนภาควิชาการ ข คะแนนภาคผลงาน ค คะแนนจิตพิสยั
ความรู้ - ความจา
1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม 2 แนวคิดและทฤษฎีทางจริยธรรม 3 จรรยาบรรณและความเสือ่ มของ จรรยาบรรณวิชาชีพ 4 ปัญหาจริยธรรมที่มีอทิ ธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 5 ความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้าง ค่านิยมร่วมระหว่างองค์กร 6 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 7 จริยธรรมของผูบ้ ริหารและนักธุรกิจ 8 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและ สิ่งแวดล้อม 9 การพัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยัง่ ยืน
เกณฑ์การผ่านรายหน่วย
ชื่อหน่วย
น้าหนักคะแนน พุทธพิสัย
คะแนนรายหน่วย
เลขทีห่ น่วย
คะแนนรายหน่วย น้าหนักคะแนนข้อสอบ
5 5 5
50 50 50
3 3 3
1 2 1
1 1
-
-
-
10 50
2
5
3
-
-
-
10 50
8
2
-
-
-
-
10 50 5 50 10 50
3 4 4
6 1 6
1 -
-
-
-
10 50
6
4
-
-
-
-
70 50 38 30 20 หมำยเหตุ 10 100
2
-
-
-
1-1 สัปดาห์ที่ 1 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรมทางธุรกิจ ชื่อบทเรียน 1.1 รู้ความหมายและความสาคัญของจริยธรรม เวลา 60 นาที 1.2 รู้และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนิน ธุรกิจกับจริยธรรม เวลา 60 นาที 1.3 รู้จริยธรรมทางธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 เวลา 60 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 1 นักศึกษาสามารถ 1.1 รู้ความหมายของจริยธรรม 1.1.1 บอกความหมายของจริยธรรมได้ 1.1.2 บอกความสาคัญของจริยธรรมได้ 1.1.3 บอกองค์ประกอบของจริยธรรมได้ 1.1.4 บอกขอบข่ายของจริยธรรมได้ 1.1.5 บอกระดับขั้นพัฒนาการทางจริยธรรมได้ 1.1.6 บอกประโยชน์ของจริยธรรมได้ 1.2 รู้และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับจริยธรรม 1.2.1 บอกที่มาของจริยธรรมทางธุรกิจได้ 1.2.2 บอกความสัมพันธ์ระหว่างการนาจริยธรรมาใช้กับการดาเนินธุรกิจได้ 1.2.3 อธิบายโอกาสและอุปสรรคในการดาเนินธุรกิจได้ 1.3 เข้าใจจริยธรรมทางธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 1.3.1 บอกลักษณะโลกาภิวัตน์ จริยธรรมและการจัดการได้ 1.3.2 อธิบายลักษณะโลกแห่งการแข่งขันกับการปรับตัวของธุรกิจยุคไทย แลนด์ 4.0 ได้
1-2
หน่วยที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกีย่ วกับจริยธรรมทางธุรกิจ แผนการสอนประจาหน่วย 1.1 ความหมายและความสาคัญของจริยธรรม 1.1.1 ความหมายของจริยธรรม 1.1.2 ความสาคัญของจริยธรรม 1.1.3 องค์ประกอบของจริยธรรม 1.1.4 ขอบข่ายของจริยธรรม 1.1.5 ระดับขั้นพัฒนาการทางจริยธรรม 1.1.6 ประโยชน์ของจริยธรรม 1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับจริยธรรม 1.2.1 ที่มาของจริยธรรมทางธุรกิจ 1.2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการนาจริยธรรมาใช้กบั การดาเนินธุรกิจ 1.2.3 โอกาสและอุปสรรคในการดาเนินธุรกิจ 1.3 จริยธรรมทางธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 1.3.1 ลักษณะโลกาภิวัตน์ จริยธรรมและการจัดการ 1.3.2 ลักษณะโลกแห่งการแข่งขันกับการปรับตัวของธุรกิจยุคไทยแลนด์ 4.0
บทนา การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กั นและมี ความแตกต่างกั นอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทั ก ษะ คุณธรรม และค่านิยมที่ เ หมาะสม จ าเป็นต้องมี แนวคิดพื้นฐานเกี่ ยวกั บ ศาสนา ศีล ธรรม จริยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนาหลักธรรมคาสอนไปปฏิบัติใน การพัฒ นาตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้ก ระท าความดี มี ค่านิยมที่ ดีงาม พัฒ นา ตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งบาเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม ในหน่วยเรียนนี้ จะกล่าวถึงความหมาย ความส าคั ญ องค์ ป ระกอบ ขอบข่ า ย ระดั บ ขั้ น พั ฒ นาการ ประโยชน์ ข องจริ ย ธรรม ที่ ม าและ ความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับจริยธรรม โอกาสและอุปสรรค ลักษณะโลกาภิวัตน์ และการ แข่งขันกับการดาเนินธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 ดังนี้
1.1 ความหมายและความสาคัญของจริยธรรม จริยธรรมเป็นพฤติกรรมทีเ่ กี่ยวข้องกับความประพฤติ การกระทา ความคิดที่ถูกต้องดีงาม การทาหน้าที่ของตนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ความหมายและความสาคัญของจริยธรรม ดังนี้
1-3 1.1.1 ความหมายของจริยธรรม คาว่า จริยธรรม มาจากการผสมคาระหว่างคาว่า จริย และ ธรรม พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคาว่า จริย หมายถึง ความประพฤติ หรือ กริยาที่ ควรประพฤติ และความหมายของคาว่า ธรรม หมายถึง สภาพคุณงามความดี จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อควรปฏิบัติ ศีลธรรม กฎแห่งศีลธรรม หรือคุณความดีที่ควรปฏิบัติ ส่วนภาษาอังกฤษ จริยธรรม ใช้คาว่า Ethics บางท่านใช้คาว่า Ethics rule หรือ Morality จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติ ศีลธรรมอันดี ตามธรรมเนียมยุโรปอาจเรียก จริยธรรมว่า Moral Philosophy หลัก จริยธรรม คือ ธรรมที่ เ ป็นข้อประพฤติป ฏิบัติศีลธรรม กฎ ศีลธรรม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554, 2556) วิทย์ วิศทเวทย์ (2526) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง ความประพฤติ ตามค่านิยมที่พึง ประสงค์ โดยใช้วิชาจริยศาสตร์มาวิเคราะห์ แยกแยะว่า สิ่งใดดีควรกระทาและสิ่งใดชั่วควรละเว้น โคลเบิร์ก (Kohlberg, 1976) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็น กฎเกณฑ์และมาตรฐานของการประพฤติปฏิบัติในสังคม ซึ่งบุคคลจะพัฒนาจนกระทั่งมีพฤติกรรมเป็น ของตนเอง โดยสังคมจะเป็นตัวตัดสินผลของการกระทานั้นว่าเป็นการกระทาที่ถูกหรือผิด โพสต์ แอนน์ อเรนซ์ และเวเบอร์ (Post, Anne, Lawrence and Weber, 2002) กล่าว ว่า จริยธรรม หมายถึง แบบแผนของการกระทาที่ถูกต้อง จริยธรรมเป็นเครื่องนาทางไปสู่หลักของ ความประพฤติที่ถูกต้องหลักศีลธรรม อนิวัช แก้วจานงค์ (2555) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง หลักการแห่งความดีงามที่สังคม ให้การยอมรับโดยเห็นว่าเป็นหลักการที่ดีสมควรแก่การนาไปประพฤติปฏิบัติในการดาเนินชีวิต ซึ่ง หลักการดังกล่าวโดยทั่วไปมีส่วนของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องคือ ให้ทาความดีละเว้นความชั่วเพื่อความ สงบสุขและเจริญก้าวหน้าของผู้ประพฤติปฏิบัติ สังคมและประเทศชาติ สมคิด บางโม (2558) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง หลักหรือข้อควรประพฤติปฏิบัติที่ ถูกต้องดีงามตามหลักคุณธรรม ตลอดจนการมีปัญญาไตร่ตรองด้วยเหตุผลว่า อะไรดีควรประพฤติ อะไรไม่ดีไม่ควรประพฤติ พักตร์ผจง วัฒนสินธุ์ (2559) จริยธรรม หมายถึง ความสานึกหรือความประพฤติที่ดีง าม ไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับตนเอง ครอบครัว สังคม และสภาพแวดล้อม จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า จริยธรรม หมายถึง วิธีปฏิบัติสายกลาง เพื่อนา มนุษย์ไปสู่จุดหมายของชีวิต เป็นข้อประพฤติปฏิบัติศีลธรรม นาทางไปสู่หลักที่พึงประพฤติที่ถูกต้อง และดีงาม ตลอดจนการมีปัญญาไตร่ตรองด้วยเหตุผลและแยกแยะได้ว่า สิ่งใดดีควรกระทาและสิ่งใด ไม่ ดีควรละเว้น ซึ่ง บุคคลจะพัฒนาจนกระทั่ง มีพฤติก รรมเป็นของตนเอง ไม่ ส ร้างความเดือดร้อน เสียหายให้กับตนเอง ครอบครัว สังคม และสภาพแวดล้อม โดยสังคมจะเป็นตัวตัดสินผลของการ กระทานั้นว่าเป็นการกระทาที่ถูกหรือผิด
1-4 1.1.2 ความสาคัญของจริยธรรม จริยธรรมเป็นสิ่งสาคัญและจาเป็นสาหรับทุกคน ทุกหมู่เหล่าและทุกอาชีพ การดารงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขเพราะคนในสังคมมีจริยธรรม ความสาคัญของจริยธรรมมีดังนี้ เนตร์พัณณา ยาวิราช (2552) จริยธรรมเกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมกันในสังคมของบุคคลที่มี ความแตกต่างกันทางด้านจิตใจ อารมณ์ การกระทา ทาให้มีการกระทาที่เ กิดปัญหาในการอยู่ร่วมกัน จึงทาให้มีการกาหนดหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขปราศจากปัญหา จริยธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว จิตใจและเป็นหลักในการดารงชีวิตในสังคมอย่างสันติสุข จริยธรรมเกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1) จริยธรรมเกิดจากการยึดประเพณี (custom attachment) ประเพณีเป็นเครื่องยึด เหนี่ยวจิตใจของหมู่คณะทาให้หมู่คณะอยู่รอดได้เพราะทุกคนรู้ประเพณี ประเพณีเป็นการแสดงถึงการ ปฏิบัติตนตามวิถีชีวิตคนในแต่ละสถานที่แต่ละเผ่าพันธุ์ ที่ทาให้เกิดการอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ เช่น ประเพณีแต่ง งาน ประเพณีส งกรานต์ ประเพณีแห่เ ทียนเข้าพรรษา ประเพณีก ารบวช ประเพณี ทอดกฐิน ประเพณีก ารบ าเพ็ ญ กุ ศลศพผู้เ สียชีวิต ประเพณีเ หล่านี้ยึด ถือปฏิบัติกั นมาตลอดเป็น เวลานานเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้จักกันดีและยอมรับการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ไม่เฉพาะแต่ประเพณีของชาว ไทย ยังมีประเพณีของประเทศต่าง ๆ ศาสนาต่าง ๆ เป็นเครื่องยึดถือปฏิบัติกันมาช้านานตามความ เชื่อของแต่ละประเทศ แต่ละศาสนา ล้วนเป็นการกระทาเพื่อการอยู่ร่วมกันและการดาเนินชีวิตที่ดี 2) จริยธรรมเกิดจากการยึดตามกฎหมาย (law attachment) หมายถึง การมีกฎหมาย ออกมากาหนดบทลงโทษแก่ผู้กระทาผิดจริยธรรมทาร้ายสังคม เป็นโทษแก่บุคคลหรือสังคม ทาให้ บุคคลได้รับความเสียหายแต่กฎหมายไม่ใช่จริยธรรม กฎหมายเป็นเพียงจริยธรรมขั้ นต่าที่ใช้ควบคุม ความประพฤติที่ไม่ดี มีบทลงโทษกฎหมายพิจารณาโทษศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ปัญหาความผิดถูกตัดสินโดยตัวบทกฎหมาย 3) จริยธรรมเกิดจากศาสนา มนุษย์มีความเชื่อถือในลัทธิต่าง ๆ มีการบูชาสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ เพื่อขอพร ขอความคุ้มครองในเรื่องต่าง ๆ คุ้มครองให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติ ปัญหาชีวิตต่าง ๆ มนุษย์พยายามหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ บุคคลที่นับถือศาสนาใดมักจะมีความรู้สึกกว่าศาสนาที่นับถือ เป็นสูงสุดและดีที่สดุ โดยทั่วไปศาสนาประกอบศาสดา มีหลักคาสอนผู้สบื ทอดศาสนา มีศาสนสถาน มี สัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย มีพิธีกรรม ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ละศาสนามี ความเชื่อของตนเป็นพื้นฐาน ศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจและอารมณ์ ซึ่งสามารถจูงใจและผูกใจไว้อย่าง แน่นแฟ้น จริยธรรมจึงอิงอยู่กับศาสนา ทั้งนี้เพราะคาสอนทางศาสนามีส่วนสร้างระบบจริยธรรมให้ สังคม แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจริยธรรมอิงอยู่กับหลักคาสอนทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แท้ที่จริง จริยธรรมยังหยั่งรากอยู่บนวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี โคลเบิร์ก (Kohlberg, 1976) นาเสนอทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม ซึ่งผลการศึกษา การคิดหาเหตุผลทางจริยธรรมของบุคคลในวัยต่าง ๆ พบว่า แต่ละบุคคลไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนแต่ เป็น “นักปรัชญา” ทางจริยธรรมได้ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งหมายความว่าแต่ละคนจะมีวิธีคิดและวิธีมอง ปัญหาจริยธรรมให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาและความรู้เดิมของเขาไม่มากก็น้อ ย Kohlberg ยืนยันว่า คนเราสามารถพัฒนาความคิดทางจริยธรรมได้ถึง ขั้นสูง ขึ้นตามอายุ แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุ ก คน จะต้องไปถึงขั้นสูงสุดทั้งหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ทางสังคมที่มากน้อยแตกต่างกันของบุคคล ด้วย
1-5 สมคิด บางโม (2558) จริยธรรมมีความสาคัญต่อการประกอบธุรกิจหลายประการ ธุรกิจ ที่ไม่ยึดคุณธรรมจะไม่รุ่งเรืองและยั่งยืน ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม แยกพิจารณาได้ดังนี้ 1) จริยธรรมเป็นหลัก ในการประพฤติป ฏิบัติให้แก่ บุคลากรขององค์ก รธุร กิ จ ได้แก่ ผู้บริหารและพนักงาน ทาให้เกิดความมั่นใจว่ าได้ปฏิบัติถูกต้อง ไม่ขัดต่อศีลธรรมและคุณธรรมเกิด ความสบายใจและมีความสุขในการทางาน 2) จริยธรรมทาให้มีหลักการที่ดีในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ สร้างกาไรบนพื้นฐานแห่ง คุณธรรมและความถูกต้องชอบธรรม ไม่เอาเปรียบผู้อื่นหรือค้ากาไรเกินควร ให้ความมั่นใจในการ ประกอบธุรกิจ ผู้ปฏิบัติงานย่อมสบายใจ ไม่อึดอัดใจ คับข้องใจ 3) จริยธรรมนาความสุขความเจริญมาสู่บุคลากรขององค์กรธุรกิจ ประกอบธุรกิจด้วย ความสุข ตั้งใจทางานด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่กังวลต่อการติเตียนว่าร้าย คาสาปแช่งจากผู้ถูกเอา รัดเอาเปรียบหรือผู้สญ ู เสียประโยชน์ ทาให้ประสบความสาเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตการทางานใน องค์กรมีประสิทธิภาพ 4) จริยธรรมทาให้ธุรกิจมีคุณค่าช่วยพัฒนาบ้านเมืองและสังคม สิ่งแวดล้อมไม่ถูกทาลาย ประชาชนไม่ถูกเอาเปรียบมีเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพราคายุติธรรม ดารงชีวิตอย่างสงบสุข ประชาชนมีงานทา มีรายได้ เศรษฐกิจดี สังคมมีความสงบสุข 5) จริยธรรมสร้างความยั่งยืน ถาวร ศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อธุรกิจที่มีจริยธรรมย่อม เป็นที่เชื่อถือศรัทธาและเชื่อมั่นของลูกค้า ดังสุภาษิตที่ว่า "ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน" ลูกค้ามีความ จงรักษ์ภักดีต่อสินค้าตลอดไป ดัง นั้ น จะเห็นได้ว่า ความส าคัญของจริย ธรรมทางธุรกิจ เกิ ดจากการยึดประเพณี กฎหมาย และศาสนา บุคคลในวัยต่าง ๆ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่ละคนจะมีวิธีคิดและวิธีมองปัญหา จริยธรรมให้ส อดคล้องกั บภูมิ ปัญญา และความรู้เ ดิม ของแต่ล ะบุคคล จริยธรรมเป็นหลัก ในการ ประพฤติปฏิบัติให้แก่บุคลากรขององค์กรธุรกิจ ทาให้มีหลักการที่ดีในการประกอบธุรกิจ นาความสุข ความเจริญมาสู่บุคลากร ทาให้ธุรกิจมีคุณค่าช่วยพัฒนาบ้านเมืองและสังคม สิ่งแวดล้อม สร้างความ ยั่งยืน ถาวร ศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อธุรกิจ 1.1.3 องค์ประกอบของจริยธรรม จริยธรรมเปรียบเสมือนบทบัญญัติของความดีที่ส่งผลให้บุคคลประพฤติดีประพฤติชอบ จริยธรรมจึงเป็นองค์ประกอบที่สาคัญต่อการประกอบวิชาชีพ องค์ประกอบของจริยธรรมมีดังนี้ สมคิด บางโม (2558) จริยธรรมทางธุร กิ จ ควรยึดหลัก คุณธรรมหรือคุณความดีเ ป็น แนวทางในการประกอบธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยคุณธรรมด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1) ความซื่อสัตย์ หมายถึง การประพฤติอย่างตรงไปตรงมาตรงต่อความเป็นจริง เช่น ซื่อสัตย์ต่อองค์กร ไม่คอรัปชั่น ติดสินบน ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซื่อสัตย์ต่อสัญญา ไม่ตกแต่งบัญชี เสียภาษี ถูกต้อง ไม่โกงเครื่องชั่ง ตวง วัด ไม่โกงค่าแรงงาน ไม่ปลอมปนสินค้า ไม่โฆษณาหลอกลวงหรือเกิน ความจริง ไม่ลอกเลียนความคิดหรือสินค้าของผู้อื่น ความซื่อสัตย์ถือเป็นเรื่องสาคัญมาก 2) ความรับผิดชอบ หมายถึง การปฏิบัติอย่างละเอีย ดรอบคอบ ยอมรับผลการกระทา ของตน เช่น รับ ผิดชอบต่อ สินค้า สินค้าไม่ ดีรับ คืน ผลิตสินค้าที่ มี คุณภาพ ไม่ ป ล่อยสารพิษลงสู่
1-6 สิ่งแวดล้อม ไม่ประกอบธุรกิจที่ ทาให้สังคมเสื่อม (เช่น อบายมุขต่าง ๆ การพนัน ยาเสพติด เป็นต้น) ดูแลความทุกข์สุขของลูกจ้าง ปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมือง ไม่ผลิตสินค้าที่เป็นพิษภัยสร้างปัญหา ให้สังคม ความรับผิดชอบถือเป็นคุณธรรมที่สาคัญทางธุรกิจ 3) ความเสียสละ หมายถึง การละความเห็นแก่ตัว การแบ่งปันให้ผู้อื่น เช่น เสียสละให้แก่ องค์กร ให้แก่ประเทศชาติตามโอกาส ช่วยเหลือลูกจ้างตามความเหมาะสม บริจาคเงินให้แก่สาธารณะ กุศลต่าง ๆ ให้ทุนการศึกษา วิจัย บริจาค สิ่งของให้แก่ผู้ยากไร้ หรือประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ความ เสียสละเป็นคุณธรรมที่ใช้ไม่มากนักในทางธุรกิจ แต่ถ้าใช้แล้วจะทาให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดีขึ้น 4) ความยุติธรรม หมายถึง การปฏิบัติด้วยความเที่ยงตรง ตรงต่อความเป็นจริงไม่ลาเอียง เช่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่กักตุนสินค้า ไม่เก็งกาไรมากเกินไป ไม่เอาเปรียบแรงงาน จ้าง ค่าจ้างถูก ๆ ไม่กดราคาวัตถุดิบ ไม่ปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยสูงมาก ๆ ไม่ทาสัญญาเอาเปรียบลูกค้า กาหนดราคาสินค้ายุติธรรม การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ไม่แสวงหากาไรโดยเอาเปรียบผู้อื่น ไม่กลั่น แกล้งทาลายคู่แข่งขัน ตลอดจนการล่วงเกินทางเพศต่อพนักงาน ความยุติธรรมเป็นเรื่องสาคัญมาก เช่นเดียวกัน 5) ความอดทน หมายถึง ความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทาหรือไม่ทาอย่างเข้ม แข็ง เช่น อดทนอดกลั้นต่อผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง ขยันขันแข็งในการทางาน อดทนต่อการต่อว่าของ ลูกค้า ยึดมั่นต่อการบริการลูกค้าหรือบริการหลัง การขาย อดทนต่อความยากลาบากในการประกอบ ธุรกิจ อดทนต่อความล้มเหลวของการประกอบการไม่เลิกกิจการง่าย ๆ ความอดทนเป็นจริยธรรมที่ใช้ ไม่มากนักในเชิงธุรกิจ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตนเองไม่สู้กระทบต่อผู้อื่นมากนัก 6) ความกตัญญู หมายถึง ความสานึกรู้คุณในความอุปการะช่วยเหลือของผู้อื่นที่มีต่อเรา เช่น เห็นคุณค่าของลูกจ้างที่ทางานมานาน เห็นคุณค่าผู้บริหารที่สร้างความเจริญก้าวหน้าให้บริษัท เห็นคุณค่าของประเทศชาติ สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศที่ตนไปประกอบกิจการ ตอบแทนผู้สร้าง ประโยชน์ให้แก่บริษัท ให้รางวัลแก่พนักงานดีเด่น เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบของจริยธรรม ควรยึดหลักคุณธรรมหรือคุณความดี เป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจ ประกอบไปด้วย ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความเสียสละ ความยุติธรรม ความอดทน และความกตัญญู 1.1.4 ขอบข่ายของจริยธรรมทางธุรกิจ องค์กรธุรกิจในยุคใหม่ต้องบริหารงานโดยคานึงถึงจริยธรรม รับผิดชอบต่อผู้บริโภคด้วย การผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ขอบข่ายของจริยธรรมทางธุรกิจมีดังนี้ สมคิด บางโม (2558) จริยธรรมทางธุรกิจ จะต้องมีขอบข่ายครอบคลุมธุรกิจในองค์ร วม ทั้งหมดและทุก ๆ ด้าน จาแนกได้เป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1) องค์กรธุรกิจ หมายถึง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิสัยทัศน์ ขององค์กรต้องยึดจริยธรรม เป็นหลัก การแสวงหากาไรสูงสุดของธุรกิจต้องไม่ขัดต่อคุณธรรม ไม่ทาลายต่อคู่แข่งขัน ไม่ประกอบ ธุรกิจที่ทาให้สังคมเสื่อม 2) บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ได้แก่ ผู้ถือหุ้นและเจ้าของ ลูกจ้าง ลูกค้า ผู้จาหน่าย วัตถุดิบ ให้ คู่แข่ง ขัน ผู้จ าหน่ายสินค้า บุคลากรจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ
1-7 นอกจากนี้ ยั ง มี ผู้ เ กี่ ย วข้ อ งอื่ น ๆ ได้ แ ก่ ชุ ม ชน ท้ อ งถิ่ น รั ฐ บาล สื่ อ มวลชน สภาพแวดล้ อ ม ระดับประเทศและระดับโลก 3) การดาเนินการหรือการจัดการ หมายถึง การวางแผน การสั่งการ การใช้อานาจการ ต่อรอง การตัดสินใจ การขจัดปัญหาต่าง ๆ การบริห ารจัด การในองค์กรและนอกองค์กร ต้องใช้ จริยธรรมเป็นเครื่องกากับ 4) กิจกรรมดาเนินการ ได้แก่ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ธุรกิจดาเนินการ เช่น กิจกรรมการผลิต กิจกรรมการขาย กิจกรรมด้านการเงินและบัญชี การแข่งขัน การบริหารบุคคลและอื่น ๆ จะต้อง ปฏิบัติไปอย่างมีจริยธรรม ขอบข่ายของจริยธรรมครอบคลุมถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรทา ซึ่งเป็นข้อห้ามขององค์กร ธุรกิจ สิ่งที่ควรทาก็เพื่อความเป็นธรรมและความเจริญรุ่งเรืองของทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะความ ไม่ชอบธรรมนั้น อาจเกิดขึ้นได้จากการที่องค์กรละเว้นไม่ทาสิ่งที่ควรทาและทาในสิ่งที่ไม่ควรทา สรุป สาระสาคัญของจริยธรรมทางธุรกิจมีขอบข่ายที่ควรศึกษา ดังนี้ (กัลยารัตน์ ธีระธนชัยกุล, 2557) 1) ศึกษาและกาหนดมาตรฐานของสิทธิและหน้าที่ที่เป็นธรรม 2) ศึกษาและกาหนดมาตรฐานของระบบที่เป็นธรรม 3) ศึกษาและกาหนดมาตรฐานของกิจการที่เป็นธรรม 4) ศึกษาและกาหนดมาตรฐานของโอกาสและการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรม ดัง นั้น จะเห็นได้ว่า ขอบข่ า ยของจริย ธรรมทางธุรกิจ จะต้องเป็น ธุร กิ จในองค์รวม ทั้งหมดและทุก ๆ ด้าน ได้แก่ องค์กรธุรกิจ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ การดาเนินการหรือการ จัดการ กิ จ กรรมดาเนินการ รวมถึง ขอบข่ายที่ควรศึกษาก่อนประกอบการธุรกิจ อย่างมีจริยธรรม ศึกษาและกาหนดมาตรฐานของสิทธิและหน้าที่ที่เป็นธรรม ระบบที่เป็นธรรม กิจการที่เป็นธรรม และ โอกาสและการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรม ธุรกิจที่ดีต้องเป็นธุรกิจที่มีความรับผิดชอบทางด้านจริยธรรม ดังนั้นภายใต้ ขอบเขตของ ความรับผิดชอบต่องานด้านธุรกิจจะต้องครอบคลุมถึงการเป็นคนดีของนักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการ การมีหลักการทาธุรกิจที่คานึงถึงความดีและเป็นธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงเป็นธุรกิจที่ดี ไม่ มอมเมาผู้บริโภค หรือนาสังคมไปในทางเสื่อมทราม 1.1.5 ระดับขั้นพัฒนาการทางจริยธรรม พัฒนาการของจริยธรรมเป็นผลสืบเนื่องจากการพัฒนาการของโครงสร้างทางความคิด และความเข้าใจเกี่ยวกับจริยธรรม รวมทั้งการใช้เหตุผลเพื่อการตัดสินใจในการกระทาอย่างใดอย่าง หนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเจริญของจิตใจของบุคคล ระดับขั้นพัฒนาการทางจริยธรรมมีดังนี้ แคร์ ร อล และบุ ช โฮลซ์ (Carroll and Buchholtz, 2005) แบ่ ง ระดั บ ของจริ ย ธรรม ออกเป็น 5 ระดับ ดังนี้ 1) ระดับบุคคล (Individual Level) เป็นจริยธรรมระดับพื้นฐานโดยบุคคลใดปฏิบัติต่อ ตนเองและผู้อื่นโดยปราศจากศีลธรรม จรรยาและบุคคลนั้นปราศจากความมีจริยธรรม จริยธรรม ระดับบุคคลเป็นตัวเชื่อมโยงไปยังจริยธรรมที่สูงขึ้น ดังนั้น บุคคลต้องวินิจฉัยและแยกแยะได้ หากต้อง เผชิญกับปัญหาหรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับจริยธรรมจะต้องเลือกปฏิบัติได้ เพื่อให้สามารถดารงอยู่ใน
1-8 สัง คมอย่างได้รับการยอมรั บและมีความสุขเพราะนั่นหมายถึงการตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการ กระทาของตนเองที่อาจส่งผลต่อสังคมในระดับกว้างขึ้น เช่น การแกล้งป่วยแล้วขาดงาน การปลอม แปลงเอกสารเพื่อให้ตนเองได้รับผลประโยชน์และการรับรู้ข้อมูลภายในบริษัทแล้วทาการซื้อขายหุ้น เพื่อหวังผลกาไรให้กับตนเอง เป็นต้น 2) ระดั บ องค์ ก ารหรื อ ระดั บ บริ ษั ท (Corporate Level) เป็ น ระดั บ จริ ย ธรรมเอา ผลประโยชน์อ งค์ก าร ซึ่ง พบว่าบุคคลในองค์ก ารอาจถูก ร้องขอจากองค์ก ารให้ช่วยปกปิดข้อมู ล บางอย่างขององค์การ เช่น การปล่อยน้าเสียลงสู่แม่ น้าลาคลอง หรือการปล่อยสารพิษในอากาศ สินค้าของบริษัทมีส่วนผสมของส่วนผสมบางอย่างสูงกว่าที่รัฐกาหนดไว้และการปลอมแปลงเอกสาร เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้องค์การสามารถทากาไรหรือขายสินค้านั้นได้โดยไม่ต้องลงทุนด้านกาจัดของเสียซึง่ เป็นต้นทุนที่สูง การกระทาดังกล่าวแม้ว่าบุคคลรับรู้ว่าเป็นการกระทาที่ผิดหลัก จริยธรรมทางธุรกิจ แต่ ยังคงปฏิบัติเนื่องจากตนเองเป็นส่วนหนึ่ง ขององค์ก ารบุคคลจึง ควรหาทางออกโดยท าการแนะนา องค์การในแนวทางที่ถูกต้องโดยใช้หลักจริยธรรมเป็นตัวอย่าง กรณีพนักงานได้รับการยกย่องเป็นพนักงานดีเด่นเนื่องจากทากาไรให้แก่บริษัทจานวน มาก ตัวอย่างเช่น กรณีการซื้อหลักทรัพย์ แม้ถูกจับได้ว่ามีการใช้ข้อมูลภายในเพื่อทาการซื้อขายในแต่ ละครั้ง แสดงว่าองค์การไม่ได้ใช้จริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ แม้ว่าองค์การจะได้รับกาไรแต่ได้การ ตักเตือนหรือกล่าวโทษบุคคลเพื่อให้เขางดเว้นการกระทาดังกล่าวว่าองค์การมีจริยธรรมสูง 3) ระดับ สมาคม (Association Level) เป็นระดับ ชั้นของแต่ล ะสาขาอาชีพที่ มี ความ จาเป็นต้องนาหลักจริยธรรมมาประยุกต์ใช้กับการดาเนินงานของบุคคล ที่อยู่ในสาขาอาชีพ เดียวกัน เพื่อให้สาขาอาชีพนั้นได้รับการยอมรับจากสังคมและยกย่องว่าดาเนินงานภายใต้หลักจริยธรรม หาก องค์การสามารถทาได้เป็นแบบอย่างและสร้างให้เป็นมาตรฐานเดียวกันแล้วย่อมได้รับการยอมรับและ เชื่อถือจากสังคมส่งผลดีต่อการดาเนินงานนาพามาซึ่งผลกาไรและชื่อเสียงหากบุคคลในสาขาอาชีพ เดียวกั นหรือ ในสมาคมวิชาชีพ มีก ารปฏิบัติต่างไปจากกฎเกณฑ์ หรือมาตรฐานจริยธรรมที่สมาคม ก าหนดขึ้นก็ สมควรได้รับการลงโทษโดยไม่ ให้เกี่ยวข้องกับ สาขาอาชีพนั้นอย่างเด็ดขาด ทั้ ง นี้เพื่อ ป้องกันชื่อเสียงของสาขาอาชีพนั้น ปัจจุบันมีสาขาอาชีพจานวนมากที่ได้ดาเนินการกาหนดกรอบการ ทางาน กฎเกณฑ์หรือมาตรฐานของสาขาอาชีพเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมเพิ่มขึ้น เช่ น อาชีพ แพทย์ พยาบาล วิศวกร ครู สถาปนิก นักการตลาด นักโฆษณา นักประชาสัมพันธ์และนักการเงิน เป็น ต้น 4) ระดับสังคม (Social Level) เป็นระดับที่มีความสาคัญเนื่องจากสังคมประกอบไปด้วย กลุ่มบุคคลมากมายที่มีความแตกต่างกันมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบแตกต่างกันการกระ ท า อย่างหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม หากส่งผลกระทบในทางที่ดีมีส่วนทาให้สังคมมีความ ร่มเย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้า แต่หากกระทบในทางลบจะส่งผลให้สังคมเกิดความวุ่นวาย เกิด การแก่งแย่งและการแข่งขัน ปัญหาทางศีลธรรมและกฎหมายจะติดตามมาในที่สุด การที่องค์การ นาเอาหลักจริยธรรมใช้ในการดาเนินธุรกิจสามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ได้โดยทาให้สังคมโดยรวมเกิด ความสงบสุข มีความอยู่ดีกินดีของประชากรและประชากรในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี 5) ระดับ ประเทศ (Nation Level) หากมี ก ารนาจริยธรรมไปใช้ตั้ง แต่ในระดับ บุคคล ระดับองค์การ ระดับสมาคมและระดับสังคมตามลาดับ โดยขยายขึ้นสู่ระดับประเทศส่งผลให้ประเทศ
1-9 ได้รับการยอมรับและสรรเสริญจากชาติอื่น หากได้รับการยอมรับและสรรเสริญในระดับประเทศเป็นที่ ทราบกันดีว่าในที่สุดแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่ดีจะตามเข้ามาสู่ประเทศเกินกว่าจะกล่าวถึงได้ทั้งหมด การพิ จ ารณาหลัก ศีล ธรรมอันเป็นแม่ บ ทของจริยธรรมที่ เ ป็นพื้นฐานทางศาสนานั้น สามารถแบ่งจริยธรรมออกเป็น 3 ขั้น คือ (เนตร์พัณณา ยาวิราช, 2552) 1) จริยธรรมขั้นพื้นฐาน หมายถึง หลักศีลธรรมอันเป็นศีลระดับต้น ได้แก่ ศีลห้าหรือ ธรรมะ 5 ประการ ศีลห้า ประกอบด้วย การละเว้นจากความชั่วหรือข้อห้าม ได้แก่ เว้นจากการทาลาย ชีวิต เว้นจากการเอาสิ่งของที่เขาไม่ให้ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจาก การดื่มสุราสิ่งของมึนเมาจนขาดสติ ธรรมะ 5 คือ การประพฤติดีหรือทาตามคาแนะนาสั่งสอน ได้แก่ ความมีเมตตา กรุณา การประกอบสัมมาอาชีวะ กามสังวร มีสัจจะ มีสติสัมปชัญญะ 2) จริยธรรมขั้นกลาง หมายถึง หลักศีลธรรมอันเป็นแม่แบบจริยธรรมระดับกลางที่สูง ขึ้นมา ได้แก่ กุศลกรรมบถ 10 ได้แก่ ทางแห่งกรรมดี 10 ประการ คือ แบ่งออกเป็น 3 หมวด ดังนี้ กายกรรม 3 ประการ หมายถึง การกระทาทางกาย ได้แก่ ศีลข้อ 1-3 ได้แก่ ไม่ฆ่า หรือทาลายชีวิตผู้อื่น ไม่ลักขโมย หรือยึดเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ประพฤติผิดในกาม วจีกรรม 4 ประการ หมายถึง ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคาหยาบคาย ไม่พูด เพ้อเจ้อ มโนกรรม 3 ประการ หมายถึง การกระทาทางใจ ได้แก่ ไม่โลภอยากได้ของคนอื่น ไม่คิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น เห็นชอบตามคลองธรรม 3) จริยธรรมขั้นสูง หมายถึง หลักศีลธรรมระดับสูง เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้ถึงทางดับ ทุกข์ เรียกว่า อริยมรรค คือ มรรค 8 มีองค์ 8 ประการ เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เปรียบเสมือนทาง สายกลางในการดารงชีวิตเพื่อให้พ้นทุกข์ที่เกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย สภาพของชีวิตมนุษย์ ความ เศร้าโศก คร่าครวญ ความทุกข์ทางกาย ความทุก ข์ทางใจ การต้องประสบกับสิ่งที่ตนไม่รักไม่ชอบไม่ ปรารถนาแต่ต้องจายอม การพลัดพรากจากสิ่งที่รกั การปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิด ทุกข์ ได้แก่ ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ต้องอาศัยความมีสติพิจารณาไตร่ตรองด้วย ปัญญาที่เข้าถึงหนทางดับทุกข์ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรค 8 ประกอบด้วย สั ม มาทิ ฎฐิ แปลว่า ปัญ ญาอันเห็นชอบ มี ความเชื่อในสิ่ง ที่ จ ริง และถูก ต้อง ไม่ หลงเชื่อในสิ่งที่ผิด สัมมาสังกัปปะ แปลว่า ดาริชอบ คือ การคิดที่ถูกต้อง สัมมาวาจา แปลว่า การพูดดีมีวาจาดี ไม่กล่าวเท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่ยุยงให้แตกแยกไม่ พูดในสิ่งที่ไร้สาระ กล่าววาจาที่ถูกต้องตามกาลเทศะ กล่าววาจาที่อ่อนหวาน กล่าววาจาที่เป็นจริง กล่าววาจาที่เป็นประโยชน์ กล่าววาจาด้วยจิตเมตตา สัม มากัม มั นตะ แปลว่า การประพฤติชอบ ได้แก่ ความประพฤติที่ เ ว้นจากการ กระทาที่ไม่ดี สัมมาอาชีวะ แปลว่า การประกอบอาชีพชอบ อาชีพสุจริต หาเลี้ยงชีพโดยที่ชอบไม่ ทาให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สัมมาวายามะ แปลว่า ความเพียรชอบ คือความเพียรพยายาม ความขยันหมั่นเพียร สัมมาสติ แปลว่า การระลึกได้ ควรมีสติการกระทาที่รู้ตัวอยู่เสมอว่ากาลังทาอะไร
1-10 สัมมาสมาธิ แปลว่า การรวบรวมจิตให้เป็นหนึ่ง มีสมาธิแน่วแน่ หลักศีลธรรมทั้ง 8 ประการนี้เป็นจริยธรรมขั้นสูงที่ช่วยให้การดาเนินชีวิตเป็นไปอย่างมี จริยธรรมและมีความสุข โคลเบิ ร์ ก (Kohlberg, 1976) ได้ แ บ่ ง ระดั บ ขั้ น พั ฒ นาการทางจริ ย ธรรม (Model Development Theory) ของคนทั้ง 6 ขั้น (The Six Stages of Moral Judgment) เริ่มจากขั้นแรก คือ การทาดีหรือปฏิบัติตามกฎเพราะกลัวการลงโทษจนถึงขั้นสูงสุด คือ การทาดีเพราะมีจิตสานึกที่ เป็นสากล โดยไม่มีการแบ่งแยกใด ๆ มีรายละเอียดดังนี้ ระดับก่อนกฎเกณฑ์ ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 4 ขั้ น ที่ 1 เคารพและเชื่ อ ฟั ง และกลั ว การลงโทษ (The Stage of Punishment and Obedience) ความถูกต้อง คือ การเชื่อฟังและทาตามสิ่งที่ผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอานาจมากกว่าสั่ งให้ทา หลีกเลี่ยงการถูกลงโทษที่ทาให้เกิดความเจ็บปวดต่อร่างกาย บุคคลในระยะนี้จะไม่คิดถึงประโยชน์ของ ผู้อื่นนอกจากของตนเอง ขั้ น ที่ 2 แสวงหาและแลกเปลี่ย นผลประโยชน์ ที่ เ ท่ ากั น (The Stage of individual Instrumental Purpose and Exchange) ความถู ก ต้ อ งและความยุ ติ ธ รรม คื อ การประสาน ผลประโยชน์ของตนและของผูอ้ ื่นให้ใกล้เคียงกัน พอใจกับการได้รับสิ่งตอบแทนที่เท่ากับสิง่ ที่ตนเองให้ ไประดับตามกฎเกณฑ์ ขั้นที่ 3 ทาตามความคาดหวังของผู้อื่นเพื่อรักษาสัมพันธภาพและความเป็นพวกเดียวกัน ( The Stage of Mutual Interpersonal Expectations, Relational and Conformity) ควา ม ถูกต้อง คือ การทาตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่ได้รับ การทาประโยชน์สุขของผู้อื่นตามความ คาดหวังของคนส่วนใหญ่ที่อยู่รอบตัวเอง รักษาความเชื่อมั่นไว้ใจที่ผู้อื่นมีให้ ขั้ น ที่ 4 มี จิ ต ส านึ ก ของการท าเพื่ อสั ง คม ( The Stage of Social System and Conscience Maintenance) ความถูก ต้อ ง คือ การรัก ษากฎระเบียบและความสงบสุขของสังคม มองความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและคนอื่นในลักษณะที่เป็นภาพรวม และเป็นระบบที่เกี่ยวโยงกันกับ สังคมทั้งหมด ระดับเหนือกฎเกณฑ์ ประกอบด้วย ขั้นที่ 5 ถึงขั้นที่ 6 ขั้นที่ 5 ปฏิบัติตามสิทธิและกฎเกณฑ์ในสังคม (The Stage of Prior Rights and Social Contract or Utility) ความถูกต้อง คือ การเคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และข้อตกลงของสัง คมที่ ทาให้เกิดผลประโยชน์ส่วนรวมทั้งหมดถึงแม้ว่าการกระทานั้น อาจทาให้เกิดความขัดแย้งหรือเสียหาย กับผลประโยชน์ของตนเองหรือพรรคพวกใกล้ชิดโดยรอบ ขั้ น ที่ 6 หลั ก จริ ย ธรรมที่ เ ป็ น สากล (The Stage of Universal Ethical Principles) ความถูกต้อง คือ หลักการที่เป็นสากล ใช้กับคนทุกเชื้อชาติ ทาให้เกิดประโยชน์ต่อทุก ๆ คนเท่ากัน โดยไม่มีการแบ่งแยก มีความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นด้วยหลักการ ไม่ใช่ด้วยผลประโยชน์แอบแฝงอื่น ใด ดังนั้น การพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจจึงต้องเป็นไปตามระดับขั้น เมื่อนักธุรกิจนั้นพัฒนาจริยธรรม ของตนเองแล้วจิตวิญญาณตนจะสูงขึ้น ความสุขจะยั่งยืน เพราะจิตใจจะมีปิติอยู่สม่าเสมอสามารถนา จิตเข้าสู่ภูมิปัญญาสูงสุด เพราะจิตมีอิสระจากบ่วงกรรมทั้งหลาย ทาให้บุคคลผู้นั้นมีความสุขที่มั่นคง มากกว่าคนทั่วไป
1-11 ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ระดับขั้นพัฒนาการทางจริยธรรม แบ่งออกเป็น 5 ระดับดังต่อไปนี้ 1) ระดับบุคคล (Individual Level) 2) ระดับองค์การหรือระดับบริษัท (Corporate Level) 3) ระดับ สมาคม (Association Level) 4) ระดับสังคม (Social Level) 5) ระดับประเทศ (Nation Level) การ พิจารณาหลักศีลธรรมอันเป็นแม่บทของจริยธรรมที่เป็นพื้นฐานทางศาสนานั้น สามารถแบ่งจริยธรรม ออกเป็น 3 ขั้น 1) จริยธรรมขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ศีลห้าหรือธรรมะ 5 ประการ 2) จริยธรรมขั้นกลาง ได้ แ ก่ กุ ศ ลกรรมบถ 10 3) จริ ย ธรรมขั้ นสูง เป็ น แนวทางปฏิบัติ เ พี่อ ให้ถึ ง ทางดั บ ทุ ก ข์ เรียกว่า อริยมรรค คือ มรรค 8 มีองค์ 8 ประการ เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เปรียบเสมือนทางสายกลางในการ ดารงชีวิตเพื่อให้พ้นทุกข์ ในมุมมองที่เป็นสากลของโคลเบิร์ก (Kohlberg) มีรายละเอียดดังนี้ ขั้นที่ 1 เคารพและเชื่อฟังและกลัวการลงโทษ ขั้นที่ 2 แสวงหาและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่เท่ากัน ขั้นที่ 3 ทาตามความคาดหวังของผู้อื่นเพื่อรักษาสัม พันธภาพและความเป็นพวกเดียวกัน ขั้นที่ 4 มีจิตสานึก ของการทาเพื่อสังคม ขั้นที่ 5 ปฏิบัติตามสิทธิและกฎเกณฑ์ในสังคม และขั้นที่ 6 หลักจริยธรรมที่เป็น สากล 1.1.6 ประโยชน์ของจริยธรรมทางธุรกิจ สมคิด บางโม (2558) อธิบายประโยชน์ต่อตนเองและองค์กรของจริยธรรมทางธุรกิจไว้ ดังนี้ 1) ทาให้บุคลากรในองค์การธุรกิจ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียนกันปฏิบัติงาน ด้วยความสบายใจ มีความรักสามัคคี ไม่มีข้อพิพาทแรงงานหรือกลั่นแกล้งกัน 2) ทาให้บุคลากรในองค์กรธุรกิจเจริญก้าวหน้า มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ดารงชีวิต อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี มีความหวังและมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน 3) องค์กรธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ยั่งยืน ถาวรตลอดไป ไม่ล่มสลาย เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย เป็นต้น จากกรณีตัวอย่างมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า แม้เป็นบริษัทใหญ่โตระดับประเทศหรือระดับโลกก็ลม่ สลายได้ ถ้าขาดจริยธรรมทางธุรกิจ เช่น ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการของไทยล่มสลายเมื่อปี 2539 เพราะถูกกล่าวหาว่าผู้บริหารคอรัปชั่น คือ ยักยอกเงินโกงธนาคาร บริษัทเอนรอน (Enron) บริษัท ยักษ์ใหญ่อันดับสองของสหรัฐอเมริกาล่มสลาย เมื่อปี 2546 เพราะถูกกล่าวหาว่าตบแต่งบัญชี เป็นต้น 4) ทาให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง พัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ธุรกิจ เจริญรุ่งเรือง คนมีรายได้ไม่ว่างงาน สังคมสงบสุข ประชาชนไม่ลุ่มหลงอบายมุข ไม่มีการคดโกงกัน อาชญากรรมก็ไม่เกิด กัลยารัตน์ ธีระธนชัยกุล (2557) ประโยชน์ของการดาเนินงานทางธุรกิจอย่างมีจริยธรรม จะเป็นคุณให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่ายในวงกว้าง ทั้งระดับประเทศและระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าธุรกิจ นั้นเป็นธุรกิจขนาดยักษ์ใหญ่ที่มีเครือข่ายในหลายประเทศ ดังตัวอย่างธุรกิจกลุ่มสถาบันทางการเงิน ของบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส จากัด ที่ล้มละลายและส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายในระดับ เศรษฐกิจของประเทศและทั่วโลกไปด้วย ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ประโยชน์ของจริยธรรมทางธุรกิจ ทาให้บุคลากรในองค์การธุรกิจ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เจริญก้าวหน้า มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ดารงชีวิตอย่างมีความสุข องค์กร ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ยั่งยืน ถาวรตลอดไป ไม่ล่มสลาย ทาให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง พัฒนาทั้งด้าน
1-12 เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เป็นคุณูปการต่อธุรกิจเหมือนเป็นผลตอบแทนจากการทาความดีที่ ประกอบธุรกิจอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม
1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับจริยธรรม การประกอบธุรกิจตามความเข้าใจเป้าหมายของการทาธุรกิจก็เพื่อผลกาไรสูงสุด ใช้ยุทธวิธี ต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและได้เปรียบทางการแข่งขัน ใช้กลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้ได้ส่วนแบ่ง ทางการตลาดสูงที่สดุ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ตัวชี้วัดความคุ้มค่าวัดในทางเศรษฐกิจ มากกว่ามิติอนื่ ๆ เช่น ผลกาไร ด้านการเงิน เป็นต้น ในภาคธุรกิจเกิดการแข่งขันค่อนข้างสูง ต้อ งใช้ทรัพยากรในการ ประกอบธุรกิจสูงตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน เกิดสภาวะโลกร้อน ขาดแคลนทรัพยากร ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เกิดปัญหาสังคม ต่างหันมากล่าวโทษว่าเกิดจากการ ดาเนินการของธุรกิจที่ขาดจริยธรรม ขาดความสานึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่ อตนเอง สังคม และ สิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาว่าทาไมองค์กรธุรกิจ หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ ต้องตระหนักถึงความ มี จ ริยธรรมทางธุรกิจอย่างจริงจัง ในหน่วยเรียนนี้ จึง ได้รวบรวมความรู้ทั่ วไปเกี่ยวกับจริยธรรมที่ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เพื่อให้ผู้เรียนและผู้สนใจศึ กษา มีความรู้สึกว่าจริยธรรมทางธุรกิจเป็นเรื่องสาคัญ สาหรับทุกคน 1.2.1 ความหมายและที่มาของจริยธรรมทางธุรกิจ มีนักวิชาการหลายท่าน ให้ความหมายของจริยธรรมทางธุรกิจ ไว้ดังนี้ คาร์โรล์และบุชโฮล (Carroll and Buchholtz. 2005) ได้กล่าวถึงจริยธรรมธุรกิจว่าเป็น การยอมรับโดยสามารถนาไปปฏิบัติในการดาเนินธุรกิจได้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี สิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด โดยสามารถนาไปปฏิบัติในการดาเนินธุรกิจได้ แซมมวลและเทรวิส (Samuel and Trevis. 2006) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจเป็นการ นาเอาผลสะท้อนของค่านิยมที่ได้รับมาใช้ในกระบวนการตัดสินใจ โดยสามารถกาหนดได้ว่าค่านิยม และการตัดสินใจกระทาใดลงไปจะส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร สมคิด บางโม (2558) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ ตรงกับคาภาษาอังกฤษว่า Business Ethics เป็นการนาจริยธรรมมาใช้ในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ยั่งยืน เป็นที่ยอมรับ ของสังคมตลอดไป อานันท์ ปันยารชุน (2554) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง การผสมผสานระหว่าง เศรษฐกิจและจริยธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมนโยบายและการปฏิบัติของภาคธุรกิจ เพื่อสร้าง ความส าเร็ จ ในการประกอบการอย่ า งมี ค วามรั บ ผิ ด ชอบ มี ค วามยั่ ง ยื น มี ผ ลในระยะยาว ใน ขณะเดียวกันสามารถช่วยสร้างความสมดุลระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในกิจการนั้น ๆ อันได้แก่ ผู้ลงทุน ลูกจ้าง ลูกค้า ชุมชน ตลอดจนสภาพแวดล้อมอย่างสมดุล กัลยารัตน์ ธีระธนชัยกุล (2557) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง การนาข้อพึง ประพฤติปฏิบัติที่ชอบด้วยความดี ความถูกต้อง มาใช้กับธุรกิจโดยนักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการ ดังนั้น จริยธรรมต้องเริ่มจากการมีนักธุรกิจที่ดี จึงจะมีการประกอบการที่ดี และเป็นธุร กิจที่ดีในที่สุดนั่นเอง แต่ถ้านักธุรกิจมุ่งแต่ผลประโยชน์ของตนเอง หรือผลกาไรของธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่คานึงถึง
1-13 ผลกระทบที่ จ ะเกิ ดขึ้นกั บ ผู้ที่เ กี่ ยวข้อง หรือผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย ธุร กิ จ นั้นย่อมจะเป็นธุร กิ จ ที่ ขาด จริยธรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหาย ความเดือดร้อนขึ้นรวมทั้งธุรกิจเองก็จะไม่สามารถดาเนิน ธุรกิจต่อไปได้ในอนาคต ดังสุภาษิตไทยที่ว่า "ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน" เนตร์พัณณา ยาวิราช (2552) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง การประกอบธุรกิจ มีวงจรที่ตอบสนองความต้องการของกันและกันระหว่างเจ้าของกิจการ ลูกค้าซึ่งหมายถึง ประชาชน ทั่วไป หน่วยงานของรัฐ พนักงานลูกจ้าง ผู้บริโภค และสังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน กันทางธุรกิจ เช่น การผลิตสินค้า การขายสินค้า รายได้ ผลกาไร ค่าตอบแทนให้แก่พนักงานลูกจ้าง และความรับ ผิดชอบต่อ สัง คม สิ่ง เหล่านี้เ ป็นสิ่ง ที่ ค วบคู่กั นไป หากวงจรนี้เ กิ ดปัญ หาขาดความ รับ ผิดชอบ จะท าให้ก ารดาเนินธุร กิ จ ไม่ ร าบรื่น หยุดชะงัก เสื่อมเสียชื่อเสียงและท าให้ธุร กิจนั้น ล้มเหลว ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรปฏิบัติตนตามแนวทางของธุรกิจที่ดีมีจริยธรรมมีจิตสานึกแห่ง ความผิดชอบชั่วดี จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง เป็นการนาข้อพึง ประพฤติปฏิบัติที่ชอบด้วยความดี ความถูกต้อง มาใช้กับธุรกิจโดยนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ ในการ สร้างความสาเร็จในการประกอบการอย่างมีความรับผิดชอบ มี ความยั่ง ยืน มี ผ ลในระยะยาว ใน ขณะเดียวกัน ก็ช่วยสร้างความสมดุลระหว่ างผู้มีส่วนได้เสียในกิจการนั้น ๆ เพื่อให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ยั่งยืน เป็นที่ยอมรับของสังคมตลอดไป 1.2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการนาจริยธรรมมาใช้กับการดาเนินธุรกิจ อนิวัช แก้วจานงค์ (2555) ความสัมพันธ์ระหว่างการนาจริยธรรมาใช้กับการดาเนินธุรกิจ ผู้บ ริห ารจ าเป็นต้อ งท าความเข้าใจปัจ จัยสภาพแวดล้อมที่ เกี่ ยวข้องเนื่องจากมี ผลกระทบต่อการ บริหารธุรกิจให้ประสบผลสาเร็จและสามารถดารงอยู่ได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งปัจจัยดังกล่าวยังมีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงด้านจริยธรรมของบุคคลด้วย โดยทั่วไปองค์การธุรกิจมีการกาหนดกิจกรรมการดาเนินงานหรือการจัดการโดยกาหนด ตามหน้าที่ต่าง ๆ ทางธุรกิจ ผู้บริหารต้องประสานงานและควบคุมดูแลเพื่อให้ทกุ หน้าทีส่ ามารถดาเนิน กิจกรรมได้เป็นผลสาเร็จและส่งผลต่อความสาเร็จขององค์การ โดยทั่วไปกิจกรรมการจัดการธุรกิจจะ อาศัยกิจกรรมของหน่วยงานในระดับปฏิบัติการขององค์การธุรกิจ 5 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการผลิต และการดาเนินงาน การตลาด การวิจัยและพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ บัญชีและการเงิน รายละเอียด ของการประยุกต์จริยธรรมในกิจกรรมการบริหารธุรกิจ ดังนี้ 1) การผลิตและการดาเนินงาน (Production and Operations) การผลิตและการดาเนินงานเป็นระบบเพื่อการแปรรูปทรัพยากรซึ่งเป็นปัจจัยนาเข้า โดยผ่านกระบวนการแปรรูปปัจจัยนาเข้าให้เปลี่ยนสภาพเป็นสินค้าและบริการตามที่องค์การต้องการ การจัดการการผลิตจึงเป็นการออกแบบและปรับปรุงระบบการผลิตเพือ่ ก่อให้เกิด สินค้าและบริการทีม่ ี คุณภาพตามที่ได้กาหนด การผลิตและการดาเนินงานมีความสาคัญต่อองค์การโดยจะทาให้ทราบว่า สินค้าและบริการขององค์การมีการผลิตโดยใช้ต้นทุ นเพียงใดและจะท าให้เกิ ดความแต่ง ต่างจากคู่ แข่งขันได้อย่างไร เป็นต้น
1-14 การจัดการผลิตและการดาเนินงานผู้บริหารต้องทาความเข้าใจและคานึงระบบการ ควบคุ ม การผลิ ต และการด าเนิ น การ (Operations Control Systems) เนื่ อ งจากเป็ น การดู แ ล กระบวนการผลิตการรักษาต้นทุนการผลิตและความล่าช้าให้มีค่าต่าที่สุด หากดาเนินกิจกรรมอย่าง เหมาะสมจะทาให้การผลิตและการดาเนินงานในองค์การบรรลุผลได้อย่างมีประสิท ธิภาพ จริยธรรมในการผลิตและการดาเนินงานเป็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า หรือจริยธรรมในการให้บ ริก ารลูก ค้าที่ ส่วนใหญ่สินค้าที่ ผ ลิตโดยโรงงานอาจมี ส่วนผสมของสาร ปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค บางกรณีอาจมีการเติมสารที่เป็นอันตรายเป็นส่วนผสมเพื่อให้ สินค้าที่ออกมามีความสวยงามและเป็นที่พึงพอใจของผู้บริโภค แม้ว่าองค์การอาหารและยา (อย.) ได้ แจ้งให้ผู้ผลิตสินค้าได้รับทราบ แต่ยังมีผู้ประกอบการจานวนมากละเมิดกฎหมายข้อบังคับ แม้ว่ามี กฎหมายให้แ จ้ง ส่ว นผสมเพื่ อ ให้ผู้บ ริโ ภคได้ รับ ทราบ แต่ ยั ง มี ก ารกระท าผิด เกิ ด ขึ้ นอยู่บ่อ ยครั้ง นอกจากนี้พบว่ามีการผลิตสินค้าและเก็บสินค้าไว้ในสต๊อกเป็นเวลานานทาให้สินค้าหมดอายุ แต่ยังคง มีการนาสินค้าดังกล่าวมาจาหน่ายให้กับผู้บริโภคหรือนาไปเป็นของแจกของแถมหรือนามาขายลด ราคา หรือการที่โรงงานไม่ได้ตรวจสอบประสิทธิภาพของบ่อบาบัดน้าเสียหรือแอบปล่อยน้าเสียลงใน แม่น้าลาคลองสาธารณะจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคม 2) การตลาด (Marketing) การตลาดเป็นงานเกี่ยวข้องกับการส่งเสริม สร้างสรรค์และส่งมอบผลิตภัณฑ์หรือ บริก ารให้กับ องค์การธุรกิจและผู้บริโภค ปัจ จุบันงานด้านการตลาดมีความสาคัญ ต่อ การทาธุรกิจ เพราะหมายถึงแนวทางหรือวิธีการที่องค์การเลือกดาเนินการเพื่อสร้างความสาเร็จตามวัตถุประสงค์ ทางการตลาดขององค์การ กลยุทธ์การตลาดจึงเป็นเครือ่ งมือในการรณรงค์ต่อสูก้ ับคู่แข่งขันเพื่อแย่งชิง ส่วนแบ่งตลาด ทั้งนี้องค์การจะกาหนดให้มีฝ่ายการตลาดเพื่อเป็นหน่วยงานที่ทาหน้าที่ในการกาหนด แผนการตลาดโดยนาเสนอกลยุท ธ์ก ารตลาดที่ เ กี่ ย วข้องกั บ การใช้ส่ว นประสมการตลาด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่อ งทางการจัดจาหน่ายและการส่ง เสริม การตลาดให้เหมาะสมเพื่อสนองความ ต้องการของตลาดเป้าหมาย การท างานด้านการตลาดมี ส่วนเกี่ ยวข้องกับ ทุก หน้าที่งานในองค์ก ารและมีส่วน เกี่ ย วข้องโดยตรงกั บ ผู้บริโภคและผู้จัดจาหน่ายสินค้าซึ่ง เป็นคนกลางในการกระจายตัวสินค้าถึง ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นผู้บริหารควรทาความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ทางการตลาดจะมีส่วนช่วย องค์การธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ พบว่า การตลาดในปัจจุบันได้ทาหน้าที่อย่างสมบูรณ์ดังต่อไปนี้ การตลาดทาหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริก าร การตลาดท าหน้าที่ กระจายตัวสินค้าและ การตลาดทาหน้าที่ด้านการอานวยความสะดวก ปัญ หาจริยธรรมด้านการตลาดส่วนใหญ่ เกี่ยวข้องกับลูก ค้าเป็นสาคัญโดยเฉพาะ การตลาดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดจาหน่าย การโฆษณา การประชาสัมพันธ์และการขายโดยบุคคล ตัวอย่างปัญหาการจัดจาหน่ายโดยเสนอราคาเกินความเป็นจริง มีการโฆษณาสินค้าเกินความเป็นจริง จนทาให้ลูกค้าจานวนมากหลงเชื่อซื้อสินค้าตามการโฆษณา หรือ กรณีการประชาสัมพันธ์สินค้าด้วย การให้ ข้ อ มู ล ผิ ด ๆ แก่ ลู ก ค้ า ลู ก ค้ า อาจตั ด สิ น ใจซื้ อ สิ น ค้ า บนข้ อ มู ล ที่ ผิ ด หรื อ การที่ พ นั ก งาน ประชาสัมพันธ์สินค้าโดยให้ดม ชมและชิมสินค้าฟรี แต่เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพต่างจากที่ได้ ดม ชมและชิม สาหรับพนักงานขายสินค้าโดยส่วนใหญ่นาเสนอสินค้าด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ลูกค้าตาม
1-15 เชื่อถือและวางมัดจาเพื่อซื้อสินค้าเมื่อถึงเวลาส่งมอบสินค้ากลับไม่ได้รับสินค้าตามที่ได้ตกลงกันหรือ บางรายไม่ได้รับสินค้าด้วยทาให้ต้องเสียเงินมัดจาไปหลายรายรวมถึงการที่พนักงานการตลาดได้เสนอ ให้ค่านายหน้าหรือค่าคอมมิชชั่นกับฝ่ายจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ สั่งซื้อสินค้าจาก บริษัทผู้จัดจาหน่ายสินค้า 3) บัญชีการเงิน (Accounting and Financial) สาหรับสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยได้ระบุว่า “บัญชี เป็นกระบวนการระบุ วัดค่า บันทึกและติดต่อสื่อสารเหตุการณ์และเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจของกิจการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ข้อมูลทางการเงิน ” จึงกล่าวได้ว่ากระบวนการทางบัญชีจึงอาจ จาแนกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การระบุ การวัดค่า การบันทึกรายการค้าและการติดต่อสื่อสาร (เอกสาร ประกอบการประชุมสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย, 2542) ส่วนการเงินเป็นการศึกษาและกาหนดวิธีการที่บุคคล หน่วยงานธุรกิจและองค์การ จะต้องจัดหา แบ่งสรรและใช้ทรัพยากรด้านการเงินโดยคานึงถึงความเสี่ยงอันจะส่งผลกระทบต่อฐานะ ด้านการเงินขององค์การธุรกิจได้ จึงกล่าวได้ว่าการเงินเป็นปัจจัยที่ใช้วัดสถานะขององค์การเพื่อดึงดูด นักลงทุนให้เข้ามาลงทุนร่วมหรือดึงดูดลูกค้าเพื่อให้การสนับสนุนต่อองค์การฐานะการเงินจะช่วยให้ วางแผนกลยุท ธ์อ ย่างมี ป ระสิท ธิภาพไม่ เ ฉพาะในเรื่องของการจัดการด้า นการเงินเท่ านั้ นแต่ ยั ง ครอบคลุมการจัดการหนี้ การแสวงหาแหล่งเงินทุนและการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน กลยุทธ์ ด้าน การเงินจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารฝ่ายการเงินในการกาหนดกิจกรรมรวมถึงการประเมินสถานะทาง การเงินและประเมินผลกระทบที่เน้นความคุ้มค่าในการลงทุนก่อนตัดสินใจดาเนินงานเพื่อปรับเปลี่ยน กลยุทธ์ให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ปัญหาจริยธรรมด้านบัญชีส่วนใหญ่เป็นเรื่องของพนักงานในฝ่ายบัญชีที่ต้องการช่วย ให้ผู้บริหารหรือลูกค้าสามารถตัดสินใจในบางเรื่องได้ถูกต้องและรวดเร็วจึงอาจมอบข้อมูลทางการ บัญ ชีด้วยความเต็ม ใจหรือ อาจไม่เ ต็มใจก็ตามทาให้บุคคลอื่นนาข้อมูล ดังกล่าวไปใช้เ พื่อแสวงหา ผลประโยชน์ หรือจากการที่นักบัญชีมีการตกแต่งตัวเลขทางบัญชีเพื่อช่วยเหลือบริษัทให้ชาระภาษีได้ น้อยลงหรือเพื่อให้หลบหลีกการชาระภาษีบางประเภทเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทหรือการปกปิด ตัวเลขทางการบัญชีทาให้บุคคลภายนอกไม่สามารถรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงของบริษัททาให้เกิด ความผิดพลาดในการลงทุนกับบริษัท เป็นต้น ส่วนปัญหาทางจริยธรรมด้านการเงินส่วนใหญ่จะเป็นไป ในกรณีที่พนักงานยักยอกเงินของบริษัทหรือทาการยักย้ายถ่ายเทเงินของบริษัทเข้าบัญชีตนเองหรือ ปกปิดข้อมูลของลูกค้าเพื่อให้บริษัทอนุมัติเงินกู้ให้กับลูกค้า เป็นต้น 4) การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) ทรัพยากรมนุษย์เป็นแนวทางหรือวิธีการเพื่อให้การดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ในองค์การโดยเป็นหน้าที่ของฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในการดาเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การสรรหา การคัดเลือก การประเมินการปฏิบัติงานและการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ องค์การธุรกิจควรให้ความสาคัญการจัดการทรัพยากรมนุษย์เพื่อจูงใจเพื่อให้ บุคคลทางานอยู่คู่กับองค์กรต่อไปได้นานที่สุด การดาเนินกิจกรรมด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์มี ขอบเขตการปฏิบัติงานที่สาคัญใน 4 ลักษณะ ดังนี้
1-16 4.1) การดาเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (Procurement) เป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการทางานด้านทรัพยากรมนุษย์ การได้มาซึ่งบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่องค์การ ต้องการจาเป็นต้องใช้กระบวนการทางทรัพยากรมนุษย์ที่สาคัญและเป็นตามองค์การต้องการจริง ๆ นั้นจาเป็นต้องใช้กระบวนการทางทรัพยากรมนุษย์ที่สาคัญและเป็นระบบ ดังนี้ (1) การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (2) การพยากรณ์กาลังแรงงาน (3) การเลือกสรร (4) การคัดเลือก (5) การบรรจุ (6) การปฐมนิเทศ 4.2) การธารงรักษาบุคคลในองค์การ (Maintenance) เป็นการปฏิบัติเพื่อให้บุคคล ที่ได้รับการบรรจุเข้าทางานในแต่ละตาแหน่งมีความพึงพอใจและเต็มที่ที่จะปฏิบัติงานในหน้าที่และ ความรับผิดชอบให้นานที่สุด ขั้นตอนนี้องค์การจะดาเนินการหลาย ๆ อย่างเพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ ทุกคนในองค์การ โดยเฉพาะการสร้างทัศนคติที่ดีและการให้ความรัก การสร้างความผูกพันและการ ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความยุติธรรมโดยเฉพาะการจัดสรรผลตอบแทนในรูป ตัวเงิน (Money) ได้แก่ ค่าจ้าง โบนัส และเงินเดือ น เป็นต้น ส าหรับ ผลตอบแทนที่ ไม่ ใช่ตัวเงิน ได้แก่ สวัส ดิก าร ( Fringe Benefits) ในรู ป แบบต่ า ง ๆ รวมไปถึ ง การสร้า งแรงจูง ใจ (Motivation) เพื่ อ ให้ทุ ก คนสามารถ ปฏิบัติงานและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและพึงพอใจต่อผลลัพธ์ที่ได้จากการทางาน 4.3) การประเมินการปฏิบัติงานพนักงาน (Employee Performance Appraisal) เป็นกิจกรรมหลักจัดทาขึ้นเพื่อพิจารณา วินิจฉัย และตีค่าการปฏิบัติงานหรือผลงานของพนักงานเป็น ค่าระดับคะแนนต่างกัน หลักการทางานของผู้ประเมินต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมความไม่ ลาเอียง ไม่มีกลุ่มพวกพ้องและผลประโยชน์ใด ผู้ทาหน้าที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานจะเป็น ผู้บังคับบัญชาระดับหัวหน้าเนื่องจากมีความใกล้ชิดกับพนักงานและเข้าใจการทางานมากที่สุด โดย อาจทาการประเมินในวิธีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะงานและการประกอบธุรกิจขององค์การด้วย 4.4) การพ้ นจากงาน (Withdrawal) เป็นการจัดการเพื่อให้บุคคลในองค์การพ้น จากต าแหน่ ง หน้ า ที่ และความรั บ ผิ ด ชอบ การให้ บุ ค คลในองค์ ก ารต้ องพ้ นจากงานนั้ นอาจมี ความหมายเป็นไปได้ทั้ง ในเชิงบวกและเชิงลบ ตัวอย่างเชิงบวก การเลื่อนตาแหน่ง การเกษียณอายุ และการลาออก ส่วนเชิงลบ การให้ออกและการไล่ออก เป็นต้น ปัญหาจริยธรรมในงานทรัพยากรมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นไปได้ทุกแผนกงานโดยเฉพาะ ในส่วนของการสรรหาและว่าจ้างที่สามารถเรียกรับเงินสินบนจากผูส้ มัครเพื่อให้ได้รับการคัดเลือกและ บรรจุเป็นพนักงานของบริษัท การประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน การตัดค่าจ้าง แรงงานแต่ให้พนักงานมาช่วยงานในวันหยุด ปัญหาการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมโดยไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมายแรงงาน การไม่ใส่ใจในสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานรวมถึงการให้พนักงาน ออกจากงานเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการทางานโดยจ่ายเงินเพียงเล็กน้อย เป็นต้น ส าหรับ ปัญ หาด้านทรัพ ยากรมนุษย์ที่เ กิดจากนโยบายของบริษัท และมี แนวโน้ม เพิ่มขึ้นในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ในการจ้างงานในหลายบริษัทที่มีการจ้างแรงงานชายมากกว่า
1-17 แรงงานหญิง การห้ามแรงงานหญิงตั้งครรภ์หากตั้งครรภ์ก็ให้ออกจากงาน การให้แรงงานชายมีโอกาส ในความก้าวหน้าโดยก้ าวสู่ตาแหน่งหัวหน้างานได้เร็วและมากกว่าแรงงานหญิง การตรวจสุขภาพ พนักงานโดยแอบตรวจเลือดพนักงานเพื่อหาสารเสพติดหรือตรวจเอดส์ เป็นต้น นโยบายในลักษณะนี้ ก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าผิดหลักจริยธรรมหรือไม่ 5) ด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R & D) การวิจัยและพัฒนาเป็นการศึกษาค้นคว้าเพื่อทาให้ผลิตภัณฑ์ขององค์การมีคุณภาพ มีต้นทุนต่า มีความแตกต่างจากคู่แข่งและค้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ องค์การธุรกิจสามารถดาเนินการใน เรื่องเหล่านี้ในลักษณะของการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ (Innovation) พัฒนากระบวนการผลิตใหม่ (Process Innovation) และการลอกเลียนแบบ (Imitation) จากคู่แข่ง โดยทั่วไปองค์การธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์การเป็นผู้นาด้านต้นทุนจะใช้การวิจัยและการ พัฒนาไปในแนวทางเพื่อการคิดค้นและพัฒนากระบวนการผลิตอย่างไรที่ใช้ต้นทุนต่าสุด ในขณะที่ องค์ก ารธุร กิ จ ที่ใช้ก ลยุท ธ์ก ารสร้างความแตกต่างจะเน้นการคิดค้นผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ และพัฒ นา ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วในตลาดให้เท่าเทียมคู่แข่งหรือดีกว่าคู่แข่งยิ่งขึ้น องค์ก ารในปัจ จุบันมี ก ารจัดตั้ง ฝ่ายงานที่ เ กี่ยวข้องกั บ งานวิจัยและพัฒ นาหลาย องค์การดาเนินการว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะเพื่อเป็นผู้ดาเนินการ (Contract R & D) หลาย ๆ องค์การเปิดบริษัทวิจัยและพัฒนาเป็นบริษัทในเครือและรับจ้างวิจัยและพัฒนาให้กับองค์การ อื่นและหลายองค์การได้เข้าไปร่วมหุ้นกับบริษัทวิจัยและพัฒนาที่มีชื่อเสียง ปัญหาจริยธรรมของนักวิจัยส่วนใหญ่เป็นข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดของนักวิจยั เฉพาะส่วนที่ เ กี่ ยวข้อ งกั บ จรรยาบรรณนัก วิจัย เช่น ไม่ ท ราบจ านวนประชากรและไม่ ได้ใช้ก ลุ่ ม ตั ว อย่ า งจริ ง ในการวิ จั ย ไม่ ท างานตามแผนการวิ จั ย หรื อ ระเบี ย บวิ ธี วิ จั ย เช่ น เปลี่ ย นแปลง แบบสอบถามกลางคัน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยตีข้อมูลเข้าข้างตนเอง ไม่รักษาความลับของผู้ตอบ แบบสอบถามและการเขียนรายงานไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้รับการทาวิจัย เช่น การบิดเบือนข้อเท็จ จริงเพื่อประโยชน์ของผู้ว่าจ้างให้ทาวิจัย การเขียนรายงานข้อมูลเพื่อเอาใจเจ้านายหรือการจงใจเขียน ข้อมูลเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิด เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับ จริยธรรม มีการกาหนดกิจกรรมการดาเนินงานหรือการจัดการโดยกาหนดตามหน้าที่ต่าง ๆ ทางธุรกิจ ผู้บริหารต้องประสานงานและควบคุมดูแลเพื่อให้ทุกหน้าที่สามารถดาเนินกิจกรรมได้เป็นผลสาเร็จ และส่งผลต่อความสาเร็จขององค์การ โดยทั่วไปกิจกรรมการจัดการธุรกิจอาศัยกิจกรรมของหน่วยงาน ในระดับปฏิบัติการขององค์การธุรกิจ 5 กิจกรรม ได้แก่ 1) การผลิตและการดาเนินงาน 2) การตลาด 3) บัญชีการเงิน 4) การจัดการทรัพยากรมนุษย์ และ 5) ด้านการวิจัยและพัฒนา 1.2.3 โอกาสและอุปสรรคในการดาเนินธุรกิจ พักตร์ผจง วัฒนสินธุ์ (2559) การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาวการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทาให้การบริหารธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงตามและคานึงถึง สภาพแวดล้อ มมากขึ้น โดยนามาพิจ ารณาเป็นองค์ประกอบหลักในการวางแผนธุรกิ จที่ จะทาใน
1-18 อนาคต ด้วยการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning) เพื่อให้สามารถเลือกประกอบธุรกิจที่มี โอกาสประสบความสาเร็จอันเป็นผลดีต่อเจ้าของธุรกิจและเป็นประโยชน์ต่อสังคม การวางแผน พั ก ตร์ผ จง วัฒ นสินธุ์ (2559) สภาวะแวดล้อมภายนอกที่มี ผลต่อการดาเนินงานของ องค์กรธุรกิจสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สภาวะแวดล้อมทั่วไป และสภาวะแวดล้อมการแข่งขัน ในอุตสาหกรรม 1) การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมทั่วไป (General Environment) 1.1) สภาวะแวดล้อมทางการเมือง-กฎหมาย (Political-Legal Environment) 1.2) สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ (Economic Environment) 1.3) สภาวะแวดล้อมทางสังคม-วัฒนธรรม (Social-Culture Environment) 1.4) สภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยี (Technological Environment) 2) การสภาวะแวดล้อมการแข่งขันในอุตสาหกรรม 2.1) การแข่ง ขันระหว่างบริษัท ในอุตสาหกรรม (Rivalry Among Firms in The Industry) 2.2) ผู้ผลิตและค้าวัตถุดิบ (Suppliers) 2.3) ลูกค้า (Customer) 2.4) ข้อจากัดที่คู่แข่งใหม่จะเข้ามาในอุตสาหกรรม (Threats of New Entrant) 2.5) สินค้าทดแทน (Substitute)
1.3 จริยธรรมทางธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 ไทยแลนด์ 4.0 เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือ โมเดล พัฒ นาเศรษฐกิ จ ของรัฐบาล บนวิสัยทั ศน์ที่ ว่า “มั่ นคง มั่ ง คั่ง และ ยั่ง ยืน ” ภารกิ จ ส าคัญ คือ การ ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ เพื่อปรับแก้ จัดระบบ ปรับทิศทาง และสร้างแนวทางพัฒ นา ประเทศให้เจริญ สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามแบบใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเร็ว รุนแรง ในศตวรรษที่ 21 1.3.1 ลักษณะโลกาภิวัตน์จริยธรรมและการจัดการ จินตนา บุญบงการ (2555) การบริหารและการจัดการมีความสัมพันธ์กับ คุณธรรมและ จริยธรรม เนื่องจากการบริหารและการจัดการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนประสบกับภาวะวิก ฤติอัน เกิ ดจากการทุ จริตที่ ระบาดออกไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ความไม่ รับ ผิดชอบต่อสังคมหรือ ส่วนรวม คานึงถึงแต่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง อันเป็นการบริหารจัดการที่ขาดคุณธรรมและ จริยธรรม ดังนั้น จึงได้มีการกระตุ้นปลุกเร้าให้เกิดความตระหนักในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์ต่อสังคมอย่ าง แท้จริง สังคมสมัยใหม่เ จริญก้าวหน้าขึ้นซึ่งเป็นความสาเร็จของมนุษย์ บุคคลประเภทต่าง ๆ ไม่ ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ นักการศาสนา นักศึกษา นักวิทยาศาสตร์และอื่น ๆ ซึ่งล้วนมีส่วน ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ในขณะที่สังคมกาลังมีการเปลี่ยนแปลง จิตใจของมนุษย์ มี ก ารเปลี่ยนแปลงไปด้วย มี ทั้ ง ความโลภ ความเห็นแก่ ตัว ขาดความซื่อสัตย์สุจ ริต แนวคิดของ
1-19 ตะวันตกในการทาธุรกิจเป็นเรื่องการสร้างความมั่นคง (Wealth) ทาให้มนุษย์เราเห็นแก่ตัว มีความ โลภและคานึงถึงแต่วัตถุหรือความร่ารวยมากขึ้น นอกจากนี้ ความมั่นคงมีความเชื่อมโยงกับอานาจ และอิทธิพลในขณะที่โลกและระบบเศรษฐกิจเป็นระบบที่มีความรู้เป็นฐาน (Knowledge-based) อัน เกิดจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ข่าวสาร และระบบอินเทอร์เน็ต ความมั่นคงได้รับการตอก ย้าว่าเป็นจุดมุ่งหมายหลักของธุรกิจ และระบบทุนนิยมมีค วามมั่นคงแข็งแรงขึ้นจนปราศจากการท้า ทายจากระบบอื่น ประเด็นที่น่าสนใจคือจะทาอย่างไรจึงจะเกิดความมั่นคงได้โดยมีคุณธรรมจริยธรรม และกระจายออกไปอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้ความมั่นคั่งของกลุ่มหนึ่งสร้างขึ้นมาโดยความล้มเหลว หรือความโง่เขลาของอีกกลุ่มหนึ่ง จากอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ รัฐและอานาจอธิปไตยมีความสาคัญลดลง กิจกรรมข้ามชาติ ข้ามพรมแดนมีมากขึ้น บริษัทข้ามชาติและองค์การระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้นในด้านการค้า และเศรษฐกิ จ ปัญ หาเศรษฐกิจและการค้าที่เ กิดขึ้นเป็นเรื่องระดับโลกมากขึ้น แต่ห น่วยงานหรือ องค์กรระดับโลกยังไม่มีการพัฒนาเพื่อจะรับผิดชอบเช่นนี้ได้ การขาดองค์กรเช่นนี้ รวมทั้งกฎเกณฑ์ที่ จะใช้บังคับกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าระดับโลกที่ขาดประสิทธิภาพเป็นช่องว่างให้เกิดการ เอารัดเอาเปรียบได้ ผู้ที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า ดังที่ เลสเตอร์ เธอโรว์ (Lester C. Thurow, 1999) กล่าวว่า “โลกกาลังมีระบบเศรษฐกิจระดับโลก โดยไม่มีรัฐบาลโลก ทา ให้ระบบเศรษฐกิจเช่นนี้ขาดกฎเกณฑ์ควบคุมพฤติกรรมและขาดคนกลางที่ยุติธรรมที่คอยตัดสินข้อ พิพาท และความขัดแย้ง” ที่ ก ล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐและรัฐบาลของแต่ละรัฐจะหมดความสาคัญและ สลายตัวไปในที่สุด รัฐยังคงมีอยู่แต่เพียงบทบาทจะเปลี่ยนแปลงไป รัฐและรัฐบาลจะเผชิญกับปัญหา และความผิดชอบใหม่ ๆ บทบาทและความรับผิดชอบเช่นนี้เรียกร้องให้รัฐบาลต้องปรับปรุงทั้งในด้าน กฎข้อบังคับ กติกา และด้านคุณธรรมและจริยธรรม การอาศัยกฎเกณฑ์อย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการ ขจัดการเอารัดเอาเปรียบและทุจริตทั้งหลายในขณะเดียวกัน หน่วยธุรกิจเอกชนจะต้องปรับปรุงตัว เช่นกันในด้านคุณธรรมและจริยธรรม จะต้องแสดงให้เห็นว่าธุรกิจและจริยธรรมไม่ใช่เป็นคู่ปรปักษ์ หรือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน 1.3.2 ลักษณะโลกแห่งการแข่งขันกับการปรับตัวของธุรกิจยุคไทยแลนด์ 4.0 บทความ Thailand 1.0 - 4.0 (2560) Thailand 1.0-4.0 คือโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจ ของรัฐบาลไทย แต่แตกต่างกันที่กลุ่มการลงทุนหลักของประเทศในขณะนั้น คือ ในแต่ละยุคสมัยรัฐจะ ให้ความสนใจและส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ดังนี้ Thailand 1.0 รัฐมุ่งเน้นการลงทุนทางภาคเกษตรกรรม เช่น การเลี้ยงสัตว์ พืชไร่ พืช สวน สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ ได้แก่ ไม้สัก ดีบุก Thailand 2.0 ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเบา และใช้แรงงานคนเป็นผู้ผลิต เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ Thailand 3.0 ยุคของอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก มีการลงทุนจากต่างประเทศ มากขึ้น ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น เน้นเรื่องชิ้นส่วนยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และเรื่องของ การลงทุน มีการขยับไปลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย
1-20 Thailand 3.0 ท าให้ร ายได้ป ระเทศอยู่ในระดับปานกลาง เมื่ อ 50 ปีก่ อน ช่วง พ.ศ. 2500-2536 เศรษฐกิ จ ไทยมี การเติบ โตอย่างมากถึงระดับ 7-8% ต่อปี แต่ห ลัง จาก พ.ศ.2537 ถึง ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นเพียง 3-4% ต่อปีเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีเรื่อง "ความเหลื่อมล้าด้าน ความร่ารวย" และ "ความไม่สมดุลในการพัฒนา" ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทาให้รัฐบาลต้องสนใจและเร่งพัฒนา ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามจาก Thailand 3.0 ไปสู่ Thailand 4.0 ภายใน 3-5 ปีต่อจากนี้ ความคาดหวังของ Thailand 4.0 จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักทั้งหลาย ที่เคยเจอมาตลอดได้ ซึ่ง Thailand 4.0 เป็นการ ‘ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม’ เปลี่ยนจากทา มาก แต่ได้ผลตอบแทนน้อย เป็น ลงมือทาน้อย ๆ แต่ได้ผลตอบแทนมหาศาล ด้วยการนาความคิด สร้างสรรค์เป็นแรงผลักดัน และนานวัตกรรมเข้าช่วยเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าไปสู่การบริการมากขึ้น Thailand 4.0 เป็ น การอธิ บ ายถึ ง New S-Curve หรื อ การพั ฒ นาเปลี่ ย นแปลงใช้ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่ง คล้ายกั บการ Disruptive ที่ เ ข้ามาพัฒนาสินค้าที่ มีอยู่ให้ดียิ่ งขึ้น และล้มล้าง พฤติกรรมแบบเดิม ๆ เช่น ฟิล์ม Kodak ที่เคยรุ่งเรืองอยู่ในสมัยก่อน แต่บริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้จะถูก คลื่นลูกใหม่อย่างเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนที่ ต้องล้มหายไปจากความทรงจาของเด็กรุ่นใหม่ ทาให้ ยุคสมัยนี้คนอาจจะไม่รู้จักกับ Kodak แต่รู้จักกับกล้องดิจิทัลแบรนด์ดัง ๆ อย่างอื่นแทน สิ่งสาคัญที่สุดของ New S-Curve คือการเคลื่อนย้ายไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างไร สิ่งที่ต้อง พิจารณาคือจะใช้เทคโนโลยีใด จะเปลี่ยนแปลงไปยังไง และช่วงใดจึงควรปรับตัวไปยังเทคโนโลยีนั้น 1) การเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาพร้อม Thailand 4.0 การขับเคลื่อนประเทศ สู่ Thailand 4.0 ต้องเกี่ยวข้องกับนวัตกรรม แต่ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรมดังนั้น การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น จากการเปลี่ยนจากการทาเกษตรแบบ ธรรมดา ให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ หรือ Smart Farming สิ่งสาคัญคือทายังไรให้เกิดความสมดุลในการ ผลิต ให้ความต้องการซื้อและขายอย่างสมดุล รวมทั้งผู้ประกอบการต้องเปลีย่ นแปลงระบบการทางาน เช่นกัน จาก SME ที่ต้องรอคอยการช่วยเหลือจากรัฐ เป็น Smart Enterprises และ Startup หรือ บริษัทเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง โดยการนานวัตกรรมเข้ามาช่วย เพิ่มจุดแข็งและคุณค่าให้ธุรกิจ การ เปลี่ยนแปลงสุดท้ายคือ การบริการต้องเปลี่ยนแปลงจากที่เคยบอกต่อกันไปปากต่อปาก มีคนกดไลก์ คิดว่าบริการนั้นดีมาก จาเป็นต้องนาเรื่องมาตรฐานการผลิตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ เพื่อให้ เป็ น High Value Services ต้ อ งมี ก ารรั บ รอง มี ก ารตรวจสอบเพื่ อ ให้ มี ค วามน่ า เชื่ อถื อ และมี ประสิทธิภาพ 2) การเข้าสู่ยุค 4.0 นโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้เป็นไปตามกลไกที่ เหมาะสม ผู้ประกอบการ SME หรือ ประชาชนคนไทย ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ที่กาลังจะเกิดขึ้น ดังนี้ นาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิต เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเหล่านั้นต้องเหมาะสมกับกับระบบการผลิต ของตน เพื่ อ ให้ ก ารพั ฒ นาเป็น ไปรวดเร็ว รวมทั้ ง ต้ องให้ค วามส าคั ญ ในด้ า นการศึ ก ษาดู ง าน ณ ต่างประเทศเนื่องจากลูกค้าในอนาคตมีความหลากหลาย ดังนั้นการติดต่อประสานงาน ภาษาอังกฤษ มารยาท ธรรมเนียมการปฏิบัติจึงเป็นสิ่งสาคัญ และการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก
1-21 ทุกประเทศใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากสินค้าที่คุณสมบัติเหมือนกัน ราคาใกล้เคียงกัน สินค้าที่ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะสามารถจูงใจลูกค้าได้มากกว่า 3) อาเซียน 4.0 การขับ เคลื่อ นอาเซียน 4.0 เป็นการขับ เคลื่อนจากความร่วมมื อกั นระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน มีเป้าหมายเพื่อเปลีย่ นจากอาเซียน 3.0 เป็น อาเซียน 4.0 โดยแผนประชาคม เศรษฐกิ จ อาเซีย น 2025 หรื อ AEC Blueprint 2025 ที่ มุ่ ง เน้ น ความร่ว มมื อทางด้า นการเกษตร สุขภาพ ดิจิทั ล ภาคบริก าร การพั ฒ นา SME และแรงงาน โดยเน้นปัจจัย R&D วิท ยาศาสตร์และ เทคโนโลยี รวมทั้งนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ในการขับเคลื่อนไปสู่อาเซียน 4.0 (ศูนย์อาเซียน ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2559) มาตรการในเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน 4.0 คือ - การสร้างหุ้นส่วนทางด้านยุทธศาตร์ระหว่างสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และ ภาคเอกชนในภูมิภาคอาเซียน - สร้างความสามารถทางการแข่งขันให้กับ SME ในอาเซียน ด้วยการใช้ประโยชน์ จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - เสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ของอาเซียน ให้มีความคิดสร้างสรรค์ ชาญฉลาด และ มีความคล่องตัว 4) นวัตกรรมอาเซียน ความร่วมมือของอาเซียนในการเสริมสร้างนวัตกรรมนั้น ใน AEC Blueprint 2025 กาหนดมาตรการต่าง ๆ ดังนี้ - เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสร้างเครือข่ายในระดับมหาวิทยาลัย และ ระดับภาคเอกชนของอาเซียน - ส่งเสริมสภาวะแวดล้อมในเชิงนโยบายภายในอาเซียน เพื่อเอื้อให้เกิดการถ่ายโอน เทคโนโลยีและการเสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ - ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งอุทยานวิจัยและเทคโนโลยี รวมทั้งห้องทดลองเพื่อการวิจัย ของมหาวิทยาลัย รัฐบาล และบริษัทร่วมทุน รวมทั้งศูนย์การวิจัยและพัฒนาในอาเซียน - พัฒนาและเสริมสร้างความเชื่อมโยงของอาเซียนกับเครือข่ายการวิจัยพัฒนาใน ระดับโลกและในระดับภูมิภาค - ส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิภาคอาเซียนให้เข้มแข็งขึ้น - ส่งเสริมโครงการที่มีการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของอาเซียนในห่วงโซ่มูลค่าโลก และภูมิภาคและเครือข่ายการผลิต - ดึงดูดบริษัทชั้นนาด้านเทคโนโลยีให้เข้ามาประกอบการในภูมิภาคอาเซียน 5) เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน ส าหรับ ความร่วมมือของอาเซียนในด้านเศรษฐกิจ ดิจิทั ลนั้น ใน AEC Blueprint 2025 ระบุถึงมาตรการความร่วมมือระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ดังนี้ - พั ฒ นาเศรษฐกิ จ และส่ง เสริม การค้ า ในรูป แบบดิจิทั ล หรื อ digital trade ใน อาเซียน
1-22 - เพิ่มการขยายเครือข่ายและการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ทั่วถึงในอาเซียน - ส่ง เสริม การพั ฒนาวิชาชีพส าหรับแรงงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารในอาเซียน - ส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศในตลาดร่วม ด้วยการส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเสรี ของสินค้า บริการ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศภายในภูมิภาคอาเซียน - สนับสนุนการเติบโตและการใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์หรือ e - services ในภูมิภาค - ส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคง ปลอดภัย ทางไซเบอร์ หรือ cyber security ในอาเซียนให้มากขึ้น - ส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือ e-commerce ในอาเซียน ซึ่งจะสนับสนุน บูร ณาการทางเศรษฐกิ จของอาเซียน อาเซียนมี ข้อตกลงในด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2000 ซึ่ง เรียกว่า eASEAN Framework Agreement และจะจัดทาข้อตกลงอาเซียนทางด้าน e-commerce โดยเฉพาะ ในลาดับต่อไป 6) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาเซียน AEC Blueprint 2025 มีมาตรการการสร้างความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีระหว่าง 10 ประเทศอาเซียน เพื่อผลักดันให้อาเซียนพัฒนาไปสู่อาเซียน 4.0 ดังนี้ - การจัดท าแผนปฏิบัติ ก ารอาเซียนด้านวิท ยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (ASEAN Plan Of Action on Science Technology and Innovation : APASTI) - เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีในอาเซียน เพื่ อ ส่ง เสริม ความร่วมมือแบ่งปันสิ่งอานวยความสะดวกด้านการวิจัยและ บุคลากร เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีร่วมกัน - ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยผ่านโครงการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ 7) Thailand 4.0 กับ อาเซียน 4.0 จากความร่วมมือกับ 10 ประเทศอาเซียน เป็นแรงสาคัญที่ช่วยผลักดันการขับเคลือ่ น ประเทศไทยจาก Thailand 3.0 ไปสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และยั่งยืนขึ้น ไทยจึงควรกาหนดยุทธศาสตร์การสร้างความร่วมมืออาเซียนในด้านต่าง ๆ และมียุทธศาสตร์ในเชิงรุก เสนอแนวคิดใหม่เพื่อให้ไทยมีบทบาทนาในอาเซียน 4.0 หากประเทศไทยประสบความสาเร็จในการ นาพาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 ประเทศไทยจะอยู่ในสถานะที่จะได้ประโยชน์อย่างมาก จากการ ปฏิสัมพันธ์ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตัวอย่างเช่น - หากประเทศไทยพัฒนาสินค้าเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมสูง จะสามารถส่งออกไปใน ตลาด AEC ได้มากขึ้น - หากประเทศไทยพัฒนาเกษตรกรรมไปเป็น smart farming สินค้าอาหารและ เกษตรของไทยจะสามารถตีตลาดอาเซียนได้มากขึ้น และจะสามารถไปลงทุนสร้าง smart farming ให้เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านได้อีก - การค้าภาคบริการ โดยเฉพาะการให้บริการด้านสุขภาพ ประเทศไทยจะกลายเป็น medical hub
1-23 - Thailand 4.0 ส่งผลดีต่อ SME ของไทยจะกลายเป็น smart SME ซึ่งทาให้ SME ของไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น การผลิตสินค้าส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และ ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน - การพัฒนาแรงงานไทยไปสู่แรงงานมีฝีมือขั้นสูง ทาให้แรงงานไทยมีความสามารถ ในการแข่งขันใน AEC ได้อย่างมั่นคง - Thailand 4.0 ทาให้เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ ประเทศ ไทยได้ทาธุรกิจดิจิทัลกับประเทศอาเซียนได้อีกมากเช่นกัน บทสรุปสุดท้าย อยู่ที่ความร่วมมือกันของคนในชาติไทย Thailand 4.0 เป็นโมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิ จที่ ทุก คนต้องมี ส่วนร่วม ผลัก ดันไป พร้อม ๆ กัน สิ่งสาคัญที่ทาให้โมเดล Thailand 4.0 ประสบความสาเร็จ คือ ต้องคิดให้มาก คิดให้จบ อ่านให้ขาด ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง ยอมรับหากเกิดข้อ ผิดพลาด เพราะทุกอย่างเปรียบเสมือนการ เรี ย นรู้ หากไม่ เ ปลี่ยนแปลง เปรี ยบเหมื อนกั บ การย่ าอยู่ กั บ ที่ ดั ง นั้ น Thailand 4.0 เป็ นโมเดล เศรษฐกิจที่จะนาพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจาก 3 กับดักดังกล่าว พร้อม ๆ กับเปลี่ยนผ่านประเทศ ไทยไปสู่ “ประเทศในโลกที่ ห นึ่ ง ” ที่ มี ค วามมั่ น คง มั่ ง คั่ ง และ ยั่ ง ยื น ในบริ บ ทของการปฏิวัติ อุตสาหกรรมยุคที่ 4 อย่างเป็นรูปธรรมตามแนวทางที่แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้วางไว้ ด้วยการ สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ควบคู่ไปกั บการเชื่อมโยงกั บประชาคมโลก ตามแนวคิด “ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง” โดยขับเคลื่อนผ่านกลไก “ประชารัฐ” Thailand 4.0 กาหนดเป้าหมายครอบคลุมใน 4 มิติ ดังนี้ 1) ความมั่ ง คั่ ง ทางเศรษฐกิ จ เป็ น “ระบบเศรษฐกิ จ ที่ เ น้ น การสร้า งมู ล ค่ า ” ที่ ขับเคลื่อนด้วย นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ 2) ความอยู่ดีมีสุขทางสังคม เป็น “สังคมที่เดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้าง หลัง” ด้วยการเติมเต็มศักยภาพของผู้คนในสังคม เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิ จ สังคม และฟื้น ความสมานฉันท์และความเป็นปึกแผ่นของคนในสังคม ให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง 3) การยกระดับคุณค่ามนุษย์ด้วยการพัฒนาคนไทยให้เ ป็น “มนุษย์ที่ ส มบูร ณ์ใน ศตวรรษที่ 21” ควบคู่ไปกับการเป็น “คนไทย 4.0 ในโลกที่หนึ่ง” 4) การรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็น “สังคมที่น่าอยู่” มี“ระบบเศรษฐกิจที่สามารถปรับ สภาพตาม ภูมิอากาศ” ควบคู่ไปกับการเป็น “สังคมคาร์บอนต่า”อย่างเต็มรูปแบบ Thailand 4.0 ประกอบด้วย 5 วาระขับเคลื่อนสาคัญ วาระที่ 1 การเตรียมคนไทย 4.0 เพื่อก้าวสู่โลกที่หนึ่ง วาระที่ 2 พัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต วาระที่ 3 การบ่มเพาะผู้ประกอบการและพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วย นวัตกรรม วาระที่ 4 การเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ ภายในประเทศผ่านกลไกของ 18 กลุ่มจังหวัดและ 76 จังหวัด วาระที่ 5 บูรณาการอาเซียน เชื่อมประเทศไทยสู่ประชาคมโลก
1-24
สรุป จริยธรรม หมายถึง วิธีปฏิบัติสายกลาง เพื่อนามนุษย์ไปสู่จุดหมายของชีวิต เป็นข้อประพฤติ ปฏิบัติศีลธรรม นาทางไปสู่หลักที่พึงประพฤติที่ถูกต้องและดีงาม ตลอดจนการมีปัญญาไตร่ตรองด้วย เหตุผลและแยกแยะได้ว่า สิ่งใดดีควรกระทาและสิ่งใดไม่ดีควรละเว้น ซึ่งบุคคลจะพัฒนาจนกระทั่งมี พฤติก รรมเป็นของตนเอง ไม่ ส ร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กั บ ตนเอง ครอบครัว สัง คม และ สภาพแวดล้อม โดยสังคมจะเป็นตัวตัดสินผลของการกระทานั้นว่าเป็นการกระทาที่ถูกหรือผิด การกาหนดกิจกรรมการดาเนินงานหรือการจัดการโดยกาหนดตามหน้าที่ต่าง ๆ ทางธุรกิจ ผู้บริหารต้องประสานงานและควบคุมดูแลเพื่อให้ทุกหน้าที่สามารถดาเนินกิจกรรมได้เป็นผลสาเร็จ และส่ง ผลต่อความส าเร็จขององค์ การ โดยทั่ วไปกิ จ กรรมการจัดการธุร กิจ จะอาศัยกิจ กรรมของ หน่ ว ยงานในระดับ ปฏิ บั ติก ารขององค์ ก ารธุ ร กิ จ 5 กิ จ กรรม ได้ แ ก่ กิ จ กรรมการผลิต และการ ดาเนินงาน การตลาด การวิจัยและพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ บัญชีและการเงิน รายละเอียดของการ ประยุกต์จริยธรรมในกิจกรรมการบริหารธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 เป็นการก้าวกระโดดที่สาคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ของประเทศ และจะนาพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศร่ารวยและพัฒนา การเปลี่ยนผ่านไปสู่ อาเซียน 4.0 จะคู่ขนานกันกับ Thailand 4.0 ซึ่งประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างมาก จากความ ร่วมมือในกรอบอาเซียนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการสร้างนวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนั้น รัฐบาลจึงจะต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน พร้อมผลักดันให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน 4.0 ผ่านการฝึกอบรม การวิจัยเกี่ยวกับอาเซียน ตลอดจนการเป็นศูนย์ข้อมูลอาเซียน 4.0 พัฒนาคลังสมอง ด้านอาเซียน และเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาและการวิจัย เพื่อพัฒนาให้คนไทยก้าวไกลสู่อาเซียน 4.0 และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน 4.0 ในอนาคตต่อไป กรณีศึกษา เรื่อง ปัญหาจริยธรรมของธุรกิจการขายตรง จากงานวิจัยของปนัดดา บุญ วิวัฒ น์ (2543) เรื่อง ปัญ หาจริยธรรมของธุรกิจการขายตรง กรณีศึกษาทัศนะของผู้บริหาร พนักงานขายและผู้บริโภค จากการศึกษาหลักจริยธรรม และลักษณะ การดาเนินธุร กิ จ การขายตรงทั้ ง แบบใช้ก ารตลาดชั้ นเดีย วและหลายชั้น ยัง มี ก ารศึก ษาปัญ หา จริยธรรมในธุรกิจการขายตรงโดยใช้หลักจริยศาสตร์ทวี่ ่าด้วยประโยชน์นิยม สิทธิ และจรรยาบรรณมา วิเ คราะห์ปัญหา ในทั ศนะของผู้บริหาร พนัก งานขาย ผู้บ ริโภค และนัก วิชาการ ผลการศึกษาพบ ปัญหา 10 ข้อ คือ 1) การขายตัดราคา 2) การพูดเกินความจริงถึง ประสิทธิภาพของสินค้า 3) การ ขายหรือตั้งแสดงสินค้าในร้านค้าปลีก 4) การกักตุนสินค้า 5) การสร้างความกดดันในการขายสินค้า 6) ปัญหาคุณภาพสินค้าที่นามาขายตรง 7) ปัญหา ผู้ประกอบการแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชน 8) ปัญหาประชาชนสมยอมโดยหวังผลประโยชน์ 9) ปัญหาพนักงานขายแสวงหาผลประโยชน์จากการหา สมาชิก 10) ปัญหาการอวดอ้างรายได้ของ บริษัทเกินความเป็นจริง
1-25 คาถาม: 1) จงวิเคราะห์ปัญหาทั้ง 10 ข้อ เกี่ยวกับจริยธรรมในธุรกิจการขายตรง โดยใช้หลักจริย ศาสตร์ที่ว่าด้วยประโยชน์นิยม สิทธิ และจรรยาบรรณ ที่มา: http://www.tnrr.in.th/?page=result_search&record_id=307741
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. นาเข้าสู่บทเรียนด้วยการต้อนรับ 2. แลกเปลี่ยนข้อมูลเบือ้ งต้นซึง่ กันและกัน 3. แนะนาการเรียนการสอน และกาหนดข้อตกลงร่วมกัน ในการเรียนการ สอนในรายวิชานี้ 4. บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 1.1-1.3 5. ถามตอบความเป็นมาของความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม 6. สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน หนังสืออ้างอิง
สื่อการสอน
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน
เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) เนื้อหาบทเรียนที่ 1.1-1.3 - Power Point บทเรียนที่ 1.1-1.3 และ LCD Projector วัสดุโสตทัศน์ - กรณีศึกษา 1.3 งานที่มอบหมาย ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด เอกสารประกอบ
แบบฝึกหัดเสริม 1.1-1.3 1. จงบอกความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของจริยธรรมมาพอสังเขป 2. จงบอกขอบข่ายของจริยธรรมทางธุรกิจมาพอสังเขป 3. จริยธรรมทางธุรกิจมีกรี่ ะดับ อะไรบ้าง พร้อมทั้งอธิบาย 4. ประโยชน์ของจริยธรรมทางธุรกิจ 5. บอกทีม่ าของจริยธรรมทางธุรกิจมาพอสังเขป 6. บอกความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินธุรกิจกับจริยธรรม 7. ถ้าพิจารณาหลักศีลธรรม สามารถแบ่งจริยธรรมออกเป็นกี่ขนั้ ตอน จงอธิบาย 8. จงอธิบายการประยุกต์ใช้จริยธรรมในการดาเนินธุรกิจมาพอสังเขป 9. สภาวะแวดล้อมภายนอกที่มผี ลต่อการดาเนินงานขององค์กรธุรกิจมีกปี่ ระเภท จงอธิบาย 10. เมื่อธุรกิจ SME เข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 จะต้องปรับตัวกับการแข่งขันอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่าง
1-26
บรรณานุกรม กัลยารัตน์ ธีระธนชัยกุล. (2557). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: ปัญญาชน. จินตนา บุญบงการ. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2552). จริยธรรมธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บมจ.ธนาคารกรุงเทพ. (27 ธันวาคม 2559). รู้จักกับ Thailand 4.0 แบบเข้าใจง่าย อ่านรอบเดียว เล่าได้เป็นช่องเป็นฉาก!!!! เรียกใช้เมื่อ 19 พฤษภาคม 2560 จาก SME in Focus: http://www.bangkokbanksme.com/article/10053 ปนัดดา บุญวิวัฒน์. (2543). ปัญหาจริยธรรมของธุรกิจการขายตรง กรณีศึกษาทัศนะของผูบ้ ริหาร พนักงานขายและผู้บริโภค. กรุงเทพมหานคร: วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตร์ (จริยศาสตร์ศกึ ษา) มหาวิทยาลัยมหิดล. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. (2556). กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. พักตร์ผจง วัฒนสินธุ์. (2559). จริยธรรมและการบริหารธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วิทย์ วิศทเวทย์. (2526). จริยศาสตร์เบื้องต้น. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรสุ ภา. ศูนย์อาเซี่ยนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (8 พฤศจิกายน 2559). อาเซียน 4.0. เรียกใช้เมื่อ 19 พฤษภาคม 2560 จาก ศูนย์อาเซี่ยนศึกษา: http://www.castu.org/CASTU/index.php/en/publications-3/castu-blog-2/703-4-0 สมคิด บางโม. (2558). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมาคมนักบัญชีและผูส้ อบบัญชีรบั อนุญาตแห่งประเทศไทย. (2542). เอกสารประกอบการประชุม. กรุงเทพฯ. อนิวัช แก้วจานงค์. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. สงขลา: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยทักษิณ. อานันท์ ปันยารชุน. (2554). มุมมองนายอนันท์. กรุงเทพฯ: มติชน. Carrool, Archie B. and Buchholtz, K.A. (2005). Business & Society: Ethics and Stakeholder Management. 5th ed. U.S.A.: Thomson. Laence Kohlberg. (1976). Moral development and behavio. New York: Rinehart Winston. Lester C. Thurow, Building. (1999). Wealth: The New Rules for Individuals, Companies, and Nations in a Knowledge-Based Economy. New York: Harper Collins, p. 8. Post Jame E., Anne T., Lawrence and James Weber (2002). Business and Society. New York: Mcgraw-Hill. Samvel S. Certo. And Travis S.T. (2006). Modern Management. 10th ed. New Jersey: Pearson.
2-1 สัปดาห์ที่2 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 2 แนวคิดและทฤษฎีทางจริยธรรม ชื่อบทเรียน 2.1 รู้แนวคิดทางจริยธรรม เวลา 60 นาที 2.2 รู้และเข้าใจทฤษฎีทางจริยธรรม เวลา 60 นาที 2.3 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับ ศาสตร์อื่น ๆ เวลา 60 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 2นักศึกษาสามารถ 2.1 รู้แนวคิดทางจริยธรรม 2.1.1 บอกแนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมของธุรกิจ 2.1.2 บอกแนวคิดและกระบวนการตัดสินใจทางจริยธรรมแบบต่างๆ 2.1.3 บอกจริยธรรมทางธุรกิจในแต่ละมิติ 2.1.4 บอกหลักที่จริยศาสตร์ใช้พิจารณาคุณธรรมและจริยธรรม 2.2 รู้และเข้าใจทฤษฎีทางจริยธรรม 2.2.1 บอกทฤษฎีทางจริยธรรม 2.2.2 บอกหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจริยธรรม 2.2.3 ยกตัวอย่างแนวคิดจริยธรรมทีป่ ระยุกต์ใช้ 2.3 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับศาสตร์อื่น ๆ 2.3.1 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับวิทยาศาสตร์ 2.3.2 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับสังคมศาสตร์ 2.3.3 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับนิติศาสตร์ 2.3.4 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับบริหารธุรกิจ 2.3.5 อธิบายความแตกต่างระหว่างจริยธรรมกับกฎหมาย
2-2
หน่วยที่ 2 แนวคิดและทฤษฎีทางจริยธรรม แผนการสอนประจาหน่วย 2.1 แนวคิดทางจริยธรรม 2.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมของธุรกิจ 2.1.2 แนวคิดและกระบวนการตัดสินใจทางจริยธรรมแบบต่างๆ 2.1.3 จริยธรรมทางธุรกิจในแต่ละมิติ 2.1.4 หลักทีจ่ ริยศาสตร์ใช้พิจารณาคุณธรรมและจริยธรรม 2.2 ทฤษฎีทางจริยธรรม 2.2.1 ทฤษฎีทางจริยธรรม 2.2.2 หลักเกณฑ์ในการพิจารณาจริยธรรม 2.2.3 ตัวอย่างแนวคิดจริยธรรมทีป่ ระยุกต์ใช้ 2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับศาสตร์อื่น ๆ 2.3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับวิทยาศาสตร์ 2.3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับสังคมศาสตร์ 2.3.3 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับนิติศาสตร์ 2.3.4 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับบริหารธุรกิจ 2.3.5 ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมกับกฎหมาย
บทนา แนวคิดและทฤษฎีทางจริยธรรมของแต่ละบุคคล เชื้อชาติ ศาสนา ล้วนมีวิธีคิดและมุมมองที่ แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางศีลธรรม และมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ เช่น กฎหมาย แนวคิดตามหลัก ศาสนา ประเพณีวัฒ นธรรม ที่ นามาเป็นแนวทางหรือหลัก การในการ ตัดสินใจ โดยคานึงถึงแนวโน้มของสิ่งที่จะเป็นประโยชน์สูงสุด สิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด เป็น เกณฑ์ในการพิจารณาจริยธรรมเพื่อนาไปประยุกต์ใช้กับวิชาชีพต่าง ๆ ให้เกิดคุณค่าแก่วิชาชีพนั้น ใน หน่วยเรียนนี้ จะกล่าวถึง แนวคิดและกระบวนการตัดสินใจทางจริยธรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ในแต่ละมิติ ทฤษฎี หลักเกณฑ์ในการพิจารณาจริยธรรมที่นามาประยุกต์ใช้ และความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับ ศาสตร์อื่น ๆ ดังนี้
2.1 แนวคิดทางจริยธรรม แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมทางธุรกิจมีนักวิชาการและนักปราชญ์ได้ให้แนวคิดไว้หลายท่ าน บางครั้งใช้หลักจริยศาสตร์ในการพิจารณาคุณธรรมจริยธรรม บางครั้งใช้ความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์ ต่างๆ ประเพณีวัฒนธรรม ศาสนา สัง คม กระบวนการต่างๆ ทางด้านจริยธรรมเป็นเกณฑ์ในการ
2-3 ตัดสินใจเกี่ ยวกับ จริยธรรม การท าธุรกิจเช่นเดียวกันเมื่อเกิ ดปัญ หาการทาธุรกิจ ส่วนหนึ่งมาจาก ประเด็นเรื่องของจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ จึงมีการกาหนดเกณฑ์เพื่อใช้ในการพิจารณาความมี จริยธรรมของธุรกิจ 2.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมทางธุรกิจ แนวคิดเกี่ ยวกั บ จริยธรรมทางธุรกิ จ มี คาหลัก 2 คา คือ จริยธรรมและธุร กิจ คาว่า "จริยธรรม" ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในหน่วยเรียนที่ 1 แล้ว จึงขอนาเสนอคาว่า "ธุรกิจ " ตามพจนานุกรม ราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 กิ่งดาว จินดาเทวิน (2555) ได้กล่าวถึง ความหมายของ "ธุรกิจ" ว่าการ งานประจาเกี่ยวกับอาชีพค้าขายหรือกิจการอื่นที่สาคัญและไม่ใช่ ราชการ (กฎ) การประกอบกิจการ ในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม หัตถกรรม พาณิชยกรรม การบริการหรือกิจการอื่น แต่หากมอง ความหมายของธุรกิจในเชิงพฤติกรรมเราจะเห็นว่า ธุรกิจเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลอย่าง น้อย 2 ฝ่ายที่เรียกว่า ผู้ซื้อและผู้ขายมาทาการตกลง เจรจาแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายกัน โดยฝ่ายผู้ซื้อ ได้รับสินค้าหรือบริการตามที่ต้องการและผู้ขายได้รับผลตอบแทนเป็นตัวเงินในรูปของกาไร ซึ่ง ทาให้ เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย ธุรกิจเป็นอาชีพหนึ่งที่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม หากสังคมใดมีนักธุรกิจหรือผูประกอบการที่ดียอมจะเป็นธุรกิจที่ดีด้วยและนับว่าเป็นโชคดีของสังคม นั้นเป็นอย่างยิ่ง "จริยธรรมทางธุรกิจ" มีผู้ให้ความหมายไว้พอสังเขป ดังนี้ อานันท ปนยารชุน (2547) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง การผสมผสานระหว่าง เศรษฐกิจและจริยธรรมโดยมีเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมนโยบายและการปฏิบัติ ของภาคธุรกิจในการสร้าง ความสาเร็จในการประกอบการอย่างมีความรับผิดชอบ มีความยั่งยืน มี ผลในระยะยาวขณะเดียวกัน จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในกิจการนั้นๆ อันได้แก่ ผู้ลงทุน ลูกจ้าง ลูกค้าชุมชน ตลอดจนสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล อนิวัช แก้วจานงค์ (2555) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง เป็นการกาหนดหรือ การเลือกในสิ่งที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ถูกต้องและเหมาะสมที่จะนาไปประพฤติปฏิบัติให้เป็นแบบอย่าง หรือมาตรฐานในการดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ธุ รกิจสามารถดาเนินงานได้ประสบ ผลสาเร็จและได้รับการยอมรับจากสังคมโดยรวม กัลยารัตน์ ธีระธนชัยกุล (2557) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง เป็นการนาข้อพึง ประพฤติปฏิบัติที่ชอบด้วยความดี ความถูกต้อง มาใช้กับธุรกิจโดยนักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการ ดังนั้น จริยธรรมต้องเริ่มจากการมีนักธุรกิจที่ดี จึงจะมีการประกอบการที่ดี และเป็นธุรกิจที่ดีในที่สุดนั่นเอง คริส ต แมคโดนัลด (Chris MacDonald, 2013: online) เป็น นัก วิชาการด้านปรัชญา และจริยศาสตร์ ชาวแคนาดา กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง การตรวจสอบโครงสร้างของ วิธีก ารที่ นัก ธุรกิจและสถาบันทางธุรกิจควรประพฤติป ฏิบัติในโลกการค้า โดยเฉพาะอย่ างยิ่งเพื่อ ตรวจสอบข้อจากัดที่เหมาะสมในการแสวงหาผลกาไรแก่ตนเองและธุรกิจ เมื่อการกระทานั้นส่งผล กระทบต่อผูที่เกี่ยวของ ลอร่าแนช (Laura Nash, 1990) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง การศึกษาถึ ง ปทัสถาน (Norm) ทางจริยธรรมส่วนตัวที่ได้นาไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมและเป้าหมายขององค์กร พาณิชย์ เป็นมาตรฐานจริยธรรมเกี่ยวกับบุคคลที่มจี ริยธรรมและแสดงตนเป็นตัวแทนของระบบในทาง ธุรกิจ
2-4 จากที่ กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า จริย ธรรมทางธุรกิจ หมายถึง การประกอบ ธุรกิจที่เลือกนาข้อพึงประพฤติปฏิบัติที่เห็นว่า เป็นสิ่งที่ดีงามถูกต้อง และเหมาะสมหรือมาตรฐานใน การดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจ จากการที่ผู้ประกอบการธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อผู้มสี ่วนได้เสียในการ ดาเนิน กิ จการนั้นๆ มี เ ป้าหมายเพื่ อให้ธุรกิ จสามารถดาเนินงานได้ประสบผลสาเร็จและได้รับการ ยอมรับจากสังคมโดยรวมมีผลในระยะยาว และมีความยั่งยืน 2.1.2 แนวคิดและกระบวนการตัดสินใจทางจริยธรรมแบบต่างๆ การพิ จ ารณาเพื่อ ตัดสินว่าการกระทาของบุคคล กลุ่ม บุคคลหรือผู้บริหารถูกหรือผิด สามารถใช้ห ลัก หรือเกณฑ์ ด้านศาสนามาใช้ในการตัดสินได้เ นื่องจากหลักคาสอนของทุ ก ศาสนา (Religion) สอนให้ผู้ที่ยอมรับนับถือได้ปฏิบัติตนให้เป็นคนดี หลักคาสอนของทุกศาสนาจึงสามารถ นามาใช้เป็นหลักหรือเกณฑ์การตัดสินทางจริยธรรมได้ทั้งหมด (อนิวัช แก้วจานงค์, 2555) พิภพ วชังเงิน (2545) จริยธรรมของมนุษย์ เกิดได้ในลักษณะต่างๆ กัน ดังต่อไปนี้ - เกิดจากการเรียนรู้ระบบสังคม มนุษย์เราได้รับจริยธรรม ค่านิยม จากการรู้จัก วิเ คราะห์คุณค่า ความถูก ผิด ชั่วดี ความมี เ หตุผ ล แล้วนามายึดถือปฏิบัติ จนกลายเป็นหลักการ ข้อกาหนดกฎเกณฑ์ แนวศีลธรรม - เกิ ด จากการเลี ย นแบบ เป็ น กระบวนการที่ เ กิ ด จากการเรี ย นรู้ ผู้ ใ หญ่ เ ป็ น สิ่ ง แวดล้ อมเป็นแบบอย่ าง ส่ ว นใหญ่คื อ ครอบครัว โรงเรีย น เพื่อ นและชุ มชน ผู้ ที่ สัม ผัส ซึม ซับ พฤติกรรมของสมาชิกของสังคมเป็นเวลาพอสมควรจะเกิดความเคยชิน เกิดการยอมรับ เลียนแบบ พฤติกรรมที่มีประสบการณ์ ปรับเข้ากับตนเอง - การปฏิบัติตามหลักธรรมสากล (Universal) ทุ ก ศาสนาสร้างสรรค์หลักธรรมไว้ กล่อมเกลาจิตใจ คนดีมีมโนธรรมบาเพ็ญตนและปลูก ศรัทธาให้คนทั่วไปเห็นคุณค่า จริยธรรมเหล่านี้ เป็นสิ่ง ดีง าม จึง ขยายขอบเขตจากจุดเล็ก สุดคือเฉพาะตนไปจนถึง สากลโลก ที่ สุด จึง กลายเป็น หลักธรรมสากลให้คนถือปฏิบัติเป็นสากล - การสร้างจริยธรรมในตนเอง เกิดจริยธรรมในตนเองโดยจิตสานึก โดยตัวเองเป็นผู้ กาหนดขึ้น เนื่องจากความเป็นผู้มีมโนธรรม มีเหตุผล หรืออารมณ์ Kant (คานท์) นักปรัชญาเชื่อว่า มนุษย์มีกฎจริยธรรมเกิดขึ้นในตนเอง โดยรู้จักปรับตัวในสภาพธรรมชาติ (Natural self) กับสภาพที่มี จริยธรรม (Moral self) เข้าด้วยกันแล้วเลือกเอาทางที่ดีมาเป็นหลักในการดาเนินชีวิต - การบาเพ็ญประโยชน์และพันธสัญญาประชาคม (Utility and Social Contract) เป็นการปฏิบัติไปตามระเบียบ บทบาท หน้าที่ สิทธิ เพื่อให้เกิดความสงบสุข ความสามัคคี มีมิตร สัมพันธ์ 1) แนวคิดการตัดสินใจทางจริยธรรมตามหลักศาสนา จริยธรรมตามแนวคิดของศาสนาต่างๆ แนวคิดจริยธรรมเกี่ยวข้องกับศาสนาทั้งนี้ เพราะศาสนามีส่วนสร้างจริยธรรมให้แก่สังคมโดยอาศัยหลักคาสอนทางศาสนาจริยธรรมและศีลธรรม หรือศาสนา 1.1) พุทธศาสนา หลักธรรมทางพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ อั น เป็ น หั ว ใจของพระพุ ท ธศาสนาแก่ พ ระสงฆ์ เ ป็น ครั้ ง แรกหลั ง จากตรัส รู้ 9 เดื อ น หั ว ใจของ
2-5 พระพุทธศาสนา คือหลักคาสอนที่พระพุทธเจ้าต้องการให้พุทธศาสนิกชนได้ “ทาความดี ละเว้นความ ชั่ว ทาจิตใจให้บริสุทธิ์ ” หรือเรียกว่า“ศีล สมาธิและปัญญา” นั่นเอง (อนิวัช แก้วจานงค์, 2555) คา สอนของพุทธศาสนาที่ถือว่าเป็น "หัวใจพุทธศาสนา" มีใจความสาคัญ ได้แก่ (1) ให้เว้นจากการทา ความชั่ว (2) ให้ ห มั่ น ท าความดี (3) ท าจิ ต ใจให้บ ริสุท ธิ์ สมคิ ด บางโม (2558) การพิจ ารณาหลัก ศีลธรรมอันเป็นแม่บทของจริยธรรมทีเ่ ป็นพืน้ ฐานทางศาสนานั้น สามารถแบ่งจริยธรรมออกเป็น 3 ขั้น คือ (เนตร์พัณณา ยาวิราช, 2552) (1) จริยธรรมขั้นพื้นฐาน หมายถึง หลักศีลธรรมอันเป็นศีลระดับต้น ได้แก่ ศีล ห้าหรือธรรมะ 5 ประการ ศีลห้า ประกอบด้วย การละเว้นจากความชั่วหรือข้อห้าม ได้แก่เว้นจากการ ทาลายชีวิต เว้นจากการเอาสิ่งของที่เขาไม่ให้ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ เว้น จากการดื่มสุราสิ่งของมึนเมาจนขาดสติ ธรรมะ 5 คือ การประพฤติดีหรือทาตามคาแนะนาสั่งสอน ได้แก่ความมีเมตตากรุณา การประกอบสัมมาอาชีวะ กามสังวร มีสัจจะ มีสติสัมปชัญญะ (2) จริ ย ธรรมขั้ น กลาง หมายถึ ง หลั ก ศี ล ธรรมอั น เป็ น แม่ แ บบจริย ธรรม ระดับกลางที่สูงขึ้นมา ได้แก่ กุศลกรรมบถ 10 ได้แก่ ทางแห่งกรรมดี 10 ประการ คือแบ่งออกเป็น 3 หมวด ได้แก่ (2.1) กายกรรม 3ประการ หมายถึง การกระทาทางกาย ได้แก่ ศีลข้อ 1-3 ได้แก่ ไม่ฆ่า หรือทาลายชีวิตผู้อื่น ไม่ลักขโมย หรือยึดเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนไม่ประพฤติผิดในกาม(2.2) วจี ก รรม 4ประการ หมายถึ ง ไม่ พู ด เท็ จ ไม่ พู ด ส่ อ เสี ย ดไม่ พู ด ค าหยาบคายไม่ พู ด เพ้ อ เจ้ อ (2.3) มโนกรรม 3 ประการ หมายถึง การกระทาทางใจ ได้แก่ไม่โลภอยากได้ของคนอื่นไม่คิดพยาบาทปอง ร้ายผู้อื่นเห็นชอบตามคลองธรรม (3) จริยธรรมขั้นสูง หมายถึง หลักศีลธรรมระดับสูง เป็นแนวทางปฏิบัติเพี่อให้ ถึ ง ทางดั บ ทุ ก ข์ เรี ย กว่ า อริ ย มรรค คื อ มรรค 8 มี อ งค์ 8 ประการ เรี ย กว่ า มั ช ฌิ ม าปฏิ ป ทา เปรียบเสมือนทางสายกลางในการดารงชีวิตเพื่อให้พ้นทุกข์ที่เกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย สภาพของ ชีวิตมนุษย์ ความเศร้าโศก คร่าครวญ ความทุกข์ทางกาย ความทุกข์ทางใจ การต้องประสบกับสิ่งทีต่ น ไม่รักไม่ชอบไม่ปรารถนาแต่ต้องจายอม การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น สิ่ง เหล่านี้ก่อให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ต้องอาศัยความมีสติพิจ ารณา ไตร่ตรองด้วยปัญญาที่เข้าถึงหนทางดับทุกข์เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรค 8 เป็นจริยธรรมขั้น สูงที่ช่วยให้การดาเนินชีวิตเป็นไปอย่างมีจริยธรรมและมีความสุข 1.2) คริสตศาสนา มีหลักใหญ่อยู่ 3 ประการดังนี้ (ประทีป สาวาโย, 2545) (1) หลักตรีเอกานุภาพ คือให้ยึดมั่นและเคารพบูชาองค์ 3 ได้แก่ (1.1) พระยะโฮวา (พระบิดา) (1.2) พระบุตร (พระเยซู) (1.3) พระจิต (วิญญานศักดิ์สิทธิ์) (2) หลักแห่งความรัก พระเยซูทรงตรัสไว้ในปัจฉิมโอวาทก่อนสิ้นพระชนม์ ว่า หลักใหญ่และสาคัญที่สุดในคาสอนของพระองค์ คือ "ความรัก" ทรงกล่าวว่าความรักเป็นสิ่งที่มีค่า มากกว่าเงินทองและสมบัติใดๆ ในโลก
2-6 (3) อาณาจักรแห่งพระเจ้า คือ สรวงสวรรค์ สถานที่ซึ่งผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระ เจ้า อย่างแท้ จ ริง และปฏิบัติตามคาสั่ง สอนของพระองค์เท่านั้นจะมีโ อกาสขึ้นไปรวมกับพระองค์ เรียกว่า "ชีวิตนิรันดร" จริยธรรมในคริสตศาสนา จะยึดหลักตามแนวคาสอนทั้ง 3 ประการดังกล่าวแล้ว ได้แก่ (1) จงศรัทธาและเชื่อในพระเจ้า (2) จงรักพระเจ้า รักครอบครัว รักเพื่อนบ้านและรักเพื่อนมนุษย์ แล้วจะได้รับ ความรักจากโลกเป็นสิ่งตอบแทน (3) ท่านทั้งหลายปรารถนาจะให้เขาทาแก่ท่านอย่างไร ท่านทั้งหลายจงกระทา อย่างนั้นแก่เขาเหมือนกัน (4) จงรักศัตรูและอวยพรแก่ผู้ที่แช่งด่าท่าน (5) จงทาคุณแก่ผู้ที่เกลียดชังท่านและจงอวยพรให้แก่ผู้ที่ประทุษร้าย เคี่ยวเข็ญท่าน (6) อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อเขาจะไม่ กล่าวโทษท่านเพราะว่าท่านทั้งหลายจะ กล่าวโทษเขา อย่างเขาจะกล่าวโทษท่านอย่างนั้น 1.3) ศาสนาอิส ลาม มี ห ลัก ศรัท ธาความเชื่อ 6 ประการ และหลัก การปฏิบัติ 5 ประการ ดังนี้ (ประทีป สาวาโย, 2545) (1) หลักศรัทธาความเชื่อ 6 ประการ ดังนี้ (1.1) ศรัทธาในพระอัลเลาะห์องค์เดียว (1.2) ศรัทธาในศาสนทูต (นบี) องค์ต่างๆ และมีศรัทธาเชื่อมั่นว่านบีมูฮัม หมัดเป็นศาสนฑูตองค์สุดท้าย (1.3) ศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอาน (1.4) ศรัทธาเชื่อมั่นว่า นบีเป็นผู้นาคาสอนจากพระเจ้ามาสู่มวลมนุษย์ (1.5) ศรัท ธาเชื่อ ในวันพระเจ้าพิพากษาโลก หรือวันสิ้นโลกซึ่ง เป็นวันที่ วิญญาณจะต้องรับผลกรรมจากการกระทาขณะเมื่อมีชีวิตอยู่ (1.6) ศรัทธาเชื่อว่าสภาวะของโลกและชีวิตเป็นไปตามเจตจานงของพระอัล เลาะห์ (2) หลักปฏิบัติ 5 ประการ เป็นหลักปฏิบัติของชาวมุสลิมทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ (2.1) ประกาศ ปฏิญาณ อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต (2.2) การสวดมนต์ ชาวมุสลิมเรียกว่า ละมาด วันละ 5 ครั้ง (2.3) การบริจ าคทาน มี ลัก ษณะเป็นสัง คมสงเคราะห์ คือ ตัวแทนของ ศาสนาจะรับเงินจากผู้บริจาคไปช่วยเหลือคนยากไร้ (2.4) การถือศีลอด ต้องถือสีลอดเป็นเวลา 1 เดือน ในช่วง 1 ปี (2.5) การท าพิ ธี ฮั จ ญ์ คื อ การไปแสวงบุ ญ ที่ น ครเมกกะ ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต 1.4) ศาสนาพราหมณ์ เป็นศาสนาที่เก่าแก่ และเชื่อว่าเกิดก่อนพฤติกาลไม่น้อยกว่า 5,000 ปี ตลอดจนเป็น ต้น ตารับ ของศาสนาพุท ธ คริ ส ต์ อิ ส ลาม และอื่ น ๆ การเกิ ดของศาสนา พราหมณ์ต่างจากศาสนาอื่น ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาธรรมชาติที่มนุษย์พยายามเอาชนะธรรมชาติ
2-7 มีความเชื่อว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่มีอิทธิพลเหนือธรรมชาติจึงทาให้เกิดความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธ์และ พิธีก รรม พระพรหมเป็นผู้ส ร้างโลก ชีวิตมนุษย์เ ป็นไปตามบัญ ชาของพระพรหม ที่ เ ราเรียกว่า "พรหมลิขิต" ศาสนาพราหมณ์มีการนับถือพระอาทิตย์ หรือสุริยเทพ นับถือวรุณเทพ เทวดาประจา อากาศ ศาสนาพราหมณ์สอนว่าในโลกนี้พรหมเป็นผู้สร้างโลกและสัตว์ต่างๆ มีอานาจที่จะให้คุณให้ โทษแก่มนุษย์ 1.5) ศาสนาฮินดู เป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยม ในคัมภีร์ฮินดูได้บอกไว้ว่า เทพ เจ้านามว่า พระนารายณ์เป็นศาสดา ศาสนาฮินดูพัฒนาการมาจากศาสนาพราหม์ โบสถ์เทพมณเฑียร เป็นสถานที่สาหรับประดิษฐานเทวรูปสาคัญ และใช้ทาพิธีกรรมต่างๆ ของชาวฮิน ดู พระนารายณ์และ พระลักษมี เป็นเทพเจ้าที่สาคัญสูงสุดของชาวฮินดู เป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และจักรวาล เป็นผู้ให้ รางวัลแก่ผู้ทาดี และลงโทษผู้กระทาความผิด สาหรับพระลักษมีเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีโชคลาภ ชาวฮินดูจะไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนาภายในโบสถ์เทพมณเฑียร ทุกวัน เวลา 06.00- 08.00 น. และ 19.30-19.30 น. บัณฑิ ตเป็นผู้นาสวดมนต์สรรเสริญ อ้อนวอนขอพรจากเทพเจ้า อบรมศีล ธรรม จริยธรรม โดยถือหลักอหิงสา เพื่อให้เกิดความสันติสุขในสังคม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าหลักอันเป็นเกณฑ์ในการตัดสินทางจริยธรรมตามหลักศาสนานั้นมีความ หลากหลายแต่ละกรณีที่มีสถานการณ์เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นพฤติกรรมทางจริยธรรมของ ศาสนาว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่องกันโดยเริ่มตั้งแต่การดาริไปจนกระทั่งมีผลสาเร็จจากการกระทานั้น 2) แนวคิดการตัดสินใจทางจริยธรรมของนักปราชญ์ นั ก ปราชญ์ เ ป็น บุค คลส าคั ญ และมี อิ ท ธิ พ ลต่อ แนวคิด และการกระท าของผู้คน โดยทั่วไปแนวของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์สามารถนามาใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินจริยธรรมได้ เช่นกันแต่ต้องเลือกบุคคลที่ได้รับการยอมรับ ในที่นี้ได้นาเสนอบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลสาคัญของ โลกและเป็น นัก ปราชญ์ ที่ แ ท้ จ ริง ได้ แ ก่ โสกราตี ส (Socrates) เพลโต (Plato) และอริ ส โตเติ้ล (Aristotle) มานาเสนอเพื่อให้เป็นตัวอย่างเบื้องต้น (อนิวัช แก้วจานงค์, 2555) 2.1) แนวคิดของ โสกราตีส (Socrates) สิวลี ศิริไล (2553) ให้ความเห็นไว้ว่า เป็น บุคคลที่ชอบแสวงหาความรู้ทางปัญญาโดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับบุคคลสาคัญๆ โดยเฉพาะ นักปราชญ์คนสาคัญ Socrates วิธีการสนทนาของเขาอาจไม่เหมือนกับบุคคลอื่นๆ โดยทั่วไปที่มานั่ง พูดคุยกันแต่เขาจะใช้วิธีการโต้แย้งทางความคิดและกระตุ้นให้คู่สนทนาใช้ปัญญาและแสวงหาเหตุผล ในคาตอบ ซึ่งวิธีนี้อาจเรียนกว่า Dialectic โดยทุกครั้งที่มีการสนทนาจะต้องมี Plato ซึ่งเป็นศิษย์รัก นั่งฟังการสนทนาด้วยทุกครั้ง สาหรับปัญหาหรือคาตอบที่มักจะนามาใช้กับคู่สนทนาจะเป็นการค้นหา คาตอบของความยุติธรรมในสัง คมกรีกและรูปแบบการปกครอง ที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมว่ าที่ แท้จริงควรเป็นอย่างไรอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าความดี ความงามและความยุติธรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็ น ต้น เมื่อต้องกล่าวถึง Socrates อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มี ผลงานการเขี ยนอะไรหลงเหลือ มากมายนัก ตลอดชี วิ ต ของ Socrates เขามี ค วามเชื่อเกี่ ยวกั บ “ปัญญา” และ “แบบ” จึงอาจกล่าวได้ว่าตัวตนและความคิดของ Socrates มักปรากฏอยู่ในงาน เขียนและแนวคิดของบุคคลสาคัญคืออริสโตเติ้ล (Aristotle)
2-8
ภาพที่ 2.1 ภาพของ โสกราตีส (Socrates) ที่มา: http://www.stlpi.org/perspectives-the-unexamined-life-is-not-worth-living/ Socrates เป็นบุคคลที่มีความเชื่อว่ามนุษย์มีคุณลักษณะพิเศษซึ่งเป็นแก่นแท้ ของ มนุษย์คือ “ปัญญา” และปัญญาเป็นสิ่งซึ่งนามนุษย์ไปสู่ความรู้และความจริงทีเ่ ป็นสากล Socrates จึง เห็นว่าความรู้ที่แท้จริงไม่สามารถเกิดจากประสบการณ์แต่มีลักษณะของความรู้ที่ต้องผ่าน “แบบ” (Idea) ซึ่ ง มนุษย์ต้อ งใช้ปัญญาไตร่ตรองและใช้เป็นเครื่องนาทางไปสู่ความรู้ที่แท้จ ริงได้ ความรู้ที่ แท้จริงเป็นความรู้ที่เกิดจากการไตร่ตรองด้วยปัญญาไม่ใช่ความรู้จากประสบการณ์ ด้วยเหตุนี้ ความ เป็นจริง ความรู้และความถูกต้องจะต้องมีหลักการหรื อมาตรการสากลเป็นเครื่องชี้บอกตัดสินได้โดย ไม่ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนตัวของบุคคลหนึ่งบุคคลใด บรรดาสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏแก่การรับรู้ของ เรามีความแตกต่างกัน ตัวบุคคล ความคิดและการกระทาย่อมแตกต่างกัน การกระทาที่ดีที่ถูกต้อง จะต้องเป็นสิ่ง สากลที่ ไม่ ว่าบุคคลใดก็ ตามกระท าเช่ นนี้เ หมื อนกั นย่อมตัด สิน ได้ ว่า ดีห รือถูก ต้ อ ง เหมือนกันหมด แนวคิดของ Socrates ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความดี ความงามหรือความ ยุติธรรมเป็นคุณค่าที่มีลักษณะสากล การมองเห็นว่าสิ่งใดเป็นความดี ความงามและความยุติธรรมได้ เพราะมีส่วนของคุณค่าที่เป็นสากลอยู่ในตัวบุคคลนั้น ปัญหาจึงมีอยู่ว่าถ้าคุณค่าเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ จิตของมนุษย์แล้วมนุษย์จะสามารถรู้และเข้าใจคุณค่าเหล่านี้ได้อย่างไรในเรื่องนี้ Socrates อธิบายว่า ความรู้คือสิ่งที่จะช่วยทาให้จิตมนุษย์เข้าถึงความจริงของคุณค่าเหล่านี้ ปัญญาและเหตุผลจะช่วยนา มนุษย์เข้าถึงความจริงแม้ว่ามนุษย์ไม่รู้ว่าอะไรคือความจิรงแต่ความจริงเป็นสิ่งที่มีอยู่ ถ้ามีการพัฒนา ปัญญาจะนาพาเราไปสู่ความจริงแสดงให้เห็นว่า Socrates เชื่อว่า “ความรู้คือคุณธรรม (Knowledge is Virtue)” ความรู้มีความหมายกว้างโดยรู้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูกและอะไร ผิด ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมมีเหตุผล (Rational Being) ดังนั้น การกระทาที่ดีจึงต้องเป็นการกระทา ตามหลักเหตุผลอันเป็นการกระทาที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ การกระทาที่มีเหตุผลจะเกิดขึน้ ได้ด้วยการใช้ความคิดไตร่ตรองที่ปราศจากกิเลสและอารมณ์ Socrates จึงเชื่อว่าผู้มีความรู้จะไม่ทาใน สิ่งที่ผิด ผู้มีความรู้กับความเป็นคนดีคือสิ่งเดียวกันคือความรู้คู่คุณธรรม
2-9 นอกจากนี้ Socrates ให้แนวคิดเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์โดยให้ความสาคัญไปที่การ พัฒนาตัวเอง ดังนั้น มนุษย์จึงต้องแสวงหาความรู้อื่นๆ เพราะการแสวงหาความรู้คือการพัฒนาตัวเอง มนุษย์จึงต้องรู้จักตนเอง ชีวิตที่ปราศจากการสารวจจะไม่สามารถดาเนินชีวิตได้มนุษย์จึงต้องรู้ว่าความ จริงและความสุขที่แท้เกิดจากปัญญา ทั้งนี้ การเข้าถึงคุณค่าเพียงช่วยให้กิจกรรมทางปัญญาดาเนินไป ด้วยดี ดังนั้น สิ่งประเสริฐสุดสาหรับชีวิตมนุษย์จึงเป็นการใช้ปัญญาในการแสวงหาความรู้และสัจธรรม มนุษย์เข้าถึงสิ่งนี้ได้ต้องพัฒนาจิตใจของตัวเอง โดยเมื่อเข้าถึงความรู้และสัจธรรมที่แท้จริงจะได้พบกับ ความสงบสุข เมื่อต้องนาแนวคิดของ Socrates มาใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินจริยธรรมต้องพิจารณา ประเด็นของการกระทาตามหลักการของเหตุผล การไตร่ตรอง กิเลสและอารมณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ การตัดสินต้องตัดสินผ่านตัวแบบโดยใช้ปัญญาและการไตร่ตรองด้วยความรู้ไม่ใช่ไตร่ตรองโดยใช้ ประสบการณ์ซึ่งจะทาให้รู้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง 2.2) แนวคิ ด ของเพลโต (Plato) เป็ น ศิ ษ ย์รัก ของ Socrates แต่ เ ป็นครูผู้ส อน Aristotle แนวคิ ด เชิ ง ปรัช ญาของ Plato จึ ง สอดคล้อ งและเป็น ไปในทิ ศ ทางเดี ย วกั บ Socrates สาหรับผลงานซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ของ Plato คืองานเขียนเกี่ยวกับรูปแบบการปกครอง ทั้งแบบเจ้าขุนมูลนายการโต้เถียงเกี่ยวกับผลงานของสิ่งแวดล้อมกับผลงานพันธุกรรม สติปัญญาและ อุปนิสัยของมนุษย์ซึ่งมุ่งเน้นไปในเรื่องของ “ความเป็นจริง ” ที่เป็นที่ยอมรับกันว่าความรู้ที่แท้จริง จะต้องเป็นความรู้ที่ผ่าน “แบบ” และ “เข้าถึงได้ด้วยปัญญา” จากแนวคิดและผลงานดังกล่าวทาให้ Plato กลายเป็นนักปรัชญาชาวกรีกโบราณที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวคิดตะวันตก
ภาพที่ 2.2 ภาพของ เพลโต (Plato) ที่มา: https://guru.sanook.com/3984/ ในทรรศนะของ Plato ความเป็นจริง สามารถแบ่ง ออกเป็น 3 ระดับ ดัง นี้ (สิวลี ศิริไล, 2553) (1) ความเป็นจริงระดับอัตวิสัย (Subjective Reality) เป็นความจริงที่ขึ้นอยู่กับ ตัวของผู้รู้ ผู้คิด เช่น ความเป็นจริงของภาพดอกกุหลาบที่เราฝันถึงภาพของดอกกุหลาบในความฝัน
2-10 เป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้นั้น เมื่อตื่นขี้นภาพดอกกุหลาบนั้นหายไปอาจจะยังเหลืออยู่ในความคิด ของผู้ฝันแต่ภาพจริงๆ ไม่ได้ปรากฏเฉพาะแต่ในความฝันเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าความเป็นจริงระดับนี้ เป็นโลกส่วนตัวทางความคิด ความรู้สึกของแต่ละบุคคล ความเป็นจริงระดับนี้ไม่มีความสาคัญเท่าไหร่ นัก ตามทรรศนะของ Plato เมื่อตัวเราเลิกคิด เลิกรู้สึกก็หายไป (2) ความเป็นจริง ระดับ วัตถุวิสัย (Objective Reality) ความจริง ระดับ นี้ไ ม่ ขึ้นอยู่กับตัวผู้รู้ เป็นสิ่งที่มีอยู่เองปรากฏอยู่เองจริงๆ เช่น ดอกกุหลาบในสวนสามพรานหรือปลาดุก ย่างที่วางขายในท้องตลาด ซึ่งไม่ต้องไปดูให้เห็นในสถานที่เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงแต่จะคงอยู่ชั่วขณะ และจะหมดสภาพไป ความเป็นระดับนี้จึงเป็นความเป็นจริงชั่วขณะถึงแม้จะเป็นความจริงของโลกแห่ง วัตถุภายนอกตัวเรา (3) ความเป็นจริงระดับสัมบูรณ์ (The Absolute Reality) ความเป็นจริงระดับ นี้เป็นความเป็นจริงสูงสุดไม่ขึ้นอยู่กับจิตของมนุษย์ เป็นสิ่งที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะมีลักษณะเป็น “แบบ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิดของมนุษย์ มีลักษณะไม่ใช่วัตถุเป็น สสาร (Immaterial Substance) เป็นสากลภาพ คือภาพรวมของแต่ละสิ่ง เป็นแม่แบบหรือแม่พิมพ์ของความเป็นจริงทั้งหลายที่ปรากฏ ในโลกมนุษย์และเป็นสิ่ง ที่ ไม่ อ าจรู้ได้ด้วยความรู้จ ากประสบการณ์ แต่เ ข้าถึง ด้วยการใช้ปัญ ญา ไตร่ตรอง ตัวอย่างเช่น การช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นความดีอย่างหนึ่งในโลกมนุษย์ การช่วยเหลือคนชรา ข้ามถนนเป็นความดีอีกอย่างหนึ่ง การตั้งใจทางานเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นความดีอีกแบบหนึ่ง ความดีทั้งสามอย่างนี้ล้วนมาจาก “แบบของความดีอันเป็นสากลภาพ” จากคาอธิบายเรื่องความเป็นจริงจะเห็นได้ว่า Plato แบ่งความรู้ของมนุษย์ออกเป็น สองระดับคือความรู้ที่ เกิดจากประสบการณ์หรือการรับรู้ท างประสาทสัมผัส ซึ่ง Plato ปฏิเ สธว่า ความรู้ชนิดนี้ไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง ประสาทสัมผัสอาจหลอกเราได้ สิ่งที่เรารู้ด้วยประสาทสัมผัสเป็นสิง่ ที่เปลี่ยนแปลงได้ เป็นความจริงระดับวัตถุวิสัย ความรู้ชนิดที่สองอันเป็นความรู้ที่แท้จริง ได้แก่ ความรู้ ที่เกิดจากปัญญาและการไตร่ตรองด้วยเหตุผล ทาให้มองเห็นได้ว่าแนวคิดของ Plato สอดคล้องโดย เห็นด้วยกับแนวคิดของ Socrates ในประเด็นที่กล่าวถึงปัญญาว่าเป็นเครื่องมือที่จะนามนุษย์เข้าสู่ ความรู้และความเป็นจริงที่แท้จริง ความรู้จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่จะช่วยเราให้พ้ นจากขอบเขต ของประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสไปสู่ความเป็นจริงระดับสัมบูรณ์ จากข้อมูลข้างต้นทาให้เห็นว่า Plato ได้ให้ความสาคัญกับปัญญาและเหตุผลเหนือ สิ่งอื่นใดจึงอาจกล่าวแนวคิดของ Plato มุ่งไปที่ปัญญาและเหตุผลว่าเป็นลักษณะเฉพาะหรือแก่นแท้ ของความเป็นมนุษย์และเป็นสิ่งที่ทาให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์โลกชนิดอื่น ด้วยเหตุนี้จึงพบว่าวิถีท าง ในการดาเนินชีวิตของมนุษย์มีความแตกต่างไปจากสัตว์โลกชนิดอื่นค่อนข้างมาก นอกจากนี้ Plato ยังให้ความสาคัญกับความสุขสบายซึ่งเป็นลักษณะที่สัตว์โลกชนิดอื่นและมนุษย์ต้องการและแสวงหา เช่นกัน ถ้ามนุษย์ยึดถือความสุขสบายเป็นสิ่งประเสริฐสุดของชีวิตที่ควรแสวงหาชีวิตมนุษย์ จะไม่ มี คุณค่าอะไรที่แตกต่างไปจากคุณค่าของสัตว์โลกชนิดอื่น ดังนั้น เมื่อมนุษย์มีปัญญาและเหตุผลเป็น แก่ นแท้ เป็นลักษณะเฉพาะจึงควรใช้ปัญญาและเหตุผลเป็นเครื่องนาทางชีวิตและสร้างความสุขที่ แท้จริงที่ควรแสวงหา นอกจากนี้ Plato ยั ง ได้ ก ล่ า วถึ ง คุ ณ ธรรมโดยจ าแนกออกเป็ น 2 ระดั บ ได้ แ ก่ คุณธรรมระดับสังคมและคุณธรรมระดับปรัชญา ดังนี้
2-11 (1) คุ ณ ธรรมระดั บ สั ง คม หมายถึ ง ความดี ที่ เ กิ ด จากการกระท าตาม ขนบธรรมเนียมประเพณี ธรรมเนียมประเพณี ทาตามกฎหมายและข้อบังคับอื่นๆ ในสังคม กระทา ตามคาสั่งสอนและความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมา การมีคุณธรรมระดับนี้จึงเป็นการทาที่ดีแต่ยังไม่อาจ ถือว่าเป็นความดีที่แท้จริงเพราะผูก้ ระทาอาจกระทาตามหรือปฏิบัติตามโดยทีต่ นเองไม่ได้มีความรูแ้ ละ ความเข้าใจว่าความดีที่แท้จริงคืออะไร (2) คุณธรรมระดับปรัชญาเป็นคุณธรรมระดับสูง หมายถึง ความดีที่เกิดจากการ ใช้ปัญญาเหตุผลไตร่ตรองเข้าถึงความรู้และความจริง สามารถทาดีได้โดยเห็นคุณค่าของความดีตาม หน้าที่ ปัญหาเกิดขึ้นเราจะอธิบายคาว่าหน้าที่ของคนอย่างไร ตามทรรศนะของ Plato การอธิบายคา ว่าหน้าที่ของคนได้ ต้องเข้าใจความรู้ที่เกี่ยวกับ “แบบ” ของคนซึ่งเป็นเรื่องยากแก่การอธิบ ายให้ ชัดเจน กล่าวโดยสรุปผู้เขียนเห็น ว่าแนวคิดของ Plato ค่อนข้างเป็นไปโดยสอดคล้องกั บ แนวคิดของ Socrates โดยเฉพาะในประเด็นที่ ก ล่าวถึง “ผู้มี ความรู้ ” และ “ปัญ ญา” โดยทั้ ง 2 ประเด็นเป็นเครื่องนาไปสู่สิ่งที่ถูกต้องได้ ดังนั้น เมื่อต้องนาแนวคิดของ Plato ไปใช้ในการตัดสินทาง จริยธรรมสามารถกระทาได้โดยการให้ผู้มีความรู้ใช้ปัญญาในการไตร่ตรองหาเหตุและผลโดยผ่านตัว แบบและมุ่งในสิ่งที่เป็นความจริงเท่านั้น 2.3) แนวคิดของอริสโตเติล (Aristotle) เป็นนักปราชญ์กรีกโบราณเป็นศิษย์ของ Plato โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นปรัชญาที่มีอิทธิพลสูงที่สุดอีกท่านหนึ่งในโลกตะวันตกด้วยผลงาน การเขียนมากมาย Aristotle มีความเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่รวมทั้งการกระทาทั้งหลายย่อมมี จุ ด มุ่ ง หมายที่ จ ะบรรลุถึ ง ไม่ มี สิ่ ง ใดที่ เ กิ ด ขึ้ นมี อยู่ อย่ า งเลื่อ นลอย การกระท าของมนุ ษย์ย่อมมี จุดมุ่งหมายที่จะบรรลุ ถึงเช่นกัน เช่น การกระทาของแพทย์มีจุดมุ่งหมายเพื่อสุขภาพที่ดีและสภาพ ปกติส มบูรณ์ตามธรรมชาติมนุษย์ การกระทาของช่างต่อเรือมีเรือที่แล้วเสร็จเป็นจุดมุ่งหมายการ กระทาทางทหารมีชัยชนะเป็นจุดมุ่งหมาย เช่นเดียวกับการกระทาทางเศรษฐกิจ มีจดุ มุ่งหมายคือภาวะ เศรษฐกิจที่ดี เป้าหมายของการกระทาต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาเป็นเป้าหมายเฉพาะแต่ละลักษณะหน้าที่ ไม่ใช่เป้าหมายสาระของการกระทาของมนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป้าหมายที่มีคุณค่าในตนเอง เพราะต่างมุ่งไปสู่เป้าหมายอย่างอื่น ถ้าเช่นนั้นอะไรคือเป้าหมายของการกระทาที่มี ค่าในตนเอง Aristotle กล่าวว่าการกระทาที่ทาตามหน้าที่ของตนหรือยึดถือหน้าที่ของตนเป็นเป้าหมายของการ กระทาคือการทาดีที่แท้จริง ปัญหาเกิดขึ้นต่อไปว่า คาว่า “ดี” หมายความว่าอย่างไร (สิวลี ศิริไล, 2553)
2-12
ภาพที่ 2.3 ภาพของ อริสโตเติล (Aristotle) ที่มา: https://sites.google.com/site/bukhkhlsakhaykhxnglok/home/xa-ri-s-to-teil ทั้งนี้ Aristotle ได้อธิบายว่าความดีความชั่วเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ไม่ได้มีอยู่ที่อื่น ต่างหาก ดังนั้น การจะเข้าใจความดีความชั่วได้อย่างชัดเจนเราต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์และที่ สาคัญเราต้องไม่สับสนนาเอาการกระทาตามหน้าที่ในวิชาชีพมาเป็นเครื่องตัดสินความดี คนดีตาม ทรรศนะของ Aristotle ได้แก่ คนที่ทาหน้าที่ของคน ดังนั้น แพทย์ที่ดีกับคนดีอาจไม่ได้มีความหมาย เดียวกัน แพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่บรรลุเป้าหมายของวิชาชีพ แต่คนดีคือคนที่ทาตามหน้าที่ของคน หมอที่ ดีในวิชาชีพอาจไม่ใช่คนดีเสมอไป หน้าที่ของคนคืออะไร หน้าที่ของคนคือการกระทาที่สอดคล้องกับ ธรรมชาติของคนคือ สอดคล้อ งกั บ ปัญ ญาและเหตุผ ล ดัง นั้น สามารถแบ่ง การกระท าของมนุษย์ ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ (1) การกระทาที่ เกิ ดจากความจงใจที่จ ะกระทาอย่างเป็นอิสระ (Voluntary Acts) หมายถึง การกระทาที่ผู้กระทามีสติสัมปชัญญะ รู้เจตนาของการกระทาและเป็นอิสระ ขณะที่ กระทาไม่ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือสถานการณ์หนึ่งมาบังคับ (2) การกระทาที่ไม่ได้เกิดจากการจงใจและไม่เป็นอิสระ (Involuntary Acts) หมายถึง การกระทาที่ผู้กระทาไม่ได้จงใจที่จะกระทาอาจถูกสถานการณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาบังคับ ให้ ต้องกระทาลงไป การกระทาประเภทนี้ถือว่าไม่อาจนามาตัดสินใจเชิงจริยศาสตร์ได้ดังนี้ (2.1) การกระทาที่เกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น หยิบขวดยาธาตุรินยา ให้เพื่อนรับประทานโดยที่ไม่รู้ว่ามีใครแอบมาผสมยาพิษไว้ (2.2) การกระทาที่เกิดจากการถูกบังคับโดยตรง เช่น การถูกนายจ้างบังคับ ให้ต้องใส่ดินเปล่าผสมลงไปในปุ๋ยด้วยเพื่อลดต้นทุนหากไม่ทาจะถูกไล่ออกจากงาน (2.3) การกระทาที่ทาลงไปเพื่อหลีกเลี่ยงความเลวร้ายที่ยิ่งใหญ่ก ว่า เช่น การลงโทษบุคคลหนึ่งคนเพื่อป้องกันสังคมส่วนใหญ่ไว้ หรือไม่เปิดเผยข่าวร้ายให้แก่ผู้ป่วยที่สภาพ จิตใจไม่พร้อมที่จะรับรู้
2-13 แนวคิดของ Aristotle ในทางจริยศาสตร์อาจกล่าวได้ว่าเป็นการกระทาที่ดีที่ถูก ต้อง เป็นการกระทาที่จะต้องสอดคล้องกับคุณธรรม เพราะคุณธรรมเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความสุขอันเป็นสิ่งที่ มนุษย์ทุกคนปรารถนา ความสุขเป็นเป้าหมายของชีวิต ดังนั้น ความสุขที่แท้จริงจะต้องมีลักษณะที่ สอดคล้องกับคุณธรรมและธรรมชาติที่ดีของมนุษย์ ในธรรมชาติของมนุษย์เหตุผลเป็นสิ่งที่สูงส่งและ เป็นแก่ นแท้ เ ป็นลัก ษณะเฉพาะของมนุษย์ การดาเนินชีวิตด้วยหลัก การของเหตุผลจึงเป็นชีวิตที่ ประเสริฐสุดที่มนุษย์ควรแสวงหาและเป็นชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง การเป็นผู้มีศีลธรรมบ่งบอกถึง ความรับผิดชอบของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติและหน้าที่ของมนุษย์ ส าหรับ ผู้เ ขียนเห็นว่าแนวคิด ของ Plato และ Aristotle ได้อ ธิบ ายถึง บุค คลที่ มี คุณสมบัติลักษณะนิสัยหรือการกระทาที่สามารถยอมรับได้ว่าประพฤติปฏิบัติแล้วได้รับการยอมรับว่า เป็นบุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรมโดยสามารถใช้เป็นมาตรฐานให้ผู้อื่นประพฤติปฏิบัติตามได้ ส่งผลให้ แนวคิดนี้ได้รับ การยอมรับ จากนัก วิช าการด้า นจริย ธรรมโดยยกย่อ งให้เ ป็นทฤษฎี ในเชิง ปฏิ บั ติ (Normative Ethics) ที่เก่าแก่ที่สุดของชาวตะวันตก สาหรับแนวคิดจริยธรรมคุณธรรมที่ Plato และ Aristotle ได้เสนอและสามารถนาไปใช้ตัดสินทางจริยธรรมได้โดยกล่าวได้ว่าเป็นการกระทาดีดังนี้ (1) ปั ญ ญา (Wisdom) โดยการด าเนิ น ชี วิ ต ด้ ว ยการใช้ ส ติ ปั ญ ญา การคิ ด ไตร่ตรองอย่างรอบคอบและใช้ปัญญาด้วยความเฉลียวฉลาด (2) การมีเหตุผล (Rational) การดาเนินชีวิตต้องรู้จักคิดด้วยเหตุผล และการใช้ เหตุผล ถือว่าเป็นคุณลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของมนุษย์ (3) ความกล้าหาญ (Courage) เป็นความกล้าเสี่ยงในการกระทาในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นความกล้าในทางจิตใจ ในการกระทาการใดๆ ก็ตามต้องมีความกล้าหาญเพื่อสร้างชื่อเสียงและ เกียรติยศให้กับตนเอง (4) ความมี ส ติมั่ นคงทางอารมณ์ (Temperance) นั่นคือการปฏิบัติตามหลัก คุณธรรม (5) ความยุติธรรม (Justice) เป็นส่วนหนึ่งของการดาเนินชีวิตต้องแยกแยะได้ว่า อะไรคือความถูกต้องและความกระทาไปด้วยหลักการแห่งความยุติธรรม (6) จิตนิยมและสัจนิยม (Idealism and Realism) เป็นความคิดของบุคคลใน การนับถือตนเอง (Self-respect) นั่นคือบุคคลต้องยึดสัจวาจาของตนเองและใช้ความคิดเพื่อการทาดี ของตนเอง (7) ความจริงใจ (Sincerity) เป็นความปรารถนาดีของตนเองที่มีต่อบุคคลอื่น โดยรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร มีเหตุผลในการดาเนินชีวิต (8) ความใจดี (Generosity) มาจากการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปราศจาก โรคภัยที่จะนามาซึ่งการมีจิตใจที่งดงามและสามารถสร้างความสุขให้กับชีวิตได้ (9) ความอดทนต่อความยากลาบาก (Fortitude) เป็นความกล้าหาญทางกาย ของบุคคลที่เกิดมาแล้วต้องดาเนินชีวิตต่อไปและต้องให้ได้มาซึ่งความสาเร็จ บุคคลจึงต้องมีความกล้า หาญและอดทนต่อความยากลาบากในการดาเนินชีวิตหรือต้องมีความอดทนต่ออุดมการณ์เพื่อให้ได้มา ซึ่งการดาเนินชีวิตและการดาเนินงานที่ดี เป็นต้น
2-14 3) แนวคิดการตัดสินใจทางจริยธรรมของนักจิตวิทยา แนวคิดทางจิตวิทยาที่สาคัญมีกรอบแนวคิดที่มีความชัดเจน โดยสามารถนามาใช้ใน การอธิบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินจริยธรรมได้ เช่น แนวคิดจิตวิเคราะห์ แนวคิดการเรียนรู้ ทางสังคมและแนวคิดการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม เป็นต้น 3.1) แนวคิดจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Approach) แนวคิดจิตวิเ คราะห์จัดอยู่ในกลุ่ม จิตวิเคราะห์ที่ มีชื่อเสียงครอบคลุมแนวคิด สาคัญๆ หลายแนวคิดโดยภาพรวมแนวคิดนี้พยายามอธิบายและศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ โดย บุคคลสาคัญที่มีชื่อเสียงได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับ คุณลัก ษณะหรือพฤติกรรมของบุคคลคือ ซิกมั นต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
ภาพที่ 2.4 ภาพของ ซิกมันต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ที่มา: https://www.sarakadee.com/2011/08/10/sigmundfreud/ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ได้วิเคราะห์จิตของมนุษย์ออกเป็น 3 ระดับดังนี้ (1) จิตสานึก (Conscious) เป็นจิตระดับที่มนุษย์เราแสดงออกยามเมื่อรู้ตัว มี สติตลอดเวลา รู้ว่าตนเองเป็นใคร ต้อ งการอะไร ก าลัง ท าอะไร อยู่ที่ไหน รู้สึก อย่างไร เมื่ อแสดง พฤติก รรมก็ จะแสดงออกไปอย่างรู้ตัว มี เ หตุผ ล อยู่ในโลกของความเป็นจริง หรืออีก นัยหนึ่งก็คือ จิตสานึกคือ จิตระดับที่รู้ตัว และแสดงพฤติกรรมออกมาได้โดยตรงตามที่ตนเองรับรู้ขณะนั้น (2) จิตกึ่งสานึก (Pre-Conscious) เป็นจิตที่แสดงออกมาในระดับที่ยังรู้ตัวอยู่ เช่นกัน เพียงแต่ควบคุมไม่ให้แสดงพฤติกรรมออกมา เมื่อใดก็ตามที่ต้องการจะแสดงออกก็สามารถจะ เปิดเผยได้โดยทันที เช่น แมรี่เกลียดน้องสาวตัวเอง แต่ไม่ต้องการให้พ่อกับแม่รู้ จึงควบคุมพฤติกรรม ให้เป็นปกติ ซึ่งแมรี่รับรู้จิตส่วนนี้อยู่ตลอดเวลาว่าตนมีความรู้สึกอย่างไรกับน้องสาวตน ดังนั้นเมื่อใดก็ ตามที่แมรี่ต้องการจะเปิดเผยความเกลียดที่มีอยู่ในใจของตนออกมาก็ย่อมทาได้ทันที สรุปได้ว่าจิตกึ่ง สานึก คือ จิตระดับที่รู้ตัวแต่ไม่แสดงออกมา
2-15 (3) จิตใต้สานึก (Sub-Conscious) ฟรอยด์เชื่อว่าจิตระดับนี้เป็นระดับที่เก็บ สะสมสิ่งต่าง ๆ ไว้ม ากมาย เก็ บ ข้อมู ลต่าง ๆ ไว้ม ากมาย ทั้ ง สัญ ชาตญาณของมนุษย์ เช่น ความ ต้องการทางเพศ ความก้าวร้าว ความกลัว ความเห็นแก่ตัว ทั้งประสบการณ์ต่าง ๆ ที่บุคคลได้รับมา ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นเรื่องที่เจ็บปวด ขมขื่น เศร้า หรือทุกข์ในอดีตที่บุคคลต้องการจะลืมไปจากความทรงจา เช่น เกลียดพี่น้อง อกหัก โดนเพื่อน แกล้ง เป็นต้น ฟรอยด์เชื่อว่าความรู้สึกเป็นทุกข์เหล่านี้จะเกิดเป็นกระบวนการเก็บกดลงสู่จิตใต้สานึก (Repression) ทาให้บุคคลไม่สามารถรับรู้หรือจาความรู้สึกความรู้สึกดังกล่าวได้ ซึ่งในความเป็นจริง ประสบการณ์และความรู้สึกดังกล่าวนั้นยังคงมีตัวตนอยู่ในจิตใต้สานึก ไม่ได้หายไปไหน ซึ่งจะถูกแสดง ออกมาเป็นพฤติกรรมติดตัวเมื่อโตขึ้น ซึ่งเจ้าตัวไม่สามารถที่จะอธิบายเหตุผลได้ ฟรอยด์เชื่อว่าตัวตน ของบุคคล ๆ หนึ่งซึ่งจะพึงมีและพึงเป็นได้นั้นขึ้นอยู่กับจิตใต้สานึก เนื่องจากจิตใต้สานึกเป็นคลังข้อมูล นับล้าน ๆ ดังนั้นมันจึงเป็นตัวกาหนดว่าบุคคลคนนั้นจะเป็นคนเช่นไร เช่น ก้าวร้าว อ่อนโยน เข้มแข็ง อ่อนแอ กลัวหนู กลัวความสูง ชอบดอกไม้ เกลียดแมว ฯลฯ ในขณะที่จิตสานึกและจิตกึ่งสานึกเป็นจิตที่ถูกแสดงออกมาเมื่อบุคคลรูต้ ัว จิตใต้ สานึกก็เป็นจิตที่ถูกแสดงออกมาเมื่อบุคคลนั้น ๆ ไม่รู้ตัว หรือไม่มีสติรับรู้ได้ เช่น นอนหลับ นั่งสมาธิ หรือ ถูกสะกดจิต ในขณะที่การแสดงออกของจิตสานึกและจิตกึ่งสานึกเป็นการแสดงออกเมื่อยามเรา ตื่น เช่น เดิน กิน เข้าประชุม หรือ คุยโทรศัพท์ การแสดงออกของจิตใต้สานึกจะฉายภาพออกมาใน รูปแบบของความฝัน การละเมอ หรือ เผลอพูดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นต้น ฟรอยด์ เ ปรี ย บเที ย บจิ ต ใจของมนุ ษ ย์ ว่ า มี ลั ก ษณะคล้ า ยกั บ ภู เ ขาน้ าแข็ ง (iceberg) ที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทร ซึ่งภูเขาน้าแข็งนั้นจะมีส่วนที่ลอยโผล่พ้นผิวน้าอยู่เพียงน้อยนิด แต่ส่วนที่อยู่ใต้ผิวน้านั้นมีอยู่อีกมาก ณ ทีนี้ส่วนที่ลอยพ้นผิวน้ามานั้นเปรียบเทียบได้กับจิตสานึก และ ส่วนที่อยู่ปริ่มน้าหรือลงไปใต้น้าเพียงไม่มากสามารถเปรียบได้กับจิตกึ่งสานึก และน้าแข็งส่วนสุดท้าย ที่เป็นส่วนใหญ่ของภูเขาน้าแข็งที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นมหาสมุทรนั้นก็คือจิตใต้สานึก เนื่องจากส่วนที่อยู่ใต้ มหาสมุทรไปนั้นคือส่วนที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นหรือรับรู้ได้ถึงความมีตัวตนอยู่ของมัน สาเหตุที่ฟรอยด์เปรียบให้จิตสานึกและจิตกึ่งสานึกเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของ ภูเขาน้าแข็งนั้นก็เพราะว่า โดยปกติแล้วมนุษย์เรานั้นจะใช้จิตส่วนที่เป็นจิตสานึกและจิตกึ่งส านึก ทางานเพียงแค่ 8% เท่านั้น ส่วนอีก 92% ที่เหลือนั้นก็คือผลจากการทางานของจิตใต้สานึกทั้งหมด พลังของจิตใต้สานึกมีอิทธิพลเหนือจิตสานึกกระตุ้นเตือนให้กระทาพฤติกรรมประจาวันทั่ว ๆ ไป เป็น แรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมอันไร้เหตุผลและผิดปกติในลักษณะต่าง ๆ อย่างไรก็ ตามจิตใต้ส านึก ที่ ไม่ มี โ อกาสได้แสดงพฤติก รรมออกมานั้น มั ก จะ กลายเป็นพฤติกรรมผิดปกติแบบใดแบบหนึ่งได้ เช่น รู้สึกกลัวและกังวลตลอดเวลา ซึมเศร้าตลอดเวลา ซึ่งการช่วยเหลือบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดปกติเยี่ย งนี้ จาเป็นจะต้องเข้าใจการหยั่งรู้ถึงสาเหตุหลักที่ถูก ฝังอยู่ในจิตใต้สานึก โดยจิตแพทย์ที่ดาเนินรอยตามฟรอยด์อาจจะใช้วิธีการสะกดจิต หรือ บาบัดแบบ Free Association เพื่อให้คนไข้สามารถเปิดเผยเรื่องราวที่ถูกบันทึกอยู่ในจิตใต้สานึกของตนออกมา แนวคิ ด จิ ต วิ เ คราะห์ มี อิ ท ธิ พ ลอย่ า งยิ่ ง ในการตั ด สิ น จริ ย ธรรมและปลูก ฝัง จริยธรรมให้กับบุคคลโดยให้ความสาคัญในเรื่องของจิตเนื่องจากมีผลต่อการกระทาต่างๆ รวมถึงการ กระท าที่ ต้อ งผ่านตัวแบบที่ ดีเ พื่ อ ให้บุคคลได้เ ลียนแบบแต่ในสิ่ง ที่ ดี นอกจากนี้ บุคคลควรได้รับ
2-16 การศึกษาหาความรู้เพื่อขัดเกลาจิตและเรียนรู้สังคมวัฒนธรรมนั้น ๆ เพื่อให้สามารถดารงอยู่ในโลก แห่งความเป็นจริงและสังคมพึงพอใจ 3.2) แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theories) ทฤษฎีก ารเรียนรู้ทางสังคมได้แบ่งเป็น Classical Conditioning ซึ่ง เน้นเรื่อง ควา ม เ ชื่ อ มโย ง ห รื อ Association ส่ วน Operant Conditioning เ น้ น เ รื่ อ งการเสริ ม แรง (Reinforcement) และ Social Cognitive Theory เน้ น เรื่ อ งการเลี ย นแบบ (Modeling และ Imitation) (นพมาศ อุ้งพระ ธีรเวคิน, 2551) ทั้งนี้ การเชื่อมโยงนั้นสอนให้เรารู้ว่าสิ่งมีชีวิต สามารถ ถูกวางเงื่อนไขให้มีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าที่เป็นกลางได้โดยที่ Ivan Povlov ชาวรัสเซียที่ได้ทาการทดสอบ สุนัขโดยเข้าสังเกตว่าเวลาคนเอาอาหารมาให้ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ให้สุนัขก็น้าลายไหลแล้ว เขาจึงทาการ ทดลอง โดยการสั่นกระดิ่งทุกครั้งก่อนที่จะให้อาหารสุนัข ปรากฏว่าในภายหลังเพียงสุนัขได้ยินเสียง กระดิ่งก็น้าลายไหลได้ สุนัขได้เรียนรู้ในการที่จะเชื่อมเสียงกระดิ่งกับการที่จะกินอาหาร ในปัจจุบันจึง พบว่าในการโฆษณาขายสินค้าได้ใช้จิตวิทยาเชื่อมโยงเพื่อการขายสินค้าให้ได้ ตัวอย่างเช่น การขาย สินค้าดับกลิ่นตัวโดยการเชื่อ มกับความคิดที่ว่าสังคมรังเกียจ ขายสินค้ามียี่ห้อโดยเชื่อมศักดิ์ศรีและ สถานะทางสังคมกับสัญลักษณ์ทางสถานะ (Status Symbols)
ภาพที่ 2.5 ภาพของ อิวาน พาลลอฟ (Ivan Povlov) ที่มา: https://www.biography.com/people/ivan-petrovich-pavlov-9435332 สาหรับ Operant Conditioningเน้นการเสริมแรงจากความคิดที่ว่ามนุษย์เรียนรู้ที่ จะจัดการกับสิ่ง แวดล้อมเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ ดังนั้น คนจึงเรียนรู้ที่จะทาพฤติกรรมบางอย่างซ้า เพราะได้รางวัลจากการกระทานั้น ขณะเดียวกันมนุษย์เรียนรู้ที่จะยุติพฤติกรรมเมื่อถูกทาโทษหรือพอ มีสิ่งเร้า(Stimulus)ทาให้เกิดปฏิกิริยา (Response) ส่วน Reinforcement คือตัวเสริมแรงซึ่งอาจจะ เป็นรางวัล (Positive Reinforcement) หรืออาจจะโทษ (Negative Reinforcement) โดยปกติ เน้นเรื่องการเสริมแรงเชิงบวกเพราะเป็นตัวที่สร้างพฤติกรรมได้มากที่สุด ถ้าเป็นการเสริมแรงเชิงลบ พฤติกรรมส่วนใหญ่ไม่เกิดซ้าอีก การเรียนรู้จึงเกิดจากการเสริมแรงเชิงบวก Operant Conditioning จึง เป็นทฤษฎีที่สามารถบอกทั้งเหตุและที่ม าของพฤติกรรม อีก ทั้ ง ยังสอนให้สร้างพฤติกรรมและ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือยุติพฤติกรรมได้
2-17 การศึกษาของนักทฤษฎีการเรียนรู้ ทางสังคมโดยได้นาหลักการเสริมแรง(Principle of Reinforcement)และการเชื่อม (Principle of Association) มาอธิบายวิธีการและกระบวนการที่ บุคคลได้รับอิทธิพลจากสังคม โดยมีสิ่งแวดล้อมทางสังคมหรือวัฒนธรรมเป็นตัวกาหนดเงื่อนไขทาง สังคมให้กับเด็กแต่แรกเกิด ทั้งนี้ ในทัศนะของนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมและนักจิตวิทยาการเรียนรู้ ทางสัง คมพั ฒ นาการทางจริยธรรมเกิ ดขึ้นจากการประพฤติป ฏิบัติตามกฏเกณฑ์ ของสัง คมโดยมี แรงจูงใจพื้นฐานมาจากความต้องการทางชีววิทยา การแสวงหารางวัลตลอดจนการหลีกเลี่ยงการถูก ลงโทษ มนุษย์จะมีปทัสถาน(Norm) ของจริยธรรมตามแนวโครงสร้างของสังคมที่มนุษย์อยู่นั่นเอง ด้วยความเชื่อพื้นฐานเช่นพื้นฐานเช่นนี้นักจิตวิทยาการเรียนรู้ทางสังคม เช่น เชียร์ส (Sears) เชื่อว่า การอบรมเลี้ยงดู (Childrearing Practice) มีอิทธิพลอย่างยิ่งในการปลูกฝังจริยธรรมให้กับเด็ก ส่วน แบนดูร า (Bandura) เชื่อ ว่าการสร้างค่านิยมและจริยธรรมของเด็ก นั้นคือการที่ เ ด็ก ได้เ รี ยนรู้ ใ น ลักษณะของการลอกเลียนแบบ เด็กจะสังเกตพฤติกรรมจริยธรรมของคนใกล้ชิดและบันทึกในความ ทรงจาและถ่ายทอดพฤติกรรมนั้นในลั กษณะที่ใกล้เ คียงกับความคิดรวบยอดออกไป (พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์, 2549) Bandura แห่งมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา กล่าวว่าพฤติกรรมของ บุคคลเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสิ่งแวดล้อมและตัวผู้เรียนมีความสาคัญ เท่าๆ กัน ผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกันการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับ สิ่งแวดล้อมพฤติกรรมมนุษย์หลายอย่างจึ งเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ทางสัง คม (จิราภา เต็งไตรรัตน์. 2550) ทั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งแวดล้อมที่ บุคคลใกล้ชิดและได้รับอิทธิพลมากที่สุดในปัจจุบันคือการ เลียนแบบพ่อแม่และบุคคลใกล้ชิดรอบข้างซึ่งบุคคลมักเลือ กที่จะเลียนแบบจากทุกคนรอบข้างแต่จะ เลือกเฉพาะบางคนเท่านั้น เช่น คนที่ ตนเองรัก คนที่ มี อานาจเหนือบุคคลอื่นและคนที่มีอิทธิพล สามารถให้คุณให้โทษแก่บุคคลอื่นได้ เป็นต้น การเลียนแบบที่เกิดขึ้นอาจเนื่องมาจากความต้องการที่ จะเป็นที่ ยอมรับ ของบุคคลอื่ นจึง มองเห็นผลแห่งการกระท าของตัวแบบเหล่านั้นว่าเป็นบุคคลที่ สามารถให้โทษและให้ประโยชน์ต่อบุคคลอื่นได้ เมื่อต้องนาทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมมาใช้ในการตัดสินจริยธรรม โดยการตัดสิน จริยธรรมต้องดาเนินการให้มีความสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่สังคมกาหนดว่าดีงามและถูกต้อง สาหรับ การปลูกฝังจริยธรรมต้องดาเนินการโดยผ่านการเรียนรู้และผ่านตัว เสริมแรงหรือตัวแบบที่มีอิทธิพล เช่น พ่อแม่และบุคคลใกล้ชิดซึ่งจะมีส่วนทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการคิดและความเข้าใจทาง ปัญญา (Cognition) ซึ่งมีผลทาให้บุคคลได้เกิดการเรียนรู้โดยการสังเกตและเลียนแบบในสิ่งที่ตนเอง เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ได้รับการยอมรับจากสังคม 3.3) แนวคิดการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม (Cognitive Psychology) นัก ทฤษฎีคนส าคัญ ด้านการเรียนรู้ก ลุ่มปัญ ญานิยม ได้แก่ พีอาเจต์ (Piaget) และลอร์เรนซ์ โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg) ซึ่งศึกษาด้านลักษณะทางเชาว์ปัญญาและบุคลิก บางประการ ได้แก่ ความคิดเหตุผ ล การมองการณ์ไกลและความสามารถบังคับ ตนเอง เป็นต้น การศึกษาของบุคคลทั้งสองนาไปสู่การสร้างทฤษฎีพัฒนาการจริยธรรมรวมทั้งแบบทดสอบพัฒนาการ ใช้ เ หตุ ผ ลทางจริย ธรรม (Moral Reasoning Development) ซึ่ ง ได้ พั ฒ นาขึ้ น มาจากผลของการ
2-18 ศึก ษาวิจัย แบบทดสอบได้ถูก นามาปรับ ปรุง พัฒนาและใช้กั นอย่างแพร่ห ลายในการศึก ษาวิจัย จริยธรรมทางธุรกิจ
ภาพที่ 2.6 ภาพของ เพียเจต์ (Piaget) ที่มา: https://www.marxists.org/reference/subject/philosophy/works/fr/piaget.htm เพียเจต์ (Piaget, 1932) เชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากการปรับตัวและ การสร้างสมดุลระหว่างสติปัญญากับสภาวะแวดล้อมที่จะทาให้มนุษย์ดารงชีวิตอยู่ พัฒนาการของ มนุษย์มีความต่อเนื่องและเจริญขึ้นตามวุฒิภาวะ และพัฒนาการของมนุษย์ย่อมขึ้นอยู่กับพัฒนาทาง สติปัญญาของบุคคลนั้น เพียเจต์ (Piaget) ได้แบ่งขั้นตอนของพัฒนาสติปัญญาออกเป็น 4 ขั้นคือ (1) ขั้นรับรู้จากประสาทสัมผัสและการเคลือ่ นไหว (sensorimotor operation) (2) ขั้นเริ่มคิดด้วยปัญญา (pre-operational thinking) (3) ขั้นคิดด้วยรูปธรรม (concrete operational thinking) (4) ขั้นคิดตามแบบแผนของตรรกวิทยา (formal prepositional thinking or formal operational thinking) จากพัฒนาการทางสติปัญญาทั้ง 4 ขั้นนี้ เพียเจต์ (Piaget) ได้นามาเป็นหลักเกณฑ์ ในการแบ่งขั้นพัฒนาจริยธรรมออกเป็น 3 ขั้น ดังนี้ ระดับพัฒนาทางสติปัญญา (1) ขั้นรับรู้จากประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (sensorimotor operation) อายุตั้งแต่แรกเกิด จนถึง 2 ขวบ (2) ขั้ น เริ่ ม คิ ด ด้ ว ยปั ญ ญา (pre-operational thinking) และขั้ น เริ่ ม คิ ด ด้ ว ย รูปธรรม (early concrete operational thinking) อายุประมาณ 2-7 ปี
2-19 (3) ขั้นคิดค้นด้วยรูปธรรมในช่วงปลาย(late concrete operational thinking) อายุ 7-11 ปี ถึงขั้นคิดตามแบบแผนของตรรกวิทยา (formal operational thinking) อายุตั้งแต่ 11 ปี ขึ้นไปถึง 15 ปี ระดับพัฒนาทางจริยธรรม (1) ขั้นก่อนจริยธรรม เป็น ขั้นที่ยังไม่มีความสามารถรับรู้สิ่ง แวดล้อมได้อย่ าง ละเอียด มีแต่ความต้องการทางร่างกาย (2) ขั้นยึดคาสั่ง ในขั้นนี้เด็กจะรับรู้สภาพสิ่งแวดล้อมและบทบาทของตนเองต่อ ผู้อื่น รู้จักเกรงกลัวผู้ใหญ่ เห็นว่าคาสั่งหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตาม (3) ขั้นยึดหลัก แห่ง ตน เด็ก สามารถใช้ความคิดอย่างมี เ หตุผ ลประกอบการ ตัดสินใจและตั้งเกณฑ์ที่เป็นตัวของตัวเอง ผลจากการวิจัยในระยะต่อมา เพียเจต์ (Piaget) ตั้งเกณฑ์การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม ไว้ 6 เกณฑ์ คือ (1) การตัดสินจากเจตนาการกระทา (intentional in judgment) เด็กเล็กจะ ตัดสินการกระทาจากปริมาณสิ่งของ ส่วนเด็กโตจะตัดสินจากเจตนาของการกระทา (2) การตัดสินเกี่ยวโยงกั บความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Relativism in Judgment) เด็กเล็กจะตัดสินการกระทาโดยยึดความเชื่อความเห็นของผู้ใหญ่ว่าดี ส่วนเด็กโตยึดเอาเหตุผลและ สถานการณ์ประกอบการตัดสิน (3) ความเห็ น อิ ส ระจากการลงโทษ (independent of sanction) เด็ ก เล็ก ตัดสินว่าการกระทาใดไม่ดีจากการถูกทาโทษ แต่เด็กโตตัดสินการกระทาใดไม่ดี เพราะสิ่งนั้นไปขัดกับ เกณฑ์และเกิดอันตรายต่อบุคคลอื่น (4) ใช้วิธีการแก้แค้น (use of reciprocity) วิธีนี้เด็กเล็กใช้น้อยกว่าเด็กโต (5) การลงโทษเพื่ อ ตั ด สิ น นิ สั ย (use of punishment as restitution and reform) เด็กเล็กจะสนับสนุนการลงโทษอย่างหนักเพื่อแก้นิสัย แต่เด็กโตไม่ค่อยเห็นด้วย (6) หลักธรรมชาติของความโหดร้าย (nationalist of misfortune) เด็กเล็กจะ ถือว่าการกระทาผิดจะต้องได้รับการลงโทษจากพระเจ้า จากที่ ก ล่ า วมาพอจะสรุ ป ได้ ว่ า ตามแนวคิ ด ของเพี ย เจต์ (Piaget) เด็ ก เล็ ก มอง กฎเกณฑ์ว่าเป็นสิ่งจริงจัง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (absolute) และมาจากอานาจภายนอก (external) หมายความว่า พัฒนาการทางจริยธรรมของเด็กเล็กจะอยู่ในลักษณะผิดว่ากันไปตามสิ่งที่สังเกตเห็นได้ โดยมิได้คานึกถึงเจตนาของผู้กระทา ที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากการใช้ภาษา และความคิดของเด็ก มี ลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (egocentric) ทาให้ไม่สามารถมองเห็นหลายๆ สิ่งได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อเด็กโตขึ้นอายุประมาณ 11-12 ปี พัฒนาการทางจริยธรรมของเด็กวัยนี้มีการเชื่อมโยงหาเหตุผล เด็กจะคานึงถึงเจตนาของผู้ทามากกว่าสิ่งที่สงั เกตได้เฉพาะหน้า เนื่องจากเด็กวัยนี้สามารถมองหลายๆ สิ่งได้ในเวลาเดียวกัน เด็กโตจึงสามารถเข้าใจถึงเจตนาของผู้อื่นและสามารถยืดหยุ่นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ ได้ โดยตระหนัก ว่ากฎเกณฑ์ เ ป็นเพี ยงข้อตกลงระหว่างบุคคลในการควบคุม พฤติก รรมในแต่ละ สถานการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถนากฎเกณฑ์ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้
2-20 นอกจากนี้ลอร์เรนซ์ โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg) เป็นนักจิตวิทยากลุ่มปัญญา นิยม (cognitivism) ซึ่งมีความเชื่อพื้นฐานว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสมอง สามารถเกิดการเรียนรู้ เพื่อการ ปรับตัวให้ดารงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมได้ โดยนาแนวเชื่อทางชีววิทยามาประยุกต์กับศาสตร์ทาง จิตวิทยา แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิ ดของเพียเจต์ (Piaget) คือ เชื่อว่าจริยธรรมมีพัฒนาการตาม ระดับวุฒิภาวะเช่นกัน เพราะจริยธรรมของมนุษย์เกิดจากกระบวนการทางปัญญา เมื่อมนุษย์มีการ เรียนรู้มากขึ้น โครงสร้างทางปัญญาเพิ่มพูนขึ้น จริยธรรมจะพัฒนาตามวุฒิภาวะ แนวคิดนี้เป็นแนวคิด แบบสั ม พั ท ธนิ ย ม (Relativism) ซึ่ ง เชื่ อ ว่ า จริ ย ธรรมมี ค วามสั ม พั น ธ์ กั บ อายุ กาลเวลา สถานที่ วัฒนธรรม และสภาพการณ์ ซึ่งความหมายว่า “ความถูกต้อง” “ความดี” “ความงาม” ขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่ และองค์ประกอบอื่นๆ โคลเบิร์ก (Kohlberg, 1964)
ภาพที่ 2.7 ภาพของ ลอร์เรนซ์ โคลเบิรก์ (Lawrence Kohlberg) ที่มา: https://middlechildhood.wordpress.com/james-marica/ โคลเบิร์ก (Kohlberg) ศึกษาและวิเคราะห์คาตอบของเยาวชนอเมริกัน อายุ 10-16 ปี เกี่ยวกับเหตุผลการเลือกทาพฤติกรรมอย่างหนึ่งในสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันระหว่างความต้องการ ส่วนบุคคลและกฎเกณฑ์ของกลุ่มหรือสังคม สามารถสรุปเหตุผลและแบ่งจริยธรรมออกเป็น 6 ขั้น โดยแบ่งระดับจริยธรรมออกเป็น 3 ระดับๆ ละ 2 ขั้น ดังนี้ ขั้นการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม ขั้นที่ 1 การเชื่อฟังและการลงโทษ (obedience and punishment orientation) พฤติกรรม “ดี” คือ พฤติกรรมที่ทาแล้วได้รางวัล พฤติกรรม “ไม่ด”ี คือพฤติกรรมที่ทา แล้วได้รับการลงโทษ ขั้ น ที่ 2 กฎเกณฑ์ เ ป็ น เครื่ อ งมื อ เพื่ อ ประโยชน์ ข องตนเอง (instrumental relativist orientation) เด็กจะเชื่อฟังหรือทาตามผู้ใหญ่ ถ้าคิดว่าตนเองจะได้รับประโยชน์ หรือได้รับ ความพึงพอใจ ขั้ น ที่ 3 หลั ก การท าตามผู้อื่น เห็น ชอบ (good boy nice girl orientation ) อายุ 9-13 ปี เป็นการทาตามกฎเกณฑ์ของสังคม เพื่อจะได้รับการยอมรับว่าเป็นเด็กดี
2-21 ขั้นที่ 4 หลักการทาตามกฎระเบียบสังคม (Law and order orientation) อายุ 14-20 ปี เป็นขั้นที่ยอมรับในอานาจและกฎเกณฑ์ของสังคม พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม ขั้นที่ 5 หลักการทาตามสัญญาสังคม (social contract orientation) เป็นขั้นที่ เน้นความสาคัญของมาตรฐานทางจริยธรรมที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควร ปฏิบัติตาม โดยพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิซึ่งกันและกัน ในขั้นนี้สิ่ง ถูก -ผิด จะขึ้นอยู่กับค่านิยม และความคิดเห็นของแต่ละบุคคล ขั้ น ที่ 6 หลั ก การทางจริ ย ธรรมที่ เ ป็ น สากล (universal ethical principle orientation) ขั้นนี้เป็นขั้นที่แต่ละบุคคลเลือกที่จะปฏิบัติตามหลักการทางจริยธรรมด้วยตัวของมันเอง และเมื่อเลือกแล้วก็ปฏิบัติอย่างคงเส้นคงวา เป็นหลักการเพื่อมนุษยธรรม เพื่อความเสมอภาคในสิทธิ มนุษยชน และเพื่อความยุติธรรมของมนุษย์ทุกคน ระดับจริยธรรม ระดับ ที่ 1 ระดับ ก่ อนเกณฑ์ สังคม (pre conventional level ) อายุ 2-10 ปี การที่ เ รียกระดับ นี้ว่าก่ อ นเกณฑ์สังคม เพราะว่าเด็ก ในวัยนี้ยัง ไม่ เ ข้าใจกฎเกณฑ์ สังคม แต่จ ะรับ กฎเกณฑ์ ข้ อ ก าหนดว่ า อะไรดี ไม่ ดี จากผู้ มี อ านาจเหนื อตน เช่ น พ่ อ แม่ ครู หรื อ เด็ ก ที่ โ ตกว่า จริยธรรมในระดับนี้ คือ หลีกเลี่ยงการลงโทษและคิดถึงผลตอบแทนที่เป็นประโยชน์ เช่น การแสวงหา รางวัล ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม (conventional morality) ช่วง อายุระหว่าง 10-20 ปี ผู้ที่อยู่ในช่วงอายุนี้ส่วนใหญ่สามารถที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์สังคมเพราะรู้ว่า เป็นกฎเกณฑ์ ระดับที่ 3 ระดับจริยธรรมเหนือกฎเกณฑ์สังคม (post conventional level) โดยปรกติคนจะพัฒนาขึ้นมาถึงระดับนี้ หลังจากอายุ 20 ปี แต่จานวนไม่มากนัก จริยธรรมระดับนี้จะ อยู่เหนือกฎเกณฑ์สังคม กล่าวคือคนจะดีความหมายของหลักการและมาตรฐานทางจริยธรรมด้วย วิจารณญาณของตนเอง วิเคราะห์ด้วยตนเองก่อน โดยคานึกถึงความสาคัญและประโยชน์เสมอภาคใน สิทธิมนุษยชน โดยปรกติคนจะพัฒนาถึงระดับนี้มีจานวนไม่มากนัก นอกจากนี้โคลเบิร์ก (Kohlberg) พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับลักษณะ อื่นของมนุษย์ ที่สาคัญ คือ (1) ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับระดับสติปัญญาทั่วไป และความสัมพันธ์ ระหว่างจริยธรรมกับความสามารถที่ ผลได้ดีกว่าในอนาคต แทนที่จะรับผลที่เล็กน้อยกว่าในปัจจุบัน หรือในทันที ซึ่งลักษณะนี้เรียกว่า “ลักษณะมุ่งอนาคต” (2) ผู้มี จ ริยธรรมสูงจะเป็นผู้มี สมาธิดี สามารถควบคุมอารมณ์ของตน และมี ความภาคภูมิใจในตนเองและสภาพแวดล้อม สูงกว่าผู้มีจริยธรรมต่า (3) โคลเบิร์ก (Kohlberg) ได้ศึกษาจริยธรรมตามแนวคิดของเพียเจต์ (Piaget) และพบว่า พัฒนาการทางจริยธรรมของมนุษย์ ไม่ได้บรรลุจุดสมบูรณ์ในบุคคลอายุ 16 ปี เป็นส่วนมาก แต่มนุษย์ในสภาพปรกติจะมีพัฒนาการทางจริยธรรมอีกหลายขั้นตอนจนอายุ 16-25 ปี (4) การใช้ เ หตุ ผ ลเพื่ อ การตั ด สิ น ใจ ที่ จ ะเลื อ กการกระท าสิ่ ง ใดสิ่ ง หนึ่ ง ใน สถานการณ์ต่าง ๆ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเจริญทางจิตใจของบุคคลได้อย่างมีแบบแผนและยังอาจ
2-22 ทาให้เข้าใจพฤติกรรมของบุคคลในสถานการณ์ต่างๆ ได้ เหตุผลเชิงจริยธรรมของแต่ละบุคคลเป็น เครื่องทานายพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของบุคคลนั้นในสถานการณ์แต่ละอย่างได้อีกด้วย ทฤษฏีของโคลเบิร์ก (Kolberg) เป็นที่นิยมนามาใช้กันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฏี การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม (Moral Reasoning) เป็นฐานความคิดของนักจิตวิทยาและนักการศึกษา ของตะวันตกเป็นจานวนมาก สาหรับนักจิตวิทยาและนักพฤติกรรมศาสตร์ของประเทศไทยได้ศึกษา โดยยึดกรอบแนวคิดของโคลเบิร์ก (ดวงเดือน พันธุมนาวิน และเพ็ญแข ประจญปัจจนึก, 2524) ตามทัศนะของโคลเบิร์ก (Kolberg) จริยธรรมแต่ละขั้นเป็นผลจากการคิดไตร่ตรอง ซึ่งจาเป็นต้องอาศัยข้อมูล ข้อมูลที่นามาพิจารณาส่วนหนึ่งเป็นความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์ที่ได้รับใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้รับฟังจากทัศนะของผู้อื่นซึ่งอยู่สูง กว่าระดับของตนเอง 1 ขั้น วิธีปลูกฝังจริยธรรมตามแนวคิดของโคลเบิร์ก (Kolberg) ไม่อาจกระทาได้ด้วยการ สอน หรือการปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้ดู และไม่อาจเรียนรู้ด้วยการกระทาต่าง ๆ จริยธรรมสอนกันไม่ได้ จริยธรรมพัฒนาขึ้นมาด้วยการนึก คิดของแต่ละบุคคล ตามลาดับขั้นและพัฒนาการของปัญญาซึ่ง ผูกพันกับอายุ ดังนั้นหากยังไม่ถึงวัยอันควรจริยธรรมบางอย่างจะยังไม่เกิดขึ้น (ชัยพร วิชชาวุธ และ ธี ระพร อุวรรณโณ, 2534) ทฤษฏี ก ารปลู ก ฝั ง จริ ย ธรรมด้ ว ยเหตุ ผ ล ( moral reasoning)ของโคลเบิ ร์ ก (Kolberg) ใช้กิ จ กรรมสาคัญในการพั ฒนาจริยธรรมคือ การอภิป รายและแลกเปลี่ยนทัศนะความ คิดเห็น โดยมีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ผู้ดาเนินการเสนอประเด็นปัญหาหรือเรื่องราวที่มีความยากแก่การ ตัดสินใจ ขั้นตอนที่ 2 แยกผู้อภิปรายออกเป็นกลุ่มย่อยตามความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ขั้นตอนที่ 3 ให้กลุ่มย่อยอภิปรายเหตุผล พร้อมหาข้อสรุปว่า เหตุผลที่ถูก –ผิด หรือควรทา ไม่ควรทา เพราะเหตุอะไร ขั้นตอนที่ 4 สรุปเหตุผลของฝ่ายที่คิดว่าควรทาและไม่ควรทา จากที่กล่าวมาจะพบว่าแนวคิดของโคลเบิร์ก (Kolberg) ใกล้คียงกับเพียเจต์ (Piaget) คือเชื่อ ว่าพัฒนาการทางจริยธรรมของมนุษย์พัฒนาการได้ตามวัย และวุฒิภาวะทางสติปัญญา พัฒนาการ ทางจริยธรรมของมนุษย์ไม่ใช่การป้อนรูปแบบ กล่าวคือดูรูปหนึ่งจบแล้ว ดูอีกรูปหนึ่งโดยที่รูปแรกไม่ ปรากฏในสายตาอีกต่อไป แต่พัฒนาการของมนุษย์จะค่อยๆพัฒนาไปตามวัน เวลา เจริญขึ้นเรื่อย ๆ ตามวุฒิภาวะ จริยธรรมเก่ายังจะมีรากแก้วฝังอยู่ และพัฒนาตามกาลเวลาที่มนุษย์มีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น เกิดเป็นจริยธรรมใหม่ขึ้น จริยธรรมไม่ได้สร้างขึ้นภายในหนึ่งวัน คนจะมีอุปนิสัยดีงามต้องสร้างเสริม และสะสมจากการเรีย นรู้ใ นสภาพแวดล้ อมด้ ว ยกระบวนการทางสั ง คม และจะเรี ย นรู้ ไ ด้ตาม ความสามารถของวุฒิภาวะ ซึ่งกาหนดโดยปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม 2.1.3 จริยธรรมทางธุรกิจในแต่ละมิติ พระไพศาล วิสาโล (2552) ได้นาธรรมเทศนาของท่านพุทธทาสภิกขุ มาวิเคราะห์ และ เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ธรรมเพื่อสังคม โดยกล่าวว่า สังคมที่ดีงาม ควรมี 4 มิติ คือ
2-23 1) มิติทางกายภาพ โดยที่ผู้คนปราศจากความยากจน ปลอดพ้นจากปัญหามลภาวะและ ภัยธรรมชาติ มีสุขพลานามัยที่ดี ไม่ถูกคุกคามด้วยโรคภัยไข้เจ็บ หรือป่วยเพราะขาดแคลนหรือบริโภค อย่างล้นเกิน 2) มิติทางความประพฤติ โดยที่ผู้คนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่เบียดเบียน เอารัดเอา เปรียบหรือรังเกียจเดียดฉันท์กัน มีการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของกันและกัน ไม่ถูกรุมเร้าด้วยปัญ หา อาชญากรรมหรือภัยสงคราม ครอบครัวและชุมชนมีความมั่นคงและเกื้อกูลกัน 3) มิติทางจิต โดยผู้คนมีสุขภาพจิตดี มีความสุขสงบในจิตใจ ไม่เครียด ไม่หม่นหมอง ไม่ รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว หรือเต็มไปด้วยความโกรธแค้นพยาบาท ไม่หมกหมุ่นกับยาเสพติด หรือหาทาง ออกด้วยการฆ่าตัวตาย 4) มิติทางปัญญา ผู้คนรู้จักคิด ใช้ความรู้และเหตุผลในการวินิจฉัย ไม่มองและตัดสินด้วย อคติหรืออารมณ์ความรู้สึก สามารถแก้ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ด้วยปัญญา ผู้คนเข้าใจความ เป็นจริงของชีวิต และรู้เท่าทันความเป็นไปของโลก 2.1.4 หลักที่จริยศาสตร์ใช้พิจารณาคุณธรรมและจริยธรรม สิวลี ศิริไล (2553) กล่าวว่า “จริยศาสตร์” เป็นศาสตร์ด้านปรัชญา (Philosophy) ที่ ศึกษาเกี่ยวกับความประพฤติหรือการกระทาใดที่ควรทา การกระทาใดไม่ควรทา โดยเลือกการกระทา ที่มีคุณค่าหรือเลือกในสิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติโดยใช้เหตุผลเป็นพื้นฐานเพื่อก่อให้เกิดคุณค่าต่อสังคม โดยคุณค่าที่เกิดขึ้นจากการประพฤติปฏิบัติต้องเป็นสิ่งที่ดีงามคือคุณค่าที่เกิดขึ้นจากการประพฤติ ปฏิบัติเป็นไปตามหลักจริยธรรมและศีลธรรม ดังนั้น บุคคลที่ได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและ ศีล ธรรมอย่างสม่ าเสมอจึง ย่อ มเรียกบุคคลนั้นได้ว่าเป็นบุคคลที่ มี คุณ ธรรมส าหรับ เรื่องนี้ ได้ให้ คาแนะนาวิธีการศึกษาไว้อย่างกว้างๆ ดังนี้ 1) ศึกษาจากกฎความประพฤติที่ปรากฏในสังคม (Non-nomative Approaches) หมายถึง การศึกษาจริยศาสตร์ใน 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) การศึกษาแนวคิดของมนุษย์ที่เกี่ยวกับความ เชื่อ ทัศนคติ พฤติกรรมทางศีลธรรมของมนุษย์ในชุมชนต่างๆ เช่น ศึกษาความเชื่อทางศาสนาและ พฤติกรรมทางศีลธรรมของชาวเขา ความเชื่อและทัศนะคติเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายและชีวิตของคนไทย เป็นต้น การศึกษานี้เรียกว่า “จริยศาสตร์เชิงพรรณนา (Description Ethice)” และ 2) การศึกษา ลักษณะการให้ความสาคัญของคาจากัดความของคาว่า"จริยศาสตร์"หรือมุ่งไปที่ความหมายของคาว่า "ศีลธรรม" ได้แก่ ความดี ความชั่ว การทาผิด การทาถูก การทาในสิ่งที่ควรทาหรือสิ่งที่ไม่ควรทา เป็น ต้น การศึกษาจริยศาสตร์เป็นการศึกษา “อภิจริยศาสตร์ (Metaethics)” ซึ่งเป็นการศึกษาจริยศาสตร์ ในแนวของปรัชญาโดยตรง 2) การศึกษาทฤษฎีทางจริยศาสตร์โดยตรง (Non-mative Approaches) หมายถึง การศึก ษาจริยศาสตร์ 2 ลัก ษณะ ได้แก่ 1) การศึก ษาจากทฤษฎีโ ดยแนวคิดของนัก จริยศาสตร์ที่ แสวงหาคาตอบเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ ความประพฤติ การกระทาของมนุษย์อันนามนุษย์ไปสู่จุดมุ่งหมาย ของชี วิ ต ที่ แ ท้ จ ริง การศึ ก ษานี้ เ รียกว่ า “กฎเกณฑ์ ทั่ ว ไปทางจริย ศาสตร์ (General Normative Ethics)” และ 2) การศึก ษาจริยศาสตร์ประยุกต์ (Applied Ethics) เป็นการนาแนวคิดทางทฤษฎี ทางจริยศาสตร์ของนักจริยศาสตร์ไปใช้กับสาขาวิชาต่าง ๆ หรือตอบปัญหาในวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับ
2-24 ความประพฤติหรือการกระทาของมนุษย์ เช่น จริยศาสตร์ทางการแพทย์และจริยศาสตร์ทางการ พยาบาล เป็นต้น ลักษณะสาคัญของจริยศาสตร์นอกจากใช้เหตุผลเป็นพื้นฐานแล้วในบางสถานการณ์ อาจไม่สามารถหาคาอธิบายให้ยุติในเหตุและผลได้ ดังนั้นจริยศาสตร์จะทาหน้าที่เสนอแนวคิดหรือ หลักการที่ดีมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือสิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติในสังคม ส่วนคุณธรรมและ จริยธรรมเป็นการนาสิ่งที่จริยศาสตร์ได้นาเสนอไปใช้เพื่อก่อให้เกิ ดความสงบสุข ร่มเย็น ลดความ สับสนวุ่นวายและความไม่ยุติธรรมที่มีในสังคมเมื่อเข้าใจคาว่า “จริยศาสตร์” จะสามารถเรียนรู้และ เข้าใจหลักการของจริยธรรมได้มากยิ่งขึ้น โดยสามารถใช้ได้อย่างมีคุณค่า และเป็นประโยชน์ต่อการ นามาพิจารณาปัญหาทางจริยธรรมต่อตนเองและบุคคลอื่น เนื่องด้วยจริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษา คุณค่าของจริยธรรมจึงเป็นศาสตร์ที่พยายามแสวงหาคาตอบในหลักของเหตุและผลของการกระทา ความดีละเว้นความชั่ว แม้ว่าผู้ศึกษาสามารถรับรู้จริยธรรมได้ด้วยตนเองโดยไม่ได้ศึกษาจริยศาสตร์สามารถ เป็นคนดีได้โดยการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ดีที่ควรกระทาแต่การปฏิบัติออกมาแต่เพียงส่วนเดียวโดย ไม่สามารถสร้างเจตคติที่ดีและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องจะส่งผลให้การปฏิบัติมาสมบูรณ์ทาให้บุคคล อาจทาการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของตนเองไปสู่การกระทาที่ไม่ถูกต้องหากจิตใจยังไม่รู้และเข้าใจที่ไม่ ลึกซึ้งในความหมายของคาที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม จากแนวคิดและเหตุผลดังกล่าวผู้เขียนสรุปได้ว่าคุณธรรม จริยธรรมและจริย -ศาสตร์ มี ความเกี่ ยวข้อ งและสัม พันธ์กัน เพื่ อ ให้สามารถเข้าใจและแยกแยะสิ่ง ดีงามที่ถูกต้องและสิ่งที่ไม่ ถูกต้องจึงสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับจริยศาสตร์ คุณธรรมและจริยธรรม โดยจริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ ศึกษาเกี่ยวกับความประพฤติหรือการกระทาใดที่ควรทาการกระทาใดไม่ควรทาการกระทาดังกล่าว เกิดขึ้นจากคุณความดีที่มี ภายในจิตใจของบุคคล หากบุคคลมีจะแสดงออกซึ่งการกระทาที่ดี โดย แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อบุคคลอื่น คุณค่าที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่ ดี ถูกต้องและเหมาะสมเกิดขึ้นจากคุณความดีภายในจิตใจของบุคคล ทั้งนี้ บุคคลที่มีความประพฤติหรือ ปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเหมาะสมโดยเป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่นและสังคมจึงได้ ชื่อว่าเป็นบุคคลที่ มีคุณธรรมและจริยธรรม
2.2 ทฤษฎีทางจริยธรรม (Ethical Theory) นักวิชาการเชื่อว่า จริยธรรมเกิดได้จากการศึกษา อบรม ขัดเกลาและมีการสั่งสมมาตั้งแต่ใน วัยเด็กไปจนเป็นผู้ใหญ่ตลอดชีวิต ดังทฤษฎีของโคลเบิร์กและเพี ยเจท์ กล่าวถึงการพัฒนาทางด้าน จริยธรรม (Kohlberg's stages of moral development) พอสรุปได้ ดังนี้ 2.2.1 ทฤษฎีทางจริยธรรม แนวความคิดของทฤษฎีจริยศาสตร์ ได้แก่ ทฤษฎีคาสั่งสอนของพระเจ้า ทฤษฎีอัตตนิยม ทฤษฎีสัญญาประชาคม ทฤษฎีพันธนิยม ทฤษฎีประโยชน์นิยม ทฤษฎีสัมพัทธนิยม Fraedrich, et. al. (2013) และจินตนา บุญบงการ (2553) ที่กล่าวถึงปัญหาของจริยศาสตร์คือจะใช้เกณฑ์ใดตัดสิน ทั้งนี้ผู้เขียนได้เรียบเรียงและนาเสนอตามลาดับ ดังนี้
2-25 1) ทฤษฎีคาสั่งสอนของพระเจ้า (Divine Command Theory)เป็นคาสั่งสอน ของพระเจ้าผู้ศัก ดิ์สิทธิ์โดยใช้เป็นสิ่งที่ตัดสินว่าความประพฤติใดถูก ต้องมีจริยธรรม ทั้ ง นี้สิ่งใดถูก ก าหนดไว้ในคาสอนของศาสนาว่าควรท าหรือสามารถทาได้สิ่ง นั้นเป็นการกระท าที่ถูกต้องและมี จริยธรรม โดยหากบุคคลใดกระท าในสิ่ง ที่ เ ป็นข้อห้ามของพระเจ้าให้ถือว่ าบุคคลนั้ นกระท าผิ ด จริยธรรม 2) ทฤษฎีอัตตนิยม (EgoismTheory) เป็นแนวคิดทฤษฎีที่ยึดถือการกระทาของ บุคคลที่ประพฤติปฏิบัติตามความพึงพอใจของตนเองเพื่อความสุขและปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง เป็นหลัก บุคคลที่ยึดหลักการของทฤษฎีนี้มาใช้ในการตัดสินการกระทาใดๆ ของตนเองโดยดูว่าทุกการ กระท าเป็นสิ่ง ที่ ตนเองพึง พอใจโดยต้องสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้และท าให้ตน สามารถดาเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขให้ถือว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่มีจริยธรรม 3) ทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract Theory) เป็นแนวคิดของ โทมัส ฮอบฮ์ (Thomas Hobbes) ซึ่ ง พบว่ า การกระท าใดของบุ ค คลในสั ง คมส่ ว นใหญ่ เ พราะเห็ นแก่ ประโยชน์และความพึงพอใจของตนเองเป็นหลัก ดังนั้นมนุษย์จึงควรเคารพและมีกฎเกณฑ์เพื่อทาให้ ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดย Hobbes เห็นว่ากฎเกณฑ์ที่ดีที่สุดนั้นคือกฎด้านศีลธรรม (Moral Rules) ทั้งนี้หากสังคมไม่มีกฎเกณฑ์ด้านศีลธรรมที่กาหนดขึ้นอย่างตายตัวแล้วบุคคลในสังคมจะทา ร้ายกันเองได้โดยง่ายและอาจตกเป็นเหยื่อของการกระทาที่เห็นแก่ตัวของผู้อื่นได้
ภาพที่ 2.8 ภาพของ โทมัสฮอบฮ์ (Thomas Hobbes) ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Thomas_Hobbes 4) ทฤษฎีพันธนิย ม (Deontological Theory) เป็นแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎี จริยธรรมทางธุรกิจ โดยมี อิมมานูแอลค้านท์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาชาวเยอรมันได้รับการยก ย่องว่าเป็นนักปรัชญาสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ค้านท์ (Kant) ได้เสนอแนวคิดว่า ดี-ชั่ว ถูก-ผิดเป็นคุณค่าทาง ศีลธรรมที่เป็นสิ่งตายตัว กล่าวคือถ้าการกระทาใดเป็นสิ่งดีจะต้องเป็นสิ่งดีเสมอตลอดไปไม่เลือกเวลา และสถานที่ แสดงว่ามนุษย์ควรเคารพและปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยเจตนาดีเสมอ เพราะมนุษย์มีความ สานึกในหน้าที่ของตนเองที่มีต่อผู้อื่นและไม่ควรปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยวัตถุประสงค์จะใช้ผู้อื่นเพื่อให้ เกิด ประโยชน์แก่ตนเอง การกระทาที่มีจริยธรรมไม่ใช่การกระทาที่ทาให้เกิดผลตามที่ต้องการหรือด้วย
2-26 วิธีการที่ดีอย่างเดียว แต่เป็นการกระทาที่เกิดจากเจตนาที่ดี กล่าวได้ว่าจริยธรรมเป็นเรื่องการสานึกใน หน้าที่ การประพฤติปฏิบัติตามหน้าที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงามนั่นคือใช้ จิตสานึกเป็นเกณฑ์สาหรับวัดและ ประเมิน จึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าแนวคิดของ Kant ได้มองว่าการกระทาที่ดีที่ถูกต้องคือการกระทาที่ เกิดจากเจตนาที่ดี ผู้เขียนจึงเห็นว่าการปลูกฝังจิตสานึกโดยการแนะนาหรือสั่งสอนให้คนรู้สึกหรือมี จิตสานึกในหน้าที่มีความสาคัญสาหรับการดาเนินชีวิตและการทางานในปัจจุบัน เมื่ อทุกคนมีความ สานึกในหน้าที่ของตนจะกระทาการใดๆไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและถูกกาหนดไว้อย่างถูกต้อง และทาให้เกิดการเคารพหน้าที่ซึ่งกันและกันได้เพราะว่าบุคคลมีจิตสานึกในหน้าที่เป็นสาคัญ
ภาพที่ 2.9 ภาพของ อิมมานูแอล ค้านท์ (Immanuel Knat) ที่มา: https://news.stanford.edu/pr/2015/pr-kant-newton-friedman-082515.html 5) ทฤษฎีประโยชน์นิย ม (Utilitarianism Theory) เป็นแนวคิดของนักคิดชาว อังกฤษที่มีชื่อเสียงคือ เจเรมี เบนธัม (Jeremy Bentham,1748-1832) และ จอห์น สตูอาร์ท มิล (John StuartMill, 1998) เชื่อว่าความสุขเป็นความปรารถนาของมนุษย์ทุกคน ความสุขมีคุณค่าเมื่อ มาจากการกระทาที่มีจริยธรรม คือการกระทาที่ทาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนจานวนมาก ความ ถูกต้องของการกระทาตัดสินจากผลของการกระทานั้นว่าทาให้เกิดความสุขซึ่งเป็น ความปรารถนา สูงสุดของมนุษย์และทาให้เกิดประโยชน์ต่อคนจานวนมากที่สุดหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นการกระทานั้น ไม่ได้ผิดหลักจริยธรรมแต่อย่างใดจึงเห็นได้ว่าบุคคลที่ยึดหลักทฤษฏีประโยชน์นิยมจึงคานึงถึงความ ถูกผิดจากผลลัพธ์ ของการกระทาที่ได้กระทาลงไปแล้วเท่านั้น ทฤษฎีประโยชน์นิยมจึงถือว่าผลลัพธ์ ของการกระทาเป็นเครื่องตัดสินทางจริยธรรม
2-27
ภาพที่ 2.10 ภาพของ จอห์น สตูอาร์ท มิล (John Stuart mill) ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/John_Stuart_Mill 6) ทฤษฎี สั ม พั ท ธนิ ย ม (Relativism Theory) โพรแทรกกอรั ส (Protagoras) กล่าวว่าความดีความชั่วมิได้มีคุณค่าที่ดีอยู่ในตัวเองแต่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น คุณค่าทางจริยธรรมหรือความดี ความชั่วอาจผันแปรได้ตามสภาพการณ์และเวลาดังนั้นกลุ่มจึงได้เสนอ 2 แนวคิด ดังต่อไปนี้ 6.1) แนวคิดจริยธรรมของคนอยู่ที่ส่วนใหญ่ในสังคมนั้นนิยมประพฤติและมีการ ปฏิบัติตนอย่างไรในโลกของความเป็นจริง จึงไม่ควรเอามาตรฐานจากอุดมคติใดๆมากาหนดว่าคน ควรจะมีความประพฤติเช่นไร ทั้งนี้ความดีมิใช่สิ่งตายตัวการปฏิบัติหรือการกระทาอย่างหนึ่งอย่างใด จะเรียกว่าดี ว่าถูกต้องนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยต่างๆ 6.2) ค่านิยมของจริยธรรมของแต่ละสังคมไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม ทั้งนี้มีความเชื่อว่าในสภาพการณ์หนึ่ง ๆ การกระทาหรือความประพฤติบางอย่างอาจยอมรับได้ว่าเป็น สิ่งที่ดี ถูกต้องแต่เมื่อเปลี่ยนไปอีกสภาพการณ์หนึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีก็ได้ ทฤษฎี สัม พั ท ธนิยมได้รับ การยอมรับ จนกลายเป็นทฤษฎีสัม พัท ธนิยม โดยสรุป หลักการสัมพัทธนิยมระหว่างสังคม (Cultural Relativism) ได้ดังนี้ (1) สังคมที่ต่างกันอาจมีค่านิยมทางจริยธรรมที่ไม่เหมือนกัน (2) การกระทาความดีขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยไม่มีมาตรฐานใดๆ ที่ใช้ตัดสิน ได้ว่าสังคมหนึ่งดีกว่าอีกสังคมหนึ่ง (3) หลักจริยธรรมในสังคมหนึ่งไม่มีความสาคัญมากไปกว่าหลักจริยธรรม ของสังคมอื่นๆ (4) ไม่มีหลักสากลทางจริยธรรมคือ ไม่มีหลักจริยธรรมใดที่ใช้ได้กับทุกคน ทุกกรณีและทุกเวลา (5) หลัก จริยธรรมที่ ใช้ตัดสินความถูก ต้องดีง ามจะใช้ ได้ ใ นแต่ล ะสั ง คม เท่านั้น นั่นคือหากการกระทาใดที่สังคมหนึ่งยอมรับว่าถูกต้องทางจริยธรรมการกระทานั้นถูกต้องใน สังคมนั้น แต่อาจไม่ถูกต้องในสังคมอื่นก็ได้
2-28 (6) หากเราพยายามตั ด สินการกระท าของผู้อื่น ว่ าผิด หรือถูก ตามหลัก จริยธรรมหรือไม่ ความพยายามเป็นการกระทาที่เ กิดจากความคิดที่เข้า ข้างตนเอง ว่าดีกว่าผู้อื่น ดังนั้นจึงควรยอมรับการปฏิบัติของผู้อื่นในสังคมที่มีค่านิยมต่างไปจากสังคมของเขา 7) ทฤษฎี สัม บูรณ์นิย ม (Absolutism) และมโนธรรมสัมบูรณ์ มี ทั ศนะแตกต่าง จากทฤษฎี สั ม พั ท ธนิย มสั ม บูร ณ์ นิ ย มเชื่ อ ว่ าคุ ณ ค่ า ทางจริ ยธรรมเป็น คุ ณ ค่ า ที่ มี จ ริ ง ในตนเองไม่ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหรือสภาพการณ์จึงเห็นว่าสิ่งที่มีได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใดจะเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ ว่าจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นอย่างไรสิ่งสัมบูรณ์คือสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่โดยตัวเอง ดังนั้นสัมบูรณ์นิยม จึงมีความเกี่ยวข้องกับมโนธรรมสัมบูรณ์ ซึ่งมโนธรรม คือ สานึกที่ทุกคนมีตามธรรมชาติ มโน-ธรรม สัมบูรณ์จึงเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะแท้จริงของมันที่อยู่ในสิ่งนั้นเสมอไปไม่ว่าจะอยู่ในสภาพ เช่นใด ดังนั้นความถูก-ผิด ความดี-ความชั่ว มีลักษณะตายตัวไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใด นั่นคือความดีอยู่ ที่ตัวของมันเอง ไม่ใช่อยู่ในสภาพแวดล้อม ความดีมีลักษณะสากล หลักการของสัมบูรณ์นิยมจึงเชื่อว่า จริยธรรมเป็นสิ่งสากลเหมือนกันทุกแห่ง
ภาพที่ 2.11 ภาพของ โพรแทกกอรัส (Protagoras) ที่มา: http://www.iep.utm.edu/protagor/ 8) ทฤษฎีต้นไม้ จริย ธรรม ส าหรับ นัก วิชาการของประเทศไทยได้ศึก ษาแนวคิด ทฤษฎีจริยธรรมอย่างจริงจังและได้นาเสนอแนวคิดเรื่องจริยธรรมจนได้รับการยอมรับไปทั่วโลกจน กลายเป็นอีกทฤษฎีจริยธรรมที่ได้รับการยอมรับนั่นคือ “ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรม” ของศาสตราจารย์ ดวงเดือน พันธุมนาวิน และเพ็ญแข ประจนปัจจนึก (2524) ทฤษฎีต้นไม้อธิบายสาเหตุทางจิตใจที่ทา ให้เกิดพฤติกรรมของคนดีและคนเก่งเปรียบเทียบเหมือนกับต้นไม้โดยในส่วนของรากที่เป็นหลักของ ลาต้นในลักษณะต่างๆ ได้แก่ จิตที่มีเหตุผลเชิงจริยธรรม จิตที่มุ่งไปสู่อนาคต จิตที่เชื่อในอานาจส่วน บุคคล จิตที่สร้างแรงจูงใจด้านต่างๆ และจิตที่เป็นทัศนคติและค่านิยมในส่วนที่ถูกต้อง ในส่วนของ ดอกและผลอาจเปรียบได้กับพฤติกรรมและความประพฤติของบุคคลที่ แสดงออกมาให้ปรากฏแก่
2-29 สังคม เช่น เป็นพนักงานที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ เป็นบุคคลที่ดูแลและรักษาสุขภาพร่างกาย และการ เป็นพลเมืองดี เป็นต้น
ภาพที่ 2.12 ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรม ที่มา: http://www.kruprakhet1.com/ton.html 9) ทฤษฎีทางพุทธศาสนา คนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติ ไทย มีบทบาทมีอิทธิพลต่อการดารงชีวิตหรือการอยู่รว่ มกันในสังคม ดังนั้นเกณฑ์การตัดสินความดี-ชั่ว ถูก-ผิด ของจริยธรรมในสังคมไทย ควรใช้เกณฑ์ตัดสินตามหลักการทางพระพุทธศาสนาด้วย บุญเรือง อินทวรันต์ (2534) กล่าวว่าหลักการทางพระพุทธศาสนา พิจารณาจาก"พุทธพจน์"ดังนี้
“..ภิกษุทั้งหลาย เจตนานั่นเอง เราเรียกว่ากรรม บุคคลจงใจแล้วจึงทาด้วยกาย ด้วยใจ บุคคลว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทาดีย่อมได้ดี ทาชั่วย่อมได้ชั่ว บุคคลทากรรมใดแล้วเดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นทาแล้วไม่ดี บุคคลใดมีหน้าที่ชุ่มด้วยน้าตาร้องไห้อยู่ เสพผลของกรรมใดกรรมนั้นทาแล้วไม่ดี บุคคลทากรรมใดแล้ ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง เสวยผลแห่งกรรมใด ด้วยหัว ใจ แช่มชื่น เบิกบาน กรรมนั้นทาแล้วเป็นการดี บุคคลรู้กรรมใดว่า เป็นประโยชน์แก่ตน ควรรีบลงมือกระทากรรมนั้นทีเดียว..”
2-30
จาก "พุทธพจน์" ดังกล่าว แสดงพระพุทธศาสนาในเรื่องการพิจารณาเกณฑ์การชี้วัด การประพฤติทางจริยธรรมดังนี้ 9.1) พิจารณาจากเจตนา ถ้าทาด้วยเจตนาดี จัดว่าเป็นการกระทาที่ดี เป็นความ ดี ถ้าทาด้วยเจตนาไม่ดี จัดว่าเป็นการกระทาไม่ดี เป็นความชั่ว 9.2) พิจารณาจากลักษณะของการกระทา ถ้าการกระทานั้นเป็นการเบียดเบียน ทาให้ผู้อื่นหรือตนเองเดือดร้อน จัดว่าเป็นการกระทาที่ไม่ดี ถ้าเป็นการกระทาที่ไม่เบียดเบียน หรือไม่ ทาให้ผู้อื่นหรือตนเองเดือดร้อน จัดว่าเป็นการกระทาที่ดี เป็นความดี 9.3) พิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นในภายหลัง การกระทาใดทาแล้วมีผลให้เกิดความ เดือดร้อนในภายหลัง การกระทานั้นเป็นการกระทาที่ไม่ดี การกระทาใดไม่เดือดร้อนในภายหลัง เป็น การกระทาที่ดี ทาดีย่อมได้รับผลดีเสมอ ถ้ากระทาชั่วย่อมได้รับผลชั่วเสมอ 10) เกณฑ์ตัดสินจริยธรรมของนักสังคมวิทยา เกณฑ์ตัดสินที่กล่าวมาเป็นทัศนะของนักจริยศาสตร์ ซึ่ง ใช้เป็นหลักพิจารณา ตัดสินสถานการณ์บางอย่างได้ สาหรับนักสังคมวิทยาเห็นว่า คุณค่าทางจริยธรรมมีคุณค่าจริงๆ เมื่อ สังคมมนุษย์นาไปใช้ ดังนั้นการตัดสินทางจริยธรรมจึงต้องคานึงถึงบรรทัดฐาน (norms) ทางสังคมซึ่ง แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ 10.1) วิถีประชา (folkways) เป็นความประพฤติที่เหมาะสมดีงาม ปฏิบัติกันมา นานจนเกิดความเคยชิน เช่น ขนบประเพณี แบบแผน กิริยามารยาท การมีสัมมาคารวะ การรู้จักที่ตา่ ที่ สูง การอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นต้น สิ่ง เหล่านี้เป็นมาตรฐานสาหรับแต่ละบุคคล และไม่มี ผลบังคับ เคร่งครัดนัก ถ้าใครไม่ประพฤติตาม เช่น ไม่มีสัมมาคารวะ ไม่อ่อนน้อม ไม่แต่งตัวตามธรรมเนียม ประเพณี เช่น ไปงานศพไม่แต่งสีดา หรือชายที่แต่งงานก่อนอุปสมบท สังคมจะซุบซิบนินทาตาหนิติ เตียน หรือไม่คบหาสมาคมด้วย ทาให้ผู้นั้นเกิดความไม่สบายใจ วิถีประชาเป็นเรื่องของความเหมาะสม ไม่เหมาะสม ในการแสดงพฤติกรรมทางสังคม 10.2) จารี ต ประเพณี ห รือกฎศี ล ธรรม (mores) เป็ น บรรทั ด ฐานทางสัง คม เกี่ยวกับข้อห้ามของสังคมที่มีความสาคัญต่อการดารงอยู่ของสังคม หรือเพื่อสวัสดิภาพของคนส่วน ใหญ่ จารีตเป็นข้อบังคับที่มีผลสะท้อนรุนแรง หากไม่กระทาตาม เช่น ห้ามไม่ให้ลูกเนรคุณพ่อแม่ ห้าม แพทย์เปิดเผยความลับของคนไข้ จารีตจึงเป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในจิตใต้สานึกของบุคคล จารีตจะกาหนดสิง่ ถูกหรือผิด บุญหรือบาป โดยไม่ต้องบอกเหตุผล 10.3) กฎหมาย (laws) เป็นบทบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร และมีหน่วยงาน บังคับ เป็นแนวประพฤติปฏิบัติโดยรัฐ มีการลงโทษอย่างมีระเบียบแบบแผน หากไม่ประพฤติตาม กฎหมายที่เขียนไว้ บางครั้งอาจนาจารีตไปใช้ในกฎหมาย หากมีการตัดสินตามกระบวนการกฎหมาย แล้วถือว่าถูกต้องชัดเจน เป็นแบบแผนได้เป็นเกณฑ์การตัดสินพฤติกรรมทางจริยธรรมได้ถูกต้องเพราะ กฎหมายมีไว้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม โดยยึดถือประโยชน์ของสังคมมาก่อนผลประโยชน์ของแต่ละ บุคคล (สุพัตรา สุภาพ และสัญญา สัญญาวิวัฒน์, 2540) จากการทบทวนทฤษฎีทางจริยธรรมของนักวิชาการและนักปราชญ์หลายท่าน พอจะ สรุป ได้ว่าการศึกษาจริยธรรมเพื่อ นาไปใช้แก้ไขความประพฤติหรือการกระท าที่ไม่ดี ไม่ เหมาะสม
2-31 หรือไม่ควรปฏิบัติต่อบุคคลอื่นในสังคม ดังนั้นการศึกษาจริยธรรมควรรับรู้ถึงเกณฑ์การตัดสินว่าการ กระทาใดเป็นเรื่องดีควรกระทาสิ่งใดไม่ดีควรกระทา การพิจารณาเพื่อตัดสินว่าการกระทาของบุคคล กลุ่มบุคคลหรือผู้บริหารองค์การว่าถูกต้องตามหลักจริยธรรมหรือไม่อาจพิจารณาโดยใช้หลัก หรือ เกณฑ์ด้านศาสนาได้ โดยหลักศาสนาของทุกศาสนาสอนให้ผู้ที่ยอมรับและยึดหลักการเป็นคนดีจึง สามารถนามาใช้เป็นหลักหรือเกณฑ์ด้านศาสนาได้ โดยหลักศาสนาของทุกศาสนาสอนให้ผู้ที่ยอมรับ และยึดหลักการเป็นคนดีจึงสามารถนามาใช้เป็นหลักหรือเกณฑ์ ในการประพฤติปฏิบัติได้ทั้งสิ้น จึง กล่าวว่าผู้ยอมรับและประพฤติตามหลักคาสอนของศาสนาสามารถนาผลแห่งการปฏิบัติมาใช้พิจารณา และวินิจฉัยโดยอาศัยจิตที่เป็นกลางและตัดสินว่าสิ่งที่ได้กระทานั้นสิ่งใดถูกต้อง สิ่งใดผิด สิ่งใดดีหรือ ชั่ว ควรทาหรือไม่ควรทาอย่างไร มนุษย์มีปัญญาและเหตุผลเป็นแก่นแท้เป็นลักษณะเฉพาะมนุษย์จึง ควรใช้ปัญญาและ เหตุผ ลเป็นเครื่องนาทางชีวิตและเป็ นความสุขที่ แท้จริงที่ ควรแสวงหา ทั้ ง นี้ Plato แบ่ง คุณธรรม ออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ คุณธรรมระดับสังคมและคุณธรรมระดับปรัชญาการกระทาของมนุษย์ย่อม มีจุดมุ่งหมายที่จะบรรลุและต้องไม่สับสนนาการกระทาตามหน้าที่ในวิชาชีพมาเป็นเครื่องตัดสินความ ดีก ารตัดสินจริยธรรมสามารถดาเนินการได้ตามหลัก แนวคิดของนัก ทฤษฎีจริยศาสตร์ได้แก่ หลัก จริยธรรมคุณธรรมของมนุษย์ ทฤษฎีคาสั่งของพระเจ้าทฤษฎีอัตตนิยม ทฤษฎีสัญญาประชาคมทฤษฎี พันธะนิยมและทฤษฎีสัมพัทธนิยม เป็นต้น 2.2.2 หลักเกณฑ์ในการพิจารณาจริยธรรม การตัดสินใจการดาเนินงานในธุรกิจอาจกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายทั้งภายในและ ภายนอกองค์ ก ร การตั ด สิ น ใจอาจท าให้ เ กิ ด ประโยชน์ ผลดี ห รื อ ผลเสี ย แก่ ผู้ ที่ มี ส่ ว นได้ เ สี ย (Stakeholder) บางครั้งเป็นเรื่องทีเ่ กี่ยวกับจริยธรรม ซึ่งมีแนวคิดที่แตกต่างมากมาย จึงจาเป็นต้องหา เกณฑ์การพิจารณาการตัดสินใจในที่นี้จะกล่าวถึง 3 แนวทาง ดังนี้ 1) แนวทางประโยชน์นิยม (Utilitarianism) 2) แนวทางว่าด้วยสิทธิ (Rights) 3) แนวทางว่าด้วยความยุติธรรม (Justice) 1) แนวทางประโยชน์นิยม (Utilitarianism) แนวคิดของกลุ่มประโยชน์นิยมเชื่อว่าประโยชน์สุขเป็นเครื่องตัดสินการกระทาของ มนุษย์ว่าดีว่าชั่ว ถูกหรือผิด ชอบหรือไม่ชอบ อยู่ที่ผลที่จะได้ คือ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก กระทาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งตัดสินคือ อันไหนให้ประโยชน์สุขมากกว่าถือว่าดีกว่า ประโยชน์นิ ยมเห็นว่า ความสุขเป็นสิ่งที่ ดีที่ สุดของมนุษย์ ค่าของสิ่งอื่นๆนั้นอยู่ที่ ว่ามั นพาไปสู่ความสุข ไม่ มี อะไรมีค่าใน ตัวเอง นอกจากความสุข ดังนั้นการตัดสินใจสิ่งใดดี ไม่ดี ควร ไม่ควร ถูกหรือผิด จึงต้องใช้ความสุข เป็นตัวตัดสิน กล่าวคือ ถ้าสิ่งใดให้ประโยชน์มากกว่าสิ่งนั้นดีกว่าและควรทามากกว่า แต่ประโยชน์ใน ที่นี้มิได้หมายถึงประโยชน์สุขของผู้กระทาเอง แต่หมายถึงประโยชน์สุขของคนทั่วไป ซึ่งประโยชน์ กล่าวว่า หมายถึงสิ่งที่ก่อประโยชน์สุขมากที่สุดแก่คนจานวนมากที่สุด หลักนี้รู้จักกันในนาม “หลักหา สุข”
2-32 ประโยชน์นิยมมีหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมว่าสิ่งใดดูดี สิ่งใด ถูกต้อง ดังนี้ - สิ่งที่ให้ประโยชน์สุขยาวนานกว่า - ถ้าไม่มีสิ่งใดดีเลือกสิง่ ที่เลวน้อยกว่า - ถือประโยชน์สุขมากที่สุดของคนจานวนมากทีส่ ุดเป็นหลักสาคัญ - ไม่ลดส่วนของตนเองให้น้อยกว่าผู้อื่น และไม่ลดส่วนของผูอ้ ื่นให้น้อยกว่าตนทุก ฝ่ายมีประโยชน์เท่าเทียมกัน -เจตนาในการกระทาไม่สาคัญ แต่ผลประโยชน์ทเี่ กิดขึ้นจากการกระทาสาคัญกว่า ตารางที่ 2.1 ข้อดีและข้อเสียของแนวทางประโยชน์นิยม 1) 2) 3) 4)
ข้อดี ข้อเสีย ค่อนข้างนาไปใช้ได้กับนโยบายสาธารณะ 1) ปัญหาเกี่ยวกับการวัด คือ ถ้ากิจกรรมใดที่ เข้าใจง่ายโดยใช้สญ ั ชาตญาณว่า อะไรที่ กระทบกับชีวิต จะตีค่าเป็นเงินไม่ได้ เป็นประโยชน์มากกว่าโทษ 2) ปัญหาเกี่ยวกับ Rights and Justice ใช้อธิบายการกระทาบางอย่างว่า ถูก / ผิด วิชาเศรษฐศาสตร์ใช้อรรถประโยชน์ทั้งสิ้น คือ maximize benefit / minimize cost
2) แนวทางว่าด้วยสิทธิ (Rights) สมคิด บางโม (2558) การใช้ทฤษฎีสิทธิเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าผิดจริยธรรมหรือไม่นั้น ถ้ามี สิท ธิถือว่าไม่ ผิด ถ้าผู้ป ระพฤติไม่ มี สิท ธิจ ะกระท าได้ถือว่าผิดจริยธรรม การศึก ษาเรื่องสิท ธิแบ่ง ออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 2.1) สิทธิตามกฎหมาย (Legal Rights) หมายถึง อานาจอันชอบธรรมที่กฎหมาย สนับสนุนและคุ้มครอง เช่น สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในการเรียกร้องของผู้บริโภค สิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในการนับถือศาสนา 2.2) สิทธิตามศีลธรรม (Moral Rights) หมายถึง สิทธิที่เกิดจากความรู้ที่ควรจะ เป็นไปตามวิถีทางเพื่อความถูกต้องเป็นธรรมอาจแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ ดังนี้ (1) สิท ธิความเท่ าเทียมกันของมนุษย์ เช่น สิท ธิในการดารงชีวิต สิท ธิในการ แสดงออก สิทธิในการตัดสินใจ เป็นต้น (2) สิท ธิตามธรรมชาติและสิทธิตามสถานะ เช่น สิท ธิความเท่าเทียมกันของ มนุษย์ สิทธิในฐานะบิดามารดาในการสั่งสอนอบรมบุตร เป็นต้น (3) สิท ธิที่ ถ่ายโอนได้และไม่ ได้ เช่น สิท ธิในทรัพย์สินถ่ายโอนได้ แต่สิท ธิใน ร่างกายถ่ายโอนไม่ได้ (4) สิท ธิที่ ส มบูร ณ์และไม่ ส มบูร ณ์ เช่น สิท ธิในชีวิตและร่ างกายเป็ นสิ ท ธิ ที่ สมบูรณ์ แต่สิทธิในการจ้างงาน เป็นสิทธิที่ไม่สมบูรณ์
2-33 3) แนวทางว่าด้วยความยุติธรรม (Justice) ความยุติธรรม แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) การกระจายอย่างเป็นธรรม (Distributive Justice) เป็นหลักการพื้นฐานที่สดุ ที่ ใช้ก ากั บ หรือ ก าหนดโครงสร้างความสัม พันธ์ของคนและสถาบันในสัง คม อันเกี่ ยวข้องกั บ การ กระจายประโยชน์ และสิ่ง ที่ มี คุณค่าในสัง คม การเข้าถึง ทรัพยากร รวมถึง โอกาสการได้รับ สิทธิ บางอย่าง และการก าหนดภาระหน้าที่ให้แก่ส มาชิก ในสัง คม (Kurian, 2011: 446; Rawls, 1971: 4) การกระจายอย่างเป็นธรรมมีหลายแนวคิดแตกต่างกันออกไป เช่น หลักการกระจายทีเ่ น้นความเท่า เ ที ย ม กั น อ ย่ า ง เ ด็ ด ขา ด ( Strict Egalitarianism) ห ลั ก ก า ร ก ร ะ จา ย แ บ บ ปร ะ โย ชน์ นิ ย ม (Utilitarianism–Based Principle) หลักที่มีฐานจากความแตกต่าง (Difference-Based Principle) หลักการกระจายแบบเสรีภาพนิยม ที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนบุคคล (Libertarian Principle) และหลักการกระจายตามความเหมาะสม (Desert-based Principle) เป็นต้น 2) กระบวนทัศน์แบบแก้แค้นทดแทน (Retributive Justice) เป็นกระบวนทัศน์ ของความยุติธรรมทางอาญาโดยมีความเชื่อ ดังนี้ 2.1) การกระทาผิด คือ การทาผิดกฎหมาย กฎหมายกาหนดความผิดไว้อย่างชัดเจน เมื่อมีการกระทาผิดเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมต้องสืบเสาะหาว่าเกิดการกระทาผิด อะไรขึ้น ใครทาผิด และจะลงโทษคนทาผิดอย่างไร การกระทาผิดต้องได้รับการทดแทน ความผิดเป็น เรื่องส่วนบุคคลนั้นๆ ซึ่งผู้ใดกระทาผิดผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อการกระทาด้วยตนเอง ดังนั้นจึงทาให้เกิด การกาหนดลักษณะของผู้กระทาผิดและเป็นตราบาปติดตัวไปจนวันตายได้แก่คาว่าอดีตนักโทษ อดีตผู้ ถูกคุมความประพฤติอดีตผู้กระทาผิด เป็นต้น 2.2) การทดแทนการกระทาผิด ต้องทาโดยการทาให้เจ็บปวดหรือเกิดความทุกข์เมือ่ ผ่านกระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน เรียกว่าได้รับความยุติธรรมแล้ว 2.3) กระบวนทัศน์และทฤษฎีแบบแก้แค้นทดแทน มองผู้กระทาผิดหรืออาชญากร เป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะเมื่อผู้ใดเลือกที่จะกระทาผิดแล้ว ผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อการกระทาผิดของ ตน การลงโทษเพื่ อ แก้ แ ค้ น เท่ า นั้ น และแก้ แ ค้ น เพราะผู้ ก ระท าผิ ด เลื อ กที่ จ ะท าผิ ด เองดั ง นั้น กระบวนการยุ ติ ธ รรมทางอาญาที่ เ ป็ น ผลสื บ เนื่ อ งมาจากกระบวนทั ศ น์ แ บบแก้ แ ค้ น ทดแทน (retributive justice) จึงมองว่า เมื่อมีการกระทาผิดเกิดขึ้นต้องหาคาตอบว่าทาผิดกฎหมายข้อใด ใคร เป็นคนทาผิดกฎหมาย และจะลงโทษคนกระทาผิดอย่างไร และการลงโทษเป็นการทาให้เกิดความ ทุกข์หรือความเจ็บปวด 3) ความยุ ติธรรมโดยการชดเชย (Compensatory Justice) เป็นการชดเชยให้แก่ บุคคลผู้ที่ได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมมาก่อน ความยุติธรรมตามกระบวนการ 2.2.3 แนวคิดจริยธรรมที่ประยุกต์ใช้ จินตนา บุญบงการ (2555) ตัวอย่างการประยุกต์ใช้แนวคิดจริยธรรมทศธรรม : เครื่องชี้ วัดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีระดับองค์กร รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ให้ความสาคัญกับการสร้างระบบบริหาร จัดการที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร
2-34 กิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ที่ให้ความสาคัญกับการเสริมสร้างการบริหารจัดการที่ดีให้เกิดขึ้นใน การทางานของข้าราชการไทย สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มอบหมายให้สถาบัน พระปกเกล้าดาเนินการจัดทาดัชนีวัดผลการบริห ารจัดการที่ดีขึ้นใน ปี 2545 และ 2548 มี ก าร ทบทวนตัวชี้วัดที่มีอยู่เดิมและปรับปรุงให้มีความสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และ วิธีก ารบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่ง ผลการศึกษาท าให้ได้ตัวชี้วัดการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้หลักการบริห ารจัดการที่ดี 10 หลัก ที่เรียกว่า “ทศธรรม” และ องค์ประกอบของตัวชี้วัดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีระดับองค์กร ดังนี้ ตารางที่ 2.2 เครื่องชี้วัดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีระดับองค์กร หลักการ 1. หลักนิติธรรม
2. หลักคุณธรรม
3. หลักความโปร่งใส
4. หลักการมีส่วนร่วม
5. หลักการสานึกแห่ง ความรับผิดชอบ
องค์ประกอบ 1) การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ 2) ความชอบด้วยกฎหมายทางเนือ้ หา 3) ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ 4) หลักไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มกี ฎหมาย 5) การแบ่งแยกอานาจ 6) ความอิสระของผู้พพิ ากษา 7) หลักการผูกพันด้วยกฎหมาย 1) ปลอดจากการทุจริต 2) ปลอดจากการทาผิดวินัย 3) ปลอดจากการทาผิดมาตรฐานวิชาชีพนิยม จรรยาวิชาชีพ 4) ความเป็นกลางของผู้บริหาร 1) ด้านโครงสร้าง 2) ด้านการให้โทษ 3) ด้านการให้คุณ 4) ด้านการเปิดเผยการมีส่วนร่วม 1) การรับฟังความคิดเห็น 2) การให้ข้อมูล 3) การร่วมตัดสินใจ 4) การพัฒนาศักยภาพในการมีส่วนร่วม 1) การบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2) การมีเป้าหมายที่ชัดเจน 3) การมีการสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกัน 4) การมีระบบติดตามประเมินผล 5) การจัดการกับผู้ไม่มีผลงาน 6) การมีแผนสารอง
2-35 หลักการ 6. หลักความคุ้มค่า 7. หลักการจัดการ ทรัพยากรมนุษย์
8. หลักการเป็นองค์กร แห่งการเรียนรู้
9. หลักการบริหารจัดการ
10. หลักการใช้เทคโนโลยี
ที่มา: สถาบันพระปกเกล้า (2548)
องค์ประกอบ 1) การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2) การประหยัด 3) มีศักยภาพในการแข่งขัน 1) การจัดการอย่างบูรณาการ 2) การติดต่อสื่อสารในองค์กร 3) บริหารปฏิบัติงานอย่างคุ้มค่า 4) สร้างสรรค์และสร้างเสริม 5) มีการเชื่อมโยงในการทางาน 6) มีการพัฒนาความสามารถ 7) มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง 8) มีระบบคัดเลือกและเลิกจ้างที่เป็นธรรม 9) สร้างความไว้วางใจในองค์กร 10) มีความผูกพันองค์กร 1) การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม 2) การพัฒนาการเรียนรู้ 3) การใช้ผลของการเรียนรู้ 4) การเสริมสร้างความสามารถ 5) การจัดการความรู้ 6) การมีเครื่องมือและเทคโนโลยี 7) มีการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ 1) มีการวางแผนภูมิการทางานและทบทวนภารกิจ 2) สารวจความสนใจ/ศึกษาความต้องการของประชาชน 3) มีกลยุทธ์ในการบริหาร 4) การบริหารแบบมีส่วนร่วม 5) ศึกษาวิจัยสถาบัน 6) คาดคะเนความเสี่ยง 7) การกระจายอานาจบริหาร 8) บริการประชาชน-ไม่ใช่กากับ 1) การที่องค์กรมีการจัดการชุดข้อมูล 2) องค์ก รมี ส ารสนเทศและการสื่อสาร การนาเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารไปใช้จริง 3) องค์กรมีการพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศและ 4) มี ก ารสร้างความสัม พันธ์เ ชื่ อมโยงระหว่างภายในและ ระหว่างองค์กรอื่นๆ ด้วยกัน
2-36
2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับศาสตร์อนื่ ๆ 2.3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับวิทยาศาสตร์ จริยธรรมเป็นระบบหนึ่งสาธารณชน ซึ่งเป็นกฎที่ใช้เป็นแนวทางการประพฤติปฏิบัติของ มนุษย์ เกิร์ท (Gert, 1988) จริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ (scientific ethics) เป็นจรรยาบรรณองค์กรที่ สะท้อนถึงข้อตระหนักและเป้าหมายต่างๆของวิทยาศาสตร์และบรรทัดฐานทางสังคมหลักการที่สาคัญ ที่ สุดจ านวนมากจึงได้กาเนิดขึ้นมา เดวิด บี เรสนิค (David B.Resnik,1998) นาเสนอและปกป้อง หลักการจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ 12 ประการ ซึ่งนาไปใช้ในกระบวนการทางานวิจัยต่างๆ เพื่อไม่ให้ ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของเป้าหมาย ต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ หลักการทางจริยธรรมวิทยาศาสตร์มี 12 ประการ คือ 1) ความซื่อสัตย์(Honesty) 2) ความระมัดระวังหรือความรอบคอบ(Carefulness) 3) ความใจกว้าง(Openness) 4) ความมีอิสระภาพ(Freedom) 5) ความเชื่อถือ(Credit) 6) การให้การศึกษา(Education) 7) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) 8) ความถูกต้องตามกฎหมาย(Legality) 9) โอกาส(Opportunity) 10) ความเคารพซึ่งกันและกัน(Mutual Respect) 11) ประสิทธิผล(Efficiency) 12) ความเคารพต่อผู้รับการทดลอง(Respect for Subjects) 2.3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับสังคมศาสตร์ เมธา หริมเทพาธิป (2560) จริยศาสตร์กับสังคมศาสตร์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จริยศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่กล่าวถึงความดีและความชั่วแห่งการกระทาของมนุษย์ และการกระทาของ มนุษย์นั้นไม่อาจเป็นไปได้ถ้าปราศจากสังคม ดังนั้น จริยศาสตร์และสังคมศาสตร์จึงมีความสัมพันธ์กนั มนุษย์ไม่อาจจะอยู่ในสังคมภายนอกได้เพียงจินตนาการ มนุษย์มีความคิดเป็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่อง ความดี ความชั่ว หน้าที่ สิ่งที่มิใช่หน้าที่ คุณธรรม และระเบียบแบบแผนจากสังคม ดังนั้น การพัฒนา ทางจิตและจริยศาสตร์ของปัจเจกชน จึงขึ้นอยู่กับสังคมเสมอ โทมัส ฮอบฮ์ (Thomas Hobbes) กล่าวว่า มนุษย์ไม่ได้กระทาสิ่งที่ดีงามเพราะพระเจ้า ทรงประสงค์ให้ทาเช่นนั้น คุณธรรมเหล่านั้นจาเป็นสาหรับการเป็นอยู่ในสังคม สังคมยอมรับคุณธรรม ในฐานะเป็นความดี และความคิดทางจริยธรรมที่สัมพันธ์อยู่กับการกระทาเช่นนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่อย่าง เดิมในสถาบันของสังคม จริ ย ศาสตร์ ขึ้ น อยู่ กั บ สั ง คมวิ ท ยา เพราะกล่ า วถึ ง ความดี อั น สู ง สุ ด ของมนุ ษ ย์ ที่ มี ความสัมพันธ์กับสังคม ซิควิค กล่าวว่า เรารู้ปัจเจกชนในฐานะเป็นสมาชิกของสังคมบางส่วนเท่านั้น
2-37 สิ่งที่พูดถึงคุณธรรมของเขานั้น ส่วนใหญ่แสดงออกมาในความสัมพันธ์กับเพื่อนของเขานั่นเองและ ความสนุกสนานสาราญใจของเขาได้รับจากเพื่อนของเขาที่สนิทชิดชอบกัน ดังนั้น “ความดีอันสูงสุด ของมนุษย์นั้นเป็นอิสระต่างหากจากความสัมพันธ์ของเขา” โดยนัยนี้ ความดีอันสูงสุดของปัจเจกชน นั้นจึงขึ้นอยู่กับความดีสูงสุดของสังคม เพราะเขาไม่สามารถแยกตัวเองออกจากสังคม จุดมุ่งหมาย ของจริย ศาสตร์ คือ การสงเคราะห์ความดีของปัจ เจกชนและสัง คม ความไม่ เ ห็นแก่ ตัว เห็นแก่ ผลประโยชน์ของส่วนรวม และจริยศาสตร์สัมพันธ์กับการกระทาของปัจเจกชนส่วนสังคมศึกษาถึง ลักษณะและนิสัยทางสั งคม ระเบียบประเพณีและสถาบันต่างๆ ซึ่งมนุษย์มีความสัมพันธ์อยู่ ดังนั้น จริยศาสตร์ จึงขึ้นอยู่กับสังคมศาสตร์ จริยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นส่วนสมบูรณ์ของกันและกันจริยศาสตร์แสดงถึงคุณงาม ความดีทั้งหมดในฐานะที่เป็นข้อเท็จจริงทางสังคม และกาหนดคุณค่าต่าง ๆ ของสังคมไว้เป็นแบบฉบับ สังคมวิทยาศึกษาถึงความดีทางจริยศาสตร์ในรูปแบบของข้อเท็จจริง และกล่าวถึงเงื่อนไขของสังคมซึง่ เกิดขึ้นมาตั้งแต่แรกและคุณค่านั้นต้องเป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้ แมคไอเวอร์ (McIver) กล่าวว่า “สังคมที่ ปราศจากคุณค่า ไม่อาจเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ” โดยนัยนี้ สังคมวิทยาต้องอาศัยความช่วยเหลือจากจริย ศาสตร์ และสังคมศาสตร์มีส่วนช่วยเหลือจริยศาสตร์เหมือนกัน เพราะคุณค่าที่จริยศาสตร์วิเคราะห์ ออกมานั้น เป็นความคิดที่เด่นกว่าในสังคม และคุณค่าเหล่านั้นยังกาหนดเนื้อหาในสังคมวิทยาอีกด้วย 2.3.3 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับนิติศาสตร์ ลิขิต ธีร เวคิน (2549) กฎหมายและจริยธรรมเป็นประเด็นที่ มี ก ารถกเถียงกั นในเชิง ความคิดในระดับกว้างในสัง คมไทยขณะนี้ สาเหตุเนื่องมาจากข้อเท็ จจริงที่ ว่า ผู้ดารงตาแหน่งใน องค์กรสาธารณะตั้งแต่สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายบริหาร ศาล ข้าราชการ รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ เช่น หมอ นักธุรกิจ ครูบาอาจารย์ กาลังถูกตรวจสอบในเรื่องจริยธรรมซึ่งละไว้ในฐานะที่เ ข้าใจว่าเป็น จริยธรรมแห่งวิชาชีพ (professional ethic) รวมตลอดทั้งศีลธรรมส่วนตัว (morality) และเป็นเรือ่ งที่ สังคมกาลังกล่าวถึงมากที่สุดคือเรื่องที่มีการทาโพลล์ถามเยาวชนว่าด้วยจริยธรรมและนักการเมือง ปรากฏว่าเยาวชนกว่า 50% ตอบว่าการไม่มีจริยธรรมของนักการเมืองไม่ใช่เรื่องสาคัญถ้าทางานได้ และเรื่องที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดคือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ กล่าวถึงศีลธรรม จริยธรรม ของนักธุรกิจและนักการเมืองที่บริหารประเทศ ความถู ก ต้ อ งตามกฎหมาย (legality) เพี ย งอย่ า งเดี ย วไม่ เ พี ยงพอในทางการเมื อง นโยบายหรือการกระทาต้องคานึงถึงความยุติธรรมและสอดคล้องกับจริยธรรม โดยเฉพาะเจตนารมณ์ ของการออกกฎหมายนั้นด้วยจึงจะมีความชอบธรรมทางการเมือง (legitimacy) ความถูกต้องตาม กฎหมาย (legality) ซึ่ง เกิ ดจากกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือเฉพาะกลุ่ม ย่อมไม่ มีความชอบธรรม (legitimacy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขัดต่อหลักจริยธรรม ผู้กุมอานาจรัฐคนใดใช้กฎหมายเป็นเครือ่ งมือ ในลักษณะดังกล่าวย่อมจะขาดธรรมแห่งอานาจ (moral authority) ในการปกครองบริหาร ตัวอย่างสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือกฎหมายเอาโทษไม่ได้ แต่มีปัญหาเรื่องจริยธรรม และศีลธรรมนั้นมีดังต่อไปนี้คือ
2-38 1) ครูบาอาจารย์ซึ่งนอกจากเป็นผู้สอนวิชาความรู้แล้ว ต้องเป็นตัวอย่างของผู้ซึ่งผดุง ไว้ซึ่งศีลธรรมและจริยธรรม มีสิทธิตามกฎหมายที่จะลงทุนเพื่อเปิดดาเนินธุรกิจอาบอบนวด โดยตั้ง บริษัทจากัดซึ่งถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คาถามคือ ครูบาอาจารย์เหล่านั้นทาสิ่ง ที่ถูกต้องหรือไม่ในแง่ศีลธรรมส่วนตัว (morality) และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (professional ethic) 2) นายแพทย์ซึ่งตรวจช่องคลอดของคนไข้เมื่อคนไข้ขึ้นขาหยั่ง แต่แสดงสีหน้าบ่ง บอกไปในทางความรู้สึกทางเพศซึ่งไม่ใช่สีหน้าของผูม้ ีอาชีพแพทย์ ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย คาถามคือ แพทย์ ผู้นั้นสมควรที่จะรักษาคนไข้ต่อไปหรือไม่ และสมควรที่จะได้รับความไว้วางใจจากคนไข้ต่อไปหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทาผิดกฎหมายอะไร 3) นักธุรกิจที่ฉกฉวยประโยชน์ในขณะที่สินค้าขาดแคลน ขายสินค้าในราคาที่สูงกว่า ปกติเนื่องจากสินค้าดังกล่าวมิได้มีการควบคุมตามกฎหมาย เป็นการฉกฉวยหาประโยชน์ค้ากาไรเกิน ควร (profiteering) แทนที่จะเป็นการทากาไร (profit making) ตามปกติ แม้จะไม่ผิดกฎหมายแต่นัก ธุรกิจผู้นั้นจะตอบได้หรือไม่ว่าเขาคือคนที่เอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมชาติ หรือเป็นพลเมืองดีของโลก 2.3.4 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับบริหารธุรกิจ อนิวัช แก้วจานงค์ (2555) สังคมไทยในปัจจุบันมีการเรียกร้องให้องค์การธุรกิจ แสดง ความรับผิดชอบในการดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทุกภาคส่วนได้รับ ประสบการณ์ทั้งในส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดีจากองค์การภาคธุรกิจภาคเอกชนโดยทาให้สังคมมองเห็นถึง ความเอารัดเอาเปรียบการกระทาที่ไร้ซึ่งจริยธรรมเนื่องจากระบบการบริหารหรือลักษณะการท างาน ของผู้บริหารที่มองเห็นแต่การดารงอยู่ ได้ขององค์การแต่เ พียงฝ่ายเดียวขาดความจริงใจในการดูแล และให้ความสาคัญกับชุมชนและสังคม ด้วยเหตุนี้สังคมจึงได้เรียกร้องโดยมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการ เรียกร้องเพื่อให้องค์การธุรกิจดาเนินงานบนพื้นฐานของความมีจริยธรรมและแสดงความรับผิดชอบ สังคม กล่าวได้ว่าจริยธรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดาเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ทุกคนซึม ซั บ แนวคิ ด จริ ย ธรรมโดยท าความรู้ จั ก ท าความเข้ า ใจและเริ่ ม ศึ ก ษาอย่ า งจริ ง จั ง อี ก ทั้ ง สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ให้การต้อนรับและเห็นด้วยกับการมีจริยธรรมในการดาเนินชีวิตจึงได้มีการ บรรจุวิชา “จริยธรรม” หรือ วิชาอื่ นที่มีลัก ษณะเดียวกั นหรือมีการสอดแทรกแนวคิดจริยธรรมให้ นักเรียน นิสิตและนักศึกษาตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้นไปจนถึงขั้นอุดมศึกษานั่นหมายความว่า จริยธรรมได้กลายเป็ นเรื่องจาเป็นอีกเรื่องหนึ่งในการดาเนินชีวิตของคนไทย ทั้งนี้ เพราะจริยธรรม ระดับบุคคลจะช่วยให้เกิดความสันติสุข ความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันของคนในชาติได้ นอกจากนี้ จริยธรรมในสังคมยังมีส่วนช่วยให้เกิ ดการกาหนดประชามติและส่งผลต่อ ค่านิยมและทัศนคติของบุคคลในสังคมนั้น ๆ ได้ อีกครั้ง มาตรฐานหรือเกณฑ์ต่างๆ ที่ทุกคนให้การ ยอมรับ ทางสัง คมยังมีความสัม พันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ ในการดารงชีวิต การท างาน การเลือก ประกอบธุรกิจและกิจกรรมทางการเมือง จริยธรรมยังมีส่วนอย่างมากต่อการตัดสินใจกระทาการสิง่ ใด สิ่งหนึ่งในชีวิตของบุคคลหรือองค์การธุรกิจ รวมถึงการตัดสินใจในด้านนโยบายสาธารณะทั้งในระบบ ราชการและองค์การธุรกิจ จึงอาจกล่าวได้ว่าเหตุผลความจาเป็นในการนาจริยธรรมมาใช้ในการดาเนิน ชีวิตหรือการดาเนินกิ จ กรรมทางธุร กิ จ นั้ นมี ม ากมายหลายประการ และประการส าคัญ คือการ
2-39 เปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิดและการกระทาที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องทาความดีละเว้นความ ชั่วหรือแยกแยะให้ได้ว่าสิ่งไหนดีสิ่งใดไม่ดีและเลือกกระทาในสิ่งที่ดีหลีกหนีสิ่งเลว สาหรับองค์การ ธุรกิจต้องกาหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ควรนามาใช้เป็นกรอบในการดาเนินงานทางธุรกิจเพื่อให้ได้รับการ ยอมรับ ไว้วางใจและเชื่อมั่นได้ว่าธุรกิจเลือกกระทาแต่ในสิ่งที่ดีเพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ดัง นั้น เมื่ อ พบว่าทุ ก คนเห็นพ้องต้องกันว่าสังคมมี ความคาดหวัง ว่าองค์ก ารธุรกิจจะ ดาเนินงานภายใต้กฎระเบียบที่ถูกต้อง จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่องค์การธุรกิจต้องนาจริยธรรมมาใช้ ในทางธุรกิจ จินตนา บุญบงการ (2553) กล่าวว่า องค์การธุรกิจต้องบริหารธุรกิจด้วยจริยธรรมดังนี้ 1) เพื่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) การใช้หลักจริยธรรมใน การจัดการธุรกิจย่อมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากผูม้ ีสว่ นได้เสียกับธุรกิจองค์การจึงสามารถ แข่งขันกับคู่แข่งขันได้ 2) เพื่ อ การเพิ่ ม ผลผลิต (Productivity) เนื่องจากพนัก งานของบริษัท เป็นกลุ่ มที่ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิธีการจัดการของฝ่ายบริหาร ถ้าการจัดการนั้นมีจริยธรรมต่อพนักงานจะ เป็นบวกทาให้พนักงานมีขวัญ กาลังใจในการทางาน มีความเต็มใจและกระตือรือร้นในการทางานและ มีความจงรักภักดีต่อบริษัทมากขึ้นอันมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มผลผลิตของบริษัท 3) สร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) การจัดการที่มีจริยธรรมทา ให้บริษัทมี ความเข้มแข็งเนื่องจากช่วยส่งผลกระทบทางบวกต่อผู้มีส่วนได้เสียที่อยู่นอกบริษัท เช่น ลูกค้าคู่แข่งขันและภาครัฐ เป็นต้นทาให้เกิดศรัทธาต่อองค์การธุรกิจและเกิดการยอมรับและให้ ความ เต็มใจในการสนับสนุนภาคธุรกิจเอกชนมากขึ้น 4) การออกกฎข้อบัง คับ ของรัฐบาล (Rules and Regulations)การท าธุร กิ จ ที่ มี จริยธรรมและการบริห ารงานอย่างมีจริยธรรมช่วยลดความจาเป็นที่ รัฐต้องออกกฎข้อบังคับและ ระเบียบต่าง ๆ ย่อมทาให้การดาเนินการกิจกรรมทางธุรกิจภาคเอกชนมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 5) ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) การกระทาที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมช่วยลด การทาลายสิ่งแวดล้อม ทาให้คนในสังคมมีความสุขในการใช้ชีวิต สังคมและชุมชนมีความน่าอยู่และมี ความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีองค์การของประชาคม (Civic Society Orgaizations) และ องค์การเอกชนที่มีหวังผลกาไร (Non Government Organization - NGOs) ได้เข้ามามีบทบาทใน สังคมมากยิ่งขึ้นองค์การธุรกิจจึงต้องมีจริยธรรมมากขึ้นเพื่อประสานงานกับภาคประชาสังคมได้มาก ขึ้นจะช่วยลดแรงกดดันจากกลุ่มเอกชนทั้งหลายได้ 6) ธุรกิจที่มีจริยธรรมจะช่วยปกป้องผู้ที่ทางานให้กับธุรกิจนั้น ๆ เช่น การที่ไม่ต้อง กังวลว่าจะต้องถูกสอบสวน ถูกค้นประวัติ ทาให้เกิดความสบายใจในการทางาน นอกจากนี้ยังช่วย ดึงดูดให้บุคคลต้องการเข้ามาทางานกับบริษัทมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การที่โรงงานอุตสาหกรรมไม่ทิ้ง ของเสียหรือขยะเป็นพิษย่อมทาให้ชุมชนมีความปลอดภัย 2.3.5 ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมกับกฎหมาย จินตนา บุญบงการ (2555) จริยธรรมและกฎหมายเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อ ควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในสังคม ทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันแต่มีบทบาทเสริมซึ่งกันและกัน
2-40 ทั้งกฎหมายและจริยธรรม บอกว่า ประชาชนมีความรับผิดชอบที่จะทาในสิ่งที่ถูกและ หลีกเลี่ยงการกระทาในสิ่งที่ผิด ในด้านจริยธรรมอะไรผิดอะไรถูกเป็นเรื่องของวัฒนธรรม แต่กฎหมาย ระบุชัดเจนว่าอะไรผิดอะไรถูก อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่ากฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอในการ ควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในสังคมแต่ต้องอาศัยจริยธรรม มีเหตุผลหลายประการที่เห็นว่ากฎหมาย อย่างเดียวไม่เพียงพอ แดเนียลส์และเรดเบิร์ก (Daniels & Radebaugh, 1994) คือ 1) ในวงการธุรกิจ กฎหมายไม่ได้ใช้บังคับกับทุกกิจกรรมในทางธุรกิจเพราะไม่ ได้ หมายความว่าอะไรก็ตามที่ผิดจริยธรรมต้องผิดกฎหมาย ความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวหลายอย่างอาจ ไม่ถูกต้องตามจริยธรรม แต่ไม่ผิดกฎหมาย 2) การออกกฎหมายมีกระบวนการที่ยาวและซับซ้อน และเมื่อใช้บังคับเป็นกฎหมาย อาจได้รับการทดสอบในศาลว่ากฎหมายนั้นใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด กฎหมายไม่สามารถ แก้ไขข้อขัดแย้งทางจริยธรรมได้ และจะใช้ได้ในกรณีที่กฎหมายระบุไว้เท่านั้นหรือเป็นกรณีที่มีความ ชัดเจน ประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายจะแก้ไขข้อขัดแย้งทางจริยธรรมโดยกฎหมายได้ เฉพาะ ประเด็นที่ ร ะบุไว้ในกฎหมายเท่ านั้น และเป็นไปไม่ ได้ที่ จ ะมี ก ฎหมายครอบคลุม หมดทุ ก ๆ เรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับจริยธรรมหรือศีลธรรม เมื่อเปรียบเทียบกัน จริยธรรมมีความแตกต่างกับกฎหมาย คือ จริยธรรมเป็นเครื่องมือ ควบคุมพฤติกรรมในระดับสูงของมนุษย์แต่เป็นการลงโทษทางสังคม (social sanction) ส่วนกฎหมาย เป็นเครื่องมือที่ควบคุมพฤติกรรมในระดับต่าของมนุษย์ และมีบทลงโทษสาหรับผู้ฝ่าฝืนอย่างชัดเจน การควบคุมพฤติกรรมในระดับต่าของมนุษย์ข้างต้น เป็นการควบคุมพฤติกรรมขั้นต่าสุดที่ สังคมยอมรับได้ ถ้าต่ากว่านั้นสังคมจะไม่ยอมรับและถือว่าผิดกฎหมาย แต่จริยธรรมหรือศีลธรรม มุ่งเน้นพฤติกรรมที่ดีงามสูงสุดยิ่งสูงเท่าไรยิ่งดี เช่ น การฆ่าคนตาย กฎหมายถือเป็นความผิด การฆ่า คนเป็นพฤติกรรมขั้นต่าที่ต้องมีการควบคุม จริยธรรมไม่ต้องการเพียงไม่ให้มีการฆ่ากันเท่านั้น แต่ ต้องการให้มนุษย์มีความเมตตากรุณาและช่วยเหลือกัน ความแตกต่างอีกประการหนึ่ง คือ จริยธรรมจะเน้นการควบคุมพฤติกรรมจากภายใน คือ การสร้างจิตสานึกว่าเป็นการกระทาที่ถูกทีค่ วรส่วนกฎหมายเป็นการควบคุมจากภายนอก คือ เน้นการ ลงโทษ กรณีของจรรยาบรรณแม้จะเน้นการสร้างจิตสานึกแต่มีบทลงโทษสาหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม ตารางที่ 2.3 แสดงข้อแตกต่างระหว่างจริยธรรมกับกฎหมาย จริยธรรม กฎหมาย 1) เป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมระดับสูง 1) เป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมระดับต่า ของมนุษย์ ของมนุษย์ 2) ไม่มีการลงโทษตามกฎหมายแต่ล งโทษ 2) มีบทลงโทษที่ชัดเจน โดยสังคม 3) เป็นการควบคุมพฤติกรรมจากภายนอก 3) เป็นการควบคุมพฤติกรรมจากภายใน 4) เป็ น ข้ อ บั ง คั บ จากรัฐ ที่ เ ป็น ลายลัก ษณ์ 4) เป็นข้อ บัง คับ จากสัง คมที่ ไม่ มี เ ป็ น ลาย อักษร ลักษณ์อักษร 5) เป็นบทบัญญัติว่าด้วยต้องทาหรือต้องละ เว้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
2-41 จริยธรรม 5) เป็นเรื่องของจิตสานึกที่ทาเพราะเห็นว่า ถูกต้องและภูมิใจที่ได้ทา ที่มา: จินตนา บุญบงการ (2555)
กฎหมาย
สรุป จริยธรรมทางธุรกิจ ประกอบด้วยคาหลัก 2 คา ซึ่ง สามารถอธิบายความหมายของคาว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง การประกอบธุรกิจที่เลือกนาข้อพึงประพฤติปฏิบัติที่เห็นว่า เป็นสิ่งที่ดี งามถูกต้อง และเหมาะสมหรือมาตรฐานในการดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจ จากการที่ผู้ประกอบการ ธุร กิ จ มี ความรับผิดชอบต่อ ผู้มีส่วนได้เ สีย ในการดาเนิน กิ จการนั้น ๆ โดยมี เ ป้า หมายเพื่อให้ธุรกิจ สามารถดาเนินงานได้ประสบผลสาเร็จและได้รับการยอมรับจากสังคมโดยรวมมีผลในระยะยาว และมี ความยั่งยืนการพัฒนาการทางจริยธรรมของมนุษย์ พบว่าสามารถพัฒนาการได้ตามวัยและวุฒิภาวะ ทางสติปัญญา พัฒนาการทางจริยธรรมของมนุษย์ไม่ใช่เป็นการป้อนรูปแบบ แต่พัฒนาการของมนุษย์ จะค่อยๆพัฒนาไปตามวัน เวลา เจริญขึ้นเรื่อย ๆ ตามวุฒิภาวะ จริยธรรมเก่ายังจะมีรากแก้วฝังอยู่ และพัฒนาตามกาลเวลาที่มนุษย์มีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น เกิดเป็นจริยธรรมใหม่ขึ้น จริยธรรมไม่ได้สร้างขึ้น ภายในหนึ่งวัน คนจะมีอุปนิสัยดีงามต้องสร้างเสริมและสะสมจากการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมด้วย กระบวนการทางสังคมและเรียนรู้ได้ตามความสามารถของวุฒิภาวะ ซึ่งกาหนดโดยปฏิสัมพันธ์ระหว่าง พันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม ดัง นั้น จริยธรรมจึง กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของการดาเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ทุ กคนซึมซับ แนวคิดจริยธรรมโดยทาความรู้จัก ทาความเข้าใจและเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง อีกทั้งสถาบันการศึกษา ส่วนใหญ่ให้ก ารต้อ นรับ และเห็นด้วยกั บ การมี จ ริย ธรรมในการด าเนิน ชี วิตจึง ได้มี ก ารบรรจุ วิ ช า “จริยธรรม” หรือวิชาอื่นที่มีลักษณะเดียวกั นหรือมีการสอดแทรกแนวคิดจริยธรรมให้นักเรียน นิสิต และนัก ศึก ษาตั้ง แต่ก ารศึก ษาขั้นพื้นฐานขึ้นไปจนถึง ขั้นอุดมศึกษานั่นหมายความว่าจริยธรรมได้ กลายเป็นเรื่องจาเป็นอีกเรื่องหนึ่งในการดาเนินชีวิตของคนไทย ทั้งนี้ เพราะจริยธรรมระดับบุคคลจะ ช่วยให้เกิดความสันติสุข ความสามัคคีและการอยู่ร่วมกั นของคนในชาติได้ และเมื่อพิจารณาค าว่า คุณธรรม จริยธรรมและจริยศาสตร์ พบว่า คุณธรรม จริยธรรมและจริยศาสตร์ มีความเกี่ยวข้องและ สัมพันธ์กัน คาว่า จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับความประพฤติหรือการกระทาใดที่ควรทา การกระทาใดไม่ควรทาการกระทาดั งกล่าวเกิดขึ้นจากคุณความดีที่มีภายในจิตใจของบุคคล หาก บุคคลมีจะแสดงออกซึ่งการกระทาที่ดี โดยแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่ ถูก ต้องและเหมาะสมต่อ บุคคลอื่น คุณค่าที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่ดี ถูกต้องและเหมาะสมเกิดขึ้นจากคุณความดีภายในจิตใจ ของบุคคล ทั้งนี้ บุคคลที่มีความประพฤติหรือปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเหมาะสมโดยเป็นที่ยอมรับ ของบุคคลอื่นและสังคมจึงได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมและจริยธรรม จริยธรรมในสังคมมีส่วนช่วยให้เกิดการกาหนดประชามติและส่งผลต่อค่านิย มและทัศนคติ ของบุคคลในสังคมนั้นๆ ได้ อีกครั้ง มาตรฐานหรือเกณฑ์ต่างๆ ที่ทุกคนให้การยอมรับทางสังคมยังมี ความสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ ในการดารงชีวิต การทางาน การเลือกประกอบธุรกิจและกิจกรรม ทางการเมือง จริยธรรมมีส่วนอย่างมากต่อการตัดสินใจกระทาการสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิตของบุคคลหรือ
2-42 องค์การธุรกิจ รวมถึงการตัด สินใจในด้านนโยบายสาธารณะทั้งในระบบราชการและองค์การธุรกิจ เหตุผลสาคัญของการนาจริยธรรมมาใช้ในการดาเนินชีวิตหรือการดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจคือการ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิดและการกระทาที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องทาความดีละเว้นความ ชั่วหรือแยกแยะให้ได้ว่าสิ่งไหนดีสิ่งใดไม่ดีและเลือกกระทาในสิ่งที่ดีหลีกหนีสิ่งเลว สาหรับองค์การ ธุรกิจต้องกาหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ควรนามาใช้เป็นกรอบการดาเนินงานทางธุรกิจเพื่อให้ได้รับการ ยอมรับ ไว้วางใจและเชื่อมั่นได้ว่าธุรกิจเลือกกระทาแต่ในสิ่งที่ดีเพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ดัง นั้นจึงเห็นได้ว่า “จริยธรรม” มุ่ ง เน้นการสร้างจิตสานึก ของคนให้กระทาแต่ที่ถูกที่ควร สาหรับ “กฎหมาย” มุ่งเน้นการลงโทษ และ “จรรยาบรรณ” มุ่งเน้นการสร้างจิตสานึกแต่มีบทลงโทษ สาหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามดังนั้นการดาเนินธุรกิจใด ๆ ก็ตามให้ประสบผลสาเร็จและได้รับการยอมรับ จากสังคมโดยรวมจาเป็นอย่างยิ่งต้องประกอบด้วยจริยธรรมกฎหมาย และจรรยาบรรณที่ดี
2-43
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 2.1-2.3 ถามตอบเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีทางจริยธรรม สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) เนื้อหาบทเรียนที่ 2.1-2.3 - Power Point บทเรียนที่ 2.1-2.3 และ LCD Projector
งานที่มอบหมาย ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดเสริม 2.1-2.3 1. จงบอกหลักที่จริยศาสตร์ใช้พิจารณาคุณธรรมและจริยธรรมมาอย่างน้อย 3 ข้อ 2. จงบอกแนวคิดและกระบวนการตัดสินใจทางจริยธรรมแบบต่างๆ 3. จงบอกแนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมของธุรกิจทีม่ ีต่อผูบ้ ริโภค 4. จงบอกทฤษฎีของพัฒนาการทางจริยธรรมมาตามลาดับ 5. จงบอกจริยธรรมทางธุรกิจในแต่ละมิติมาตามลาดับ 6. จงบอกความแตกต่างของเกณฑ์ในการพิจารณาจริยธรรม 7. จงอธิบายการนาทฤษฎีจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทย 8. จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับศาสตร์อื่นๆ มา 5 ศาสตร์
2-44
บรรณานุกรม กัลยารัตน์ ธีระธนชัยกุล. (2557). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: ปัญญาชน. กิ่งดาว จินดาเทวิน. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. อุตรดิตถ์: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์. จินตนา บุญบงการ. (2553). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: ด่านสุทธาการพิมพ์. จินตนา บุญบงการ. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิราภา เต็งไตรรัตน์ และคณะ. (2550). จิตวิทยาทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.136. ชัยพร วิชชาวุธ และธีรพร อุวรรณโณ. 2534. พฤติกรรมจริยธรรมในสังคมไทยในปัจจุบันศึกษาตาม แนวทางจิตวิทยาสังคม: รายงานการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ดวงเดือน พันธุมนาวิน และเพ็ญแข ประจนปัจจนึก. (2524). ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวกับ สุขภาพจิตและจริยธรรมของนักเรียนวัยรุ่น. รายงานการวิจยั ฉบับที่ 26. สถาบันวิจัย พฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. นพมาศ อุ้งพระ ธีรเวคิน. (2551). ทฤษฎีบุคลิกภาพและการปรับตัว. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2552). จริยธรรมธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บุญเรือง อินทวรันต์. (2534). จริยธรรมกับชีวิต. นครสวรรค์: แสงศิลป์การพิมพ์. ประทีป สาวาโย. (2545). สิบเอ็ดศาสนาของโลก. กรุงเทพมหานคร: นิวโอเดียนสโตร์, น.172-173. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. (2549). ทฤษฎีจิตวิทยากรพัฒนาการ. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พระไพศาล วิสาโล. (2552). การไกล่เกลี่ยแบบพุทธ. กรุงเทพ: สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาว จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เสมสิกขาลัย. พิภพ วชังเงิน. (2545). จริยธรรมวิชาชีพ. กรุงเทพมหานคร: รวมสาส์น. เมธา หริมเทพาธิป. (19 กันยายน 2560). ความสัมพันธ์ระหว่างจริยศาสตร์กบั สังคมวิทยา. เรียกใช้ เมื่อ 1 มกราคม 2561 จาก Gotoknow: https://www.gotoknow.org/posts/637286 ลิขิต ธีรเวคิน. (2549). วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สถาบันพระปกเกล้า. (2548). โครงการขยายผลเพื่อนาตัวชี้วัดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดรี ะดับ องค์กรไปสู่การปฏิบัต.ิ กรุงเทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ. สมคิด บางโม. (2558). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สิวลี ศิริไล. (2553). จริยศาสตร์การพยาบาล. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.33-45. สุพัตรา สุภาพ และสัญญา สัญญาวิวัฒน์. (2540). สังคมและวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อนิวัช แก้วจานงค์. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. สงขลา: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยทักษิณ.
2-45 อานันท์ ปันยารชุน. (13 พฤศจิกายน 2547). ธรรมรัฐ (good governance). เรียกใช้เมื่อ 26 ธันวาคม 2560 จาก http://Anandp.in.th./th_Speech/t04305.html. Bentham, Jeremy. (1818). In Defence of Usury. London: Payne & Foss. Daniels, J. D., & Radebaugh, L. H. (1994). International Business: environments and operations.-Massachusetts: Addison-Wealey Pubhshing Company. Fraedrich, John., Fernell, Linda., and Ferrell, O.C. (2013). Ethical Decision Making in Business: A Managerial Approach. South-Western: Cengage Learning. p.255256. Gert, B. (1988). Morality: A new justification of the moral rules. Kohlberg, L. (1964). Development of Moral Character and Moral Ideology. In M.L. Hoffman & L.W. Hoffman (Eds), Review of Child Development Research. Vol.1. Hartord, C.T.: Connecticut Printer. Kurian, George Thomas (2011). The encyclopedia of political science. Washington: CQ Press. p.446. Laura Nash. (1990). Good Intentions Aside, A Manager's Guide to Resolving Ethical Problems. Boston: Harvaral Business School Press. Macdonald, Christie. (2011). Business Ethics. [Online]. Available: http://www.businessethics.ca/definitions/business-ethics.html. Mill, John Stuart. (1998). Utilitarianism. Oxford: Oxford University Press Piaget, J. (1932). The Moral Judgement of the Child. London: Routledge and Kogan Paul. Rawls, John (1971). A theory of justice. Cambridge : The Belknap Press of Harvard University Press. p.4. Resnik, D. B. (1998). The ethics of HIV research in developing nations. Bioethics, 12(4), 286-306.
2-46
3-1 สัปดาห์ที่3 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 3 จรรยาบรรณและความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ ชื่อบทเรียน 3.1 รู้จรรยาบรรณวิชาชีพ เวลา 90 นาที 3.2 รู้และเข้าใจความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ เวลา 90 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 3นักศึกษาสามารถ 3.1 รู้จรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.1 บอกความหมายของจรรยาบรรณ 3.1.2 บอกความสาคัญของจรรยาบรรณ 3.1.3 บอกแนวปฏิบัติในจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.4 บอกประโยชน์ของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.5 บอกจรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ 3.2 รู้และเข้าใจความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.1 บอกที่มาของความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.2 บอกพฤติกรรมการละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.3 อธิบายปัญหาของจรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ
3-2
หน่วยเรียนที่ 3 จรรยาบรรณและความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ แผนการสอนประจาหน่วย 3.1 จรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.1 ความหมายของจรรยาบรรณ 3.1.2 ความสาคัญของจรรยาบรรณ 3.1.3 แนวปฏิบัติในจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.4 ประโยชน์ของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.5 จรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ 3.2 ความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.1 ที่มาของความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.2 พฤติกรรมการละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.2.3 ปัญหาของจรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ
บทนา จรรยาบรรณและจริยธรรม มีความหมายใกล้เคียงกันมาก หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเรื่อง เดียวกัน และอีกหลายคนคงคิดว่า 2 คานี้ต่างกันอย่างไร ในบทนี้จึงมุ่งเน้นทาความเข้าใจความหมาย ที่มา แนวปฏิบัติ และประโยชน์ที่ได้จากการมีจรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ในเมื่อ ธุรกิจมีการบันทึกจรรยาบรรณไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเครื่องมือควบคุมความประพฤติในวิชาชีพ นั้น ๆ ทาไมยังเกิดการไม่ประพฤติปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพของตน สาเหตุเกิดจากอะไร จึงทา ให้เกิดการไม่เคารพและนามาซึ่งความเสื่อมของจรรยาบรรณ ในหน่วยเรียนนี้จะกล่าวถึง ความหมาย ความสาคัญ แนวปฏิบัติ ประโยชน์ของจรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ ที่มาของความเสื่อม และพฤติกรรม การละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งเป็นปัญหาทุกในปัจจุบันนี้
3.1 จรรยาบรรณวิชาชีพ จรรยาบรรณเปรียบเสมื อ นศีล ของผู้ประกอบวิชาชีพทุ ก สาขาที่ พึง ยึดถือปฏิบัติ เพื่อยก สถานภาพและเสริมสร้างเกียรติคุณของผู้ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ให้สูงขึ้นรายละเอียดของความหมาย ของจรรยาบรรณวิชาชีพมีดังนี้ 3.1.1 ความหมายของจรรยาบรรณวิชาชีพ มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของคาว่า "จรรยาบรรณ" ไว้หลายท่าน ในบทนี้ขอนาเสนอ ความหมาย ดังนี้
3-3 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 กล่าวไว้ว่า จรรยา แปลว่า ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติในหมู่คณะบรรณ แปลว่า หนังสือ เมื่อนา2 คา มารวมกันเป็น“จรรยาบรรณ” เมื่อแปลตามตัวหนังสือจึงมีความหมายว่า กิริยาที่ควรประพฤติที่เขียนไว้เป็นตัวหนังสือ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (2542) กล่าวว่า จรรยาบรรณหมายถึง ประมวลความ ประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกาหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และฐานะของสมาชิก ซึ่งอาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ สมคิด บางโม (2558) กล่าวว่า จรรยาบรรณ หมายถึง ข้อกาหนดเกี่ยวกับการประพฤติ ปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรขององค์กรวิชาชีพที่กาหนดให้สมาชิกของวิชาชีพนั้น ๆ ประพฤติปฏิบัติ เพื่อรักษาและส่งเสริมชื่อเสียง เกียรติคุณและฐานะของสมาชิกและของวิชาชีพนั้น ๆ ซึ่งแตกต่างกับ จริยธรรม ซึ่งเป็นคุณธรรมสาหรับประพฤติปฏิบัติที่ ดีงามสาหรับทุกคนทุกอาชีพเป็นที่รับรู้กันทั่วไป หรือเป็นสิ่งที่สงั คมคาดหวังโดยไม่มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ดังนั้น จรรยาบรรณจึงเป็นส่วน ของจริยธรรม สมภพ ชีวรัฐพั ฒ น์ (2539) กล่าวว่า จรรยาบรรณ หมายถึง ข้อก าหนดหรือระเบียบ ข้อบัง คับ ส าหรับ บุคคลในแต่ล ะอาชีพพึง ปฏิบั ติต ามอย่ างเคร่ง ครั ด เพื่อชื่อเสียงเกี ยรติคุณและ คุณธรรมของสมาชิกและของสถาบันนั้น ๆ เพื่อประโยชน์แก่ตนเองและสังคม สุภาพร พิศาลบุตร (2549) กล่าวว่า จรรยาบรรณ หมายถึง กรอบข้อยึดถือหรือข้อบังคับ อันเป็นความประพฤติที่ดีที่มีต่อวิชาชีพหนึ่ง ๆ โดยกล่าวถึงสิ่งที่พึงปฏิบัติและสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติในสาขา วิชาชีพนั้น หากวิเคราะห์ความหมายของจรรยาบรรณมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ดังนี้ 1) เป็นแนวทางหรือข้อตกลงหรือเกณฑ์แห่งการประพฤติปฏิบัติ หรือพฤติกรรมที่ ถูกต้องเหมาะสม 2) กลุ่มคนหรือกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพหนึ่ง ๆ กาหนดขึ้นสาหรับสมาชิกกลุ่มโดยอาจ บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ 3) นาไปสู่เป้าหมายอันดีงามของกลุ่มหรือของวิชาชีพและเพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติ คุณและศักดิ์ศรีของกลุ่มวิชาชีพ ดังนั้น จึงอาจเห็นได้ว่าการประพฤติปฏิบัติที่ถือว่าเป็นจรรยาบรรณนั้น คือ พฤติกรรมทีม่ ี รากฐานมาจากจิตใจที่ดีงามเห็นคุณค่าของความดี ความถูกต้องเหมาะสมและเห็นแก่ประโยชน์สุขของ สังคมโดยส่วนรวม เมื่อวิเคราะห์คาว่าจรรยาบรรณแล้วจึงเห็นว่าจาเป็นต้องเพิ่มองค์ประกอบสาคั ญ อีก คือ การเป็นแนวทางในการพฤติปฏิบัติที่มีรากฐานจากจิตใจที่ดีงามเห็นคุณค่าของความดี ความ ถูกต้องและเห็นแก่ประโยชน์สุขของสังคมโดยรวม อย่างไรก็ตาม จรรยาบรรณเป็นแนวทางการปฏิบัติ ที่สัมพันธ์กับคุณธรรม จริยธรรมซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างจากความรู้ความสามารถ ความหมายของวิชาชีพ สมคิด บางโม (2558) ให้ความหมายของคาว่า วิชาชีพ (Professional) ไว้ว่า เป็น อาชีพที่มีลักษณะเฉพาะต่างจากอาชีพทั่ว ๆ ไป ดังต่อไปนี้ 1) วิชาชีพ เป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะจะอาศัยความรู้พื้น ๆ หรือสามัญสานึกไม่ได้
3-4 2) ผู้ประกอบวิชาชีพ ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะในสาขาอาชีพนั้น ๆ เทียบ ได้ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ผู้ไม่ได้ศึกษาอบรมในวิชาชีพนั้นไม่สามารถประกอบอาชีพได้ 3) ต้องมีองค์กรวิชาชีพและจรรยาวิชาชีพ คอยควบคุมดูแลและส่งเสริม เช่น อาชีพ แพทย์ มีแพทยสภา อาชีพกฎหมาย มีเจติบัณฑิตยสภา ครู อาจารย์ มีคุรุสภา เป็นต้น 4) ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (License) สาหรับผู้ประกอบวิชาชีพนั้น ผู้ใดไม่ มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจะประกอบอาชีพไม่ได้ เช่น อาชีพแพทย์มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ เป็นต้น 5) มีความเป็นอิสระในการประกอบวิชาชีพ 6) มีกฎหมายรับรองว่าอาชีพนั้น ๆ เป็นวิชาชีพ เช่น แพทย์มี พ.ร.บ.วิชาชีพ เวช กรรม เป็นต้น วิชาชีพ ที่ ก ฎหมายรองรับ มี ห ลายอาชีพ เช่น วิชาชีพเวชกรรม (แพทย์) วิชาชีพ วิศวกรรม วิชาชีพสถาปัตยกรรม วิชาชีพตุลาการ วิชาชีพอัยการ วิชาชีพทนายความ วิชาชีพทางการ ศึกษา (ครู อาจารย์) วิชาชีพพยาบาล วิชาชีพผู้ตรวจสอบบัญชี ฯลฯ เนตร์พัณณา ยาวิราช (2552) กล่าวว่า จรรยาบรรณวิชาชีพ หมายถึง ประมวลความ ประพฤติที่ผู้ประกอบวิชาชีพแต่ละแขนงกาหนดขึ้น เพื่อรักษาเเละส่งเสริมปกป้องเกียรติคุณชื่อเสียง ของสมาชิก ในวงการวิชาชีพ นั้น ซึ่ง อาจเป็นลายลัก ษณ์อัก ษรหรือไม่ ก็ ได้บ างที่ เ รียกกั นสั้น ๆว่า จรรยาบรรณบ้างจรรยาวิชาชีพบ้างซึ่งมิได้ใช้สาหรับทั่วไปแต่ใช้สาหรับควบคุมความประพฤติและมีไว้ เพื่อเป็นเเนวทางให้ผู้ประกอบวิชาชีพนั้นยึดถือปฏิบัติอย่างถูกต้องเพื่อให้เป็นที่ยอมรับเเละยกย่องของ สังคมเเละเพื่อรักษาเเละผดุงไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพของตน จากที่ ก ล่าวมาข้างต้นสามารถสรุป ได้ว่า จรรยาบรรณวิช าชี พ หมายถึง ข้อก าหนด ข้อตกลง ข้อบังคับหรือระเบียบที่ กลุ่มคนหรือกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพหนึ่ง ๆ กาหนดขึ้นจากรากฐาน ของจิตใจที่ดีงามเห็นคุณค่าของความดีว่าควรประพฤติปฏิบัติในการประกอบวิชาชีพและได้กาหนดไว้ เป็นลายลักษณ์อั กษรขององค์กรวิชาชีพ นั้น ๆ เพื่อให้สมาชิก ของวิชาชีพพึง ปฏิบัติ เพื่อรักษาและ ส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียงของตนเอง สังคม และวิชาชีพ หรือเป็นสิ่งทีส่ ังคมคาดหวังเป็นประโยชน์สขุ ของสังคมโดยรวม 3.1.2 ความสาคัญของจรรยาบรรณ อนิวัช แก้วจานงค์ (2555) เมื่อสาขาอาชีพใดต้องการให้มาตรฐานนั้นมีความน่า เชื่อถือ และศรัทธาจากบุคคลอื่นก็ต้องกาหนดจรรยาบรรณในสาขาวิชาชีพของตนเองขึ้น โดยทาการถ่ายทอด และอบรมเพื่อให้บุคคลในสาขาอาชีพนั้นสืบต่อไป จึงอาจกล่าวได้ว่าหลักจรรยาบรรณนั้นถือว่ามีความ จาเป็นและมีความสาคัญ ดังนี้ 1) ช่วยควบคุมมาตรฐานและประกันคุณภาพและปริมาณที่ถูกต้องในการผลิตและ การค้าผลิตผลและบริการจากการประกอบอาชีพ 2) ช่วยควบคุมจริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพ 3) ช่วยส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพและปริมาณที่ดีมีคุณค่าและเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก เชื่อถือและศรัทธา
3-5 4) ช่วยลดปัญหาอาชญากรรม ลดปัญหาคดโกง 5) ช่วยเน้นให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นในภาพพจน์ที่ดีของผู้มีจริยธรรม เช่น การเสียสละ การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและการรับผิดชอบในหน้าที่การงาน 6) ช่วยทาหน้าที่พิทักษ์สิทธิทางกฎหมายสาหรับผู้ประกอบอาชีพให้เป็นไปถูกต้อง ตามทานองคลองธรรม 7) จรรยาบรรณช่วยส่งเสริมจริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพและผู้ผลิต ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าได้มีหน่วยงานของรัฐและวิชาชีพต่าง ๆ ได้จัดทาจรรยาบรรณไว้เพื่อ เป็นแนวทางสาหรับบุคคลที่อยู่วิชาชีพนั้น ๆ ได้นาไปใช้ในการบริหารและควบคุมกันเองได้ แม้ว่าใน องค์ก ารภาคธุร กิ จ เอกชนจ านวนมากยัง ไม่ มีการจัดทาจรรยาบรรณแต่ก็ ได้มี การรณรงค์ให้มีการ ดาเนินการโดยอาจนาหลักกฎหมายมาใช้ในการดาเนินกิ จกรรมขององค์ก ารไปก่ อนก็ ได้โ ดยอาจ เรียกว่า “ประมวลจริยธรรมธุรกิจ ” ซึ่งจะมีผลทาให้การประกอบธุรกิจหรือการดาเนินกิจกรรมของ องค์การภาคเอกชนเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันโดยมีผลผูกพันต่อกันทั้งกลุ่มผูผ้ ลิต คนกลาง ผู้รับเหมา และผู้ลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้หลักการที่กาหนดขึ้นทั้งในจรรยาบรรณวิชาชีพและประมวลจริยธรรม ธุรกิจสามารถดารงอยู่ได้อย่างยั่งยืนบุคคลในวิชาชีพนั้น ๆ จะต้องทาการตรวจสอบหรือมีการพิจารณา ทบทวนหลักการเป็นระยะ ๆ เพื่อให้เกิดความใส่ใจและสร้างแรงศรัทธาให้กับวิชาชีพของตนเองรวมถึง เกิดความรู้สึกของความเป็นเจ้าของและความมั่นคงในวิชาชีพนั้น ๆ 3.1.3 แนวปฏิบัติในจรรยาบรรณวิชาชีพ แนวปฏิบัติในจรรยาบรรณวิชาชีพ สมคิด บางโม (2558) ได้กล่าวว่าว่าผู้ที่จะกาหนดแนว ปฏิบัตินั้น ต้องเป็นองค์กรวิชาชีพ ซึ่งจะต้องมีกฎหมายรองรับ และยังได้ กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของ องค์กรวิชาชีพ จุดมุ่งหมายของการกาหนดจรรยาบรรณวิชาชีพ และองค์กรวิชาชีพนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อ กากับดูแลมาตรฐานวิชาชีพ ไว้ดังนี้ 1) องค์กรวิชาชีพ (Professional Organization) วิชาชีพชั้นสูงเป็นวิชาชีพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ใช้วิถีแห่งปัญญาทางานมากกว่าใช้แรง มีจรรยาบรรณวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงต้องผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีและมีอิสระในการ ประกอบอาชีพ วิชาชีพใดจะเป็นวิชาชีพชั้นสูงหรือไม่จะต้องมีกฎหมายรองรับ และในกฎหมายนั้นจะ กาหนดองค์กรวิชาชีพไว้ด้วย องค์กรวิชาชีพ หมายถึง คณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกากับดูแลมาตรฐานวิชาชีพ ออก ใบประกอบวิชาชีพและพัฒนาวิชาชีพ มักจัดตั้งขึ้นในรูปของสภาหรือคณะกรรมการ อาจจัดตั้งขึ้นโดย กฎหมายหรือรวมตัวกันจัดตั้งขึ้นเองโดยไม่มีกฎหมายรองรับ องค์กรวิชาชีพ อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1.1) องค์กรวิชาชีพที่เป็นทางการ หมายถึง องค์กรวิชาชีพที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย มี การกาหนดบทบาทหน้าที่ขององค์กรและกาหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นกรรมการองค์กรวิชาชีพไว้ ชัดเจน องค์กรวิชาชีพประเภทนี้เป็นองค์กรวิชาชีพ ของวิชาชีพที่กฎหมายกาหนดว่าเป็นอาชีพชั้นสูง เช่น แพทยสภา คุรุส ภาแห่ง ชาติ สภาทนายความ เนติบัณฑิ ตยสภา คณะกรรมการควบคุมการ ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (กว.) เป็นต้น
3-6 1.2) องค์กรวิชาชีพที่ไม่เป็นทางการ หมายถึง องค์กรวิชาชีพที่บุคคลในอาชีพต่าง ๆ รวมตัวกันจัดตั้งขึ้นเองเพื่อควบคุ มดูแลและส่งเสริมอาชีพของตน มักรวมตัวกันจัดตั้งขึ้นในรูปของ สมาคมหรือชมรมต่าง ๆ เช่น สมาคมนัก ธุรกิจ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย สมาคมนักแสดง สมาคมกล้วยไม้ ชมรมผู้เลี้ยงปลาสวยงาม ชมรมผู้เลี้ยงนกพิราบ เป็นต้น 2) บทบาทหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพ มีหน้าที่ดังต่อไปนี้ 2.1) กาหนดมาตรฐานวิชาชีพ ตรวจสอบและประกันคุณภาพวิชาชีพ 2.2) ออกใบประกอบวิชาชีพ และถอดถอน 2.3) ควบคุมดูแลการประกอบวิชาชีพ และควบคุมให้เป็นไปตามจรรยาบรรณ 2.4) กาหนดจรรยาบรรณวิชาชีพ และควบคุมให้เป็นไปตามจรรยาบรรณ 2.5) พัฒนาวิชาชีพ ทั้งด้านความรู้และบุคลากร 2.6) สร้างความศรัทธาและความเชื่อถือในวิชาชีพ ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ 2.7) ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิก 3) จุดมุ่งหมายของการกาหนดจรรยาบรรณวิชาชีพ วิชาชีพชั้นสูงจะต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพเพื่อให้เป็นแนวทางและกรอบความ ประพฤติของผู้ประกอบการวิชาชีพนั้น ๆ จรรยาบรรณเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับคุณธรรมและความดีงาม เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวัง เช่น จรรยาวิชาชีพแพทย์ จรรยาวิชาชีพครู จรรยาวิชาชีพทนายความ เป็นต้น จรรยาบรรณวิชาชีพ หมายถึง ข้อก าหนดความประพฤติที่ ควรปฏิบัติของผู้ ประกอบวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และฐานะของสมาชิก และ วิชาชีพนั้น ๆ จรรยาบรรณวิชาชีพจะเป็นเครื่องช่วยควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในวิชาชีพ นั้น ๆ ให้เป็นไปโดยถูกต้อง ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างมีคุณธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เพื่อให้จรรยาบรรณมีประสิทธิภาพควรเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและดาเนินการ ให้ผู้ป ระกอบอาชีพนั้นทุก คนได้รับทราบและเผยแพร่ให้สัง คมได้รับรู้ด้วย เพื่อช่วยกั นควบคุมอีก ชั้นหนึ่งจุดมุ่งหมายของจรรยาบรรณวิชาชีพ มีดังนี้ 3.1) เพื่ อ รั ก ษาชื่ อ เสี ย ง เกี ย รติ คุ ณ และศั ก ดิ์ ศ รี ข องวิ ช าชี พ นั้ น ๆ เมื่ อ มี จรรยาบรรณกาหนดไว้ชัดเจน ย่อมจะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้สมาชิกในวิชาชีพนั้น ๆ ประพฤติปฏิบัติ ไปในทางเสื่อมเสีย อันจะทาให้สังคมไม่เชื่อถือวิชาชีพนั้น ๆ 3.2) เพื่อให้สมาชิกในวิชาชีพนั้น ๆ ทางานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อปฏิบัติตาม จรรยาบรรณ หรือจริยธรรมวิชาชีพจะเกิดประสิทธิภาพ เพราะจรรยาบรรณจะกาหนดกรอบที่ถูกต้อง ดีงามไว้ 3.3) ก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้รับบริการจากวิชาชีพนั้น ๆ จรรยาบรรณจะ ป้องกันไม่ให้สมาชิกในวิชาชีพประพฤติปฏิบัติเอาเปรียบสังคมตามอาเภอใจ 3.4) เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพตระหนักในความสาคัญของวิชาชีพของตน เพราะ มีจรรยาบรรณเป็นเครื่องเตือนใจอยู่เสมอ และหากประพฤติผิดจรรยาบรรณจะถูกลงโทษ ถ้าประพฤติ ผิดร้ายแรงอาจถูกยึดใบอนุญาต ไม่ให้ประกอบวิชาชีพนั้นอีกต่อไป
3-7 3.5) เพื่อให้สังคมรับรู้และเข้าใจ จะได้ศรัทธาเลื่อมใสและยกย่องวิชาชีพนั้น ๆ และจะได้ร่วมกันควบคุมพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพอีกชั้นหนึ่ง เพราะจรรยาบรรณจะประกาศ ออกไปให้สังคมรับรู้ทั่วกัน 4) การกากับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพ สมศักดิ์ วิวัฒนสินชัย (2550) เพื่อให้จรรยาบรรณวิชาชีพมีผลอย่างแท้จริงให้ สมาชิกวิชาชีพต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดควรดาเนินการดังนี้ 4.1) จรรยาบรรณวิชาชีพควรกาหนดเฉพาะเรื่องสาคัญ ๆ ที่จาเป็นควรมีไม่มาก ข้อจนเกินไป จนเป็นแบบครอบจักรวาล ทาให้ไม่น่าเชื่อถือและปฏิบัติตามได้ยาก จนเกิดความรู้สึกว่า ถ้าปฏิบัติตามจรรยาบรรณนั้นจะกลายเป็นเทวดาไปไม่ใช่ปุถุชน 4.2) ให้องค์กรวิชาชีพ เลือกผู้แทนสมาชิกเข้าไปทางานในสภาวิชาชีพในรูปของ กรรมการหรืออนุกรรมการ เพื่อให้กากับดูแลการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ 4.3) ให้มีมาตรการในการกาหนดคุณและโทษในการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตาม จรรยาวิชาชีพ สมาชิกวิชาชีพจะได้เกรงกลัวไม่กล้าประพฤติปฏิบัตินอกรีตนอกรอย 4.4) ให้มีมาตรการเพื่อควบคุมการปฏิบัติงานของคณะกรรมการผู้กากั บ ดูแล จรรยาบรรณวิชาชีพด้วย 4.5) ผู้บ ริห ารระดับสูง ต้องสนใจและรับ ผิดชอบในจรรยาบรรณอย่างแท้จริง ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างเอาจริงเอาจังต่อจรรยาบรรณ 5) การปฏิบัติตนให้อยู่ในจรรยาบรรณวิชาชีพ เอกพันธ์ ปัดถาวะโร (2555) การที่บุคคลประกอบอาชีพที่จาเป็นต้องมีพร้อมทัง้ ประสบการณ์ความสามารถในเรื่องวิชาการแล้ว ก็ยังต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งจรรยาบรรณเป็น เครื่องมืออันสาคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีหลักการและแนวทางปฏิบัติตามที่ถูกต้องเหมาะสม อันจะนามาซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน รวมทั้งความเลื่อมใสศรัทธาและความ เชื่อมั่นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ดัง นั้น การปฏิบัติตนให้อยู่ในจรรยาบรรณวิ ชาชีพจึง เปรียบเสมื อ นตั ว ชี้ วั ด มาตรฐานการปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยมีหลักปฏิบัติดังนี้ 5.1) ความซื่อสัตย์ปฏิบัติงานอย่างมีเกียรติและซื่ อสัตย์ตลอดเวลาที่ได้ร่วมงาน ทั้งกับผู้รับบริการและเพื่อนร่วมวิชาชีพด้วยกัน ซึ่งเป็นตัวสาคัญที่บ่งบอกถึงความจริงใจทั้งต่อหน้า และลับหลัง 5.2) ความเป็นกลาง ดาเนินกิจกรรมอย่างยุติธรรมและไม่ลาเอียง ซึ่งจะต้อง ปราศจากอคติหรือพิจารณามาเป็นการล่วงหน้า ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในรูปแบบการแสดงออกต่อ ผู้รับบริการวิชาชีพและเพื่อนร่วมวิชาชีพ 5.3) ความเป็นอิสระการปฏิบัติงานจะต้องมีความเป็นอิสระในการที่ให้บริการ ทางด้านต่าง ๆ หรือบริการสาธารณะซึ่งการดาเนินการนั้นเป็นไปอย่างอิสระ แต่ผู้ประกอบวิชาชีพต้อง พึงระลึกอยู่เสมอว่าผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นไปอย่างถูกกฎหมาย เป็นไปตามระเบียบแบบแผนแล้ว ข้อตกลงที่ตั้งไว้
3-8 5.4) การรักษาความลับผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องให้ความนับถือธรรมชาติของ ความลับ ของข้อมู ลของผู้รับบริการในการให้บริการทางวิชาชีพและข้อมู ลควรได้รับ การปกปิดแก่ บุคคลที่ 3 โดยปราศจากการขออนุญาตเฉพาะเรื่อง หรือเป็นหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย 5.5) มาตรฐานวิชาการและวิชาชีพผู้ประกอบวิชาชีพถูกคาดหวังว่าจะต้องมี มาตรฐานทั้งทางด้านวิชาการและวิชาชีพตามคุณสมบัติวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นพื้นฐาน ในการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นบรรทัดฐานเดียวกันประสบการณ์ทางวิชาการและวิชาชีพจะถูกนามาใช้ใน การปฏิบัติหน้าที่โดยผู้รับบริการวิชาชีพพึงจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน 5.6) ความสามารถและความระมัดระวังผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องแสดงออกใน การให้บ ริก ารทางวิชาชีพ ด้ วยความระมั ดระวัง ด้วยความสามารถและด้ วยความขยันหมั่ นเพียร เนื่องจากมีหน้าที่จะต้องรักษาความรู้และความชานาญอย่างต่อเนื่อง 5.7) พฤติก รรมทางจริยธรรมผู้ป ระกอบวิชาชี พจะต้องประพฤติต นอย่ า งมี จริยธรรมตลอดเวลาและต้องรักษาชื่อเสียงที่ดีในวิชาชีพ การให้คาปรึกษาแก่ผู้รับบริการวิชาชีพอย่าง เต็มความสามารถ 3.1.4 ประโยชน์ของจรรยาบรรณวิชาชีพ เนตร์พัณณา ยาวิราช (2552) กล่าวว่าประโยชน์ของจรรยาบรรณวิชาชีพ มีดังนี้ 1) ช่วยควบคุมมาตรฐานรับประกันคุณภาพในการประกอบอาชีพการดาเนินชีวิตการ ประกอบธุรกิจการผลิตสินค้าการให้บริการ 2) ช่วยควบคุมจริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพเเละผู้ผลิตเช่นให้ผู้ประกอบอาชีพมีความ สุจริตมีความซื่อสัตย์ลดปัญหาการใช้เล่ห์เหลี่ยมการฉ้อโกง 3) ช่วยส่ง เสริม มาตรฐานคุณภาพของคนของผลิตภัณฑ์ บริการให้มี คุณค่าเป็นที่นิยม เชื่อถือของคนทั่วไป 4) ช่วยส่งเสริมจริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ เเละผู้ผลิตให้มีความเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจกระทาสิ่งที่ถูกต้องลดปัญหาการคดโกงการเอารั ดเอาเปรียบการปลอมปนความเห็นแก่ ตัว การคอร์รัปชั่น 5) ช่วยให้สังคมดีขี้นลดปัญหาอาชญากรรมมิจฉาชีพการฆาตกรรมการทาร้ายร่างกาย ไม่ ทาสิ่งล่อแหลมต่ออาชญากรรมทางเพศ 6) ช่วยให้เกิดภาพพจน์ที่ดีได้รับการยกย่องมีเกียรติมีศีลธรรมได้รับการยอมรับนับถือ จากบุคคลทั่วไปว่าเป็นผู้มีคุณธรรมมีความเสียสละ 3.1.5 จรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ สมคิด บางโม (2558) ได้นาเสนอ จรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึก ษา (ครู -อาจารย์) แพทย์ พยาบาล นักกฎหมาย วิศวกรรม นักธุรกิจ อนิวัช แก้วจานงค์ (2555) ได้นาเสนอจรรยาบรรณ วิชาชีพการบริหารทรัพยากรบุคคล นักการตลาด นัก บัญชี เนตร์พัณณา ยาวิราช (2552) ได้นาเสนอ จรรยาบรรณวิชาชีพนักวิจัย สื่อมวลชน และนักประชาสัมพันธ์ ดังนี้
3-9 1) จรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษา (ครู-อาจารย์) ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2548 กาหนดจรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษาไว้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ดังนี้ 1.1) ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพบุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทัน ต่อการพัฒนาจิตวิทยา การเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่เสมอ 1.2) ต้อ งรัก ศรัท ธา ซื่อสัตย์สุจริต รับ ผิดชอบต่อวิชาชีพและเป็นสมาชิกที่ดีของ องค์กรวิชาชีพ 1.3) ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมให้กาลังใจแก่ศิษย์และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า 1.4) ต้อ งส่ง เสริม ให้เ กิ ดการเรียนรู้ ทั ก ษะ และนิสัยที่ ถูก ต้องดีง ามแก่ ศิษย์และ ผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่เต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ 1.5) ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ 1.6) ต้องไม่กระทาตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์และผู้รับบริการ 1.7) ต้ อ งให้ บ ริ ก ารด้ ว ยความจริ ง ใจและเสมอภาคโดยไม่ เ รี ย กรั บ หรื อยอมรับ ผลประโยชน์จากการใช้ตาแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ 1.8) พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ 1.9) พึ ง ปฏิ บั ติ ต นเป็ น ผู้ น าในการอนุ รัก ษ์ แ ละพั ฒ นาเศรษฐกิ จ สั ง คม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและยึดมั่นในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 2) จรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์ จรรยาบรรณแพทย์เป็นกรอบการประพฤติปฏิบัติของแพทย์ในภาพรวมที่แพทย์ทุก คนทุ ก สาขาควรจะต้อ งปฏิบัติและยึดถือเพื่อเกี ยรติและศัก ดิ์ศรีของวิชาชีพ เป็นภาพกว้าง ๆ แต่ จริยธรรมวิชาชีพแพทย์จะกาหนดไว้เป็นรายละเอียด ซึ่งมีถึง 45 ข้อ จรรยาบรรณแพทย์ กาหนดไว้ดังนี้ 2.1) พึงถือว่าคนมีค่าเหนือวัตถุ 2.2) พึงถือว่าเกียรติ ศักดิ์ศรีอยู่เหนือผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น 2.3) ไม่ถือว่าผู้ป่วยเป็นโอกาสให้ได้ทาการทดลอง 2.4) พึงรักษาความลับของผู้ป่วย ที่รู้ได้จากการรักษาพยาบาล 2.5) พึ ง ร่ ว มมื อ กั บ แพทย์ และผู้ เ กี่ ย วข้ อ งเพื่ อ หาวิ ธี รั ก ษาพยาบาลอย่ า งมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เรียกร้องค่าตอบแทนอย่างชอบธรรม ไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแพทย์ 2.6) พึ ง ให้ยารัก ษาที่เ ชื่อว่าเป็นประโยชน์จริงแก่ผู้ป่วย ไม่ สัก แต่ว่าตั้ง หน้าตั้งตา เพื่อให้ขายสินค้าได้ 2.7) พึงถือว่าการรักษาพยาบาลเป็นอาชีพไม่มุ่งเน้นเป็นธุรกิจ 2.8) พึงขวนขวายหาความรู้ในภารกิจของตนให้ทันสมัยอยู่เสมอ
3-10 2.9) พึ ง ถือ ว่าการรัก ษาพยาบาลอยู่ นอกขอบข่ายของชาติ ศาสนา เชื้อชาติ ชั้น วรรณะ ฐานะ สถานภาพของบุคคล 2.10) พึงถือว่าการต่ออายุ และให้สุขภาพเป็นการให้ที่ทุกคนปรารถนาเหนือสิ่งใด ทั้งหมดจะตีราคาเป็นตัวเงินไม่ได้ 2.11) พึงช่วยต่ออายุให้แม้จะไม่หวังได้อะไรตอบแทนเลย แต่แพทย์ก็มีสิทธิ์เรียกร้อง ตามสิทธิอันควรจากผู้รับผิดชอบในสังคม 2.12) พึงงดเว้นอบายมุขทุกอย่าง จริยธรรมวิชาชีพแพทย์ คณะกรรมการแพทยสภา ได้ออกข้อบังคับว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เวชกรรมฉบับที่ 1 พ.ศ.2526 และได้แก้ ไขเพิ่ม เติมหลายครั้ง จนถึง ฉบับ ที่ 7 พ.ศ.2545 ซึ่ งแยก ออกเป็น 7 หมวด รวม 45 ข้อ แพทย์ผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษ ตักเตือน หรืองดใช้ใบอนุญาตชั่วคราว หรือยกเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตลอดไปแล้วแต่กรณี ในที่นี้ขอนาเสนอเฉพาะหมวดที่ 3 ว่าด้วย การประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังนี้ หมวด 3 การประกอบวิชาชีพเวชกรรม (นภัส คานวน, 2558) ข้อ 1 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพ เวชกรรมในระดับที่ดีที่สุด และพยายามให้ผู้ป่วยพ้นจากอาการทรมานจากโรค และความพิการต่าง ๆ โดยไม่เรียกร้องสินจ้างรางวัลพิเศษ นอกเหนือจากค่าบริการที่ควรได้รับตามปกติ ข้อ 2 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่จูงใจหรือชักชวนผู้ป่วยให้มารับบริการ ทางวิชาชีพเวชกรรม เพื่อผลประโยชน์ของตน ข้อ 3 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ให้หรือรับผลประโยชน์เป็นค่าตอบแทน เนื่องจากการรับ หรือส่งผู้ป่วยเพื่อรับบริการทางวิชาชีพเวชกรรม ข้อ 4 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องปฏิบัติต่อผู้ป่วยโดยสุภาพและปราศจาก การบังคับขู่เข็ญ ข้อ 5 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่หลอกลวงผู้ป่วยให้หลงเข้าใจผิดเพื่อ ประโยชน์ของตน ข้อ 6 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ประกอบวิชาชีพโดยไม่คานึงถึงความ ปลอดภัยและความสิ้นเปลืองของผู้ป่วย ข้อ 7 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่สั่ง ใช้ หรือสนับสนุนการใช้ยาตารับลับ รวมทั้งใช้อุปกรณ์การแพทย์อันไม่เปิดเผยส่วนประกอบ ข้อ 8 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ออกใบรับรองอันเป็นความเท็จโดยตัง้ ใจ หรือให้ความเห็นโดยไม่สุจริตในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวกับวิชาชีพของตน ข้อ 9 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่เปิดเผยความลับของผู้ป่วย ซึ่งตนทราบ มาเนื่องจากการประกอบวิชาชีพ เว้นแต่ด้วยความยินยอมของผู้ป่วย หรือเมื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือตามหน้าที่ ข้อ 10 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือ ผู้ที่อยู่ในระยะ อันตรายจากการเจ็บป่วย เมื่อได้รับคาขอร้อง และตนอยู่ในฐานะที่จะช่วยได้
3-11 ข้อ 11 ผู้ป ระกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ใช้หรือสนับสนุนให้มีก ารประกอบ วิชาชีพ เวชกรรม ประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์หรือการประกอบโรคศิล ปะโดยผิด กฎหมาย 3) จรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาล หลักจริยธรรมในวิชาชีพหรือจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล ซึ่งจัดทาโดยสมาคม พยาบาลแห่งประเทศไทย ใน พ.ศ.2526 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2528 กาหนดจรรยาบรรณ สาหรับพยาบาลต่อประชาชน สังคมและประเทศชาติและต่อวิชาชีพไว้ดังนี้ (พิภพ วชังเงิน, 2545) 3.1) จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อประชาชน (1) ประกอบวิชาชีพด้วยความมีสติ ตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็น มนุษย์ (2) ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเสมอภาคตามสิทธิมนุษยชน โดยไม่คานึงถึง เชื้อชาติ ศาสนา และสถานภาพของบุคคล (3) ละเว้นการปฏิบัติที่มีอคติและการใช้อานาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน (4) พึงเก็บรักษาเรื่องส่วนตัวของผู้รับบริการไว้เป็นความลับเว้นแต่ด้วยความ ยินยอมของผู้นั้น หรือเมื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมาย (5) พึงปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการวินิจฉัยและ การแก้ไขปัญหาสุขภาพอนามัยอย่างเหมาะสมแก่สภาพของบุคคล ครอบครัว และชุมชน (6) พึงป้องกันภยันตรายอันจะมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน 3.2) จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อสังคมและประเทศชาติ (1) พึ ง ประกอบกิ จ แห่ง วิชาชีพให้ส อดคล้องกั บ นโยบายอันยัง ประโยชน์แ ก่ สาธารณชน (2) พึงรับผิดชอบร่วมกับประชาชนในการริเริ่ม สนับสนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิด สันติสุขและยกระดับคุณภาพชีวิต (3) พึงอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมประจาชาติ (4) พึงประกอบวิชาชีพโดยมุ่งส่งเสริมความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบัน กษัตริย์ 3.3) จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อวิชาชีพ (1) พึงตระหนักและถือปฏิบัติในหน้าที่ความรับผิดชอบตามหลักการแห่งวิชาชีพ การพยาบาล (2) พัฒนาความรู้และวิธีปฏิบัติให้ได้มาตรฐานแห่งวิชาชีพ (3) พึงศรัทธาสนับสนุนและให้ความร่วมมือในกิจกรรมแห่งวิชาชีพ (4) พึงสร้างและธารงไว้ซึ่งสิทธิอันชอบธรรมในการประกอบวิชาชีพการพยาบาล (5) พึงเผยแพร่ชื่อเสียงและคุณค่าแห่งวิชาชีพให้เป็นที่ปรากฏแก่สังคม
3-12 4) จรรยาบรรณวิชาชีพนักกฎหมาย นักกฎหมาย หมายความว่า ตุลาการ อัยการ และทนายความ ทั้ง 3 วิชาชีพต่างมี จริยธรรมวิชาชีพของตนเอง บางวิชาชีพเรียกว่า มรรยาทวิชาชีพ จรรยาบรรณ นักกฎหมายมีดังนี้ (1) พึ ง ถือ ว่านัก กฎหมายทุ ก คน เป็นที่ พึ่ง ของประชาชนทุ ก คนในด้านความ ยุติธรรม จึงเป็นภาระหน้าที่ของนักกฎหมายจะต้องพิทักษ์ธรรม (2) พึงถือว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิในเรื่องความยุติธรรมเท่าเทียมกัน (3) พึงถือว่าความยุติธรรมอยู่เหนืออามิสสินจ้างหรือผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น (4) พึงถือว่ากฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือของความยุติธรรม มิใช่มาตรการความ ยุติธรรม (5) พึงถือว่างานด้านกฎหมายเป็นงานอาชีพ อย่าถือเป็นธุรกิจ (6) พึงถือว่าความยุติธรรมเป็นกลางสาหรับคนทุกชาติ ทุกศาสนา ทุกฐานะ (7) พึงถือว่ามนุษย์มีค่าเหนือกว่าวัตถุใด ๆ (8) พึงขวนขวายหาความรู้ให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ (9) พึ ง ถือ ว่าเวลามี ส่วนช่วยตัดสินความยุติธรรมอย่างมาก จึง ไม่ พึง รีบร้อน ตัดสินใจโดยไม่จาเป็น (10) พึงงดเว้นอบายมุขทุกประเภท (11) พึงรักเกียรติยิ่งกว่าทรัพย์สินใดทั้งหมด 5) จรรยาบรรณวิชาชีพวิศวกรรม จรรยาบรรณวิชาชีพวิศวกรรม เรียกว่า มารยาทวิชาชีพ โดยออกเป็นกฎกระทรวง ดังนี้ อาศัยอ านาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 24 แห่ง พระราชบัญญัติวิชาชีพ วิศวกรรม พ.ศ.2505 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้ให้กาหนดมารยาทแห่ง วิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ดังนี้ (1) ไม่กระทาการใด ๆ อันอาจนามาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ (2) ต้องปฏิบัติงานที่ได้รับทาอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติและวิชาการ (3) ต้องประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (4) ไม่ใช้อานาจหน้าที่โดยไม่ชอบธรรม หรือใช้อิทธิพลหรือให้ผลประโยชน์แห่ง บุคคลใด เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับหรือไม่ได้รับงาน (5) ไม่เรียก รับ หรือยินยอมรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อย่างใดสาหรับตนเอง หรือผู้อื่น โดยมิชอบจากผู้รับเหมาหรือบุคคลใดซึ่งเกี่ยวข้องในงานที่ทาอยู่กับผู้ว่าจ้าง (6) ไม่โฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นโฆษณา ซึ่งการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ ที่อยู่ หรือสานักงานของผู้นั้น (7) ไม่ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมเกินความสามารถที่ตนเองจะกระทาได้ (8) ไม่ละทิ้งงานที่ได้รับทาโดยไม่มีเหตุอันสมควร (9) ไม่ลงลายมือชื่อเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมในงานที่ตนไม่ได้รับ ทาตรวจสอบหรือควบคุมด้วยตนเอง
3-13 (10) ไม่เปิดเผยความลับของงานที่ตนได้รับทา เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าจ้าง (11) ไม่แย่งงานจากผู้ประกอบการวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมอื่น (12) ไม่ รั บ ท างานหรื อ ตรวจสอบงานชิ้ น เดี ย วกั น กั บ ที่ ผู้ ป ระกอบวิ ช าชี พ วิศวกรรมควบคุมอื่นทาอยู่ เว้นแต่เป็นการทางานหรือตรวจสอบตามหน้าที่ หรือได้แจ้งให้ผู้ประกอบ วิชาชีพวิศวกรรมควบคุมอื่นนั้นทราบล่วงหน้า (13) ไม่รับดาเนินงานชิ้นเดียวกันให้แก่ผู้ว่าจ้างรายอื่น เพื่อการแข่งขันราคา เว้น แต่ได้แจ้ง ให้ผู้ว่าจ้างรายแรกทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อัก ษรหรือได้รับความยินยอมเ ป็นลาย ลักษณ์อักษรจากผู้ว่าจ้างรายแรกและได้แจ้งให้ผู้ว่าจ้างรายอื่นนั้นทราบล่วงหน้าแล้ว (14) ไม่ ใ ช้ ห รื อ คัด ลอกแบบ รู ป แผนผั ง หรื อ เอกสารที่ เ กี่ ย วกั บ งานของผู้ ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมอื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมอื่น นั้น (15) ไม่กระทาการใด ๆ โดยจงใจให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงหรืองานของผู้ ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมอื่น 6) จรรยาบรรณวิชาชีพนักธุรกิจ สมาคมนักธุรกิจแห่งประเทศไทย ได้กาหนดจรรยาบรรณนักธุรกิจไว้เป็นภาพกว้างๆ สาหรับนักธุรกิจทุกสาขา ดังนี้ (1) พึงถือว่าเกียรติสาคัญกว่าผลประโยชน์อื่นใดทั้งสิ้น (2) พึงให้เกียรติบุคคลเหนือวัตถุเสมอ (3) พึงมีความสุจริตในการแจ้งคุณภาพของสินค้า หรือบริการของตน (4) พึงมีเมตตาธรรมต่อทุกคนที่ด้อยกว่าตนไม่ว่าในทางใด (5) พึงร่วมมือกับรัฐบาลในทุกทาง เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย และความสงบสุข ของบ้านเมือง (6) พึ ง เฉลี่ยผลกาไรอย่างทั่ วถึงแก่ ผู้ร่วมงานทุก คนตามอัตราส่วนของความ รับผิดชอบอย่างน้อยที่สุดจะต้องเพียงพอสาหรับให้ครอบครัวดารงชีพอยู่ได้อย่างเหมาะสมกับความ เป็นมนุษย์ (7) พึงร่วมมือกับนักบริหารอื่น ๆ เพื่อบริการสังคมอย่ างมีประสิทธิภาพมาก ที่สุด สะดวกที่สุดปลอดภัยที่สุด (8) พึงปฏิบัติต่อชนกรรมาชีพในฐานะผู้ร่วมงาน ไม่ใช่เครื่องจักรที่อยากจะทิ้ง ขว้างเมื่อใดก็ได้ (9) พึงมีความรับผิดชอบให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทุกคนดารงชีพได้อย่างเหมาะสม กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (10) พึ ง ส่ง เสริม ให้ผู้อยู่ใต้บัง คับบัญ ชามี โอกาสหาความรู้เ พิ่ม เติม ทั้ง ในด้าน อาชีพ สังคม และมนุษยธรรม (11) พึงส่งเสริมให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทุกคน มีความปลอดภัยในการท างาน และมีเวลาพักผ่อนเพียงพอตามลักษณะของงาน
3-14 (12) พึงให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง กิจการ (13) พึงส่งเสริมให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเก็บหอมรอมริบและร่วมลงทุนในกิจการ ด้วย (14) พึงสนใจส่งเสริมการศึกษาของทายาทของผู้ร่วมงาน 7) จรรยาบรรณวิชาชีพการบริหารทรัพยากรบุคคล สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย(PMAT) และสถาบัน สมาคมและ ชมรมการบริห ารทรัพ ยากรบุคคลได้ป ระกาศใช้จ รรยาบรรณของผู้ป ระกอบวิชาชีพการบริ ห าร ทรัพยากรบุคคลตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 โดยจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพการบริหาร ทรัพยากรบุคคลคือ ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบวิชาชีพนี้กาหนดขึ้นทั้งที่เป็นและไม่เป็นลาย ลักษณ์อักษร เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ศักดิ์ศรี ชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก และผู้ประกอบ วิชาชีพนี้ ทั้งนี้ องค์กร หมายถึง หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจเอกชน สมาคม สถาบัน อิสระ ชมรมและผู้ประกอบวิชาชีพด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลในประเทศไทย 7.1) หลักการทั่วไป (1) จรรยาบรรณวิ ช าชี พ นี้ จั ด ท าเพื่ อ ก าหนดหลัก การ และแนวทางความ ประพฤติที่พึงกระทาและไม่พึงกระทาในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพนี้ทุกระดับ (2) จรรยาบรรณวิชาชีพนี้จัดทาเป็นหลักการและแนวทางปฏิบัติกว้าง ๆ เท่านั้น ไม่สามารถระบุรายละเอียดหรือครอบคลุมการกระทาทุกกรณีได้ หากมี ข้อสงสัยประการใดสอบถาม เพื่อความกระจ่างได้ที่ตนเองสังกัดหรือเกี่ยวข้อง (3) เชิ ญ ผู้ แ ทนจากองค์ ก าร/หน่ ว ยงายต่ า ง ๆ ที่ เ กี่ ย วข้ อ ง เช่ น ชมรมนั ก บริหารงานบุคคลต่าง ๆ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย กพ. สมาคมนักบริหารงานบุคคล รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ (4) ดาเนินการจัดทาร่างจรรยาบรรณวิชาชีพ HR ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม2548 (5) จัดสัมมนา Focus Group (6) นาเสนอต่อที่ ประชุมกรรมการเสริมสร้างนักบริหารงานบุคคลให้เป็นมือ อาชีพ (7) นาเสนอต่อที่ประชุมใหญ่เพื่อขอสัตยาบรรณต่อที่ประชุมใหญ่ ในงานสัมมนา ครบรอบ 40 ปี PMAT 7.2) จรรยาบรรณและแนวทางปฏิบัติ (1) พฤติกรมส่วนบุคคลแต่ละอาชีพ (2) ดารงตนอย่างเหมาะสมในสังคม (3) ศรัทธาและเคารพต่อวิชาชีพของตน (4) เคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับการทางาน นโยบายและคาสั่งสอน อันชอบธรรมของผู้มีอานาจสั่งการ
3-15 (5) ประกอบวิชาชีพด้วยเจตนารมณ์ที่ดีและเป็นธรรม โดยไม่คานึงถึงเพศ ฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคมและการเมือง (6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วยความซื่อสัตย์และสุจริต (7) ปฏิบัติหน้าที่โดยคานึงถึงสิทธิขององค์การ สถาบัน และบุคคลอื่น (8) รักษาและปฏิบัติตามสัญญาและข้อตกลงกับสถาบันหรือบุคคลอื่น (9) ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการเข้าถึงหรือใช้ช่องทางการสื่อสารขององค์การอย่าง เคร่งครัด (10) ใฝ่หาและพัฒนาความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (11) พึงช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ (12) ไม่ประพฤติหรือกระทาการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสือ่ มเสียเกียรติคุณ ศักดิ์ศรี และชื่อเสียงแห่งวิชาชีพ 7.3) ความขัดแย้งของกิจกรรมและผลประโยชน์ (1) พึ ง ร่ ว มท ากิ จ กรรมที่ เ ป็ น ประโยชน์ ต่ อ สั ง คม และประเทศชาติ โ ดยไม่ ก่อให้เกิดผลเสียต่อองค์การที่สังกัด (2) ไม่รับหรือดารงตาแหน่งใด ๆ ในองค์การที่ดาเนินการเพื่อแสวงหากาไร โดย มิได้รับความเห็นชอบจากองค์การ (3) ไม่ ป ระกอบธุร กิ จ ส่วนร่วมในการประกอบธุร กิจ หรืออาชีพอื่นที่ เ ป็นการ แข่งขันหรือขัดต่อผลประโยชน์ขององค์การที่ตนสังกัด ยกเว้นได้รับการยินยอมอย่างเป็นทางการ (4) ไม่รับของขวัญ รางวัลและผลประโยชน์ตอบแทนการการปฏิบัติหน้าที่เพื่อ ประโยชน์ส่วนตน (5) ไม่เอื้อประโยชน์แก่องค์การหรือบุคคลอื่นโดยมิชอบในการประกอบวิชาชีพ 7.4) การใช้และเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลและองค์การ (1) เคารพและรักษาความลับข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้จากการจ้างงาน (2) ไม่ใช้หรือเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลและองค์การโดยมิชอบ ยกเว้นเป็นการ ปฏิบัติตามหน้าที่ หรือได้รับความเห็นชอบ (3) ไม่ ใช้ห รือ แสวงหาประโยชน์อันมิ ชอบจากการเข้าถึง ข้อมู ล ขององค์การ เนื่องจากการดารงตาแหน่ง หรือหน้าที่งานของตนเอง (4) พึงระมัดระวังและคานึงถึงลิขสิทธิ์ของข้อมูลก่อนเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และองค์การแก่ผู้อื่น (5) การใช้ทรัพยากรองค์การอย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต ถูกต้องตามกฎหมาย และข้อบังคับการทางานไม่ใช้ทรัพยากรขององค์การเพื่อประโยชน์ส่วนตน (6) ความรับผิดชอบเพื่อพ้นสภาพจากองค์การโดยไม่แสวงประโยชน์จากการ ดารงตาแหน่งเพื่อวางแผน หรือได้มาซึ่งตาแหน่งที่ดีกว่าในองค์การเดิมในทางมิชอบ (7) การประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพนี้อาจนาไปสู่การพิจารณาลงโทษสถาน เบาหรือสถานหนักได้ดังนี้ (7.1) ว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร
3-16 (7.2) ภาคทัณฑ์ (7.3) ลบชื่อออกจากทะเบียนสมาชิกสามัญหรือการเป็นตัวแทนของสมาชิก สถาบัน (7.4) พั ก ใบประกอบวิชาชีพโดยมี กาหนดระยะเวลา (หากมี ใบประกอบ วิชาชีพ) (7.5) เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ (หากมี) ทั้งนี้ผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพนี้ อาจต้องโทษตามระเบียบข้อบัง คับ ของ องค์การที่สังกัดหรือกฎหมายบ้านเมืองได้ซึ่งมาตรการและขั้นตอนการลงโทษโดยละเอียดจาทาเป็น ระเบียบต่างหาก 8) จรรยาบรรณวิชาชีพนักการตลาด สมาคมนัก การตลาดแห่ง ประเทศไทย ได้จัดท าจรรยาบรรณนักการตลาดขึ้นใน โอกาสครบรอบ 40 ปีของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสาหรับบุคคลใน วงการธุรกิจและการตลาดเพื่อให้อาชีพ นักการตลาดเป็นอาชีพที่มีเกี ยรติและศักดิ์ศรีอย่างแท้ จ ริง ความรู้ ความชานาญทางด้านการตลาดมิ ใช่เ พื่ อเอาตัวรอดหรือเอารัดเอาเปรียบผู้บ ริโ ภคหรื อ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแต่จะต้องเป็นการสร้างสรรค์และ ยกระดับมาตรฐานวงการตลาดไทยให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ 8.1) หลักการทั่วไป (1) นักการตลาดไทยต้องมีจิตตระหนักในภาระหน้าที่และบทบาทที่จะช่วยกัน เสริมสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยและของประเทศไทยในตลาดโลก (2) ดาเนินกิ จ กรรมทางการตลาดด้วยคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยระมัดระวังไม่ให้ผลกระทบในทางลบต่อจารีตประเพณี (3) รับผิดชอบต่อผลการกระทาของตนและพยายามทุกวิถีทางให้มั่นใจว่าการ ตัดสินใจหรือการกระทาการใด ๆ ของตนเป็นไปเพื่อบ่งชี้ตอบสนองและสร้างความพึงพอใจให้แก่กลุ่ม สาธารณะที่เกี่ยวข้องโดยรวม (4) ปฏิบัติตามกฎหมายและค่านิยมที่ดีทางสังคม (5) ตั้งมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ผู้ซื้อ ผู้ขาย ลูกจ้าง พนักงานและสาธารณะชนทั่วไป (6) กระทาตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้ร่วมอาชีพและบุคคลอื่น (7) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณนักการตลาด (8) ละเว้นการใช้อานาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน (9) ยินดีเผยแพร่ความรู้ความสามารถในวิชาชีพของตนเพื่อสาธารณะประโยชน์ นอกจากหลักการทั่วไปของจรรยาบรรณวิชาชีพนักการตลาดดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทางสมาคมการตลาดยัง ได้จัดท าข้อ พึ ง ปฏิบัติ ต่อกลุ่ม ต่ าง ๆ ที่ เ กี่ ยวข้องในการบริห ารงานทาง การตลาด 5 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านการผลิตภัณฑ์และบริการ (1.1) มุ่งเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภค
3-17 (1.2) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่เที่ยงตรงไม่หลอกลวงรวมถึง การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการ (1.3) ให้บ ริก ารหลัง การจาหน่ายตามสมควรรวมถึงการบริก ารดัดแปลง แก้ไขและรับเรื่องร้องทุกข์อันสืบเนื่องมาจากการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการ (1.4) มุ่งเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย วัฒนธรรมและ ศีลธรรมอันดีงามของสังคมโดยคานึงถึงผลกระทบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นสาคัญ (1.5) พึงแจ้งให้ทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับคุณลักษณะหรือส่วนประกอบของ ผลิตภัณฑ์และบริการที่เปลี่ยนแปลงไปอันอาจมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ (1.6) ไม่ ล อกเลียนแบบสินค้าและบริการของผู้อื่นโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ตามกฎหมาย (2) ด้านการตั้งราคา (2.1)ไม่รวมกลุ่มกันตั้งราคาหรือสมยอมรู้เห็นในการกาหนดราคาที่เป็นการ เอารัดเอาเปรียบผู้ซื้อ (2.2) ก าหนดผลตอบแทนหรือค่าธรรมเนียมของทุ ก ฝ่า ยที่ เ กี่ ย วข้ อ งใน ขบวนการทางการตลาดอย่างเป็นธรรม (2.3) ไม่กระทาการใด ๆ เพื่อให้สินค้าราคาสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผล (3) ด้านการกระจายสินค้า (3.1) ไม่กักตุนสินค้า (3.2) ไม่ผูกขาดช่องทางการกระจายสินค้า (3.3) ไม่พยายามบีบบังคับผู้ค้าอิสระให้ขายสินค้าเฉพาะของตน (3.4) ควรให้บริการต่อผู้ค้าทุกรายเท่าเทียมกันในทุกสภาวะตลาด (4) ด้านการส่งเสริมการขาย (4.1)ละเว้นการโฆษณาที่เป็นเท็จหรือที่อาจก่อให้เกิดการเข้าใจผิด (4.2) ละเว้นวิธีการส่งเสริมการขายที่เป็นการหลอกลวง (4.3) ละเว้นกลวิธีการขายที่เป็นการบีบบังคับ ให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ ห รือ การบริการที่ลูกค้าไม่ต้องการหรือทาให้ลูกค้าซื้อโดยสาคัญผิด (4.4) ละเว้นการโฆษณาหรือให้ข่าวสารต่อสื่อมวลชนที่บิดเบือนความจริง หรือผิดวัฒนธรรม ศีลธรรมอันดีงามหรือเป็นการให้ร้ายป้ายสีคู่แข่งขันไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม (5) ด้านการวิจัยตลาด 5.1) ละเว้นการแอบอ้างการวิจัยตลาดเพื่อใช้ในการขายสินค้าและบริการ หรือการระดมทุนเพื่อกิจกรรมใด ๆ (5.2) ละเว้นการให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือบกพร่องไม่สมบูรณ์ (5.3) ไม่นาข้อมูลวิจัยของลูกค้าไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน (5.4) ปฏิบัติต่อลูกค้าทุกรายอย่างเป็นธรรมและไม่นาข้อมูลอันเป็นความลับ ของลูกค้าไปเปิดเผยโดยมิได้รับอนุญาต
3-18 ส าหรับ ข้อ พึ ง ปฏิบัติในด้านการพัฒ นาผลิต ภั ณฑ์ และบริก าร การตั้ง ราคา การ กระจายสินค้า การส่งเสริมการขายและการวิจัยตลาดอาจกล่าวได้ว่ามีผลโดยตรงต่อพ่อค้าคนกลาง (Middle Men) ทางการตลาด กิจการคู่ค้า กิจการของคู่แข่งขันทางการค้าและผูบ้ ริโภคอย่างหลีกเลีย่ ง ไม่ ได้ ผู้เ ขียนจึง เห็นว่าการที่นักการตลาดยึดมั่ นในสิ่ง ที่ถูก ต้องและปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสมจะทาให้ได้รับความไว้วางใจ และความศรัทธาในอาชีพมากยิ่งขึ้น ข้อที่พึงระมัดระวังคือการ บริโภคข้อมูลที่มีความรวดเร็วและสามารถรับได้รอบทิศทางจะมีส่วนอย่ างมากในการให้บุค คลอื่น สามารถรับข้อมูลข่าวสารและแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นความจริงและอะไรเป็นเท็จซึ่งมีผลต่อความ ต้องการและความพึงพอใจของบุคคลในที่สุดและส่งผลถึงการปฏิบัติงานของนักการตลาดในที่สุด 8.2) ข้อพึงปฏิบัติเกี่ยวกับสัมพันธภาพองค์กร (1) พึงรักษาความลับของข้อมูลทางองค์การ ไม่นาไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือ ในทางที่อาจทาให้องค์กรได้รับความเสียหาย (2) ปฏิบัติตามหน้าที่ ความรับ ผิดชอบตามสัญญาต่าง ๆ ที่ ได้ให้ไว้ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมาและเป็นธรรม (3) ไม่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ต่าง ๆ สร้างผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือ ก่อให้เกิดความเสียหายหรือความไม่เป็นธรรมต่อผู้อื่นและองค์กร (4) เคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น ไม่นาผลงานของผู้อื่นแม้เพียง บางส่วนไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือให้ค่าตอบแทนแก่เจ้าของงานเสียก่อน สาหรับผู้เขียนเห็นว่าสัมพันธภาพในองค์กรมีส่วนในการสร้างผลกระทบโดยตรงต่อ องค์กรในประเด็นการสร้างความจงรักภักดีต่อองค์กร ความซื่อสัตย์สุจริตในการทางาน การให้ความ เคารพในสิทธิของผู้อื่นรวมไปถึงทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังได้ 8.3) ข้อพึงปฏิบัติเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม (1) ใช้ พ ลั ง งานและทรั พ ยากรทางธรรมชาติ ที่ มี อ ยู่ อ ย่ า งประหยั ด และมี ประสิทธิภาพสูงสุด (2) ละเว้นจากการประกอบการใด ๆ อันเป็นการทาลายทรัพยากรทางธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม (3) หาทางปรับปรุง สภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นและพยายามใช้ทรัพยากรที่จะนา กลับมาใช้ได้อีก สาหรับข้อพึงปฏิบัติเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมผู้เขียนเห็นว่ามีส่วนในการช่วยสร้างและ รักษาสภาพแวดล้อมทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาก็ตาม การประพฤติปฏิบัติตามแนวทางข้างต้นของ นักการตลาดมีส่วนช่วยสร้างจิตสานึกในการรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้ถูกทาลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน 9) จรรยาบรรณวิชาชีพนักบัญชี พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ได้กาหนดหมวด 7 จรรยาบรรณผู้ประกอบ วิชาชีพบัญชีเพื่อเป็นกรอบให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีหรือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชีถือ ปฏิบัติซึ่งจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่ออกเป็นข้อบัง คับสภาวิชาชีพบัญชี (ฉบับที่ 19) เรื่องจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2553 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่ อ
3-19 วันที่ 3 พฤศจิก ายน 2553 ซึ่ง ข้อ บัง คับจรรยาบรรณของผู้ป ระกอบวิชาชีพบัญชีฉบับนี้ได้กาหนด หลักการพื้นฐาน (Fundamental Principles) ที่สอดคล้องกับ Code of Ethics ของ International Federation of Accountants (IFAC) และเป็นไปตามกรอบจรรยาบรรณ ของผู้ป ระกอบวิชาชีพ บัญ ชีของพระราชบัญ ญัติวิชาชีพ บัญชี พ.ศ. 2547 มี ข้อก าหนดที่ ส อดคล้องกับ ประเพณีนิยมและ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของประเทศไทย ทั้งนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีด้านการท า บัญชี ด้านการสอบบัญชี ด้านการบัญชีบริหาร ด้านการวางระบบบัญชี ด้านการบัญชีภาษีอากร ด้าน การศึกษาและเทคโนโลยีการบัญชีและการบริการเกี่ยวกับการบัญชีด้านอื่นตามที่กระทรวงกาหนดให้ เป็นวิชาชีพรวมทั้งผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชีและให้หมายรวมถึงหัวหน้าคณะบุคคลหรือ หัวหน้าสานักงานหรือผู้มีอานาจกระทาการแทนนิติบุคคลตามมาตรา 11 ด้วย ทั้งนี้ ความเสื่อมเสีย เกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพบัญชี สุมินทร เบ้าธรรม และดวงฤดี อู๋ (2559) ให้หมายความว่า การกระทา การใด ๆ ที่เป็นเหตุให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องได้โทษการประพฤติจรรยาบรรณตามมาตรา 49 โดยมีลักษณะการกระทาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ลงลายมื อ ชื่ อ แสดงความคิ ด เห็ น ในการสอบบั ญ ชี โ ดยมิ ไ ด้ ป ฏิ บั ติ ง าน ตรวจสอบใด ๆ หรือควบคุมการสอบบัญชีตามมาตรฐานการสอบบัญชี (2) มี พ ฤติก รรมรับ จ้างลงลายชื่อหรือยอมให้ใช้ชื่อทั้ ง ที่ ไม่ ได้ป ฏิบัติงานตาม มาตรฐานการสอบบัญชีหรือมาตรฐานการสอบบัญชี (3) แสดงความคิดเห็นต่องบการเงินที่ นาส่ง หน่วยราชการหลายแห่ง โดยงบ การเงินแต่ละชุดแสดงข้อมูลต่างกันโดยไม่มีเหตุผลสมควร (4) แจ้งข้อความหรือจัดทารวมถึงการใช้พยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือรู้อยู่ว่า เป็นพยานหลักฐานอันเป็นเท็จการเสียไม่ว่าจะทาเป็นบุคคลใดก็ตามในการประกอบอาชีพบัญชี (5) แนะนาให้ผู้รับบริการเสียภาษีอากรไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยทุจริตหรือมี เจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร (6) มี พ ฤติก รรมอื่น ๆ ตามที่ คณะกรรมการสภาวิ ชาชีพบัญ ชีก าหนดว่าเป็น พฤติกรรมอันนามาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพบัญชี (7) เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพจากหน่วยราชการหรือ สถาบันวิชาชีพที่ควบคุมหรือกากับดู แล เนื่องจากพฤติกรรมผิดจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิ ชาชีพ บัญชีในสาระสาคัญ (8) ให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติใด ๆ ให้ความหมาย รวมถึงการกระทาของบุคคลอื่นซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีรับรู้หรือผู้ประกอบวิชาชีพบัญชียินยอมให้ อ้างชื่อ (สุมินทร เบ้าธรรม และดวงฤดี อู๋, 2559) ในการปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติใด ๆ ซึ่งจะทาให้เกิดการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ข้อบังคับนี้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเป็นผู้รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัง คับนี้ (สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมถ์, 2553) หมวด 1 บททั่ วไป กล่าวถึง จรรยาบรรณของผู้ ประกอบวิชาชีพบัญ ชีนอกจากที่ กาหนดไว้ในข้อบังคับนี้ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ในกรณีที่มีปัญหาการ
3-20 ตีความเกี่ยวกับกรปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีเป็นผู้วินิจฉัยและถือว่าคา วินิจฉัยคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีเป็นที่สุด หมวด 2 ความโปร่งใส ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตผู้ ประกอบวิชาชีพต้องปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ต้องใช้ดุลยพินิจและปฏิบัติงานอย่างอิสระภายใต้ กรอบวิชาชีพบัญชี ต้องปฏิบัติงานด้วยความยุติธรรม ซึ่งตรงต่อวิชาชีพและต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใน งานที่ตนประกอบวิชาชีพนอกจากค่าตอบแทนที่ได้รับจากการประกอบวิชาชีพนั้นทั้งนี้ ต้องปฏิบัติงาน อย่างตรงไปตรงมา จริงใจ ซื่อตรงต่อวิชาชีพ ไม่คดโกงและไม่หลอกลวง หมวด 3 ความรู้ ความสามารถและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ผู้ประกอบวิชาชีพ บั ญ ชี ต้ อ งใช้ ค วามรู้ ต ามมาตรฐานวิ ช าชี พ วิ ธี ป ฏิ บั ติ กฎหมายที่ เ กี่ ย วข้ อ ง ความช านาญและ ประสบการณ์ทางวิชาชีพด้วยความมีสติ เอาใจใส่อย่างเต็มความสามารถและระมัดระวังรอบคอบและ ต้องประกอบวิชาชีพให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง หมวด 4 การรักษาความลับ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องไม่นาข้อมู ลที่เป็นความลับ องค์กรที่ตนได้มาจากการปฏิบัติงานวิชาชีพและความสัมพันธ์ในทางธุรกิจ รวมทั้งความลับขององค์กร ที่ตนสังกัดไปเปิดเผยต่อบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากองค์กร เว้นแต่ ในกรณีที่เป็นการเปิดเผยตามสิทธิหรือหน้าที่ที่กาหนดไว้ในกฎหมายหรือในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ บัญชี หมวด 5 ความรั บ ผิ ด ชอบต่ อ ผู้ รั บ บริก าร ผู้ ป ระกอบวิ ช าชี พ บั ญ ชี ต้ อ งมี ค วาม รับผิดชอบตามกรอบวิชาชีพบัญชีต่อผู้รับบริการ ต้องปฏิบัติงานตามกรอบวิชาชีพบัญชีเพื่อให้เ กิ ด ความน่าเชื่อถือและมีประโยชน์ต่อผู้รับบริการ หมวด 6 ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน บุคคลหรือนิติบุคคลที่ผู้ประกอบ วิชาชีพปฏิบัติหน้าที่ให้ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องปฏิบัติตามจริยธรรมทางธุรกิจขององค์กรที่ ตน สังกัด ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อุทิศตน ทุ่มเทดูแลทรัพย์สินขององค์กรที่ตนสังกัดทั้งนี้ ต้องไม่กระทาการใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการดาเนินการขององค์กรที่ตนสังกัดต้องใช้ วิจารณญาณอย่างรอบคอบ มีเหตุผลในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อองค์ กรที่ตนสังกัด รวมถึงนายจ้าง (ผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน เจ้าของ ) ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี หมวด 7 ความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพและจรรยาบรรณทั่วไป ผู้ประกอบ วิชาชีพบัญชีต้องไม่แยกงานวิชาชีพบัญชีจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านเดียวกันรายอื่น ต้องไม่ปฏิบัติงาน ทางวิชาชีพเกินกว่าที่รับมอบหมายจากผู้ประกอบวิชาชีพรายอื่น ต้องไม่ให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิ น หรือประโยชน์ใด ๆ เพื่อเป็นการจูงใจให้บุคคลอื่นแนะนาหรือจัดหางานวิชาชีพบัญชีมาให้ตน ต้องไม่ เรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์จากบุคคลใด สานึกในหน้าที่และไม่ปฏิบัติตนในลักษณะที่ทาให้เกิดความ เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพบัญชี ส าหรับ ผู้ส อบบัญ ชีรับ อนุญ าต (Certified Public Accountant) หรือที่ เ รียกกั น ทั่วไปว่า CPA เป็นบุคคลในวิชาชีพอิสระที่ต้องดารงด้วยจริยธรรม ยึดถือจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพตาม พระราชบัญญัติการบัญชีเช่นเดียวกับผู้ทาบัญชีได้รับอนุญาตในการก้าวเข้ามามีบทบาทสาคัญในการ ตรวจสอบบัญชีและให้บริการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับงานด้านบัญชีเพื่อก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อ กระบวนการจัดทาบัญชีว่าได้จัดทาถูก ต้องสมบูรณ์เพียงใด โดยผู้สอบบัญชีอนุญาตมีหน้าที่ในการ
3-21 ตรวจสอบสารสนเทศทางการเงินโดยการรวบรวมหลักฐานการสอบบัญชีเพื่อแสดงความเห็นว่าถูกต้อง ตามที่ควรในสาระสาคัญตามหลักการบัญชีหรือไม่ ดังนั้นในการทางานจึงต้องมีกระบวนการวางแผน งานสอบบัญชีอย่างเป็นระบบเพื่อให้งานตรวจสอบมีประสิทธิภาพ หากจัดการวางแผนสอบบัญชีไม่ รัดกุมอาจทาให้เกิดความผิดพลาดในการแสดงความคิดเห็นหรือการจัดทางบประมาณ (Budgets Preparation)ได้ พระราชบัญญัติผู้สอบบัญชีได้กาหนดมรรยาทผู้สอบบัญชีไว้ 5 หมวด ดังนี้ หมวด 1 ความเป็นอิส ระ ความเที่ ยงธรรมและความซื่อสัตย์สุจ ริต ผู้ส อบบัญ ชี สามารถวางแผนตรวจสอบและใช้วิธีการตรวจสอบต่าง ๆ เพื่อให้ได้หลักฐานที่เพียงพอตลอดจนแสดง ความเห็นในรายงานการตรวจสอบบัญชีโดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลใด ๆ ความเป็นอิสระนี้จะต้องเป็นที่ ประจักษ์ต่อบุคลทั่วไปด้วยว่าผู้สอบบัญชีไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการที่ตนสอบบัญชีเพื่อให้ผลงาน ผู้สอบบัญชีเป็นที่เชื่อถือได้และเป็นประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร เจ้าหนี้ นักลงทุนและผู้อื่นที่ใช้งบ การเงิน หมวด 2 ความรู้ความสามารถและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ผู้สอบบัญชีต้องใช้ ความรู้ความสามารถ และความชานาญงานในวิชาชีพเป็นพิเ ศษเพื่อที่ จ ะปฏิบัติห น้าที่ ได้อย่างมี ประสิทธิผลและประสิทธิภาพซึ่งจะทาให้ผลงานของผู้สอบบัญชีเป็นที่น่าเชื่อถือได้การที่จะปฏิบัติงาน ด้วยความระมั ดระวังและรอบคอบผู้สอบบัญชีต้องวางแผนและควบคุมงานสอบบัญชีจนสามารถ รวบรวมหลักฐานการตรวจสอบให้เป็นที่เพียงพอแก่การแสดงความคิดเห็นในรายงานการสอบบัญชี โดยปราศจากการคาดคะเนรายการใด ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นของกิจการที่ตนรับสอบบัญชี เว้นแต่เป็นการ ประมาณทางการบัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป ตลอดจนจะต้องจัดทารายงานการสอบบัญชี เพื่อแสดงว่างบการเงินถูกต้องตามที่ควรตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปหรือไม่เพียงใดจากหลักฐาน ที่ได้จากการตรวจสอบ หมวด 3 มรรยาทต่อลูกค้า ผู้สอบบัญชีพึงให้บริการแก่ลูกค้ าโดยสานึกในหลักการ และมารยาทแห่งวิชาชีพ ในการนี้ผู้สอบบัญชีจะต้องปฏิบัติงานด้วยความรู้ ความสามารถและตาม มาตรฐานการปฏิบัติงานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพและจะต้องไม่ละทิ้งงานที่รับตรวจสอบโดยไม่มีเหตุผล อันสมควรในการปฏิบัติง านสอบบัญ ชีผู้ส อบบัญชีอาจล่วงรู้ห รือได้ม าซึ่งข้อมู ลใด ๆ ที่ พึง ถือเป็ น ความลับของกิจการที่ตนตรวจสอบ ผู้สอบบัญชีต้องนาข้อมูลนั้นไปเปิดเผย ทั้งนี้ รวมถึงการผู้สอบ บัญชี ผู้ร่วมสานักงานหรือผู้ช่วยสอบบัญชีจะต้องไม่นาข้อมูลที่ได้มาในระหว่างการปฏิบัติงานสอบ บัญชีไปใช้หรือเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าได้ใช้ประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก เว้นแต่กรณีที่ได้รับการยินยอมจากลูกค้าหรือกรณีที่ต้องให้ถ้อยคาในฐานะพยานตามกฎหมาย รวมทั้ง กรณีที่เป็นการเรียกตรวจสอบโดยหน่วยงานราชการเพื่อประโยชน์ในการควบคุม และส่งเสริมการ ประกอบวิชาชีพสอบบัญชีจึงจะเปิดเผยได้ หมวด 4 มรรยาทต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ ผู้สอบบัญชีควรให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพสอบบัญ ชีและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ประกอบวิช าชีพ เดียวกั น ในกรณีที่ ได้รับ มอบหมายให้ทางานโดยผู้สอบบัญชีอื่นผู้สอบบัญชีจะต้องไม่ ทางานเกิน ขอบเขตที่ตนได้รับมอบหมาย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้สอบบัญชีที่มอบหมายนั้นก่อนและจะต้อง ไม่กระทาการใด ๆ อันเป็นการแย่งงานหรือแย่งผู้ช่วยผู้สอบบัญชีจากผู้สอบบัญชีอื่น
3-22 หมวด 5 มารยาททั่วไป วิชาชีพสอบบัญชีเป็นวิชาชีพอิสระที่มีเกียรติ ผลงานของ ผู้สอบบัญชีเป็นที่น่าเชื่อถือของบุคคลหลายฝ่ายรวมทั้งสาธารณชน ผู้สอบบัญชีจึงต้องปฏิบัติตนเพื่อ รักษาจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาและส่งเสริมเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพและพึง บาเพ็ญประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม 10) จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน (1) พึงตระหนักในความรับผิดชอบต่อทุกเรื่องที่อ อกทางสื่อมวลชนเสนอข่าวอย่าง ถูกต้องเชื่อถือได้ (2) พึงเสนอข่าวตามที่มีหลักฐานถ้าหากภายหลังพบว่าผิดพลาดพึงแก้ข่าวด้วยความ รับผิดชอบ (3) พึงเสนอความรู้รอบตัวที่มีคุณประโยชน์ต่อคนจานวนมากทั้งนี้โดยพิจ ารณาจาก เหตุผลมิใช่อนุโลมตามความต้องการของมวลชนแต่เพียงผู้ เดียวไม่สร้างกระแสข่าวที่ไม่เหมาะสมกับ ความมั่นคงของประเทศ (4) พึงเสนอความบันเทิงที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยถ้าจาเป็นแยกประเภทของผู้ชม (5) พึ ง สนองเป้าหมายของสัง คมไทยโดยสนับ สนุนการธารงชาติศาสนาสถาบัน กษัตริย์และระบอบประชาธิปไตย (6) พึงสุจริตต่อหน้าที่โดยไม่ยอมรับอามิสสินจ้างให้บิดเบือนเจตนารมณ์ของตนเอง (7) พึงงดเว้นอบายมุขต่าง ๆอันจะนาไปสู่การเสียอิสรภาพในการประกอบอาชีพด้าน นี้ (8) พึงงดเว้นการใช้สื่อมวลชนเพื่อการกลั่นแกล้งหรือแก้แค้น (9) ไม่พึงให้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือของผู้ใช้ผู้หนึ่งที่มีเป้าหมายมิชอบ (10) พึงส่งเสริมให้อานาจทุกฝ่ายตามรัฐธรรมนูญมีเสถียรภาพในการปฎิบัติหน้าที่ ของตนตามกฎหมาย (11) พึงถือว่าเกียรติและบุคลิกภาพของตนอยู่เหนือสิ่งใดทั้งหมด (12) พึงกล้าชี้อันตรายของสังคมด้วยความบริสุทธิ์ใจ 11) จรรยาบรรณวิชาชีพนักประชาสัมพันธ์ (1) ซื่อสัตย์จริงใจยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งวิชาชีพตน (2) เสียสละอดทนเพื่อรักษามาตรฐานและพัฒนาการแห่งวิชาชีพอย่างสมศักดิ์ศรี (3) ศรัทธาในหน้าที่และมีทัศนคติที่ดีต่อองค์การ (4) สามัคคีเอื้ออาทรและเกื้อกูลระหว่างผู้ร่วมวิชาชีพเดียวกัน (5) ให้ความสาคัญในการรักษาความลับและเคารพสิทธิส่วนบุคคล (6) คานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนและรับผิดชอบต่อสังคมเป็นนิจ (7) นาเสนอเนื้อหาอย่างสุจริตใจและรักษาวัฒนธรรมในการใช้ภาษา (8) เคารพรักษากฎระเบียบและบรรทัดฐานของสังคมไทย (9) ใช้ปิยวาจามีมนุษยสัมพันธ์และบุคลิกภาพที่ดี 12) จรรยาบรรณวิชาชีพนักวิจัย (1) นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการเเละการจัดการ
3-23 (2) นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทาวิจัยตามข้อตกลงที่ทาไว้กับหน่วยงาน ที่สนับสนุนงานวิจัยและต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด (3) นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทาวิจัย (4) นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มี ชี วิ ต ด าเนิ น การด้ ว ยความรอบคอบเที่ ย งตรงมี จิ ต ส านึ ก อนุ รั ก ษ์ ศิ ล ปวั ฒ นธรรมทรั พ ยากรและ สิ่งแวดล้อม (5) นัก วิจัยต้อ งเคารพศักดิ์ ศรีและสิท ธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวจัยไม่ คานึงถึงผลประโยชน์จนขาดความเคารพในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ (6) นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทาวิจัย (7) นักวิจัยพึงนาผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ (8) นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น (9) นั ก วิ จั ย พึ ง มี ค วามรั บ ผิ ด ชอบต่ อ สั ง คมทุ ก ระดั บ มี จิ ต ส านึ ก ที่ จ ะอุ ทิ ศ กาลังสติปัญญาในการทาวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการเพื่อความเจริญและประโยชน์สุข ของ สังคมและมวลมนุษยชาติ จากที่ได้กล่าวเกี่ยวกับจรรยาบรรณแต่ละวิชาชีพข้างต้น พบว่า ไม่ว่าจะเป็นจรรยาบรรณ วิชาชีพใดก็แล้ว หวังให้ผู้ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ พึงประพฤติปฏิบัติภายใต้คุณธรรม จริยธรรม ความ ซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ เพียงแต่ละวิชาชีพได้กาหนดไว้ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น มารยาท ข้อบังคับ กฎกระทรวง กฎหมาย และจรรยาบรรณ แต่ทั้งหมดนั้นมีความหมายสู่การปฏิบัติเดียวกัน กรณีศึกษา เรื่อง จรรยาบรรณของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต นางสาวบัวสวรรค์ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ตรวจสอบบัญชี บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง พบว่าในระหว่างการตรวจสอบนั้น บริษัทมี คดีความที่กาลังอยู่ในขั้นรอคาพิพากษาจากศาล ซึ่งหาก บริ ษั ท แพ้ ค ดี บริ ษั ท จะต้ อ งชดใช้ เ งิน เป็น จ านวนเงิน 120 ล้ า นบาท ซึ่ ง อาจมี ผ ลกระทบต่อการ ดาเนินงานของบริษัท แต่นางสาวบัวสวรรค์ไม่ได้เปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินทั้ง ๆ ที่ ศาลพิพากษาคดีแล้วเสร็จในระหว่างที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบเสร็จ และเตรียมออกรายงานผู้สอบบัญชี รับอนุญาต ซึ่งตามาตรฐานการสอบบัญชีผู้สอบบัญชีควรจะขยายขอบเขตการตรวจสอบออกไปเพื่อ ตรวจสอบรายการฟ้องร้องดังกล่าว และทาการปรับปรุงหรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ถูกต้อง หลังจาก ที่ นางสาวบัวสวรรค์อ อกรายงานไปแล้ว บริ ษัท วริศ จ ากั ด ได้ตัดสินใจซื้อหุ้นของบริษัท เงินทุน หลักทรัพย์ดังกล่าว โดยใช้รายงานของนางสาวบัวสวรรค์ประกอบการตัดสินใจ และภายหลังจากซื้อ หุ้นหนึ่งเดือน บริษัท วริศ จากัด ทราบว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ตนซื้อหุ้นไปอาจจะต้องปิดกิจการ เนื่องจากมภาระหนี้สินเป็นจานวนเงินมาก บริษัท วริศ จากัด จึงฟ้องร้องนางสาวบัวสวรรค์ ในฐานะที่ ตนได้รับความเสียหายจากการใช้รายงานของนางสาวบัวสวรรค์
3-24 คาถาม : 1) ให้อ ธิบ ายว่านางสาวบัวสวรรค์ในฐานะผู้สอบบัญชีทาผิดจรรยาบรรณของผู้สอบ บัญชีในเรื่องใดบ้าง และท่านคิดว่า นางสาวบัวสวรรค์ จะปลดเปลื้องความรับผิดชอบได้หรือไม่อย่างไร ที่มา: http://www.bablog.mju.ac.th/Patcharin/wpcontent/uploads/2011/06/CaseEthic1.pdf กรณีศึกษา เรื่อง เหตุการณ์ล้อมจับ ดร.วันชัย ผู้ต้องหาฆ่า 2 อาจารย์ ม.ราชภัฎพระนคร จากการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่าง Facebook Live ซึ่งเป็นการรายงานสด เมื่อ วันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ในการล้อมจับ ดร.วันชัย ดนัยตโมนุท ผู้ต้องหาฆ่าอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระ นคร 2 ราย โดยเหตุก ารณ์ล้อมจับในครั้งนี้ เกิ ดขึ้นที่ โ รงแรมสุภาพ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ผู้สื่อข่าวหลายแขนงต่างให้ความสนใจ และใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการรายงานข่าว อย่างรวดเร็ว หนึ่ง ในนั้นคือ Facebook Live ซึ่งเป็นการรายงานสด โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือ รถอุปกรณ์ถ่ายทอดสด ให้ ยุ่ ง ยาก เมื่ อ กด Live ภาพเคลื่ อ นไหวสถานการณ์ ส ดก็ ไ ด้ เ ริ่ ม ขึ้ น ทั้ ง ยั ง ออกอากาศไปยั ง สถานีโทรทัศน์โดยตรง และยังปรากฏบนหน้า เว็บข่าวหรือ แฟนเพจข่าวต่างๆ ทาให้ผู้รับสารสามารถ ติดตามเหตุการณ์การล้อมจับในครั้งนี้ในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด นับว่าเป็น เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้า มาสนับสนุนให้การรายงานข่าวเกิดความรวดเร็ว และสดใหม่มากยิ่งขึ้น
ภาพที่ 3.1: ภาพเหตุการณ์ขณะล้อมจับ ที่มา: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1463662157 จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีการตั้งคาถามว่า สังคมได้อะไรจากการที่สื่อมวลชน ถ่ายทอดสด เหตุก ารณ์นี้ผ่านทาง Facebook Live เมื่ อ วิเ คราะห์ถึงผลกระทบ พบว่า แม้ ก ารถ่ายทอดสด จะ ก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วก็ตาม แต่ในทางกลับกัน กลับควบคุมยากในการที่จะเผยแพร่ภาพ ไม่ให้ เกิดผลกระทบต่อผู้รับสาร มีความยาก ในการที่จ ะเซ็นเซอร์พฤติกรรมที่ไม่สมควรจะนาเสนอ ภาพ เช่น การใช้ปืนจ่อศีรษะ และถือ ปืนนั้น เป็นภาพที่สะเทือนใจยิ่งนัก ทั้ ง ต่อสาธารณชน และคนใน
3-25 ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเอง ทั้งนี้ภาพดังกล่าว อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้จากการ เสพข่าว ในครั้งนี้อีกด้วย คาถาม : 1) ให้อธิบายว่าสื่อมวลชนมีเสรีภาพในการที่จะนาเสนอข่าวสารข้อเท็จจริง ไม่ว่าเรื่อง ใดๆ ก็ ตาม แต่ในการนาเสนอข่าวนั้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะ มี ก ารละเมิด จรรยาบรรณสื่อมวลชน และทาให้พบปัญหาการนาเสนอข่าวทางสื่อออนไลน์อย่างไรบ้าง ที่มา: https://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1463662157
3.2 ความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ จรรยาบรรณเปรียบเสมือนกรอบการดาเนินชีวิตในวิชาชีพที่ผู้นั้นพึงยึดถือปฏิบัติจรรยาบรรณ แห่งวิชาชีพทุกสาขามีจุดประสงค์ร่วมกันคือ มุ่งความเจริญ ความมั่นคงของผู้ปฏิบัติงาน และความ เจริญก้าวหน้าของวิชาชีพ เมื่อปฏิบัติตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตนอย่างเคร่งครัดและสม่าเสมอ จะนามาซึ่งความเจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพ รวมทั้งช่วยยกระดับวิชาชีพ ของตนให้มีเกียรติสูงส่งเป็นที่ยอมรับของบุคคลในสังคมทุกระดับชั้น 3.2.1 ที่มาของความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ สมคิด บางโม (2558) กล่าวถึงที่มาของปัญหาขององค์กรวิชาชีพที่มักพบ คือ การตั้ง บุคลากรเข้าไปเป็นกรรมการองค์กรวิชาชีพได้บุคคลที่ไม่เหมาะสม ผู้เป็นกรรมการมักเข้าไปเป็น เพื่อ แสวงหาผลประโยชน์มากกว่าสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ วิชาชีพ องค์กรวิชาชีพมักดาเนินการไป ในทางพิทักษ์ผลประโยชน์ของคนอาชีพเดียวกันมากกว่าผลประโยชน์ของสังคมและไม่ สู้ให้ความสนใจ ในด้านการพัฒนาวิชาชีพ เนื่องจากจรรยาบรรณเป็นเพียงข้อกาหนดความประพฤติที่ ควรปฏิบัติ ไม่ใช่ระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมาย ไม่มีบทลงโทษเมื่อสมาชิกไม่ปฏิบัติตามจึงเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นดังนี้ 1) การผิดจรรยาบรรณที่เกิดเป็นประจาจนบางครั้งมีความรู้สึกว่าไม่ใช่ความผิด 2) การผิดจรรยาบรรณของพนักงานมักถูกกดดันจากผู้บริหาร เพื่อให้ตนเองและ องค์กรได้ประโยชน์ 3) การผิดจรรยาบรรณมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ขององค์กรและส่วนตัว 4) การระบุว่าผิดหรือถูก จรรยาบรรณไม่มี เส้นขีดแบ่งหรือกาหนดไว้อย่างชัดเจน การรับ ผลประโยชน์ใด ๆ นอกเหนือจากสิท ธิที่ตัวเองควรได้ถือว่าเป็นการผิดจรรยาบรรณทั้งสิ้น โดยทั่วไป การรับผลประโยชน์จากคนอื่น ผู้รับจะต้องรู้ว่าไม่ผิดจึงจะควรรับ แต่ถ้ารับแล้วรู้สึกว่าผิด นั่นแสดงว่าผิดจรรยาบรรณ เหตุผลข้ออ้างของผู้กระทาผิดจรรยาบรรณ มีต่าง ๆ กัน เช่น - ไม่ผิดกฎหมาย - ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคน - ไม่มีใครรู้ว่าทาผิดจรรยาบรรณ - องค์กรมักจะปกป้องหรือคุ้มครองว่าบุคคลนั้นมีความจงรักภักดีต่อองค์กร
3-26 3.2.2 พฤติกรรมการละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพ ลอรา แนช (Laura Nash, 1990) ได้ร วบรวมพฤติก รรมการละเมิดจรรยาบรรณและ จริยธรรมที่เกิดขึ้นในวงการธุรกิจไว้สรุปดังนี้ 1) การประกอบธุ ร กิ จ ด้ ว ยความโลภ มุ่ ง แต่ ก าไรเป็ น ส าคั ญ ไม่ ค านึ ง ถึ ง ความ เดือดร้อนของผู้อื่น 2) ปกปิดหรือรายงานการดาเนินงานที่เป็นเท็จ เช่น การตกแต่งบัญชีจากกาไรน้อย เป็นกาไรมาก เพื่อราคาหุ้นจะได้สูงขึ้น เป็นต้น 3) โฆษณาเป็นเท็จเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าและบริการ 4) ไม่ทาตามสัญญาหรือข้อตกลงที่ได้เจรจากันไว้ 5) ผลิตสินค้าหรือ บริก ารที่ มี คุณภาพต่าหรือมี ผ ลกระทบต่อผู้บริโ ภค หรือสร้าง มลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม 6) บังคับพนักงานให้ปฏิบัติตามคาสั่งของผู้มีอานาจแม้คาสั่งนั้นจะผิดจรรยาบรรณ หรือจริยธรรม 7) กาหนดราคาหรือสินค้าสูงเกินไปไม่เป็นธรรม 8) กดขี่ไม่ให้สิทธิพื้นฐานแก่พนักงาน ได้แก่ เสรีภาพในการพูด ความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล การแสดงความคิดเห็น เป็นต้น 9) เอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง เอาเปรียบค่าจ้างแรงงาน 10) ไม่ ยอมรับ ผิดชอบต่อความเสียหายที่เ กิดขึ้นต่อลูกจ้างหรือบุคคลอื่น ทั้งโดย เจตนาและไม่เจตนา ทั้งที่เป็นกิจการของบริษัท 3.2.3 ปัญหาของจรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ จรรยาบรรณวิชาชีพนั้น ใช้สาหรับควบคุมความประพฤติและมีไว้เพื่อเป็นเเนวทางให้ผู้ ประกอบวิชาชีพนั้นยึดถือปฏิบัติอย่างถูกต้องเพื่อให้เป็นที่ยอมรับเเละยกย่องของสังคมเเละเพื่อรักษา เเละผดุงไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่ง วิชาชีพของตนหากผู้ประกอบวิชาชีพละเลยหรือประพ ฤติ ปฏิบัติผิดต่อข้อบัญญัติแห่งจรรยาบรรณของวิชาชีพเเล้วจะทาให้เกิดปัญหาเเก่ตนเองและสังคมขาด ความเชื่อถือไว้วางใจไม่เป็นที่ยกย่องไม่มีเกียรติยศศักดิ์ศรีอีกต่อไปในบางอาชีพจะต้องมีการปฏิญาณ เพื่ออุทิศตนเพื่ออาชีพนั้นจะทาให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้ปฏิบัติตนอย่างถูกต้องมีเกียรติยศและศักดิ์ศรี (เนตร์พัณณา ยาวิราช, 2552) มีนักวิชาการหลายท่านอธิบายความเสื่อมหรือปัญหาของจรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ ไว้ ดังนี้ 1) ปัญหาของจรรยาบรรณข้าราชการ (เนตร์พัณณา ยาวิราช, 2552) ปัญหาจริยธรรมของข้าราชการในอาชีพการรับราชการได้แก่ การคอร์รัปชั่นและการ รับสินบนการให้สินบน (Bribery) แก่ข้าราชการในรูปของการจ่ายเป็นเงินเป็นสินทรัพย์หรือเป็นสิทธิ ประโยชน์อื่นใดให้เเก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอานาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการที่จะงดเว้นการ กระทาต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดการเลือกปฎิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือเรียกว่า การให้ ซองขาว (whitemail bribes) ซึ่งคนทั่วไปจะตีความหมายว่าเป็นเงินในประเทศไทยยังมีการใช้คาว่า
3-27 เงินใต้โต๊ะด้วยสาหรับการทุจริตของผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง (Corruption) นอกจากจะหมายถึงการกระทา ของเจ้าหน้าที่ที่รับสินบนแล้วยังรวมถึงการทุจริตหรือเเสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของส่วนกลาง เช่นทรัพย์สินของประเทศหรือของหน่วยงานไปเป็นของตนโดยมิชอบการให้สินบนและการทุจริตนั้น พบทั้งในประเทศที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจเเละประเทศด้อยพัฒนาที่ยากจน การให้สินบนมีได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเช่นการให้เงินสินบนเจ้าหน้าที่เพื่ออานวยความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ ให้กับกิจการทาให้เกิดความได้เปรียบกิจการอื่นที่ไม่ได้ให้เป็นการจ่ายเงินเพื่อกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ ของ รัฐปฏิบัติง านให้เ ร็ว ขึ้น เพื่ อ ความสะดวกในการติดต่อเรื่ องต่าง ๆ ที่ กิ จ การได้ป ฎิบัติถูก ต้องตาม กฏหมายอยู่แล้วจัดเป็นประเภทการหยอดน้ามันหล่อลื่น (lubrication bribes) หรือนักการเมืองที่มี อานาจในการออกกฎหมายหรือกาหนดมาตราการและนโยบายของประเทศในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการ ดาเนินธุรกิจของตนนอกจากนี้การให้สินบนยังทาให้ปรากฎลักษณะของความร่ารวยผิดปกติใ นตัว บุคคลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การให้สินบนอีกรูปแบบหนึ่งคือการให้ของขวัญนักธุรกิจมักจะมีการมอบของขวัญให้แก่ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนในการอานวยประโยชน์แก่กิจการของตนแม้ว่าการมอบของขวัญอาจเป็น ธรรมเนียมที่ พึ ง ปฎิบัติในบางสัง คมโดยเฉพาะสัง คมไทยแต่ท าอย่างไรจึง จะแยกออกว่าอะไรคือ ของขวัญตามธรรมเนียมประเพณีหรือ เป็นการให้สินบนในรูปของของขวัญปัจจัยนี้สามารถพิจารณา ได้จากมูลค่าของของขวัญที่สูงผิดปกติจากประเพณีนิยมที่ทากันในหมู่คนทั่วไปมู ลค่าของของขวัญที่ เจ้าหน้าที่รัฐได้รับจะมีผลให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องกระทาเพื่อตอบแทนผู้ให้หรือไม่หากมูลค่ามีราคาสูงผิด จากที่พึงจะเป็นและผู้รับสามารถมีส่วนร่วมในการตอบแทนย่อมจะถือได้ว่าเป็นการให้สินบนทั้งสิ้น และเป็นการกระทาที่ไร้จริยธรรมทั้งสิ้น สาเหตุของการคอร์รัปชั่นในวงราชการพบว่ามีสาเหตุดังนี้ 1) มีการทาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องโดยขาดศีลธรรม 2) สื่อให้ความสนใจและมีการนาเสนอต่อสาธารณชนมากขึ้น 3) ปัจจุบันมีโครงการต่าง ๆเกิดขึ้นมากซึ่งอาจเป็นช่องทางในการคอร์รัปชั่นได้ 4) ขาดการตรวจสอบและการปราบปรามอย่างจริงจัง 5) ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลในขั้นตอนการทางานขาดความโปร่งใส 6) ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว/ความอยากได้อยากมี 7) ขาดจริยธรรม/ขาดจิตสานึกที่ดีในการปฎิบัติงาน 8) เรื่องของผลประโยชน์ที่เกื้อหนุนกันทางธุรกิจ 9) ขาดการตรวจสอบที่ดึงความบกพร่องของหน่วยงานในการตรวจสอบ 10) กฎหมายมีช่องว่างมากเกินไป/กฎหมายไม่เคร่งครัด 2) ปัญหาของจรรยาบรรณในวิชาชีพแพทย์ ปัญหาเกี่ยวกับจริยธรรมในวิชาชีพแพทย์ในปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับค่าตอบแทน และสินบนปัจจุบันมีการแบ่งแพทย์ออกเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในปัจจุบันอาจมีการหยิบยื่น ค่าตอบแทนพิเศษให้หรือปัจจุบันมีค่าตรวจรักษาที่แพงมากเนื่องจากเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยี ทางการแพทย์ที่มีราคาสูงทาให้ต้นทุนในการตรวจรักษามีราคาแพง
3-28 ปัญ หาเกี่ ยวกั บ ผู้ป่วยและการให้ความยินยอมเป็นสิท ธิของผู้ป่วยในฐานะที่เป็น มนุษย์มีสิทธิที่จะรู้และได้รับการอธิบายให้เข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับโรคที่ตนเองเป็นอยู่และแนวทาง รักษามีสิทธิที่จะรักษาความลับเรื่องการเจ็บป่วยของตนเองแพทย์ไม่ควรเปิดเผยต่อผู้อื่นผู้ป่วยมีสิทธิ เลือกวิธีการรักษาที่ตนเองพอใจปัจจุบันแพทย์จะให้ผู้ป่วยเซ็นใบยินยอมหากเกิดอันตรายจากการ รักษาด้วยวิธีนั้น ปัญหาการทดลองในมนุษย์เป็นปัญหาที่ต้องผ่านการพิจารณาด้านความยินยอมของ ผู้รับการทดลองด้วยความสมัครใจการทดลองนั้นต้องไม่ทาให้เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงแก่ผู้ถูก ทดลอง ปัญหาเกี่ยวกับโรคเอดส์เป็นโรคที่สังคมรังเกียจการเลือกปฎิบัติต่อคนไข้โรคเอดส์มี การปฎิเสธการรักษาไม่เอาใจใส่คนไข้นับเป็นการกระทาที่ผิดจริยธรรมในการทาร้ายจิตใจและกาลังใจ ของคนไข้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อเอดส์ ปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ เช่น การฝากตัวอ่อนการปฏิสนธินอกครรภ์ มารดาทาให้เกิดปัญหาความเป็นพ่อแม่ทาให้เกิดการฟ้องร้องเรื่องสิทธิในการเป็นพ่อแม่เด็กที่จะเกิด มาปัญ หาสิทธิของทายาทรับมรดกจากสามี ภรรยาที่มีตัวอ่อนแช่เเข็ง ไว้ปั ญหาทางเทคโนโลยีทาง วิศวกรรมพันธุกรรมของโรคบางโรคการทาให้เกิดเชื้อโรคสายพันธ์ใหม่ ปัญหาการปลูกถ่ายอวัยวะหรือการรักษาที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงเช่นการฟอกไตผู้ป่วย โรคไตมีจานวนมากการผ่าตัดเปลี่ยนไตพิจารณาจากสิ่งใดใครควรรับบริการก่อนคนจนที่ยากไร้มีสิทธิ ได้รับการเปลี่ยนไตหรือไม่ในกรณีการปลูกถ่ายอวัยวะอาจมีการขโมยอวัยวะจากผู้ป่วยหรือการซื้อขาย อวัยวะในราคาสูง เช่นจากประเทศจีนมี ก ารประกาศขายอวัยวะและมี แหล่ง รับ ซื้ อซึ่ง เป็นปัญหา ละเอี ย ดอ่ อ นเกี่ ย วกั บ จริ ย ธรรมและมนุ ษ ยชาติ ปั ญ หาเกี่ ย วกั บ เรื่ อ งวิ ศ วกรรมทางพัน ธุ ก รรม (genmetic engineering) ในปัจจุบันสามารถนามาใช้ในการผลิตวัคซีนรักษาโรคผลิตตัวยาใหม่ ๆการ แปลงรหัสพันธ์อาจเกิดอันตรายต่อชีวิตมนุษย์คือทาให้เกิ ดแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่มี ยารัก ษามี การศึกษารหัสพันธ์ของมนุษย์ (Human Genome Project) ที่สามารถให้ข้อมูลของมนุษย์ได้ตั้งแต่อยู่ ในครรภ์มารดาทาให้เกิดปัญหาในการเลือกทาแท้งตัวอ่อนที่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามต้องการเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นปัญหาจริยธรรมดังนั้นปัญหาเหล่านี้แพทย์ผู้วินิจฉัยจะต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพแพทย์ ของตนดังต่อไปนี้ 1) พึงถือว่าการรักษาพยาบาลเป็นอาชีพ ไม่ใช่ธุรกิจ 2) พึงถือว่าการรักษาพยาบาลออกนอกขอบข่ายของชาติศาสนาเชื้อชาติและ ฐานะของบุคคล 3) พึงถือว่าการต่ออายุและให้สุขภาพเป็นการให้ที่ทุกคนปรารถนาเหนือสิ่งใด ทั้งหมดจะตีราคาเป็นตัวเงินไม่ได้ 4) พึงช่วยต่ออายุให้แม้จะไม่หวังได้อะไรตอบแทนเลยแต่แพทย์ก็มีสิทธิเรียกร้อง ตามสิทธิอันควรถ้าไม่จากผู้ป่วยก็จากผู้รับผิดชอบในสังคม 5) พึงรักษาความลับของผู้ป่วยอย่างเต็มที่ที่รู้ได้จากการรักษาพยาบาล 6) พึงขวนขวายหาความรู้ในภารกิจของตนให้ทันสมัยอยู่เสมอ
3-29 7) พึ ง ร่ ว มมื อ กั บ แพทย์ แ ละผู้ เ กี่ ย วข้ อ งเพื่ อ หาวิ ธี รั ก ษาพยาบาลอย่ า งมี ประสิทธิภาพมากขึ้นและเพื่อเรียกร้องค่าตอบแทนอันชอบธรรมโดยไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแพทย์ 8) พึงให้ยารักษาที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์จริงแก่ผู้ป่วยมิใช่สักแต่ว่าเพื่อขายได้ 9) ไม่พึงถือว่าผู้ป่วยเปิดโอกาสให้ได้ทาการทดลอง 10) พึงถือว่าบุคคลมีค่าเหนือวัตถุ 11) พึงถือว่าเกียรติอยู่เหนือผลประโยชน์ใด ๆทั้งสิ้น 12) พึงงดเว้นอบายมุขทุกอย่าง
สรุป องค์ประกอบสาคัญของจรรยาบรรณ คือ การเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติที่มีรากฐาน จากจิตใจที่ดีงามเห็นคุณค่าของความดี ความถูกต้องและเห็นแก่ประโยชน์สุขของสังคมโดยรวม ดังนั้น จรรยาบรรณจึงเป็นแนวทางการปฏิบัติที่สัมพันธ์กับคุณธรรม จริยธรรมซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แตกต่าง จากความรู้ความสามารถดัง นั้น จรรยาบรรณวิชาชีพ จึง เป็น ข้อก าหนด ข้อตกลง ข้อบัง คับ หรือ ระเบียบที่กลุ่มคนหรือกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพหนึ่ง ๆ กาหนดขึ้นจากรากฐานของจิตใจที่ดีงาม เห็น คุณค่าของความดีว่าควรประพฤติป ฏิบัติในการประกอบวิชาชีพ และได้ก าหนดไว้เป็นลายลักษณ์ อักษรขององค์กรวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อให้สมาชิกของวิชาชีพพึงปฏิบัติเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียงของตนเอง สังคม และวิชาชีพ หรือเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังเป็นประโยชน์สุขของสังคมโดยรวม ดังนั้นจรรยาบรรณจึงเปรียบเสมือนกรอบการดาเนินชีวิตในวิชาชีพที่ผู้นั้นพึงยึดถือปฏิบัติจรรยาบรรณ แห่งวิชาชีพทุกสาขามีจุดประสงค์ร่วมกันคือ มุ่งความเจริญ ความมั่นคงของผู้ปฏิบัติงาน และความ เจริญก้าวหน้าของวิชาชีพ เมื่อปฏิบัติตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตนอย่างเคร่งครัดและสม่าเสมอ จะนามาซึ่งความเจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพรวมทั้งช่วยยกระดับวิชาชีพ ของตนให้มีเกียรติสูงส่งเป็นที่ยอมรับของบุคคลในสังคมทุกระดับชั้น จรรยาบรรณวิชาชีพเป็นเครื่องมือสาหรับควบคุมความประพฤติและใช้เป็นเเนวทางให้ผู้ ประกอบวิชาชีพนั้น ยึดถือปฏิบัติอย่างถูกต้องหากผู้ประกอบวิชาชีพละเลยหรือประพฤติปฏิบัติผิดต่อ ข้อบัญญัติแห่งจรรยาบรรณของวิชาชีพเเล้วจะทาให้เกิดปัญหาเเก่ตนเองและสังคมขาดความเชื่อถือ ไว้วางใจไม่ เ ป็นที่ ยกย่องไม่ มีเ กียรติยศศัก ดิ์ ศรี แต่ห ากผู้ป ระกอบวิชาชีพหรือองค์การใดยึดมั่นใน จรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด จะทาให้สามารถช่วยควบคุมมาตรฐานรับประกันคุณภาพการ ประกอบอาชีพการดาเนินชีวิตการประกอบธุรกิจการผลิตสินค้าการให้บริการช่วยควบคุมจริยธรรม ของผู้ประกอบอาชีพเเละผู้ผลิต รวมทั้งช่วยส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพของคนผลิตภัณฑ์บริการให้มี คุณค่าเป็นที่นิยมเชื่อถือช่วยส่งเสริมจริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพเเละผู้ผลิตให้มีความเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจกระทาสิ่งที่ถูกต้องรวมถึงช่วยลดปัญหาอาชญากรรมมิจฉาชีพการฆาตกรรมนาไปสู่การ สร้างภาพพจน์ที่ดีการได้รับการยกย่องมีเกียรติมีศีลธรรมได้รับการยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไปว่า เป็นผู้มีคุณธรรมมีความเสียสละ
3-30
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 3.1-3.2 ถาม-ตอบเกี่ยวกับจรรยาบรรณและความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน
เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 3.1-3.2 - Power Point บทเรียนที่ 3.1-3.2 และ LCD Projector วัสดุโสตทัศน์ - กรณีศึกษา 3.1 งานที่มอบหมาย 1. ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน 2. หาข้อมูลทีเ่ กี่ยวข้องกับความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ มาวิพากษ์วิจารณ์ในชั้นเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัดในชั้นเรียน เอกสารประกอบ
แบบฝึกหัดเสริม 3.1-3.2 1. จงบอกความหมายของจรรยาบรรณมาพอเข้าใจ 2. จงบอกทีม่ าของจรรยาบรรณ มาพอเข้าใจ 3. จงบอกแนวปฏิบัติในจรรยาบรรณวิชาชีพมาพอเข้าใจ 4. จงบอกประโยชน์ของจรรยาบรรณวิชาชีพมาพอเข้าใจ 5. จงบอกจรรยาบรรณวิชาชีพ มาอย่างน้อย 3 วิชาชีพ และอธิบายความสาคัญเฉพาะของ แต่ละวิชาชีพ 6. จงบอกความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพมาพอเข้าใจ 7. จงบอกทีม่ าของความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพมาพอเข้าใจ 8. จงอธิบายความเสื่อมของจรรยาบรรณวิชาชีพ มาอย่างน้อย 3 วิชาชีพ
3-31
บรรณานุกรม เทียนทิพย์ เดียวกี่. (2559). จริยธรรมและจรรยาบรรณสื่อในการนาเสนอข่าวยุคดิจิทลั . วารสารการ สื่อสารและการจัดการ นิด้า. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. 2(2), น.125-141. นภัส คานวน. (2558). ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่และจริยธรรมของแพทย์ เมื่อผู้ป่วยใช้สทิ ธิ ปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้าย. กรุงเทพมหานคร: วิทยานิพนธ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2552). จริยธรรมธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิภพ วชังเงิน. (2545). จริยธรรมวิชาชีพ. กรุงเทพมหานคร: รวมสาส์น. ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพมหานคร: นาน มีบุ๊คส์พบั ลิเคลั่น จากัด. สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมถ์. (2553). ข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี (ฉบับที่ 19) เรื่อง จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2553. เล่ม 127 ง ราชกิจจานุเบกษา. 68-74. 3 พฤศจิกายน 2553. สมคิด บางโม. (2558). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมภพ ชีวรัฐพัฒน์. (2539). จริยธรรมกับชีวิต. กรุงเทพฯ: นานาสิ่งพิมพ์. สมศักดิ์ วิวัฒนสินชัย. (2550). ปัจจัยทีม่ ีอิทธิพลต่อความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชีในมุมมองของ เจ้าหน้าที่พจิ ารณาเครดิต ธนาคารกสิกรไทย สานักงานใหญ่. กรุงเทพมหานคร: การศึกษา ค้นคว้าอิสระ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สุภาพร พิศาลบุตร. (2549). การวางแผนและการบริการโครงการ. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัย ราชภัฎสวนดุสิต. สุมินทร เบ้าธรรม และดวงฤดี อู๋. (2559). จรรยาบรรณวิชาชีพชัญชี: มุมมองของผูส้ อบบัญชีรบั อนุญาตและผู้สอบบัญชีภาษีอากรในประเทศไทย. วารสารการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 8(2), น.141-156. อนิวัช แก้วจานงค์. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. สงขลา: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยทักษิณ. เอกพันธ์ ปัดถาวะโร. (8 สิงหาคม 2555). จรรยาบรรณวิชาชีพ. เรียกใช้เมือ่ 2 มกราคม 2561 จาก blogspot.com: http://aekapan.blogspot.com/2012/08/blog-post.html. Laura Nash. (1990). Good Intentions Aside, A Manager's Guide to Resolving Ethical Problems. Boston: Harvaral Business School Press.
3-32
4-1 สัปดาห์ที่ 4 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 4 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ชื่อบทเรียน 4.1 รู้และเข้าใจปัญหาจริยธรรมที่มีอทิ ธิพลต่อ เวลา 180 นาที ธุรกิจ จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 4 นักศึกษาสามารถ 4.1 รู้และเข้าใจปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม 4.1.1 บอกที่มาของปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม 4.1.2 บอกประเภทปัญหาจริยธรรมที่มีอทิ ธิพลต่อธุรกิจ 4.1.3 อธิบายลักษณะปัญหาจริยธรรมในการปฏิบัติงานของธุรกิจใน ประเทศไทย 4.1.4 อธิบายลักษณะปัญหาจริยธรรมในธุรกิจข้ามวัฒนธรรม 4.1.5 ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมทีเ่ กิดขึ้นในองค์กร ธุรกิจ
4-2
หน่วยเรียนที่ 4 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิง่ แวดล้อม แผนการสอนประจาหน่วย 4.1 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 4.1.1 ที่มาของปัญหาจริยธรรมที่มอี ิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิง่ แวดล้อม 4.1.2 ประเภทปัญหาจริยธรรมที่มีอทิ ธิพลต่อธุรกิจ 4.1.3 ลักษณะปัญหาจริยธรรมในการปฏิบัติงานของธุรกิจในประเทศไทย 4.1.4 ลักษณะปัญหาจริยธรรมในธุรกิจข้ามวัฒนธรรม 4.1.5 ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมทีเ่ กิดขึ้นในองค์กรธุรกิจ
บทนา การบริหารงานองค์การยุคใหม่ มุ่งเน้นการนาหลักการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็น เลิศ เป็น การบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัม ฤทธิ์ คานึง ถึง หลัก ความคุ้มค่า การจัดการโครงสร้างที่ กะทั ด รั ด และแนวราบ การให้ ค วามส าคั ญ ต่ อ ค่ า นิ ย ม จรรยาบรรณวิ ช าชี พ คุ ณ ธรรมและ จริยธรรม หัวใจสาคัญของการบริหารงานองค์การยุคใหม่คือการบริหารงานบนพื้นฐานของจริยธรรม รับผิดชอบต่อผู้บริโภคด้วยการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ การปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็น ธรรม การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และดาเนินกิจ การด้วยความโปร่งใสพร้อมให้สาธารณชนตรวจสอบ ดังนั้นจริยธรรมจึงเกี่ยวข้องกับการดาเนินงานทุกด้านขององค์การ การทางานภายใต้ระบบทุนนิยม หากไม่คานึงถึงจริยธรรมอาจสร้างผลกระทบทางลบต่อองค์การ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมแสดงให้เห็น อย่างเด่นชัดถึงความบกพร่องและความเสื่อมโทรมทางจริยธรรมของคน เมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว วัฒนธรรมที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ทางวัตถุและการแสวงหาความสุขสบายให้แก่ชีวิต โดย การพัฒนาเครื่องอานวยความสะดวกต่าง ๆ แพร่กระจายสู่สังคมไทยรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารและ เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นสิ่งจูงใจให้ผู้คนในชนบทอพยพเข้าสู่เมืองหลวง จิตใจของผู้คนที่ยึดประโยชน์ ของตนเป็นหลัก โดยไม่คานึงถึงความทุกข์ ความเดือดร้อนของผู้อื่น การช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคน ลดลงและจะเพิ่มพูนปัญหาให้แก่สังคมมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในหน่วยเรียนนี้ จะกล่าวถึง ที่มา ประเภท ลักษณะของปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งในประเทศ และข้ามวัฒนธรรม พร้อมทั้งยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจ 4.1 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การบริหารงานองค์การยุคใหม่ที่ให้ความสาคัญกับ การเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็น เลิ ศ หากองค์ ก ารละเลยหรือ ไม่ ใ ห้ ค วามส าคั ญ ต่ อ ค่ า นิย ม จรรยาบรรณวิ ช าชี พ คุ ณ ธรรมและ จริยธรรม อาจส่งผลให้เกิดปัญหาทางจริยธรรมได้ ดังนี้
4-3 4.1.1 ที่มาของปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จินตนา บุญบงการ (2555) ประเด็นสาคัญที่ต้องพิจารณา คือ ปัญหาจริยธรรมทางธุรกิจ เกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยหรือสาเหตุที่นาไปสู่ปัญหาทางจริยธรรม สาเหตุอาจมีดังต่อไปนี้ 1) ผลประโยชน์ส่วนตัวและความเห็นแก่ตัว ผลประโยชน์ส่วนตัว ความโลภ รวมทั้งกิเลส ตัณหา ล้วนแล้วแต่สร้างปัญหาทาง จริยธรรมทั้งสิ้น บางครั้งพบว่าในธุรกิจมีคนที่มีความโลภ ไม่ตรงไปตรงมาเป็นจานวนไม่น้อย พวกนี้ มองเห็นผลประโยชน์ของตนเองเป็นสาคัญ มองไม่เห็นผลประโยชน์ของคนอื่นหรือของสาธารณะพวก นี้ไม่คานึงว่าผลประโยชน์ของตนนั้นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อคนอื่นหรือต่อส่วนรวมอย่างไร พวกนี้มี แนวโน้มจะใช้ประโยชน์จากตาแหน่งหน้าที่ของบริษัทเพื่อประโยชน์ของตนเอง มีความฉลาดที่จะฉก ฉวยโอกาสและช่องโหว่ในกฎข้อบังคับเพื่อแสวงหากาไรให้กับตนเอง รวมทั้งการแสวงหาโอกาสจากผู้ ที่อ่อนแอกว่า หรือเสียเปรียบ ไม่สนใจในเรื่องจริยธรรมหรือคุณธรรมแต่อย่างใด และมีความเชื่อว่า ธุรกิจเป็นเรื่องของการตักตวงประโยชน์ให้กับตัวเอง ยิ่งทากาไรหรือความมั่นคั่งให้กับตัวเองมากเท่าใด จะกลายเป็นผู้มีความสาเร็จทางธุรกิจมากเท่านั้น พวกนี้นึกแต่ตัวเองเป็นใหญ่ (egoistic) เอาตัวเอง เป็นมาตรฐาน เมื่อต้องการอะไรต้องทาให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม ระบบการคัดเลือกและสรร หาบุคลากรของบริษัททั้งหลายไม่ว่าจะเป็นประเทศใด ๆ ก็ตามไม่มีทางจะสกัดกั้นบุคคลเหล่านี้ไม่ ให้ เข้ามาในวงการธุรกิจของตน ไม่มีทางรู้ได้ล่วงหน้าถึงลักษณะเช่นนั้นจนกว่าจะรับบุคคลนั้นเข้ามา ทางานแล้ว การแสวงหาข้อมูลละเอียดในเรือ่ งส่วนตัวว่าเขาเป็นคนเช่นไร อาจเป็นการละเมิดสิทธิสว่ น บุคคล นอกจากนั้น ในบางประเทศ เช่น ประเทศไทยที่ยังมีความเชื่ออยู่ว่าธุรกิจเป็นเรื่องแสวงหา ประโยชน์และกาไรให้กับตัวเอง เมื่อความมั่งคั่งร่ารวยเป็นตัววัดความสาเร็จของบุคคลแล้ว ความคิด เช่นนี้เท่ากับเป็นการส่งเสริมความโลภและการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองของผู้ที่ทาธุรกิจ 2) การกดดันเพื่อให้ได้มาซึ่งกาไร เมื่อแต่ละบริษัทหรือธุรกิจถูกกดดันอย่างรุนแรงเพื่อการแข่งขันในการแสวงหากาไร การแข่งขันจะมีความเข้มข้นรุนแรง และอาจนาไปสู่การดาเนินงานที่ขาดจริยธรรมและผิดกฎหมาย เพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งหรือเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด การกดดันเช่นนั้นเป็นการตอกย้าความเชื่อที่ว่าผู้ที่ ชนะเท่ า นั้ น ที่ จ ะอยู่ร อด หรือ ผู้ที่ เ ข้ ม แข็ ง ที่ สุด จะอยู่ ร อดได้ และท าให้ ผู้ บ ริห ารต้ องหัน มามอง ผลประโยชน์ของบริษัทเป็นสาคัญ และหาวิธีการทุกอย่างในการเอาชนะคู่แข่ง โดยไม่คานึงถึงเรื่อง จริยธรรมหรือตัวบทกฎหมายบริษัทที่มีปัญหารายได้หรือประสบกับการขาดทุน มักจะหันไปหาวิธีการ ต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด แม้จะเป็นวิธีการที่ผิดจริยธรรม ผู้บริหารกิจการ เช่นนี้ จะเน้นหรือคิด เพียงหลักพื้นฐานของธุรกิจ (bottom-line mentality) หรือการแสวงหากาไรสูงสุด ดังนั้น วิธีการ ต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นความพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้บริษัทของตนได้ประโยชน์ในทางที่มิ ชอบหรือเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นต้น 3) จุดมุ่งหมายของธุรกิจกับค่านิยมส่วนตัว การขัดแย้งทางจริยธรรมมักเกิดขึ้นได้เมื่อทางบริษัทได้มุ่งเน้นจุดมุ่งหมายของบริษัท และดาเนินการในวิถีท างที่ ลูกจ้างบางคนรับไม่ได้ อาจท าให้พนัก งานหันไปหาเสียงสนับสนุนจาก สาธารณชน หรือร้องเรียนต่อสังคม หลังจากที่ได้พยายามต่อสู้ให้ทางบริษัทแก้ไขในสิ่งผิด มีความ เป็นไปได้ที่พนักงานที่ต่อต้านนโยบายและวิธีการของบริษัทเช่นนั้น อาจได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม
4-4 จากผู้บริหาร อาจมีการกลั่นแกล้งหรือไม่เป็นธรรมในการให้ความดีความชอบ อย่างไรก็ตาม ปัญหา ทางจริยธรรมเกิดขึ้นเมื่อพนักงานเห็นว่านโยบายหรือวิธีการของบริษัทไม่ถูกต้อง อาจเป็นอันตรายต่อ พนักงานต่อชุมชน หรือแม้แต่บริษัทเอง พนักงานได้ต่อสู้เรียกร้องแล้วแต่ไม่สาเร็จเนื่องจากผูบ้ ริหารไม่ รับฟัง ถือว่าตนเองมีอานาจและพนักงานต้องทาตามคาสั่งและนโยบายของฝ่ายบริหารเท่านั้น 4) ความขัดแย้งต่างวัฒนธรรม ปั ญ หาทางจริย ธรรมเกิ ด ขึ้ น ได้เ มื่ อ บริษั ท ด าเนิ นกิ จ การในสัง คมที่ มี วั ฒ นธรรม แตกต่างไปจากของตน ความแตกต่างทางวัฒนธรรมนามาซึ่งความแตกต่างในมาตรฐานทางจริยธรรม บรรดาบริษัทข้ามชาติมักประสบปัญหาเช่นนี้อยู่เสมอ เช่น ประเทศตะวันตกยอมรับความเท่าเทียมใน การจ้างแรงงานโดยไม่คานึงถึงความแตกต่างในด้านเพศหรือผิว แต่บางประเทศยังไม่ยอมรับ ความ แตกต่างเหล่านี้ หรือการส่งสินค้าที่ด้อยคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐานซึ่งไม่สามารถขายได้ในประเทศ ของตนไปขายในประเทศอื่น โดยที่ประเทศนั้นยังไม่มีข้อห้าม อาจเกิดปัญหาทางจริยธรรมได้เช่นกัน ในบางประเทศการจ้างแรงงานเด็กถือว่าไม่เป็นเรื่องเสียหายแต่ในบางสังคมยอมรับไม่ได้ หรือบาง สังคมที่ถือว่าการจ้างแรงงานสตรีในค่าจ้างที่ต่ากว่าแรงงานชายเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายนั้น เป็นปัญหา ทางจริยธรรม เช่นกัน ปัญหาอยู่ที่ว่าจะใช้มาตรฐานของใครเป็นเกณฑ์ในขณะที่ธุรกิจได้ขยายตัวเป็น ธุรกิจระดับโลกมากขึ้น และมีบริษัทต่าง ๆ ปฏิบัติงานต่างแดนต่างวัฒนธรรมมากขึ้น ย่อมทาให้ปัญหา มีมากขึ้น ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นถึงที่มาของจริยธรรมผ่านวิวัฒนาการของมนุษย์ที่เป็นมาจาก สัญชาตญาณที่สอดคล้องกับการปฏิบัติตามมาตรการทางจริยธรรมสะสมเรื่อยมาเป็นมโนธรรมสานึก โดยอาศัยปัจจัยที่เป็นที่มาของจริยธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว อันได้แก่ 1) การยึดตามประเพณี เมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ สังคม ชุมชน ย่อมจะเกิด ความเชื่อที่สอดคล้องในการยึดถือ และปฏิบัติตามวิถีท างของหมู่ คณะนั้น ๆ ร่วมกัน จนกลายเป็น ประเพณีนิยมที่เป็นแบบแผนในการถือปฏิบัติสืบต่อกันไปจนถึงอนาคต เพราะเชื่อมั่นว่าประเพณีจะ ทาให้หมู่คณะอยู่รอด ผู้ที่ละเมิดประเพณีแม้ไม่มีบทลงโทษที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่จะถูกตาหนิโดย สังคม ไม่ได้รับการยอมรับ หรือการคบค้าสมาคมด้วย ผู้มีอานาจอาจเสื่อมความเคารพนับถือและหมด อานาจในที่สุด จึงถือได้ว่าประเพณีเป็นมาตรการในการปฏิ บัติทางจริยธรรมที่เกิดจากความสมัครใจ ของหมู่คณะที่ร่วมกันกาหนดว่าอะไรถูกต้องควรทา อะไรไม่ถูกต้องควรละเว้นที่จะทา ตัวอย่างเช่น ประเพณีของประเทศไทยที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตความเป็นสังคมเกษตรกรรม เช่น 1) ประเพณีทางศาสนา ได้แก่ ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประเพณีการบวชประเพณีทอดกฐิน 2) ประเพณีทางสังคม ได้แก่ ประเพณีแต่งงาน ประเพณีบาเพ็ญกุศลงานศพประเพณีสงกรานต์ และ 3) ประเพณีตามความเชื่อของ แต่ละท้องถิ่น ได้แก่ ประเพณีแห่นางแมวประเพณีผีตาโขน ประเพณีเดือนสิบ(สารทเดือนสิบหรือชิง เปรต) ประเพณีวิ่งควาย เป็นต้น 2) การยึ ดตามกฎหมาย เกิ ดขึ้นเนื่องจากสังคมมีความเปลี่ยนแปลงที่ ซับซ้อนขึ้น มี สมาชิกเพิ่มมากขึ้นและปัญหามีมากขึ้นตามไปด้วย จนประเพณีไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของหมู่ คณะ ชุมชน สังคมได้ในวงกว้าง จึงต้องมีมาตรการใหม่เข้ามาเพื่อควบคุมการประพฤติปฏิบัติในการอยู่ ร่วมกันของคนในสังคมนั้น ๆ ด้วยการกาหนดแนวทางการปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีบทลงโทษ และประกาศใช้โดยผู้มีอานาจจากฝ่ายปกครองบ้านเมือง อย่างไรก็ตามกฎหมายถูกจัดให้เป็นเครือ่ งมือ
4-5 เบื้องต้นเพื่อให้คนได้ตระหนักถึงจริยธรรม ด้วยเหตุว่าการกระทาดีชั่วไม่ได้เกิดจากมโนธรรมที่แท้จริง แต่เกิดจากความกลัวต่อโทษที่จะได้รับ ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่าถ้าทาผิดกฎหมายก็ผิดจริยธรรม แต่การทา ถูกกฎหมายไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องตามจริยธรรมทุกอย่างแต่อย่างใด 3) การยึดตามหลักศาสนา ศาสนา หรือลัทธิต่าง ๆ เริ่มต้นมาจากความกลัว ความ สงสัยของมนุษย์และเมื่อมีใครสามารถอธิบาย หรือวางแนวทางการปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับ เลื่อมใส ศรัทธาผู้นั้นกลายเป็นศาสดา หรือเจ้าลัทธิในที่สุด นอกจากนี้ยังกล่าวได้ว่าศาสนาเป็นหลักสาคัญ ของ จริยธรรม เพราะทุกศาสนามีหลักคาสอนที่เป็นสากล ในการให้ทาความดีและละเว้นการทาความชั่ว ทั้งปวง ศาสนาจึงเป็นทั้งเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเครือ่ งมือกากับการประพฤติปฏิบตั ิของคนให้อยูบ่ น มาตรฐานของจริยธรรมได้หนักแน่นและชัดเจน 4) การยึ ดตามหลักปรัช ญา เมื่ อมาถึง ยุคสมั ยที่ คนเสื่อมศรัท ธาในศาสนา มี ความ เลื่อมใสต่อศาสนาลดน้อยลง เบื่อหน่ายหลักคาสอนในศาสนา เพราะมีการใช้ศาสนาไปในทางที่ไม่ ถูกต้อง เช่น มีการแทรกแซงจากนักการเมือง มีการนาศาสนามาหากิน มีการนาศาสนาเพื่อทาลาย ฝ่ายตรงกันข้าม ดังนั้นจึงเกิดความคิดที่ว่าจะมีหลักการใดที่เป็นกลางในการให้ทุกศาสนาสามารถใช้ เป็นพื้นฐานกาหนดคุณค่าการปฏิบัติร่วมกันได้ โดยอาศัยหลักปรัชญาเป็นพื้นฐานก่อนจะอ้างศาสนา ดังนั้นในระยะนี้มาตรการด้านความประพฤติที่เกิ ดขึ้นจึง ไม่ ได้อ้างศาสนา แต่เป็นความคิดและข้อ โต้แย้งที่นักปรัชญาทุกคนช่วยกันขบคิดปัญหาทางจริยธรรมด้วยการใช้หลักเหตุและผล 5) การยึ ด ตามหลั ก การใช้ วิ จ ารณญาณ โดยเริ่ ม นั บ ตั้ ง แต่ ค .ศ. 1970 ยุ ค หลั ง สมัยใหม่(Postmodern) จนถึงปัจจุบัน ให้อิสระทางความคิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่มีการ ปรับปรุงอย่างสม่าเสมอและต่อเนื่อง ดังนั้นทุกคนสามารถที่จะสร้างมโนธรรมในการตัดสินใจเลือก ด้วยวิจารณญาณของตนเอง นั่นคือ การแยกแยะว่าสิ่งใดถูกผิด ดีชั่ว ควรทา หรือไม่ควรทา ทุกคน สามารถใช้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่อยู่ภายในของตนเองในการตัดสินใจ โดยใช้ปัญญาในการหาเหตุผล ที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง แม้ว่าที่มาของจริยธรรมจะมีหลักยึดที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา แต่ทั้งหมดนั้นยังมี ความสาคัญสาหรับเป็นแนวทางในมาตรการทางจริยธรรมหนักเบาไปตามสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม ของแต่ละเหตุการณ์ โดยเชื่อว่าไม่สามารถที่จะใช้เพียงหลักการใดเพียงหลักการเดียวเป็นหลัก ยึด เหนี่ยวที่จะสามารถใช้เป็นแบบแผนของการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามได้อย่างสมบูรณ์ 4.1.2 ประเภทปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ จินตนา บุญบงการ (2555) กล่าวไว้ว่า เมื่อนาจริยธรรมมาใช้ในธุรกิจจะเกิดปัญหาทาง ปฏิบัติหลายประการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการนาเอาจริยธรรมไปใช้ ลักษณะของประเด็นปัญหา ทางจริยธรรมอาจแยกได้เป็น 3 ประเด็น คือ ประเด็นแรกปัญ หาทางจริยธรรมทางความสัมพันธ์ ส่วนตัว ประเด็น ที่ ส องเป็นเรื่องจริยธรรมที่เ กี่ ยวข้องกั บ นโยบายของบริษัท (Corporate Policy Ethics) และประเด็นที่สามเป็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับประเภทของกิจกรรมของบริษัท (functionalarea ethics)
4-6 1) จริยธรรมของความสัมพันธ์แบบส่วนตัว จริยธรรมในส่วนนี้เ ป็นเรื่องของตัวบุคคลในทุ ก บริษัทหรือธุร กิ จ ปัญ หาเรื่องคน เกิดขึ้นเสมอ ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวเกิดขึ้น เป็นประจา เช่น นายจ้างอาจต้องการทราบข้อมู ล ส่วนตัวของพนักงาน พนักงานมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหัวหน้างาน พนักงานมีความสัมพันธ์กับ ลูกค้าอย่างใกล้ชิด เช่น มีการออกไปรับประทานอาหารกลางวันหรือเย็นกันเป็นประจา ความสัมพันธ์ เช่นนี้มั ก ก่ อให้เกิ ดปัญหาทางจริยธรรมได้ นอกจากนี้ ยัง มีปัญ หา เช่น นายจ้างมีสิท ธิล่วงรู้ข้อมูล ส่วนตัวหรือครอบครัวของพนักงานหรือลูกน้องได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูลอะไรควรรู้ และอะไรไม่ควร รู้ แม้ว่านายจ้างหรือบริษัทจะอ้างว่าต้องการทราบข้อมูลเพื่อนามาปรับปรุงเรือ่ งของสวัสดิการและการ สร้างขวัญกาลังใจ หรืออ้างว่าเพื่อนายจ้างจะได้ล่วงรูป้ ัญหาส่วนตัวหรือของครอบครัวเพื่อจะช่วยแก้ไข ก็ตาม หรือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างนายจ้างกับลูกน้อง ระหว่างพนักงานด้วยกันเองระหว่าง พนักงานจัดซื้อจัดจ้างกับผู้ส่งวัตถุดิบ (Supplier) และระหว่างพนักงานขายกับลูกค้า ความสัมพันธ์ เช่นนี้อาจนาไปสู่ความขัดแย้งในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจนาไปสู่ความไม่เป็น ธรรมในการบังคับบัญชานาไปสู่การให้สินบนกับพนักงานของบริษัท หรือการบอกความลับของบริษัท กับลูกค้า 2) จริยธรรมที่เกี่ยวกับนโยบายของบริษัท (Corporate Policy Ethics) บริษัทมีโอกาสพบกับปัญหาทางจริยธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับการดาเนินงานในบริษัท ได้ เช่น ในการจ้างพนักงาน บริษัทควรจะคานึงถึงความเท่าเทียมกันทางเพศมากน้อยเพียงใด บริษัท บางแห่งของไทยมักต้องการพนักงานชายมากกว่าหญิง การมีนโยบายเช่นนี้ขัดต่อจริยธรรมหรือไม่ หรือในส่วนของการเลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน บริษัทในเอเชียมีแนวโน้มที่จะให้พนักงานชายมีโอกาส มากกว่าพนักงานหญิง นโยบายสวัสดิการบางอย่างอาจมี ปัญหาทางจริยธรรมได้เช่นกัน เช่น การ ช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล จะช่วยเฉพาะตัวหรือครอบครัวด้วย จะมีการตรวจสุขภาพเพื่อให้ เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพนักงานหรือไม่ 3) จริย ธรรมที่เ กี่ยวกับกิจกรรมหรือหน้าที่ต่าง ๆ ของบริษัท (Functional-area Ethics) ลักษณะปัญหาทางจริยธรรมเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน มีดังนี้ จริยธรรมด้านบัญชี งานด้านบัญชีมีความสาคัญต่อธุรกิจทุกประเภทเพราะจะเป็นตัว รายงานข้อมูลแก่ผู้บริหารและเจ้าของกิจการนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร ข้อมูลทางด้านบัญชีจะช่วยให้ทั้ง ผู้บริหาร ผู้ลงทุน และลูกค้าตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น ความซื่อสัตย์ การมีหลักการ ความถูกต้อง ของข้อมูลจึงมีความสาคัญมาก ซึ่งพบว่ามีบางบริษัทมีการแต่งตัวเลขทางบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงการเสีย ภาษีและเพื่อ สร้างภาพลัก ษณ์ที่ ดี แก่ ลูก ค้ าและผู้ล งทุ น ท าให้สัง คมภายนอกหรือผู้มี ส่วนได้ เ สี ย ภายนอกไม่ทราบฐานะที่แท้จริงของบริษัทและทาให้เกิดความผิดพลาดในการลงทุนได้ จริยธรรมทางด้านการตลาด เป็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าเป็นสาคัญโดยเฉพาะ เมื่อเป็นเรื่องการโฆษณาสินค้า การส่งเสริมการขาย การทาวิจัยตลาด กิจกรรมเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับจริยธรรม อันได้แก่ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ความเป็นธรรมในการโฆษณาสินค้า มีการระบุข้อมูล เกินความจริงหรือไม่ มีการให้ข้อมูลผิด ๆ หรือทาให้เกิดความเข้าใจผิดหรือไม่ การใช้กลยุทธ์การขาย
4-7 ด้วยวิธีก ารต่า ง ๆ อาจเกี่ ยวข้อ งกั บ จริยธรรมได้ เช่นกั น ซึ่ง รวมไปถึง การให้สินบนหรือการให้ค่า นายหน้าหรือค่าคอมมิชชั่น (commissions) จริยธรรมทางด้านการเงิน (Financial Ethics) เป็นประเด็นทางจริยธรรมที่สาคัญ และก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในไทยใน พ.ศ. 2540 เนื่องจากการปล่อยเงินกู้ของสถาบันการเงิน บางแห่ง ท าเพื่ อช่วยเหลือ พรรคพวกและไม่ ตรงไปตรงมา ขาดจริยธรรม ในสหรัฐอเมริกาในช่วง ทศวรรษ 1980 และ 1990 ได้มี ก ารทุจริตเกี่ ยวกั บการซื้อขายหุ้นที่วอลสตรีทเป็นจานวนไม่น้อย เจ้าหน้าที่ตลาดหุ้นถูกจับว่ากระทาผิดเกีย่ วกับการให้ข้อมูลตลาดหุ้นและซื้อขายข้อมูลภายใน (insider trading) การทาธุรกรรมและดาเนินกิจการต่าง ๆ ของสถาบันการเงินมีโอกาสละเมิดจริยธรรมได้สูง เช่น การปล่อยเงินกู้เป็นจานวนสูงโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้าประกันที่เหมาะสม การปั่ นตลาดหุ้นเพื่อหวัง ผลกาไรระยะสั้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทาลายสถาบันการเงินของตนเท่านั้น แต่เป็นการทาลายระบบ การเงินและตลาดหุ้นของประเทศด้วย จริ ย ธรรมทางด้ า นเทคโนโลยี ส ารสนเทศ (Information Technology Ethics) ในช่วงทศวรรษ 1990 ปัญหาทางจริยธรรมในด้านเทคโนโลยีส ารสนเทศมีมากขึ้น ระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ตได้มีการใช้อย่างกว้างขวางทั้งทางด้านธุรกิจการลงทุน การค้า และการศึกษา การท้าทาย ทางจริยธรรมมีในด้านของการล่วงล้าข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลของบริษัท การใช้ระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ข้อ มู ลที่ ไม่ถูก ต้องหรือ การกลั่นแกล้ง เช่ น การสร้างไวรัส การละเมิดสิทธิซ อฟต์แวร์ และ วิดีทัศน์ เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว ข้างต้น ได้มีการระดมความคิดเพื่อสร้างจรรยาบรรณใน เรื่องเหล่านี้ รวมทั้งการตรากฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทาความผิด แต่เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบ อินเทอร์เ น็ตเป็นเรื่อ งข้ามพรมแดน การวางมาตรฐานทางจริยธรรมต้องได้รับ ความร่วมมื อจาก ประเทศต่าง ๆ ถือได้ว่าจะต้องเป็นความพยายามระดับโลก จริยธรรมในด้านอื่น ๆ บริษัทอาจมีปัญหาทางจริยธรรมได้เช่นกัน เช่น ทางด้านฝ่าย จัดซื้อ ถ้าไม่มีจริยธรรมอาจได้สินค้าหรือวัตถุดิบที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้มาตรฐานที่ตั้งไว้ เป็นต้น หรือ การไม่ระมัดระวังในด้านการผลิตอาจนามาซึ่งความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือเป็นภัยต่อชุมชน เช่น โรงงานที่ไม่ตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบบาบัดน้าเสียอาจทาให้น้าเสียไหลออกจากโรงงาน เข้าไปในแม่น้าลาคลองก่อความเสียหายต่อชุมชนได้ 4.1.3 ลักษณะปัญหาจริยธรรมในการปฏิบัติงานของธุรกิจในประเทศไทย ประยูร จินดาประดิษฐ์ (2514) สาเหตุที่ทาให้ธุรกิจขาดจริยธรรม ประกอบด้วย การ บังคับใช้กฎหมาย การลงโทษไม่รุนแรงและไม่จริงจังพอ สังคมไม่ได้มีการลงโทษธุรกิจที่ผิดจริยธรรม สั ง คมไม่ ไ ด้ใ ห้ค วามส าคั ญ กั บ การเรีย กร้ องให้ธุ ร กิ จ มี จ ริ ยธรรมมากนั ก สั ง คมไม่ ท้ ว งติง ยอมรับ พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง เช่น การโฆษณาเกินความเป็นจริง การหนีภาษีในรูปแบบต่างๆ ซึ่งกล่าวว่า นักการเมืองรับผลตอบแทน สาหรับการตัดสินใจให้เป็นไปตามที่ธุรกิจต้องการ นอกจากนี้ กฎ ระเบียบ ที่ตั้งไว้ไม่สามารถปฏิบัติตามได้เนื่องจากต้นทุนสูงหรือธุรกิจขาด ความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติตาม ตลอดทั้งขาดการจัดการที่ดี ขาดการประสานงานกันระหว่าง หน่วยงานที่รับผิดชอบ มีการคอรัปชั่นของนักการเมืองและหรือราชการที่เอื้อให้ธุรกิจสามารถกระทา ผิดได้ รัฐบาลเปิดโอกาสให้เกิดลักษณะผูกขาด เช่น การให้สัมปทานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทาให้
4-8 ผู้ผลิตตั้งราคาที่เอาเปรียบผู้บริโภคมาก กลุ่มผู้บริโภคอ่อนแอ ไม่มีการรวมตัว รวมทั้งขาดองค์กรที่เข้า มาดูแลประโยชน์ของผู้บริโภค 1) รูปแบบการขาดจริยธรรมของธุรกิจไทย มีดังต่อไปนี้ 1.1) การปลอมและ/หรือปลอมปนสิ่งแปลกปลอม เพื่อเพิ่มน้าหนักในสิ่งของหรือ ปนของคุณภาพไม่ดี 1.2) การใช้สารเคมี กับพืชผักและผลไม้ แล้วขายก่อนกาหนดระยะเวลาปลอดภัย ของเกษตรกร การใช้สารเคมีแช่ของทะเลของแม่ค้า การผสมสารเร่ง สารกระตุ้นลงในอาหารสัตว์ (เช่น อาหารหมู ไก่) การใส่สารเสพติดลงในอาหาร เป็นต้น 1.3) การใช้แรงงานอย่างไร้มนุษยธรรม ให้ค่าจ้างต่า สวัสดิการไม่ดี ขาดสวัสดิภาพ ในการทางาน การใส่ยาบ้าในน้าให้คนงานดื่ม เพื่อจะได้ทางานได้นานขึ้น การจ่ายค่าแรงด้วยยาเสพ ติด ไม่มีการจ้างคนขับรถสารองในการขับรถทางไกล เป็นต้น 1.4) การโฆษณาคุณภาพของสินค้าหรือบริการ เกินความเป็นจริง การโฆษณายั่วยุ ให้ผู้บริโภคสนใจในสินค้าและเข้าใจว่าสินค้านั้นราคาย่อมเยา ใช้ประโยชน์จากการให้ลูกค้า ไม่อ่าน เงื่อนไขรายละเอียดในการคิดค่าบริการ หรือค่าปรับ เช่น ดอกเบี้ยสูงขึ้น 1.5) การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ กฎหมาย เช่น การทิ้งน้าเสียหรือกาก ของเสียอุตสาหกรรม การปล่อยควันพิษ การทาลายทรัพยากรธรรมชาติ 1.6) การปั่นหุ้น การแต่งบัญชีเพื่อหลอกลูกค้า 1.7) การโกงน้าหนัก ขนาด ปริมาณของสินค้า 1.8) การโกงภาษี การตั้งบริษัทโกงภาษี การบิดเบือนข้อมูลเพื่อเสียภาษีน้อยลง 1.9) การหลอกลวงแรงงาน เช่น การตั้งบริษัทจัดหางานส่งคนงานไปต่างประเทศ เรียกร้องเงินจานวนมาก หลอกไปทางานผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม ไม่รับผิดชอบตามสัญญา 1.10) วิธีการส่งเสริมการขายที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ส่งเสริมการขายที่ ให้ผู้บริโภคใช้โดยไม่จาเป็น ก่อให้เกิดความฟุ้งเฟ้อนิยมวัตถุ สื่อการลงโฆษณาบางชิ้นส่งเสริมธุรกิจใน แนวยั่วยุกามรมย์ ส่งเสริมการเล่นการพนัน เป็นต้น 2) สิ่งที่ควรงดเว้นไม่นามาปฏิบัติในการดาเนินธุรกิจ กัลยาณี สูงสมบัติ (2550) ได้แบ่งสิ่งที่ควรงดเว้นไม่นามาปฏิบัติในการดาเนินธุรกิจไว้ 8 ประการดังนี้คือ ประการแรก เว้นจากการเบียดเบียนลูกค้า ได้แก่ ไม่กักตุนสินค้า ไม่ส่งชิ้นส่วนหรือ วัตถุดิบ ราคาถูก แต่ไร้คุณภาพ เมื่ อ ของขาดแคลน ใช้อะไรปลอมท าให้ลูกค้าผลิตสินค้าไม่ ได้ตาม ต้องการ หรือเกิดของเสีย (Defect) ไม่แสวงหากาไรที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้บริโภค ไม่ผลิต สินค้าที่ต่ากว่ามาตรฐานและเป็นจริงตามโฆษณา ประการที่สอง เว้นจากการเบียดเบียนผู้จัดส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ (Supplier) หรือ หุ้นส่วน ได้แก่ กดราคา ปิดบังข้อมูล ไม่จ่ายเงินตามกาหนด ยึดเวลาการชาระเงิน ตาหนิสินค้าว่าไม่ดี เพื่อให้ลดราคามากๆ เอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ
4-9 ประการที่สาม เว้นจากการเบียดเบียนพนักงาน เช่น ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ใช้แรงงาน เด็ก กดค่าแรง ไม่ให้สวัสดิ การที่ควรให้ สภาพแวดล้อมในการทางานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ ส่งเสริมให้พนักงานได้พัฒนาความรู้ความสามารถ การแบ่งผลประโยชน์ให้พนักงานไม่เป็นธรรม ประการที่สี่ เว้นจากการเบียดเบียนผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของ เช่น ไม่จ่ายเงินปันผล ไม่ให้ ข้อมูลที่แท้จริง นาหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วไม่ใส่ใจในการบริหาร บริหารองค์กรเพื่อผลระยะสั้นๆ ไม่ได้มุ่งเพื่อความก้าวหน้าขององค์กรในระยะยาว ประการที่ห้า เว้นจากการเบียดเบียนคู่แข่ง เช่น ปล่อยข่าวลือที่ไม่ดี ให้สินบนหรือใช้ อิทธิพลเพื่อแย่งลูกค้า ซื้อข้อมูลหรือความลับของคู่แข่งขัน ฯลฯ ประการที่หก เว้นจากการเบียดเบียนราชการ เช่น หลบเลี่ยงการจ่ายภาษีที่ถูกต้ อง จ่ายเงินให้ใต้โต๊ะ ขายอุปกรณ์เครื่องมือให้หน่วยราชการราคาสูงกว่าปกติ ส่งงานล่าช้าทาให้เกิดผล เสียหายต่อราชการ ประการที่เจ็ด เว้นจากการเบียดเบียนสังคม เช่น ขายของแพง โฆษณาหลอกลวง ผู้บริโภค กักตุนสินค้า บรรทุกของเกินทาให้ถนนทรุด วางหาบเร่ขวางทางเท้าทาให้ผู้คนเดินไปมาไม่ สะดวก ประการที่แปด เว้นจากการเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เช่น ไม่มีระบบการจัดการกับของ เสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ทาให้เกิดมลภาวะ ได้แก่ น้าเสีย อากาศเสีย กากอุตสาหกรรมที่มี สารพิ ษ ฯลฯ ตลอดจนส่ ง เสี ย งหรื อ กลิ่ น รบกวน ผลิ ต สิ น ค้ า และ/หรื อ การบริ ก ารที่ ทาลาย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) ปัญหาจริยธรรมในการปฏิบัติของธุรกิจในประเทศไทย 3.1) จริยธรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2540 แสดงถึงปัญหาทางจริยธรรมของ ธุรกิจในประเทศไทย ธุรกิจเอกชนลงทุนเกินตัว เนื่องจากสามารถระดมทุนเข้ามาได้ง่าย ไม่ว่าในรูป ของการออกหุ้นกู้ประเภทต่าง ๆ การกู้ยืมเงินจากกิจการวิเทศธนกิจของสถาบันการเงินในประเทศ สถาบันการเงินจานวนไม่น้อยปล่อยสินเชื่อโดยขาดหลักทรัพย์ค้าประกันที่ถูกต้องเหมาะสมธนาคาร พาณิชย์หวังรายได้จานวนมหาศาลจากการปล่ อยสินเชื่อผ่านกิจการวิเทศธนกิจ ให้แก่ ธุรกิจเอกชน ต่างๆ อย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานที่ขาดจริยธรรม เมื่อการได้มาซึ่งเงินทุนเป็นไปอย่าง ง่ายดายและเป็นจานวนมาก มีนักลงทุนจานวนไม่น้อยที่ไปลงทุนในกิจการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ อย่างเต็มที่ เช่น นาไปซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเก็งกาไร และไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็ง กาไร มีการนาเงินไปลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารชุด ศูนย์การค้า อาคารสานักงาน สนามกอล์ฟ และสถานที่พักผ่อน (Resort) ต่าง ๆ เกินความต้องการของตลาด นอกจากนั้น การ ควบคุมดูแลการนาเงินกู้ไปใช้ไม่รัดกุมเพียงพอจนเป็นช่องว่างที่ทาให้นักธุรกิจเหล่านั้นนาเงินไปลงทุน อย่างไม่รอบคอบ ขาดจริยธรรม และมุ่งแต่กาไรสูงสุดในระยะสั้น ไม่ได้คานึงถึงการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่เศรษฐกิจในระดับมหภาค หรือผลกระทบต่อสังคม อันที่จริงการนาเงินไปลงทุนในกิจการทีไ่ ม่ก่อให้เกิดรายได้หรือประโยชน์อย่าง เต็มที่เป็นเพียงปลายเหตุ ต้นเหตุของปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอยู่ที่การบริหารสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ ปล่อยเงินกู้ มีระบบการปล่อยเงินกู้ การตรวจสอบ และควบคุมดูแลการใช้เงินกู้ที่ไม่มีประสิทธิภ าพ ยัง
4-10 มีกรณีปรากฏให้เห็นว่าผู้บริหารสถาบันการเงินและพนักงานสมคบกับนักธุรกิจซึ่งเป็นพรรคพวกให้ สินเชื่อในโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ระบบเศรษฐกิจกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่สถาบัน การเงินที่ปล่อยกู้ จึงถือได้ว่าผู้บริหารสถาบันทางการเงินและพนักงานขาดจริยธรรมในการบริหาร ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นนี้ทาให้ธุรกิจที่คนไทยเป็นเจ้าของและบริหาร โดยตระกูลใหญ่ ๆ ประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก เช่น กลุ่มเตชะไพบูลย์ต้องยอมให้รัฐบาลยึด ธนาคารศรีนคร กลุ่มโสภณพานิชแม้จะรักษาธนาคารกรุงเทพไว้ได้แต่ต้องปล่อยให้สถาบันการเงิน ใน เครือเปลี่ยนผู้บริหารหรือช่วยเหลือตัวเอง เช่นเดียวกับกรณีของตระกูลล่าซาทีร่ ักษาธนาคารกสิกรไทย ได้แต่ต้องปล่อยให้สถาบันการเงินในเครือ เช่น บริษัทเงินลงทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จากั ด ช่วยเหลือ ตัวเอง กลุ่มเลียว ไพรัตน์ ต้องสูญเสียบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ ไฟแนนซ์ และบริษัทกลุ่มพีทีไอ และกลุ่มเอ็นทีเอส สตีลของสกุลหอรุ่งเรือง มีหนี้เป็นจานวนมาก และต้องเปลี่ยนเจ้าของและผู้บริหาร เป็นต้น 3.2) จริยธรรมต่อแรงงาน จริยธรรมต่อแรงงานในด้านนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิมนุษยชนและเชื่อมโยง อย่างใกล้ชิดกับจริยธรรมต่อเศรษฐกิจ เรื่องสถานการณ์แรงงานกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวพัน กันอย่างแน่นแฟ้น ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยมีผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างมาก มีปัญหา ด้านแรงงานตามมา เช่น การปลดพนักงานออกจากงาน หรือการปิดกิจการอันทาให้เกิดการว่างงาน ปัญหาเช่นนี้ทาอย่างไรจึงจะมีจริยธรรมและคานึงถึงสิทธิมนุษยชน เมื่อต้นปี 2541 จานวนผู้ว่างงานมี ประมาณ 1.4 ล้ า นคน จากจ านวนแรงงานทั้ ง หมด 32 ล้ า น เพิ่ ม ขึ้ น ร้ อยละ 2.2 ถึ ง 4.6 เมื่ อ เปรียบเทียบกับในปี 2539-2540 จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) โดย ดร.เสาวลักษณ์ กิติประภัสร์ ได้แสดงสิ่งที่คาดการณ์ไว้ว่าภาคเกษตรสามารถช่วยคนงาน เหล่านี้ได้เป็นการคาดคะเนที่ผิด ภาคเกษตรไม่สามารถรองรับคนตกงานได้เลย เครือข่ายรองรับความ ปลอดภัยทางสังคม (social safety nets) ตามแบบประเพณีไม่พอเพียง จาต้องมีการจัดทาเครือข่าย รองรับความปลอดภัยทางสังคมที่เป็นทางการ แรงงานเด็กและสตรีได้รับผลกระทบอย่างมาก แรงงานสตรีและเด็ก ซึ่งส่วน ใหญ่มีการศึกษาน้อย ไม่มีทักษะฝีมือ ขาดอานาจในการต่อรองทาให้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกที่ถูกเลิกจ้าง ประเทศไทยได้ถูกโจมตีและวิจารณ์อยู่เสมอในที่ประชุมระหว่างประเทศเรื่องเกี่ยวกับแรงงานเด็ก ดังนั้น เมื่อมีวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ปัญหานี้จึงรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัญหาแรงงานเถื่อนคือ แรงงานคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิด กฎหมาย แรงงานเหล่านี้เ ป็นที่ ส นใจของนายจ้างเนื่องจากเป็นแรงงานที่ ไม่ มี อานาจต่อรองเลย นายจ้างสามารถกดค่าแรงให้ต่ากว่าค่าจ้างขั้นต่าได้ และในเรื่องสวัสดิการไม่เป็นไปตามกฎหมาย แรงงาน เป็นการเอาเปรียบอย่างชัดเจนต่อแรงงานเหล่านี้ โดยมีการคาดคะเนว่ามีผู้ลักลอบเข้าเมือง โดยผิดกฎหมายเพื่อมาขายแรงงานในรูปแบบต่าง ๆ ในปี 2540-2541 ประมาณ 8 แสนคน นายจ้าง ถือว่าเมื่อเป็นแรงงานที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จึงไม่ปฏิบัติต่อคนงานเหล่านี้ตามกฎหมายแรงงาน และไม่คานึงถึงจริยธรรมเท่าใดนัก
4-11 3.3) จริยธรรมที่มีต่อสิ่งแวดล้อม แม้ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมได้มีการรณรงค์ให้ช่วยรักษาและให้ความสนใจในปัญหา นี้อย่างต่อเนื่อง แต่ปั ญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ลดลงไปแต่อย่างใด รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งได้รับการคาดหวังสูงว่าจะช่วยดูแล ส่งเสริมการรักษาสิง่ แวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นการจัดการและแก้ไข ปัญหามลพิษเป็นส่วนใหญ่ เรื่องของสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์มลพิษ พ.ศ. 2540 ปรากฏว่าลุ่มน้า ภาคกลางและชุมชนเป็นแหล่งที่ได้รับผลกระทบทางมลพิษทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมมาก ที่สุดบริเวณที่คุณภาพน้ามีสภาพวิกฤติมากที่สุด ได้แก่ แม่น้าเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดนนทบุรีจนถึง จังหวัดสมุทรปราการ และแม่น้าท่าจีน ตั้งแต่จังหวัดสุพรรณบุรีจนถึงจังหวัดสมุทรสาคร ขยะมูลฝอยเป็นปัญหาสาคัญอีกเช่นกันเพราะในปี 2540 มีปริมาณขยะมูล ฝอยเกิดขึ้นจากชุมชนทั่วประเทศประมาณ 13.5 ล้านตัน หรือประมาณวันละ 37,000 ตัน ในด้าน สภาพอากาศพบว่าในปี 2540 ฝุ่นละอองเป็นปัญหาที่สาคัญอันเกิดจากกการก่อสร้างอาคาร โรงงาน อุตสาหกรรมและควันดา ควันขาวที่ ป ล่อยออกมาจากท่ อไอเสียรถยนต์ป ระเภทต่าง ๆ ส่วนสาร อันตรายเป็นปัญหาที่มขี ึ้นมาในปี 2540 มีผู้ป่วยได้รับสารอันตราย 3,055 คนเสียชีวิต 30 คน ตัวอย่าง ข้างต้นแสดงว่าภาครัฐเองมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอจะดูแลได้ทั่วถึงโรงงานมักจะกาจัดของเสียที่ปลายท่อ มากกว่าจะกาจัดของเสียที่กระบวนการผลิตจึง ควรนาระบบภาษีเพื่อสิ่ง แวดล้อมมาใช้เพื่อให้ผู้ก่ อ มลพิษเป็นผู้จ่ายภาคธุรกิจซึ่งเคยสร้างมลพิษอย่างอิสระมาช้านาน และเข้าใจว่าของเสียเป็นขยะที่ สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ควรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกาจัดของเสียดังกล่าว ดังนั้น การปล่อยของเสียหรือมลพิษโดยอาศัยความไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมของรัฐ เป็นการแสดงถึง ความไม่ ส นใจที่ ธุ ร กิ จ จะต้ อ งรั บ ผิ ด ชอบต่ อ สั ง คม และมองเห็ น ว่ า สั ง คมเป็ น ผู้ มี ส่ ว นได้ เ สี ย (stakeholders) ที่สาคัญ เป็นการทาธุรกิจที่ยังขาดจริยธรรม ถ้านักธุรกิจมีจริยธรรมบริหารกิจการ ของตนโดยคานึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว การควบคุมโดยกฎหมายมีความจาเป็นน้อย นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐในส่วนของการครอบครอง ที่ดินในเขตป่าสงวน เขตป่าอนุรักษ์ เขตพื้นที่คุ้มครอง และที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการ บุกรุกเข้าไปยึดครองโดยพลการทั้งสิ้น26 แต่ในทัศนะขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) เห็นว่าจะช่วย รักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติได้ โดยขอให้รับรองสิทธิของบุคคลหรือสิทธิชุมชนใน การเข้าครอบครองที่ดินเหล่ านี้ แต่รัฐยังไม่เห็นด้วยแม้ว่าการขัดแย้งเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของธุร กิ จ โดยตรงแต่มีปัญหาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจริยธรรมทางด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนซึ่งยังหาข้อยุติ ไม่ได้ จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าในการปฏิบัติทางธุรกิจที่เกี่ยวกับจริยธรรมยัง แสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องทางด้านกฎหมายแล้ว ความตระหนักในความรับผิดชอบต่อสัง คมของ บรรดาธุรกิจบางส่วนยังไม่มีเท่าที่ควร การยอมรับในด้านจริยธรรมยังมีน้อยโดยเฉพาะในส่วนของสิทธิ มนุษยชน สิทธิของผู้ใช้แรงงาน และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
4-12 4.1.4 ลักษณะปัญหาจริยธรรมในธุรกิจข้ามวัฒนธรรม 1) ลักษณะของธุรกิจระหว่างประเทศ (ชนงกรณ์ กุณฑลบุตร, 2556) หรือ (บรรจง อมรชีวิน, 2547) ปัจ จุบันธุร กิจ ได้ขยายตัวเป็นระดับโลกมากขึ้น และผู้บ ริห ารมัก เผชิญกับปัญหา ทางด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ที่มีความซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น อันเกิดมาจากความแตกต่าง ทางด้านวัฒนธรรม ระบบการเมือง และค่านิยมของประเทศต่างๆ ปัญหาทางจริยธรรมมีความยุ่งยาก ซับซ้อนตามไปด้วย เนื่องจากมาตรการในการกาหนด ส่วนใหญ่มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สิ่งสาคัญคือ ได้มีการขยายตัวของบริษัทกลายเป็นบริษัทข้ามชาติ (transnational Corporation) ซึ่ง มี อิท ธิพลมากในด้านการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนด้านสัง คมและการเมื องระหว่างประเทศ นอกจากนี้ปัญหาที่บริษัทข้ามชาติ ต้องเผชิญคือ การเรียกร้องจากกลุ่มประชาสังคมระหว่างประเทศ (international civil society organizations) 2) ความจาเป็นของการมีธุรกิจระหว่างประเทศ ในปัจจุบันพบว่าบริษัทใหญ่น้อยมีจานวนมาก ล้วนแล้วแต่มี ธุรกิจในต่างประเทศ กันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทจากประเทศมหาอานาจทางเศรษฐกิจ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา อั ง กฤษ ฝรั่ ง เศส เยอรมนี อิ ต าลี ญี่ ปุ่ น ฯลฯ ประเทศที่ มี อ านาจทางเศรษฐกิ จ รองลงมา เช่ น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ สิง คโปร์สภาพหรือปัจจัยที่กระตุ้นและดึงดูดให้เกิ ดการท าธุรกิจระหว่าง ประเทศสามารถที่จะจัดการได้อย่างมีสิทธิภาพและมีผลกาไร 3) ลักษณะของบริษัทข้ามชาติ รูปแบบที่ใช้กันมากของบริษัทข้ามชาติ คือ ลงทุนร่วมกัน (joint venture) ของสอง บริษัทขึ้นไปจากประเทศต่าง ๆ จัดตั้งเป็นบริษัทฯ หนึ่ง โดยมีหุ้นส่วนหนึ่งที่เข้าถึงทุนและความรู้ด้าน เทคนิค บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ต้องให้ความสนใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศที่ จะต้ อ งสร้ า งความสมดุ ล ระหว่ า งการรวมศู น ย์ ( ethnocentrism) กั บ การกระจายขั้ ว อ านาจ (polycentric) 4) ประเภทของโครงสร้างธุรกิจระหว่างประเทศ โครงสร้างธุรกิจระหว่างประเทศ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ 4.1) หน่วยงานที่เป็นองค์การระดับโลก (global organization) มีลักษณะใกล้เคียง กับระบบรวมอานาจอย่างเต็มที่ (extreme ethnocentrism) 4.2) องค์ ก ารแบบรวมกั น หลายชาติ เรี ย กรวม ๆ ว่ า บริ ษั ท ข้ า มชาติ (multinational) เป็นองค์การแบบกระจายขั้วอานาจ (polycentrism) 4.3) องค์ก ารระหว่างชาติ หรือระหว่างประเทศ (international organization) เป็นแบบที่อยู่ระหว่างแบบที่หนึ่งกับแบบที่สอง ให้ความเป็นอิสระแก่บริษัทสาม 4.4) องค์ก ารข้ามชาติ (transnational organization) เป็นเครือข่ายที่ร วมตัวกัน ของหน่วยต่าง ๆ ที่มีปฏิกิริยาตอบโต้กันอย่างเข้มแข็ง 5) ปัญหาทางการเมืองที่เกี่ยวกับธุรกิจข้ามชาติ ปัจจุบันได้ยอมรับกันมากขึ้นในประเทศต่างๆ ว่าประชาธิปไตยเป็นระบบการเมืองที่ เหมาะสมที่สุด แต่ยังมีหลายประเทศที่ไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในกลุ่มของประเทศที่
4-13 ปกครองด้วยระบอบประชาธิป ไตยยัง มีความแตกต่างอยู่ไม่ น้อย แตกต่างกั นด้านการเมื อง ด้าน ประเพณี ค่านิยมและอุดมการณ์ มีผลต่อจริยธรรมในการบริหารได้ 5.1) ความแตกต่างในด้านอุดมการณ์ทางการเมือง อุ ดมการณ์ท างการเมื อง (political ideologies) เป็นตัวสะท้ อนถึง ลัก ษณะของ ความเชื่อ ค่านิยม และประเพณีทางการเมืองในประเทศหนึ่ง ๆ เป็นการระบุว่าพฤติกรรมทางการ เมืองเช่นไรถูกต้อง และพฤติกรรมเช่นไรไม่ถูกต้อง 5.2) ผลกระทบของระบบการเมืองต่อการบริหารธุรกิจ ผลกระทบของระบบการเมืองต่อการบริหารจึงต้องพิจารณาถึงระบบเศรษฐกิจ และ สังคม เพราะเป็นตัวกาหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนในทางเศรษฐกิจ สามารถแบ่งได้ 3 ระบบ คือ 5.2.1) ระบบเศรษฐกิจเสรี (free enterprise) เป็นระบบที่สอดคล้องกับระบอบ ประชาธิปไตย ถือหลักให้เอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและกิจการธุรกิจ ยอมรับในกลไก ตลาดเสรี (free market mechanism) เป็นระบบที่ถือหลักว่าประชาชนจะแลกเปลี่ยนสินค้าและ บริการซึ่งกันและกันโดยสมัครใจ ดังนั้น หลักของระบบเศรษฐกิจเสรี จึงเน้นความสาคัญของปัจเจกชน (Individualism) คือให้ความสาคัญของเอกชนเหนือสังคม 5.2.2) ระบบความคุกคามจากรัฐส่วนกลาง (central state control) ปัจจุบัน ระบบนี้มีน้อยมาก เป็นระบบที่รัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและกิจการผลิตกรรมสิทธ์ของ เอกชนจะถูกห้ามหรือถูกจากัดอย่างมาก อานาจทางเศรษฐกิจและการเมืองอยู่ในมือของรัฐบาล 5.2.3) ระบบผสมระหว่ า งบทบาทของรั ฐ และเอกชน (mixed-state-andPrivate enterprise) เป็นระบบที่อยู่ระหว่างกลางของ 2 ระบบแรก เป็นระบบผสมระหว่างเศรษฐกิจ เสรีกับการวางแผนจากส่วนกลาง กิจการด้านการเงินและอุตสาหกรรมในบางส่วนรัฐเป็นเจ้าของและ เป็นผู้ดาเนินการ เช่น ธนาคารกลาง รถไฟ สายการบิน โทรศัพท์ ไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภค ทั้งหลาย 6) ปัญหาความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ความขัดแย้ง ทางวัฒ นธรรมเป็นประเด็นส าคัญของธุร กิ จข้ามชาติและก่อให้เกิด ปัญ หาทางจริยธรรมอั นเนื่อ งมาจากความแตกต่างของค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความ แตกต่างทางด้านวัฒนธรรมที่สาคัญระหว่างประเทศเมืองแม่กับประเทศที่กิจการไปลงทุน อันได้แก่ การตัดสินใจทางจริยธรรมโดยมีค่านิยมที่แตกต่างกัน 7) ปัญหาการคอรัปชั่นกับการจ่ายเงินบางประเภท การจ่ายเงินบางอย่างในประเทศที่บริษัทไปทาธุรกิจถูกมองว่าไม่เหมาะสมและผิด จริยธรรมและนาไปสู่การทุจริตคอรัปชั่น ประเด็นสาคัญของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับธุรกิจ ต่างชาติ ถูก มองว่าเป็นการจ่ายในรูป แบบของสินบน การให้และการรับสินบนถือว่าเป็นเรื่องผิด กฎหมาย
4-14 8) ปัญหาเกี่ยวกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศ บางประเทศใช้นโยบายการค้าเพื่อกดดันประเทศอื่นให้เปลี่ยนแปลงนโยบายบาง ประการการใช้นโยบายการค้าเช่นนี้เป็นปัญหาทางจริยธรรมว่ามีความธรรมเพียงใดและอาจมีการ เลือกปฏิบัติ เช่น ใช้กับประเทศหนึ่งแต่ละเว้นประเทศหนึ่ง 9) ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานด้านแรงงาน การจ้างแรงงานเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ การจ้างแรงงานมักเป็นปัญหาจริยธรรมอยู่เสมอสาหรับการลงทุนในต่างประเทศ (จินตนา บุญบงการ, 2544) จากผลการวิจัย (ปนัดดา บุญ วิวัฒ น์ , 2543) จากการศึก ษาวิจัยเรื่อ ง หลัก จริยธรรมและ ลัก ษณะการดาเนินธุร กิ จ การขายตรงทั้ ง แบบใช้ก ารตลาดชั้นเดียวและหลายชั้น นอกจากนี้ยังมี การศึกษาปัญหาจริยธรรมในธุรกิจการขายตรงโดยใช้หลักจริยศาสตร์ที่ว่าด้วยประโยชน์นิยมสิทธิและ จรรยาบรรณมาวิเคราะห์ปัญหาการศึกษาดังกล่าวใช้วิธีการสัมภาษณ์ระดับลึกทั ศนะของผู้บริห าร พนักงานขาย ผู้บริโภค และนักวิชาการ ผลการศึกษาพบปัญหา 10 ข้อ คือ 1) การขายตัดราคา 2) การพูดเกินความจริงถึงประสิทธิภาพของสินค้า 3) การขายหรือตั้งแสดงสินค้าในร้านค้าปลีก 4) การกักตุนสินค้า 5) การสร้างความกดดันในการขายสินค้า 6) ปัญหาคุณภาพสินค้าที่นามาขายตรง 7) ปัญหาผู้ประกอบการแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชน 8) ปัญหาประชาชนสมยอมโดยหวังผลประโยชน์ 9) ปัญหาพนักงานขายแสวงหาผลประโยชน์จากการหาสมาชิก 10) ปัญหาการอวดอ้างรายได้ของ บริษัทเกินความเป็นจริง ผลการวิจัยพบว่า ทัศนะของพนักงานขายที่เห็นว่าการขายตัดราคาเป็นปัญหาจริยธรรม และเป็นผู้มีส่วนทาให้เกิดขึ้น เป็นทัศนะที่แสดงให้เห็นว่าพนักงานขายขาดจริยธรรมในการดาเนิน ธุรกิจ จึงเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากผู้ประกอบการ และทัศนะของผู้ที่พบมาก ที่สุด คือ เคยพบปัญหาและทราบว่าเป็นปัญหาจริยธรรม แสดงให้เห็นว่าธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่มี ความน่ า เชื่ อ ถื อ เพราะผู้ ที่ เ กี่ ย วข้ อ งในธุ ร กิ จ มี ค วามตระหนั ก รู้ ถึ ง ปั ญ หาจริ ย ธรรมในระดั บ ดี ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาจริย ธรรมของธุรกิจการขายตรงที่ดีที่สุดคือ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ในธุรกิจนี้ ควรตระหนักรู้ถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจและต่อสังคม ไม่ควรนึกถึงผลประโยชน์ ของตนเองเป็น หลักโดยไม่คานึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งที่ผู้ประกอบการและพนักงานขาย สามารถกระทา ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ การยึดถือจรรยาบรรณในการดาเนินธุรกิจ และความเข้าใจในกฎ จรรยาบรรณ รวมถึงการเผยแพร่ให้ผู้บริโภครับทราบและเข้าใจกฎเกณฑ์ เหล่านี้ด้วย
4-15 4.1.5 ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจ กรณีศึกษาที่ 1 บริษัท Enron เรื่องนี้คงเข้ากับสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทย เราคงได้ยินชื่อเสียงของ Accounting Firm ว่า ถ้าจะให้บริษัทดูน่าเชื่อถือต้องให้บริษัท Big4 มาตรวจสอบบัญชี นั่นคือ PWC, EY, KPMG, Deloitte แต่รู้ไหมว่าเมื่อ 15 ปีก่อน Accounting Firm ที่มีชื่อเสียงจะมี 5 บริษัท หรือ Big5 แล้วบริษัทที่ 5 นั้น หายไปไหน บริษัทที่ 5 นั้นคือ Arthur Andersen ซึ่งได้ถูกถอนใบอนุญาตตรวจสอบบัญชีไปในคดี Enron เมื่ อ ปี 2002 โดย Arthur Andersen ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ Enron ในการตกแต่ง บัญ ชี สร้างรายได้ และกาไรปลอม และยังปกปิดหนี้สินอีกด้วย Enron เป็นบริษัทพลังงานสัญชาติอเมริกา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1985 ถือเป็นบริษัทพลังงานยักษ์ ใหญ่ของอเมริกาในช่วงนั้น โดย รายได้เพิ่มขึ้น 750% ระหว่างปี 1996 – 2000 โดยมียอดขายถึง 3 ล้านล้านบาทในปี 2000 โดยเฉลี่ยแล้วเติบโตปีละ 65% เมื่อเทียบกับตัวเลขเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ โตเพียงแค่ 2-3% ต่อปี จึงถือได้ว่า Enron เป็นบริษัทที่ฮอตสุด ๆ ในเวลานั้น และในปี 2001 รายได้ ของ Enron มากที่สุดติดอันดับ 6 ในบริษัทใหญ่ที่สุดของโลก ธุรกิจส่วนใหญ่ของ Enron ไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์พลังงานเอง ทั้งโรงไฟฟ้า ท่อส่งก๊าซ แต่ Enron จะเป็นนายหน้าซื้อขายระหว่างผู้ที่จะขายพลังงานกับผู้ที่จะซื้อพลังงาน ซึ่งจริง ๆ แล้ว Enron ควรจะรายงานรายได้เพียงแค่ค่าธรรมเนียมในการซือ้ ขาย แต่ Enron กลับเลือกที่จะใช้มูลค่าทรัพย์สนิ ทั้งหมดที่ซื้อขายแสดงเป็นรายได้ และใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรู้รายได้ก่อน แต่จริง ๆ ยังไม่มีเงินสดเข้ามา สุดท้ายเมื่อเรื่องความไม่โปร่งใสเปิดเผยออกมา จึงถูกทางการตรวจสอบ และต่อมาบริษัทถูก ลดเครดิตลงทาให้ไม่มีใครกล้าให้บริษัทกู้เงิน บริษัทจึงขาดสภาพคล่องในการดาเนินธุรกิจ และขอยื่น ล้มละลายในปลายปี 2001 ซึ่งช่วงต้นปี บริษัทพึ่งรายงานยอดขายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ การ ล้มละลายครั้งนี้เป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา และมีพนักงานหลายหมื่นคนต้องตก งาน จากราคาหุ้น Enron สูงสุดที่ $90.75 กลายเป็น $0.61 ในวันสุดท้ายของการซื้อขาย ถึง แม้ ว่าการล้ม ละลายของ Enron จะไม่ ท าให้เ กิ ดผลกระทบโดยตรง กั บ ตลาดการค้ า พลัง งาน แต่ก็ ได้ท าให้เ กิดความตื่นตัวขึ้นในบริษัทต่าง ๆ เช่น มี ก ารพิจารณางบดุลอย่างละเอียด รอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะในบริษัทที่มีบัญชีการเงิน ที่ซับซ้อนและมีพฤติกรรม ที่ปิดบังซ่อนหนี้สิน ไว้เป็นจานวนมากเหมือน Enron ส่งผลให้มาตรฐานในการทาบัญชีเข้มงวดขึ้นอย่างมาก และยังทาให้ บริษัทต่าง ๆ ได้ประจักษ์ถึงความเสี่ยงในการซื้อขาย โดยที่ไม่มีสินทรัพย์รองรับ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่ เป็นผลดีที่ Enron ทาให้เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าเวลาผ่านไปเรื่องทานองนี้ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะตราบใดที่มนุษย์ยังมี ความโลภ และทาให้คิดได้ว่า ธุรกิจไหนก็ตามหากมีผู้บริหารที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ว่าผลกาไรจะดีแค่ไหน แต่ เมื่อเอาตัวเลขนั้นมาคูณกับ 0 ผลลัพธ์ก็คือ 0 คาถาม : (1) จงบอกสาเหตุของปัญหาการล้มละลายของ Enron
4-16 กรณีศึกษาที่ 2 บริษัท Worldcom ย้อนกลับใปในปี 2001 ระหว่างที่ตัวเองยังศึกษาต่อที่ต่างประเทศ เวิลด์คอม (WorldCom) บริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ แจ้งล้มละลาย สร้างสถิติการล้มละลายที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดใน แวดวงธุรกิจอเมริกัน กรณีอื้ อ ฉาวของเวิลด์คอม เกิ ดจากการแต่ง บัญชีซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนใน วอลล์สตรีทให้ติดลบลงไปอีก กดดันให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช ต้องออกมาเรียกร้อง ให้ รัฐบาลเร่งปราบปรามการฉ้อฉลในวงการธุรกิจ การล้มครืนของเวิลด์คอมทาให้บรรดาผู้ถือหุ้นต้องสูญเงินไปถึงราว 180,000 ล้านดอลลาร์ และยังทาให้พนักงานอีก 20,000 ชีวิตต้องตกงาน จนบริษัทต้องยื่นขอความคุ้มครองภายใต้กฎหมาย ล้มละลายในเดือนกรกฎาคม 2002 ชายผู้ยืนอยู่เบื้อ งหลังเหตุการณ์นี้คือ สกอตต์ ซัล ลิแวน (Scott Sullivan) CFO ของเวิลด์ คอม หนึ่งใน CFO ที่เคยมีชื่อเสียงที่สุดในวอลล์สตรีท ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในฐานะ mastermind กลโกงทางการเงินที่นาไปสู่การล่มสลายทางการเงินของเวิลด์คอม อันถือเป็นการล้มละลายครั้งใหญ่ ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ สก็อตต์ ซัลลิแวนเกิดเมื่อปี 1963 ได้รับปริญญาตรีทางบัญชีจาก State University of New York in Oswego ในปี 1983 หลัง จากเรียนจบ ซัล ลิแวนท างานเป็นนัก บัญ ชี ในที่ สุดเขาก็ เ ข้า สู่ อุตสาหกรรมโทรคมนาคมท างานในบริษัท Advanced Telecommunication Corporation จน สุดท้ายบริษัทถูกซื้อกิจการโดยเวิลด์คอม ในปี 1992 หลังเข้าทางานกับเวิลด์คอม เส้นทางการทางานของสกอตต์ ซัลลิแวนก็พุ่งทะยานขึ้นสูงอย่าง น่าทึ่ง ภายในสองปีเขาได้กลายเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน (CFO)ของบริษัท สก็อตต์ ซัลลิ แวนพัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เบอร์นาร์ด เอ็บเบอร์ส( Bernard Ebbers) -CEO เขาช่วยเอ็บ เบอร์ส ในการเข้าซื้อกิจการและการควบรวมกิจการของบริษัทเป็นจานวนมาก ทั้งสองคนทางานอย่าง ใกล้ชิดและสนิท กั นอย่างมากจนคนในองค์ก รได้ตั้ง ฉายานามอิท ธิพลของทั้ ง คู่ในบริษัท ว่า " The Bernie and Scott Show" ในปี 1997 ซั ล ลิ แ วนมี บ ทบาทส าคั ญ ในการเข้า ซื้อกิ จ การของบริษั ท MCI ซึ่ ง ให้บ ริก าร โทรคมนาคมระยะยาว ซึ่งหลังจากจบดีลครั้งนี้ช่วยให้เขาเป็นหนึ่งในซีเอฟโอที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของ ประเทศ ตามรายชื่อของวอชิงตันโพสต์เขายังเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่มีรายได้ดีที่สุดในสาขาอาชีพของ เขาด้วยรายได้มากกว่า 19 ล้านดอลลาร์ในปี 1998 ในฐานะที่เป็นผู้บริหารเวิลด์คอม ซัลลิแวนได้แบ่งเวลาของเขาระหว่างสานักงานใหญ่ของรัฐ มิสซิสซิปปีและบ้านในรัฐฟลอริด้าโดยเขาและภรรยาของเขาได้ซื้อที่ดินในชุมชนส่วนตัวในเมืองโบ ค่าเรตันเพื่อสร้างบ้านในฝันที่หรูหรามมูลค่ ากว่า 2 ล้านเหรียญถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสที่จะเห็นความ ฝันของพวกเขาเป็นจริง ในปี 2000 ราคาหุ้นและผลประกอบการของบริษัทเวิลด์คอมเริ่มลดลง วอลล์สตรีทเริ่มสงสัย ในความสามารถในการเติบโตของบริษัท
4-17 ก่อนการส่งงบไตรมาส 3 ในปีนั้นเอง ผู้จัดการฝ่ายระดับกลาง 2 คนของบริษัท คือ เบ็ตตี้ วิน สั น (Betty Vinson)-Director Management Report และทรอย นอร์ แ มนด์ (Troy Normand)Director Legal Entity Report ประสบปัญหาสาคัญทางด้านจรรยาบรรณทางวิชาชีพ เพราะเหลือ เวลาอีก 5 วันในการที่บริษัทจะต้องส่งงบการเงินรายไตรมาศและประกาศผลประกอบการต่อ นั ก ลงทุน สิ่งที่พวกเขาเจอคือ ข้อผิดพลาดทางบัญชีที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายของการเช่าสายเคเบิลของการ ให้บ ริก าร (interconnection expenses with other telecommunication companies)เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วและไม่สอดคล้องกับรายได้ ทาให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวถูกย้ายจากงบกาไรขาดทุนไปยังงบดุล ตัดเป็นสินทรัพย์เพื่อให้บริษัทมีกาไรมากขึ้น ทั้ ง สองรู้ถึงปัญหาใหญ่หลวงที่จะตามมาและรับรู้ถึงแรงกดดันจากเส้นตายที่ใกล้ส่งงบกับ ตลาดหลั ก ทรั พ ย์ จึ ง ขอเข้ า พบ สกอตต์ ซั ล ลิ แ วน CFO และ เดวิ ด ไมเยอร์ (David Myers) – Corporate Controller ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่แทนที่จะให้คาตอบและสั่งการเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด สกอตต์ ซัลลิแวนสั่งให้วินสันและ นอร์ แ มนด์ ป กปิ ดข้ อ ผิด พลาดด้ว ยการตั้ ง Operating Line Cost เป็ น Operating Asset ภายใต้ สินทรัพย์ประเภท Long-Term Investments ในงบดุล ด้วยวิธีนี้ผลประกอบการในงบกาไรขาดทุน ดู เหมือนจะสอดคล้องกับความคาดหวังของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีท โดย สกอตต์ ซัลลิ แวน บอกว่าข้อผิดพลาดจะได้รับการ "เปิดเผยตัวเองในไตรมาสต่อไป" โดยทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายในปี ถัดๆ ไป ในช่วงหลายเดือนต่อมาสกอตต์ ซัลลิแวนวางแผนที่จะแก้ไขปัญหาด้วยเทคนิคทางด้านบัญชี แต่การจะต้องทาเช่นนี้ได้ เขาต้องให้ฝ่ายตรวจสอบภายในชะลอแผนการตรวจสอบซึ่งนาทีมโดย ซิน เทีย คูเปอร์ (Cynthia Cooper) รองประธานฝ่ายตรวจสอบภายในของเวิลด์คอมไปก่อน โดย ซินเทีย คูเปอร์ เริ่มได้เบาะเเสกลเม็ดทางบัญชีและพร้อมที่จะเริ่มค้นหาหลักฐาน เมื่อซัลลิแวนตระหนักว่าฝ่ายตรวจสอบภายในจะเดินหน้า ไม่ถอยกลับ เขาก็ตัดสินใจที่จะทา ความสะอาดเพื่อแก้ปัญหาการตัดสินใจที่ผิดพลาดโดยการบอกว่า "ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นการลงทุนใน กาลังการผลิตของสายโทรคมนาคมในอนาคตซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ในไตรมาสถัดไป ดังนั้นจึงจะควร ชะลอการใช้จ่ายไปในอนาคต" คูเปอร์ไม่สนใจและเดินหน้าตรวจสอบต่อไปจากความช่วยเหลือของทีมตรวจสอบภายในของ เธอเอง จนภายหลังเธอได้เปิดโปงกลไกต่างๆในการตกแต่งบัญชีและทาให้เธอกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่มี ชื่อเสียงที่สุดในโลกสาหรับงานนี้ ในปี 2002 หลังพบว่ามีการฉ้อโกงทางบัญชี สกอตต์ ซัลลิแวนถูกไล่ออกในเดือนมิถุนายน และถูกฟ้องในหลายเรื่องเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางบัญชีในบทบาทของเขาซึ่งส่งผลต่อการล่มสลาย ของเวิลด์คอม เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาต่อซัลลิแวนว่า เป็นผู้บงการเบื้องหลังโครงสร้างการตกแต่งบัญชี ของเวิลด์คอม ซั ล ลิ แ วนยอมรั บ ว่ า เขาได้ ห ลอกลวงนั ก ลงทุ น เกี่ ย วกั บ สถานะทางการเงิ น ของบริ ษั ท นอกจากนี้เขายังอ้างว่า CEO เบอร์นาร์ด เอ็บเบอร์ส ได้ตระหนักถึงการฉ้อโกงทางบัญชีอย่างครบถ้วน คาถาม : (1) จงบอกสาเหตุของปัญหาของบริษัท Worldcom
4-18 กรณีศึกษาที่ 3 กระแสมุสลิม (Buying Muslim) ตลาดอาหารฮาลาล (Halal) เติบ โตขึ้นอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ ผ่านมา คิดเป็นมู ล ค่า ประมาณ 632,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี หรือคิดเป็น 16% ของมูลค่าอุตสาหกรรมอาหารของโลก และเมื่ อ รวมสิน ค้ า และบริ ก ารอื่ น ๆ ที่ ท าตามกฎของศาสนาอิส ลาม ไม่ ว่ า จะเป็น ภาคการเงิน อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ธุรกิจประกัน เครื่องสาอาง และอื่นๆ ตลาดฮาลาลมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้าน เหรียญสหรัฐฯต่อปี สาเหตุหนึ่งที่ทาให้ภาคธุรกิจฮาลาลเติบโตเป็นอย่างมากคือ ชาวมุสลิมในโลก (ที่มี อยู่ถึง 1.6 พันล้านคน) อยู่ในวัยหนุ่มสาวเสียส่วนใหญ่และคนหนุ่มสาวเหล่านี้มีกาลังซื้อสูงกว่าในอดีต จากการที่สินค้าและบริการฮาลาลยังสามารถเติบโตได้อีกในอนาคต ทาให้บริษัทข้ามชาติจาก ทางตะวั น ตก เช่ น Tesco, McDonald’s และ Nestle ได้ ท าการขยายสิ น ค้ า ส าหรั บ คนมุ ส ลิ ม นอกจากนี้ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ทั้งในเอเชียและตะวันออกกลางต่างพยายามต่างที่จะเป็นศูนย์กลาง ฮาลาลของภูมิภาค เป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าตามสั่ง และทาโลจิสติกส์แบบฮาลาล ซึ่งจะต้องมี ระบบในการรักษาความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์ระหว่างการขนส่งและการเก็บรักษาด้วย แม้ว่าอาหารจะเป็นสินค้าหลักในภาคเศรษฐกิจของฮาลาล แต่ภาคเศรษฐกิจของฮาลาลยังมี สิ น ค้ า และบริก ารประเภทอื่ น ๆ ด้ ว ย เช่ น ยา ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ดู แ ลสุข ภาพ สิ น ค้ า อุ ป โภคบริโ ภคใน ชีวิตประจาวัน การเงินการธนาคาร โรงแรม สปา และบริการทางการแพทย์ เป็นต้น จากการขยายตัว ของตลาดฮาลาลทาให้บริษัทต่าง ๆ ผลิตสินค้าและบริการฮาลาล เพื่อตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภคชาวมุสลิม เช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในตะวันออกกลางได้ออกแบบสปาและสระว่าย น้าที่แบ่งการใช้บริการระหว่างผู้ชายและผู้หญิง และมีบริษัทผลิตเครื่องสาอางจานวนไม่มากนักที่ผลิต เครื่องสาอางเพื่อตอบสนองชาวมุสลิม เช่น โลชั่นทาผิวต้องไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ลิปสติกต้อง ไม่ มี ส่วนผสมของไขมั นจากสัตว์ เป็นต้น ซึ่ง สินค้าและบริก ารใหม่ ๆ ที่ ออกมานั้นไม่ ได้มี ไว้เ พื่ อ ตอบสนองต่อชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ยังได้รับความสนใจจากลูกค้าที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมด้วย เพราะถึงแม้ว่า จะไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม แต่หากคานึงถึงความสะอาดปลอดภัย จะถือว่าสินค้าฮาลาลเป็นสินค้าที่ ผลิตได้มาตรฐานมีความสะอาด ทาให้คนหันมานิยมเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่โรงแรมที่มุ่งเจาะชาวมุสลิม คือ ไม่มีแอลกอฮอล์ไว้จาหน่าย ไม่มีการจัดปาร์ตี้ดึกดื่น เหมาะกับครอบครัวทั่ว ๆ ไปที่ต้องการพา ลูกหลานไปพักผ่อน เพราะจะมีความปลอดภัยและความเงียบสงบ ที่มา : Global Business: Middle East Special. (2009, May 25). Time,p.35-38 คาถาม : (1) ท่านคิดว่าการนาจุดเด่นของศาสนามาเป็นจุดขายของสินค้าและบริการมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร (2) ท่านคิดว่าประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลส่งออกได้ หรือไม่ จงอภิปราย
4-19
สรุป ปัจจัยที่ทาให้เกิดปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คือ ความโลภ กิเลส ตัณหา การเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว และการแข่งขันที่มีความเข้มข้นรุนแรง อาจนาไปสู่การ ดาเนินงานที่ขาดจริยธรรมและผิดกฎหมาย รวมถึงการดาเนินกิจการในสังคมที่มีวัฒนธรรมแตกต่าง กัน ความแตกต่างทางวัฒนธรรมนามาซึ่งความแตกต่างในมาตรฐานทางจริยธรรม การนาจริยธรรมมา ใช้ในธุรกิจจะเกิดปัญหาทางปฏิบัติหลายประการ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 ประเด็นใหญ่ คือ 1) ประเด็น ปัญหาทางจริยธรรมทางความสัมพันธ์ส่วนตัว 2) ประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ของบริษัท และ 3) ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับประเภทของกิจกรรมของบริษัท ลักษณะปัญหาจริยธรรมในการปฏิบัติงานของธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งมีสาเหตุจากขาดการ บังคับใช้กฎหมาย การลงโทษไม่รุนแรงและไม่จริงจังพอ สังคมไม่ได้มีการลงโทษธุรกิจที่ผิดจริยธรรม สัง คมไม่ ให้ความส าคัญ กั บ การเรียกร้องให้ธุร กิ จมี จ ริยธรรมมากนัก และสัง คมไม่ ท้ วงติง ยอมรับ พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งกฎ ระเบียบ ที่มีไม่สามารถปฏิบัติตามได้เนื่องจากต้นทุนสูงหรือธุรกิจ ขาดความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติตาม ตลอดทั้งขาดการจัดการที่ดี ขาดการประสานงานกัน ระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีการคอรัปชั่นของนักการเมืองและหรือราชการที่เอื้อให้ธุรกิจสามารถ กระทาผิดได้ รัฐบาลเปิดโอกาสให้เกิดลักษณะผูกขาด เช่น การให้สัมปทานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทา ให้ผู้ผลิตตั้งราคาที่เอาเปรียบผู้บริโภคมาก กลุ่มผู้บริโภคอ่อนแอ ไม่มีการรวมตัว รวมทั้งขาดองค์กรที่ เข้ามาดูแลประโยชน์ของผู้บริโภค ปัจจุบันองค์การต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ที่มีความซับซ้อน ยุ่งยากมากขึ้น อันเกิดมาจากความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ระบบการเมือง และค่านิยมของ ประเทศต่างๆ ส่งผลให้ปัญหาทางจริยธรรมมีความยุ่งยากซับซ้อนตามไปด้วย ซึ่งลักษณะของบริษัท ข้ามชาติ ซึ่งมีรูปแบบการลงทุนร่วมกันของสองบริษัทขึ้นไปจากประเทศต่าง ๆ จัดตั้งเป็นบริษัทฯ หนึ่ง โดยมีหุ้นส่วนหนึ่งที่เข้าถึงทุนและความรู้ด้านเทคนิค บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ต้องให้ความสนใจในความ แตกต่างทางวัฒ นธรรมของแต่ละประเทศที่จะต้องสร้างความสมดุล ระหว่างการรวมศูนย์กับ การ กระจายขั้วอานาจ บางครั้งอาจเกิดปัญหาทางการเมืองที่เกี่ยวกับธุรกิจข้ามชาติ เช่น ความแตกต่าง ด้านอุดมการณ์ทางการเมือง ผลกระทบของระบบการเมืองต่อการบริหารธุรกิจ ผลกระทบของระบบ การเมืองต่อการบริหาร รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางวัฒนธรรม เป็นปัจจัยสาคัญของธุรกิจข้ามชาติ อันเนื่องมาจากความแตกต่างของค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความแตกต่างกัน รวมทั้งปัญหา เกี่ ยวกั บนโยบายการค้าระหว่างประเทศและปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานด้านแรงงานเป็นประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ
4-20
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. นาเข้าสู่บทเรียน 2. บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 4.1 3. ถาม-ตอบเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม 4. สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน หนังสืออ้างอิง
สื่อการสอน
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน
เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 4.1 - Power Point บทเรียนที่ 4.1 และ LCD Projector วัสดุโสตทัศน์ - กรณีศึกษา 4.1 งานที่มอบหมาย 1. ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน 2. หาข้อมูลทีเ่ กี่ยวข้องกับปัญหาจริยธรรมที่มีอทิ ธิพลต่อธุรกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อมมาวิพากษ์วิจารณ์ในชั้นเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด เอกสารประกอบ
4-21 สัปดาห์ที่ 4 เวลา 3 ชั่วโมง ชื่อบทเรียน
ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 หน่วยที่ 4 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม(ต่อ) 4.2 เข้าใจและแก้ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อ สังคม เวลา 90 นาที 4.3 เข้าใจและแก้ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อ สิ่งแวดล้อม เวลา 90 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 4 นักศึกษาสามารถ 4.2 เข้าใจและแก้ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคม 4.2.1 บอกการคอรัปชั่นและการรับสินบน 4.2.2 อธิบายการแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม 4.2.3 ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 4.3 เข้าใจและแก้ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม 4.3.1 บอกผลกระทบจากการประกอบธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม 4.3.2 อธิบายการแก้ไขปัญหาจริยธรรมสู่นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม 4.3.3 ยกตั ว อย่ า งกรณี ศึ ก ษาเกี่ ย วกั บ ปั ญ หาจริ ย ธรรมที่ เ กิ ด ขึ้ น กั บ สิ่งแวดล้อม
4-22
หน่วยเรียนที่ 4 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิง่ แวดล้อม (ต่อ) แผนการสอนประจาหน่วย 4.2 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคม 4.2.1 การคอรัปชั่นและการรับสินบน 4.2.2 การแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม 4.2.3 กรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 4.3 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม 4.3.1 ผลกระทบจากการประกอบธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม 4.3.2 การแก้ไขปัญหาจริยธรรมสู่นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม 4.3.3 กรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม
บทนา การดาเนิน ธุรกิ จที่มีปฎิสัม พันธ์กั นอย่างสมดุล กับสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักความ พอประมาณ การมีเหตุผล บนพื้นฐานของความระมัดระวังและการบริหารความเสี่ยงภายใต้ความรู้ และคุณธรรมของการประกอบธุรกิจ ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่พนักงานเพื่อสร้าง โอกาสการพัฒนาตนเอง การจัดสวัสดิการอย่างเหมาะสม การหาวิธีการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ระดับท้องถิ่น ประเทศ และระดับโลก รวมทั้งการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การดาเนินธุรกิจเพื่อ แสวงก าไรเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่หลักประกันของการ เติบ โตและพัฒ นาอย่างยั่ง ยืน ในหน่วยเรียนนี้ จะกล่าวถึง ปัญ หาจริยธรรมที่ มี อิท ธิพลต่อ สั ง คม สิ่ง แวดล้อม การคอรัป ชั่นและการรับ สินบน การแก้ ไขปัญ หาจริยธรรมที่ มี ต่อสังคม จริยธรรมสู่ นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม และกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม และสิ่งแวดล้อม
4.2 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคม องค์การธุรกิจยุคใหม่ต้องบริหารงานโดยคานึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค พนัก งาน และการดูแลรัก ษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้ ง ต้องดาเนินกิจ การด้วยความโปร่งใสพร้อมจะให้ สาธารณชนตรวจสอบเสมอ ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคม มีดังนี้ 4.2.1 การคอรัปชั่นและการรับสินบน เมื่ อ กล่าวถึง “การทุจริต ” “การคอรัปชั่ น” หรือ “การฉ้อราษฎร์บังหลวง” เข้าใจ ง่ายๆ ว่าหมายถึง “การโกง” นั่นเอง หรือการไม่ซื่อสัตย์ สุจริต ของบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่ร่วมมือกันทา ความชั่วโดยเจตนา มีการไตร่ตรอง วางแผนอย่างมีขั้นตอน หรือมีกระบวนการอย่างแยบยล ในวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านการคอรัปชั่นของโลก มีประชาชนให้ความสนในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น
4-23 คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคาว่า คอรัปชั่นมากกว่า ในหน่วยเรียนนี้จึงขอใช้คาว่า คอรัปชั่น เพื่อความเข้าใจในการศึกษา เสาวนีย์ ไทยรุ่งเรือง และคณะ (2553) กล่าวว่า คอรัปชั่น (Corruption) มีรากศัพท์มา จากภาษาละติ น ว่ า Corrumpere มาจากค า 2 ค ารวมกั น คื อ To Ruin-Com (together) + Rumpere (to break) หมายถึง การท าลาย หรือละเมิ ดจริยธรรม หรือ ธรรมเนียมปฏิบัติในการ บริหารงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทาน้อยกว่า หรือไม่ดี เท่าที่กฎหมายระบุไว้ หรือแม้แต่ทาตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แต่ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมาย สมคิด บางโม (2558) กล่าวว่า คอรัปชั่น หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่กระทาการใด ๆ เพื่อ แสวงหาประโยชน์แห่งตนโดยใช้ตาแหน่งหน้าที่โดยทุจริต เช่น เรียกรับหรือยอมรับสินบนหรือเข้าไปมี ส่วนได้เสียในกิจการนั้น ๆ หรือเก็บเงินแล้วไม่นาส่งรัฐหรือหลีกเลีย่ งภาษี เป็นต้น การคอรัปชั่นเกิดขึน้ ได้ทั้งในองค์การ ของรัฐและองค์การ เอกชน สังศิต พิริยะรังสรรค์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร (2537) กล่าวว่า คอรัปชั่น หมายถึง การใช้ อานาจเพื่อให้ได้มาซึ่งกาไร ตาแหน่ง ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือผลประโยชน์ เฉพาะกลุ่ม โดยการฝ่าฝืน กฎหมายหรือมาตรฐานทางศีลธรรม อาจรวมถึงพฤติกรรมเบี่ยงเบนของผูม้ ีตาแหน่งในราชการ เพื่อให้ ได้ผลประโยชน์เข้าตนและพรรคพวก ทั้งในด้านสังคม ด้านการเงิน ด้านตาแหน่ง องค์การ เพื่อความ โปร่งใสในประเทศไทย ได้ให้คาจากัดความของการคอรัปชั่น คือ การกระทาใด ๆ ของเจ้าหน้าที่ของ รัฐในการให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า คอรัปชั่น หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่กระทาการ ใดๆ เพื่อแสวงหาประโยชน์แห่งตนหรือพวกพ้อง โดยใช้ตาแหน่งหน้าที่โดยทุจริต การทาลาย หรือ ละเมิดจริยธรรม หรือ ธรรมเนียมปฏิบัติในการบริหารงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนการรับ สินบนนั้น ส านัก งานราชบัณฑิ ตยสภา (2554) กล่าวว่า สินบน หมายถึง ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ให้แก่บุคคล เพื่อให้ผู้นั้นกระทาการหรือละเว้นไม่กระทาการตามทีผ่ ู้ จ่ายเงินสินบนต้องการ คาว่า สินบน ประกอบด้วยคาว่า สิน กับคาว่า บน สิน เป็นคาไทย แปลว่า ทรัพ ย์ บน เป็นคาภาษาเขมรว่า บน (อ่านว่า บ็อน) หมายถึง การขอร้องสิ่งศัก ดิ์สิท ธิ์ให้ช่วย โดย สัญญาว่าหากช่วยให้สาเร็จแล้วจะให้สิ่งของตอบแทน สินบน จึงหมายถึง เงินที่ให้ในลักษณะการบน แต่เป็นการบนเพื่อให้ช่วยในการทุจริต การให้สินบนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ บ้านเมืองเพื่อให้อนุมัติโครงการต่าง ๆ ทาให้รัฐต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรจ่ายจริงหลายเท่า จัดเป็น การฉ้อราษฎร์บังหลวงโดยตรง มีการจ่ายเงินที่เรียกว่าเงินสินบนอีกประเภทหนึ่ง คือเงินที่จา่ ยให้แก่ผู้นาจับผูท้ ี่กระทาผิด กฎหมาย ภาษาไทยเรียกว่า สินบนนาจับ เช่น ผู้ที่ช่วยชี้เบาะแสให้ตารวจจับผู้ร้ายหรือผู้ต้องหาว่า กระทาความผิด จะได้รับสินบนนาจับ 1) รูปแบบการคอรัปชั่นในสังคมไทย คอรัปชั่นที่มีมานานในสังคมไทยเป็นสิ่งบั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทย มีหลายรูปแบบ และพัฒนาซับซ้อนขึ้นไปเรื่อย ๆ (จุไรรัตน์ แสนใจรักษ์, 2546) พอประมวลได้ ดังนี้
4-24 1.1) การจัดซื้อจัดจ้างสูงกว่าราคาปกติ หรือหาทางจัดซื้อจัดจ้างในวิธีพิเ ศษ เพื่อ สะดวกในการจัดซื้อจัดจ้างในราคาแพง เพราะไม่มีการประมูล 1.2) การฮั้วประมูล คือ การที่ผู้เข้าประมูลรวมหัวกัน ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งประมูล ในราคาสูง โดยบริษัทที่ยินยอมสละสิทธิ์นั้นได้รับเงินจากบริษัทที่ได้เข้าประมูลหรือบางบริษัทถูกบังคับ ขู่เข็ญไม่ให้ยื่นซองประมูล 1.3) การทาสัญญาเสียเปรียบเอกชน โดยให้เอกชนคู่สัญญาได้เปรียบทางราชการ เช่น กาหนดเงื่อนไขให้ชดใช้ค่าปรับแก่เอกชนเมื่อทางการผิดสัญญา แต่ไม่ระบุว่าเมื่อเอกชนผิดสัญญา แล้วจะต้องถูกปรับเป็นเงิน เป็นต้น 1.4) การเรียกเก็บส่วย ส่วย คือ ผลประโยชน์ที่เจ้าหน้าที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบ ธุรกิจที่ทาผิดกฎหมายหรือเพื่ออานวยความสะดวกให้ ถ้าไม่จ่าย "ส่วย" ก็จะถูกกลั่นแกล้ง ที่ทราบกัน ทั่วไปคือ ส่วยทางหลวง ส่วยกินรวบ เป็นต้น 1.5) การให้สินบนและรับสินบน เพื่อให้ตนหรือพวกพ้องได้งาน ได้สัมปทาน ประมูล งานได้หรือได้เข้ารับราชการ เป็นต้น 1.6) การคอรัป ชั่น เชิง นโยบาย เป็นการที่ ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี ก าหนด นโยบายออกมาแล้วเป็นประโยชน์แก่พวกพ้อง เช่น การสนับสนุนธุรกิจบางประเภท นโยบายเอฟทีเอ (FTA) การลดภาษี หรือลดค่าสัมปทานให้แก่กิจการบางประเภท เป็นต้น 1.7) การใช้ท รัพย์สินของทางราชการไปทาประโยชน์ส่วนตัว เช่น ใช้ร ถหลวงไป รับส่งลูกเมีย ใช้ลูกน้องไปทางานส่วนตัว ใช้ลูกน้องไปทาสวนทาไร่หรือสร้างบ้านส่วนตัว เป็นต้น 1.8) การเก็บค่าธรรมเนียมแล้วไม่ส่งเงิน อาจเป็นเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ หรือเงิน ค่าปรับหรืออื่น ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่เก็บแล้วยักยอกเป็นของตนเองไม่นาส่งคลังบางส่วน หรือทั้งหมด 1.9) การซื้อสิทธิ์ขายเสียง เป็นการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งไม่ว่าจะ เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ 1.10) การคอรัปชั่นเวลา เกิดขึ้นทั่วไปในระบบราชการ เช่ น ใช้เวลาราชการไปตี กอล์ฟ ใช้เวลาราชการไปทาธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น 1.11) การให้สัมปทานแก่พวกพ้อง เมื่อมีการประมูลงานของรัฐ บริษัทที่ประมูลได้ มักเป็นบริษัทที่เป็นเครือญาติหรือเป็นพวกพ้องของรัฐมนตรี หรือผู้มีอานาจในการอนุญาต 1.12) ผลประโยชน์ ทั บ ซ้อ น คื อ การทั บ ซ้อนของผลประโยชน์ ข องบุ คคลที่ มี 2 สถานะหรือมากกว่าในเวลาเดียวกัน คือ ตาแหน่งสาธารณะ (รัฐมนตรี อธิบดี นายกรัฐมนตรี ) และ ต าแหน่ ง ในบริ ษั ท เอกชน หรื อ เจ้ า ของบริ ษั ท บุ ค คลดั ง กล่ า วนี้ มี ค วามใกล้ เ คี ย งที่ จ ะแสวงหา ผลประโยชน์ให้แก่พวกพ้องทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างง่ายดาย 2) ผลกระทบของการคอรัปชั่น ผลกระทบอันเกิดจากการคอรัปชั่น หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง มี ม ากมายหลาย ประการ สามารถสรุปได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ในเบื้องต้น ดังนี้ 2.1) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เมื่อมีการคอรัปชั่นเกิดขึ้น จานวนเงินที่พ่อค้าหรือ ผู้ประกอบการได้จ่ายให้กับราชการ เพื่ออานวยความสะดวกในการดาเนินกิจการ จะถูกบวกรวมกับ ต้นทุนการผลิต ซึ่งหมายถึงราคาสินค้าต้องแพงขึ้น ซึ่งจะทาให้สูญเสียสภาพของการแข่งขัน
4-25 2.2) ผลกระทบทางการเมือง กระบวนการคอรัปชั่น มั ก ท าให้ก ารตัดสินใจเพื่ อ ประโยชน์สาธารณะเบี่ยงเบนไป นักการเมืองฉ้อฉลซื้อเสียงหรือซื้อตาแหน่งหน้าที่มักได้ตาแหน่งที่ดี ตาแหน่งทางการเมืองสูง ๆ ไม่ได้คนดีมาดารงตาแหน่งทางการเมือง ทาให้ประเทศชาติเสียโอกาสและ เกิดความวุ่นวายในสังคม 2.3) ผลกระทบทางสังคม ประชาชาจะต้องซื้อสินค้าในราคาแพง ต้องเสี่ยงภัยใน ชีวิตประจาวัน โดยเฉพาะหากการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นไปเพื่องานโยธาธิ การ (เช่น ถนน อาคาร เขื่อน สะพาน) ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยในตึก สถานที่ก่อสร้าง ทั้งนี้รวมถึงการถูกรีดไถจากผู้มี อานาจหน้าที่ในหน่วยงานราชการหรือเรียกรับเงินอันไม่พึงได้ เพื่ออานวยความสะดวก นอกจากนี้ยัง เป็นการทาลายศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ 3) ปัจจัยที่ส่งเสริมการคอรัปชั่นในสังคมไทย 3.1) สังคมไทยเป็นสังคมแบบอุปถัมภ์ เป็นระบบสังคมแบบพวกพ้อง อาศัยพึ่งพาซึ่ง กันและกัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชาวตะวันออก มีการตอบแทนบุญคุณซึ่งกันและกัน บุญคุณต้อง ทดแทน หรือคนดีคือ คนกตัญญู เหล่านี้ทาให้เกิดการคอรัปชั่นได้ง่าย 3.2) ค่านิยมแบบธนาธิปไตย 4.2.2 การแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม แนวทางการแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม มีรายละเอียดดังนี้ 1) การแก้ปัญหาคอรัปชั่นเชิงปฏิบัติ คอรัปชั่นเป็นโรคร้ายเรื้อรังที่ทาลายประเทศชาติ เป็นเหตุนาไปสู่การปฏิวัติและสูญ สิ้นชาติ คอรัปชั่นกลายเป็นวิธีปฏิบัติปกติในประเทศไทย และกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วโดยไม่รู้ตัว การปราบปรามคอรัปชั่นเป็นเรื่องยากยิ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทุ กฝ่าย แนวความคิดของ พิภพ วชังเงิน (2545) ที่คาดว่าจะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นได้ มีดังนี้ 1.1) การลดแรงจูงใจของเจ้าหน้าที่ในการทุจริตคอรัปชั่น 1.2) ลดการใช้อานาจในการจัดสรรทรัพยากร 1.3) ลดการให้อานาจ และการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมายต่าง ๆ 1.4) สร้างจิตสานึกและค่านิยมในสังคมไทยขึ้นใหม่ 1.5) องค์การ อิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องมีอิสระในการทาหน้าที่อย่างแท้จริง 1.6) รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค พรรคแกนนาต้องยึดประโยชน์ของ ประชา ชาชนเป็นหลัก 4.2.3 กรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม โครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่ถูก กล่าวหาว่ามีก ารคอรัปชั่น เกิ ดขึ้นในปัจ จุบันมีหลาย โครงการขอเสนอเป็นกรณีศึกษาดังนี้ 1) กรณีศึกษา : โครงการทางด่วนพิเศษบางนา - บางประกง จุไรรัตน์ แสนใจรัก ษ์ (2546) รัฐ ต้องเสียค่าโง่ท างด่วน 6,200 ล้านบาท ไม่ ร วม ดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7.5 (วันละ 1.4 ล้านบาท) ถามคาวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้การทาง
4-26 พิเศษแห่งประเทศไทย ชดใช้ความเสียหาย จากความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่ให้แก่ กลุ่มกิจการร่วม ค้า บีบีซีดี โครงการนี้เริ่มลงนามในสัญญาวันที่ 28 มิถุนายน 2538 จากรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงของโครงการ พบความไม่โปร่งใสหลายประการ เช่น โครงการนี้เป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน การลงนามในสัญญาเป็นการลงนามด้วยความไม่ พร้อม เนื่องจากการทางพิเศษยังไม่ได้รับมอบพื้นที่จากกรมทางหลวง แต่ กทท. อ้างว่าได้รับหนังสือ ยินยอมให้เข้าใช้พื้นที่แล้ว และเป็นการลงนามในสัญญาที่เร่งด่วนผิดปกติเพียง 4 วัน ก่อนการเลือกตัง้ ทั่ วไป และการอนุมัติให้ขยายเวลาออกไปอีก 11 เดือนตามที่เสนอนั้น ไม่ มี ร ายงานถึงค่าใช้จ่ายที่ เพิ่มขึ้น เหล่านี้คือความชอบมาพากลของโครงการ ซึ่งทาให้เกิดความเสียหายในท้ายที่สุด คาถาม : 1.1) จงบอกสาเหตุของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 1.2) จงอธิบายผลกระทบของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 1.3) จงบอกวิธีการแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม 2) กรณีศึกษา : โครงการบาบัดน้าเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ผู้จัดการออนไลน์ (2558) ย้อนรอยโครงการ “บ่อบาบัดน้าเสีย คลองด่าน” มูลค่า กว่า 23,700 ล้านบาท ที่มี “นายวัฒนา อัศวเหม” รมช.กระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ตกเป็นจาเลย ในคดี โครงการนี้ได้รับอนุมัติอ ย่างเป็นทางการตั้ง แต่ปี 2538 ต่อมา นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ รมว. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในขณะนั้นที่มีการเซ็นสัญญาโครงการบาบัดนาเสียกับผู้รับเหมา ในเดือน สิงหาคม 2540 แต่ชาวบ้านในพื้นที่ตั้งโครงการเพิ่งรู้เมื่อปี 2542 จึงเคลื่อนไหวคัดค้าน จากนั้น ขยายไปสู่ก ารตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่ น โดยอนุก รรมการไต่สวนการ ทุจริตที่ดินในโครงการบ่อบาบัดน้าเสียคลองด่าน ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดมีชื่อนักการเมืองเข้าไปเกีย่ วข้องในฐานะเป็นผู้อนุมตั ิ 3 คน ได้แก่ นาย ยิ่งพันธ์ (เสียชีวิต) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต รมช.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวัฒนา อัศว-เหม อดีต รมช.มหาดไทย ถูกกล่าวหาว่าซื้อที่ดินแล้วนามาขายต่อให้โครงการสมัยที่ดารงตาแหน่ง เดือนมิถุนายน 2550 ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายวัฒนาส่งให้อัยการสูงสุดฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีอ าญาของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง ระบุว่า ใช้อานาจหน้าที่ขณะเป็น รมช. มหาดไทย บัง คับ ข่มขืนใจ หรือ จู งใจให้ราษฎรขายที่ ดินให้และบีบ บังคับ เจ้าหน้าที่ ที่ดินออกโฉนด จานวน 17 แปลง รวมพื้นที่ 1,900 ไร่ เพื่อนาไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ โดยที่ดินดังกล่าวเป็นป่าชายเลนและที่เทขยะมูลฝอย เป็นที่สงวนหวงห้าม มีการซื้อ ขายจากชาวบ้านเปลี่ยนมือกันมาแล้วหลายทอด ต่อมาบริษัท ปาล์มบีช ดีเวลลอปเม้นท์ ที่มี นาย สมลักษณ์ อัศวเหม และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ร่วมเป็นกรรมการก็เข้ามาซื้อต่ออีกทอดหนึ่ง โดย รวบรวมที่ดินของบริษัท แร่ลานทอง ของนายวัฒนา-นายสมพร อัศวเหม และนายมั่น พัธโนทัย และ พื้นที่ใกล้เคียงเข้าไว้ด้วยกัน ก่อนที่ดินผืนนี้จะถู กนาไปจานองกับธนาคารไทยพาณิชย์ และตกถึงมือ บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ ที่ซื้อไว้ในราคา 563 ล้านบาท สุดท้ายที่ดินทั้งหมด กรมควบคุมมลพิษเข้าไปซื้อในราคา 1,900 ล้านบาท
4-27 13 พฤศจิกายน 2550 ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ผู้พิพากษาเจ้าของสานวนคดีทุจริต ที่ดินคลองด่าน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์นัดพิจารณาครั้งแรก ในคดีที่นาย วัฒนา มีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 33 และ 84 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกั นและปราบปรามการทุจ ริตแห่ง ชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 2 มีโทษจาคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจาคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000-40,000 บาท หรือประหาร ชีวิต 12 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง นัด สืบพยานโจทก์นัดแรก และสืบพยานจาเลยวันที่ 28 มีนาคม 2551 17 เมษายน 2551 ศาลนัดไต่สวนพยานจาเลยครั้งสุดท้าย นายวัฒนาเดินทางมาร่วม การพิจารณาคดีเป็นครั้งแรก หลังจากขอเลื่อนเข้าไต่สวนมาแล้ว 4 ครั้ง ด้วยข้ออ้างป่วย มีอาการ สับสนเฉียบพลัน หลงลืม สูญเสียความทรงจาชั่วคราว เนื่องจากอาการโรคเส้นเลือดอุดตันที่ก้านสมอง นายวัฒนาให้สัมภาษณ์ว่า ถูกอดีตรัฐบาลกลั่นแกล้งเพื่อบีบบังคับให้เข้าสังกัดพรรค การเมือง เช่นเดียวกับนายประชา โพธิพิพิธ (กานันเซี้ย) อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่ ถูกเล่นงานคดีฮั้วประมูล และนายสมชาย คุณปลื้ม (กานันเป๊าะ) อดีตนายกเทศมนตรี จาเลยคดีทุจริต ซื้อที่ดิน ต.เขาไม้แก้ว จ.ชลบุรี ที่ทุกวันนี้หลบหนีคดีหลังศาลพิพากษาให้จาคุก 8 พฤษภาคม 2551 นายวัฒนา เบิกความต่อศาลยืนยันความบริสุทธิ์ หากทาผิดจริง ให้ลงโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นโทษสูงสุด และยืนยันด้วยว่าในวันพิพากษาจะมาฟังแน่นอน ไม่หลบหนี ไปไหนเพราะไม่ได้ทาอะไรผิด 18 สิงหาคม 2551 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดารงตาแหน่ง ทางการเมือง โดย ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสานวน พร้อมองค์คณะ 9 คน ได้อ่านคาพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ใช้อานาจในตาแหน่งโดยมิ ชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจให้ผู้อื่นร่วมออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับคลองสาธารณประโยชน์และที่เทขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้าม นาไปขายให้กรม ควบคุมมลพิษ เพื่อก่อสร้างโครงการบ่อบาบัดน้าเสีย ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยการ อ่านคาพิพากษาครั้งนี้ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ศาลฎีกาฯ มีมติ 8 ต่อ 1 เห็นว่า จาเลยได้ใช้อานาจข่มขืนใจหรือจูงใจเจ้าพนักงาน ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ของสานักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดิน พิพาทให้แก่จาเลย ในนามบริษัท ปาล์มบีช ดิเวลล็อปเม้นท์ จากัด โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ให้ลงโทษจาคุกจาเลย 10 ปี อย่ า งไรก็ ต าม เนื่ อ งจากจ าเลยหลบหนีไ ม่ ม าปรากฏตั ว ต่ อศาล ศาลได้สั่ง ออก หมายจับจาเลย เพื่อมารับโทษตามคาพิพากษาต่อไป ภายในอายุความ 15 ปี นับตั้งแต่วันที่จาเลย หลบหนี คาถาม : 2.1) จงบอกสาเหตุของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 2.2) จงอธิบายผลกระทบของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 2.3) จงบอกวิธีการแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม
4-28 3) กรณีศึกษา : โครงการหวยออนไลน์ โครงการนี้เริ่ม ในปี 2539 เป็นโครงการหวยออนไลน์ของกองสลากฯ ที่ ต้องจ่าย ค่าเสียหายชดเชยให้แก่ บ ริษัท จาโก้ ด้วยมู ล ค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ทั้ ง ๆ ที่ บ ริษัท จาโก้ ยัง มิ ได้ ดาเนินการใด ๆ เลย แต่กลับเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐเป็นจานวนมาก นับเป็นสัญญาอัปยศที่ฝ่าย การเมือง ข้าราชการ และกลุ่มธุรกิจร่วมมือกันคอรัปชั่น ศาลฎีกาพิพากษากลับคาพิพากษาศาลแพ่ง “กองสลาก” ไม่ต้องชดเชยค่าเสียหาย ให้ “จาโก้” กรณีไม่ทาตามสัญญาที่ให้เป็นตัวแทนจาหน่ายหวยออนไลน์ โดยวินิจฉัยว่า สัญญาที่ “จา โก้” ทากับกองสลากขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ทาให้สัญญาไม่ มีผลใช้บังคับ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 ก.พ. 2553 ศาลฎีกาออกนั่งบัลลังอ่านคาพิพากษา คดี บริษัท จาโก้ จากัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของล็อกซ์เล่ย์ ผู้ได้รับสิทธิจาหน่ายสลากผ่านเครื่องอัตโนมัติหรือ หวยออนไลน์ ยื่นคาร้องขอให้ศาลมีคาสั่งบังคับให้สานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้คัดค้าน ปฏิ บั ติ ต ามค าสั่ ง ชี้ ข าดของอนุ ญ าโตตุ ล าการ โดยชดใช้ ค่ า เสี ย หายจ านวน 2,508,593,718 บาท (2.5 พันล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.43 เนื่องจากกระท าผิดสัญญา โดยก่ อ นหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ก องสลากชดใช้เ งินจ านวน ดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษากลับคาพิพากษาของศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลชั้นต้น โดยให้สานักงาน สลากฯ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้จาโก้ เนื่องจากสัญญาที่ทาร่วมกันนั้น ขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้ เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 มาตรา 5 เนื่องจากไม่ได้นาโครงการฯ ดังกล่าว เสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทาให้สัญญาดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับ ก่ อ นหน้านี้ ศาลแพ่ งได้มีคาพิพากษาเมื่ อ 22 ก.ค. 47 ให้ส านักงานสลากกินแบ่ง รัฐบาล ชดเชยค่าเสียหายให้กับจาโก้เป็นเงิน 2.5 พันล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี คาพิพากษา ดังกล่าว เป็นการพิพากษายืนตามคาชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อ ธ.ค.43 ในคดีที่จาโก้ยื่น ฟ้องกองสลากฯ เนื่องจากผิดสัญญาที่แต่งตั้งให้จาโก้ เป็นตัวแทนจาหน่ายรางวัลสลากบารุงการกุศล แบบอัตโนมัติหรือหวยออนไลน์ ปี 2554 โครงการนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ คาถาม : 3.1) จงบอกสาเหตุของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 3.2) จงอธิบายผลกระทบของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 3.3) จงบอกวิธีการแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม 4) กรณีศึกษา : โครงการจานาข้าว ผลการตัดสินคดีจานาข้าวที่ นางสาวยิ่งลัก ษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถูกสั่ง จาคุก 5 ปีโดยไม่รอลงอาญา สะท้อนให้เห็นด้วยว่าเรื่องข้าวของไทยไม่เพียงแต่เป็นสินค้าเศรษฐกิจที่ สาคัญ ยังสามารถกาหนดความเป็นความตายของนักการเมืองผู้ดาเนินนโยบายนี้ได้อีกด้วย นโยบายเรื่องข้าวถูกใช้มาทุกยุคทุกสมัยทั้งในด้านหาการเสียงสนับสนุนสาหรับผูเ้ ป็น รัฐบาล และเป็นเครื่องมือโค่นฝ่ายตรงข้ามให้หมดหนทางการเมืองไปก็หลายครั้ง นอกจากนี้ก็ยังมี
4-29 ความจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ ในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก นโยบายข้าวของรัฐบาลไทยไม่ได้ ส่งผลสะเทือนแค่ทางเศรษฐกิจการเมืองในประเทศ หากแต่ส่งผลต่อตลาดข้าวโลกอย่างลึกซึ้งด้วย เริ่มโครงการจานาข้าวเจ้าปัญหา วันที่ 23 สิงหาคม 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชิน วัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นแถลงต่อสภาว่านโยบายจานาข้าวเป็นหนึ่งใน 16 นโยบายเร่งด่วนที่พรรค เพื่อไทยให้สัญญาไว้กับประชาชนเมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง และโครงการจานาข้าวก็ได้เริ่มนับหนึ่งและ เริ่มซ้าใหม่ในช่วงฤดูขายข้าวของทุกปีในขณะที่เธอเป็นรัฐบาล แม้โครงการรับจานาข้าว หรือประกันราคาข้าว เป็นกลไกลการเมืองที่รัฐ บาลไทยใช้ มากว่า 30 ปี แต่นโยบายจานาข้าวของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์แตกต่างออกไป เพราะ "รับจานาข้าว ทุกเมล็ด - ไม่มีโควต้า" ยังการันตี "ตันละ 15,000 บาท" ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดถึง 50% เมื่อทาโครงการครั้งสุดท้ายในปี 2557 รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ก็ใช้เงินไปราว 8.84 แสนล้านบาท ก่อทั้งเสียงชื่นชมจากชาวนาผู้ที่ได้รับประโยชน์ ที่ทาให้พวกเขาได้เม็ดเงินเต็มเม็ดเต็ม หน่วยจากที่ไม่เคยมีมาก่อน และเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่ต่อต้านว่าโครงการนี้ก่อให้เกิดการฉ้อ ราษฎร์บังหลวงอย่างโจ๋งครึ่ม รวมทั้งทาให้การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลถ่างกว้างออกไปด้วย ไทยตกจากผู้ส่ง ข้ าวออกข้ าวอันดับ หนึ่งของโลก รอยเตอร์ร ายงานว่าผลของ โครงการนี้ทาให้ราคาข้าวของไทยสูงกว่าคู่แข่งในตลาดโลกมาก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2555 ไทยส่ง ข้าวออกไปได้เพียง 3.45 ล้านตันลดลงจากเมื่อก่อนหน้าเกือบครึ่งหนึ่ง และในปีนั้นไทยก็เสียอันดับผู้ ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก โดยมีคู่แข่งคืออินเดียและเวียดนามแซงหน้าไป ในอีกด้านหนึ่งนโยบายนี้ก็ยังประโยชน์ให้กับเวียดนาม, อินเดีย และประเทศอื่นๆ ที่ เป็นผู้ขายข้าวด้วย เพราะพวกเขาสามารถเสนอขายข้าวในราคาที่สูงขึ้น แต่รักษาระดับไว้ให้ถูกกว่า ราคาของไทย ผลก็คือดึงให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นอยู่ระยะหนึ่ง ขณะเดี ย วกั น นโยบายนี้ ก็ ก ระตุ้ น ให้ ช าวนาในประเทศปลู ก ข้ า วเพิ่ ม มากขึ้ น นักวิเคราะห์จากสมาคมผู้ส่งออกข้าวของไทยกล่าวว่า การเสนอราคาสูงเช่นนี้ส่งผลทาให้เกิดอุปสงค์ เทียมขึ้นในประเทศ เพราะการซื้อของรัฐบาลก็คือการดึงเอาปริมาณข้าวส่วนหนึ่งออกจากตลาด ทาให้ คนที่ต้องการก็ต้องเสนอซื้อราคาสูงขึ้น ผลก็คือกระตุ้นให้คนหันมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้นอย่างมากเกินกว่า ความต้องการบริโภคและความสามารถการส่งออก ราคาข้าวในตลาดโลกเริ่มตกลง เป้าหมายนโยบายของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ก็ คือ ซื้อข้าวเข้าไปเก็บไว้ตอนฤดูเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นก็จะระบายข้าวออกมา แต่สถานการณ์ทาให้ไม่ สามารถระบายข้าวออกมาได้ ทาให้จานวนข้าวในสต็อกของรัฐบาลก็เริ่มสะสมมากขึ้นจนกลายเป็นสูง ถึง 18 ล้านตันเมื่อสิ้นโครงการของปี 2557 "ทั่วโลกก็รู้ว่าไทยมีข้าวเก็บไว้เท่ ากับจานวนที่ปกติไทยส่ง ออกถึงสองปี ดังนั้นทุก ประเทศที่มีความต้องการซื้อข้าวเข้าประเทศก็ไม่จาเป็นที่จะต้องเร่งรีบนาข้าวเข้าประเทศ เพราะรู้ว่า ไม่นานราคาข้าวก็จะต้องถูกกว่านี้เพราะรัฐบาลไทยต้องระบายข้าวออกมาแน่นอน" นักวิเคราะห์จาก สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าว ผลพวงจากข้าวจานวนมหาศาลที่รอการระบายของไทย ทาให้ทั่วโลกมองเห็นว่ามี อุปทานรอผู้ซื้ออยู่ อีกทั้งอินเดียก็เริ่มการเพาะปลูกได้ดีขึ้น กลายเป็นแรงกดดันต่อราคาข้าว ผู้ซื้อ สามารถต่อรองราคาได้มากกว่าเดิม ก็ยิ่งกดให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกต่าลง
4-30 จากการเก็ บ ข้อ มู ล ของสมาคมผู้ส่ง ออกข้ า ว ราคาข้าวขาว 5% ซึ่ง ใช้เ ป็นราคา มาตรฐาน ในปี 2554 ราคาขายเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 549.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่เมื่อผ่านไปราคาก็เริม่ ตกลง เมื่อถึงปี 2557 อันเป็นปีสุดท้ายของการจานาข้าว ราคาเฉลี่ยทั้งปีลงมาอยู่ที่ 422.83 และเมื่อ ข้าวในสต็อกรัฐบาลสูงกว่า 18 ล้านตันในปี 2558 ราคาลงมาอยู่ที่ 385.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และ ปี 2559 นั้นอยู่ที่ 394.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อ ตัน (ย้อนรอยโครงการจานาข้าว: สะเทือนสถานะผู้นา ตลาดโลกของไทย, 2560) จุไรรัตน์ แสนใจรัก ษ์ (2546) มี ก ารวิพากษ์วิจารณ์กั นอย่างกว้างขวางว่าโครงการนี้ ออกแบบมาให้มีการโกงได้ทุกขั้นตอนและจะทาให้การเงินของประเทศมีปัญหา แต่รัฐบาลไม่สนใจ เมื่ อโครงการดาเนินไปได้เ พี ยงปีแรกก็ ขาดทุ น 1.36 แสนล้านบาท และในปีที่ ส อง (2555-2556) ขาดทุน 6.88 แสนล้านบาท รัฐบาลถูกวิจารณ์มากกว่าการดาเนินงานมีการคอรัปชั่นทุกขั้นตอน มีการ นาไปอภิปรายในสภาฯ พร้อมแสดงหลักฐานที่ชัดเจน แต่รัฐบาลก็ไม่สนใจยังคงเดินหน้าต่อไป ในปีที่ 3 รัฐบาลหาเงินมาจ่ายชาวนาไม่ได้ เป็นหนี้ชาวนา 1.3 แสนล้านบาทมี การชุมนุมเดินขบวน ของ ชาวนา และมีชาวนาผูกคอตายมากกว่า 16 ราย ต่อมานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูก ปปช. ชี้มูลความผิดเมื่อ 23 มกราคม 2558 ใน ข้อหาไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการจานาข้าว และส่งเรื่องให้วุฒิสภา (สนช.) ถอดถอน ถูกเว้น วรรคการเมือง 5 ปี และบีบีซีไทยสรุปข้อต่อสู้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ อดีตประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่ศาลระบุว่า "ฟังไม่ขึ้น" และเห็นว่าจาเลยผิดตาม คาฟ้อง จนนามาสู่คาพิพากษาจาคุก 5 ปี โดยมีมติเอกฉันท์ "ไม่รอลงอาญา คาถาม : 4.1) จงบอกสาเหตุของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 4.2) จงอธิบายผลกระทบของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 4.3) จงบอกวิธีการแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม 5) กรณีศึกษา : จริยธรรมเด็กและเยาวชนเหยื่อของปัญหาสังคม กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน (2555) จากข้อมูลทางสถิติของกรมพินิจและ คุ้มครองเด็กและเยาวชนพบว่า จานวนเด็กและเยาวชนที่ถูกดาเนินคดีโดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชน ทั่วประเทศ จาแนกตามอายุ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554-2557 พบว่า เป็นสถิติที่น่าวิตกกังวลถึง สถานการณ์ของสภาพปั ญหาเด็กและเยาวชนที่กระทาผิดกฎหมาย ที่มีแนวโน้มที่เพิ่มจานวนและมี ลัก ษณะการกระทาผิดที่ทวี ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อายุอยู่ ระหว่าง 10-15 ปี มีแนวโน้มก่อคดีอาชญากรรมสูงขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555-2557 ดังนั้น จากสถานการณ์ด้านอาชญากรรมในกลุ่มเด็กและเยาวชนดังกล่าวจึงเกิดคาถามหลายคาถามกับสังคม ถึงต้นตอสาเหตุของปัญหา จะมีทางออกในการแก้ปัญหาอย่างไร อนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร เมื่อเด็กและเยาวชนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นพลเมืองของประเทศ คาถามเหล่านี้จึงเป็นคาถาม ที่ท้าท้ายให้กับสังคมที่จะต้องเร่ง แก้ปัญหา ซึ่งในบทความนี้จะเป็นการวิเคราะห์และสะท้อนสภาพ ปัญ หาทางจริยธรรมของเด็ก และเยาวชนและ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสนอทางออกของปัญหา ดังกล่าว
4-31 คาถาม : 5.1) จงบอกสาเหตุของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 5.2) จงอธิบายผลกระทบของปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 5.3) จงบอกวิธีการแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม
4.3 ปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์กาลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกร้อน ปัญหาขยะ ปัญหาน้าท่วม ปัญหาความแห้งแล้ง ปัญหาป่าเสื่อมโทรม ปัญหาน้าเน่าเสีย ปัญหามลพิษ ปัญหาดิน เสื่อมคุณภาพ ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดจนปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งถือ ว่าเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีความรุนแรงขึ้นทุก ขณะ จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่ง แวดล้อมและ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม และเป็นที่ยอมรับกันว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นล้วน แล้ ว แต่ เ กิ ด ขึ้ น จากกิ จ กรรมการด ารงชี วิ ต ต่ า งๆ ของมนุ ษ ย์ เ อง (ส านั ก งานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2547) สาเหตุที่ สาคัญ ของปัญหาสิ่ง แวดล้อม คือ พฤติก รรม และกิ จกรรมต่าง ๆ ทางสัง คมของ มนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ ค่านิยม ความเชื่อต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ควรคานึงถึง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม คือ เมื่อเราทุกคนมีบางสิ่งบางอย่างที่ได้รับจากสังคม ควรมีสิ่งตอบ แทนคืนให้กับสังคม เราได้รับการศึกษา การบริการสาธารณะ ความยุติธรรมและอื่น ๆ จากสังคม สิ่ง ที่เราควรให้แก่สังคม คือ ความยุติธรรม ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การเคารพกฎหมาย การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการรักษา เสริมสร้างทรัพยากรธรรมชาติเอาไว้ (สานักงาน คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, 2540) ปัญหาเกิดเนื่องมาจากสาเหตุของการปลูกฝังคุณลักษณะทางจริยธรรมที่ล้มเหลวในช่วงที่ ผ่านมา ทั้งที่จริยธรรมเป็นเครื่องมือที่สาคัญยิ่งของมนุษย์ในการสร้างสันติสุข จริยธรรมเป็นเครื่อง คุ้มครองโลก เป็นสิ่งที่ควบคุมให้ความประพฤติของมนุษย์ได้เป็นไปในทางสันติสุขและเป็นเครื่องมือ อย่างหนึ่งที่ทาให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อย่างชัดเจน ปัจจุบันมนุษย์หันมาหาความสุขทางวัตถุมาก เกินไป เกิดความเห็นแก่ตัว ขาดความเมตตาปราณี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วัดความเจริญทางด้านวัตถุ มากกว่าจิตใจ 4.3.1 ผลกระทบจากการประกอบธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม องค์การธุรกิจมีบทบาทและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้ อมในสภาพเดียวกันสภาวะแวด ล้อมมีบทบาท และอิทธิพลต่อองค์การธุรกิจในลัก ษณะต่างๆ กันหลายรูปแบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับความ ต้องการและระดับของสังคม ชนิดและสภาพของสิ่งแวดล้อมนัน้ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจสามารถแบ่ง ออกเป็น 8 ประการ ได้แก่ 1) สภาวะแวดล้อมทางสังคม องค์การธุรกิจอยู่ในสังคมอยู่ท่ามกลางกลุ่มบุคคลต่างๆ จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม จากผลกระทบของพนักงานจากมลภาวะที่เกิดจากการทางาน จาก คุณภาพของสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายซึ่งขึ้นอยูก่ ับคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคมนั้น
4-32 ตัวอย่างเช่น พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันมักนิยมบริโภคสินค้าที่มีราคาถูก ที่ เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก ความพึงพอใจในระดับราคาและเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจด้วยส่วนหนึง่ ซึ่ง ส่งผลให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากเดิมที่ซื้อสินค้าจาก Department store, ร้านขายของชา หรือร้านค้าสะดวกซื้อต่าง ๆ ใกล้บ้าน มาเป็นการซื้อสินค้าจาก Supercenter หรือ Discount store หรือ Hypermarket มากขึ้น นอกจากนั้นความคาดหวัง ของคนในสังคมส่วนใหญ่ในปัจจุบั นที่ มี ต่อ ธุรกิจ ต้องการให้ธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคม ก็ทาให้ห้างเหล่านี้ หันมาให้ความสาคัญกับสังคม มากขึน้ 2) สภาวะแวดล้ อ มทางกฎหมาย แต่ ล ะประเทศต่ า งออกกฎหมายในรู ป ของ พระราชบัญญัติและระเบียบ ข้อบังคับเพื่อควบคุมและอานวยความสะดวกในการประกอบการธุรกิจ ในด้านความผาสุขและความปลอดภั ยของประชาชน เช่น พระราชบั ญญัติโรงงาน พระราชบั ญญัติ ควบคุมสารเป็นพิษและวัตถุระเบิดในด้านความเป็นธรรมและป้องกันการผูกขาด เช่น พระราชบัญญัติ แรงงาน พระราชบัญญัติควบคุมการค้ากาไรเกินควร ตัวอย่างเช่น เพื่อความเหมาะสมในการดาเนินธุรกิจค้าปลีกในประเทศและประโยชน์ ของผู้บริโภค ภาครัฐได้มีการออก พ.ร.บ. ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ขึ้นมาใช้ควบคุมการประกอบธุรกิจใน ด้านนี้ ทาให้ผู้ประกอบการ ต้องมีการศึกษารายละเอียดก่อนการดาเนินงานใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิด ผลกระทบต่อผู้ค้ารายย่อย การขยายสาขาของห้างค้าปลีกข้ามชาติ และคู่แข่งขันรายใหม่เข้าสู่ตลาด ได้ยากขึน้ และการใช้กลยุทธ์ สงครามราคาทาลายผู้คา้ รายย่อยอยูต่ ามท้องถิ่นทาได้ยากมากขึ้น 3) สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบั นไม่มั่งคั่ง เศรษฐกิจอยู่ในระยะถดถอย เงินตราไหลออกนอกประเทศ ค่าของเงินบาทลอยตั วส่งผลกระทบต่อ องค์การธุรกิจเป็นอย่างมาก ในภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด เงินตึงตัวทาให้ธุรกิจเกิดปัญหาเงินหมุนเวียนไม่ สมดุล ขาดความเชื่อถือ ในด้านการเงิน ค่าของเงินบาทลดลงส่งผลกระทบต่อการซื้ อขายสินค้ากั บ ต่างประเทศทาให้ประเทศขาดดุลการค้า สถานการณ์ขององค์การธุรกิจ ต้องปรับตัวโดยลดเงินเดือน พนักงานหรือให้ออกจากงาน ถ้าถึงขั้นร้ายแรงต้องปิดกิจการ ส่งผลกระทบถึงประชาชนในรูปของการ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อ ยละ 7 เป็นร้อยละ 10 เพื่อรักษาสภาพสมดุลของงบประมาณค่าใช้ จ่าย ประจาปีของประเทศ 4) สภาวะแวดล้อมทางการเมือง การเมืองส่งผลกระทบต่อนโยบายการค้ าประกอบ ธุรกิจของประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่ งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแบบผสมผสานพรรคบ่อยๆ เมื่อการเมืองไม่มั่นคง ทาให้ต่างชาติขาดความเชื่อถือ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ่อย เช่น สินค้าบางอย่าง ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ธุรกิจบางชนิดถูกควบคุมโดยเพิ่ มหลักเกณฑ์มากขึ้น เศรษฐกิจชะงักเนื่องจาก เงินตราไหลออกนอกประเทศ 5) สภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยี ปัจจุบันเป็นยุคความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ส่งผล กระทบต่อทิศทาง และความก้าวหน้าขององค์การธุรกิจ เช่น การนาเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ที่ ทันสมัยมาใช้ แทนแรงงานของคน ส่งผลกระทบให้ องค์การต้องลดจานวนพนักงานลงและต้องเพิ่ม ประสิทธิภาพพนักงานที่เหลือให้รู้จักใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชนิดใหม่ มาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบ ไปถึงสถานที่ ห้องทางาน ลักษณะงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการต่าง ๆ
4-33 ตัวอย่างเช่น เนื่องจากในปัจจุบั นในตลาดห้างค้าปลีกมีการแข่งขันสูง ทาให้แต่ละ บริษัทที่มีการนาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในด้านของการจัดซื้อสินค้า การจัดการ การบริหาร การ ขนส่งสินค้า และการควบคุม Stock สินค้า เพื่อที่จะทาให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุม ต้นทุนให้ต่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนั้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ได้ เปลี่ยนแปลงกระบวนการขาย ก่อให้ เกิดกระบวนการขายใหม่ด้ วยระบบอีคอมเมิร์ซ ซึ่งจะช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพการทางานขององค์การ เข้าถึงผู้ซื้อได้มากขึน้ เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ 6) สภาวะแวดล้อมด้านลูกค้า ลูกค้า คือ ผู้มพี ระคุณเปรียบเสมือนพระเจ้า ที่ผู้ผลิตหรือ ผู้ให้บริการจะต้องคอยรับใช้บริการอย่างจริงใจติดตามรสนิยมการเปลี่ยนของผู้บริโภคอุปโภค เพื่อ รัก ษาปริมาณมาตรฐานและคุณภาพสินค้ า คอยปรั บ กลยุท ธ์การตลาดและป้องกั นการแทรกแซง องค์การคู่แข่งขัน 7) องค์การคู่แข่งขัน มีอยู่ทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ การประกอบธุรกิจชนิดใด ที่มี โอกาสที่จะแสวงหากาไรได้มาก และไม่มีข้อจากัดหรือการเสี่ยงภัยมากนัก จะมีแนวโน้มของบริษทั คู่ แข่งขันเพิ่มมากขึ้น การมีคู่แข่งขันมาก มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี ทาให้บริษทั เดิมมีความตื่นตัวสนใจ ในเทคโนโลยีและการบริการลูกค้ าอยู่ตลอดเวลา ข้อเสีย ถ้าบริษัทคู่แข่งขันมีความก้าวหน้ากว่าแย่ง ลูกค้าไปได้หมด อาจทาให้บริษทั เดิมต้องปิดกิจการ 8) สมาคมธุรกิจต่าง ๆ การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน รวมตัวกัน เป็ น สมาคม ช่ ว ยกั น รั ก ษาผลประโยชน์ ที่ ถู ก ต้ อ งของสมาชิ ก และการส่ง เสริม ทางด้ า นวิ ชาการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากธุรกิจ จากผู้ขาย ผู้ซื้อ ธุรกิจรายใหม่ สินค้าทดแทน ธุรกิจเดียวกัน ส่งผล ให้การประกอบธุรกิจชนิดนั้นมีความเจริญก้าวหน้า สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบองค์การธุรกิจ มิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่แต่จะมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผลของการเปลี่ยนแปลงของ สภาวะแวดล้ อ ม อาจส่ง ผลกระทบต่อองค์ ก ารมากบ้าง น้อยบ้ าง แล้ วแต่ก รณีผู้ จัดการและคณะ ผู้บริหารจะต้องคอยศึกษาวิเคราะห์ ติดตาม ปรับปรุงธุรกิจของตนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และหาวิธี หาข้อมูลใหม่ เพื่อปรับตัวให้ทันเวลาหรือไม่สนใจต่อการเปลี่ยนแปลงและมีแนวความคิดว่า ผลกระทบจะหมดไปในไม่ช้า 4.3.2 การแก้ไขปัญหาจริยธรรมสู่นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม แนวทางการพัฒนาจิตสาธารณะและจริยธรรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ โดยอาศัยสิ่งแวดล้อมทั้งมวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยตั้งต้นในการก่อเกิด สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ต้องการ มนุษย์เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ร้ายกาจที่สุดในโลกและในขณะเดียวกันมนุษย์ก็ เป็ น กลุ่ ม ที่ ส ามารถสร้า งสรรค์ ส รรพสิ่ง ทั้ ง มวลได้ ดี ที่ สุ ด หากมนุ ษ ย์ มี จิ ต ใจที่ เ ป็ น กุ ศ ลเพียงพอ สภาวการณ์ในปัจจุบันนี้ถ้าประเมินจากการรับรู้ของผู้ตอบจากสื่อต่าง ๆ ผู้ตอบพร้อมที่จะตอบได้โดย ไม่ลังเลเลยว่า “มนุษย์ยังขาดจิตอันเป็นกุศลอยู่มาก” หรืออาจกล่าวได้ว่ามนุษย์โดยส่วนมากยังขาด ความมี “จิตสาธารณะและจริยธรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” การกระทาของมนุษย์ส่งผลกระทบ ในภาพกว้างโดยรวมต่อทรัพยากรธรรมชาติและรวมไปถึง มวลมนุษยชาติเองด้วย หากจะกล่าวว่า “มนุษย์สามารถมีชีวิตและดารงอยู่ได้เฉพาะภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเท่านั้น” คงไม่เป็นคากล่าว ที่เกินกว่าความเป็นจริงในโลกปัจจุบัน แต่กระบวนการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเพือ่ ให้เหมาะสมกับการ
4-34 มีชีวิตและดารงอยู่ของมนุษย์เรานี้เป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสม เพราะสิ่งแวดล้อมมีความคงที่ แต่มนุษย์ มีความต้องการไม่คงที่ ดังนั้นความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาจึงเป็นกุญแจดอกสาคัญทีจ่ ะเปิดม่านมืดมิด ที่ปิดกั้นความคิดและจิตใจอันดีงามของมนุษย์ออกมาให้มองเห็นแนวทางที่จะทาให้สิ่งแวดล้อมคงอยู่ อย่างเหมาะสมกับการมีชีวิตและดารงอยู่ของมวลมนุษยชาติ การบริโภคสิ่งแวดล้อมโดยไม่ยั้งคิดของมนุษย์ในปัจจุบันมีมูลเหตุสาคัญใหญ่ ๆ อยู่ 2 ประการ 1) ความไม่รู้ หรือมีความรู้ไม่พอ 2) ความโง่ ในเรื่องที่ควรฉลาด แต่ฉลาดในเรื่องโง่ ๆ สิ่งแวดล้อมศึกษา จะต้องเข้ามามีบทบาทสาคัญในการขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปให้หมดหรือ อย่างน้อยก็ทุเลาเบาบางลง สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้าตา” สถานการณ์ใน ปัจจุบันเป็นเครือ่ งบ่งชี้ที่สาคัญว่าสิ่งแวดล้อมที่อดุ มสมบูรณ์ให้มนุษย์ได้เลือกบริโภคได้ตามกิเลสตัณหา ของใจได้ก ลายเป็นอดีต ไปแล้ว เพราะทั่ ว ทุ ก มุ ม โลกเริ่ม หันหน้ า เข้า หากั นว่ า จะต้ องร่วมมื อกั น ดาเนินการอย่างไรเพื่อจะได้สิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์กลับคืนมา ดังนั้นกระแสสังคมโลกในปัจจุบนั จึง เริ่มให้ความสาคัญกับแนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การที่ จะท าให้คนทุกคนมีจิตสาธารณะและจริยธรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง ยั่งยืนนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่มนุษย์เราจะท าได้ ผู้เขียนขอเสนอแนวทางในการเสริมสร้างจิต สาธารณะและจริยธรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนดังนี้ 1) แนวทางเชิงนโยบายเพื่อการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมศึกษา 1.1) นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนเป็นเอกภาพของสังคมโลก เพื่อให้เกิดพลังขับ เคลื่อนที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอันยิ่งใหญ่ของพลโลก ยกเลิกกฎหมายคาร์บอนเครดิต เพราะ เป็นกฎหมายที่ไม่สร้างสรรค์เป็นการส่งเสริมประเทศอุตสาหกรรมให้เอาเปรียบประเทศเกษตรกรรม และถือเป็นการกระทาที่ขาดความรับผิดชอบไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิงของประเทศนั้น เพราะสังคม โลกต้องการให้ทุกประเทศตระหนักและแสดงความรับผิดชอบร่วมกันและแก้ปัญหาร่วมกันอย่าง สร้างสรรค์ 1.2) การสร้างหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาสากล เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจใน เรื่องสิ่งแวดล้อมแก่ทุกคนให้มีความเป็นเอกภาพ (Unity) โดยกลุ่มประเทศหรือภูมิภาคร่วมกัน จัดทา หลักสูตรขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการร่วมกันและจะได้เรียนรู้ไป พร้อม ๆ กัน เพราะโลกในปัจจุบันแคบลงเรื่อย ๆ ดังนั้น กลุ่มประเทศหรือภูมิภาคจะต้องร่ วมกั น จัดการความรู้ในเรื่องสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนพลเมืองหรือพลโลกร่วมกัน 1.3) การให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาผ่านสื่อที่หลากหลาย ให้ทุกคนได้ซึมซับ และรับรู้ถึงสภาพปัญหาปัจจุบันและในอนาคต พร้อมเสนอแนวทางป้องกันแก้ไขที่ทุกคนสามารถทา ได้อันจะช่วยให้สิ่งแวดล้อมคงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อการมีชีวิตและดารงอยู่ของมนุษย์อย่างปกติสุข 1.4) เสริมสร้างกิจกรรมและการมีสว่ นร่วมของสังคมทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา และให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน จึงต้อง ร่วมกันในการป้องกัน แก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์พัฒนาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน
4-35 1.5) รั ฐ ให้ ก ารสนั บ สนุ น ในฐานะผู้ อ านวยการการจั ด สิ่ ง แวดล้ อ มศึ ก ษาให้ แ ก่ ประชาชนของทุกภาคส่วนในสังคม 2) แนวทางเชิงปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา 2.1) การจัดการศึกษา ถือเป็นปัจจัยและกลไกสาคัญที่จะช่วยให้คนเกิดการพัฒนา ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ดีที่สุด และสถานศึกษา คือ ตัวแปรสาคัญที่จะเป็นผู้นาการศึกษามาเป็น เครื่องมือในการเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาให้ประชาชนทุกคน ให้มี ความตระหนัก รู้และเข้าใจในสิ่งแวดล้อม มีเจตคติที่ดี มีความสามารถในการประเมินผลและมีส่วน ร่วมรับ ผิดชอบต่อ สิ่ง แวดล้อ มร่วมกั น รู้จัก บริโ ภคอย่างสร้างสรรค์ รู้จัก การอนุรัก ษ์และพัฒ นา สิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งการจัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาจะต้องจัดให้อย่ างต่อเนื่อง ตามความเหมาะสมในแต่ละวัยและระดับการศึกษา 2.2) การตรากฎหมายที่ใช้บังคับ ได้จริง กฎหมายก็คือองค์ประกอบหนึ่งที่จ ะเป็น กรอบในการปฏิบัติและดาเนินการต่าง ๆ ของคนในสัง คม ทั้ ง ในส่วนที่ เ กี่ ยวกั บ การส่งเสริม แนว ทางการปฏิบัติที่ถูกต้องและบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนจาเป็นจะต้องใช้ได้จริงเป็นรูปธรรมอย่างยุติธรรมไม่ ลาเอียง 2.3) การใช้จารีตประเพณีและความเชื่อ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สังคมไทยเป็น สังคมเกษตรกรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่จะมีความผูกพันกับธรรมชาติ ซึ่งจารีตประเพณีและความเชื่อ ของคนไทยโดยเฉพาะในชนบทยังคงมีอยู่มาก หน่วยงานราชการควรส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับ จารีตประเพณีและความเชื่อเหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดไป เช่น ดอนปู่ตา ไม่จับปลาฤดูวางไข่ ต้นไม้ใหญ่ มี ผี ธรณีร้องไห้ เป็นต้น 2.4) การใช้กิจกรรมวันสาคัญในการรณรงค์เสริมสร้างและพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยมี หน่วยงานราชการ องค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ประสานและอานวยการให้เกิดกิจกรรม เช่น การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ การบวชป่าวันสาคัญทางศาสนา การปลูกต้นไม้ในวันเกิด เป็นต้น 2.5) การจัดทาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นและกาหนดแนว ทางการใช้ การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยองค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่นรวบรวม และจัดทาข้อมูลตลอดจนการจัดกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนเกิดพฤติกรรมในการเสริมสร้าง อนุรัก ษ์ท รัพ ยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อมที่ ถูก ต้อ งเหมาะสม ตลอดจนกาหนดแนวทางการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันและอนาคต 2.6) การทาวิจัยชุมชน กระบวนการวิจัยชุมชนเป็นกระบวนการสร้างความรู้ ความ ตระหนัก เจตคติ และพฤติกรรมที่ดีให้แก่คนในชุมชนได้ดี เพราะชุมชนได้ร่วมวิเคราะห์สภาพปัญหา ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา แนวทางการแก้ปัญหา การประเมินผลการแก้ปัญหา และ การสรุปผลการแก้ปัญหา ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กบั ชุมชน ทาให้ชุมชนรู้และเข้าใจปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนร่วมกัน จิตสาธารณะและจริยธรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาจไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ถ้าหาก “มนุษย์ลืมไปว่าตนเองคือมนุษย์ ” แต่ถ้าหากว่า “มนุษย์ยังรู้ตัวและตระหนักว่าตนเองคือ
4-36 มนุษย์” จิตสาธารณะและจริยธรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนก็จะค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้น เป็นลาดับ เพราะมนุษย์ย่อมรักษ์ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ และจะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไว้เพื่อมนุษย์ 4.3.3 กรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม โครงการจัดทากรณีศึกษาและรายงาน “Green Innovation”/“Green Productivity” by Salforest | 10 เมษายน 2557 | Knowledge, Research บริษัท หลายแห่ง ยัง ไม่ เ ชื่อ ว่า ถึง เวลาต้องท าอะไรที่ ม ากไปกว่ ากิ จ กรรมแสดงความ รับผิดชอบของบริษัทต่อสังคม (ซีเอสอาร์) หลายแห่งมองว่าการปรับตัวให้ “เขียว” จะกระทบผลกาไร มากเกินไป ในขณะที่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหลายแห่งก็มองว่าไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะ ปรับตัว ส่วนบริษัทที่สนใจในธุรกิจที่ยั่งยืนก็ต้องศึกษาจากกรณีศึกษาของต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมี บริบททางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เนื่องจากกรณีศึกษาที่มีคุณภาพของไทยมี ไม่ เพียงพอ ในขณะที่บริษัทที่พยายามดาเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในไทยกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร บริษัท ป่าสาละ จากัด จึงร่วมมือกับโครงการ ‘เศรษฐกิจแห่งวันพรุ่งนี้ ’ ภายใต้ มูลนิธิ ฟรีดริค เอ แบร์ท (FES) ประจาประเทศไทย ถอดบทเรียนธุรกิจเขียวในประเทศไทย 8 แห่ง 8 ธุรกิจหลายขนาด เพื่อลดความสงสัยและความเข้าใจผิด รวมถึงร่วมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับผลิตภาพ (productivity) สี เขียวและนวัตกรรม (innovation) สีเขียวที่แท้จริงออกสู่สาธารณะ กรณีศึกษา 8 บริษัท มีดังต่อไปนี้ 1) แดรี่โฮม รอยเท้าเล็ก ธุรกิจยั่งยืน โมเดลการเลี้ยงโคนมอินทรีย์ ที่ขายได้ราคาดีกว่า และมีต้นทุนในการเลี้ยงต่ากว่า ทา ให้เกษตรกรจึงมีรายได้สูงขึ้น ได้กลายเป็นความสาเร็จของแดรี่โฮมในการส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยน จากการเลี้ยงโคนมทั่ วไปมาเป็นเลี้ยงโคนมอินทรีย์ เมื่ อดาเนินกิจการได้ 5 ปี แดรี่โ ฮมได้ตัดสินใจ เปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจเมื่อพบว่าอาจจะต้องเผชิญกับความยากลาบากในการแข่งขันครัง้ ใหญ่ จากการ ที่รัฐบาลไทยเปิดเสรีการค้ากับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ผู้ผลิตนมรายใหญ่ที่มีต้นทุนในการ เลี้ยงโคนมต่ากว่าเมืองไทย การเปลี่ยนมาทาผลิตภัณฑ์จากน้านมอินทรีย์ในครั้งนั้น นอกจากจะส่งผลดีต่อทั้งโค เกษตรกร ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังทาให้ “แดรี่โฮม” ธุรกิจนมเล็กๆ มีที่ยืนอยู่ในตลาด ท่ามกลาง ผู้เล่นยักษ์ใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ 2) แปลนทอยส์ เข้าหาลูกค้าเขียว ในภาวะแข่งขันสูง ก่ อ นที่ ก ระแสสีเ ขียวและการท าธุรกิจ อย่างยั่ งยืนจะเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้าง บริษัท แปลน ครีเอชั่นส์ จากัด ผู้ผลิตของเล่นไม้ “แปลนทอยส์” ได้ใช้แนวคิดนี้ในการทาธุรกิจ มา ตลอด 33 ปีที่ ไม่ ว่าจะคานึง ถึง ต้นไม้ ที่ นามาใช้เ ป็นวัตถุดิบ สุขภาพของเด็ก ๆ และคนท างานใน กระบวนการผลิต จนเกิดเป็นนวัตกรรมสีเขียวมากมาย เมื่อผนวกกับความแข็งแกร่งด้านการออกแบบ ของเล่นแปลนทอยส์จึงประสบความสาเร็จในการส่งออกไปทั่วโลก แต่หลังจากการเปิดประเทศก้าว ขึ้นสู่เวทีการค้าโลกของประเทศจีน การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ประกอบกับ
4-37 การเพิ่มขึ้นของค่าแรงและต้นทุนวัตถุดิบ แปลนทอยส์ก็เริ่มตระหนักว่าความยั่งยืนทางธุรกิ จ มี มิ ติ มากกว่าหัวใจ แปลนทอยส์จึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อพาตัวเองออกมาจากวิกฤติที่กาลังเผชิญอยู่ 3) ชีวาศรม ความ “ใจถึง” กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ธุร กิ จ โรงแรมกั บการพัฒ นาอย่างยั่ง ยืน หรือ Sustainability ดูจ ะเป็นคู่ตรงข้าม เพราะโรงแรมเป็นธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรมหาศาล เริ่มต้นตั้งแต่การก่อสร้างตึก ห้องพัก สิ่งอานวยความ สะดวกต่างๆ ที่ใส่เข้าไป เมื่อเปิดบริการก็ต้องใช้ทรัพยากรมากมายสาหรับอานวยความสะดวกให้กับ แขกที่มาพัก น้าเสียจากโรงแรมก็มักกลายเป็นภาระหนักของหน่ว ยงานที่รับผิดชอบ ไม่รวมขยะ ของ เสียต่างๆ ที่ต้องกาจัดอีกจานวนมาก แต่ทุกอย่างมีข้อยกเว้น เพราะตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ให้บริการ มา บริษัท ชีวาศรม อิ นเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ แอนด์ รีส อร์ต จ ากั ด เจ้าของ “ชีวาศรม” รีส อร์ต สุขภาพระดับโลก ได้พิสูจน์ให้เห็นตั้งแต่เริม่ ต้นว่า ธุรกิจโรงแรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการนาพลังงานทดแทนเข้ามาใช้ การปรับปรุงอาคารให้ “เขียว” ขึ้น การบาบัดน้าเสีย 100% และทางเลือกที่ยั่งยืนอื่นๆ มาตลอด 19 ปี 4) มิตรผล จากของเหลือทิ้งสู่พลังงานทางเลือกอย่างยั่งยืน ในอดีตชานอ้อยถือว่าเป็นของเหลือที่กลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตน้าตาลรายใหญ่ ต้องกาจัด ทิ้ง เช่นเดียวกับกากน้าตาล แต่การตัดสินใจขยายกิจการเข้าสู่ธุรกิจไฟฟ้าเมื่อปี 2545 ชานอ้อยได้ กลายมาเป็นวัตถุดิบสาคัญของโรงไฟฟ้าชีวมวล ขณะที่กากน้าตาลก็ถูกนามาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเอทา นอลในปี 2548 เมื่อบวกกับความใส่ใจในการดูแลสิ่งแวดล้อม มิตรผลได้ทาให้อ้อยกลายเป็นวัตถุดิบ ของพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เคียงคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจน้าตาล และเป็น เส้นทางการทาธุรกิจที่สร้างประโยชน์ทั้งต่อบริษัทและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน 5) ปูนลาปาง Semi-open cut mining ก้าวไกลด้วยนวัตกรรมสีเขียวต้นแบบ ต้นทางของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์คือการทาเหมืองหินปูน ซึ่งถือว่าเป็นขั้วตรงข้าม ของความยั่ง ยืน เพราะแม้ ว่าปูนซีเมนต์ที่ผลิตได้จะกลายเป็นบ้านเรือน หรือสิ่งก่อสร้างที่ มีความ แข็งแรงและอยู่ได้ยาวนาน แต่ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการทาเหมืองปูน ไม่ว่าจะ เป็นเสียงดัง ความสั่นสะเทือน ฝุ่น การเปลี่ยนแปลงทางภูมิประเทศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิทัศน์ ก็ทาให้ภาพของการทาธุรกิจอย่างยั่งยืนกับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไม่อาจจะบรรจบกัน ได้ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จากัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายแรกและรายให ญ่ของ ประเทศไทย จึงคิดหานวัตกรรมการทาเหมืองรูปแบบใหม่เพื่อมุ่งสู่การทาธุรกิจอย่างยั่งยืน และเกือบ 20 ปีแล้วที่ ก ารท าเหมื อ งแบบ semi-open cut mining method ซึ่ง เอสซีจีได้เ ริ่ม ใช้ที่ เหมืองปูน ภายใต้การดาเนินงานของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลาปาง) จากัด หรือปูนลาปาง ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไม่ใช่ขั้วตรงข้ามกับการทาธุรกิจอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด แต่สามารถก้าวเดินไป ด้วยกันได้ หากให้ความสาคัญกับ Triple Bottom Line คือทั้งเรื่องเศรษฐกิจ (ผลลัพธ์ในการดาเนิน ธุรกิจ) สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน 6) เลมอนฟาร์ม วิถีเกษตรอินทรีย์ เพื่อสุขภาพและความยั่งยืน ธุรกิจค้าปลีกเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันรุนแรง ทั้งจากการขยายตัวทั่วหัวระแหงของ ร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่ การผุดโครงการใหม่ๆ ของศูนย์การค้าสารพัดยี่ห้อ แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่ ดุเดือด เลมอนฟาร์ม ร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพ กลับยืนหยัดอยู่ได้ด้วยจุดแข็งที่แตกต่างจากร้านค้าปลีก
4-38 และซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลาย ภายใต้แนวคิดการทาธุรกิจค้าปลีกที่เชื่อมโยงเกษตรกรและผู้บริโภคที่ใส่ ใจกับเรื่องความยั่งยืนในทุกมิติเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีวิถี เกษตรอินทรีย์เป็นแกนนาด้านการตลาด 7) ปัญญ์ปุริ ก้าวข้ามจุดขายความเป็นธรรมชาติ สู่ออร์แกนิค ในตลาดเครื่อ งส าอางระดับ สูง ซึ่ง มี สินค้าแบรนด์เ นมระดับ หรูที่ มี ป ระวัติความ เป็นมายาวนานมากมาย ปัญญ์ปุริ เลือกชูจุดขายการดูแลร่างกายและจิตใจตามปรัชญาตะวันออก โดย มีส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นจุดขายแรก ก่อนที่จะขยับขึ้นไปเป็นส่วนผสมจากพืชพรรณที่ได้รับการ รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิค ซึ่งมีส่วนสาคัญที่ทาให้แบรนด์แตกต่างอย่างโดดเด่นทัง้ ในตลาดไทยและตลาดโลก 8) อาพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง ใส่นวัตกรรมเขียว แปลงขยะเป็นความยั่งยืน กระบวนการผลิตสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตกะทิสาเร็จรูปยูเอชทีตราชาวเกาะ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกและผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท อาพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จากัด เคยก่อให้เกิดขยะ มากมาย เพราะมะพร้าวที่เข้าสู่โรงงานวันละหลายแสนลูก เมื่อถูกคั้นออกมาเป็นกะทิแล้ว ของเหลือ หรือของเสียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ามะพร้าว กะลามะพร้าว เปลือกมะพร้าว กากมะพร้าว น้าเสียจาก การทาความสะอาดเครื่องจักรทีม่ ีไขมันปนเปื้อน ก็กลายสภาพเป็นของเสียที่หากปล่อยทิง้ ไว้ก็จะส่งผล เสียต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชน ซึ่งย้อนกลับมาเป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์ของบริษั ท แต่หากกาจัดหรือ บาบัดก็เสียค่าใช้จ่ายมหาศาล กลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่อาจจะทาให้เสียเปรียบในการแข่งขัน การ จัดการของเสียในช่วงต้นของอาพลฟูดส์จึงทาไปตามความจาเป็น จนกระทั่งปี 2548 เมื่ออาพลฟูดส์ เจอวิกฤตต้นทุน จากการขึ้นราคาของน้ามันเตา เช่นเดียวกับการขยับตัวของค่าแรง อาพลฟูดส์จึงเริ่ม มองหาทางออกจากวิกฤต และได้พบว่ามีนวัตกรรมเขียวต่างๆ มากมายสามารถช่วยเปลี่ยนของเสียที่ บริษัทเคยมองว่าเป็นขยะให้กลายเป็นความยั่งยืนได้ เพราะนอกจากจะลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหา กับชุมชนรอบๆ โรงงานแล้ว ยังช่วยเพิ่มยอดขายและกาไรให้กับบริษัทได้อีกด้วย จนกลายเป็นวิถีการ ท าธุ ร กิ จ ที่ ยั่ ง ยื น สไตล์ อ าพลฟู ด ส์ ที่ น่ า ศึ ก ษา (ศึ ก ษาเพิ่ ม เติ ม กรณี ศึ ก ษาได้ จ าก http://www. salforest.com/knowledge/green-case-studies)
สรุป คาว่า “การทุจริต” “การคอรัปชั่น” หรือ “การฉ้อราษฎร์บังหลวง” เป็นพฤติกรรมของการ “การโกง” หรือ การไม่ซื่อสัตย์ สุจริต ของบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่ร่วมมือกันทาความชั่วโดยเจตนา มีการ ไตร่ตรอง วางแผนอย่างมีขั้นตอน หรือมีกระบวนการอย่างแยบยล สาหรับคาว่า สินบน คือพฤติกรรม การรับหรือการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ให้แก่บุคคล เพื่อให้ผู้นั้นกระทาการหรือละเว้นไม่ กระท าการตามที่ ผู้จ่ายเงินสินบนต้อ งการ ผลกระทบอันเกิ ดจากการคอรัป ชั่น มี ม ากมายหลาย ประการ ดังนี้ 1) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงราคาสินค้าต้องแพงขึ้น ทาให้สูญเสียสภาพของ การแข่งขัน 2) ผลกระทบทางการเมือง ทาให้การตัดสินใจเพื่อประโยชน์สาธารณะเบี่ยงเบนไป และ 3) ผลกระทบทางสังคม ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าแพง รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการดารงชีวิตประจาวัน ซึ่ง พบว่าปัจจัยที่ส่งเสริมการคอรัปชั่นในสังคมไทย คือ สังคมไทยเป็นสังคมแบบอุปถัมภ์ เป็นระบบสังคม แบบพวกพ้อง อาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกัน มีการตอบแทนบุญคุณซึ่งกันและกัน บุญคุณต้องทดแทน
4-39 หรือคนดีคือคนกตัญญู เหล่านี้ทาให้เกิดการคอรัปชั่นได้ง่าย ซึ่งถือว่าคอรัปชั่นเป็นโรคร้ายเรื้อรังที่ ทาลายประเทศชาติที่ต้องเร่งดาเนินการปราบปรามคอรัปชั่นโดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ผลส าเร็จของการดาเนินธุรกิ จพิจารณาจากผลตอบแทน หมายถึง ก าไร ซึ่ง เป็น รากฐาน สาคัญต่อความคงอยู่ขององค์การ เพราะกาไรคือผลตอบแทนจากการลงทุน ส่งผลให้ผู้ถือหุน้ เกิดความ มั่นใจ พนักงานมีความมั่นคง ผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและตรงความต้องการ และ ภาครัฐได้รับภาษี แต่การดาเนินธุรกิจเพื่อแสวงกาไรเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่หลักประกันของการ เติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน การดาเนินธุรกิจที่ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นปัจจัย หนึ่งที่สามารถส่งเสริมให้องค์การสามารถพัฒนาอย่างยั่งยืน การดาเนินธุรกิจยุคใหม่ต้องเผชิญกับ คาถามที่เกี่ยวข้องกับ จริยธรรม การเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภค และความต้องการให้มี การดาเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสัง คม ดังนั้นหากต้องการให้องค์การได้รับ การ ยอมรับจาเป็นต้องมีการบริหารจัดการองค์การให้บรรลุเป้าหมายควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อสังคมถูกเชื่อมโยงเป็นสังคมโลก แต่ปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีอยู่อย่างกาจัดและมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อ องค์การที่จาเป็นต้องมี รูปแบบการบริหารจัดการที่มี ความซับซ้อนมากยิ่ง ขึ้น และปัจจัยสาคัญอย่างหนึ่งที่เป็นตัวก าหนด รูปแบบของการบริการจัดการ คือ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” (Stakeholders) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยตรงต่อการดาเนินงานขององค์การ เนื่องจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนกาหนดระดับความสาเร็จ ขององค์การ ปัจจัยหนึ่งของการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค คือ สินค้ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มากน้อยเพียงใด ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์การทุกระดับจึงควรดาเนินการที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม เช่น 1) การลด (Reduce) เป็นความพยายามที่จะลดจานวนของปัจจัยการผลิตที่ส่งผล ให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 2) ใช้ใหม่ (Reuse) เป็นความพยายามที่จะนาปัจจัยการผลิตกลับมาใช้ ใหม่ และ 3) การแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่ (Recycle)
4-40
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. นาเข้าสู่บทเรียน 2. บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 4.2 - 4.3 3. ถาม-ตอบเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคม และ สิ่งแวดล้อม 4. สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน หนังสืออ้างอิง
สื่อการสอน
บรรณานุกรมแนบท้ายเล่ม
เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 4.2 - 4.3 - Power Point บทเรียนที่ 4.2 - 4.3 และ LCD Projector วัสดุโสตทัศน์ - กรณีศึกษา 4.2 - 4.3 งานที่มอบหมาย 1. ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน 2. หาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจริยธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคม และ สิ่งแวดล้อมมาวิพากษ์วิจารณ์ในชั้นเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด เอกสารประกอบ
แบบฝึกหัดเสริม 4.1 1. จงบอกทีม่ าของปัญหาจริยธรรมที่มีอทิ ธิพลต่อธุรกิจ สังคม และสิง่ แวดล้อม มาพอสังเขป 2. จงบอกประเภทปัญหาจริยธรรมทีม่ ีอิทธิพลต่อธุรกิจ 3. จงอธิบายลักษณะปัญหาจริยธรรมในการปฏิบัติงานของธุรกิจในประเทศไทย 4. จงอธิบายลักษณะปัญหาจริยธรรมในธุรกิจข้ามวัฒนธรรม 5. จงยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจ แบบฝึกหัดเสริม 4.2-3 1. จงบอกการคอรัปชั่นและการรับสินบน มาพอเข้าใจ 2. จงอธิบายการแก้ไขปัญหาจริยธรรมที่มีต่อสังคม มาพอเข้าใจ 3. จงยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม อย่างน้อย 1 เรื่อง 4. จงบอกผลกระทบจากการประกอบธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม มาพอเข้าใจ 5. จงอธิบายการแก้ไขปัญหาจริยธรรมสู่นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม มาพอเข้าใจ 6. จงยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม มาอย่างน้อย 1 เรื่อง
4-41
บรรณานุกรม กรมพินจิ และคุ้มครองเด็กและเยาวชน. (2555, มิถุนายน 30). กฏหมายประชาชาติว่าด้วยการ คุ้มครองเด็กและเยาวชนซึ่งถูกลิดรอนเสรีภาพ. เรียกใช้เมื่อ 26 ธันวาคม 2560, จาก http://www2.djop.moj.go.th/law/2012-06-30-16-03-00/item/163-1 กัลยาณี สูงสมบัติ. (2550). เอกสารการสอนเทคนิคการจัดการสมัยใหม่. กรุงเทพ: มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร. จินตนา บุญบงการ. (2544). การจัดการเชิงกลยุทธ์. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น. จินตนา บุญบงการ. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จุไรรัตน์ แสนใจรักษ์. (2546). ธรรมาภิบาลกับคอรัปชั่นในสังคมไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์. ชนงกรณ์ กุณฑลบุตร. (2556). หลักการจัดการ องค์การและการจัดการสมัยใหม่. กรุงเทพฯ : โรง พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บรรจง อมรชีวิน. (2547). วัฒนธรรมข้ามชาติกับการบริหารและการเจรจาต่อรอง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ด ยูเคชั่น. ปนัดดา บุญวิวัฒน์. (2543). ปัญหาจริยธรรมของธุรกิจการขายตรง กรณีศึกษาทัศนะของผูบ้ ริหาร พนักงานขายและผู้บริโภค. กรุงเทพมหานคร: วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตร์ (จริยศาสตร์ศกึ ษา) มหาวิทยาลัยมหิดล. ประยูร จินดาประดิษฐ์. (2514). การธนาคารพาณิชย์ การด้าเนินงานและการบัญชี. กรุงเทพ: โรง พิมพ์อักษรสมัย. ผู้จัดการออนไลน์. (4 สิงหาคม 2558). ย้อนรอย “วัฒนา อัศวเหม” หนีคดีทจุ ริตบ่อบ้าบัดน้าเสีย คลองด่าน. เรียกใช้เมือ่ 11 เมษายน 2561 จาก อาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม: http://www.manager.co.th/Crime/Viewnews.aspx?NewsID=9580000087984 พิภพ วชังเงิน. (2545). จริยธรรมวิชาชีพ. กรุงเทพมหานคร: รวมสาส์น. ย้อนรอยโครงการจ้าน้าข้าว: สะเทือนสถานะผู้น้าตลาดโลกของไทย. (27 กันยายน 2560). เรียกใช้ เมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก บีบีซี นาวิเกชัน: http://www.bbc.com/thai/thailand41410157 สมคิด บางโม. (2558). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สังศิต พิริยะรังสรรค์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร. (2537). คอรัปชั่นกับประชาธิปไตยไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ. (2540). รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของ ประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ. สานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2547). คู่มือรูปแบบกลไกการมีส่วน ร่วมของผู้มสี ่วนได้ส่วนเสียในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ โครงการจัดท้ารูปแบบกลไกการมีส่วนร่วมของผู้มสี ่วนได้ส่วนเสียในการจัดท้านโยบาย แผน มาตรการหลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
4-42 สานักงานราชบัณฑิตยสภา. (29 มกราคม 2554). สินบน. เรียกใช้เมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก สานักงานราชบัณฑิตยสภา: http://www.royin.go.th/?knowledges=สินบน-๒๙มกราคม-๒๕๕๔. เสาวนีย์ ไทยรุ่งเรือง และคณะ. (2553). Retrieved ธันวาคม 26, 2560, from http://www.nacc.go.th/ewt_news.php?nid=3839&fileneme=inbox.
5-1 สัปดาห์ที่6 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 5 ความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ ชื่อบทเรียน 5.1 รู้ความรับผิดชอบต่อสังคม เวลา 90 นาที 5.2 รู้และเข้าใจความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่าง องค์กรธุรกิจกับชุมชน เวลา 90 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 5นักศึกษาสามารถ 5.1 รู้ความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.1 บอกความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.2 บอกผู้มสี ่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ 5.1.3 บอกชนิดของกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ 5.1.4 บอกหน่วยงานระดับสากลที่เกี่ยวข้องและความจาเป็นที่ต้องมีความ รับผิดชอบต่อสังคม 5.1.5 บอกกฎเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสังคมในตลาดธุรกิจสากล 5.2 รู้และเข้าใจความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน 5.2.1 บอกความรับผิดชอบต่อสังคมสาหรับธุรกิจทุกระดับ 5.2.2 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับความรับผิดชอบต่อสังคม ของธุรกิจ
5-2
หน่วยที่ 5 ความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ แผนการสอนประจาหน่วย 5.1 ความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.1 ความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.2 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ 5.1.3 ชนิดของกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ 5.1.4 หน่วยงานระดับสากลที่เกี่ยวข้องและความจาเป็นที่ตอ้ งมีความรับผิดชอบต่อ สังคม 5.1.5 กฎเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสังคมในตลาดธุรกิจสากล 5.2 ความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน 5.2.1 ความรับผิดชอบต่อสังคมสาหรับธุรกิจทุกระดับ 5.2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ
บทนา การประกอบธุรกิจของบริษัทนั้น ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับหลายภาคส่วน การดาเนินธุรกิจ เพื่อแสวงกาไรเพียงอย่างเดียว อาจมิใช่หลักประกันของการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน แนวคิดของ ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (CSR) คือ การทาให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (EconomicSocial-Environment : ESG) มี ส มดุ ล อยู่ ร วมกั น ได้ อ ย่า งยั่ง ยื น การที่ ธุ ร กิ จ ให้ค วามส าคัญ และ ดาเนินการในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น ธุรกิจยังคงต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และใน ทุก ๆ กิจกรรม ในการบริหารกิจการให้มีผลกาไร เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน รวมถึงสามารถขยาย กิ จ การให้เ จริญเติบ โตในสั ง คมและชุม ชน และในระดับ สากลต่อไป ในหน่วยเรียนนี้ จะกล่าวถึง ความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ ชนิดของกิจกรรม หน่วยงาน ระดับสากลที่เกี่ยวข้อง และความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ
5.1 ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรับผิดชอบต่อสังคมกับจริยธรรมธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) เป็นกฎเกณฑ์ทาง ศีล ธรรมหรือจริยธรรมที่ผู้บริหารนามาใช้ในการตัดสินใจ เพื่อดาเนินการบริหารองค์การและการ ปฏิบัติต่อผู้มี ส่วนได้เ สีย ความรับ ผิดชอบนี้มิ ได้บัง คับ ไว้ตามกฎหมาย ผู้บ ริห ารจะต้องพิจ ารณา ว่า องค์กรควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร มากน้อยเพียงใดบนพื้นฐานรายได้และผลตอบแทน อันจะท าให้อ งค์ก รสามารถดาเนินต่อ ไปได้ ดัง นั้น ผู้บ ริห ารองค์ก รควรหาผลตอบแทน ด้วยการ
5-3 รับผิดชอบทางเศรษฐกิจ ปฏิบัติตามกฎหมาย ดาเนินกิจการที่ถูกต้องชอบธรรม และหลีกเลี่ยงการ กระทาที่เป็นอันตรายต่อสังคมควบคู่กับการดาเนินงานขององค์กร องค์ก รที่ ป ระสบความส าเร็จ ประการหนึ่ง จะดูได้จ ากผลตอบแทน ได้แก่ ก าไร ซึ่ง เป็น สิ่งจาเป็นต่อความคงอยู่ขององค์กร เพราะกาไรทาให้องค์กรได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ผู้ถือ หุ้นมีความมั่นใจ พนักงานมีความมั่นคงในการทางาน ลูกค้าได้รับสินค้าและบริการที่ตรงกับความ ต้องการและรัฐก็ได้รับภาษี ซึ่งถ้ามองในทรรศนะนี้แล้วองค์กรจะอยู่ได้ก็เพราะกาไรเป็นผลตอบแทน จากการดาเนินกิจการ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อ สัง คมเพี ยงพอหรือไม่ ถ้ายัง ไม่ มี ค วามรับผิดชอบควรอยู่ตรงจุดใด ซึ่ง สัง คมมีได้ก ล่าวถึงไว้ถ้าได้ กล่าวถึง จริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่ง เป็นประเด็นที่เกี่ ยวข้องกั บค่านิยม และมาตรฐานเชิงพฤติกรรม องค์ก รใช้และแก้ ไขปัญหาด้วยแล้วจะยิ่งหาจุดลงตัวได้ยากยิ่งขึ้น ถึง แม้ ว่าผู้บริหารจะสามารถใช้ ดุลพินิจวินิจฉัยได้ แต่ในหลาย ๆ กรณีได้มีข้อถกเถียงว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ ถูกต้อง ทั้งนี้ เพราะสังคมของเราในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้ น กระแสโลกาภิวัฒ น์ที่ มี ต่อ จริยธรรม ความต้องการของสัง คมที่ มี พฤติก รรมทางธุร กิจได้ เปลี่ยนแปลงไป และมีการเรียกร้องให้การดาเนินความรับผิดชอบที่กิจการของตนเองมีต่อสังคมให้ มากยิ่งขึ้นไม่ว่ากิจการจะใหญ่ หรือเล็กต้องทาการประเมินความรับผิดชอบที่กิจการของตนเองมีต่อ สังคมใหม่ทั้งหมด ดังนั้น ผู้บริหารที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมจะต้องทาความเข้าใจกับ สิ่งแวดล้อมอาชีวอนามัย และผลกระทบมากยิ่งขึ้น เพราะองค์กรที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันไม่ เพียงแต่จะต้องทาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับกิจการของตนเองเท่านั้น แต่จะต้องทาสิ่งที่ดีที่สุดต่อสังคมอีกด้วย การที่กระแสเรียกร้องของสังคมโลกทีม่ ีต่อจริยธรรมทางธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อสังคม นั้น เนื่อ งมาจากการที่ สัง คมเปิดกว้างมากยิ่ง ขึ้น และถูก เชื่อมโยงเข้าหากั นเป็นสัง คมโลกและ ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างกาจัดถูกทาลาย ดังนั้น กลุ่มและองค์กรต่าง ๆ ที่อยู่ในแต่ละสังคมต่าง ได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น จากความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้กลายเป็นพลังดันให้ กิ จ การต่าง ๆ ต้อ งพิ จ ารณาถึง “ผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย ” (Stakeholders) ได้รับ ผลกระทบจากการ ดาเนินงานขององค์กร และต้องพิจารณาถึงบทบาทและวิธีการที่จะเกี่ยวข้องกับบุคคล กลุ่มและ องค์การดังกล่าว นอกจากนั้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังมีส่วนกาหนดระดับความสาเร็จขององค์กร การ เชื่อมโยงระหว่างกิจการและคนในสังคมที่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สาคัญ ๆ ในการพิจารณาถึง กรอบของจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม 5.1.1 ความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคม แคร์รอล และบุชโฮลซ์ (Carroll and Buchholtz. 2005) กล่าวว่าความรับผิดชอบต่อ สังคมขององค์กรธุรกิจ หมายถึง ความรับผิดชอบสังคมของธุรกิจล้อมรอบด้วยเศรษฐกิจ กฎหมาย เกี่ยวกับหลักจริยธรรม และการมีความคิดอิสระในการคาดหวังว่าองค์การ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจะสามารถ ให้ในเรื่องเหล่านี้แก่สังคมได้ ส่วนความรับผิดชอบสังคมของบริษัท หมายถึง ความร่วมมือในการ อธิบายความรับผิดชอบที่เกิ ดขึ้นจากกิจกรรมของบริษัท โดยอาจส่งผลกระทบต่อคนในชุม ชนและ สิ่งแวดล้อมโดยทั่วไปอันอาจจะเป็นการบอกความนัยในด้านลบของธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนและ สังคมที่สมควรได้รับการรับรองหรือยอมรับในสิ่งสมควรที่ถูกต้อง
5-4 วิลเลียม (Williams. 2005) กล่าวว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ หมายถึง ความรับผิดชอบสังคมว่าเป็นพันธะของธุรกิจในการดาเนินนโยบาย และดาเนินกิจกรรมเพื่อให้เกิดเป็น ผลกาไรต่อสังคม เชอร์เมอร์ฮอน (Schermerhorn. 2008) กล่าวว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ธุรกิจ หมายถึง ความรับผิดชอบสังคมระดับบริษัท คือ พันธะหน้าที่ขององค์การในเรื่องที่ตนเองสนใจ และก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อทั้งผู้ถือหุ้นและภายนอก เสนาะ ติเ ยาว์ (2551) กล่าวว่า ความรับ ผิดชอบต่อสัง คมขององค์ ก รธุรกิ จ หมายถึง ภารกิ จ ของบริษัท ที่มี อยู่ต่อสังคมหรือกล่าวให้ชัดเจนลงไปก็ คือภาระที่บริษัท จะต้องดาเนินงานที่ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้หุ้น หรือเจ้าของบริษัทและต่อชุมชนภายนอกนั้นด้วยความรับผิดชอบของ บริษัทจึงเป็นภาระที่บริษัท มีต่อผู้มีส่วนร่วม (Stakeholder) ในบริษัทนั่นเองผู้มีส่วนร่วมแบ่งเป็น 2 ประเภทคือผู้มีส่วนร่วมภายในก็คือพนักงานและผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้มีส่วนร่วมภายนอกก็คือลูกค้า สหภาพแรงงาน ลูก หนี้เ จ้าหนี้สถาบันการเงิน บริษัท คู่ค้าพรรคการเมืองกลุ่มผลประโยชน์รัฐบาล หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา สถาบันกฎหมายศาล รัฐบาลต่างประเทศ บริษัท ที่เป็นพันธมิตร คู่สัญญาและชุมชน เนตร์พั ณณา ยาวิร าช (2552) กล่าวว่า ความรับ ผิดชอบต่อสัง คมขององค์ก รธุ ร กิ จ หมายถึง การที่องค์การตั้งใจที่จะกระทาให้เกิดประโยชน์ให้แก่สัง คมอันนอกเหนือจากที่ก ฏหมาย กาหนด โดยองค์การอาจกาหนดไว้เป็นข้อบัญญัติทางจริยธรรมที่ประกอบด้วยความรับผิดชอบต่อ บุคคลต่างๆ ได้แก่ ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ความรับผิดชอบ ต่อลูกค้า ความรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้าหรือบริการ ความรับผิดชอบต่อพนักงาน ความรับผิดชอบ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ความรับผิดชอบขององค์ กรธุรกิจต่อสังคม หมายถึง ความรับผิดชอบสังคมระดับบริษัท ว่าเป็นพันธะของธุรกิจในการดาเนินนโยบาย และดาเนิน กิจกรรมเพื่อให้เกิดเป็นผลกาไรต่อสังคม นอกเหนือจากที่กฏหมายกาหนดตลอดจนมีส่วนร่วมในการ พัฒนาชุมชนท้องถิ่นและสังคมในวงกว้าง ความรับ ผิดชอบต่อ สังคมขององค์ก รธุรกิ จ ภาษาอัง กฤษเรียกว่า Corporate Social Responsibility หรือนิยมเรียกย่อ ๆ ว่า CSR หรือ บรรษัทภิบาล หมายถึง การดาเนินกิจกรรมภายใน และภายนอกองค์กร ที่คานึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในองค์กรและในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทาให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้ อย่างเป็นปกติสุข หากพิจารณาแยกเป็นรายคาศัพท์ คาว่า Corporate มุ่งหมายถึงกิจการที่ดาเนินไปเพื่อ แสวงหาผลกาไร (หมายรวมถึงองค์กรประเภทอื่นได้ด้วย) ส่วนคาว่า Social ในที่นี้ มุ่งหมายถึงกลุ่ม คนที่ มี ความสัม พั นธ์กั นหรือมี วิถีร่วมกันทั้ งโดยธรรมชาติห รือโดยเจตนา รวมถึง สิ่ง มี ชีวิตอื่นและ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบประกอบ และคาว่า Responsibility มุ่งหมายถึงการยอมรับทั้งผลที่ไม่ดี และผลที่ดีในกิจการที่ได้ทาลงไปหรือที่อยู่ในความดูแลของกิจการนั้นๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็น ธุระดาเนินการป้องกันและปรับปรุงแก้ไขผลที่ไม่ดี รวมถึงการสร้างสรรค์และบารุงรักษาผลที่ดีซึ่งส่ง กระทบไปยังผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ (พิพัฒน์ ยอดพฤติการ, 2553)
5-5 นอกจากนั้น สถาบันไทยพัฒนาโดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติก าร ซึ่ง เป็นนัก วิชาการคน สาคัญได้จัดประเภทของงาน CSR ออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ประกอบด้วย CSR-After-Process เป็นการดาเนินกิจกรรมที่แยกต่างหากจากการดาเนินธุร กิจที่เป็น กระบวนการหลักของกิจการ (รวมความถึงกิจกรรมที่เกิดจากผลต่อเนื่องของกระบวนการดาเนินการ ธุร กิ จ ) เช่น การแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาสาธารณภัย การบ าเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะและการ เยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบทางมลพิษจากการประกอบการ CSR-In-Process เป็นการดาเนินความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่ในกระบวนหลักของ กิจการหรือเป็นการทาธุรกิจที่หากาไรอย่างมีความรับผิดชอบ เช่น การป้องกัน หรือกาจัดมลพิษใน กระบวนการผลิตเพื่ อ ไม่ ให้ส่ง ผลกระทบต่อชุม ชน การผลิตสินค้าและบริก ารที่ มี คุณภาพและได้ มาตรฐานตามข้อก าหนดในฉลากผลิตภัณ ฑ์การเปิดเผยข้อมูล ผลิตภัณฑ์ ต่อผู้บริโภคอย่างถูกต้อง ครบถ้วน การชดเชยความเสียหายให้แก่ ลูก ค้าที่ เ กิ ดจากความผิดพลาดและความบกพร่องของ พนัก งาน ซึ่ง การดาเนินความรับผิดชอบเหล่านี้ถือเป็นกิจ กรรมที่อยู่เวลาทางานปกติของกิจการ (สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม, 2553) CSR-As-Process เป็นกิจกรรมที่ดาเนินงานโดยองค์กรที่ไม่แสวงหากาไรให้กับตนเอง เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคมเป็นด้านหลัก เช่น มูลนิธิ/สมาคมการกุศลที่ เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์องค์กรประชาชนและส่วนราชการ 5.1.2 ผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจ (Stakeholders) การดาเนินธุรกิจในปัจจุบันต้องคานึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจหลายฝ่าย บางครั้ง การตัดสินใจทาให้เกิดความขัดแย้งได้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนี้ได้รับผลจากการดาเนินงาน และนโยบายที่ ผู้บริหารกระทาไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แก่ ลูกค้าพนักงาน ผู้ถือ หุ้น ผู้จาหน่ายปัจจัยการผลิต ผู้ค้า ปลีก รายย่อย ธนาคาร ประชาชน และสัง คม กลุ่ม ผลประโยชน์ต่างๆ นัก อนุรัก ษ์ส ภาพแวดล้อม การเมือง ผู้นาทางการเมืองต่างๆ ล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการดาเนินการและนโยบายของธุรกิ จ ต่างๆ องค์การในปัจจุบันจะต้องทางานร่วมกันเพื่อให้แน่ใจว่าผู้มีส่วนได้เสียพึงพอใจมากที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้ เป้าหมายนี้ซึ่งเรียกว่า การจ้างงานพนักงานอย่างเป็นสากล (World-class employees) และผู้นาองค์ก ารระดับสากล (world-class organizational leaders) เช่น การรัก ษาสิ่งแวดล้อม ผู้นาชุมชนเป็นทีมงานที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเพื่อให้ธุรกิจตอบสนองต่อความต้องการของสัง คม ได้ ในด้านของพนักงานก็มีการให้พนักงานระดับต้นมีอิสระในการทางานมากขึ้น (Freedom) มีการ พัฒนาฝึกอบรมพนักงาน (training) จัดหาอุปกรณ์ที่ช่วยให้ตอบสนองต่อลูกค้าได้เร็วยิ่ง ขึ้น มีการ ตัดสินใจที่ดีเพื่อให้สินค้าบริการที่มีคุณภาพ มีการมอบอานาจ (empowerment) ไปสู่ระดับพนักงาน ในการตัดสินใจได้โ ดยไม่ ต้อ งผ่านผู้บ ริห าร เป็นบทบาทของผู้บ ริห ารที่ ต้องสนับ สนุนการท างาน ฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้พนักงานตอบสนองลูกค้าได้อย่างเป็นที่พอใจของลูก ค้า การให้พนักงาน ท างานร่วมกั นเป็นทีม ที่เป็นอิสระจากการควบคุม (Self-managed, cross – functional teams) หรื อ ที ม งานระหว่ า งหน้ า ที่ ใ ห้ ค วามส าคั ญ กั บ พนั ก งานมากขึ้ น มี ก ารปรั บ โครงสร้ า งใหม่ (restructuring) พนั ก งานมี ค วามรั บ ผิ ด ชอบมากขึ้ น มี ค่ า ตอบแทนเพิ่ ม ขึ้ น ตามผลการท า งาน (เนตรพัณณา ยาวิราช, 2552)
5-6 การดาเนินธุรกิจที่จาเป็นต้องมีความรับผิดชอบอย่างมีจริยธรรมกับผู้ที่เกี่ยวของในฐานะ ของผูที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งบุคคลภายในและภายนอกองค์กรดังนี้
ภาพที่ 5.1 ลาดับชั้นของผู้มสี ่วนได้เสียในระดับต่าง ๆ ทีเ่ กี่ยวข้องกับซีเอสอาร์ ที่มา: สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบรู ณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (2555) พิพัฒน์ ยอดพฤติการ (2553) ได้ให้ความหมายคาว่า กิจกรรม (activities) หมายถึง การ คิด การพูด และการกระทา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การตัดสินใจ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการ และการดาเนินงานขององค์กร (วรพรรณ เอื้ออาภรณ์, 2554) สังคมในความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ จะพิจารณาตั้งแต่ผู้มีส่วน ได้เสียในองค์กร ได้แก่ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร ซึ่งสามารถแบ่งออก ได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ สังคมใกล้ และสังคมไกล สังคมใกล้ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า ครอบครัว ของพนักงาน ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบข้าง สังคมไกล คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทั่วไป ระบบนิเวศโดยรวม เป็นต้น ในระดับของผู้ถือหุ้นหรือผู้ลงทุน ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การเคารพสิทธิของผู้ถือหุ้น การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน การให้ข้อมูลแก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้ ลงทุนอย่างเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน หรือที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สาคัญของกิจการ การไม่ นาข้อมูลภายในไปเปิดเผยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผูบ้ ริหารหรือกรรมการซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อ ผู้ถือหุ้นโดยรวม เป็นต้น ในระดับของผู้บริหารหรือกรรมการบริษัท ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การส่งเสริมให้มีการกากับดูแลกิจการที่ดี มีระบบการบริหารจัดการและการกาหนดค่ าตอบแทน ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการจัดทาและเปิดเผยข้อมูลรายงานทางการเงินและข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลทาง
5-7 การเงินอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา รวมถึงการอุทิศเวลาและความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น ในระดับ ของพนักงาน ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การจ่าย ค่าจ้างและผลตอบแทนที่เป็นธรรมและตรงต่อเวลา การจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้างตามที่กฎหมายกาหนด การดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในการทางาน การพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรมในสถานที่ ปฏิบัติงาน เป็นต้น ในระดับของลูกค้าและผู้บริโภค ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ ความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภค การให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา การให้ข้อมูลของ องค์ก รและตัวผลิตภัณฑ์ อ ย่างเพี ยงพอและอย่างถูก ต้องเที่ ยงตรง การปกป้องสุขภาพและความ ปลอดภัยของผู้บริโภค การยุติข้อโต้แย้งและข้อร้องเรียนของผู้บริโภค เป็นต้น ในระดับ ของคู่ค้า ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การยึดถือข้อ ปฏิบัติทางสัญญาที่เป็นธรรม การดาเนินงานในทางต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการกรรโชก และการรับ หรือให้สินบนในทุกรูปแบบ การเคารพต่อสิทธิในทรัพย์สินหรือกรรมสิทธิ์ของคู่ค้า การไม่เอารัดเอา เปรียบต่อคู่ค้า การส่งเสริมให้คู่ค้าดาเนินความรับผิดชอบด้านสังคมร่วมกับองค์กร เป็นต้น ในระดับของชุมชนและสภาพแวดล้อม ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การสงเคราะห์เกื้อกูลชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ การส่งเสริมแรงงานท้องถิ่นให้มีโอกาสในตาแหน่ง งานต่างๆ ในองค์กร การสนับสนุนแนวทางการระแวดระวังในการดาเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลการดาเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ และการ เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข เป็นต้น ในระดับของประชาสังคม ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การสร้าง ความร่วมมือระหว่างกลุ่มหรือเครือข่ายอื่นๆ ในการพัฒนาสังคม การตรวจตราดูแลมิให้กจิ การเข้าไปมี ส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน การรับฟังข้อมูลหรือทาประชาพิจารณ์ต่อการดาเนิน กิจการที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม และการทาหน้าที่ในการเสียภาษีอากรให้รัฐอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น ในระดับของคู่แข่งขันทางธุรกิจ ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การดูแลกิจการมิให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้วยวิธีการทุ่มตลาด การ กลั่นแกล้งหรือใช้อิทธิพลในการกีดกันเพื่อมิให้เกิดการแข่งขัน เป็นต้น (วรพรรณ เอื้ออาภรณ์, 2554) 5.1.3 ชนิดของกิจกรรมซีเอสอาร์ ศ.ฟิ ลิป คอตเลอร์ แห่ง มหาวิท ยาลัยนอร์ธเวสเทิ ร์น และแนนซี่ ลี อาจารย์ส มทบแห่ ง มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และมหาวิทยาลัยซีแอตเติ้ล ได้จาแนกซีเอสอาร์ไว้เป็น 7 ชนิด (type) กิจกรรม ของ ฟิ ลิป คอตเลอร์ และแนนซี่ ลี (Philip Kotler and Nancy Lee, 2005) (สถาบันไทยพัฒ น์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ , 2553) ได้แก่ 1) การส่งเสริมการรับรู้ประเด็นปัญหาทางสังคม (Cause Promotion) เป็นการจัดหา เงินทุ น วัส ดุสิ่งของ หรือ ทรัพ ยากรอื่นขององค์กร เพื่อขยายการรับรู้และความห่วงใยต่อประเด็น ปัญหาทางสังคมนั้น ตลอดจนสนับสนุนการระดมทุน การมีส่วนร่วม หรือการเฟ้นหาอาสาสมัครเพื่อ
5-8 การดังกล่าว องค์กรธุรกิจอาจริเริ่มและบริหารงานส่งเสริมนั้นด้วยตนเอง หรือ ร่วมมือกับองค์กรหนึ่ง องค์กรใด หรือกับหลายๆ องค์กรก็ได้ 2) การตลาดที่เกี่ยวโยงกับประเด็นทางสังคม (Cause-Related Marketing) เป็นการ อุดหนุนหรือการบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากการขายผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือหรือร่วมแก้ไขประเด็น ปัญหาทางสังคมจาเพาะหนึ่งๆ ซึ่งมักมีช่วงเวลาที่จากัดแน่นอน หรือดาเนินการแบบจาเพาะผลิตภัณฑ์ หรือให้แก่การกุศลที่ระบุไว้เท่านั้น กิจกรรมซีเอสอาร์ชนิดนี้ องค์กรธุรกิจมักร่วมมือกับองค์กรที่ไม่มี วัตถุประสงค์หากาไรเพื่อสร้างสัมพันธภาพในประโยชน์ร่วมกัน ด้วยวิธีการเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ เพื่อ นาเงินรายได้ไปสนับสนุนกิจกรรมการกุศลนั้นๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้บริโภคได้ มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือการกุศลผ่านทางการซื้อผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นใดเพิ่มเติม 3) การตลาดเพื่ อ มุ่ ง แก้ ไ ขปั ญ หาสั ง คม (Corporate Social Marketing) เป็ น การ สนั บ สนุ น การพั ฒ นาหรื อ การท าให้ เ กิ ด ผลจากการรณรงค์ เ พื่อ เปลี่ย นแปลงพฤติ ก รรมในด้าน สาธารณสุข ด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านสุขภาวะ ความแตกต่างสาคัญระหว่ าง การตลาดเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาสังคมกับการส่งเสริมการรับรู้ประเด็นปัญหาทางสังคม คือ การตลาดเพื่อ มุ่งแก้ไขปัญหาสังคมจะเน้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Behavior Change) เป็นหลัก ในขณะที่ การส่ ง เสริม การรับ รู้ ป ระเด็ นปัญ หาทางสัง คมจะเน้น ที่ ก ารสร้ า งความตระหนั ก (Awareness) ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากรด้านทุนและอาสาสมัครเพื่อให้รับรู้ถึงประเด็นปัญหาดังกล่าว 4) การบริ จ าคเพื่ อ การกุ ศ ล (Corporate Philanthropy) เป็ น การช่ ว ยเหลื อ ไปที่ ประเด็นปัญหาทางสังคมโดยตรง ในรูปของการบริจาคเงินหรือวัตถุสิ่งของ เป็นกิจกรรมซีเอสอาร์ทพี่ บ เห็นในแทบทุกองค์กรธุรกิจ และโดยมากมักจะเป็นไปตามกระแสความต้องการจากภายนอกหรือมีผู้ เสนอให้ทา มากกว่าจะเกิดจากการวางแผนหรือออกแบบกิจกรรมจากภายในองค์กรเอง ทาให้ไม่เกิด การเชื่อมโยงเข้ากับเป้าหมายหรือพันธกิจขององค์กรเท่าใดนัก 5) การอาสาช่วยเหลือชุมชน (Community Volunteering) เป็นการสนับสนุนหรือจูง ใจให้พนัก งาน คู่ค้าร่วมสละเวลาและแรงงานในการท างานให้แก่ ชุม ชนที่ องค์ก รตั้ง อยู่และเพื่ อ ตอบสนองต่อ ประเด็นปัญ หาทางสัง คมที่ องค์ก รให้ความสนใจหรือห่วงใย องค์ก รธุร กิ จ อาจเป็น ผู้ดาเนินการเองโดยลาพัง หรือร่วมมือกับองค์กรหนึ่งองค์กรใด และอาจเป็นผู้กาหนดกิจกรรมอาสา ดังกล่าวนั้นเอง หรือให้พนักงานเป็นผู้คัดเลือกกิจกรรมแล้วนาเสนอต่อองค์กรเพื่อพิจารณาให้การ สนับสนุน โดยที่พนักงานสามารถได้รับการชดเชยในรูปของวันหยุดหรือวันลาเพิ่มเติม 6) การประกอบธุรกิจอย่ า งรับผิดชอบต่อสัง คม (Socially Responsible Business Practices) เป็นการดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจอย่างพินิจพิเคราะห์ทั้งในเชิงป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยง การก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม หรือในเชิงร่วมกันแก้ไขด้วยการช่วยเหลือเยียวยาปัญหาทางสังคมนั้นๆ ด้วยกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อการยกระดับสุขภาวะของชุมชนและการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยที่ องค์กรธุรกิจสามารถที่จะดาเนินการเอง หรือเลือกที่จะร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกก็ได้ 7) การพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการตามกาลังซื้ อของคนในระดับฐาน ราก (Developing and Delivering Affordable Products and Services) เป็นการใช้กระบวนการ ทางธุรกิจในการผลิตและจาหน่ายสินค้าและบริการสู่ตลาดที่เรียกว่า The Bottom of the Pyramid (BoP) ในราคาที่ไม่แพง เหมาะกับกาลังซื้อของผู้บริโภคในระดับฐานราก ให้สามารถเข้าถึงสินค้าและ
5-9 บริการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมกันกับเป็นโอกาสสาหรับธุรกิจในการเข้าถึงตลาดปริมาณ มหาศาล การจาแนกกิจกรรมซีเอสอาร์ข้างต้น หากพิจารณาตามตระกูล (order) ของซีเอสอาร์จะ พบว่ากิจกรรม 3 ชนิดแรก เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการพูด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการสื่อสาร การตลาดที่เข้าข่ายการดาเนินกิจกรรมโดยใช้ทรัพยากรนอกองค์กรเป็นหลัก (Social-driven CSR) ส่วนกิจกรรม 4 ชนิดหลัง เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการกระทา หรือเป็นการดาเนินกิจกรรมของ องค์กรโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในองค์กรเป็นหลัก (Corporate-driven CSR) และหากพิจารณาโดยยึดที่ตัวกระบวนการทางธุรกิจ (business process) ซีเอสอาร์ใน ตระกู ล Corporate-driven CSR ยัง สามารถจ าแนกออกเป็นซีเอสอาร์จ าพวก (division) ที่ อยู่ใน กระบวนการทางธุรกิจ (CSR in process) กับซีเอสอาร์จาพวกที่อยู่นอกกระบวนการทางธุรกิจ หรือ เกิดขึ้นภายหลังโดยแยกต่างหากจากกระบวนการทางธุรกิจ (CSR after process) ฟิลิป คอตเลอร์ และแนนซี่ ลี (Philip Kotler and Nancy Lee, 2009) (สถาบันไทยพัฒน์ มู ล นิธิบูรณะชนบทแห่ง ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ , 2553) 5.1.4 หน่วยงานระดับสากลที่เกี่ยวข้องและความจาเป็นที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม แนวคิดการดาเนินธุรกิจที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมได้แพร่หลาย จนเกิดองค์ กรความร่วมมือระดับนานาชาติและองค์กรความร่วมมือในประเทศไทย ที่รวมตัวกันเพื่อทาหน้าที่ กาหนดกฎระเบียบข้อบังคับ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดาเนินธุรกิจให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืนได้แก่ 1) องค์การเพื่อ ความร่ วมมื อ ทางเศรษฐกิจและการพั ฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development - OECD) เศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลให้บรรษัทข้ามชาติมีบทบาทสาคัญทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ บรรษัทข้ามชาติที่กล่าวถึงนี้ เป็นได้ทั้งบรรษัทต่างชาติที่เข้ามา ดาเนินงานในประเทศและบรรษัทในประเทศที่ออกไปดาเนินงานในต่างประเทศ โดยหากกลุ่มบรรษัท ข้ามชาติเหล่านี้มีบรรทัดฐานความรับผิดชอบต่อสังคมในการประกอบการอย่างโปร่งใส ไม่เอาเปรียบ และดูแลช่วยเหลือสังคม ก็ย่อมจะเป็นกลไกสาคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืนควบคู่ กับการสร้างความเข้มแข็งของสังคม ในบริบทระหว่างประเทศ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development - OECD) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1961 โดยพัฒนามาจากองค์ก ารเพื่อความร่ วมมือทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นยุโรป ได้มีการพัฒนาแนว ปฏิบัติสาหรับบรรษัทข้ามชาติที่สามารถยึดถือปฏิบัติโดยสมัครใจเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลในประเทศต่างๆ ซึ่งแนวปฏิบัติดังกล่าวเรียกว่า “แนวปฏิบัติ OECD สาหรับบรรษัทข้ามชาติ” (OECD Guidelines for Multi-National Enterprises) OECD ได้มีบทบาทสาคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในหมู่ชาติ สมาชิก 30 ประเทศ และการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาทั้งในประเทศอุตสาหกรรมและประเทศ กาลังพัฒนากับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกว่า 100 ประเทศ
5-10 แนวปฏิ บั ติ OECD เป็ น ข้ อ แนะน าการปฏิ บั ติ ที่ เ ป็ น ไปโดยสมั ค รใจต่ อ การ ประกอบการของบรรษัทข้ามชาติ ที่ มิ ใช่ข้อบัง คับ หรือเครื่องมื อในการกี ดกั นทางการค้า ถือเป็น ข้อตกลงร่วมกันของรัฐบาลในกลุ่มประเทศ OECD และกลุ่มประเทศนอก OECD อื่นๆ โดยแนวปฏิบัติ ดัง กล่าว มุ่ ง ที่ จ ะให้ก ลุ่ม บรรษั ท ข้ามชาติดาเนินกิ จ การอย่างมี ค วามรับ ผิด ชอบต่อสัง คมในมิ ติ ที่ หลากหลาย ปัจจุบัน รัฐบาล 39 ชาติ จากประเทศสมาชิก 30 ประเทศและประเทศที่มใิ ช่สมาชิก อีก 9 ประเทศได้แนะนาให้ธุรกิจใช้แนวปฏิบัติ OECD สาหรับบรรษัทข้ามชาติ (OECD Guidelines for MNEs) ในการดาเนินงานที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ความสัมพันธ์กับแรงงาน สิ่งแวดล้อม การ ต้านทุจริต และการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นร่วมกั น ระหว่างตัวกิจการและภาคสังคมเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศและการขยาย บทบาทการเข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน ความรับผิดชอบหลักของกิจการในมุมมองของ OECD ต่อการมีส่วนร่วมของธุรกิจ โดยพื้นฐาน ก็คือ การทาธุรกิจ ดังนั้น บทบาทของธุรกิจต่อสังคม คือ การดาเนินการลงทุนเพื่อที่จะให้ ผลตอบแทนที่เพียงพอแก่สงั คมผูส้ ง่ มอบทรัพยากรต่างๆ ให้กิจการนามาใช้ป ระโยชน์ นั่นคือ การสร้าง งาน และการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ตามที่สังคมต้องการ อย่างไรก็ดี ความรับผิดชอบของกิจการในบริบทของ CSR อยู่นอกเหนือจากหน้าที่ หลักดังกล่าว แม้กิจการมีหน้าที่ที่จะปฏิบัติตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ในทางปฏิบัติ มักต้องคานึงถึง ความคาดหวังจากสังคมที่มิได้ระบุอยู่ในข้อกาหนดทางกฎหมาย ทุกวันนี้ ธุรกิจจึงเผชิญกับความท้า ทายไม่เฉพาะการดาเนินงานที่ต้องถูกกฎหมายเท่านั้น แต่ยังต้องไม่ขัดกับจารีตของสังคมด้วย ปัจจุบัน ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องประสิทธิผลของการดาเนินความรับผิดชอบต่อสังคม ของกิ จ การที่ เ ป็นไปโดยสมั ครใจ ฝ่ายหนึ่ง เชื่อว่าจะเป็นหนทางนาไปสู่ก ารสร้างบรรทั ดฐานที่ มี ประสิทธิผลสาหรับการทาธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง มองว่าเป็นเพียงภาพของ การประชาสัมพันธ์ที่ไร้ผล หากแต่ต้องใช้วิธีกาหนดเป็นข้อผูกมัดทางกฎหมายและบังคับให้ต้องปฏิบัติ ตามกฎหมายเหล่านั้น สมาชิกประเทศ OECD เชื่อว่าการริเริ่มโดยสมัครใจจะเปิดโอกาสให้ธุรกิจและสังคม หาหนทางที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ในหลายกรณีที่ซึ่งมาตรฐานของการปฏิบัติทางธุรกิจอันเป็นที่ยอมรับ ได้ยัง คงมีความคลุมเครืออยู่ เห็นได้จากผลสารวจของ OECD ในกิ จ การซึ่งมีการว่าจ้างหน่วยงาน ภายนอกทางานให้ (Outsourcing) แทบทั้งหมดที่ได้เปิดเผยนโยบายเกี่ยวกับมาตรฐานแรงงานหลัก ตามแนวปฏิบัติของ OECD ได้ยึดถือ ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ ประกาศให้ผู้ส่งมอบรับทราบได้อย่าง ครบถ้วน ซึ่งเทียบกับเมื่อปลายทศวรรษ 1990 แล้วจะมีตัวเลขที่แตกต่างกันมาก กระนั้นก็ตาม กิจการ 118 แห่งจากการสารวจกิจการที่ดาเนินธุรกิจในสาขาที่ต้องให้ ความสาคัญกับเรื่องมาตรฐานแรงงานหลักเป็นพิเศษจานวน 147 แห่ง กลับไม่ยอมเปิดเผยนโยบาย การว่าจ้างทางานให้ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นทั้งหลักฐานสนับสนุนความก้าวหน้าอย่างสาคั ญต่อการ สร้างบรรทัดฐานที่มีประสิทธิผลจากการดาเนินโดยสมัครใจ และหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าหลาย กิจการน่าจะสามารถปฏิบัติได้มากกว่าที่เป็นอยู่เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กาหนด
5-11 ฉะนั้น การปล่อยให้ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการเป็นไปอย่างสมัครใจทาง เดียว โดยปราศจากข้ อ ผูก มั ดและกฎระเบียบนั้น ก็ ดูออกจะใสซื่อเกิ นไป OECD จึง สนับ สนุนให้ ประเทศต่างๆ สร้างพันธะที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น การมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญาต่อ การให้สินบนของเจ้าหน้าที่ รัฐในต่างแดน หรือการบังคับ ใช้ก ฎหมายภาษีร ะหว่างประเทศอย่าง เคร่งครัด ขณะเดียวกัน OECD ก็ได้ย้าเตือนว่า การใช้วิธีตราและบังคับด้วยข้อกฎหมายอย่างเดียวจะ เป็นการแก้ปัญหาระดับโลกนี้ได้ทั้งหมดนั้น ก็ดูออกจะเลื่อนลอยเกินความเป็นจริงเช่นกัน การริเริ่มที่ว่าด้วยความสมัครใจนั้น อันที่จริงแล้วก็ไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริงเท่าใด นัก เพราะคาว่า “สมัครใจ” ตามพจนานุกรม คือการกระทาที่ปราศจากการบังคับหรือการชักจูงจาก ภายนอก หากยึดตามนิยามดังกล่าวก็จะเห็นว่า หลายกิจกรรมที่ริเริ่มขึ้นนั้น มิได้เกิดจากความสมัคร ใจที่แท้จริง แต่เป็นการริเริ่มที่ตอบสนองต่อแรงจูงใจทางการเงิน แรงกดดัน (ที่มิใช่การบังคับ) ให้ ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ เช่น กฎระเบียบทางสิ่งแวดล้อมในสหภาพยุโรปที่เสนอสิ่งจูงใจ (Incentives) ให้สาหรับการดูแลจัดการด้านสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ที่กาหนด หรือการผ่อนปรนคา ตัดสินลงโทษ (Lenient Sentences) ในแนวปฏิบัติพิพากษาของสหรัฐต่อกิจการที่แสดงให้เห็นได้วา่ มี ระบบบริหารจัดการที่เชื่อถือได้ในการป้องกันการละเมิดกฎหมายของพนักงาน ด้วยเหตุนี้ ความคิดที่เชื่อว่าวิธี “การผูกมัดให้ทา” จะให้ผลที่แตกต่างไปจาก “การ ริเ ริ่มเอง” จึงฟังไม่ขึ้น เนื่อ งจากข้อเท็จจริงปรากฏว่าการริเริ่มเหล่านี้กลายเป็นองค์ประกอบที่ไม่ สามารถแบ่งแยกออกจากระบบที่มีอิทธิพลต่อวิธีปฏิบัติทางธุรกิจ สิ่งที่ท้าทายกว่าคือการส่งเสริมให้ เกิดส่วนประสมที่ทางานได้ (Workable Mix) ระหว่างการริเริ่มด้วยความสมัครใจเองจริงๆ กับการ ริเริ่มที่ตอบสนองต่อแรงจูงใจภายนอก และนาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่การดาเนินความรับผิดชอบตาม บทบาทของตนเอง การริเริ่มเองจากภายในเป็นบทบาทที่กิจการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่สูงขึ้น แต่กิจการโดยลาพังก็ไม่สามารถที่จะสร้างบรรทัดฐานแห่งการปฏิบัติได้สาเร็จ หากปราศจากบทบาท ของภาครัฐและภาคประชาสังคมต่อการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการแสดงบทบาทของตน โดยเฉพาะ ในแนวปฏิบัติของ OECD ระบุไว้ว่า ธุรกิจไม่ควรถูกเรียกร้องให้ทาหน้าทีร่ ับผิดชอบในบทบาทของภาคี อื่น โดยเฉพาะบทบาทหน้าที่ของรัฐ รูปธรรมในแนวปฏิบัติของ OECD ยังชี้ให้เห็นถึงความสาเร็จใน การเป็นหุ้นส่วนร่วมกันระหว่างเอกชนและรัฐ (Private-Public Partnerships) โดนัลด์ จอห์นสตั้น อดีตเลขาธิการ OECD (1996-2006) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื่อมั่นว่า ระบบกฎหมายและกฎระเบียบจะเป็นเครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรมองค์กรให้เกิดความรับผิดชอบ ต่อสังคม ด้วยประสบการณ์อย่างยาวนานของการเป็นทั้งนักกฎหมายและเป็นผู้ออกกฎหมาย แต่ ปัจจุบันได้เปลี่ยนความคิดและเชื่อว่าหลักการดังที่ปรากฏในแนวปฏิบัติของ OECD จะนาไปสู่การ พัฒนาพลเมืองบรรษัทที่ดี (Good Corporate Citizenship) ภายใต้แรงจูงใจบางอย่างทีไ่ ม่จาเป็นต้อง ถูกบังคับด้วยกฎหมาย แนวปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้บรรดาบรรษัทต่างๆ สามารถที่จะดาเนิน ธุรกิจอย่างรับผิดชอบ และยังช่วยให้องค์กรเหล่านั้นได้เข้าใจด้วยว่าการดาเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบที่ สมควรจะเป็นนั้นเป็นอย่างไร 2) ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Global Compact
5-12 ริเริ่มขึ้นในปี 1999 เพื่อเชิญชวนให้เหล่าบรรดาบรรษัทพลเมืองทั้งหลายเข้าร่วมทา ข้อตกลงภายใต้หลักสากล 10 ประการ สาหรับนาไปใช้ในการดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจ ให้ได้ชื่อว่า เป็นบรรษัทพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ หรือ Responsible Corporate Citizen ในสังคมโลก หลักสากล 10 ประการดังกล่าว เกี่ยวข้องกับประเด็นหลัก 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่องสิทธิ มนุษยชน (Human Rights) เรื่องแรงงาน (Labor) เรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) และเรื่องการ ต้านทุ จ ริต (Anti-Corruption) โดยหลัก จริยธรรมหลัก สากลถือปฏิบัติทั่ วโลก(Principles of the Global Compact) เนตรพัณณา ยาวิราช (2552) ประกอบไปด้วย 2.1) เรื่องสิทธิมนุษยชน (Human Rights) หลักการข้อที่ 1 สนับสนุนและยอมรับในสิทธิมนุษยชน หลักการข้อที่ 2 มั่นใจได้ว่าธุรกิจไม่ลิดรอนสิทธิอันชอบธรรมของมนุษยชน 2.2) เรื่องการใช้แรงงาน (Labor) หลักการข้อที่ 3 การให้เสรีภาพในการต่อรองของพนักงาน หลักการข้อที่ 4 หลีกเลี่ยงการบังคับข่มขู่พนักงาน หลักการข้อที่ 5 ไม่กักขังหน่วงเหนี่ยวแรงงานเด็ก หลักการข้อที่ 6 ไม่เลือกปฏิบัติต่อพนักงาน ต้องปฏิบัติต่อพนักงานเสมอภาค เท่าเทียมกัน 2.3) เรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) หลักการข้อที่ 7 สนับสนุนแนวทางที่ปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม หลักการข้อที่ 8 ถือปฏิบัติในการดาเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลั ก การข้ อ ที่ 9 ส่ ง เสริม และพัฒ นาให้เ กิ ดการใช้ เ ทคโนโลยี ที่ เ ป็นมิ ตรต่อ สิ่งแวดล้อม 2.4) เรื่องต้านทุจริต (Anti-Corruption) หลักการข้อที่ 10 ธุรกิจดาเนินการอย่างถูกต้องปราศจากการติดสินบน การไม่มี คอร์รัปชั่น Anti- corruption นับตั้งแต่ที่มีการประกาศข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 ได้มีหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมแล้วกว่า 8,000 แห่ง โดยในจานวนนี้เป็ นองค์กร ธุรกิจกว่า 7,700 ราย จากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก สาหรับในประเทศไทย มีองค์กรธุรกิจจานวน 28 แห่ง (ในจานวนนี้ 9 แห่งไม่ได้ส่งรายงานตามที่กาหนด) ได้เข้าร่วมในข้อตกลงดังกล่าว 3) องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) นับตั้งแต่ความริเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2544 โดยคณะกรรมการด้านนโยบายผู้บริโภค มาถึง การประชุมภาคีผู้มีส่วนได้เสียในปี พ.ศ. 2547 จนนาไปสู่การจัดตั้งคณะทางานด้านความรับผิดชอบ
5-13 ต่อสังคม (ISO/WG SR) ในปลายปีเดียวกัน เพื่อพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO 26000 และใช้เวลาร่าง เกือบ 10 ปี ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ISO 26000 เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศที่กาหนดโดยองค์การระหว่างประเทศว่า ด้ ว ยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) เพื่ อ ให้ ค าแนะน า เกี่ ยวกั บ ความรับ ผิดชอบต่อ สังคม (social responsibility) แก่ องค์กรทุกประเภททั้ง ในประเทศที่ พัฒนาแล้วและในประเทศกาลังพัฒนา ในการสนองตอบความต้องการของสังคมที่ให้ความสาคัญเพิ่ม ขึ้นกับการประกอบการอย่างรับผิดชอบต่อสังคม ในมาตรฐาน ISO 26000 ประกอบด้วยข้อแนะนาที่ ใ ห้หน่วยงานนาไปปฏิบั ติโ ดย สมัครใจ มิใช่ข้อกาหนด (requirements) ดังเช่นที่ปรากฏในมาตรฐานการรับรอง อาทิ ISO 9001 หรือ ISO 14001 ด้วยเหตุนี้ ISO 26000 จึง มิ ใช่ ม าตรฐานส าหรับ นาไปใช้ หรือนามาพัฒ นาเป็น ข้อกาหนดอ้างอิงเพื่อการรับรอง (certification) มาตรฐาน ISO 26000 มีจุดประสงค์ที่ต้องการเกื้อหนุนองค์กรเข้ามีส่วนร่วมสู่การ พัฒนาที่ยั่งยืน มีเจตนาที่จะยุยงส่งเสริมให้องค์กรดาเนินความรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าข้อกาหนด ทางกฎหมาย ด้วยตระหนักว่า การปฏิบัติตามกฎหมายถือเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานของกิจการ และเป็น ส่วนที่จาเป็นของความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีความต้องการที่จะส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจเดียวกันในเรื่องความ รับผิดชอบต่อสังคม และใช้เป็นส่วนเติมเต็ม มิใช่เพื่อนาไปใช้ทดแทนเครื่องมือและความริเริ่มอื่นๆ ใน ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เนื้อหาในมาตรฐาน ISO 26000 ประกอบด้วย 7 เรื่องหลัก (core subjects) ได้แก่ (1) การกากับดูแลองค์กร (2) สิทธิมนุษยชน (3) การปฏิบัติด้านแรงงาน (4) สิ่งแวดล้อม (5) การปฏิบัติดาเนินงานอย่างเป็นธรรม (6) ประเด็นด้านผู้บริโภค (7) การมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน ประโยชน์ที่ได้รับจากการนา ISO 26000 ไปใช้จะช่วยสร้างให้เกิดทั้งการรับรู้และ สมรรถนะการดาเนินความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร รวมทั้งการเสริมสร้าง (1) ความได้เปรียบทางการแข่งขัน (2) ชื่อเสียง (3) ความสามารถในการดึงดูดและเหนี่ยวรั้งแรงงาน / สมาชิก ลูกค้า / ผู้ใช้ ให้ คงอยู่กับองค์กร (4) การธารงรักษาขวัญกาลังใจ ข้อผูกพัน และผลิตภาพของพนักงาน (5) ทัศนะของผู้ลงทุน เจ้าของ ผู้บริจาค ผู้อุปถัมภ์ และแวดวงการเงิน (6) ความสัมพันธ์กับบริษัท ภาครัฐ สื่อ ผู้ส่งมอบ ผู้ร่วมงาน ลูกค้า และชุมชนที่ สถานประกอบการตั้งอยู่
5-14 นอกจากนี้บทบาทองค์กรทางธุรกิจที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคม (กิ่งดาว จินดา เทวิน, 2555) เช่น 4) มูลนิธิอนาคตโลก (Global Futures Foundation : GFF) เป็นการรวมตัวกันขององค์ กรขนาดใหญ่ รัฐบาลและกลุ่มผู้สนับสนุนเพื่อแก้ไขข้อ ขัดแย้งและสร้างโอกาสในการดาเนินธุรกิจ 5) หอการคาระหวางประเทศ (International Chamber of Commerce : ICC) จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ ในการส่งเสริมการค้าเสรีและการประกอบการของธุรกิจ เอกชน ให้บริการแก่องค์กรธุรกิจและเป็นตัวแทนของธุรกิจเอกชนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมาชิกจากทั่วโลก 130 ประเทศ สาหรับประเทศไทยได้ก่อตั้งหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย (ICC Thailand) เมื่อ พ.ศ. 2542 ดวยความร่วมมือของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยเขาเป็นสมาชิกของหอการค้าระหว่างประเทศ (ICC) มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนและสงเสริมให้ภาคธุรกิจไทยมีบทบาทโดยตรง ในการรวมกาหนดนโยบายทางการค้า และการลงทุนในเวทีโลก 6) สถาบั น การบริ ห ารธุ ร กิ จ และสิ่ ง แวดล อม (Management Institute for Environment and Business : MEB) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือบริษัทในการปรับปรุงคุณภาพ ของสิ่งแวดลอม โดยผ่านความสาเร็จขององค์กรธุรกิจ ส่งเสริมโอกาสการพัฒนาใหกับธุรกิจโดยการ ทางานร่วมกับโรงเรียน เพื่อรวมประเด็นปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมเข้าในหลักสูตร ตลอดจนให้มีการ ขยาย อุตสาหกรรมและการฝึกอบรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน 7) สภาธุรกิจของโลกเพื่อความเจริญเติบโตที่ยั่งยื น (World Business Council for Sustainable Development : WBCSD) เป็ น การรวมตั ว กั น ของบริษั ท ระหว่ า งประเทศ จานวน 125 บริษัท โดยมีการรวมมือกันสาหรับงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมความเจริญเติบโต ทางด้าน เศรษฐกิจและมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน 8) สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility Institute: CSRI) ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2550 ภายใต้เจตนารมณ์ในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจ โดยสถาบันจะทาหน้าที่เป็นศูนยกลางการส่งเสริมแนวคิดและวิธีปฏิบตั ิ เกี่ยวกับการดาเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแก่หน่วยงานในภาคธุรกิจ ด้วย การสนับ สนุนของภาครัฐ ภาคเอกชนและความร่วมมื อกั บ 10 ผู้ นาองค์ ก รจากภาคธุรกิ จ ไดแก่ ประธานกรรมการ ตลาดหลัก ทรัพย์แหงประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย รองประธานหอการค้าไทย เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยและ อุป นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียน 5.1.5 กฎเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสังคมในตลาดธุรกิจสากล หลักการกาหนดไว้เพื่อเป็นแนวปฏิบัตริ ่วมกัน ดังนี้
5-15 1) การก ากั บ ดู แลองค์ ก รบริษั ท ฯ มุ่ ง มั่ น ที่ จ ะเป็นต้ น แบบที่ ดี ด้ ว ยการสร้า งความ น่าเชื่อถือให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียต่อการดาเนินธุรกิจ เพิ่มมูลค่าและส่งเสริมการเติบโต อย่างยั่งยืนขององค์กร รวมถึงการบริหารจัดการตามหลักการกากับดูแลกิจการที่ดี อันเป็นสากลและ เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและดารงรักษาความเป็นเลิศในคุณธรรม อัน เป็นคุณค่าพื้นฐานขององค์กรชั้นนา 2) สิทธิมนุษยชน บริษัทฯ ให้ความสาคัญกับสิทธิมนษุยชนขั้นพื้นฐานเพื่อ ส่งเสริมการ เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพ ด้วยการไม่เลือกปฏิบัติส่งเสริมความเสมอภาค ไม่แบ่งแยกเพศและชนชั้น ไม่ใช้แรงงานเด็ก และต่อต้านการคอรัปชั่นทุกรูปแบบ 3) การปฏิบัติด้านแรงงาน บริษัทฯ มีการกากับดูแลให้ค่าจ้างอยู่ในระดับที่เหมาะสม กั บ อุ ตสาหกรรมของไทย การปรับ ปรุง เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการจัดระเบียบองค์กรนี้จะ ดาเนินการอย่างรับผิดชอบโดยอยู่ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายไทย รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมาย และ ข้อบัง คับ ที่ เ กี่ ยวข้อ งกับ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดสร้างสภาพแวดล้อมการ ทางานที่มีความปลอดภัยสาหรับพนักงาน ผู้รับเหมา และผู้มาเยี่ยมชมบริษัทฯ โดยพยายามให้ทุกคน ปลอดภัยจากอุบัติเหตุและอันตรายใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 4) สิ่ง แวดล้อม บริษัท ฯ มี นโยบายด้านสิ่ง แวดล้อมที่ชัดเจน และถือเป็นแนวปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด เช่น มีมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ทั้งนี้เพื่อรักษา และดารงไว้ซึ่ง ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของชุม ชนที่บ ริษัท ฯ ประกอบกิ จการอยู่ รวมทั้ ง สร้าง วัฒนธรรมองค์กร ด้วยการสร้างจิตสานึกของพนักงานและผูท้ ี่ปฏิบัติงานในบริษัท ฯ สู่วัฒนธรรมสีเขียว และเครือข่ายสีเขียวอย่างยั่งยืน 5) การดาเนินงานอย่างเป็นธรรม บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดาเนินธุรกิจอย่างเป็น ธรรม และมีจริยธรรม ใส่ใจในการปฏิบัติตามกฎหมายเคารพกฎระเบียบของสังคม และเป็นองค์กรทีม่ ี ความเป็นกลางทางการเมือง 6) ความสัมพันธ์กับลูกค้าและผู้จดั หา มุ่งเน้นการบริการที่ดีเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของ ลูกค้า มีความจริงใจต่อการจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้ารวมทั้งพยายามที่จะแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ที่ อาจจะเกิดขึ้นจากการผลิต และ/หรือการบริการ ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีความคาดหวังที่จะได้รับ สิ น ค้ า และการบริก ารในลัก ษณะเดี ยวกั น นี่ จ ากองค์ ก ร ผู้ จั ด หาสิ น ค้ า โดยมุ่ ง เน้ น ที่ จ ะคงไว้ซึ่ง ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าและผู้จัดหา 7) การมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน บริษัทฯ จะพิจารณาความต้องการของชุมชน ส่งเสริมบุคลากรเพื่อเป็นหุ้นส่วนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในท้องถิ่นรอบสถานประกอบการในด้านการ พัฒนาการศึกษา วัฒนธรรม สังคม และมีส่วนในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดีขึ้น พร้อมทัง้ ส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานมีสว่ นร่วมทางานอาสาสมัคร และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ร่วมกับ ชุมชน
5-16
5.2 ความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน 5.2.1 ความรับผิดชอบต่อสังคมสาหรับธุรกิจทุกระดับ ปัจ จุบันการตัดสินใจและการกระท าต่าง ๆ ทางด้านการจัดการ ได้เ พิ่ม การพิจารณา ทางด้านสังคมเข้าไปด้วย ผู้บริหารทั้งหลายได้มีการโต้แย้งกันถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์การและ สังคม โดยถือว่าความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเป็นการแสดงออกของการบริหารที่มีจริยธรรม ดังนั้นสิ่งที่สาคัญ คือ การพิจารณาว่าองค์การควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร และพิจารณา ต่อไปว่าควรจะรับผิดชอบต่อสังคมและแก้ปัญหาของสังคมมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืม ว่าองค์การต้องมีรายได้และผลกาไรอันจะทาให้กิจการดาเนินการต่อไปได้ หลักการเหล่านี้ จินตนา บุญบงการ (2555) สามารถจัดแบ่งความรับผิดชอบที่ผู้บริหาร ควรจะมีต่อสังคมได้เป็น 4 ระดับ คือ 1) ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ (economic responsibility) เพื่อผลิตสินค้าและ บริการตามที่ประชาชนต้องการและนามาขายเพื่อให้เกิดกาไรแก่เจ้าของกิจการ (ในกรณีที่องค์การทา เพื่อกาไร) นับได้ว่าเป็นความรับผิดชอบหลักและความรับผิดชอบดั้งเดิมของการดาเนินการจนอาจ กล่าวได้ว่านอกจากความรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจแล้ว ผู้บริหารในอดีตบางคนไม่เคยคานึงถึงความ รับผิดชอบในด้านอื่นเลย 2) ความรับผิดชอบทางกฎหมาย (legal responsibility) เพื่อดาเนินกิจการไปตาม ครรลองของกฎหมายและกฎข้อบังคับต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม กฎหมายและกฎข้อบังคับไม่สามารถจะ ครอบคลุมการกระทาทุกอย่างที่องค์การกระทาได้ การกระทาบางอย่างไม่ผิดกฎหมายแต่องค์การควร จะกระทาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้บริหารองค์การนั้น ๆ 3) ความรับผิดชอบทางจริยธรรม (ethics responsibility) การกระทาบางอย่าง ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายบังคับ ถ้าองค์การไม่ทาก็ไม่ผิดกฎหมาย แต่องค์การเลือกกระทาเพราะเห็นว่าเป็น ความรับผิดชอบทางจริยธรรม เช่น การให้สวัสดิการด้านเสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย เงินกู้ยืม อาหารกลางวัน รถรับส่งพนักงาน การจัดนาเที่ยวเป็นต้น 4) ความรั บ ผิ ด ชอบในการใช้ ดุ ล พิ นิ จ (discretionary responsibility) ความ รับผิดชอบในระดับนี้เป็นความสมัครใจของผู้บริหารองค์การโดยตรง และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือก กระทาของผู้บริหารแต่ละคน ความรับผิดชอบนี้ไม่ได้บังคับไว้เป็นกฎหมายหรือเป็นสิ่งที่พนักงานคิด ว่าควรได้รับตามหลักจริยธรรม เช่น ผู้บริหารไม่สนับสนุนให้พนักงานทางานล่วงเวลาแต่กลับ จ้าง พนักงานเพิ่ม เพิ่มเครื่องจักร เพิ่มเงินเดือน ทั้งนี้เพราะผู้บริหารพินิจพิเคราะห์อย่างสุขุมแล้วว่าการ ทางานล่วงเวลาทาให้สุขภาพของพนักงานเสื่อมโทรม และเป็นการบั่นทอนคุณภาพชีวิต จะเห็นได้ว่าความรับผิดชอบต่อสังคมอาจแบ่งเป็นระดับขั้นได้ จากขั้นที่ 1 อันเป็นสิ่งที่ ผู้บริหารหรือนักธุรกิจต้องทาเพื่อความอยู่รอดของตนเองนั่นคือ ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ แต่ ผู้บริหารหรือนักธุรกิจบางคนจะรับผิดชอบในขั้นสูงขึ้นต่อไป คือ จะเลือกทาสิ่งที่ได้ผลประโยชน์ได้ ก าไรแต่ต้องไม่ ผิดกฎหมาย ถ้ามี ความรับ ผิดชอบสูงขึ้ นไปอีก ก็จ ะเป็นความรับ ผิดชอบที่คานึงถึง จริยธรรม หลังจากนั้นเป็นขั้นการพินิจพิเคราะห์การกระทาเพื่อความรับผิดชอบอย่างสุขุม ระมัดระวัง จริ ง จัง ขึ้ น ไปกว่ าแค่ เ พี ย งค านึ ง ถึ ง จริยธรรม และการที่ ผู้บ ริห ารหรือ นัก ธุ ร กิ จ คนใดจะตัดสินใจ
5-17 ดาเนินการโดยมีความรับผิดชอบมากน้อยประการใดย่อมขึ้นอยู่กับจริยธรรมของผู้บริหารหรือ นัก ธุรกิจผู้นั้น สุดท้ายเป็นขั้นตอนของความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งหมด จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่าจริยธรรมกับความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจมี ความใกล้ชิดกั นจนแยกไม่ อ อก ความรับ ผิดชอบต่อสัง คมแสดงถึง ความมี จ ริ ยธรรม และความมี จริยธรรมแสดงออกได้ด้วยการมีความรับผิดชอบต่อสังคม ความรับผิดชอบต่อสังคมและจริยธรรมทาง ธุรกิจจะมีได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใดเสียกับธุรกิจส่วนหนึ่ง และความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับสังคมอีกส่วนหนึ่ง 5.2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ จินตนา บุญบงการ (2555) จริยธรรมในธุรกิจ หรือ business ethics เป็นการนาหลัก จริยธรรมทั่วไปมาใช้กับธุรกิจ จริยธรรมในธุรกิจไม่ใช่เป็นจริยธรรมที่แตกต่างไปจากจริยธรรมทั่วไป อะไรก็ตามที่สังคมถือว่าไม่ถูกต้อง เช่น การทุจริต ธุรกิจ ก็ต้องถือว่าไม่ถูกต้องเช่นกัน ธุรกิจไม่ควร กาหนดเอาเองว่าอะไรถูก อะไรผิดในด้านจริยธรรม เมื่อนาเอามาใช้กับธุรกิจ ผู้ที่อยู่ในวงธุรกิจจะต้อง ผูกพันอยู่กับแนวคิดหรือหลักของจริยธรรมอันเดียวกันกับที่สังคมยอมรับ การพิจารณาความสัมพันธ์ ระหว่างจริยธรรมกับธุรกิจ จึงสามารถมองได้หลายมุมที่สาคัญ คือ การมองจริยธรรมในฐานะที่เป็น ตัวกระตุ้นผู้บริหารให้ความสนใจในความรับผิดชอบต่อสังคม ความจาเป็นที่ต้องมีจริยธรรมในธุรกิจ ในประเทศตะวันตกได้มีความสนใจศึกษาเรื่องของจริยธรรมในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของ การศึก ษาเรื่องการบริหารหรือ การจัดการมาตั้ง แต่ท ศวรรษ 1970 และขยายตัวกว้างขวางขึ้นใน ทศวรรษ 1980 จะเห็นได้ว่าเมื่อตลาดหุ้นวอลสตรีท ในนิวยอร์ก ถูกทาให้สั่นสะเทือนโดยการซือ้ ขายที่ อื้อฉาวในช่วงทศวรรษ 1980 ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ที่วอลสตรีท จอห์น แวค ได้สัญญา มอบเงิน 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แก่คณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อสร้างหลักสูตร จริยธรรมในธุรกิจสาหรับนักศึกษาปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ อดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุ น ได้กล่าวว่าจริยธรรมและการดาเนินธุรกิจ นั้น มิได้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งนี้ตลาดไม่สามารถที่จะคงอยู่อย่างยั่งยืนได้ด้วยค่านิยมทางเศรษฐกิจ เพียงอย่างเดียวแต่ยังต้องอาศัยมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อสร้างให้ตลาดไม่เป็นที่ที่มีแต่การเอารัดเอา เปรียบ แต่เป็นที่ที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน ความจาเป็นที่ต้องมีจริยธรรมในธุรกิจมีเหตุผลอยู่หลายประการประการสาคัญ คือ 1) เพื่ อ ความสามารถในการแข่ ง ขั น จอห์ น เอเกอร์ (John Aker) อดี ต ประธาน กรรมการของไอบีเอ็ม ได้เคยกล่าวไว้ว่าถ้าผู้บริหารกิจการไม่มีจริยธรรม กิจการนั้น ๆ จะไม่สามารถ แข่งขันกับผู้อื่นได้ ทั้งในตลาดระดับชาติ และนานาชาติ เขาเห็นว่า “จริยธรรมกับความสามารถในการ แข่งขัน (competitiveness) แยกกันไม่ออก เราแข่งขันบนฐานที่เป็นสังคมร่วมกัน ไม่มีสังคมใดที่จะ ยืนหยัดต่อสู้อย่างมีความสาเร็จได้นานถ้าคนในสังคมยังแอบ “แทงข้างหลัง” ผู้คนยังลักขโมยกัน ไม่มี ใครไว้ใจใคร การพิพาทเล็ก ๆ น้อย ๆ จบลงโดยการฟ้องร้องในศาล” แม้จะมีการอ้างว่าจริยธรรมขัด กั บ การหาก าไร แต่เ มื่ อ พิ จ ารณาข้อคิดของเอเกอร์แล้ว ความสามารถในการแข่ง ขันอยู่ที่ ค วาม ตรงไปตรงมาและการต่อรองที่ยุติธรรม
5-18 2) การเพิ่มผลผลิต (productivity) การใช้จริยธรรมในธุรกิจช่วยสร้างความสามารถ ในการผลิตให้สูงขึ้น เนื่องจากพนักงานของบริษัทเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิธีการจัดการ ของฝ่ายบริหาร ถ้าการจัดการนั้นมีจริยธรรม ผลกระทบต่อพนักงานจะเป็นบวก ทาให้พนักงานมีขวัญ และก าลังใจในการท างาน มี ความเต็ม ใจและกระตือรือร้นในการทางานและมี ความจงรักภักดีต่อ บริษัทมากขึ้น อันมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มผลผลิตของบริษัท 3) ความสัมพันธ์กับผู้ได้เสียและสาธารณชน การบริหารที่มีจริยธรรมทาให้บริษัทมี ความเข้มแข็งขึ้นเนื่องจากช่วยส่งผลกระทบทางบวก ต่อผู้ที่มีส่วนได้เสียที่อ ยู่นอกบริษัท เช่น ลูกค้า เป็นต้น ทาให้ลูกค้ามีศรัทธาเชื่อถือต่อบริษัท นอกจากนี้ยังทาให้สาธารณชนยอมรับในบริษัท การ ยอมรับเช่นนี้ทาให้บริษัทมีความมั่นคงและสามารถดาเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว 4) การออกกฎหมายข้อบังคับของรัฐบาล การทาธุรกิจที่มีจริยธรรม และการบริหารที่ มี จ ริยธรรม ช่วยลดความจ าเป็นที่ รัฐต้อ งออกกฎข้อบังคับ การมี ข้อบัง คับ เป็นจ านวนมากและมี รายละเอียดปลีกย่อย ย่อมทาให้การทาธุรกิจและการบริหารจัดการในภาคเอกชนขาดความคล่องตัว ในเรื่องนี้จ ะเห็นได้ว่ารัฐมี แนวโน้ม ที่ จ ะออกกฎเกณฑ์ และข้อบัง คับ มากขึ้น เพื่ อควบคุม ธุร กิ จ ให้ รับ ผิดชอบต่อสัง คมและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ดัง นั้น ถ้าไม่ ต้องการให้มีกฎเกณฑ์ จากภาครัฐมาก เกินไป การบริหารจัดการในภาคเอกชนต้องมีจริยธรรม 5) มีความห่วงใยในด้านสิ่งแวดล้อม และเกียรติภูมิและคุณค่าของชีวิตมนุษย์มากขึ้น ปัจจุบันความห่วงใยในด้านนี้มีมากขึ้น องค์การของประชาสังคม (civil society organizations) และ องค์ ก รเอกชน (nongovernment organizations : NGOs) ได้ มี บ ทบาทมากขึ้ นในการต่อสู้เ พื่อ ผลประโยชน์ของประชาชนคนธรรมดา และผู้ยากไร้ และความเป็นธรรมธุร กิ จ และการบริห าร ภาคเอกชน ต้อ งมี จ ริยธรรมมากขึ้นเพื่ อ จะประสานงานได้มี ป ระสิท ธิภาพกั บ ประชาสังคม (civil society) และลดแรงกดดันจากกลุ่มเอกชนทั้งหลาย 6) ธุรกิจที่มีจริยธรรมจะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้อันตรายเกิดขึ้นแก่ชุมชน เช่น การ ที่โรงงานอุตสาหกรรมไม่ทิ้งของเสียหรือเป็นพิษย่อมทาให้ชุมชนมีความปลอดภัย 7) ธุรกิจที่มีจริยธรรมจะช่วยปกป้องผู้ที่ทางานให้กับธุรกิจนั้น ๆ เช่น การที่ไม่ต้อง กั ง วลว่าจะต้อ งถูก สอบสวนถูกค้นประวัติ ย่อมท าให้เกิ ดความสบายใจในการท างาน ที่ ส าคัญอีก ประการหนึ่งก็คือ ธุรกิจที่มีจริยธรรมช่วยดึงดูดให้คนมาทางานกับบริษัท เพราะโดยปกติแล้วคนเรามัก ชอบที่จะทางานในบริษัทที่มีความถูกต้องชอบธรรมและสังคมยอมรับ
5-19
สรุป ความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม หมายถึง ความรับผิดชอบสังคมระดับบริษัท ว่า เป็นพั นธะของธุร กิ จ ในการดาเนินนโยบาย และดาเนินกิ จ กรรมเพื่อให้เกิ ดเป็นผลก าไรต่อสังคม นอกเหนือจากที่กฏหมายกาหนด ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและสังคมในวงกว้าง การดาเนินธุรกิจที่จาเป็นต้องมีความรับผิดชอบอย่างมีจริยธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในฐานะของ ผู้ ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งบุคคลภายในและภายนอกองค์กรจะพิจารณาตั้งแต่ผู้มีส่วนได้เสียในองค์กร ได้แก่ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ สังคมใกล้ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า ครอบครัวของ พนักงาน ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบข้างสังคมไกล คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดย อ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทั่วไป ระบบนิเวศโดยรวม เป็นต้น ซีเอสอาร์ของ ฟิลิป คอตเลอร์ และแนนซี่ ลี จาแนกไว้ 7 กิจกรรม ได้แก่ 1) การส่งเสริมการ รับรู้ประเด็นปัญหาทางสังคม 2) การตลาดที่เกี่ยวโยงกับประเด็นทางสังคม 3) การตลาดเพื่อมุ่งแก้ไข ปัญหาสังคม 4) การบริจาคเพื่อการกุศล 5) การอาสาช่วยเหลือชุมชน 6) การประกอบธุรกิจอย่าง รับผิดชอบต่อสังคม 7) การพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการตามกาลังซื้อของคนในระดับฐาน ราก หน่วยงานระดับสากลที่เกี่ยวข้องและความจาเป็นที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้แก่ 1) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา 2) ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ 3) องค์การ ระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน 4) มูลนิธิอนาคตโลก 5) หอการค้าระหว่างประเทศ 6) สถาบัน การบริหารธุรกิจและสิ่งแวดล้อม 7) สภาธุรกิจของโลกเพื่อความเจริญเติบโตที่ยั่งยืน 8) สถาบันธุรกิจ เพื่อสังคม กฎเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสัง คมในตลาดธุร กิจสากลหลักการก าหนดไว้เพื่อเป็น แนว ปฏิ บั ติ ร่ ว มกั น ดั ง นี้ 1) การก ากั บ ดู แ ลองค์ ก ร 2) สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน 3) การปฏิ บัติ ด้า นแรงงาน 4) สิ่งแวดล้อม 5) การดาเนินงานอย่างเป็นธรรม 6) ความสัมพันธ์กับลูกค้าและผู้จัดหา 7)การมีส่วนร่วม และการพัฒนาชุมชน ความรับผิดชอบทีผ่ ู้บริหารควรจะมีต่อสังคมได้กาหนดไว้ 4 ระดับ คือ 1) ความรับผิดชอบ ทางเศรษฐกิจ 2) ความรับผิดชอบทางกฎหมาย 3) ความรับผิดชอบทางจริยธรรม 4) ความรับผิดชอบ ในการใช้ดุลพินิจ ความสัมพันธ์และจาเป็นที่ต้องมีจริยธรรมในธุรกิจมีเหตุผลอยู่หลายประการประการสาคัญ คื อ 1) เพื่ อ ความสามารถในการแข่ ง ขั น 2) การเพิ่ ม ผลผลิต 3) ความสั ม พั น ธ์ กั บ ผู้ ไ ด้ เ สี ย และ สาธารณชน4)การออกกฎหมายข้อบังคับของรัฐบาล 5) มีความห่วงใยในด้านสิ่งแวดล้อม 6) ธุรกิจที่มี จริยธรรมจะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้อันตรายเกิดขึ้นแก่ชุมชน 7) ธุรกิจที่มีจริยธรรมจะช่วยปกป้องผู้ ที่ทางานให้กับธุรกิจนั้น ๆ
5-20
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 5.1-5.2 ถามตอบเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 5.1-5.2 - Power Point บทเรียนที่ 5.1-5.2 และ LCD Projector
งานที่มอบหมาย ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด
5-21 สัปดาห์ที่ 7 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 5 ความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ (ต่อ) ชื่อบทเรียน 5.3 รู้และเข้าใจการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ เวลา 180 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 5 นักศึกษาสามารถ 5.3 รู้และเข้าใจการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ 5.3.1 บอกการสร้างคุณค่าร่วมได้ 5.3.2 บอก SVOI เครื่องมือค้นหา "คุณค่าร่วม" 5.3.3 อธิบาย CSV โมเดลทาดีวิถีทุนนิยม 5.3.4 ยกตัวอย่างองค์กรธุรกิจทีม่ ีการสร้างคุณค่าร่วมในธุรกิจไทย
5-22
หน่วยที่ 5 ความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ (ต่อ) แผนการสอนประจาหน่วย 5.3 การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ 5.3.1 การสร้างคุณค่าร่วม 5.3.2 SVOI เครื่องมือค้นหา "คุณค่าร่วม" 5.3.3 CSV โมเดลทาดีวิถีทุนนิยม 5.3.4 ตัวอย่างองค์กรธุรกิจที่มกี ารสร้างคุณค่าร่วมในธุรกิจไทย
บทนา การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ นั้นจาเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถการใช้ ทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ และทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับสินค้าและบริการ (Value Creation) และการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ในกระบวนการผลิต ซึ่งรวมกันเรียกว่าผลิตภาพ การผลิต (Productivity) ถือ ว่าเป็นปัจ จัยพื้นฐานที่ ส าคัญ ของการแข่ง ขัน ดัง นั้น การปรับ เปลี่ยน ประเทศไทยสู่ป ระเทศที่ มีร ายได้สูง (High Income Country) โดยการขับ เคลื่อนด้วยนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ต้องประกอบด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การ บริหารจัดการสมัยใหม่ และการสร้างคลัสเตอร์ทางด้านเทคโนโลยี การพัฒนาขีดความสามารถด้าน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เป็นต้น รวมทั้งการสร้างคลัส เตอร์เศรษฐกิจระดับกลุ่มจังหวัด การพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากในชุมชน การส่งเสริมวิสาหกิจ เพื่ อ สั ง คม เพื่ อ ตอบโจทย์ ป ระเด็ น ปั ญ หาและความท้ า ทายทางสั ง คมในมิ ติ ต่ า ง ๆ การสร้ า ง สภาพแวดล้อมที่เอื้ออานวยต่อการทาธุรกิจ และการส่งเสริมและสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อ มเข้ม แข็งและสามารถแข่งขัน การสร้างงานใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงใน อนาคต ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งถือเป็นเปลี่ยน โมเดลเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการลงทุนต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาคน สร้างการ วิจัยและพัฒนา โครงสร้างเศรษฐกิจ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการดาเนินการทางธุรกิจที่อยู่บนพื้นฐาน ของความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ
5.3 การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ การขับเคลื่อนเรื่อง CSR ได้มีพัฒนาการมาเป็นลาดับ จากการให้ความสาคัญกับผู้มีส่วนได้ เสียในกรอบของการ “ทาก็ต่อเมื่อเกิดเรื่อง” ในลักษณะเชิงรับหรือเชิงตอบสนองเพื่อมุ่งจัดการกับ ผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่าเป็น Responsive CSR มาสู่กรอบของการ “ทาโดยไม่รอให้เกิด เรื่อง” ในลักษณะเชิงรุกหรือเชิงป้องกันเพื่อสร้างให้เกิดเป็นคุณค่าหรือผลกระทบทางบวก ด้วยการใช้ ศักยภาพและความเชี่ยวชาญที่องค์กรมีอยู่ หรือที่เรียกว่าเป็น Strategic CSR
5-23 ในประเทศไทย องค์กรภาคธุรกิจหลายแห่ง ได้ทาการศึกษาและนาแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับ องค์กร ถึงขนาดที่ว่า มีองค์กรบางแห่งประกาศจะนามาใช้แทนเรือ่ ง CSR ที่กาลังดาเนินอยู่ ซึ่งสะท้อน ให้เห็นว่า ยังมีความเข้าใจที่มีความแตกต่างหรือมีความคลาดเคลื่อนในหมู่ของผู้ที่นาแนวคิด CSV มา ใช้ การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ เป็น การสร้างค่านิยมร่วม หรือบางท่านอาจจะใช้คาว่า การสร้าง คุณค่าร่วม หรือ Creating Shared Value (CSV) ตามแนวทางของไมเคิล อี พอร์เตอร์ คือ การนา วิธีการทางธุรกิจ มาใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคม โดยคานึงถึงการนาทรัพยากรและความ เชี่ยวชาญหลักของกิจการ มาสร้างให้เกิดเป็นคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน ในหน่วยเรียน นี้จึงขอใช้คาว่า การสร้างคุณค่าร่วม หรือ CSV เพื่อความเข้าใจในการศึกษา (สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิ บูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2557) 5.3.1 การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value : CSV) 1) แนวคิดของการสร้างคุณค่าร่วม ถูกบัญญัติขึ้นโดย ไมเคิล อี พอร์เตอร์ เจ้าสานักทางด้านการพัฒนาขีดความสามารถ ทางการแข่ ง ขั น (Competitiveness) และห่ ว งโซ่ คุ ณ ค่ า (Value Chain) ปรากฏเป็ น ครั้ ง แรกใน บทความที่ เ ขียนร่วมกั บ มาร์ค เครเมอร์ ชื่อว่า "The Link Between Competitive Advantage and Corporate Social Responsibility" ตีพิม พ์เ มื่ อเดือนธันวาคม ปี 2549 โดยให้คานิยามไว้ว่า เป็นการพัฒนาเชิงสังคมในวิถีของการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจด้วยรูปแบบทางธุรกิจ นั่นหมายความว่า วิธีการสร้างคุณค่าร่วม ตามแนวทาง CSV ของพอร์เตอร์ จะต้อง ผนวกเข้ากับความสามารถในการแสวงหากาไร และการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของ องค์กร โดยใช้ทรัพยากรและความเชี่ ยวชาญหลักของกิจการในการสร้างให้เกิดคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน จุดยืนของพอร์เตอร์ในเรือ่ ง CSV ก้าวล้าไปถึงขั้นที่กล่าวว่า เป็นการใช้วิถีทางของทุน นิยมในการแก้ไขปัญหาสังคม มิใช่การดาเนินตามมาตรฐานทางจริยธรรมและค่านิยมส่วนบุคคลเป็นที่ ตั้งแต่ประการใด นอกจากนี้ ยังสาทับด้วยว่า CSV มิใช่การแบ่งปันคุณค่าที่เกิดขึ้นแล้วหรือมีอยู่แล้ว ให้แก่ สัง คมในรูปของการบริจาค มิ ใช่ก ารสร้างสมดุลในผลประโยชน์ระหว่างผู้มี ส่ วนได้เสียและที่ สาคัญและท้าทายอย่างยิ่ง คือ CSV มิใช่เรื่องเดียวกันกับความยั่งยืน (Sustainability) การที่พอร์เตอร์ ต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในข้างต้น ประการแรก เกิดจากความล้มเหลวของการนาแนวคิด CSR ไปปฏิบัติให้เกิดผล โดย องค์กรธุรกิจไม่สามารถแสดงให้เห็นผลลัพธ์จากการดาเนินงาน CSR ในมุมที่สังคมได้รับการพัฒนาให้ ดีขึ้น หรือประเด็นปัญหาสังคมต่าง ๆ ได้รับการดูแลป้องกันและแก้ไขด้วยความเป็น “บริษัทที่ดี” (Good Company) มากไปกว่าการเป็น “บริษัทที่ทาการตลาดดี ” (Good Marketing) โดยใช้ CSR เป็นเครื่องมือสื่อสาร ประการที่สอง ในบทความชิ้นแรกที่พอร์เตอร์กล่าวถึงเรื่อง CSV จะพบว่า การสร้าง คุณค่าร่วม หรือ Shared Value ให้เ กิ ดขึ้นนั้น จ าต้องอาศัยการดาเนินความรับ ผิดชอบต่อสังคม เชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic CSR นั่นหมายความว่า พอร์เตอร์เองยอมรับว่า CSV เกิดจาก Strategic
5-24
CSR เพียงแต่ความพยายามในการนาเสนอแนวคิด Strategic CSR ในบทความชิ้นนั้น ไม่แรงพอที่จะ ท าให้ เ กิ ดการเปลี่ย นแปลงกระบวนทั ศ น์ CSR ในองค์ ก รและไม่ เ ด่ นชั ดพอที่ จ ะท าให้เ ห็นความ แตกต่างระหว่าง CSR ในแบบเดิม ซึ่งพอร์เตอร์เรียกว่า Responsive CSR กับ CSR ในแบบใหม่ หรือ Strategic CSR ที่ เ ขาได้บัญญัติขึ้น ความพยายามในคารบสอง จึง เกิ ดขึ้นในบทความชื่อ "The Big Idea: Creating Shared Value" ตีพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม ปี 2554 และประสบผลสาเร็จกับคาว่า CSV มากกว่า Strategic CSR ประการที่สาม แม้ CSV บนฐานคิดของทุนนิยม มิได้มีรากมาจากเรื่องจริยธรรม จะ ถูกวิพากษ์จากภาคประชาสังคมอย่างกว้างขวาง แต่พอร์เตอร์น่าจะได้ ชั่งน้าหนักและประเมินแล้วว่า การที่จะให้ภาคธุรกิจรับแนวคิดดังว่านี้ไปปฏิบัติ จาเป็นต้องชี้ให้เห็นประโยชน์และความเชื่อมโยงต่อ เรื่องที่ธุรกิจคาดหวัง นั่นคือ กาไรและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการตอบรับของภาคธุรกิจต่อ แนวคิด CSV (ซึ่งก็คือ Strategic CSR) ถือเป็นบทพิสูจน์ในความกล้าหาญของพอร์เตอร์ได้เป็นอย่างดี กล่าวโดยสรุป พอร์เตอร์นาแนวคิดเรื่อง Strategic CSR ที่เขากับเครเมอร์ ได้เคย เสนอไว้เมื่อปี 2549 มารีแบรนด์ใหม่ ภายใต้ชื่อ CSV ในปี 2554 ฉะนั้น องค์กรที่บอกว่า ตนเองกาลัง จะเปลี่ยนหรือยกระดับจาก CSR มาสู่ CSV ก็หมายความได้ว่า ท่านกาลังจะให้ความสาคัญกับการทา Strategic CSR มากกว่า CSR ในแบบเดิม ๆ ที่ทาอยู่นั่นเอง 2) ความแตกต่างของการสร้างคุณค่าร่วม การตกผลึกความคิดกว่าจะลงตัวเป็น CSV ไม่ใช่เรื่องง่ายสาหรับ ไมเคิล อี พอร์เตอร์ และมาร์ ค เครเมอร์ นั บ จากบทความเรื่ อ ง "The Competitive Advantage of Corporate Philanthropy" ที่ เ ผยแพร่ เ มื่ อ ปี 2545 มาสู่ บ ทความชิ้ น ส าคั ญ เรื่ อ ง "The Link Between Competitive Advantage and Corporate Social Responsibility" ในปี 2549 จนถึงบทความชิ้น เปิดตัว "The Big Idea: Creating Shared Value" ที่ตีพิมพ์ในปี 2554 ดูจะเทียบไม่ได้เลยกับความ ยากในการแปลงแนวคิด CSV ไปใช้ ในองค์กร เพื่อทาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การ สร้างทฤษฎีนั้นไม่ยากเท่ากับการปฏิบัติให้ได้ผลตามทฤษฎี CSR หรือ ความรับผิดชอบขององค์ก รที่สังคมได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่ จัดว่าเป็น CSV ส่วน Philanthropy หรือการบริจาคที่เป็นการส่งมอบคุณค่าที่ได้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่คุณค่าที่สร้าง ขึ้นหรือเกิดขึ้นควบคู่ไปพร้อมกัน ไม่ถือว่าเป็น CSV เช่นกัน คุณลักษณะของ CSV จะต้อง มี“ภาวะคู่ กัน” (Duality) ของประโยชน์ที่ควรเกิดขึ้นทั้งต่อองค์กรและสังคมควบคู่ กันไป มิใช่เกิดขึ้นกับฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว 3) องค์ประกอบของการสร้างคุณค่าร่วม องค์ ป ระกอบของการสร้า งคุ ณค่ า ร่ว ม จะให้ ค วามส าคั ญ กั บ การตอบสนองต่อ ประเด็นปัญหาหรือความจาเป็นทางสังคมที่สร้างให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ ด้วยการนาทรัพยากรและ ความเชี่ยวชาญหลักขององค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยคานึงถึงการทางานร่วมกับ ภาคีหุ้นส่วน ภายนอก ส าหรับ องค์ประกอบที่ ช่วยในการออกแบบความริเ ริ่ม หรือแผนงานในการสร้าง คุณค่าร่วม ประกอบด้วย
5-25 3.1) การพัฒนากรณีทางธุรกิจเพื่อตัดสินใจลงทุนดาเนินการโดยชี้ให้เห็นคุณค่าทาง สังคมและคุณค่าทางธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับ 3.2) การเข้าร่วมกับหุ้นส่วนดาเนินการภายนอกองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อ ขยายพื้นที่ดาเนินการ 3.3) การกาหนดกิจกรรมและเม็ดเงินลงทุนสา หรับการขับเคลื่อน 3.4) การจัดโครงสร้างทรั พยากรและการจัดการภายในองค์กรสาหรับรองรับการ ดาเนินงาน 3.5) การกาหนดและติดตามวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจและผลลัพธ์ทางสังคม 4) ระดับของการสร้างคุณค่าร่วม ในระดับของการคิดค้นผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ ที่เป็นความต้องการของสังคม โดยเฉพาะ กับตลาดหรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างคุณค่าร่วม โดยมุ่งเน้น ที่การพัฒนา “Products” เพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคม ซึ่งเป็นการส่งมอบคุณค่าให้แก่ สังคมโดยตรงผ่านทางตัวสินค้าและบริการ ในขณะที่ธุรกิจจะได้รับคุณค่าในรูปของรายได้ ส่วนแบ่ง ตลาด การเติบโต และความสามารถในการทากาไรที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างของการสร้างคุณค่าร่วมในระดับ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ อาทิ ในธุ ร กิ จ การเงิ น มี ก ารออกแบบสิ น เชื่ อ หรื อ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ท างการเงิ น ส าหรั บ ผู้ ป ระกอบการสั ง คม หรื อ โครงการที่ เ ป็ น มิ ต รต่ อ สิ่ ง แวดล้ อ ม ในธุ ร กิ จ ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การน า ทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์มีการพัฒนารูปแบบของแหล่งพลังงานทดแทน พลังงานสะอาด ใน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีการใช้สารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในการประกอบหรือแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ ลดการใช้สารเคมีหรือสารปรุงแต่งอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในธุรกิจบริการ สุขภาพ มีการนาเสนอผลิตภัณฑ์และบริการสาหรับคนชั้นฐานราก ด้วยคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และเป็นธรรมในธุร กิ จบริก ารโทรคมนาคม มี ก ารขยายบริก ารเครือข่ายที่ครอบคลุม พื้นที่ ชนบท ห่างไกลและขาดแคลนบริการ เป็นต้น ในระดับของการก าหนดบรรทั ดฐานใหม่ ในเรื่องผลิตภาพ โดยให้ความสาคัญกับ ประเด็นทางสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างคุณค่าร่วม โดยมุ่งเน้นที่การยกระดับ “Value Chain” โดยใช้ประเด็นทางสังคมมาเป็นโจทย์ ในการพัฒนาผลิตภาพร่วมกับคู่ค้าและหุ้นส่วน ทางธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งเป็ นการส่งมอบคุณค่าให้แก่สัง คมจากการจัดการทรัพยากร วัตถุดิบ แรงงาน ค่าตอบแทน ในขณะที่ธุรกิจจะได้รับคุณค่าในรูปของประสิทธิภาพ การบริหารต้นทุน ความ มั่นคง ทางวัตถุดิบ คุณภาพ และความสามารถในการทากาไรที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างของการสร้างคุณค่าร่วมในระดับห่วงโซ่คุณค่า อาทิ ในธุรกิจการเงิน มีการ พัฒนาช่องทางการเข้าถึงและการทาธุรกรรมทางการเงินผ่านธนาคารทาง โทรศัพท์มือถือ (Mobile Banking) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนาทรัพยากรธรรมชาติ ไปใช้ประโยชน์ มีการปรับปรุงสวัสดิภาพ อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของแรงงาน ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีการพัฒนา แหล่ง วัตถุดิบ และผู้ส่ง มอบในท้ อ งถิ่นในธุร กิ จ บริก ารสุขภาพ มี ก ารขยายช่องทางบริก ารโดยใช้ เทคโนโลยี แ ละนวั ต กรรม เช่ น ระบบการแพทย์ ท างไกล ( Telemedicine) ในธุ ร กิ จ บริ ก าร โทรคมนาคมมีการผนึกพลังร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในการเพิ่มมูลค่ าโครงข่ายด้วย Application หรือ Content ต่าง ๆ เป็นต้น ในระดับของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นที่เอื้อต่อธุรกิจ เป็น
5-26
แนวปฏิบัติในการสร้างคุณค่าร่วมโดยมุ่งเน้นที่ ‘Local Community’ โดยเพิ่ม บทบาทในการร่วม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแง่มุมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นการส่งมอบคุณค่าให้แก่สังคมด้วย การสร้างงาน การสาธารณสุข การศึกษา เศรษฐกิจชุมชน สวัสดิการสังคม ในขณะที่ธุรกิจจะได้รับ คุณค่าทั้งในแง่ของรายได้และการบริหารต้นทุน การเข้าถึงปัจจัยการผลิต การกระจายสินค้าและ บริการ รวมถึงความสามารถในการทากาไรที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างของการสร้างคุณค่าร่วมในระดับชุมชนท้องถิ่น อาทิ ในธุรกิจการเงิน ให้การ สนับสนุนสินเชื่อแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยในระดับฐานราก (Microfinance) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการ นาทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ มีการร่วมพัฒนาชุมชนเพื่อเสริมสร้างบริบทการแข่ง ขันในตลาด เกิดใหม่ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มการลงทุนและพัฒนาผลผลิตในภาคเกษตรที่เป็นแหล่ง วัตถุดิบ ในธุรกิจบริการสุขภาพ ขยายบทบาทการให้ความรู้เรื่องสุขภาพแก่ชุมชนโดยเฉพาะในกลุ่ม เสี่ยง ในธุรกิจบริการโทรคมนาคม มีการสนับสนุนบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานและบริ การเพื่อ สังคม เช่น ศูนย์อินเทอร์เน็ตในโรงเรียน และศูนย์อินเทอร์เน็ตในชุมชน เป็นต้น ในระดับผลิตภัณฑ์ องค์กรสามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นความต้องการของสังคม ขึ้นใหม่ โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยอาศัยโอกาส ที่ธุรกิจได้รับจากการมี ปฏิสัม พันธ์ในตลาดที่เข้าไปเกี่ยวข้อง อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงิน การปรับปรุงด้านโภชนาการและ สุขภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน การพัฒนาสื่อการเรียนรู้และการศึกษา บ้านพักอาศัย ราคาประหยัด เป็นต้น ในระดับห่วงโซ่คุณค่า องค์กรสามารถยกระดับผลิตภาพ โดยอาศัยประเด็นร่ว ม ระหว่างคู่ค้าจากกิจกรรมในสายคุณค่าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง อาทิ ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร/พลังงาน การพัฒนาการเกษตร การจากัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และของเสีย การเพิ่มมูลค่าในการ จัดซื้อจัดจ้าง สุขภาพและความปลอดภัยของแรงงาน การจัดหาทรัพยากรจากท้องถิ่น การกระจาย สินค้าและบริการไปยังพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น ในระดับ ชุ ม ชนท้องถิ่น องค์ก รสามารถสร้างปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การ ประกอบธุรกิจ โดยอาศัยการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น อาทิ การร่วมพัฒนาชุมชน การพัฒนาฝีมือแรงงาน การเสริมสร้างทักษะและการศึ กษา การเสริมสร้างศักยภาพการกากับดูแล และการบริหารส่วนท้องถิ่น การรณรงค์การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ด้วยแนวทางการสร้างคุณค่าร่วมทั้ง 3 ระดับข้างต้น จะช่วยให้องค์กรสามารถ แปลง กลยุทธ์ CSV ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้ดียิ่งขึ้น วิธีการสร้างคุณค่าร่วม แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับของการคิดค้นผลิตภัณฑ์ ขึ้นใหม่ที่เป็นความต้องการของสังคมโดยเฉพาะ กับตลาดหรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ระดับของการกาหนดบรรทัดฐานใหม่ในเรื่องผลิตภาพโดยให้ความสาคัญกับประเด็นทางสังคมตลอด ห่วงโซ่คุณค่า และระดับของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นที่เอื้อต่อธุรกิจ 5) กรอบการขับเคลื่อนของการสร้างคุณค่าร่วม การขับ เคลื่อน CSV ควรเริ่มต้นจากการสารวจและทาให้เกิดสภาพแวดล้อมหรือ เงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงมือปฏิบัติใน 3 ประการ สาคัญ ได้แก่ การกาหนดให้ CSV เป็นข้อผูกมัดหรือ
5-27 ข้อยึดมั่นในระดับองค์กร การจัดวางโครงสร้างพืน้ ฐานที่เปิดทางให้เกิดการขับเคลื่อน CSV การเฟ้นหา และบ่มเพาะบุคลากรให้มีไฟและมีพลัง นาการขับเคลื่อน CSV (สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบท แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2555) 5.3.2 SVOI เครื่องมือค้นหา “คุณค่าร่วม” การให้ความช่วยเหลือที่เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR-after-process ในรูปของการ บริจาคเพื่อการกุศล การให้เงินหรือวัตถุสิ่งของ หรือการอาสาสมัคร ถือเป็นจุดนาเข้าในกระบวนการ ทางานร่วมกับชุมชนหรือผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มเป้าหมาย แต่ผลที่เกิดขึ้นจากการทางานโดยอาศัยการให้ เงินหรือ วัตถุสิ่ง ของโดยล าพั ง อาจเป็นความสัม พันธ์ในลัก ษณะที่ ต้องพึ่ง พาความช่วยเหลือจาก ภายนอกตลอดเวลา หรือทาได้ชั่วครั้งชั่วคราว เนื่องจากเป็นงานอาสา โดยผลสะท้อนกลับอาจเกิดขึ้น ในทางลบ หากการให้หรือความช่วยเหลือนั้นจาต้องยุติลงในวันหนึ่งวันใดข้างหน้า การหาแนวทางการให้ความช่วยเหลือเชิงกลยุทธ์ จึงเป็นทางเลือกที่ถูกพัฒนาขึ้น สาหรับ องค์กรธุรกิจที่ต้องการผลสัมฤทธิ์ที่เป็นความยั่งยืนจากการดาเนินกิจกรรมเพื่อสังคม โดยคานึงถึงการ ประยุกต์ใช้ความถนัดความเชี่ยวชาญของหน่วยงาน และการใช้โครงข่ายธุรกิจสนับสนุนการทางาน ของชุมชนหรือผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มเป้าหมาย ในลักษณะที่ก่อให้เกิดการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจ และสังคมไปพร้อมกัน สาหรับหน่วยงานรัฐ มูลนิธิ หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ ที่มีก ารดาเนินงานเพื่อสังคม ตามภารกิจของหน่วยงานอยู่แล้ว ควรคานึงถึงการใช้ทุนหรือทรัพยากรในการส่งมอบผลประโยชน์ให้ ได้อย่างคุ้มค่า เพราะหากต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานสูงกว่าประโยชน์ที่ส่งมอบ คุณค่าสุทธิที่ สังคมได้รับจะติดลบ และสะท้อนให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพในการดาเนินงาน ชุมชนหรือผู้มีส่วน ได้ เ สี ย กลุ่ ม เป้า หมายจะมี ค่ า เสี ยโอกาส (Opportunity Cost) ในการได้ รั บ ความช่ ว ยเหลือจาก หน่วยงานอื่นที่มีประสิทธิภาพกว่า ก า ร ร ะ บุ โ อ ก า ส ใ น ก า ร ส ร้ า ง คุ ณค่ า ร่ ว ม ห รื อ Shared Value Opportunity Identification (SVOI) มีจุดมุ่งหมายในการค้นหาประเด็นสาคัญที่สามารถนามาดาเนินการตามแนว ทางการสร้างคุณค่าร่วม และริเริ่มกิจกรรมซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อยอดตามแนวทางการสร้าง คุณค่าร่วม วิธีการระบุโอกาสในการสร้างคุณค่าร่วม (SVOI) ประกอบด้วยกระบวนการใน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ทบทวนรู ป แบบการให้ ค วามช่ ว ยเหลื อ ที่ ด าเนิ น อยู่ หรื อ Review Existing Investments 2) พัฒนาภูมิภาพของประเด็น หรือ Develop a Landscape of Issues 3) คั ด กรองประเด็ น ที่ มี ศั ก ยภาพต่ อ การสร้ า งคุ ณ ค่ า ร่ ว ม หรื อ Screen Issues for Shared Value Potential และ 4) จั ด ล าดั บ ความส าคัญ ของโอกาสในการสร้างคุณ ค่ าร่ว ม หรือ Prioritize Shared Value Opportunities
5-28
กิจกรรมในขั้นตอนการทบทวนรูปแบบการให้ความช่วยเหลือที่ดาเนินอยู่ ประกอบด้วย การสั ม ภาษณ์ ผู้ที่ ริ เ ริ่ม แผนงาน/โครงการ/กิ จ กรรมการให้ค วามช่ ว ยเหลือ ในแต่ ล ะความริเ ริ่ม (Initiatives) ที่ดาเนินอยู่ในปัจจุบัน การประเมินการดาเนินความริเริ่มที่สามารถรวบรวมข้อมูลได้ โดย พิจ ารณาจากคุณค่าทางธุรกิ จและทางสังคมที่ได้รับ การประมวลและหารือถึงข้อค้นพบจากการ ประเมินร่วมกับคณะทางานขององค์กร กิจกรรมในขั้นตอนการพัฒนาภูมิภาพของประเด็น ประกอบด้วย การหารือกับผู้บริหาร ระดับ สูง ในประเด็นที่ เ ป็นความส าคัญ ยิ่ง ยวดทางธุร กิ จ และเชื่อมโยงกั บ ประเด็นทางสัง คม การ วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างประเด็นทางธุรกิจและประเด็นทางสังคมตามที่ได้รับข้อมูลจากการ หารือกับผู้บริหารระดับสูง และการจัดทารายการประเด็นที่มีศักยภาพต่อการสร้างคุณค่าร่วม กิ จ กรรมในขั้ น ตอนการคั ด กรองประเด็ น ที่ มี ศั ก ยภาพต่ อ การสร้ า งคุ ณ ค่ า ร่ ว ม ประกอบด้วย การนารายการประเด็นที่ถูกระบุว่ามีศักยภาพต่อการสร้างคุณค่าร่วม มาพิจารณาโดยใช้ เกณฑ์คัดกรองหลัก และการใช้เกณฑ์คัดกรองเสริมในการกลั่นกรองประเด็นเพิ่มเติม (ถ้าจาเป็น) กิ จ กรรมในขั้ น ตอนการจั ด ล าดั บ ความส าคั ญ ของโอกาสในการสร้ า งคุ ณ ค่ า ร่ ว ม ประกอบด้วย การจัดทาเค้าโครงกิจกรรมซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ พร้อมผลลัพธ์ทางธุรกิจและทาง สังคมที่คาดว่าจะได้รับ และการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อร่วมกันกาหนดโอกาสในการสร้างคุ ณค่า ร่วม 2-3 กิจกรรม โดยสิ่งที่ เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการระบุโอกาสในการสร้างคุณค่าร่วม คือ ประเด็น สาคัญที่สามารถนามาดาเนินการตามแนวทางการสร้างคุณค่าร่วม และกิจกรรมซึ่งมีศักยภาพที่จะ พัฒนาได้ตามแนวทางการสร้างคุณค่าร่วม ซึ่งจะถูกนาไปใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นสาหรับการออกแบบความ ริเริ่มแห่งคุณค่าร่วม (Shared Value Initiatives) ที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์การดาเนินงานทั้งในทางธุรกิจ และในทางสังคมไปพร้อมกันในระยะถัดไป ทั้งนี้ ผลพลอยได้สาคัญ จากการใช้เครื่องมือ SVOI คือ การชี้ให้องค์กรเห็นว่า มีหลาย โครงการ/กิจกรรม CSR ที่มีผลกระทบต่อสังคมน้อย ซึ่งสามารถยุบ/ควบ/รวม และทาให้ประหยัด งบประมาณ CSR ได้จานวนมาก (พิพัฒน์ ยอดพฤติการ, 2560) 5.3.3 CSV โมเดลทาดีวิถีทุนนิยม สุวัฒน์ ทองธนากุล (2557) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันไทยพัฒน์ จัดงานแถลงแนวโน้มทิศทาง CSR ปี 2557 ที่เน้นบทบาทความรับผิดชอบต่อสังคม ในฐานะพลเมือง ภาคองค์กร หรือ Corporate Citizenship มีนัก CSR ที่ไปร่วมฟังที่หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียนฯ จานวนมาก ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพิ่มความชัดเจนในความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ กลยุท ธ์ CSV (Creating Shared Value) จากที ม นัก วิชาการสถาบันไทยพัฒน์ที่นาโดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ สุธิชา เจริญงาม และ วีรญา ปรียาพันธ์ ซึ่งผ่านการอบรมและรับรองจากสถาบันสานัก ต้นตารับ และหน้างานยังได้แจกหนังสือ “กลยุทธ์ธุรกิจคู่สังคม CSV” แนวคิดเรื่อง CSV เริ่มจากการนาเสนอโดยรุ่นใหญ่ระดับ ไมเคิล อี พอร์เตอร์ มือเซียน ทางด้านกลยุทธ์การแข่งขัน (Competitiveness) และห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ร่วมกับ มาร์ค เครเมอร์ เขี ย นบทความชื่ อ “The Link Between Competitive Advantage and Corporate
5-29 Social Responsibility” ตีพิ ม พ์ ในวารสาร Harvard Business Review เมื่ อเดือนธันวาคม 2549 เป็นการปล่อยหัวเชื้อด้วยการนิยามว่า “เป็นการพัฒนาสังคมในวิถีของการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยรูปแบบทางธุรกิจ” จนมี ก ารเปิดตัวด้วยบทความ “The Big Idea : Creating Shared Value” เมื่ อเดือน มกราคม 2554 ซึ่งสถาบันไทยพัฒน์ เชื่อว่า แนวคิด CSV จะเป็นที่สนใจของภาคธุรกิจในการนาไปใช้ แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยวิถีการท าธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์และความถนัด ของ กิจการในการสร้างคุณค่าให้สังคม ขณะที่มีผลตอบแทนทางธุรกิจเป็นแรงจูงใจในการขับเคลื่อน ดร.พิพัฒน์ ผู้อานวยการ สถาบันไทยพัฒน์ จึงสรุปว่า นี่เท่ากับแนวคิดเรื่อง Strategic CSR หรือ CSR เชิงกลยุทธ์ที่พอร์เตอร์ และเครเมอร์ เคยเสนอไว้เมื่อปี 2549 ได้ถูกรีแบรนด์ใหม่ด้วย ชื่อ CSV ในปี 2554 สิ่งที่ใช่ CSV • ผนวกเข้ากับความสามารถในการทากาไรและการสร้างความได้เปรียบของการแข่งขัน • ใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญหลักของกิจการ • ทาให้เกิดคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคมไปด้วยกัน • ใช้วิถีทุนนิยมในการแก้ปัญหาสังคม สิ่งที่ไม่ใช่ CSV • การแบ่งปันคุณค่าที่เกิดขึ้น หรือมีอยู่แล้วแก่สังคมในลักษณะการบริจาค • การทาตามมาตรฐานทางจริยธรรมและค่านิยมส่วนบุคคลเป็นตัวตั้ง • การสร้างสมดุลในผลประโยชน์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย • เป็นเรื่องเดียวกับความยั่งยืน (Sustainability) การสร้างคุณค่าร่วม หรือ CSV จึงมีลักษณะเด่น คือ จะต้องเกิดผลลัพธ์ หรือผลประโยชน์ 2 ฝ่าย ทั้งต่อองค์กร และชุมชนหรือสังคม ดังนั้น กรณีกิจกรรม CSR ประเภทสังคมสังเคราะห์ หรือ การบริจาคสร้างบุญกุศล (Philanthropy) ที่สังคมได้รับการช่วยเหลือฝ่ายเดียว จึงไม่ใช่ CSV เพราะ เป็นการมอบคุณค่าที่เกิดขึ้นแล้วให้ ไม่ใช่คุณค่าที่สร้างขึ้น และเป็นผลเกิดขึ้นควบคู่ไปพร้อมกัน 1) หลั ก การวางแผนงานในการสร้า งคุ ณ ค่ า ร่ ว ม จึ ง ต้ อ งค านึ ง ถึ ง หลัก พื้ นฐาน 3 ประการ คือ 1.1) สร้างให้เกิดโอกาส หรือผลตอบแทนทางธุรกิจ 1.2) ตอบสนองต่อประเด็นปัญหา หรือความจาเป็นทางสังคมที่เฉพาะเจาะจง 1.3) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และความเชี่ยวชาญหลักขององค์กรอย่างมี ประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล แนวคิดเรื่อง CSV จึงมิได้ถูกพัฒนาขึ้นมาทดแทน CSR หรือเรื่องความยั่งยืน แต่ CSV เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการทาธุรกิจที่องค์กรใช้ความถนัดและความเชี่ยวชาญ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแรงจูงใจเรื่องผลตอบแทนทางธุรกิจในแง่การขยายตลาดใหม่และการลด ต้นทุนเป็นตัวขับเคลื่อน โดยไม่จาเป็นต้องถูกแรงกดดันจากภายนอกให้แก้ปัญหาสังคม
5-30
ข้อคิด... การสร้างคุณค่าร่วม หรือ CSV จึงน่าจะถือเป็นกลยุทธ์ใน CSR ที่มีการปรับแต่เพื่อตอบ โจทย์ในการดาเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมโดยสร้างคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคมให้ ได้ประโยชน์ไปด้วยกัน จากความเห็นของ ดร.พิพัฒน์ ต่อการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพอร์เตอร์ ใน การกาหนดกลยุทธ์ CSV ในวิถีทุนนิยมว่าเพราะความล้มเหลวในการนาแนวคิด CSR ไปปฏิบัติให้ เกิดผล เพราะองค์กรธุรกิจไม่สามารถแสดงผลลัพธ์ในการดาเนินงาน CSR ที่ยืนยันได้ว่าสังคมได้รับ การพัฒนาให้ดีขึ้น หรือประเด็นปัญหาสังคมได้รับการดูแลป้องกันและแก้ไขด้วยความเป็น “บริษัทที่ ดี ” (Good Company) มากกว่ า การเป็น “บริ ษั ท ที่ ท าการตลาดดี ” (Good Marketing) โดยใช้ กิจกรรม CSR เป็นเครื่องมือสื่อสาร การได้องค์ความรู้กลยุทธ์ CSV ซึ่งพอร์ตเตอร์นาเสนอเด่นชัดกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนในแนวคิด เรื่อง Strategic CSR ประกอบกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และสถาบันไทยพัฒน์ ได้ส่งเสริมความรู้ความ เข้าใจให้แพร่หลายขึ้นก็เชื่อว่ากิจการชั้นนาที่มีความพร้อมใน CSR Club บริษัทจดทะเบียนในตลาด หลัก ทรัพย์ฯ จะมี บ ทบาทเป็นตัวอย่างมากขึ้น นอกเหนือจากที่ ยกเป็นตัวอย่าง เช่น บางจากฯ เซ็นทรัล ดีแทค และธนาคารกสิกรไทย ที่น่าสนใจในแง่แรงขับดันจากภายในองค์กรสามารถสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจที่จะมีทงั้ ผลกาไร และการยอมรับจากชุมชนและสังคม ซึ่งจะส่งผลถึงความยั่งยืนขององค์กรได้ในระยะยาว แม้ จะมิใช่มูลเหตุหลักให้มี CSV ตามหลักการของพอร์เตอร์ก็ตาม 5.3.4 ตัวอย่างองค์กรธุรกิจที่มีการสร้างคุณค่าร่วมในธุรกิจไทย สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (2557) จากงานสัมมนาเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อโอกาสของการสร้างคุณค่าร่วมในประเทศไทย และการ แนะนาเครื่องมื อ SVOI (Shared Value Opportunity Identification) โดยสถาบันไทยพัฒ น์ ใน ฐานะ Shared Value Initiative Affiliate ในประเทศไทย และบริษัท เอ็กซ์เพิร์ท แอสเปค อินเตอร์ เนชั่นแนล จากัด สาหรับใช้พัฒนาความริเริ่มด้าน CSV ที่เหมาะสมกับองค์กร สอดคล้องกับแง่มุม ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ พร้อมด้วยแนวทางการระบุผลลัพธ์ทางธุรกิจและทางสังคมที่คาดว่าจะได้รบั อย่างเป็นรูปธรรม วันนี้ 25 กันยายน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสถาบันไทยพัฒน์ ได้ร่วมกันจัด สัมมนา “Shared Value Opportunities in Thailand” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และส่งเสริม การขั บ เคลื่อ นการสร้า งคุ ณค่ า ร่ว ม (Creating Shared Value: CSV) ขององค์ ก รธุ ร กิ จ ไทย ตาม แนวทางของไมเคิล อี พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ เครเมอร์ได้พูดผ่านวีดีทัศน์ที่บันทึกสาหรับงานสัมมนาในครั้งนี้ว่า ไมเคิล และ ตัวเขาเอง รู้สึกตื่นเต้นมากที่มีการจัดงานสัมมนานี้ขึ้นในประเทศไทย เมื่อตอนที่ไมเคิลและเขาได้ริเริ่มแนวคิด CSV นี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ไม่ นึก ว่าจะได้รับการขานรับจากบรรดาบริษัทและประเทศต่าง ๆ ทั่ วโลก มากมายขนาดนี้ พร้อมกับได้กล่าวแสดงความยินดีกับบริษัทชั้นนาของไทยที่ได้พั ฒนาความคิดริเริ่ม และกาลังนากลยุทธ์ด้านคุณค่าร่วมไปผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งในความคิดหลักของบริษัท
5-31 ในช่วงแรกของงานสัมมนา เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ของบริษัทจด ทะเบียนชั้นนาโดยผู้บริหารระดับสูงจาก บมจ. พฤกษา เรียลเอสเตท บมจ. บางจาก ปิโตรเลียม และ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย ได้นาเสนอตัวอย่างของ CSV ที่เกิดขึ้นแล้วในองค์กรทั้งสามแห่ง อาทิ การนา เทคโนโลยีควบคุม การก่อ สร้างบ้านแบบ Real Estate Manufacturing (REM) ของพฤกษา เรียล เอสเตท การร่วมดาเนินธุรกิจสถานีบริการน้ามันกับสหกรณ์การเกษตร ของบางจาก ปิโตรเลียม และ บริการสินเชื่อรับประกันการประหยัดพลังงาน ของ ธ.กสิกรไทย ไมเคิล อี พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ (Porter, M. E., & Kramer, M. R., 2011) ได้ จ าแนกการสร้างคุณค่าร่วม หรือ CSV ออกเป็น 3 ระดับ คือ 1) ระดับ ของการคิดค้นผลิตภัณฑ์ (Product) ขึ้นใหม่ที่เป็นความต้องการของสังคม โดยเฉพาะกับตลาดหรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการ ตอบสนอง 2) ระดับของการกาหนดบรรทัดฐานใหม่ในเรื่องผลิตภาพโดยให้ความสาคัญกับประเด็น ทางสั ง คมตลอดห่ ว งโซ่ คุ ณ ค่ า (Value Chain) และ 3) ระดั บ ของการพั ฒ นากลุ่ ม ความร่ วมมื อ (Cluster) ในท้องถิ่นที่เอื้อต่อธุรกิจ 1) โปรแกรมสินเชื่ อรับ ประกั นการประหยั ด พลัง งานของ ธ.กสิกรไทย เป็ น ตัวอย่างของ CSV ในระดับ Product ที่ธนาคารให้แก่ผู้ประกอบการในรูปของสินเชื่อลีสซิง่ / เช่าซื้อ เครื่อ งจักรและอุ ปกรณ์ และ/หรือ เงินกู้ ร ะยะยาว โดยมี วัตถุป ระสงค์เ พื่อสนับสนุนการลงทุนใน โครงการจัดการด้านพลังงานให้มีป ระสิทธิภาพ ผ่านการใช้บ ริการจากบริษัทจัดการด้านพลังงาน (Energy Service Company - ESCO) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและบริหารจัดการด้านพลังงานอย่าง ครบวงจร และมีการรับประกันผลการประหยัดพลังงานที่ได้จากการลงทุนในโครงการดัง กล่าว ซึ่งทา ให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าผลการประหยัดพลังงานที่ได้จากการลงทุนในโครงการจะเป็นแหล่งที่มา หลักของการชาระคืนเงินกู้ของลูกค้า (Self-Financing Project) โดยไม่กระทบกระแสเงินสดจากการ ด าเนิ น งานปกติ ข องกิ จ การ ผลจากการลดต้ น ทุ น การใช้ พ ลั ง งาน นอกจากจะเป็ น ผลดี ต่ อ สภาพแวดล้อมและการใช้พลังงานของประเทศโดยรวมแล้ว ยังทาให้กิจการมีสถานะทางการเงินและ ความสามารถทางการแข่งขันดีขึ้นในระยะยาว 2) ส่ ว นการก่ อ สร้ า งบ้ า นแบบ REM ที่ พ ฤกษา เรี ย ลเอสเตทได้ คิด ค้ นและ พัฒนาขึ้น เป็นตัวอย่างของ CSV ในระดับ Value Chain ที่ประยุกต์มาจากกระบวนการผลิตแบบ อุตสาหกรรม ด้วยการวางแผนการทางานร่วมกับผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ส่งมอบในห่วงโซ่คุณค่าให้ รับผิดชอบเฉพาะในส่วนงานที่ตนเองมีความถนัดเพียงกิจกรรมเดียว จนสาเร็จทั้งเฟส หรือโครงการ ณ จุดก่อสร้าง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการก่อสร้างสูงสุด มีการควบคุมกระบวนการทางานให้เป็นไป ตามลาดับขั้นตอนที่เหมาะสม มีจังหวะการทางานที่แน่นอน มีการทางานอย่างต่อเนื่องในสายการ ก่อสร้างระหว่างผู้รับเหมาและผู้ส่งมอบแต่ละราย มีระบบการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพระหว่าง การก่อสร้างในทุกขั้นตอน ทาให้ย่นระยะเวลาก่อสร้างเฉลี่ยจาก 45 วัน เหลือเพียง 21 วัน จนเป็นผล ให้บริษัทสามารถส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพในมาตรฐานเดียวกันและในเวลาอันรวดเร็วให้แก่ลูกค้า 3) ส าหรับธุรกิจสถานีบริการน้ามันที่บางจาก ปิโ ตรเลีย มร่วมดาเนินงานกับ สหกรณ์การเกษตร เป็นตัวอย่างของ CSV ในระดับ Cluster ที่เริ่มต้นจากแนวคิดน้ามันแลกข้าว เพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนปัจจัยในการยังชีพ โดยบริษัทนาข้าวที่ ได้รับจากสหกรณ์ไปบริจาคให้เป็น อาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนรอบโรงกลั่น ส่วนสหกรณ์นาน้ามันของบริษัทในราคาถูก ไป
5-32
จาหน่ายให้แก่สมาชิก พัฒนาเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจจนยกระดับสู่ธุ รกิจสมัยใหม่ในรูปแบบของการ จัดตั้งเป็นสถานีบริการน้ามันสหกรณ์และสถานีบริการน้ามันชุมชนโดยลาดับ ปัจจุบันมีสถานีบริการ น้ามันชุมชน ซึ่งมีคนในชุมชนเป็นสมาชิกและเจ้าของจานวน 618 สถานี เป็นวิถีการดาเนินธุรกิจที่มี วิธีคิดและวัฒนธรรมที่อุ้มชูกันและกัน ให้โอกาสคนไทยได้เป็นเครือข่ายร่วมธุรกิจ ที่นอกจากสร้าง รายได้จากยอดขายน้ามันแล้ว สมาชิกของชุมชนยังได้รับเงินปันผลปลายปี เพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว ที่เป็นสมาชิกอีกกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน เป็นประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน
สรุป การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ เป็นการสร้างค่านิยมร่วม (Creating Shared Value: CSV) ซึ่งเป็น การนาวิธีการทางธุรกิจมาใช้การพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อนาทรัพยากรและ ความเชี่ยวชาญของการดาเนินกิจการมาสร้างให้เกิดเป็นคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคม การให้ความ ช่วยเหลือที่เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR-after-process) ในรูปแบบของการบริจาคเพื่อการกุศล การ ให้เงินหรือวัตถุสิ่งของ หรือการอาสาสมัคร ถือเป็นจุดนาเข้าในกระบวนการทางานร่วมกับชุมชนหรือผู้ มีส่วนได้เสียกลุ่มเป้าหมาย แต่ผลที่เกิดขึ้นจากการทางานโดยอาศัยการให้เงิน วัตถุสิ่งของ อาจเป็น ความสัมพันธ์ในลักษณะที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกตลอดเวลา ซึ่งอาจมีเกิดความยั่งยืน ดัง นั้นพัฒ นาการให้ความช่ ว ยเหลือ เชิง กลยุท ธ์เ ป็น แนวทางหนึ่ง ส าหรับ องค์ ก รธุร กิ จ ที่ ต้องการ ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นความยั่งยืนของการดาเนินกิจกรรมเพื่อสังคม โดยคานึงถึงการประยุกต์ใช้ความถนัด ความเชี่ยวชาญของหน่วยงาน และการใช้โครงข่ายธุรกิจสนับสนุนการทางานของชุมชนหรือผูม้ ีส่วนได้ เสียกลุ่มเป้าหมาย ในลักษณะที่ก่อให้เกิดการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคมไปพร้อมกัน หน่วยงานหรือองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ดาเนินงานเพื่อสังคมตามภารกิจของหน่วยงาน ควรให้ความสาคัญกับการใช้ทุนหรือทรัพยากรที่นาไปสู่การสร้างผลประโยชน์อย่างคุ้มค่า เพราะเมื่อ ต้นทุนค่าใช้จ่ายการดาเนินงานสูงกว่าประโยชน์ที่ส่งมอบคุณค่าสุทธิที่สังคมได้รับจะติดลบ สะท้อนให้ เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพการดาเนินงาน ส่งผลให้ผู้มีส่วนได้เสียมีค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ดั ง นั้ น การระบุโ อกาสการสร้า งคุ ณ ค่ า ร่ว ม (Shared Value Opportunity Identification: SVOI) ควรมีจุดมุ่งหมายของการค้นหาประเด็นสาคัญทีส่ ามารถนามาดาเนินการตามแนวทางการสร้าง คุณค่าร่วมและริเริ่มกิจกรรมซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อยอดตามแนวทางการสร้างคุณค่าร่วม
5-33
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 5.3 ถาม-ตอบเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 5.3 - Power Point บทเรียนที่ 5.3 และ LCD Projector
งานที่มอบหมาย ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดเสริม 5.1-5.2 1. จงบอกความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคม มาพอสังเขป 2. จงบอกผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ 3. จงบอกชนิดของกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่าง 4. จงบอกหน่วยงานระดับสากลทีเ่ กี่ยวข้องและความจาเป็นที่ตอ้ งมีความรับผิดชอบต่อ สังคม มาอย่างน้อย 3 หน่วยงาน 5. จงบอกกฎเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสังคมในตลาดธุรกิจสากล มาพอสังเขป 6. ความรับผิดชอบต่อสังคมสาหรับธุรกิจมีกี่ระดับ พร้อมอธิบายมาพอสังเขป 7. จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ มาพอ เข้าใจ แบบฝึกหัดเสริม 5.3 1. จงบอกความหมายของการสร้างคุณค่าร่วมมาพอสังเขป 2. การระบุโอกาสในการสร้างคุณค่าร่วม (SVOI) มีกระบวนการกี่ขั้นตอน ประกอบไปด้วย อะไรบ้าง 3. จงอธิบาย CSV โมเดลทาดีวิถีทุนนิยม มาพอเข้าใจ 4. จงยกตัวอย่างองค์กรธุรกิจที่มกี ารสร้างคุณค่าร่วมในธุรกิจไทย มาอย่างน้อย 1 องค์กร พร้อมอธิบายมาพอเข้าใจ
5-34
บรรณานุกรม จินตนา บุญบงการ. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2552). จริยธรรมธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิพัฒน์ นนทนาธรณ์. (2553). การจัดการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร: การสร้างข้อได้เปรียบ ในการแข่งขันอย่างยั่งยืน. กรุงเทพฯ: ธิงค์บียอนด์บุ๊คส์. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ. (2560). SVOI เครื่องมือค้นหา “คุณค่าร่วม”. เรียกใช้เมื่อ 12 เมษายน 2561 จาก ไทยซีเอสอาร์เน็ตเวิร์ค: http://www.thaicsr.com/2017/08/svoi.html วรพรรณ เอื้ออาภรณ์. (2554). การดาเนินกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: วิทยานิพนธ์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบรู ณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ . (2553, สิงหาคม). ชนิดของกิจกรรมซีเอสอาร์. จาก Thai CSR Network : https://www.thaicsr.com/2008/01/blog-post_07.html สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบรู ณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. (2555, พฤศจิกายน). ซี เอสอาร์คืออะไร. เรียกใช้เมื่อ เมษายน 12, 2561, from Thai CSR Network: http://www.thaicsr.com/2006/03/blog-post_20.html สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบรู ณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. (2555). Creating Shared Value (CSV): กลยุทธ์ธุรกิจคูส่ ังคม. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยพัฒน์. สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบรู ณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. (2557). ตัวอย่าง CSV ในธุรกิจไทย. เรียกใช้เมือ่ 13 เมษายน 2561 จาก ไทยซีเอสอาร์เน็ตเวิร์ค: http://www.thaicsr.com/2014/09/csv.html สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม. (2553). เข็มทิศธุรกิจเพื่อสังคม. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์ไอคอนพรินติ้ง. สุวัฒน์ ทองธนากุล. (2557). CSV โมเดลทาดีวิถีทุนนิยม. เรียกใช้เมื่อ 12 เมษายน 2561 จาก ไทยซี เอสอาร์เน็ตเวิร์ค: http://www.thaicsr.com/2014/03/csv.html เสนาะ ติเยาว์. (2551). หลักการบริหาร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. Carrool, Archie B. and Buchholtz, K.A. (2005). Business & Society: Ethics and Stakeholder Management. 5th ed. U.S.A.: Thomson. Kotler, P., & Lee, N. (2005). Best of breed: When it comes to gaining a market edge while supporting a social cause,“corporate social marketing” leads the pack. Social marketing quarterly, 11(3-4), 91-103. Schermerhorn John R. (2008). Management. 8th ed. Canada: John Wiley&Sons. Williams, Chuck. (2005). Management. 3rd ed. U.S.A.: Thomson.
สอบ-8.1 สัปดาห์ที่ 8 ใบเตรียมการสอน เวลา 3 ชั่วโมง สอบกลางภาค ชื่อบทเรียน หน่วยเรียนที่ 1-5 จุดประสงค์การสอน สอบกลางภาค หน่วยเรียนที่ 1-5
รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 180 นาที
สอบ-8.2
วิธีสอนและ กิจกรรม
สอบกลางภาค หน่วยเรียนที่ 1-5
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
ข้อสอบกลางภาค เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
งานที่มอบหมาย การวัดผล
ข้อสอบกลางภาค
-
6-1 สัปดาห์ที่ 9 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 6 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ ชื่อบทเรียน 6.1 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ เวลา 180 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 6 นักศึกษาสามารถ 6.1 รู้และเข้าใจการนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 6.1.1 บอกจริยธรรมทางธุรกิจกับความคาดหวังของสังคม 6.1.2 บอกความจาเป็นที่ต้องมีจริยธรรมในการบริหารธุรกิจ 6.1.3 บอกจริยธรรมที่มผี ลต่อการทุม่ เทของพนักงาน 6.1.4 บอกจริยธรรมที่มผี ลต่อกาไรของธุรกิจ 6.1.5 อธิบายการประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมกับการดาเนิน ธุรกิจ 6.1.6 อธิบายความสาคัญของชื่อเสียงในการเสริมคุณค่าให้กับธุรกิจ
6-2
หน่วยที่ 6 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ แผนการสอนประจาหน่วย 6.1 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ 6.1.1 จริยธรรมทางธุรกิจกับความคาดหวังของสังคม 6.1.2 ความจาเป็นที่ต้องมีจริยธรรมในการบริหารธุรกิจ 6.1.3 จริยธรรมที่มผี ลต่อการทุม่ เทของพนักงาน 6.1.4 จริยธรรมที่มผี ลต่อกาไรของธุรกิจ 6.1.5 การประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมกับการดาเนินธุรกิจ 6.1.6 ความสาคัญของชื่อเสียงในการเสริมคุณค่าให้กบั ธุรกิจ
บทนา การพัฒนาภาคธุรกิจของประเทศไทย เป็นไปในลักษณะของการเพิ่มมูลค่า (Value Added) ในกระบวนการผลิตมากกว่าการสร้างคุณค่า (Value Creation) ความสามารถการเพิ่ม ผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศไทยเพื่อนาไปสู่การสร้างคุณค่ายังมีน้อยมาก เนื่องจากขาดการสั่งสมองค์ ความรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพภายในให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้มา (Endogenous Efforts) ขาด การยกระดับห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) รวมถึงขาดการประสานความร่วมมือกัน (Synergy) ทั้งทางด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี ดังนั้น ภาคธุรกิจของประเทศไทยจาเป็นต้องปรับตัวจากการ แข่งขันด้วยการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ รวมทั้งการสร้างคุณค่า ด้วยนวัตกรรม องค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อเป็นการปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทาย ความเสี่ยง โอกาส และอุปสรรคที่เกิดขึ้น และเพื่อเป็นการยกระดับการสร้างความสามารถของประเทศไทยใน การแข่งขันระดับโลกต่อไป ในหน่วยเรียนนี้ จะกล่าวถึงการนาจริยธรรมไปประยุ กต์ใช้ในธุรกิจ สิ่งที่ สัง คมคาดหวังจากการดาเนินธุรกิ จ ความจ าเป็นที่ต้องมีจริยธรรม เพราะส่งผลต่อการทุ่มเทของ พนักงาน ต่อกาไรของธุรกิจ และชื่อเสียงในการเสริมคุณค่าให้กับธุรกิจ
6.1 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ การดาเนินธุรกิจทั่วไป มีเป้าหมายคือ มุ่งหวังกาไร ผลตอบแทน ส่วนแบ่งทางการตลาด ใช้กล ยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่รูปแบบกลยุทธ์ที่นามาใช้ในการดาเนินธุรกิจ นั่ น เอง อาจจะน ามาซึ่ ง การเอารัด เอาเปรีย บ และเบี ย ดเบีย นทั้ ง ผู้บ ริ โ ภคเองและคู่ แ ข่ ง ขันใน อุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการดาเนินการธุรกิจต่อ กาไรของธุรกิจ และความสาคัญของชื่อเสียงธุรกิจนาไปสู่การเสริมคุณค่าให้กับธุรกิจ
6-3 6.1.1 จริยธรรมทางธุรกิจกับความคาดหวังของสังคม สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความสาคัญต่อภาคธุรกิจ เนื่องจากมีส่วนต่อความเจริญของสังคมและเป็นที่ประจักษ์ต่อคนในสังคม โดยในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา บทบาทของภาคธุรกิจได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นผู้นาในสังคมเช่นเดียวกับผู้นาในสังคมกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มของข้าราชการ นักคิด นักเขียน นักวิชาการและนักการเมื อง เป็นต้น ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ภายหลังที่ ประเทศไทยได้มีก ารพั ฒนาและเปลี่ยนแปลงจากการสร้างรายได้ของประเทศด้วยการ ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมโดยนโยบายของประเทศไทยในปัจจุบันมุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการ ส่งเสริมภาคธุรกิจให้มีการส่งออกสินค้าเกษตร – อุตสาหกรรมและสินค้าอุตสาหกรรมให้มากขึ้นโดย ได้กาหนดไว้อย่างชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 จากการดาเนินธุรกิจ ในช่วงปี 2540 – 2542 ที่ต้องประสบปัญหามากมายและนาไปสู่ ภาวะล้มเหลวในการจัดการองค์การในภาคธุรกิจจานวนมาก เมื่อได้วิเคราะห์หาสาเหตุแล้ว นักธุรกิจ และนักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าหากนักธุรกิจของไทยดาเนินธุรกิจอยู่ ภายใต้กฎระเบียบที่ถูกต้องและชัดเจนในการจัดการก็จะสามารถดารงไว้ซึ่งธุรกิจของตนเองได้อีกทั้ง ยัง สามารถช่วยท าให้เ ศรษฐกิ จ ของประเทศเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก ารล่ม สลายของหลายๆ องค์การธุรกิจในขณะนั้น ล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการดาเนินธุรกิจที่ไม่โปร่งใส ขาดการนาหลัก จริยธรรมมาใช้ ธุรกิจส่วนใหญ่ดาเนินงานบนความเห็นแก่ตัวและประโยชน์ขององค์การและเจ้าของ เป็นสาคัญ การดาเนินธุรกิจในประเทศไทยคล้ายกับประเทศทุนนิยมอื่น ๆ ที่ภาคธุรกิจ มีบทบาทที่ สาคัญนั่นคือความเป็นห่วงต่อสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของประชาชนที่เป็นผลจากการที่ภาค ธุร กิ จ ใช้ทรัพยากรและผลิตสินค้าออกมาเป็นจานวนมาก สินค้าที่ ผลิตนั้นมี ความปลอดภัยหรือไม่ องค์การธุรกิจมี กระบวนการผลิตที่ปลอดภัยต่อพนักงาน สังคมและสภาพแวดล้อมเพียงใดองค์การ ธุรกิจสร้างกาไรที่เหมาะสมกับตันทุนและยุติธรรมต่อผู้บริโภคหรือไม่ นักการเมือง นักวิชาการ และ ผู้นาสังคมที่ติดตามความเคลื่อนไหวในภาคธุรกิจได้แสดงความห่วงใยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า ธุรกิจจะไม่สามารถมีความเจริญอย่างต่อเนื่องได้ หากไม่คานึงเรื่องจริยธรรมด้วยเนื่องจากการแข่งขัน อย่างรุนแรงในปัจจุบนั ที่มีการแย่งชิงทรัพยากรของสังคมอย่างไร้กฎเกณฑ์ทเี่ ป็นธรรมและทาธุรกิจโดย ไม่มีจริยธรรม ไม่มีการคานึงถึงประโยชน์ของผู้ที่มสี ่วนร่วมในสังคมทีธ่ ุรกิจตั้งอยู่ จะทาลายธุรกิจนั้นใน ที่สุดเช่นกัน (อนิวัช แก้วจานงค์, 2555) 6.1.2 ความจาเป็นที่ต้องมีจริยธรรมในการบริหารธุรกิจ สังคมไทยในปัจจุบันมีการเรียกร้องให้องค์ก รธุรกิจแสดงความรับผิดชอบในการดาเนิน กิจกรรมทางธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทุกภาคส่วนได้รับประสบการณ์ทั้งในส่ วนที่ดีและ ส่วนที่ ไม่ ดีจากองค์ก รภาคธุรกิ จภาคเอกชนโดยทาให้สังคมมองเห็นถึงความเอารัดเอาเปรียบการ กระทาที่ไร้ซึ่งจริยธรรมเนื่องจากระบบการบริหารหรือลักษณะการทางานของผู้บริหารที่มองเห็นแต่ การดารงอยู่ได้ขององค์กรแต่เพียงฝ่ายเดียว ขาดความจริงใจในการดูแลและให้ความสาคัญกับชุมชน และสังคม ด้วยเหตุนี้สังคมจึงได้เรียกร้องโดยมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการเรียกร้องเพื่อให้องค์การธุรกิจ ดาเนินงานบนพื้นฐานของความมีจริยธรรมและแสดงความรับผิดชอบสังคม
6-4 จึงอาจกล่าวได้ว่าจริยธรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดาเนินชีวิตของผู้คนในชุมชนและ สังคมไทยไปโดยปริยาย ทุกคนเริ่มซึมซับแนวคิดจริยธรรมโดยทาความรู้จัก ทาความเข้าใจและเริ่ม ศึกษาอย่างจริงจัง อีกทั้งสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ให้การต้อนรับและเห็นด้วยกับการมีจริยธรรมใน การดาเนินชีวิตจึงได้มีการบรรจุวิชา “จริยธรรม” หรือวิชาอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือมีการสอดแทรก แนวคิดจริยธรรมให้นักเรียน นิสิตและนักศึกษาตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้นไป จนถึงขั้นอุดมศึกษา นั่นหมายความว่าจริยธรรมได้กลายเป็นเรื่องจาเป็นอีกเรื่องหนึ่งในการดาเนินชีวิตของคนไทย ทั้งนี้ เพราะจริยธรรมระดับบุค คลจะช่วยให้เกิดความสันติสุข ความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันของคนใน ชาติได้ นอกจากนี้ จริยธรรมในสังคมยังมีส่วนช่วยให้เกิ ดการกาหนดประชามติและส่งผลต่อ ค่านิยมและทัศนคติของบุคคลในสังคมนั้น ๆ ได้อีกครั้ง มาตรฐานหรือเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ทุกคนให้การ ยอมรับทางสังคมยังมีความสั มพั นธ์กับองค์ประกอบอื่น ๆ ในการดารงชีวิตการท างาน การเลือก ประกอบธุรกิจและกิจกรรมทางการเมือง จริยธรรมยังมีส่วนอย่างมากต่อการตัดสินใจกระทาการสิง่ ใด สิ่งหนึ่งในชีวิตของบุคคลหรือองค์การธุรกิจ รวมถึงการตัดสินใจในด้านนโยบายสาธารณะทั้งในระบบ ราชการและองค์การธุรกิจ จึงอาจกล่าวได้ว่าเหตุผลความจาเป็นในการนาจริยธรรมมาใช้ในการดาเนิน ชี วิ ต หรื อ การด าเนิ น กิ จ กรรมทางธุ ร กิ จ นั้ น มี ม ากมายหลายประการ ประการส าคั ญ คื อ การ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิดและการกระทาที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องทาความดีละเว้นความ ชั่วหรือแยกแยะให้ได้ว่าสิ่งไหนดีสิ่งใดไม่ดี และเลือกกระทาในสิ่งที่ดีหลีกหนีสิ่งเลว สาหรับองค์การ ธุรกิจก็ต้องกาหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ควรนามาใช้เป็นกรอบในการดาเนินงานทางธุรกิจเพื่อให้ได้รับ การยอมรับ ไว้วางใจและเชื่อมั่นได้ว่าธุรกิจเลือกกระทาแต่ในสิ่งที่ดีเพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม (อนิวัช แก้วจานงค์, 2555) ดัง นั้น เมื่ อ พบว่าทุ ก คนเห็นพ้องต้องกันว่าสังคมมี ความคาดหวัง ว่าองค์ก ารธุรกิจจะ ดาเนินงานภายใต้กฎระเบียบที่ถูกต้อง จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่องค์การธุรกิจจะต้องนาจริยธรรมมา ใช้ในทางธุรกิจ ในเรื่องนี้ จินตนา บุญบงการ (2555) ได้ให้ความเห็นถึงความจาเป็นที่องค์การธุรกิจ ต้องบริหารธุรกิจด้วยจริยธรรมสรุปได้ดังนี้ 1) เพื่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) การใช้หลักจริยธรรมใน การจัดการธุรกิจย่อมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากผูม้ ีสว่ นได้เสียกับธุรกิจองค์การจึงสามารถ แข่งขันกับคู่แข่งขันได้ 2) เพื่อการเพิ่มผลผลิต (Productivity) เนื่องจากพนักงานของบริษัทเป็นกลุ่ม ที่ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิธีการจัดการของฝ่ายบริหาร ถ้าการจัดการนั้นมีจริยธรรมต่อพนักงานจะ เป็นบวกทาให้พนักงานมีขวัญ กาลังใจในการทางาน มีความเต็มใจและกระตือรือร้นในการทางานและ มีความจงรักภักดีต่อบริษัทมากขึ้นอันมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มผลผลิตของบริษัท 3) สร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) การจัดการที่มีจริยธรรม ทาให้บริษัทมีความเข้มแข็งเนื่องจากช่วยส่งผลกระทบทางบวกต่อผู้มีส่วนได้เสียที่อยู่นอกบริษัท เช่น ลูกค้า คู่แข่งขัน และภาครัฐ เป็นต้น ทาให้เกิดศรัทธาต่อองค์ การธุรกิจและเกิดการยอมรับและให้ ความเต็มใจในการสนับสนุนภาคธุรกิจเอกชนมากขึ้น
6-5 4) การออกกฎข้อบังคับของรัฐบาล (Rules and Regulations) การทาธุรกิจที่มี จริยธรรมและการบริห ารงานอย่างมีจริยธรรมช่วยลดความจาเป็นที่ รัฐต้องออกกฎข้อบังคับและ ระเบียบต่าง ๆ ย่อมทาให้การดาเนินการกิจกรรมทางธุรกิจภาคเอกชนมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 5) ด้านสิ่ง แวดล้อม (Environment) การกระท าที่ ถูก ต้องตามหลักจริยธรรมจะ ช่วยลดการทาลายสิ่งแวดล้อม ทาให้คนในสังคมมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้น สังคมและชุมชนมี ความน่าอยู่และมี ความปลอดภัยมากยิ่ง ขึ้น ซึ่ง ปัจ จุบันมี องค์ก ารของประชาคม (Civic Society Organizations) และองค์การเอกชนที่มีหวังผลกาไร (Non Government Organization- NGOs) ได้ เข้ามามีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น องค์การธุรกิจจึงต้องมีจริยธรรมมากขึ้นเพื่อจะได้ประสานงานกับ ภาคประชาสังคมได้มากขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันจากกลุ่มเอกชนทั้งหลายได้ 6) ธุรกิจที่มีจริยธรรมจะช่วยปกป้องผู้ที่ทางานให้กับธุรกิจนั้น ๆ เช่น การที่ไม่ต้อง กังวลว่าจะต้องถูกสอบสวน ถูกค้นประวัติ ทาให้เกิดความสบายใจในการทางาน นอกจากนี้ยังช่วย ดึงดูดให้บุคคลต้องการเข้ามาทางานกับบริษัทมากขึ้ น ตัวอย่างเช่น การที่โรงงานอุตสาหกรรมไม่ทิ้ง ของเสียหรือขยะเป็นพิษย่อมทาให้ชุมชนมีความปลอดภัย 6.1.3 จริยธรรมที่มีผลต่อการทุ่มเทของพนักงาน Zigarmi, Houson and Diehl (2011) ได้ท าการศึก ษาเรื่องความมุ่ ง มั่ น ทุ่ ม เทในการ ทางาน (Work Passion) ร่วมกับบริษัท The Ken Blanchard Companies โดยวิจัยตามความหมาย ที่ว่าเป็นความไม่ย่อท้อ และเป็นความรู้สึกเชิงบวกที่เกิดจากการประเมินการทางานและองค์การ ทั้ง ด้านอารมณ์ (Affection) และด้านกระบวนการคิด (Cognition) ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและนาไปสู่ “ความตั้งใจ” ในการทางาน 5 ประการคือ (1) ความตั้งใจในการดารงสมาชิกภาพกับองค์การ (Intent to Stay) (2) ความตั้งใจในการกล่าวรับรององค์การในทางบวก (Intent to Endorse) (3) ความตั้งใจในการเอาชนะอุปสรรค (Intent to Exert Discretionary Effort) (4) ความตั้ ง ใจในการกระท าตน เป็ น สมาชิ ก ที่ ดี ข ององค์ ก าร (Intent to Use Organizational Citizenship Behaviors) (5) ความตั้งใจในการสร้างผลงานที่ดีเลิศ (Intent to Perform) ความมุ่งมั่นทุ่มเท ดังกล่าวนี้จึงเป็นลักษณะทางจิตที่พร้อมกระทาเป็นพฤติกรรม ซึ่งสามารถแยกพิจารณาเป็นลักษณะ ทางจิตในเชิงพุทธศาสนา และการกระทาในรูปของพฤติกรรมได้ชัดเจนดังนี้ 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลในเชิงลบต่อจริยธรรมของพนักงาน นอกจากการอบรมเลี้ยงดู การศึกษา ประสบการณ์และค่านิยมของสังคมแล้ว สิ่งทีม่ ี อิทธิพลต่อจริยธรรมของพนักงาน มีดังนี้ 1.1) เป้าหมายกาไรที่สูงเกินไปหรือเป้าหมายการทางานที่สูงเกินไป ทาให้พนักงาน ต้องกระทาทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้านั้น แม้จะกระทาผิดจริยธรรมก็ตาม 1.2) พฤติกรรมของผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ประพฤติผิดจรรยาบรรณอยูเ่ สมอ ท าให้พ นัก งานมองเห็นเป็นเรื่อ งธรรมดา ในการกระท าที่ผิดต่อจริยธรรม บางครั้ง เป็นคาสั่งหรือ วัตถุประสงค์ของผู้บังคับบัญชาทาให้ต้องกระทาสิ่งผิด ๆ
6-6 1.3) ระเบียบปฏิบัติขององค์กรไม่ชัดเจนหรือไม่ ครอบคลุม ถึงจริยธรรม เมื่อพบ พนักงานกระทาผิดจริยธรรมก็ไม่มีการลงโทษอย่างจริงจังหรือปล่อยปละละเลย ทาให้พนักงานไม่เกรง กลัว 1.4) ผลประโยชน์ส่วนตัวและความเห็นแก่ตัว พนักงานบางคนเป็นคนเห็นแก่ตัว ใจคอคับแคบ ถูกอบรมเลี้ยงดูมาไม่ดี การศึกษาน้อย ทาให้มีโอกาสกระทาผิดจริยธรรมได้ง่าย 1.5) สภาพเศรษฐกิ จ ของประเทศไม่ ดี สินค้าราคาแพง รายได้ของพนัก งานไม่ พอเพียงต่อการครองชีพ ถ้าพนักงานไม่มีศีลธรรมประจาใจทีด่ ีพอ ย่อมจะประพฤติผิดจริยธรรมได้ง่าย 1.6) การดารงชีวิตที่ไม่เหมาะสม ติดอบายมุข ดื่มเหล้า เล่นการพนัน มีหนี้สินสัม พั น ตั ว หรื อ ใช้ ชี วิ ต ฟุ้ ง เฟ้ อ ฟุ่ ม เฟื อ ยตามสั ง คมโดยไม่ ป ระมาณตน นิ ย มใช้ ข องราคาแพง เป็ น เครื่องกระตุ้นให้ทาผิดจริยธรรมได้ง่าย เช่น ยักยอกหรือโกงเงินบริษัท เป็นต้น 2) คุณธรรมสาหรับพนักงาน พนักงานมีฐานะใกล้เคียงกับประชาชนทั่ วไป นอกจากการดารงชีวิตโดยยึดศีล 5 เป็นคุณธรรมประจาใจเป็นพื้นฐานแล้ว ควรจะมีคุณธรรมข้ออื่น ๆ เป็นคุณธรรมประจาใจเพิ่ม ขึ้น เพื่อให้อาชีพการงานเจริญรุ่งเรืองและมีรายได้มากขึ้น ขอเสนอหลักธรรมดังนี้ 2.1) สังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วยหลักธรรม 4 ประการ ได้แก่ (1) ทาน คือ การเสียสละให้ปันของของตนแก่ผู้อื่น พนักงานควรให้ปันของตน แก่เพื่อนร่วมงานตามฐานะ ให้ปันกาลังกายคือ ช่วยทางาน (2) ปิยะวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคาสุภาพ อ่อนโยนและจริงใจ พนักงาน กระทาได้โดยง่าย เช่น กล่าวสวัสดี กล่าวคาชม กล่าวคาขอโทษ ใช้คาเรียกที่สุภาพ (3) อั ตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่ เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นทั้ง กาย วาจา ใจ พนักงานทาประโยชน์ให้แก่เจ้านายและเพื่อนร่วมงานในบางโอกาสได้เสมอ เช่น ช่วยทางาน ช่วยเป็น ธุระบ้าง รับฝากสิ่งของ แนะนาให้ไปศึกษาต่อ ชักชวนให้ทางาน (4) สมานัตตตา คือ การเป็นผู้สม่าเสมอหรือประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย เช่น แต่งกายถูกระเบียบ ทักทายสม่าเสมอ เคยทานอาหารกลางวันร่วมกัน เชื่อฟังสม่าเสมอ 2.2) อิทธิบาท 4 มีข้อปฏิบัติ 4 ประการ ดังนี้ (1) ฉันทะ คือ ความพึงพอใจในงานที่ทา เมื่อมีหน้าที่การงานใดแล้ว ต้องพึง พอใจในงานนั้นทาด้วยความเต็มใจถือว่าหน้าที่การงานคือชีวิต (2) วิริยะ คือ ความขยันหมั่ นเพียรในการทางาน นั่นคือ ต้องท าบ่อย ๆ ท า มากๆ ทาด้วยความอดทนและตั้งใจทา ความขยันขึ้นอยู่กับความพอใจหรือฉันทะ ถ้ามีฉันทะมากก็ ขยันมาก มีฉันทะน้อยก็ขยันน้อย (3) จิตตะ คือ ความเอาใจใส่ในการงาน หมั่นตรวจดูว่า งานที่ทาไปได้มากน้อย เพียงใด มีปัญหา อุปสรรคหรือข้อบกพร่องอะไรเพื่อจะได้แก้ไขต่อไป ถ้ามีฉันทะและวิ ริยะมากก็จะมี จิตตะมากไปด้วย (4) วิมังสา คือ การใช้ปัญญาไตร่ตรองด้วยเหตุและผลในการทางาน เช่น งาน ไม่เสร็จเพราะสาเหตุอะไร งานมีข้อบกพร่องที่ตรงไหน เพราะอะไร งานมีอุปสรรคคืออะไร จะได้แก้ที่ สาเหตุของปัญญานั้น ๆ งานจะได้สาเร็จตามจุดมุ่งหมาย
6-7 2.3) กฎแห่งกรรม เป็นหลักธรรมเกี่ยวกับการกระทาและผลของการกระทา ซึ่งมี หลักว่า "ทาดี ได้ดี ทาชั่ว ได้ชั่ว" กรรม หมายถึงการกระทา 6.1.4 จริยธรรมที่มีผลต่อกาไรของธุรกิจ องค์กรธุรกิจจึงจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสาคัญแก่การจาแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายนอกออกเป็นกลุ่ม ย่อ ย ๆ ภายใต้เ งื่อนไขที่ แตกต่างกั น ในด้านสถานภาพหรือความใกล้ ชิ ด (Status/Proximity) และด้ า นผลประโยชน์ ที่ เ กี่ ย วเนื่ อ งกั บ คุ ณ ค่ า ขององค์ ก ร ( Benefits from Organizational Values) เช่น ผู้บริโภคหรือลูกค้าซึ่งได้ประโยชน์จากราคาและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ผู้จัดจาหน่ายซึ่งได้รับผลกาไรจากการขาย ผู้ถือหุ้นซึ่งมุ่งหวังเงินปันผลจากกาไรของกิจการ ชุมชนซึ่ง คาดหวังประโยชน์ร่วมในด้านแรงงาน วัตถุดิบ และการพัฒนาท้องถิ่น ฯลฯ 6.1.5 การประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมกับการดาเนินธุรกิจ โดยทั่วไปองค์การธุรกิจจะมีการกาหนดกิจกรรมในการดาเนินงานหรือการจัดการโดย ก าหนดตามหน้าที่ ต่าง ๆ ทางธุร กิ จ ผู้บ ริห ารต้องประสานงานและควบคุม ดูแลเพื่อให้ทุก หน้าที่ สามารถดาเนินกิจกรรมได้เป็นผลสาเร็จและส่งผลต่อความสาเร็จขององค์การ โดยทั่วไปกิจกรรมใน การจัดการธุรกิจจะอาศัยกิจกรรมของหน่วยงานในระดับปฏิบัติการขององค์ก ารธุรกิจ 5 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการผลิตและการดาเนินงาน การตลาด บัญชีและการเงิน ทรัพยากรมนุษย์ และการ วิ จั ย และพั ฒ นา โดยอาจกล่ า วในรายละเอี ย ดของการประยุ ก ต์ จ ริย ธรรมในกิ จ กรรมของการ บริหารธุรกิจ ดังนี้ 1) การผลิตและการดาเนินงาน (Production and Operations) การผลิตและการดาเนินงานเป็นระบบเพื่อการแปรรูปทรัพยากรซึ่งเป็นปัจจัยนาเข้า โดยผ่านกระบวนการแปรรูปปัจจัยนาเข้าให้เปลี่ยนสภาพเป็นสินค้าและบริการตามที่องค์การต้องการ การจัดการการผลิต จึงเป็นการออกแบบและปรับปรุงระบบการผลิตเพื่อก่อให้เกิดสินค้าและบริการที่ มีคุณภาพตามที่ได้กาหนด การผลิตและการดาเนินงานมีความสาคัญต่อองค์การโดยจะทาให้ทราบว่า สินค้าและบริการขององค์การมีการผลิตโดยใช้ต้นทุนเพียงใด และจะทาให้เกิดความแต่งต่างจากคู่ แข่งขันไดอย่างไร เป็นต้น ในการจัดการผลิตและการดาเนินงานผู้บริหารจึงต้องทาความเข้าใจและคานึงระบบ การควบคุมการผลิตและการดาเนินการ (Operations Control Systems) เนื่องจากเป็นการดูแล กระบวนการผลิตการรักษาต้นทุนการผลิตและความล่าช้าให้มีค่าต่าที่สุด หากดาเนินการในกิจกรรมนี้ ได้อย่างเหมาะสมจะทาให้การผลิตและการดาเนินงานในองค์การบรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จริยธรรมในการผลิตและการดาเนินงานเป็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า หรือจริยธรรมในการให้บ ริก ารลูก ค้าที่ ส่วนใหญ่สินค้าที่ ผ ลิตโดยโรงงานอาจมี ส่วนผสมของสาร ปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค บางกรณีอาจมีการเติมสารที่เป็นอันตรายเป็นส่วนผสมเพื่อให้ สินค้าที่ออกมามีความสวยงามและเป็นที่พึงพอใจของผู้บริโภคแม้ว่าองค์การอาหารและยา (อย.) ได้ แจ้งให้ผู้ผลิตสินค้าได้รับทราบแล้วแต่ก็ยังมีผู้ประกอบการจานวนมากละเมิดกฎหมายข้อบังคับ แม้ว่า ได้มีกฎหมายให้แจ้งส่วนผสมเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบแต่ก็ยังมีการกระทาผิดเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
6-8 นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าออกมาและเก็บสินค้าไว้ในสต๊อกเป็นเวลานานทาให้สินค้า หมดอายุ แต่ก็ยังคงยังนาสินค้าดังกล่าวมาจาหน่ายให้กับผู้บริโภคหรือนาไปเป็นของแจกของแถมหรือ นามาขายลดราคาก็ มี ให้เ ห็น และสร้างปัญ หาในสัง คมอยู่เ สมอหรือการที่ โ รงงานไม่ ได้ตรวจสอบ ประสิทธิภาพของบ่อบาบัดน้าเสีย หรือแอบปล่อยน้าเสียลงในแม่น้าลาคลองสาธารณะจนก่อให้เกิด ความเสียหายแก่สังคม 2) การตลาด (Marketing) การตลาดอาจกล่าวได้ว่าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม สร้างสรรค์และส่งมอบ ผลิตภัณฑ์หรือบริการให้กับองค์การธุรกิจและผู้บริโภค ปัจจุบันงานด้านการตลาดมีความสาคัญในการ ทาธุรกิจในลาดับต้น ๆ เพราะนั่นหมายถึงแนวทางหรือวิธีการที่องค์การเลือกที่จะดาเนินการเพื่อสร้าง ความสาเร็จตามวัตถุประสงค์ทางการตลาดขององค์การ กลยุทธ์การตลาดจึงเป็นเครื่องมือในการ รณรงค์ต่อสู้กับคู่แข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ทั้งนี้ องค์การจะกาหนดให้มีฝ่ายการตลาดเพื่อเป็น หน่วยงานที่ทาหน้าที่ในการกาหนดแผนการตลาดโดยนาเสนอกลยุทธ์การตลาดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ ส่วนประสมการตลาด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจาหน่าย และการส่งเสริมการตลาดให้ เหมาะสมเพื่อสนองความต้องการของตลาดเป้าหมาย การท างานด้านการตลาดมี ส่วนเกี่ ยวข้องกับ ทุก หน้าที่งานในองค์ก ารและมีส่วน เกี่ ยวข้องโดยตรงกั บ ผู้บริโภคและผู้จัดจาหน่ายสินค้าซึ่ง เป็นคนกลางในการกระจายตัวสินค้าถึง ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นผู้บริหารควรทาความเข้าใจหน้าที่ทางการตลาดโดยทั่วไปว่าจะมีสว่ นช่วย องค์การธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ พบว่า การตลาดในปัจจุบันได้ทาหน้าที่อย่างสมบูรณ์ดังต่อไปนี้ การตลาดทาหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริก าร การตลาดท าหน้าที่ กระจายตัวสินค้าและ การตลาดทาหน้าที่ด้านการอานวยความสะดวก ปัญหาจริยธรรมด้านการตลาดมักเกี่ยวข้องกับลูกค้าเป็นสาคัญโดยเฉพาะการตลาด มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดจาหน่าย การโฆษณา การประชาสัมพันธ์และการขายโดยบุคคล ตัวอย่าง ปัญหาในการจัดจาหน่ายโดยเสนอราคาเกินความเป็นจริง มีการโฆษณาสิ นค้าเกินความเป็นจริงจนทา ให้ลูกค้าจานวนมากหลงเชื่อซื้อสินค้าตามการโฆษณา หรือในกรณีการประชาสัมพันธ์สินค้าได้ให้ขอ้ มูล ผิด ๆ แก่ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าบนข้อมูลที่ผิดหรือการที่พนักงานประชาสัมพันธ์สินค้าโดยให้ดม ชม และชิมสินค้าฟรี แต่เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพต่างจากทีไ่ ด้ดม ชม และชิม สาหรับพนักงานขาย สินค้าโดยส่วนใหญ่นาเสนอสินค้าด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ลูกค้าตามเชื่อถือและวางมัดจาเพื่อซื้อสินค้า เมื่อ ถึงเวลาส่งมอบสินค้ากลับไม่ได้รับสินค้าตามที่ได้ตกลงกันหรือบางรายไม่ได้รับสินค้าด้วยทาให้ต้องเสีย เงินมัดจาไปหลายราย รวมถึงการที่พนักงานการตลาดได้เสนอให้ค่านายหน้าหรือค่าคอมมิชชั่นกับฝ่าย จัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทผู้จัดจาหน่ายสินค้า 3) บัญชีการเงิน (Accounting and Financial) สาหรับสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยได้ระบุว่า “บัญชี เป็นกระบวนการระบุ วัดค่า บันทึกและติดต่อสื่อสารเหตุการณ์และเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจของกิจการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ข้อมูลทางการเงิน ” จึงกล่าวได้ว่ากระบวนการทางบัญชีจึงอาจ จาแนกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การระบุ การวัดค่า การบันทึกรายการค้าและการติดต่อสื่อสาร (เอกสาร ประกอบการประชุม สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย, 2542)
6-9 ส่วนการเงินเป็นการศึกษาและกาหนดวิธีการที่บุคคล หน่วยงานธุรกิจและองค์การ จะต้องจัดหา แบ่งสรรและใช้ทรัพยากรด้านการเงินโดยคานึงถึงความเสี่ยงอันจะส่งผลกระทบต่อฐานะ ด้านการเงินขององค์การธุรกิจได้ จึงอาจกล่าวได้ว่าการเงินเป็นปัจจัยที่ใช้วัดสถานะขององค์การเพื่อ ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนร่วมหรือดึงดูดลูกค้าเพื่อให้การสนับสนุนต่อองค์การฐานะการเงินจะ ช่วยให้วางแผนกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพไม่เฉพาะในเรื่องของการจัดการด้านการเงินเท่านั้น แต่ยัง ครอบคลุมการจัดการหนี้ การแสวงหาแหล่งเงินทุนและการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน กลยุทธ์ด้าน การเงินจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารฝ่ายการเงินในการกาหนดกิจกรรมรวมถึงการประเมินสถานะทาง การเงินและประเมินผลกระทบที่เน้นความคุ้มค่าในการลงทุนก่อนตัดสินใจดาเนินงานเพื่อปรับเปลี่ยน กลยุทธ์ให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ปัญหาจริยธรรมด้านบัญชีส่วนใหญ่เป็นเรื่องของพนักงานในฝ่ายบัญชีที่ต้องการช่วย ให้ผู้บริหารหรือลูกค้าสามารถตัดสินใจในบางเรื่องได้ถูกต้องและรวดเร็วจึงอาจมอบข้อมูลทางการ บัญ ชีด้วยความเต็ม ใจหรือ อาจไม่เ ต็มใจก็ตามทาให้บุคคลอื่นนาข้อมูล ดังกล่าวไปใช้เ พื่อแสวงหา ผลประโยชน์ หรือจากการที่นักบัญชีมีการตกแต่งตัวเลขทางบัญชี เพื่อช่วยเหลือบริษัทให้ชาระภาษีได้ น้อยลงหรือเพื่อให้หลบหลีกการชาระภาษีบางประเภท เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทหรือการปกปิด ตัวเลขทางการบัญชีทาให้บุคคลภายนอกไม่สามารถรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงของบริษัท ทาให้เกิด ความผิดพลาดในการลงทุนกับบริษัท เป็นต้น ส่วนปัญหาทางจริยธรรมด้านการเงินส่วนใหญ่จะเป็นไป ในกรณีที่พนักงานยักยอกเงินของบริษัทหรือทาการยักย้ายถ่ายเทเงินของบริษัทเข้าบัญชีตนเองหรือ ปกปิดข้อมูลของลูกค้าเพื่อให้บริษัทอนุมัติเงินกู้ให้กับลูกค้า เป็นต้น 4) การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) ทรัพยากรมนุษย์เป็นแนวทางหรือวิธีการเพื่อให้การดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ในองค์การโดยเป็นหน้าที่ของฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในการดาเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การสรรหา การคัดเลือก การประเมินการปฏิบัติงานแล ะการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ องค์การธุรกิจควรให้ความสาคัญการจัดการทรัพยากรมนุษย์เพื่อจูงใจเพื่อให้ บุคคลทางานอยู่คู่กับองค์กรต่อไปได้นานที่สุด การดาเนินกิจกรรมด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์มี ขอบเขตการปฏิบัติงานที่สาคัญใน 4 ลักษณะดังนี้ 4.1) การดาเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (Procurement) เป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการทางานด้านทรัพยากรมนุษย์ การที่จะได้มาซึ่งบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่ องค์ก ารต้อ งการจริง ๆ นั้นจ าเป็นต้องใช้ก ระบวนการทางทรัพยากรมนุษย์ที่ สาคัญและเป็นตาม องค์การต้องการจริง ๆ นั้นจาเป็นต้องใช้กระบวนการทางทรัพยากรมนุษย์ที่สาคัญและเป็นระบบ ดังนี้ (1) การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (2) การพยากรณ์กาลังแรงงาน (3) การเลือกสรร (4) การคัดเลือก (5) การบรรจุ และ (6) การปฐมนิเทศ 4.2) การธ ารงรัก ษาบุค คลในองค์ ก าร (Maintenance) เป็ น การปฏิบั ติเ พื่อ ให้ บุคคลที่ได้รับการบรรจุเข้าทางานในแต่ละตาแหน่งมีความพึงพอใจและเต็มที่ที่จะปฏิบัติงานในหน้าที่ และความรับผิดชอบให้นานที่สุด ในขั้นตอนนี้องค์การจะดาเนินการหลาย ๆ อย่างเพื่อสร้างความพึง พอใจแก่ทุกคนในองค์การ โดยเฉพาะการสร้างทัศนคติที่ดีและการให้ความรั ก การสร้างความผูกพัน และการปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความยุติธรรมโดยเฉพาะการจัดสรรผลตอบแทนในรูป ตัวเงิน (Money)
6-10 ได้แก่ ค่าจ้าง โบนัสและเงินเดือน เป็นต้น สาหรับผลตอบแทนที่ไม่ใช่ตัวเงิน ได้แก่ สวัสดิการ (Fringe Benefits) ในรู ป แบบต่ า ง ๆ รวมไปถึ ง การสร้า งแรงจูง ใจ (Motivation) เพื่ อ ให้ ทุ ก คนสามารถ ปฏิบัติงานและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและพึงพอใจต่อผลลัพธ์ที่ได้จากการทางาน 4.3) การประเมินการปฏิบัติงานพนักงาน (Employee Performance Appraisal ) เป็นกิจกรรมหลักจัดทาขึ้นเพื่อพิจารณาวินิจฉัย และตีค่าการปฏิบัติงานหรือผลงานของพนักงานเป็น ค่าระดับคะแนนต่างกัน หลักการทางานของผู้ประเมินต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมความไม่ ลาเอียง ไม่มีกลุ่มพวกพ้องและผลประโยชน์ใด ผู้ทาหน้าที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานจะเป็น ผู้บังคับบัญชาระดับหัวหน้าเนื่องจากมีความใกล้ชิดกับพนักงานและเข้าใจการทางานมากที่สุด โดย อาจทาการประเมินในวิธีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะงานและการประกอบธุรกิจขององค์การด้วย 4.4) การพ้นจากงาน (Withdrawal) เป็นการจัดการเพื่ อให้บุคคลในองค์การพ้น จากต าแหน่ ง หน้ า ที่ และความรั บ ผิ ด ชอบ การให้ บุ ค คลในองค์ ก ารต้ องพ้ น จากงานนั้ น อาจมี ความหมายเป็นไปได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ตัวอย่างเชิงบวก การเลื่อนตาแหน่ง การเกษียณอายุ และการลาออก ส่วนเชิงลบ การให้ออกและการไล่ออก เป็นต้น ปัญหาจริยธรรมในงานทรัพยากรมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นไปได้ทุกแผนกงานโดยเฉพาะใน ส่วนของการสรรหาและว่าจ้างที่สามารถเรียกรับ เงินสินบนจากผู้สมัครเพื่อให้ได้รับการคัดเลือกและ บรรจุเป็นพนักงานของบริษัท การประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน การตัดค่าจ้าง แรงงานแต่ให้พนักงานมาช่วยงานในวันหยุด ปัญหาการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมโดยไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมายแรงงาน การไม่ใส่ใจในสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานรวมถึงการให้พนักงาน ออกจากงานเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการทางานโดยจ่ายเงินเพียงเล็กน้อย เป็นต้น สาหรับปัญหาด้านทรัพยากรมนุษย์ที่เกิดจากนโยบายของบริษัทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน ประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ในการจ้างงานในหลายบริษัทที่มีการจ้างแรงงานชายมากกว่าแรงงานหญิง การห้ า มแรงงานหญิง ตั้ ง ครรภ์ หากตั้ ง ครรภ์ ก็ ใ ห้อ อกจากงาน การให้ แ รงงานชายมี โ อกาสใน ความก้ าวหน้าโดยก้ าวสู่ตาแหน่ง หัวหน้างานได้เ ร็วและมากกว่าแรงงานหญิง การตรวจสุขภาพ พนักงานโดยแอบตรวจเลือดพนักงานเพื่อหาสารเสพติดหรือตรวจเอดส์ เป็ นต้น นโยบายในลักษณะนี้ ก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าผิดหลักจริยธรรมหรือไม่ 5) ด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) การวิจัยและพัฒนาเป็นการศึกษาค้นคว้า เพื่อทาให้ผลิตภัณฑ์ขององค์การมีคุณภาพ มีต้นทุนต่า มีความแตกต่างจากคู่แข่งและค้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ องค์การธุรกิจสามารถดาเนินการใน เรื่องเหล่านี้ได้ในลักษณะของการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ (Innovation) พัฒนากระบวนการผลิตใหม่ (Process Innovation) และการลอกเลียนแบบ (Imitation) จากคู่แข่ง โดยทั่วไปองค์การธุรกิจที่ ใช้กลยุทธ์การเป็นผู้นาด้านต้นทุนจะใช้การวิจัยและการ พัฒนาไปในแนวทางเพื่อการคิดค้นและพัฒนากระบวนการผลิตอย่างไรที่ใช้ต้นทุนต่าสุด ในขณะที่ องค์ก ารธุร กิ จ ที่ ใช้ก ลยุท ธ์การสร้างความแตกต่างจะเน้นการคิดค้นผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ และพัฒ นา ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วในตลาดให้เท่าเทียมคู่แข่งหรือดีกว่าคู่แข่งยิ่งขึ้น องค์ก ารในปัจ จุบันมี ก ารจัดตั้ง ฝ่ายงานที่ เ กี่ยวข้องกั บ งานวิจัยและพัฒ นาหลาย องค์การดาเนินการว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะเพื่อเป็นผู้ดาเนินการ (Contract R&D)
6-11 หลาย ๆ องค์การเปิดบริษัทวิจัยและพัฒนาเป็นบริษัทในเครือและรับจ้างวิจัยและพัฒนาให้กับองค์การ อื่น และหลายองค์การได้เข้าไปร่วมหุ้นกับบริษัทวิจัยและพัฒนาที่มีชื่อเสียงก็มีให้เห็นในปัจจุบัน ปัญ หาจริยธรรมของนัก วิจัยส่วนใหญ่ เป็นข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดของ นักวิจัยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณนักวิจัย เช่น ไม่ทราบจานวนประชากรและไม่ได้ใช้กลุ่ม ตั ว อย่ า งจริ ง ในการวิ จั ย ไม่ ท างานตามแผนการวิ จั ย หรื อ ระเบี ย บวิ ธี วิ จั ย เช่ น เปลี่ ย นแปลง แบบสอบถามกลางคัน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยตีข้อมูลเข้าข้างตนเอง ไม่รักษาความลับของผู้ตอบ แบบสอบถามและการเขียนรายงานไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้รับการทาวิจัย เช่น การบิดเบือนข้อเท็จ จริงเพื่อประโยชน์ของผู้ว่าจ้างให้ทาวิจัย การเขียนรายงานข้อมูลเพื่อเอาใจเจ้านายหรือการจงใจเขียน ข้อมูลเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิด เป็นต้น (อนิวัช แก้วจานงค์, 2554) กรณีศึกษา จริยธรรมภาคเอกชน: บริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย จากัด (SCG) บริษัทในเครือ ปูนซิเมนต์ไทย จากัด (SCG) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่สาคัญ 6 กลุ่ม คือ ธุร กิ จ เคมีภัณฑ์ กระดาษ ซิเ มนต์ ผลิตภัณฑ์ ก่ อสร้าง จัดจ าหน่ายและการลงทุน บริษัท ได้ยึดมั่น จริยธรรมและจรรยาบรรณเป็นหลักในการบริหาร โดยมีอุดมการณ์ในการดาเนินธุรกิจดังนี้ 1. ตั้งมั่นในความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น พนักงาน ผู้บริโภค ผู้ขายสินค้าและบริการให้แก่บริษัทและหน่วยราชการเช่นการปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่เหมาะสม การไม่ ขูดรีดราคาสินค้าแก่ผู้บริโภค 2. มุ่ ง มั่ นในความเป็นเลิศ ยึดหลัก การว่าท าให้ดีมี คุณภาพ นามุ ม มองของลูก ค้ามาเป็น มุมมองของผู้ผลิตและบริการให้ดีด้วย 3. เชื่อมั่นในคุณค่าของคนโดยถือว่าคนเป็นทรัพยากรที่มีค่าและสาคัญที่สุดขององค์กร ต้อง ดูแลเอาใจใส่ยึดหลักบรรษัทภิบาลเข้ามาบริหารองค์กร 4. ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม คานึงถึงชุมชนแวดล้อมที่ทางานอยู่ผู้บริหารมีนโยบาย แน่ชัดที่ให้บริษัททาประโยชน์ต่อสังคม คาถาม: 1) จากการดาเนินงานของบริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย จากัด (SCG) อย่างมีจริยธรรม ทาให้เกิดคุณค่าในการบริหารงานของบริษัทอย่างไรบ้าง ที่มา: https://www.gotoknow.org/posts/533356 6.1.6 ความสาคัญของชื่อเสียงในการเสริมคุณค่าให้กับธุรกิจ “ชื่อเสียง” หรือ “Reputation” เป็นแนวคิดที่ได้รับการอ้างถึงอย่างกว้างขวางในระดับ สากลมาเป็นเวลายาวนาน มีนัยยะเชิงบวกซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นที่รู้จัก อาจรวมไปถึงคุณค่าหรือคุณ งามความดีที่ผู้คนโดยทั่ วไปทั้งที่เกี่ ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อม จะสามารถรับรู้หรือสัมผัสกับสิ่งที่ กล่าวถึงนั้นได้ โดยชื่ อเสียงอาจเป็นเรื่องของบุคคล สถานที่ องค์กร หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ ด้วยเหตุที่ “ชื่อเสียง” มีคุณลักษณะเชิงนามธรรมสูง การประเมินชื่อเสียงของบุคคล สินค้า บริการ หรือองค์กร
6-12 ใด ๆ แต่เ ดิม นั้น มั ก เป็นการประเมิ นจากคุณค่าที่บุคคลหนึ่ง หรือกลุ่ม ใดกลุ่มหนึ่งเกิ ดความรู้สึ ก โดยรวม โดยที่ไม่สามารถระบุถึงระดับของชื่อเสียงในเชิงคุณภาพได้อย่างแน่ชัด ว่ามีองค์ประกอบ เช่นไร และมี น้าหนัก ในมิ ติต่าง ๆ มากน้อ ยเพียงใด อย่างไรก็ ตาม ด้วยเหตุที่ ชื่อเสียง กลายเป็น องค์ประกอบที่สาคัญอย่างยิ่งยวดในการนาพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย และบทบาทของชื่อเสียงที่มีต่อ การเติบโตอย่างต่อเนื่องขององค์กรธุรกิจก็กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในยุคสังคมไร้พรหมแดน ทาให้ การศึกษาเรื่องชื่อเสียงองค์กร (Corporate Reputation) ได้รับความสนใจมากขึ้น ด้วยจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาการวัดประเมินชื่อเสียงให้มีความเป็นระบบที่เชื่อมั่นได้มากที่สุด ชื่อเสียงองค์กร (Corporate Reputation) เป็นศัพท์เทคนิคที่มีผู้นิยามไว้อย่างมากมาย (Barnett, Jermier และ Lafferty, 2006) ได้ส ารวจวรรณกรรม นามาวิเ คราะห์และประเมิ นการ อ้างอิงถึงคาว่าชื่อเสียง จนนามาตกผลึกเป็นคาอธิบายความหมายของ “ชื่อเสียงองค์กร” ว่า “เป็น การตัดสินโดยรวม (Collective Judgments) ของผู้สังเกตการณ์ (Observers) เกี่ยวกับองค์กรธุรกิจ ใด ๆ บนพื้นฐานของการประเมิน (Assessments) ถึงผลกระทบด้านการเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา (Over Time)” ชื่อเสียงขององค์กรในความรู้สึกของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างกลุ่มกันก็อาจไม่เหมือนกั น เนื่องด้วยปัจจัยด้านอ านาจ (Power) ความเร่งด่วน (Urgency) และความเกี่ยวข้องโดยชอบธรรม (Legitimacy) ซึ่ ง แต่ ก ลุ่ ม มี ส่ว นเกี่ ย วเนื่ อ งอยู่กั บ องค์ ก รในแง่มุ ม ที่ แ ตกต่ า งกั น อย่ างหลากหลาย (Mitchell, Agle, and Wood, 1997 อ้างถึงใน Mahon and Wartick, 2012) อีกทั้งยังมีหลักฐานการศึกษาในอดีตที่แนะนา แนวทางการดาเนินงานเกี่ยวกับชื่อเสียง ของบริษัท ว่า จะต้อ งมี โ ครงสร้างการผูก พั น (Structured Engagement) กั บ กลุ่ม ต่างๆ ที่ ชัดเจน ได้แก่ นักลงทุน นักกฎหมาย องค์กรเพื่อสังคม ชุมชน และสื่อ ด้วยเหตุนี้ องค์กรธุรกิจจึงจาเป็นอย่างยิ่งทีจ่ ะต้องให้ความสาคัญแก่การจาแนกผูม้ ีส่วนได้ ส่วนเสีย ภายนอกออกเป็นกลุ่ม ย่อ ย ๆ ภายใต้เ งื่อนไขที่แตกต่างกั น ในด้านสถานภาพหรือความ ใกล้ชิด (Status/Proximity) และด้านผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับคุณค่าขององค์กร (Benefits from Organizational Values) เช่น ผู้บริโภคหรือลูกค้าซึ่งได้ประโยชน์จากราคาและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ผู้จัดจาหน่ายซึ่งได้รับผลกาไรจากการขาย ผู้ถือหุ้นซึ่งมุ่งหวังเงินปันผลจากกาไรของกิจการ ชุมชนซึ่ง คาดหวังประโยชน์ร่วมในด้านแรงงาน วัตถุดิบ และการพัฒนาท้องถิ่น ฯลฯ ดังนั้น การวัดประเมินชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจ จึงต้องให้ความสาคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วน เสียภายนอก (External Stakeholders) ซึ่งองค์กรมุ่งหวังให้ตนมีชื่อเสียงที่แข็งแกร่งเกิดขึ้นในใจ โดย จ าแนกออกเป็ น กลุ่ ม ผู้ มี ส่ ว นได้ ส่ ว นเสี ย ย่ อ ยๆ บนพื้ น ฐานการสร้ า งคุ ณ ค่ า ขององค์ ก ร (Organizational Values) ที่สัมพันธ์กับสังคม ภายนอกตามลาดับของโซ่อุปทาน (Supply Chain) ดังนี้ (1) กลุ่มนักลงทุน และผู้ถือหุ้น (Investor and Shareholder) สาหรับธุรกิจขนาด ใหญ่แล้ว ผู้ถือหุ้น และนักลงทุนมีบทบาทสาคัญต่อการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการ เติบโตของกิจการ
6-13 (2) กลุ่ ม ผู้ ป้ อ นวั ต ถุ ดิ บ (Supplier) หมายถึ ง กลุ่ ม ต่ า ง ๆ ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การ สนับสนุนทรัพยากรในกระบวนการผลิตขององค์กร ทั้งด้านสถานที่ แรงงาน ความรู้ความชา นาญ อุปกรณ์ทางเทคนิค วัสดุสิ้นเปลือง (3) กลุ่ม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ (Government Executive and Officer) เป็นกลุ่มที่มีบทบาทโดยตรงในการสนับสนุนองค์กรผ่านการตัดสินใจของภาครัฐ ทั้งในเชิงนโยบาย กฎระเบียบ ข้อมูล และการกาหนดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ (4) กลุ่มชุมชนที่ใกล้ชิดทางกายภาพ (Surrounding Community) หมายรวมทั้ง กลุ่มชุมชนที่อยู่อาศัยหรือใช้พื้นที่ร่วมกันในบริเวณโดยรอบสถานที่ตั้งของสานักงานหลัก สาขาหรือ โรงงานผลิตที่อ าจกระจายอยู่ ในท้ องถิ่นต่างๆ โดยมี ความสัม พันธ์ในฐานะที่ เป็นทั้ง “ผู้ให้ ” และ “ผู้รับ” ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรเสมือนเป็นเพื่อนบ้านกัน (5) กลุ่มชุมชนเฉพาะทาง (Interest Group/Community) ครอบคลุมกลุ่มองค์กร เอกชนประเภทไม่แสวงกาไรที่ดาเนินงานเพื่อเป้าหมายเฉพาะของตน อาจเป็นกลุ่มเดียวกันกับชุมชน ที่มีความใกล้ชิดกับองค์กร ในทางกายภาพ หรือมิใช่ก็ได้ แต่มารวมตัวกันด้วยความสนใจร่วมกัน หรือ มีจุดมุ่งหมายเฉพาะของกลุ่มซึ่งอาจสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับแนวทางของธุรกิจก็ได้ โดยการ รวมตัวกันในวงที่กว้างขวางสามารถเกิดขึ้นได้ในรูป ของชุมชนบนสังคมออนไลน์ซึ่งสามารถก่อให้เกิด อิทธิพลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่น ๆ (6) กลุ่มผู้จัดจาหน่าย (Distributor) ธุรกิจหลายประเภทจาเป็นต้องพึ่งพาผู้แทน จาหน่ายหรือผู้ค้ารายย่อยที่เป็นคนกลางระหว่างบริษัทกับผู้บริโภค กลุ่มผู้แทนจาหน่ายจึงมีบทบาท เป็น “คู่ค้า” รายสาคัญที่อาจมีอิทธิพลต่อลูกค้าได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาหรับธุรกิจผลิตสินค้า บริโภคและอุปโภคที่มีประชาชนทั่วไปเป็นผู้บริโภคปลายทาง (End User) ผู้จัดจาหน่ายหรือเอเยนต์ จะเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างสูงในการกระจายสินค้า (7) กลุ่ ม ลูก ค้า และกลุ่ม ผู้บ ริโ ภคหรือผู้ที่ มี ศัก ยภาพจะเป็น ลูก ค้ า ได้ ในอนาคต (Customer and Prospect Customer/Consumer) ลูกค้าหรือผู้ซื้อผลิตภัณฑ์คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สาคัญยิ่งเป็นผู้ตัดสินความสาเร็จของธุรกิจ นอกเหนือจากการศึกษาชื่อเสียงของธุรกิจจากกลุ่มลูกค้า แล้ว องค์กรควรพิจารณาให้ ครอบคลุมถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งอาจหมายถึงผู้ที่ยังมิได้เป็นลูกค้าใน ปัจจุบัน แต่มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นลูกค้าของบริษัทได้ในอนาคต (8) กลุ่มสื่อมวลชน (Media) แม้สื่อมวลชนจะเป็นกลุ่มที่มีจานวนไม่มากเมื่อเทียบ กั บ กลุ่ม อื่ น ๆ แต่ห ากคานึง ถึง อิ ท ธิพลของสื่อที่ มี ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแทบทุ กกลุ่มในฐานะเป็น สื่อกลาง (Mediator) ในการเผยแพร่ข่าวสารและชี้นาความคิดเห็นของประชาชนแล้วก็ถือว่าสาคัญ เป็นอย่างยิ่ง (9) กลุ่มสาธารณชน (General Public) หมายถึง กลุ่มประชาชนโดยทั่วไปซึ่งยังไม่ เกี่ยวข้องโดยตรงกับองค์กรในด้านใดด้านหนึ่ง แต่คือสมาชิกที่อยู่ในสังคมซึ่งธุรกิจจาเป็นต้องเอาใจใส่ เนื่ อ งจากเป็ น กลุ่ ม ที่ มี จ านวนมากและมี ค วามหลากหลายของคุ ณ ลั ก ษณะทางประชากร (Demographics) และสถานภาพทางเศรษฐกิจ-สังคม (Socio-Economic Status)
6-14
สรุป เป้าหมายของการดาเนินธุรกิจ คือ การสร้างผลกาไร ผลตอบแทน ส่วนแบ่งทางการตลาด ด้วยการใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งรูปแบบกลยุทธ์การดาเนินธุรกิจ ต้องไม่นามาซึ่งการเอารัดเอาเปรียบและเบียดเบียนผู้บริโภคเองและคู่แข่งขัน ดังนั้นผู้ประกอบการ ต้องให้ความสาคัญกับ จริยธรรมทางธุรกิจกับความคาดหวังของสังคม เมื่อผู้ประกอบการดาเนินธุรกิจ ภายใต้กฎระเบียบอย่างถูกต้องและชัดเจน สามารถช่วยทาให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่าง ต่อเนื่อง แต่หากดาเนินธุรกิจที่ไม่โปร่งใส ขาดการนาหลักจริยธรรมมาใช้ ดาเนินงานบนความเห็นแก่ ตัวและประโยชน์ขององค์ก ารและเจ้าของเป็นสาคัญ ธุร กิ จ เหล่านั้นอาจนาไปสู่ ก ารล่ม สลายของ องค์ก ารธุรกิจ ในขณะนั้นล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ ยวเนื่องกับการ ดัง นั้น องค์ก ารธุรกิจ จึง ต้องมีความ จาเป็นที่ต้องมีจริยธรรมในการบริหารธุรกิจ เพราะองค์การธุรกิจดาเนินงานบนพื้นฐานของความมี จริยธรรมและแสดงความรับผิดชอบสังคม ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขัน และการเพิ่มผลผลิต สูงขึ้น รวมทั้งมีการจัดการที่มีจริยธรรมทาให้บริษัทมีความเข้มแข็งมากขึ้น ส่งผลให้สามารถช่วยลด ความจาเป็นที่รัฐต้องออกกฎข้อบังคับและระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งช่วยลดการทาลายสิ่งแวดล้อม และ ช่วยปกป้องผู้ที่ทางานให้กับธุรกิจ นอกจากนั้นจริยธรรมยังมีผลต่อการทุ่มเทของพนักงาน ความไม่ย่อท้อ ความรู้สึกเชิงบวกที่ เกิดจากการประเมินการทางานและองค์การทั้งด้านอารมณ์และด้านกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่องและนาไปสู่ความตั้งใจในการทางาน ดังนั้นองค์กรธุรกิจจึงจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสาคัญ กับการจาแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายนอกออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน ในด้าน สถานภาพหรือความใกล้ชิด ด้านผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับคุณค่าขององค์กร ดังนั้นผู้บริหารต้อง ประสานงานและควบคุม ดูแลกิ จกรรมการผลิตและการดาเนินงาน การตลาด บัญ ชีและการเงิน ทรัพยากรมนุษย์ และการวิจัยและพัฒ นา เพื่อให้ทุกหน้าที่สามารถดาเนินกิจกรรมได้เป็นผลสาเร็จ และส่งผลต่อความสาเร็จขององค์การ
6-15
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 6.1 ถามตอบเกี่ยวกับการนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน
เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 6.1 - Power Point บทเรียนที่ 6.1 และ LCD Projector วัสดุโสตทัศน์ - กรณีศึกษา 6.1 งานที่มอบหมาย ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด เอกสารประกอบ
6-16
6-17 สัปดาห์ที่ 10 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 6 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ ชื่อบทเรียน 6.2 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้กับนโยบาย เวลา 180 นาที ของรัฐ จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 6 นักศึกษาสามารถ 6.2 เข้าใจการนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้กับนโยบายของรัฐ 6.2.1 อธิบายหน่วยงานของรัฐทีเ่ กี่ยวข้องกับการดาเนินธุรกิจ 6.2.2 อธิบายบทบาทจริยธรรมของบุคลากรภาครัฐ 6.2.3 อธิบายรัฐบาลกับผลกระทบต่อจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ
6-18
หน่วยที่ 6 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ (ต่อ) แผนการสอนประจาหน่วย 6.2 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้กับนโยบายของรัฐ 6.2.1 หน่วยงานของรัฐทีเ่ กี่ยวข้องกับการดาเนินธุรกิจ 6.2.2 บทบาทจริยธรรมของบุคลากรภาครัฐ 6.2.3 รัฐบาลกับผลกระทบต่อจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ
บทนา การบริหารราชการแผ่นดินจาเป็นต้องมีการกาหนดหน่วยงานหรือองค์กรตามภารกิจหน้าที่ ตั้งแต่ ระดับกระทรวง ทบวงกรม ซึ่งเป็นการบริหารราชการส่วนกลางลงไปจนถึงราชการบริหารส่วน ภูมิภาค คือ จังหวัด อาเภอ และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ประเทศไทยยังประสบปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นซึ่งเป็นวิกฤตของสังคมทีส่ ่งผลกระทบต่อการดาเนินนโยบายของรัฐ ดังนั้นจึงมีความจาเป็นต้อง สร้างจิตสานึกทั้งทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องที่ซึ่งมี บทบาทในการปฏิบัติห น้าที่ ตาม นโยบายของรัฐและให้บริการแก่ประชาชนเพื่อนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ คุณธรรม และจริยธรรมเป็นคุณสมบัติประจาตัวในแต่ละบุคคลแต่เมื่อ บุคคลนั้นอยู่ในองค์กรย่อมต้องพัฒนา เสริมสร้างให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น เพื่อให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ที่ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดีทั้งต่อ หน้า และลับหลัง เป็นองค์กรแห่งคุณธรรม มีธรรมาภิบาล มีผลการปฏิบัติงานบรรลุผลตามเป้าหมายเป็นที่ พึงพอใจแก่ประชาชนโดยรวม ในหน่วยเรียนนี้ จะกล่าวถึงการดาเนินธุรกิจภายใต้นโยบายของรัฐ บทบาทที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ และรัฐบาลกับผลกระทบต่อจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ
6.2 การนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้กบั นโยบายของรัฐ 6.2.1 หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินธุรกิจ การประกอบธุรกิจมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เริ่มตั้งแต่ การก่อตั้งธุรกิจนั้นขึ้น สาหรับในประเทศไทยการดาเนินการของธุรกิจจต้องมีการขออนุญาต มีการขอ จดทะเบียน การขออนุมัติดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากผู้ประกอบการหลีกเลีย่ ง กระทาที่ถูกต้องตามหลักการแล้วย่อมท าให้เกิ ดความเสียหายและมีความผิดทางกฎหมาย เพราะ หน่วยงานของรัฐเหล่านั้นมีหน้าที่กากับดูแลให้ผู้ ประกอบการดาเนินกิจการอย่างถูก ต้ อ ง ไม่ สร้าง ปัญหาให้แก่ผู้บริโภค หรือต่อพนักงานลูกจ้างและต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่วนในต่างประเทศจะมี หน่วยงานรับผิดชอบในด้านมาตรฐาน ความถูกต้องของผู้ประกอบการ (เนตร์พัณณา ยาวิราช, 2552) หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกั บการประกอบธุรกิจมีหลายหน่วยงานได้แก่ กระทรวง พาณิชย์ กรมทรัพ ย์สินทางปัญ ญา ส านั ก งานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บ ริโ ภค (สคบ.) กระทรวง แรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สานักงาน
6-19 มาตรฐานผลิ ต อุ ต สาหกรรม (สมอ.) ส านั ก งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวง สาธารณสุข กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร หน่วยงานเหล่านี้ที่มีหน้าที่สอดส่องดูแลจริยธรรมของสังคมด้วย เป็นต้น 1) กระทรวงพาณิชย์ (Ministry of Commerce) 1.1) หน้าที่กระทรวงพาณิชย์ มีอานาจหน้าที่เกี่ยวกับการค้า ธุรกิจบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และราชการ อื่นตามที่ มี ก ฎหมายก าหนดให้เป็นอานาจหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ หรือส่วนราชการที่สังกัด กระทรวงพาณิชย์ 1.2) บทบาทหลัก (1) ภารกิจด้านในประเทศ - การดูแลราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร - ดูแลผู้บริโภคภายใต้กรอบกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ - ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งการค้าสินค้าและธุรกิจบริการ - คุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา (2) ภารกิจด้านต่างประเทศ - เจรจาด้านต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยการเจรจาภายใต้กรอบ WTO FTA อนุภูมิภาค ภูมิภาค ฯลฯ - จัดระเบียบและบริหารการนาเข้าส่งออก รวมทั้ ง การขายข้าวรัฐต่อรัฐ การค้ามันสาปะหลัง สินค้าข้อตกลงต่าง ๆ - แก้ไขปัญหา และรักษาผลประโยชน์ทางการค้า เช่น การดูแลเรื่อง GSP การเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด - ส่งเสริมและเร่งรัดการส่งออก (กระทรวงพาณิชย์, 2558) 2) กรมทรัพย์สินทางปัญญา (Department of Intellectual Property) เป็ นหน่วยงานส่วนราชการระดับ กรม สัง กั ด กระทรวง พาณิชย์ โดยให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญ ญาที่สะดวก รวดเร็ว เป็นมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ พันธกิจ : 1) จดทะเบียน คุ้ม ครอง และปกป้อง สิ ท ธิ ใ นทรั พ ย์ สิ น ทางปั ญ ญาทั้ ง ในและต่ า งประเทศ 2) ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์ การบริหารจัดการและการใช้ ภาพที่ 6.1 ตราสัญลักษณ์ ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ภารกิ จ : ส่ง เสริ ม ให้ เ กิ ด การสร้า งสรรค์แ ละใช้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประโยชน์ท รัพย์สินทางปัญ ญาในเชิง พาณิชย์ รวมทั้ ง ให้ ความคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ทางการค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
6-20 บริการ : 2.1) เครื่องหมายการค้า คือ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้า หรือบริการ ซึ่ง เครื่องหมายที่ให้ความคุ้ม ครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ ไขเพิ่ม เติมโดยพระราชบัญ ญัติ เครื่อ งหมายการค้า (ฉบับ ที่ 2) พ.ศ.2543 และพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้ (1) เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าเพื่อแสดง ที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น เเตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น บรีส มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น (2) เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือ เกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการ ของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น (3) เครื่ อ งหมายรับ รอง (Certification Mark) คื อ เครื่ อ งหมายที่ เ จ้าของ เครื่องหมายรับรองหรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการ รับรองคุณภาพของสินค้า หรือบริการนั้น เช่น เซลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรา ฮาลาล (HALAL) เป็นต้น (4) เครื่ อ งหมายร่ ว ม (Collective Mark) คื อ เครื่ อ งหมายการค้ า หรื อ เครื่องหมายบริการที่ใช้โ ดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิก ของสมาคม กลุ่ม บุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จากัด เป็นต้น วัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้า / ตราสินค้านั้น แสดงถึง สิท ธิและความเป็นเจ้าของของผู้ที่ ได้จ ดทะเบีย น ซึ่ง จะได้สิท ธิ ประโยชน์คุ้มครองตามกฎหมาย ป้องกันผู้อื่นลอกเลียน ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิด ประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้ (1) เครื่องหมายการค้า ที่จดทะเบียนแล้วจะมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี เมื่อครบ กาหนดสามารถที่จะต่ออายุได้เป็นคราว ๆ คราวละ 10 ปี (2) มีสิทธิเเต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าสาหรับสินค้าของท่าน (3) มีสิทธิในการทาสัญญาอนุญาตหรือโอนสิทธิ ให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้า ของท่าน (4) มี สิท ธิฟ้ อ งร้องและเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ในกรณีที่มีผู้ละเมิดสิทธิใน เครื่องหมายการค้าของท่าน 2.2) สิทธิบัตร / อนุสิทธิบัตร (Patent / Petty Patent) สิทธิบัตร หมายถึง “สิทธิพิเศษที่กฎหมายบัญญัติให้เจ้าของสิทธิเด็ดขาด หรือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์ หรือการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับ สิทธิบัตร นั้น” จากความหมายข้างต้นจะเห็นได้ว่าสิทธิบัตรนั้นยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การ ประดิษฐ์ เเละการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งทั้งสองประเภท มีความเเตกต่างกันดังนี้ การประดิ ษ ฐ์ (Invention) หมายถึ ง ความคิ ด สร้ า งสรรค์ เ กี่ ย วกั บ ลั ก ษณะ องค์ประกอบโครงสร้างหรือ กลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การเก็บรักษา หรือการ ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น หรือทาให้เกิดผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม
6-21 การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกาหนด เป็นสิทธิพิเศษที่ให้ผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ มีสิทธิที่จะผลิตสินค้า จาหน่ายสินค้าแต่ เพียงผู้เดียว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อนุสิทธิบัตร หมายถึง หนังสือสาคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์จะมี ลักษณะคล้ายกันกับการประดิษฐ์แต่เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก หรือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นเพียงเล็กน้อยและมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การรักษาปรือรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น หรือทาให้เกิดผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ที่แตกต่างกันไป จากเดิม เช่น กลไกของเครื่องยนต์ ยารักษาโรค วิธีการในการเก็บรักษาพืชผักผลไม้ไม่ให้เน่าเสียเร็ว เกินไป เป็นต้น 2.3) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (1) แบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ (1.1) แบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้ว (1.2) แบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสาคัญ (1.3) แบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการประกาศโฆษณามาก่อน (1.4) แบบผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ประเภทที่ (1.1)-(1.3) (2) แบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน (3) แบบผลิตภัณฑ์ที่กาหนดโดยพระราชกฤษฎีกา 2.4) ลิข สิทธิ์ (Copyright) หมายถึง สิท ธิแต่เ พียงผู้เดียวที่ จะกระท าการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ริเริ่มโดยการใช้สติปัญญาความรู้ ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะ ของตนเองในการสร้างสรรค์ โดยไม่ ลอกเลียนงานของผู้อื่นโดยงานที่สร้างสรรค์ต้องเป็นงานตาม ประเภทที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้คุ้มครอง โดยผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทันที่สร้างสรรค์โดยไม่ ต้องจดทะเบียน การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดให้มีบริการ รับจดแจ้ง ข้อมูลลิขสิทธิ์ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมข้อมลเบื้องต้น การจัดทาฐานข้อมูลเพื่อให้เ ป็น แหล่งค้นหาสาหรับผู้ที่ ต้องการติดต่อขออนุญาตใช้ผลงานของเจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ในทาง ธุรกิจเป็นสาคัญ ประเภทงานที่ ก ฎหมายลิขสิท ธิ์ให้ความคุ้ม ครอง งานวรรณกรรม (หนังสือ บทความ บทกลอน) นาฎกรรม (ท่าเต้นท่ารา) ศิลปกรรม (ภาพวาด ภาพถ่าย) ดนตรีกรรม (เนื้อร้อง ทานองเพลง) โสตทัศน์วัสดุ (วีซีดีคาราโอเกะ) ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง (เทป ซีดีเพลง) งานแพร่เสียง แพร่ภาพ (รายการวิทยุโทรทัศน์) หรืองานอื่นใดในแผนวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์หรือแผนกศิลปะ 2.5) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คือ เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่ เฉพาะเจาะจง ซึ่งคุณภาพหรือชื่อเสียงของสินค้านั้น ๆ เป็นผลมาจากการผลิตในพื้นที่ดังกล่าว GI จึง เปรียบเสมือนเป็นแบรนด์ของท้องถิ่นที่บ่งบอกถึงคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า
6-22
ภาพที่ 6.2 75 สินค้า 75 ชนิด ที่ขึ้นทะเบียน GI ตราสั ญ ลัก ษณ์สิ่ง บ่ง ชี้ ท างภู มิ ศ าสตร์ (GI) ไทย คื อ ตราของกรม ทรัพย์สินทางปัญญาที่ออกให้แก่ผู้ผลิตสินค้า GI เพื่อรับรองว่าเป็น สินค้า ที่มาจากแหล่งภูมิศาสตร์ที่ได้รับขึ้นทะเบียนไว้ โดยต้องปฏิบัติ ตาม คู่มือและแผนการควบคุมนั้นแล้ว 2.6) การป้ อ งปรามการละเมิ ด ลิ ข สิ ท ธิ์ ท รั พ ย์ สิ น ทางปั ญ ญา แนวทางปฏิบัติเมื่อเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาถูกละเมิด ภาพที่ 6.3 ตราสัญลักษณ์ (1) กรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (2) กรณีถูกละเมิดลิขสิทธิ์ (3) กรณีถูกละเมิดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร แนวทางปฏิบัติกรณีถูกกล่าวหาว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (1) กรณีถูกกล่าวหาว่าละเมิดเครื่องหมายการค้า (2) กรณีถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิบัตร 2.7) ความลับทางการค้า (Trade Secrets) หมายถึง ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จัก กั นโดยทั่ วไป และมี ป ระโยชน์ในเชิง พาณิชย์ผู้ค วบคุม ความลับ ทางการค้าจะต้ องมี ม าตรการ ที่ เหมาะสมในการเก็บความลับ ทางการค้า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความลับทางการค้า คือ พระราชบัญญัติความลับทาง การค้า พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 โดยให้ความ
6-23 คุ้มครองข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าอย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ ผู้ที่เป็นเจ้าของความลับ ทางการค้าจะได้รับความคุ้มครองตลอดไปตราบเท่าที่ความลับทางการค้านั้นยังคง เป็นความลับอยู่ 2.8) แบบผังภูมิของวงจรรวม คือ แบบแผนผังหรือภาพที่ทาขึ้นไม่ว่าจะปรากฎใน รูปแบบใดหรือวิธีใดเพื่อให้เห็นถึงการจัดวางให้เป็นวงจรรวม จากคานิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แบบ ของวงจรไฟฟ้าที่ได้ออกแบบขึ้นมา หรือที่เรียกว่า LAYOUT DESIGN และตัวชุดหน้ากากหรือแผ่นบัง MASK WORK ซึ่งเป็นตัวต้นแบบที่ใช้ในการสร้างให้เกิดแบบผังภูมิ ก็จัดว่าอยู่ในข่ายที่จะได้รับ ความ คุ้มครองตามกฎหมายนี้ด้วยเช่นกัน 2.9) การระงับข้อพิพาท กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทากระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทาง ปัญญาขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นและอานวยความ สะดวกในการระงับข้อพิพาทให้แก่คู่พิพาทโดยใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ และการไกล่เกลี่ยข้อ พิพาท ซึ่ง จะเป็นผลดีแก่ คู่พิ พ าททั้ ง สองฝ่ายในการช่วยยุติปัญ หาที่ เ กิ ดขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ ว ประหยัด และเป็นธรรม (กรมทรัพย์สินทางปัญญา, 2559) 3) สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) (Office of the Consumer Protection Board) สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากรม สังกัด ส านัก นายกรัฐมนตรี ตั้ง ขึ้นตามพระราช บัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 แก้ไข เพิ่ ม เติ ม โดยพระราชบั ญ ญั ติ คุ้ ม ครอง ผู้ บ ริ โ ภค (ฉบั บ ที่ 2) พ.ศ.2541 มี อ านาจ หน้าที่ 7 ประกาศในการช่วยเหลือผู้บริโภค ภาพที่ 6.4 ตราสัญลักษณ์ สานักงานคณะกรรมการคุม้ ครองผูบ้ ริโภค (สคบ.) ดังนี้ (1) รับ รู้เ รื่อ งราวร้องทุ กข์จ ากผู้บ ริโ ภคที่ ได้รับความเลือดร้อน หรือเสียหายอัน เนื่องมาจากการกระท าของผู้ป ระกอบการธุร กิ จ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บ ริ โ ภค ผู้บ ริโ ภคที่ ถูก เอารัดเอาเปรียบ หรือได้รับ อันตรายจากสินค้าหรือบริก ารสามารถร้องเรีย นได้ ที่ สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ทาเนียบรัฐบาลด้วยตนเอง หรือจดหมาย หรือสายด่วนร้อง ทุกข์ 1166 (2) ติดตามเเละสอดส่องพฤติการณ์ของผู้ประกอบการซึ่งกระทาการอื่นมีลักษณะ ละเมิดสิทธิของผู้บริโภค และจัดให้มีการทดสอบหรือพิสูจน์สิ นค้าหรือบริการเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ ของ ผู้บริโภค (3) สนับสนุนหรือทาการศึกษาและวิจัยปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับ สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานอื่ นเพื่อดาเนินการช่วยเหลือผู้บ ริโ ภคได้ตรงกั บปัญ หาและความ ต้องการ
6-24 (4) ส่ง เสริม และสนับ สนุนให้มีการศึกษาแก่ ผู้บริโภคทุกระดับการศึกษาเกี่ยวกับ ความปลอดภัยและอันตรายอันอาจได้รับจากสินค้าหรือบริการ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้และเข้าใจ ปัญหาวิธีการป้องกันและหลีกเลี่ยงเพื่อให้สามารถคุ้มครองตนเองได้ในเบื้องต้นก่อน (5) ดาเนินการเผยแพร่วิชาการและให้ความรู้และการศึกษาแก่ผู้บริโภคเพื่อสร้าง นิสัยในการบริโ ภคที่ เ ป็นการส่ง เสริม พลานามั ย ประหยัด และการใช้ท รัพยากรของชาติให้เ ป็ น ประโยชน์มากที่สุด โดยสานักงานฯ มีรายงานที่ทาหน้าที่รับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรงคือ กองเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ ดาเนินการเผยแพร่ ความรู้ทางวิชาการในด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทางสื่อต่าง ๆ มีเอกสารบทความ ข่าวสารเผยแพร่ (6) ประสานงานกับส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอานาจหน้าที่เกี่ยวกับการ ควบคุมส่งเสริมหรือกาหนดมาตรฐานของสินค้าหรือบริการ สานักงานฯ มีหน่วยงานรับผิดชอบในด้าน การคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณา ด้านฉลาก ด้านสัญญา โดยประสานงานกับส่วนราชการหรือ หน่วยงานที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยและได้รับความเป็นธรรม จากการซื้อ สินค้าในการตรวจสอบสินค้าบริการ สินค้าที่ ไม่ ได้มาตรฐานเช่นสินค้าปลอมปน สินค้าเลียนแบบ สินค้าขายเกิ นราคา สินค้ามี ป ริมาณไม่ตรงตามมาตราชั่งตวงวัด จะมี ก ารประสานกับ กรมการค้ า ภายใน กรมทะเบียนการค้า เจ้าหน้าที่ตารวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจดาเนินการ ตรวจสอบ จับกุม และดาเนินคดีกับผู้ประกอบการ (7) ปฎิบัติการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการเฉพาะเรื่องมอบหมาย เช่น การแจ้งหรือ โฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริก ารที่ อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียแก่สิทธิของ ผู้บริโภค ประสานงานเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดาเนินการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภค ดาเนินการด้านกฎหมายคดีแพ่งและคดีอ าญาแก่ผู้ก ระท าการละเมิดสิทธิของผู้บริโ ภค ฟ้องเรียก ค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่ร้องขอ (สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, ม.ป.ป.) 4) กระทรวงแรงงาน (Ministry of Labour) กระทรวงแรงงานเป็ นองค์ ก รภาครัฐในการบริห ารแรงงาน พั ฒ นาประชาชนให้ มี ง านท า มี ศั ก ยภาพสนั บ สนุ น ขี ด ความสามารถในการแข่งขัน มีหลักประกันมั่นคง และคุณภาพ ชี วิ ต ที่ ดี นั บ เป็ น กระทรวงที่ ก ากั บ ดู แ ลหน่ ว ยงาน สถาน ประกอบการอย่างมีจริยธรรมต่อพนักงานลูกจ้าง พันธกิจของกระทรวงแรงงาน กระทรวงแรงงาน (2552) คือ (1) การเพิ่ ม ศั ก ยภาพแรงงาน และผู้ ป ระกอบการ ให้ พร้อมรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และให้สอดคล้องกับทิศ ภาพที่ 6.5 ตราสัญลักษณ์ ทางการพัฒนาของประเทศ กระทรวงแรงงาน (2) คุ้มครองและส่งเสริมให้แรงงานมีความมั่นคงในการ ทางาน มีหลักประกัน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
6-25 (3) พัฒนากระทรวง ให้เป็นองค์กรธรรมาภิบาล (4) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารอย่างบูรณาการ เพื่อการ บริหารจัดการ และให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ (5) ส่งเสริมความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ ที่มา: www.mol.go.th 5) กรมสวั ส ดิ ก ารและคุ้ ม ครองแรงงาน (Department of Labour Protection and Welfare) เป็ น องค์ ก รหลัก ในการก าหนดและพัฒ นา มาตรฐานแรงงาน เสริมสร้างความมั่นคงด้านสภาพ การจ้างและสภาพการท างานให้แรงงานมี คุณภาพ ชีวิตที่ดี
ภาพที่ 6.6 ตราสัญลักษณ์กรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน
พั นธกิ จ ของกรมสวัส ดิก ารและคุ้ ม ครองแรงงาน (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, 2561) (1) พัฒนาระบบบริหารจัดการด้านแรงงานของ ประเทศไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล
(2) สร้างและยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในการทางาน (3) พัฒนาความร่วมมือระหว่างนายจ้างและลูกจ้างบนพื้นฐานความไว้วางใจซึ่งกัน และกัน (4) สร้างความเชื่อมั่ น การมี ส่วนร่วมและความร่วมมื อเพื่อยกระดับ การบริหาร จัดการด้านแรงงานในทุกภาคส่วน (5) ส่งเสริมให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายอย่างมีความรับผิดชอบ (6) เสริมสร้างพัฒนาองค์กรและศักยภาพของบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของคุณธรรม อานาจหน้าที่ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (1) ก าหนดและพัฒ นามาตรฐานแรงงาน ร่วมทั้ ง การส่ง เสริม ก ากั บ ดูเ เลให้การ รั บ รองสถานประกอบกิ จ การที่ มี ก ารบริ ห ารจั ด การตามมาตรฐานแรงงาน ที่ ส อดคล้ อ งกั บ มาตรฐานสากล (2) คุ้มครองดูแลแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่ กฎหมายกาหนดและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
6-26 (3) ดาเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกฎหมายว่าด้วยแรงงาน สัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (4) ด าเนิ น การส่ ง เสริ ม และพั ฒ นาระบบความปลอดภั ย อาชี ว อนามั ย และ สภาพแวดล้อมในการทางาน (5) ส่งเสริมพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานแรงงานคุ้มครอง แรงงาน ความปลอดภัยในการทางาน แรงงานสัมพันธ์ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และสวัสดิการเเรง งาน (6) ส่งเสริมและดาเนินการให้มีการจัดสวัสดิการแรงงาน (7) ดาเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ข้อพิพาทแรงงาน และความไม่ สงบด้านเเรงงาน (8) พั ฒ นาระบบข้ อ มู ล สารสนเทศด้ า นสวั ส ดิ ก ารและคุ้ ม ครองแรงงาน จัดท า แผนงานและประสาน (9) แผนปฏิบัติงานของกรมให้สอดคล้องกับนโยบาย เเละยุทธศาสตร์ ด้านเเรงงาน และพัฒนาอาชีพของกระทรวง (10) ปฎิบัติการตามที่กฎหมายกาหนดให้เป็นอานาจหน้าที่ของกรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานหรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ที่มา: www.labour.go.th 6) กระทรวงวัฒนธรรม (Ministry of Culture) เป็นหน่วยงานของรัฐที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง สร้างจิตสานึกค่านิยม คุณธรรม และ จริยธรรมที่ดีงามของคนในชาติ พันธกิจของกระทรางวัฒนธรรม คือ (1) ทานุบารุงศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ และสนอง งานสาคัญของสถาบันชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้มีการสืบทอด และพัฒนาอย่างยั่งยืน (2) บูรณาการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมประชาชนและชุมชน (3) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น ชาติ และนานาชาติด้วยมิติทางวัฒนธรรม (4) บูรณาการความร่วมมือในการบริหารจัดการองค์ความรู้ และ ภาพที่ 6.7 ตราสัญลักษณ์ มรดกศิลปวัฒนธรรมให้เกิดประโยชน์แก่ สังคมไทย และสังคมโลก กระทรวงวัฒนธรรม ปลูกฝังให้ประชาชนมีสานึกในวัฒนธรรมของตน และนามาใช้ในการ ดารงชีวิตมีสถาบันทางสังคม เช่นสถาบันครอบครัว สถาบันชุมชน สถาบันทางศาสนา ฯลฯ มีความเข้มแข็งทาหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ที่มา : www.m-eulture.go.th
6-27 7) กระทรวงอุตสาหกรรม (Ministry of Industry) ทิศทางและแนวทางการดาเนินงานด้านการมาตรฐาน ของ สมอ. (1) สถานะด้านการมาตรฐานระหว่างประเทศใน ปั จ จุ บั น กิ จ กรรมด้ า นการมาตรฐานที่ เ ป็ น สากล ซึ่ ง ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ มาตรวิทยา (Metrology) การกาหนดมาตรฐาน (Standards Development) และการ ตรวจสอบและรั บ รอง (Conformity Assessment) เป็ น โครงสร้างพื้นฐานสาคัญของประเทศที่ส ามารถช่วยให้การ พั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมเป็ น ไปอย่ า งยั่ ง ยื น เนื่ อ งจาก ภาพที่ 6.8 ตราสัญลักษณ์ กิจกรรมด้านการมาตรฐานสามารถนาไปใช้เป็นแนวทางใน กระทรวงอุตสาหกรรม การผลิตหรือทาให้การบริการมีคุณภาพ ปัจจุบันกิจกรรมด้าน การมาตรฐานมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้จากัดเฉพาะใน ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่มีการกาหนดและใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ อย่างกว้างขวาง เช่น การ บริหาร การบริการด้านสุขภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน ทั้งนี้ เพื่อให้มี กรอบกติ ก าหรือ แนวทางที่ ชั ด เจน ช่ ว ยให้ เ กิ ด การยอมรั บ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ แ ละบริก ารซึ่ ง กั นและกั น นอกจากนี้ กิจกรรมด้านการมาตรฐานยังก่อให้เกิดการถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ด้วย ดังนั้น กิจกรรมด้านการมาตรฐานจึงเป็นสิ่งที่ทาให้สมรรถนะระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเพิ่ ม สูงขึ้น โดยที่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ ธุรกิจ และสังคม ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการดาเนินงานด้านการ มาตรฐานทั้งสิ้น นับตั้งแต่มีการจัดตั้งองค์การการค้าโลกในปี พ.ศ.2538 ได้มีการกาหนดแนวปฏิบัติ สาคัญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้มาตรฐานและกฎระเบียบทางวิชาการ เพื่ออานวยความสะดวกทาง การค้าระหว่างประเทศ ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (WTO-TBT) ซึ่งมีสาระสาคัญ คือ ให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรฐานสากลหรือปรับมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้อง กั บ มาตรฐานสากล และให้ มี ก ารยอมรั บ ผลการตรวจสอบและรั บ รองซึ่ ง กั น และกั น โดยผ่ า น กระบวนการการรับรองระบบงานตามมาตรฐานสากล มาตรฐานจึงกลายเป็นเครื่องมือสาคัญทาง การค้า ที่สร้างความชอบธรรมในการแข่ง ขัน ประเทศที่มีระบบการมาตรฐานที่เ ข้มแข็งซึ่งมั ก เป็น ประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงมักจะได้เปรียบในการแข่งขัน ดังนั้น ประเทศที่ระบบการมาตรฐานไม่เข้มแข็ง จะเสียเปรียบหรือพบอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศอยู่เสมอ (2) การดาเนินงานด้านการมาตรฐานของประเทศไทย การดาเนินงานด้านการมาตรฐานของประเทศไทยมีมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แ ต่ ถื อ ว่ า มี ก า ร เริ่ มด า เนิ น กา รอ ย่ า ง จริ ง จั งเมื่ อมี กา รต รา พ ระ รา ชบั ญ ญั ติ มา ตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511ขึ้นในปี พ.ศ. 2511 โดยสานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นหน่วยงานหลักในการดาเนินงาน มีภารกิจหลักในการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ และการคุ้ ม ครองผู้ บ ริ โ ภคให้ ไ ด้ รั บ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ที่ มี คุ ณ ภาพ โดยการก าหนดมาตรฐา น ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในประเทศ และการควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั้งที่ผลิตในประเทศและที่ นาเข้าจากต่างประเทศให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กาหนด การดาเนินงานของ สมอ.ในปัจจุบัน ได้
6-28 ขยายขอบข่ายการดาเนินงานออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยครอบคลุมภารกิจการกาหนดมาตรฐานอืน่ ที่ ไม่จากัดเฉพาะผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมด้วย เช่น ระบบการบริหารจัดการ บริการ บุคลากร หน่วยงาน การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชน การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ และการรับรองความสามารถของหน่วยงาน ตรวจสอบและรับรองตามมาตรฐานสากล 8) สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรม (สมอ.) (Industrial Standards Institute) กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติที่จดั ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2531 มีหน้าที่ดาเนินงานด้าน มาตรฐานของประเทศเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจของประเทศ สมอ. มี อ านาจหน้ า ที่ ในการปฏิ บั ติ ง านตามพระราชบั ญ ญั ติ มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพ.ศ.2511 มติคณะรัฐมนตรี นโยบายรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ นโยบายและแผนแม่บทของกระทรวงอุตสาหกรรม ภารกิจของสานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหรรม (1) กาหนดนโยบายเเละแผนหลักด้านการมาตรฐานของประเทศ ให้เป็นไปตาม แนวสากล โดยให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนเข้าร่วมดาเนินการอย่างเป็นระบบ (2) ปฏิบัติงานและพัฒนาด้านการมาตรฐานภายใต้ พ.ร.บ. มาตรฐานฯ และมติ ค.ร.ม. เพื่อคุ้ม ครองผู้บ ริโ ภค ความปลอดภัย พิทั ก ษ์สิ่ง แวดล้อม ประหยัดพลัง งาน และพัฒ นา อุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ ในตลาดโลก (3) ดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศในด้านการมาตรฐานไม่ให้เป็นอุปสรรค ต่อการค้าของประเทศ สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ดาเนินงานด้านการรับรอง เพื่อสนอง นโยบายของรัฐบาลตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมเเห่งชาติ คือ (1) รับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Product Certification) โดยการ อนุญาตให้แสดงเครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน (2) รับรองขีดความสามารถห้องปฎิบัติการ (Laboratory Accreditation) โดย การดาเนินการรับรองห้องปฏิบัติการตามหลักเกณฑ์ เช่นเดียวกั บมาตรฐานของต่างประเทศหรือ ระหว่างประเทศ (3) รับรองระบบคุณภาพ (Quality System Certification) โดยการดาเนินการ รับ รองระบบคุณภาพตามอนุก รมมาตรฐาน ISO 9000 ซึ่ง เป็นมาตรฐานระดับ ชาติและมี เ นื้อหา ตลอดจนรูปแบบ เช่นเดียวกันกับมาตรฐานขององค์การมาตรฐานระหว่างประเทศ ISO 9000 และ ISO 14000 การรับรองคุณภาพนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ผู้ส่งมอบ หรือผู้ซื้อสินค้า ให้เกิด ความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า ทาให้ตลาด ต่างประเทศทั่วโลกยอมรับการรู้เรื่องระบบคุณภาพนี้ สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสานักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) ได้ร่วมดาเนินการรับรองระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม
6-29 ใ น ก า ร ผ ลิ ต อ า ห า ร Hazard Analysis and Critical Control Point (HACCP) System ห รื อ มาตรฐานการรับความปลอดภัยของอาหารที่ปราศจากสารปนเปื้อนสารเคมี เชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย ต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารที่ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมอาหารใช้ในกระบวนการผลิต ตามโครงการมาตรฐาน อาหารระหว่างประเทศกาหนดให้ HACCP. เป็นเกณฑ์ในการตรวจประเมินเพื่อให้การรับรองผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสร้างความมั่นใจให้กบั ลูกค้า ระบบนี้เกี่ยวกับการส่งออกและนาเข้าผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ภารกิจหลักของสานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คือ การกาหนดนโยบาย และแผนหลักด้านมาตรฐานการผลิตให้เป็นไปตามแนวสากลอย่างเป็นระบบ ปฏิบัติงานและพัฒนา มาตรฐานเพื่ อ คุ้ม ครองผู้บริโภค ความปลอดภัยในการใช้ผ ลิตกั ณฑ์ พิทั ก ษ์สิ่งแวดล้อม ประหยัด พลั ง งาน และพั ฒ นาอุ ต สาหกรรมของประเทศให้ ส ามารถแข่ ง ขั น ได้ ใ นตลาดโลก ดู แ ลรั ก ษา ผลประโยชน์ของประเทศในด้านมาตรฐานไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการค้าของประเทศ กิจกรรมด้านการมาตรฐานของ สมอ. (1) การกาหนดมาตรฐาน (1.1) มาตรฐานระดับประเทศ กาหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ประเภทบังคับและไม่บงั คับ ตามความต้องการ และการขยายตัวของอุตสาหกรรม การค้า และ เศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งนโยบายของรัฐ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคส่งเสริมให้อุตสาหกรรมแข่งขันได้ ในตลาดโลก และรักษาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ (1.2) มาตรฐานระดับสากล ร่วมกาหนดมาตรฐานกับองค์กรสากลที่สาคัญ คื อ อ ง ค์ ก า ร ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศว่ า ด้ วย ก า ร ม า ต ร ฐ า น (International Organization for Standardization: ISO) คณะกรรมาธิก ารระหว่าง ประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอนิกส์ (International Electrotechnical com-mission : IEC) และโครงการมาตรฐานอาหารระหว่ าง ประเทศ (Codex) (2) การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ (2.1) การรับรองตามมาตราฐานของสถาบันระหว่างประเทศสานักงาน มาตรฐานผลิ ต ภั ณ ฑ์ อุ ต สาหกรรมให้ ก ารรั บ รองคุ ณ ภาพผลิ ต ภั ณ ฑ์ โ ดยการอนุ ญ าตให้ แสดง เครื่องหมายมาตรฐาน จานวน 5 แบบ
6-30
เครื่องหมายมาตรฐานทั่วไป
เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ
เครื่องหมายมาตรฐาน เฉพาะด้านสิง่ แวดล้อม
เครื่องหมายมาตรฐาน เฉพาะด้านความปลอดภัย
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้าน ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า
ภาพที่ 6.9 แสดงเครื่องหมายมาตรฐาน (2.2) การรับจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ ส านัก งานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม ให้ก ารรับ รองคุณกาพ ผลิตภัณฑ์ชั่วคราว โดยการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ สาหรับผลิตภัณฑ์ที่ยังมิได้ กาหนดมาตรฐานตามมติ คณะรัฐมนตรี (2.3) การเป็นหน่วยตรวจให้กับสถาบันมาตรฐานต่างประเทศ ส านัก งานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม ได้รับ มอบหมายให้เป็น หน่วยตรวจของสถาบันมาตรการต่า งประเทศ เพื่อรับรองมาตรฐาน อุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น (JIS MARKS ) ของประเทศเยอรมั น (VDE) เฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าประเทศ ศรีลัง กาและประเทศ ฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังตรวจติดตามผลให้กับประเทศสาธารณรัฐอาฟริกาใต้ (SABS) ด้วย (2.4) การรับรองฉลากเขียว (Green Label) สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อม ไทยดาเนินโครงการฉลากเขียวเพื่อให้การรับรองโดยให้ใช้ฉลากเขียว สาหรับผลิตภัณฑ์ทั้งนี้เพื่อช่วย ลดมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม และเพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตใช้เทคโนโลยี หรือวิธีการผลิต ที่ให้ผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมน้อย (3) การรับรองระบบ (3.1) การรับรองสุขลักษณะโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร (Hygiene)
6-31 สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ให้บริการให้คาปรึกษา แนะนาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร ในการจัดระบบสุขลักษณะให้ได้ ตามมาตรฐานสากล (3.2) การรับรองระบบ การวิเคราะห์อันตราย และจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม ในการผลิต (HACCP) สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ร่วมกับสานักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) จัดทาโครงการร่วม เพื่อให้การรับรอง HKCCP ตามมาตราฐาน มอก. 7000 (4) การรับรองระบบงาน สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ดาเนินการรับรองระบบงาน (Accreditation) เพื่อจัดระบบมาตรฐานของประเทศ ให้สอดคล้องกับสากล โดยได้รับความเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรีให้จัตตั้งคณะกรรมการเเห่งชาติว่าด้วย การรับรองระบบงานขึ้น เพื่อให้การรับรอง ระบบงานตามมาตรฐานสากลด้านการรับรองระบบคุณภาพ การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ห้องปฎิบัติการ หน่วยตรวจ และการจดทะเบียนบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิ หลักสูตรและองค์กร ฝึกอบรม ด้านการมาตรฐาน (5) การบริการข้อสนเทศมาตรฐาน ศู น ย์ ส นเทศ ส านั ก งานมาตรฐานผลิ ต ภั ณ ฑ์ อุ ต สาหกรรม ให้ บ ริ ก าร ข้อสนเทศด้านการมาตรฐานแก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจทั่วไป เช่น ฐานข้อมูลมาตรฐาน กฎระเบียบ ทางวิชาการ ระบบการควบคุมคุณภาพทั้งของไทย ต่างประเทศ และระหว่างประเทศ เป็นต้น (6) การปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลงภายใต้องค์การการค้าโลก ส านัก งานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุ ตสาหกรรม เป็นแกนกลางในการปฎิบัติ ตามพั น ธกรณี ต ามมติ ค ณะรั ฐ มนตรี ได้ แ ก่ ความตกลงว่ า ด้ ว ยอุ ป สรรคทางเทคนิ ค ต่ อ การค้ า (Agreement on Technical Barriers toTrade) ความตกลงว่ า ด้ ว ยการบั ง คั บ ใช้ ม าตรการด้ า น สุขอนามั ย และสุขอนามั ยพื ช (Agreement onthe application of Snitary and Phytosanitary Meausres: SPS) (7) งานด้านมาตรฐานการรับรองระดับสากลและระดับภูมิภาค ส านั ก งานมาตรฐานผลิ ต ภั ณ ฑ์ อุ ต สาหกรรมได้ เ ข้ า ร่ ว มกิ จ กรรมด้ า น มาตรฐานและการรับรองกับองค์การและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในระดับ สากลและระดับภูมิภาค เพื่อ ประโยชน์ทางการค้าอุตสาหกรรมและวิชาการ (7.1) ระดับสากล ISO สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ของ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization - ISO) ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการมาตรฐานระหว่างประเทศ (กมป.) เพื่อ ร่วมดาเนินการด้านการกาหนดมาตรฐวนระหว่างประเทศ IEC สมอ. เป็นสมาชิกร่วมดาเนินงานกับ คณะกรรมาธิ ก ารระหว่ า งประเทศ ว่ า ด้ ว ยมาตรฐานสาขาอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ (Intemational Electrotechnical commission - IEC) codex ประเทศไทย โดย สมอ. ได้เป็นสมาชิกร่วมดาเนินการ กับโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นโครงการร่วมขององค์การอาหาร และเกษตรกร แห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และองค์การอนามัยโลก WHO (JointFAO / WHO Food standard
6-32 programme หรื อ Codex) นอกจากนี้ ยั ง ได้ ร่ ว มด าเนิ น งานกั บ International Accreditation Forum : IAF เพื่อดาเนินการด้านการรับรองระบบงาน และ International Auditor andTraining certification Association - IATCA ด้านการรับรองหน่วยงานที่ให้บริการฝึกอบรม และขึ้นทะเบียน บุ ค ลากรด้ า นตรวจประเมิ น รวมทั้ ง ร่ ว ม ด าเนิ น การรั บ รองห้ อ งปฏิ บั ติ ก ารทดสอบกั บ InternationalLaboratory Accreditation Conference (7.2) ระดับภูมิภาค ส านัก งานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้เ ข้าร่วมกิจกรรมงาน ด้านมาตรฐาน และการรับรองในส่วนภูมิภาคกับ ASEAN Consultative committee for standards and Quality - ACCSQ แ ล ะ Asia Pacific Economic cooperation : standards and conformance sub-Committee (APEC/CTI/SCSC) ร ว ม ทั้ ง ร่ ว ม ด า เ นิ น ก า ร ด้ า น รั บ ร อ ง ห้องปฎิบัติการกับสภามาตรฐานแห่งภาคพื้นแปซิฟิค (PacificArea standards congress-PASC) (8) การส่งเสริมมาตรฐาน ส านั ก งานมาตรฐานผลิ ต ภั ณ ฑ์ อุ ต สาหกรรม ด าเนิ น การส่ ง เสริ ม และ สนับ สนุนให้ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐปรับ ปรุง ระบบงาน ให้ส อดคล้องกั บ หลัก ปฏิบั ติ มาตรฐานสากล เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรม และเพิ่มศักยภาพใน การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ และส่งเสริมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจแก่ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อให้ตระหนักถึงความสาคัญของคุณภาพและการมาตรฐาน และ นาไปใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ เเละสังคมของประเทศ (9) การพัฒนาบุคลากร สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ดาเนินการพัฒนาบุคลากร ด้านการมาตรฐานทั้ง ภาครัฐและเอกชนให้มี ขีดความสามารถที่จ ะ ดาเนินการด้านมาตรฐาน ให้ สอดคล้องกับสากล และเป็นที่ยอมรับ การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ แสดงเครื่องหมายมาตรฐาน แบ่งได้เป็น 5 แบบ (1) เครื่องหมายมาตรฐานทั่วไป - เป็นมาตรฐานที่กาหนดเพื่อรับรองคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ทั่วไปโดยผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานได้ด้วยความ สมัครใจ เมื่อสานักงานได้ตรวจสอบโรงงานและกรรมวิธีการผลิต และทดสอบแล้วก็จะอนุญาตให้ แสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์นั้นได้ (2) เครื่ อ งหมายมาตรฐานบั ง คั บ - เป็ น มาตรฐานที่ ก าหนดขึ้ นเพื่ อความ ปลอดภัยและเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดแก่ประชาชน หรืออุตสาหกรรมโดยการตราพระ ราชกฤษฎีกาให้ผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานเรียกว่ามาตราฐานบังคับซึ่งผู้ผลิต -ผู้จาหน่าย และผู้นา เข้า จะต้องผลิต จาหน่าย และนาเข้าผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน (3) เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้า นความปลอดภัย - เป็นเครื่องหมาย มาตรฐานด้านความปลอดภัยในการใช้ง าน เช่น ผลิตภัณฑ์ เ ครี่องใช้ไฟฟ้า มี ก ารรับ รองคุณภาพ ผลิตภัณฑ์สร้างความมั่นใจในความปลอดภัย ผ่านการตรวจสอบเเล้ว (4) เครื่ อ งหมายมาตรฐานเฉพาะด้ า นสิ่ ง แวดล้ อ ม – เป็ น เครื่ อ งหมาย มาตรฐานรับรองด้านการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการรักษาสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานเฉพาะ
6-33 ด้านเครื่องหมายนี้เป็นทั้งมาตรฐานบังคับและมาตรฐานทั่วไป กรณีที่เป็นมาตรฐานบังคับ กฎหมาย บังคับให้ผู้ผลิต ผู้นาเข้า และผู้จาหน่ายจะต้องผลิต นาเข้า และจาหน่ายเฉพาะผลิตภัณฑ์เป็นไปตาม มาตราฐานเท่านั้น (5) เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า เป็ น มาตรฐานที่ รับ รองผลิต ภั ณ ฑ์ ที่ มี คุ ณ สมบัติ ตามที่ สมอ. ก าหนด เช่ น ชิ้ น ส่ ว นคอมพิ วเตอร์ ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วสามารถนาเครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทาง แม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีสัญลักษณ์รูปตัวเอส มีคาว่า EMC อยู่ตรงกลาง ที่มา : www.tisi.co.th 9) ส านั ก งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) (Food and Drug Administration - FDA) คือ หน่วยงานที่ รับ ผิดชอบเกี่ ยวกั บ ผลิต ภั ณ ฑ์ อาหารและยา เครื่ อ งส าอางวั ต ถุ เ สพติ ด เครื่องมื อ แพทย์ วั ต ถุ อั น ตราย โดยเน้ น ที่ ก ารให้ ค วามรู้ เ เก่ ผู้บริโภค รู้จักการใช้สิทธิเพื่อหลีกเลี่ยงการเอารัดเอา เปรี ย บ นโยบายการด าเนิ น งานของส านั ก งาน ภาพที่ 6.10 ตราสัญลักษณ์สานักงาน คณะกรรมการอาหารและยามีขึ้น เพื่อจัดตั้งโครงการ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ความปลอดภั ย ของอาหารเกี่ ย วกั บ มาตรฐานการ บริโภคสินค้าการควบคุมสารเคมีภัณฑ์ และวัตถุเสพติด กากับดูเเลผลิตภัณฑ์ก่อนออกสู่ท้องตลาด ก ากั บ ดู แลผลิต ภั ณ ฑ์ ห ลัง ออกสู่ท้ องตลาด การพั ฒ นาผลิต ภัณ ฑ์ ชุ ม ชนให้มี คุ ณภาพ การพัฒ นา ศักยภาพของผู้บริโภค เผยแพร่ให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ให้การอนุญาตเเก่ผู้ประกอบการในการผลิต ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่ม ได้แก่ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องสาอางผลิตภัณฑ์วัตถุ อันตราย และผลิตภัณฑ์ยา โดยผู้ประกอบการจะต้องนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการตรวจวิเคราะห์ ถ้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ อาหารควบคุมเฉพาะแล้ว ต้องนาผลการวิเ คราะห์ม าแสดงด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่อง เกี่ยวกับยาจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าเป็นยาตามตารายาหรือเป็นยานอกตารายาที่รัฐมนตรีประกาศ ถ้าเป็นยาตามตารายาก็ไม่ต้องใช้ผลวิเคราะห์เพราะสามารถศึกษาวิธีวิเคราะห์ที่ปรากฏอยู่ในตารายาที่ รัฐมนตรีประกาศไว้หากเป็นยาตามตาราแต่ใช้วิธีวิเคราะห์นอกตารายาที่รัฐมนตรีประกาศก็ต้องแสดง วิธีวิเคราะห์เเต่ถ้าเป็นยานอกตาราแม้จะไม่มีบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 กาหนดไว้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ในทางปฎิบัติต้องส่งผลวิเคราะห์ให้มา เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย ส่วนเครื่องสาอาง นั้ น ในทางปฏิ บั ติ จ ะให้ ผู้ ข อแจ้ ง วิ ธี วิ เ คราะห์ เ ท่ า นั้ น หากไม่ เ ชื่ อ วิ ธี วิ เ คราะห์ ถึ ง จะส่ ง ตั ว อย่ า ง เครื่องสาอางตรวจสอบ (สายด่วน อย. 1556) กลุ่มผลิตภัณฑ์าอาหาร ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ได้แก่ วัตถุทุกชนิดที่ คนกิน ดื่ม อม หรือนาเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหาร วัตถุเจือปนใน อาหาร เครื่องปรุงแต่งกลิ่น รส อาหารกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องส่งตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ คุณภาพ มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เเละต้องขออนุญาติใช้ฉลากอาหารด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์ จากพืช ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ การผลิตอาหารหากใช้คนงานในการผลิต ตั้งแต่ 7 คน หรือใช้เครื่องจักร และเตาไฟรวมกั น แล้ ว ตั้ ง แต่ 5 แรงมาขึ้ น ไป ต้ อ งขอใบอนุ ญ าตผลิ ต อาหารจากส านั ก งาน
6-34 คณะกรรมการอาหารและยาหรือ สานัก งานสาธารณสุขจังหวัดนั้น ๆ หน่วยงานที่ ท าหน้าที่ตรวจ วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ ได้แก่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สถาบันอาหาร ถนนจรัญ สนิทวงศ์ 40 กรมวิทยาศาสตร์ ถนนพระราม 6 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศ ไทย ถนนพหลโยธิน ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา นิคมอุตสาหกรรมบางปู ฉลากผลิตกัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสาอาง และวัตถุอันตรายที่ จาหน่ายแก่ผู้บริโ ภค จะต้องแสดงข้อความเป็นภาษาไทย ที่บ่งบอกถึงส่วนประกอบที่มอี ยู่ในผลิตภัณฑ์ ข้อความต่าง ๆ ที่ให้ ผู้บ ริโ ภคทราบ มี ดัง นี้ชื่อ การค้า เครื่อ งหมายการค้า ประเภทของผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และ อัตราส่วน สรรพคุณขนาดบรรจุ วิธีใช้ คาเตือน วิธีเกีบรักษา ชื่อ ที่ตั้ง ผู้ผลิต ผู้แทนจาหน่าย วันที่ผลิต วันหมดอายุ เครื่องหมายอย. ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ยัง มีห น่วยงานของรัฐอื่นๆ ที่ ให้ความคุ้ม ครองบุคคลให้เป็นไปอย่างมี จริยธรรม เช่น ด้านการจ้างงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในความคุ้มครองประชาชนใน การถูกหลอกลวงไปทางานต่างประเทศ ด้านการละเมิดทางอินเตอร์เน็ต มีสายด่วนรับเรื่องร้องเรียน จาก ผู้ได้รับความเสียหายจากการใช้อินเตอร์เน็ต เป็นต้น ที่มา : http://www.ocpb.go.th 10) กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Public Health) เป็ น หน่ ว ยงานราชการไทย พระราชบั ญ ญั ติ ป รั บ ปรุ ง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2554 หมวด 19 มาตรา 42 ได้ ระบุว่า มาตรา 42 กระทรวงสาธารณสุข มี อานาจหน้าที่ เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพอนามัย การป้องกัน ควบคุม และรักษาโรคภัย การฟื้นฟูสมรรถภาพของประชาชน และ ราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกาหนดให้เป็นอานาจหน้าที่ของ กระทรวงสาธารณสุข หรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงสา ธารสุข มาตรา 43 กระทรวงสาธารณสุข มี ส่วนราชการ ภาพที่ 6.11 ตราสัญลักษณ์ ดังต่อไปนี้ กระทรวงสาธารณสุข 10.1) สานักงานรัฐมนตรี 10.2) สานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข 10.3) กรมสุขภาพจิต 10.4) กรมควบคุมโรค 10.5) กรมอนามัย 10.6) กรมการแพทย์ 10.7) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 10.8) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 10.9) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 10.10) สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่มา: https://www.moph.go.th
6-35 11) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (Department of Industrial Works) เป็นหน่วยงานส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีพันธกิจดังนี้ (1) บริ ห ารจั ด การ การก ากั บ ดู แ ลธุ ร กิ จ อุ ต สาหกรรม รวมถึงวัตถุอันตราย ด้านการผลิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ตาม กรอบของกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ (2) ส่ ง เสริ ม สนั บ สนุ น ข้ อ มู ล และองค์ ค วามรู้ ด้ า น เครื่องจัก ร การผลิต สิ่ง แวดล้อม ความปลอดภัย วัตถุอันตราย ภาพที่ 6.12 ตราสัญลักษณ์ พลังงานและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนา ธุรกิจอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม (3) พัฒนาสมรรถนะองค์การและบุคลากร (กรมโรงงานอุตสาหกรรม, ม.ป.ป.) เมื่ อ กิ จ การมีรายได้ก็ ต้อ งเสียภาษี กิ จ การเจ้าของคนเดียว ภ.ง.ด.90 บุคคลธรรมดา ห้าง หุ้นส่วน บริษัท ภ.ง.ด.91 นิติบุคคล หน่วยงานที่คอยกากับดูแล ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ที่มา: www.diw.go.th 12) กรมสรรพากร (The Revenue Department) มี ภารกิ จ เกี่ ยวกั บ การจัดเก็ บ ภาษี การเสนอแนะ และการใช้ นโยบายทางภาษีอากร เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึง และเป็นธรรมเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม และ เกิ ด ความสมั ค รใจในการเสี ย ภาษี โดยให้ มี อ านาจหน้ า ที่ ดังต่อไปนี้ (1) จั ด เก็ บ ภาษี อ ากรตามประมวลรั ษ ฎากรและ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ภาพที่ 6.13 ตราสัญลักษณ์ (2) เสนอแนะนโยบายจัดเก็บภาษีอากรต่อ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง (3) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกาหนดให้เป็นอานาจหน้าที่ของกรม หรือ ตามที่ ก ระทรวงหรื อ คณะรั ฐ มนตรี ม อบหมาย (กฎกระทรวงแบ่ ง ส่ ว นราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2551, 2551)
6-36 13) กรมสรรพสามิต (The Excise Department) เ ป็ น ห น่ วย ง า น ส่ วน ร า ชก า ร ร ะ ดั บ ก ร ม สั ง กั ด กระทรวงการคลัง โดยมีพันธกิจดังนี้ (1) บูรณาการบริหารการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรมและยั่งยืนเพื่อเสถียรภาพทางการคลัง (2) ขับ เคลื่อนนโยบายภาษีเพื่อสังคม สิ่ง แวดล้อม และ พลังงาน (3) พัฒนาองค์กรให้มีมาตรฐาน ทันสมัย โปร่งใสและเป็น ภาพที่ 6.14 ตราสัญลักษณ์ ธรรม (4) เสริม สร้างนวัตกรรมทางภาษีเ พื่อการพัฒ นาอย่ า ง กรมสรรพสามิต ยั่งยืน (กรมสรรพสามิต, ม.ป.ป.) ที่มา: www.excise.go.th 14) กรมศุลกากร (The Customs Department) ความผิดทางศุล กากรที่ มั ก พบได้เ สมอ ๆ ในการนาเข้าส่ง ออก สามารถจาแนกออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (1) ความผิดฐานลักลอบหนีภาษีศุลกากร การลักลอบหนีศุลกากร หมายถึง การนาของที่ ยังไม่ได้เสียค่าภาษีอากร หรือของที่ควบคุมการนาเข้าหรือของทีย่ งั ไม่ ได้ผ่านพิธีก ารศุล กากรโดยถูก ต้องเข้ามาหรือส่ง ออกไปนอก ประเทศไทย โดยของที่ลักลอบหนีศุลกากรอาจเป็นของที่ต้องเสีย ภาษีหรือไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ หรืออาจเป็นของต้องห้ามหรือของ ภาพที่ 6.15 ตราสัญลักษณ์ ต้องจากัดหรือไม่ก็ได้หากไม่นามาผ่านพิธีการศุลกากรก็มีความผิด กรมศุลกากร ฐานลักลอบหนีศุลกากร ทั้งนี้ กฎหมายศุลกากรได้กาหนดโทษผู้กระทาผิดฐานลักลอบหนี ศุลกากรสาหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ไว้สูงสุด คือ ให้รับของที่ลักลอบหนีศุลกากรและปรับเป็นเงิน 4 เท่าของของราคารวมค่าภาษีอากร หรือจาคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับและจา (2) ความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากร การหลีกเลี่ยงภาษีอากร หมายถึง การนาของที่ต้องชาระค่าภาษีอากรเข้ามา หรือส่งของออกไปนอกประเทศไทย โดยนามาผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง แต่ใช้วิธีการอย่างใด อย่างหนึ่งโดยมีเจตนาเพือ่ มิให้ต้องชาระค่าภาษีอากรหรือชาระในจานวนที่น้อยกว่าที่จะต้องชาระ เช่น แสดงปริมาณ น้าหนัก ราคา ชนิดสินค้า หรือพิกัดอัตราศุลกากรเป็นเท็จ เป็นต้น ดังนั้นผู้นาเข้าหรือ ส่งออกที่มีความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากร จึงมีความผิดฐานสาแดงเท็จอีกฐานหนึ่งด้วย กฎหมาย ศุลกากรได้กาหนดโทษผู้กระทาผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากรไว้สูงสุด คือ ให้ริบของที่หลีกเลี่ยงภาษี อากรและปรับเป็นเงิน 4 เท่า ของราคารวมค่าภาษีอากร หรือจาคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับและจา แต่ในกรณีที่มีการนาของซุกซ่อนมากับของที่ สาเเดงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรสาหรับของซุกซ่อน โทษ
6-37 สาหรับผู้กระทาผิด คือ ปรับ 4 เท่าของอาการที่ขาดกับอีก 1 เท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยที่ขาด (ถ้ามี) และให้ยกของที่ซับซ้อนมาให้เป็นของแผ่นดิน (3) ความผิดฐานสาแดงเท็จ การสาแดงเท็จ หมายถึง การสาแดงใด ๆ เกี่ยวกับการนาเข้าหรือส่งออกสินค้า ไม่ตรงกับหลักฐานเอกสารและข้อเท็จจริงในการนาเข้าและส่งออก การกระทาผิดฐานสาแดงเท็จมี หลายลักษณะ ดังนี้ (3.1) การยื่นใบขนสินค้า คาสาแดง ใบรับของ บันทึกเรื่องราว หรือตราสาร อย่างอื่นต่อกรมศุลกากรเป็นความเท็จ หรือไม่บริบูรณ์หรือชักพาให้หลงผิดในรายการใด ๆ ก็ตาม (3.2) การไม่ตอบคาถามของเจ้าหน้าที่ศุลกากรทีป่ ฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายด้วย ความสัตย์จริง (3.3) การไม่ยอมหรือละเลย ไม่ทา ไม่รักษาบันทึกเรื่องราว หรือทะเบียน หรือ สมุดบัญชี หรือเอกสาร หรือตราสารอย่างอื่น ๆ ซึ่งกฎหมายศุลกากรกาหนดไว้ (3.4) การปลอมแปลงหรือใช้เอกสารบันทึ กเรื่องราว หรือตราสารอย่างอื่นที่ ปลอมแปลงแล้ว (3.5) การแก้ ไขเอกสารบันทึ กเรื่องราว หรือตราสารอย่างอื่นภายหลังที่ทาง ราชการออกให้แล้ว (3.6) การปลอมดวงตรา ลายมือชื่อ ลายมือชื่อย่อ หรือเครื่องหมายอย่างอื่นของ พนักงานศุลกากรซึ่งพนักงานศุลกากร นั้น ๆ ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การกระทาตามลัก ษณะนี้เ ป็นไปตามข้อ 3.1-3.6 ให้ถือเป็นความผิดโดยมิต้องคานึงถึงว่า ผู้ก ระท ามี เ จตนาหรือ กระท าโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ ทั้ ง นี้ กฎหมายศุล กากรได้ก าหนดโทษ ผู้กระทาผิดฐานสาแดงเท็จไว้สูงสุด คือ ปรับเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท หรือจาคุกไม่เกิน 6 เดือน (4) ความผิ ด ฐานน าของต้ อ งห้ า มต้ อ งก ากั ด เข้ า มาในหรื อ ส่ ง ออกนอก ราชอาณาจักร ของต้องห้าม คือ ของที่มีกฎหมายห้ามมิให้นาเข้าหรือส่งออก เช่น วัตถุลามก ของที่มี การแสดงถิ่นกาเนิดเป็นเท็จ ของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ส่วนของต้องกากัด คือ ของที่จะนาเข้า-ออกได้ ต้องได้รับอนุญาตหรือปฎิบัติให้ครบถ้วนตามที่กาหนดไว้ในกฎหมายที่ เกี่ ยวข้อ งนั้น ๆ เช่นต้อ งมีใบอนุญาตนาเข้าหรือส่งออกของกระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวง สาธารณสุข ต้องปฏิบัติตามประกาศอันเกี่ยวกับฉลากหรือใบรับรองการวิเคราะห์หรือเอกสารกากับยา เป็นต้น ของต้องกากัดเหล่านี้หากปฎิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายอื่น ๆ กาหนดแล้ว ก็สามารถนาเข้า หรือส่งออกได้
6-38
ภาพที่ 6.16 สัตว์ป่าคุ้มครอง (ลิงลม) ที่มา: มูลนิธิรักสัตว์ป่า กฎหมายศุลกากร ได้กาหนดโทษผู้กระทาผิดในการนาของต้องห้ามต้องกากัดเข้าประเทศไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตสาหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆไว้สูงสุดคือให้รับของที่หลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจากัดและ ปรับเป็นเงิน 4 เท่า ของราคารวมค่าภาษีอากร หรือจาคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับเเละจา (5) ความผิดฐานฝ่าฝืนพิธีการศลุกากร ในการนาเข้าและส่งออกสินค้าแต่ละครั้ง ผู้นาเข้าและส่งออกจะต้องปฏิบัติให้ ครบถ้วนตามที่กาหนดไว้ในกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารและการ ควบคุมการจัดเก็บภาษีอากรและการนาเข้าส่งออกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ที่มา : www.customs.go.th จากข้อมูลข้างต้น สรุปหน่วยงานของรัฐบาลเป็นองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาไว้ซงึ่ จริยธรรม และป้องกันผู้กระทาผิดจากการกระทาต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาตามมา กลายเป็นปัญหาสังคม หน่วยงานของรัฐจึงต้องมีบทบาทในการเข้ามาทาหน้าที่กากับดูแลให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมต่อ สังคม 6.2.2 บทบาทจริยธรรมของบุคลากรภาครัฐ ประเทศกาลังพัฒนาส่วนใหญ่ต่างประสบปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เพิ่มมาก ขึ้น รวมทั้งการถดถอยของมาตรฐานด้านจริยธรรม การตรวจสอบ การกระทาผิดในประเทศเหล่านี้ แม้จะทราบว่าใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ที่ควรรับผิดชอบ แต่ก็มักไม่สามารถลงโทษผู้กระทาความผิดได้แต่ อย่างใด ทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนดาเนินไปไม่สู้จะราบรื่นนัก ไม่ไว้วางใจกัน หลักการบริหารเพือ่ ส่งเสริมจริยธรรมตามที่สมาคมการบริหารงานบุคคลระหว่างประเทศ (International personnel management Association) ได้เสนอแนะไว้มีดังนี้ 1) มาตรฐานทางจริยธรรมควรมีความชัดเจน เพื่อที่บุคลากรขององค์กรจะได้รับทราบ ถึงหลักการ และมาตรฐานที่เป็นที่คาดหวังในการปฏิบัติงานของตน บุคลากรทุกคนควรใช้หลักของ การประพฤติปฏิบัติเดียวกัน 2) มาตรฐานทางจริยธรรมควรสะท้ อนกรอบของกฎหมาย ซึ่ ง นับ เป็นพื้นฐานของ มาตรฐานขั้นต่า และหลักของความประพฤติสาหรับบุคลากรทุกคน
6-39 3) ควรมีการชี้นาในเรื่องจริยธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน และควรส่งเสริมการ ฝึกอบรมในเรื่องจริยธรรม เพื่อให้บุคลากรสามารถพัฒนาทักษะที่จาเป็นต่อการวิเคราะห์ปัญหาเชิง จริยธรรม และการใช้เหตุผลในเชิงศีลธรรม 4) ลูก จ้างและบุคลากรควรรับทราบสิท ธิ หน้าที่ และพันธกรณี เมื่ อต้องประสบกับ ปัญหาการกระทาผิดจริง ๆ หรือต้องสงสัยว่ากระทาความผิด 5) ผู้ที่เป็นผู้นาทางการเมืองจะต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่าง ควรส่งเสริมให้มีการ ออกกฎหมายและระเบียบ เพื่อสนับสนุนการประพฤติตามหลักจริยธรรมและลงโทษการประพฤติผิด 6) กระบวนการตัดสินใจควรมีความโปร่งใส และเปิดให้องค์กรจากภายนอก เช่น ฝ่าย นิติบัญญัติเข้าไปตรวจสอบได้ และประชาชนควรสามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศของทางราชการได้ 7) ควรมีบทแนะแนวที่ชัดเจนสาหรับปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ในการ ร่วมมือกันปฏิบัติงานระหว่างทั้งสองฝ่าย เช่น ประเด็นเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง และการปรับหรือ แปรรูปการจ้างงานภาครัฐ เป็นต้น 8) ฝ่ายผู้บริหารควรแสดงและส่งเสริมการประพฤติตามหลักจริยธรรม และควรกระตุ้น ให้เกิดการประพฤติที่ได้มาตรฐานระดับสูง โดยการให้แรงจูงใจที่เหมาะสมสาหรับการปฏิบัติงาน 9) นโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ขั้นตอน และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ควรเป็นเครื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงขององค์กรในเรื่องจริยธรรม 10) สภาวะการจ้างงานในภาครัฐ ควรเป็นองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริม หรือช่วยสร้าง สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการประพฤติปฏิบัติตามหลักจริยธรรม การเคารพ และทาตามหลักพื้นฐาน ของจริยธรรมในการทางานจะช่วยให้องค์กรภาครัฐ เป็นองค์กรที่ดาเนินงานด้วยการยึดมั่นในหลักการ อย่างจริงจังได้ 11) ควรสร้างกลไกในการตรวจสอบ เพื่อให้ข้าราชการต้องมีภาระรับผิดชอบในการ กระทาของตนต่อผู้บังคับบัญชาและที่สาคัญกว่านั้นคือต่อสาธารณะ ภาระความรับผิดชอบควรจะเน้น ไปที่เรื่องการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและการมุ่งผลสัมฤทธิ์ 12) ต้องมีการวางขั้นตอน กระบวนการ และบทลงโทษที่เหมาะสมสาหรับจัดการต่อการ กระทาผิด ส่วนสาคัญของการวางโครงสร้างองค์กรเพื่อส่งเสริมจริยธรรมจะต้องรวมถึงการหาวิธีการ ตรวจสอบ และสอบสวนประเด็นข้อกล่าวหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการประพฤติมิชอบทั้งหลาย 6.2.3 รัฐบาลกับผลกระทบต่อจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ ขอยกตั ว อย่ า งบางหน่ ว ยงานของภาครั ฐ เช่ น กระทรวงอุ ตสาหกรรม ส านั ก งาน มาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) 1) ปัญหาในระบบการมาตรฐานของประเทศไทย จากสถานการณ์ดาเนินงานด้านการมาตรฐานที่เป็นอยู่ในประเทศ เปรียบเทียบกับ ระบบสากลที่ มี ก ารดาเนินการในประเทศที่ พัฒ นาแล้ว สรุป ประเด็นที่ เ ป็นปัญหาของระบบการ มาตรฐานของประเทศไทยได้ ดังนี้
6-40 ด้านมาตรวิทยา 1. ขีดจากัดในการให้บริการในสาขาที่มีความต้องการ และการกระจาย งานไปสู่ส่วนภูมิภาค เนื่องจากต้องลงทุนและใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูง และยังอยู่ใน ระยะเริ่มต้น 2. ขาดความเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบการมาตรฐาน ด้านการกาหนดมาตรฐาน 3. ขาดเอกภาพในการดาเนินงาน เนื่องจากไม่มี ความเชื่อมโยงและใช้ ข้อมูลร่วมกัน มาตรฐานที่บางหน่วยงานกาหนดขึ้นจึงอาจไม่สอดคล้องกับแนวทางที่สากลยอมรับ และไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจนในบางสาขา 4. ความแตกต่างกันของมาตรฐานที่แต่ละหน่วยงานกาหนด สร้างภาระ แก่ผู้ประกอบการในการปฏิบัติ 5. การมี ส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นไปอย่างจากัด เนื่องจากไม่เข้าใจ ประโยชน์ที่แท้จริง และขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐ ด้านการตรวจสอบและรับรอง 6. มี ก ารจัดตั้ง หน่วยงานขึ้นในส่วนราชการต่างๆเป็นจ านวนมาก เพื่อ ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของส่วนราชการ และส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบการดาเนินงานตามแนวทางที่ สากลยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบซึ่งลงทุนสูง และไม่มีการจัดการให้ เกิดความคุ้มค่า 7. การดาเนินงานของภาคเอกชนที่มีอยู่ ส่วนใหญ่เป็นกิจการต่างของชาติ ซึ่งอาจดาเนินการไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่สากลยอมรับ โดยไม่มีกฎหมายกากับดูแล 8. มีการจัดตั้งหน่วยรับรองระบบงานเพื่อรับรองความสามารถของหน่วย ตรวจสอบและรับรองขึ้นในหลายส่วนราชการตามมติคณะรัฐมนตรี ทาให้เกิดความซ้าซ้อนในการ ดาเนินงาน โดยไม่มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อให้เกิดความเข้ม แข็งในการดาเนินงาน ร่วมกัน เกิดความยุ่งยากในการสร้างความยอมรับในผลการตรวจสอบและรับรองจากต่างประเทศ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ และทาให้สิ้นเปลืองทรัพยากรของประเทศ 2) ปัญหาในการดาเนินงานของ สมอ. จากสถานการณ์ของโลกที่ ใช้ม าตรฐานเป็นเครื่องมื อที่ ส าคัญ ทางการค้า ท าให้ กิจกรรมด้านการมาตรฐานมีการขยายตัวอย่างกว้างขวาง และมีความสัมพันธ์กับทุกภาคส่วน ส่งผลให้ การดาเนินงานของ สมอ.ขยายขอบข่ายกว้างขึ้น แต่ยังไม่ทันต่อความต้องการ อันเนื่องมาจากปัญหา ข้อจากัดด้านบุคลากรและการสนับสนุนด้านงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นทั้งในเชิง ปริมาณและเชิงคุณภาพ 3) ทิศทางและแนวทางเพื่อการพัฒนาระบบการมาตรฐานของประเทศ กิ จ กรรมในระบบการมาตรฐานมี ค วามหลากหลายและมี ข อบข่ า ยกว้ า งขวาง จาเป็นต้องใช้ทรัพยากรมาก แต่ละหน่วยงานไม่สามารถดาเนินการเองได้ทั้งหมด ต้องอาศัยความ ร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การพัฒนาระบบการมาตรฐานของประเทศไทย จึงต้องพิจารณาความจาเป็นที่แท้จริงของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และจัดระบบให้เหมาะสมกับความ
6-41 จาเป็นของประเทศ โดยสมควรให้มีการกาหนดทิศทางและแนวทางในการพัฒนาระบบการมาตรฐาน ของประเทศ 4) ปัญหาจริยธรรมเกี่ยวกับการจ้างแรงงาน ตัวอย่างข้อพิพาททางแรงงานของอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง เป็นโรงงานอุตสาหกรรมตัด เย็บเสื้อผ้าสาเร็จรูปเพื่อการส่งออกประเภทเสื้อผ้าเด็กเป็นส่วนใหญ่ โดยรับจ้างผลิตสินค้าให้กับ แบ รนด์เนมที่มีชื่อเสียง พนักงานทั้งหมดประมาณ 900 คน กลับไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างหนักไม่ได้รับสิทธิประโยชน์แม้กระทั่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีการ บังคับให้ทางานล่วงเวลาจนดึก บางครั้งต้องทางานจนสว่าง นอกจากนี้ยังมีการลงโทษพนักงานโดยไม่ คานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การปรับเงินสูงถึง 2,000 บาท หากพบมะนาว (ซึ่งพนักงานกิน แก้งง่วง) ในบริเวณที่ทางาน มีการใช้วาจาข่มขู่คุกคามตลอดจนทาร้ายร่ างกาย ด้วยการดาเนินงาน ของบริษัทมีผลกาไรมาตลอดและเจริญเติบโตเรื่อยมาตามลาตับต่อมาบริษัทปิดงาน ไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่ จ่ายค่าชดเชย 5) ตัวอย่างปัญหาการใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานเด็ก หรือการเอาเปรียบแรงงานเด็ก เป็นประเด็นที่ประเทศไทยเคยถูก หยิบ ยกโจมตีในเวทีโ ลก ปัญ หาพื้ นฐานของแรงงานเด็ก ที่สาคัญ คือ ความยากจน และความด้อย การศึกษา ปัญหาความยากจนทาให้เด็กต้องเข้ามาทางานเป็นแรงงานเด็ก ทาให้ขาดการศึกษาเล่า เรียน หรือมีการศึกษาต่า ขาดคามรู้และทักษะที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ
สรุป หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจมีหลายหน่วยงานได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา สานักงานณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กระทรวงแรงงาน กรม สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สานักงานมาตรฐานผลิต อุตสาหกรรม (สมอ.) สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กรมโรงงาน อุตสาหกรรม กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุล กากร เป็นต้น ซึ่ง ล้วนต้องยึดหลัก คุณธรรม จริยธรรมเป็นหัวใจสาคัญของการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและ ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ประเทศกาลังพัฒนาส่วนใหญ่ต่างประสบปัญหาการทุจริ ตและประพฤติมิชอบที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการถดถอยของมาตรฐานด้านจริยธรรม การตรวจสอบการกระทาผิด ดังนั้นหลักการบริหาร เพื่อส่งเสริมจริยธรรมตามที่สมาคมการบริหารงานบุคคลระหว่างประเทศ เสนอแนะดังนี้ 1) มาตรฐาน ทางจริยธรรมควรมีความชัดเจน 2) มาตรฐานทางจริยธรรมควรสะท้อนกรอบของกฎหมาย 3) ควรมี การชี้นาในเรื่องจริยธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนและควรส่งเสริมการฝึกอบรมในเรื่องจริยธรรม 4) ลูกจ้างและบุคลากรควรรับทราบสิทธิ หน้าที่ และพันธกรณี เมื่อต้องประสบกับปัญหาการกระทา ผิดจริง ๆ หรือต้องสงสัยว่ากระทาความผิด 5) ผู้ที่เป็นผู้นาทางการเมืองจะต้องประพฤติตนให้เป็น แบบอย่าง ควรส่งเสริมให้มีการออกกฎหมายและระเบียบ 6) กระบวนการตัดสินใจควรมีความโปร่งใส และเปิดให้องค์กรจากภายนอกเข้าไปตรวจสอบได้ 7) ควรมีบทแนะแนวที่ชัดเจนสาหรับปฏิสัมพันธ์ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ในการร่วมมือกันปฏิบัติงานระหว่างทั้งสองฝ่าย 8) ฝ่ายผู้บริหารควร
6-42 แสดงและส่งเสริมการประพฤติตามหลักจริยธรรม และควรกระตุ้นให้เกิดการประพฤติที่ได้มาตรฐาน ระดับสูง 9) กาหนดนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ขั้นตอน และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ควรเป็นเครื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงขององค์กรในเรื่องจริยธรรม 10) สภาวะการจ้างงานในภาครัฐ ควร เป็นองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริม ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการประพฤติป ฏิบัติตามหลัก จริยธรรม การเคารพ และทาตามหลักพื้นฐานของจริยธรรมในการทางานจะช่วยให้องค์กรภาครัฐ เป็น องค์กรที่ดาเนินงานด้วยการยึดมั่นในหลักการอย่างจริงจังได้ 11) ควรสร้างกลไกในการตรวจสอบ และ 12) ต้องมีการวางขั้นตอน กระบวนการ และบทลงโทษที่เหมาะสมสาหรับจัดการต่อการกระทาผิด จากความส าคัญและจาเป็นของการนาจริยธรรมไปประยุก ต์ใช้กับนโยบายของรัฐ ทาให้ รัฐบาลยุคปัจจุบันได้กาหนดนโยบาลทีเ่ กี่ยวข้อง ดังนี้ 1) การเสริมสร้างจิตสานึก ค่านิยม ให้หน่วยงาน ภาครัฐบริหารงานตามหลัก ธรรมาภิบาล เพื่อ มุ่ งส่งเสริม เสริมสร้าง จิตส านึกและค่านิยม ให้แก่ หน่วยงานภาครัฐบริหารงานตามหลัก ธรรมาภิบาล โดยมีทัศนคติ วิสัยทัศน์ ในการร่วมกันแก้ไขและ รับผิดชอบต่อปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบภาครัฐ รวมทั้งการรณรงค์ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ให้ทุกภาคส่วนมีวินัย เคารพกฎหมาย กฎ และระเบียบ ที่จะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหา การพัฒนา ตลอดจนเป็ น การวางรากฐานในการป้ อ งกั น และปราบปรามการทุ จ ริ ต ภาครั ฐ ได้ อ ย่ า งมี ประสิท ธิภาพ 2) การบูร ณาการหน่วยงานทุก ภาคส่วน ในการป้องกั นและปราบปรามการทุจริต ภาครัฐ เพื่อ มุ่ ง ประสานความร่วมมื อระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับ ทุกภาคส่วนในการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการติดตาม ตรวจสอบการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในภาครัฐ เสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายภาคประชาชนให้ เป็นกลไกในการตรวจสอบ ถ่วงดุล รวมถึงการสร้างหลักประกันความปลอดภัยในการแจ้งข้อมูลหรือ เบาะแสในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 3) การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตภาครัฐ เพื่อมุ่งพัฒนาระบบและกลไกในการตรวจสอบ ควบคุม และถ่วงดุลการ ใช้อานาจให้เหมาะสม ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการกระจายอานาจสู่ระดับภูมิภาค สร้าง กลไก ความร่ ว มมื อ ระหว่ า งหน่ ว ยงานภาครั ฐกั บ ภาคเอกชนให้ มี ศั ก ยภาพในการป้อ งกั นและ ปราบปรามการทุ จริตปรับ ปรุง แก้ ไข และพั ฒ นากฎหมายที่เ อื้อประโยชน์ต่อการทุ จริตหรือเป็น อุปสรรคต่อการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างประสิทธิภาพ ในการคุ้ ม ครองพยานอย่ า งเป็ น ระบบและต่ อเนื่ อง ส่ ง เสริม ความร่ ว มมื อด้ า นการป้อ งกั นและ ปราบปรามการทุจริตกับองค์กรอื่นระหว่างประเทศ 4) การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ เพื่อมุ่งพัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถเจ้าหน้าที่ของ รัฐในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐให้สัมฤทธิ์ ผลได้อย่างมีประสิท ธิภาพ เพื่อแก้ไข สภาพปัญหาการทุจริตให้เป็นระบบอย่างต่อเนื่อง สร้างมาตรฐานทางวิชาชีพให้สามารถร่วมมือหรือ ประสานการปฏิบัติกับองค์กรทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรอื่นระหว่างประเทศ
6-43
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 6.2 ถาม-ตอบเกี่ยวกับการนาจริยธรรมไปประยุกต์ใช้กบั นโยบายของรัฐ สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 6.2 - Power Point บทเรียนที่ 6.2 และ LCD Projector
งานที่มอบหมาย ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดเสริม 6.1 1. จงบอกจริยธรรมทางธุรกิจกับความคาดหวังของสังคม มาพอสังเขป 2. จงบอกความจาเป็นที่ตอ้ งมีจริยธรรมในการบริหารธุรกิจ มาพอสังเขป 3. จงบอกจริยธรรมทีม่ ีผลต่อการทุม่ เทของพนักงาน มาพอสังเขป 4. จงบอกจริยธรรมทีม่ ีผลต่อกาไรของธุรกิจ มาพอสังเขป 5. จงอธิบายการประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมกับการดาเนินธุรกิจ มาพอสังเขป 6. จงอธิบายความสาคัญของชื่อเสียงในการเสริมคุณค่าให้กบั ธุรกิจ มาพอสังเขป แบบฝึกหัดเสริม 6.2 1. จงอธิบายภารกิจและหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐมีความเกี่ยวข้องกับการดาเนินธุรกิจ อย่างน้อย 5 หน่วยงาน 2. จงยกตัวอย่างการดาเนินธุรกิจร้านขายของชา มีความเกี่ยวข้องกับรัฐกีห่ น่วยงาน และ เกี่ยวข้องในกิจกรรมใดบ้าง 3. จงอธิบายบทบาทจริยธรรมของบุคลากรภาครัฐ มาพอสังเขป 4. จงอธิบายรัฐบาลกับผลกระทบต่อจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ มาพอสังเขป
6-44
บรรณานุกรม กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2551. (2551, 25 มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 125 ตอนที่ 22 ก. หน้า 134. กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (14 กันยายน 2559). เครื่องหมายการค้า. เรียกใช้เมื่อ 15 เมษายน 2561 จาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา: https://www.ipthailand.go.th/th/trademark-001.html กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน. (2561). วิสัยทัศน์ พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์และกลยุทธ์. Retrieved กันยายน 20, 2561, from กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน: https://www.labour.go.th/th/index.php?option=com_wrapper&view=wrapper& Itemid=103 กระทรวงพาณิชย์. (1 กันยายน 2558). ภารกิจกระทรวง. เรียกใช้เมื่อ 13 เมษายน 2561 จาก กระทรวงพาณิชย์: http://www.moc.go.th/index.php/moc-about/2015-10-19-0305-53/2015-10-19-03-12-52.html กระทรวงแรงงาน. (2552, สิงหาคม 24). นโยบาย/วิสัยทัศน์/พันธกิจ. Retrieved กันยายน 14, 2559, from กระทรวงแรงงาน: http://www.mol.go.th/anonymouse/policy_vision_mission จินตนา บุญบงการ. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2552). จริยธรรมธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมาคมนักบัญชีและผูส้ อบบัญชีรบั อนุญาตแห่งประเทศไทย. (2542). เอกสารประกอบการประชุม. กรุงเทพฯ. สานักงานคณะกรรมการคุม้ ครองผูบ้ ริโภค. (ม.ป.ป.). ภารกิจ และอานาจหน้าที่. เรียกใช้เมื่อ 2561 จาก สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผูบ้ ริโภค (สคบ.):http://www.ocpb.go.th/news_view. php?nid= 11 อนิวัช แก้วจานงค์. (2554). การจัดการทรัพยากรมนุษย์. สงขลา: นาศิลป์โฆษณา. อนิวัช แก้วจานงค์. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. สงขลา: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยทักษิณ. M.L. J.M. Jermier y B. Lafferty Barnett. (2006). Corporate Reputation: The Definitional Landscape . Corporate Reputation Review, 26-38. Mahon, J., & Wartick, S. L. (2012). Corporate social performance profiling: using multiple stakeholder perceptions to assess a corporate reputation. Journal of Public Affairs, 12(1), 12-28. Mitchell, R. K., Agle, B. R., & Wood, D. J. (1997). Toward a theory of stakeholder identification and salience: Defining the principle of who and what really counts. Academy of management review, 22(4), 853-886. Zigarmi, D., Nimon, K., Houson, D., Witt, D., & Diehl, J. (2011). A preliminary field test of an employee work passion model. Human Resource Development Quarterly, 22(2), 195-221.
7-1 สัปดาห์ที่ 11 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 7 จริยธรรมของผู้บริหารและนักธุรกิจ ชื่อบทเรียน 7.1 จริยธรรมของผูบ้ ริหาร เวลา 60 นาที 7.2 จริยธรรมของนักธุรกิจ เวลา 60 นาที 7.3 ผลลัพธ์ของการบริหารงานโดยใช้หลักจริยธรรม เวลา 60 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 7 นักศึกษาสามารถ 7.1 รู้จริยธรรมของผู้บริหาร 7.1.1 บอกจริยธรรมของผูบ้ ริหาร 7.1.2 บอกบทบาทและหน้าที่ของผูบ้ ริหาร 7.1.3 บอกหลักธรรมขั้นพื้นฐานสาหรับผูบ้ ริหาร 7.1.4 บอกปัจจัยที่มอี ิทธิพลต่อจริยธรรมของผู้บริหาร 7.1.5 บอกธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล 7.2 รู้จริยธรรมของนักธุรกิจ 7.2.1 บอกจริยธรรมของนักธุรกิจ 7.2.2 บอกบทบาทจริยธรรมของนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อบุคคล 7.3 รู้และเข้าใจผลลัพธ์ของการบริหารงานโดยใช้หลักจริยธรรม 7.3.1 บอกความสัมพันธ์จริยธรรมทางธุรกิจกับผลประกอบการ 7.3.2 บอกการพัฒนาคุณธรรมของผูบ้ ริหาร 7.3.3 บอกจริยธรรมกับการแก้ไขข้อขัดแย้ง 7.3.4 บอกหลักปฏิบัติทกี่ ่อให้เกิดจริยธรรมในธุรกิจระหว่างประเทศ 7.3.5 อธิบายจริยธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร 7.3.6 อธิบายความรับผิดชอบขององค์กรที่พงึ มีในการดาเนินธุรกิจ
7-2
หน่วยที่ 7 จริยธรรมของผู้บริหารและนักธุรกิจ แผนการสอนประจาหน่วย 7.1 จริยธรรมของผู้บริหาร 7.1.1 จริยธรรมของผูบ้ ริหาร 7.1.2 บทบาทและหน้าที่ของผูบ้ ริหาร 7.1.3 หลักธรรมขั้นพื้นฐานสาหรับผู้บริหาร 7.1.4 ปัจจัยที่มอี ิทธิพลต่อจริยธรรมของผู้บริหาร 7.1.5 ธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล 7.2 จริยธรรมของนักธุรกิจ 7.2.1 จริยธรรมของนักธุรกิจ 7.2.2 บทบาทจริยธรรมของนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อบุคคล 7.3 ผลลัพธ์ของการบริหารงานโดยใช้หลักจริยธรรม 7.3.1 ความสัมพันธ์จริยธรรมทางธุรกิจกับผลประกอบการ 7.3.2 การพัฒนาคุณธรรมของผูบ้ ริหาร 7.3.3 จริยธรรมกับการแก้ไขข้อขัดแย้ง 7.3.4 หลักปฏิบัตทิ ี่ก่อให้เกิดจริยธรรมในธุรกิจระหว่างประเทศ 7.3.5 จริยธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร 7.3.6 ความรับผิดชอบขององค์กรที่พึงมีในการดาเนินธุรกิจ
บทนา จริยธรรมทางธุรกิจเป็นมาตรฐานการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การผลิตสินค้า การ บริโภค การบริหารจัดการ และการจัดจาหน่ายให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมกั บ ผู้ขาย ผู้ผลิต ผู้ซื้อ และผู้บริโภค เมื่อทุกฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างกันซึ่งต้องมีจริยธรรมต่อ กัน ดังนั้นจริยธรรมทางธุรกิจ จึงมีความสาคัญต่อสังคมยุคปัจจุบันที่ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างบรรทัดฐาน ให้กับองค์กรธุรกิจ จริยธรรมทางธุรกิจจึงเป็นมาตรการที่คอยกากับการดาเนินธุรกิจที่บ่งบอกสิ่งใดถูก หรือสิ่งใดผิด สิ่งใดความเหมาะสม ดังนั้น การนาจริยธรรมมาใช้ในธุรกิจจึงเป็นสิ่งสาคัญเพราะเป็นการ ปลูก ฝังให้นักธุรกิจ ได้รู้จักการบริหารการจัดการอย่างถูก ต้อง รวมทั้ ง เป็นการส่ง เสริมให้นัก ธุรกิจ ตระหนักถึงหลักการปฏิบัติหน้าที่ของนักธุรกิจและการดารงตนในสังคมได้อย่างดี ดังนั้นการดาเนิน ธุร กิ จ บนพื้นฐานของจริยธรรมเป็นดั่ง แรงจูง ใจที่ทาให้องค์กรธุรกิจมี ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และสังคม ผลตอบแทนที่องค์กรธุรกิจได้รับ คือ ความเชื่อถือ ภาพลักษณ์ที่ดี ความภักดี ต่อตราสินค้า และบริการของผู้บริโภค แต่หากผู้ประกอบการมุ่ง เน้นเพียงการทากาไรโดยไม่คานึงถึง
7-3 ศีลธรรมอันดีงามการทาธุรกิจ อาจเป็นอันตรายต่อสังคม ในหน่วยเรียนนี้ จะกล่าวถึงจริยธรรมของ ผู้บริหาร บทบาทและหน้าที่ หลักธรรมขั้นพื้นฐาน ธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล บทบาทจริยธรรม ของนักธุรกิจ ผลลัพธ์ของการบริหารงานโดยใช้หลักจริยธรรม การพัฒนาคุณธรรมของผู้บริหาร นามา แก้ไขข้อขัดแย้งอย่างไร และความรับผิดชอบขององค์กรที่พึงมีในการดาเนินธุรกิจ การรีวิว การทีม่ ีคน Cite เยอะ ถือว่าโอเค
7.1 จริยธรรมของผู้บริหาร 7.1.1 จริยธรรมของผู้บริหาร คุณธรรมเป็นเครื่องทาให้เกิดจริยธรรม บุคคลที่มีคุณธรรมประจาใจ ย่อมจะประพฤติ ปฏิบัติอยู่ในกรอบของจริยธรรม การยึดศีล 5 เป็นหลักธรรมประจาใจ เป็นพื้นฐานของการดารงชีวิต ทาให้ล่วงพ้นต่อความชั่วและความเดือดร้อนทั้งปวง ในทางพุทธศาสนาได้สอนหลักธรรมสาหรับผูใ้ หญ่ ปฏิ บั ติ แ ก่ บุ ค คลทั่ ว ไป ในส่ ว นของ สมคิ ด บางโม (2558) ได้ ก ล่ า วไว้ ว่ า ผู้ บ ริ ห ารในองค์ก รก็ เช่ น เดี ย วกั น ต้ อ งตระหนั ก ด้ า นการน านโยบายไปสู่ ก ารปฏิ บั ติ โ ดยเฉพาะการบริ ห ารงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกน้อง ทีมงาน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการทางานโดยความยินดี ทุ่มเทความรู้ ความสามารถเต็มกาลังและสติป ญญา จะนาไปสู่ผลงานทั้งของผู้ปฏิบัติ ผู้บริหาร และองค์กร และผู้ บริหารที่ประสบผลสาเร็จต้องมีคุณธรรมจริยธรรม พร้อมคุณสมบัติครบถ้วนของการเป็นผู้รู้จักการ ครองตน ครองคนและครองงาน 7.1.2 บทบาทและหน้าที่ของผู้บริหาร บทบาทหน้าที่สาคัญของผู้บริหารจึงเกี่ยวกับการกากับหรือกาหนดทิศทาง (Direction) ในการเดินไปข้างหน้าร่วมกันของคนในองค์กร โดยผู้บริหารต้องแสดงให้เห็นถึง วิสัยทัศนและแนวทาง ที่ชัดเจน สามารถสร้างแรงจูงใจ (Motivation) กระตุ้นให้ทีมงานเกิดขวัญและแรงบันดาลใจที่จะก้าว ไปด้วยกัน นอกจากการกาหนดและกากับแนวทางไปสู่เป้าหมายแล้ว บทบาทสาคัญอีกประการของผู้ บริหาร คือ การบริหารจัดการ (Organization) เกี่ยวกับการดาเนินงาน ให้เป็นไปตามกระบวนการที่ ได้วางแผนไว้ โดยตองมีการบริหารจัดการกับหน่วยงาน องค์กรและ ทีมงาน นอกจากผู้บริหารต้องเขา ใจบทบาทหน้าที่สาคัญของตนเองแล้ว การที่จะเป็นผู้ประสบความสาเร็จยังมีคุณสมบัติอื่นอีกหลาย ประการ ผู้บริหารเป็นผู้ที่ต้องทางานให้สาเร็จตามวัตถุประสงค์โดยอาศัยคนอื่น ดังนั้นผู้บริหารที่ดี ควรที่จะมีคุณสมบัติของผู้นาควบคู่ไปด้วย ดังนี้ 1) มีภาวะผู้นา มีศิลปะในการครองใจคน สามารถจูงใจคนให้เต็ มใจร่วมมือหรือให้การ สนับสนุน เป็นนักประสานความเข้าใจของทุกฝ่าย สามารถบริหารความขัดแย้งระหว่างบุคคลและ ประสานประโยชน์ให้เกิดกับองค์กรได้ 2) มีเมตตาธรรม ไม่มีอคติ หรือ ฉันทคติ คือลาเอียงด้วยความชังหรือรัก ไม่เอาเข้า มาเกี่ยวข้องด้วย การตาหนิหรือลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาต้องลงโทษด้วยเมตตา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์โกรธ แค้นส่วนตัว นักบริหารที่เป็นผู้นาขององค์กรยังต้องรู้จักสละประโยชน์ส่วนตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต้องรู้จักแสดงน้าใจกับเพื่อนร่วมงานและลูกน้องในโอกาส อันสมควร และสิ่งที่สมควรที่จะต้องมีอย่าง ยิ่ง คือ ความรู้จักอดกลั้น และอดทน ทั้งทางอารมณ์และจิตใจ สุดท้ายคือ การรู้จักให้อภัย ไม่อาฆาต
7-4 แค้น เรื่องที่แล้วก็ให้แล้วกันไป ถ้าผู้บริหารมีเมตตาธรรมรู้จกั ให้อภัย จะทาให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการ ทางาน 3) ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและความถูกต้องในการทางาน ถ้ามีหลักการที่ชัดเจน การทางานก็จะง่าย สะดวกเร็วขึ้น มีความเป็นธรรม และตัดสินใจปัญหาต่าง ๆ ได้แม่นยา 4) เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ นักบริหารที่ดีต้องคิดสร้างสรรค์ให้บงั เกิดสิ่งที่เป็นไปได้ และ ต้องมี ความสามารถในการจัดระบบความคิดให้เ ชื่อมโยง มองถึง องค์ก รรวมของปัญญาทั้งหมด นอกจากการคิดอย่างมีระบบแล้วยังต้องรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ชัดเจน มีความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) มีการสร้างวิสัยทัศน์ นักบริหารที่มีความสามารถต้องมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคต ออก และคาดการณ์ได้อย่างแม่นยา ด้วยสายตาที่กว้างไกล จากประสบการณ์ที่สะสมมานานปี ด้วย การศึก ษาและพั ฒ นาอย่างต่อ เนื่อ งยาวนาน มองเห็น ภาพรวมทั้ ง ระบบ ข้อมู ล ที่ถูก ต้องสมบูรณ์ ทันสมัย จะช่วยกะเก็งเหตุการณ์ในอนาคตได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น และสามารถตัดสินใจ ดาเนินการบริหารองค์กรให้เป็นในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม ได้ 6) มี ทั ก ษะหลายด้าน นอกจากจะเป็นนัก คิด นัก วิเ คราะห์ ยัง ต้องมี ทั ก ษะในเรื่ อ ง ต่อไปนี้ 6.1) ทักษะในการตัดสินใจ ต้องมีการจัดการที่ดี มีทีมงานที่แข็งแกร่ง มีข้อมูลที่ ถูกต้องมากพอและทันสมัย รู้จักรุก ในโอกาสและจังหวะเวลาที่ดีและเหมาะสม รู้จักรอ เมื่อยังไม่ถึง เวลาที่สมควร 6.1) ทักษะในการวางแผน ทั้งแผนขององค์กร (แผนแม่บท) และแผนกลยุทธ์ เป็น ยุทธศาสตร์ที่จะทางานให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดยกาหนดทิศทางและวิธีการทางานไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ ผู้ปฏิบัติงานสามารถเดินตามแนวทางที่กาหนดไว้ได้โดยสะดวก มีการกาหนดแผนระยะสั้น ระยะยาว เพื่อที่จะปรับเปลีย่ นให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ในแต่ละขณะได้ อย่างเหมาะสมลงตัว 6.2) ทักษะในการจัดองค์กร กาหนดโครงสร้างขององค์กรให้มรี ูปแบบเหมาะสมกับ พันธกิจและภารกิจขององค์กร วางตนให้เหมาะสมกับงานที่ถนัด สร้างทีมงานที่ดี ขจัดปัญหาและ อุปสรรคในการทางานด้วยวิธีละมุนละม่อม บางครั้งอาจต้องใช้ความเด็ดเดี่ยว เฉียบขาด ก็ต้องทา 6.3) ทักษะในการแก้ไขปัญหา พึงระลึกไว้เสมอว่า ปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของงาน จึง เป็นเรื่องธรรมดา ความสามารถในการแก้ปัญหา ดูว่าปัญหาใดเป็นปัญหาหลัก ปัญหาใดเป็นปัญหา รอง ปัญหาใดสาคัญเร่งด่วนที่สาคัญ ผู้บริหารต้องไม่กระทาตัวเป็นปัญหาเสียเอง 6.4) ทักษะในการสร้างทีมงาน ต้องสามารถสร้างทีมงานที่ดี มีฝีมือให้เหมาะสมใน แต่ละด้านจัดมือทางานไว้เป็นสตาฟท์ (Staff) ช่วยคิด ช่วยกลั่นกรองงาน 7) รอบรู้และมีข้อมูลที่ทันสมัย เพราะการมีข้อมูลที่ดี ช่วยให้การตัดสินใจถูกแม่นยาขึ้น จึงต้องรู้ลึก รู้รอบ รู้กว้าง รู้ไกล กระตือรือร้นอยู่เสมอ เป็นนักอ่าน ขยันใฝ่หาความรู้ ช่างสังเกต รู้จัก ฟัง 8) รู้ และเข้าใจบทบาทหน้าที่ทันสมั ย รู้ ว่าขณะนี้ตนเป็นใครมีบ ทบาทและมี อานาจ หน้าที่อย่างไร เพื่อที่จะสวมบทบาท และแสดงบทบาทตามอานาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่ มีอยู่ได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่เข้าไปก้าวก่ายงานในหน้าที่รับผิดชอบของคนอื่น
7-5 9) กล้าตัดสินใจในหลัก วิชาการบริหาร กล่าวกั นว่า สิ่ง ที่ ยากที่ สุดของนักบริหารคือ การตัดสินใจ แม้จะมีข้อมูลครบถ้วนในมือแต่ก็ไม่กล้าตัดสินใจ เพราะขาดความมั่นใจ กลัวที่จะต้อง รับผิดชอบกับผลที่เกิดจากการตัดสินใจนั้น องค์กรใดที่มีผู้บริหารแบบนี้ องค์กรนั้นคงเจริญเติบโตได้ ยาก มองไม่เห็นอนาคตด้านความเจริญก้าวหน้า 10) มียุทธวิธีและเทคนิค กลยุทธ์เป็นปัจจัยสาคัญหนึ่งที่จะนาไปสู่ความสาเร็จของงาน ส่วนเทคนิคจะช่วย ประหยัดเวลา และทรัพยากรอื่น ๆ มิ ให้สิ้ นเปลือง เทคนิคที่ ดีไม่ ค วรมี ความ สลับซับซ้อนมากเกินไป สามารถเข้าใจและง่ายต่อการปฏิบัติให้เกิดผลสาเร็จได้ 11) รู้จักประนีประนอมและยืดหยุ่น จะช่วยลดความขัดแย้งและขจัดปัญหาอุปสรรคใน การทางานได้มาก 12) รู้จักการเจรจาต่อรอง ไม่เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ไม่มีใครได้ทั้งหมด และต้องไม่มีใครเสีย ทั้งหมดต้องได้ทั้งสองฝ่าย (Win – Win) บางครั้งต้องรู้จักแพ้เพื่อชนะ 13) ประสานงานเป็นและประสานประโยชน์ได้ การสร้างสัมพันธภาพอย่างไม่ เ ป็น ทางการ มีความสาเร็จขององค์กรอย่างสูง ทาให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย ย่นระยะเวลา ลดพิธีกรรม รูปแบบต่าง ๆ 14) รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นับตั้งแต่ทรัพยากรมนุษย์ วัสดุอุปกรณ์ ทรัพย์สินอื่น ๆ รวมทั้งเวลาเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนในการทางาน 15) เป็ น นั ก ประชาธิ ป ไตย นั ก บริ ห ารต้ องใจกว้ า งพอจะยอมรับ ความแตกต่างทาง ความคิด และต้องอยู่ท่ามกลางความแตกต่างให้ได้ พร้อมทั้งต้องพยายามประสานความต่างนั้นให้เกิด ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ 16) กระจายอานาจเป็น โดยดูจากการกระจายอานาจหน้าที่ และความรู้ผิดชอบไปสู่มือ ทางานเพื่องานจะได้สาเร็จลุล่วงเรียบร้อย รวดเร็ว มอบหมายงานที่มีความสาคัญให้ผู้ใต้บังคับบั ญชา เพื่อพัฒนาให้เขารู้จักรับผิดชอบสูงขึ้น เปิดโอกาสให้เขาเป็นเจ้าของงานและตัดสินใจในงานชิ้นสาคัญๆ ให้ความรู้สึกในด้านจิตวิทยา ให้โอกาสและสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชา มีความริเริ่มสร้างในสิ่งใหม่ ๆ และเป็นประโยชน์ 17) รู้จักทางานในเชิงรุก มุ่งผลงานในเนื้องานเป็นหลักมากกว่ารูปแบบหรือพิธีการ เป็น ฝ่ายเริ่มต้นกระทาก่อนในสิ่งที่ถูกต้อง และจาเป็นเพื่อให้งานสาเร็จ 18) พิจารณาคนเป็น นักบริหารต้องเชื่อในความสามารถของคนอื่นด้วย มนุษย์ทุกคน ล้วนมีศักยภาพและความสามารถในทางใดทางหนึ่งเสมอ นักบริหารทีม่ ีความสามารถจึงต้องมองคนให้ เป็นใช้คนให้ถูก ใช้ให้ถูกคนและถูกงาน ต้องแยกเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องของส่วนรวมโดยเด็ดขาด สังคมไทยมักจะแยกไม่ค่อยออก 19) โปร่งใสและตรวจสอบได้เป็นหนึ่งในการบริหารการจัดการที่ดี (good governance) แสดงถึงความสุจริตใจในการทางานต้องเปิดเผย ชัดเจน ตรงไปตรงมา ตอบคาถามของสังคมได้ 20) รู้จัก ควรไม่ ควร รู้จัก ความพอดี เป็นเรื่องยากที่ จะบอกอย่างไรจึง พอดี ขึ้นอยู่กับ สติปัญญาวิจารณญาณและประสบการณ์ของแต่ละคน ที่จะเรียนรู้ความพอเหมาะพอดี ต้องรู้จักงาน รู้จักดี รู้จักชั่ว แยกแยะออกได้อย่างชัดเจน
7-6 7.1.3 หลักธรรมขั้นพื้นฐานสาหรับผู้บริหาร หลักธรรมที่สามารถสนองตอบจริยธรรมของผู้บริหารองค์กรทั้งในฐานะบุคคลของสัง คม ฐานะผู้บ ริหารขององค์กรและฐานะพลเมืองของประเทศ มี ห ลัก ธรรมที่สาคัญมากมายในที่นี้ จะ นาเสนอ 10 หลักธรรมที่สาคัญพอสังเขป ดังได้ประมวลสรุปจากธรรมนูญชีวิตของพระพรหม คุณา ภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต, 2551) และวศิน อินทสระ (2549) ดังนี้ 1) สัปปุริส ธรรม 7 เป็นธรรมของคนดี หรือธรรมของสัป ปุรุษ กล่าวคือ ผู้ใดที่ ถือ หลักธรรมนี้ได้ย่อมเป็นคนสมบูรณ์แบบหรือมนุษย์โดยสมบูรณ์ มีคุณค่าสามารถนาหมู่ชนและสังคม ไปสู่สันติสุขและความสวัสดี คุณสมบัติ 7 ประการนี้ ได้แก่ 1.1) รู้หลักและรู้จักเหตุ (ธัมมัญญุตา) คือ รู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งที่ตนต้อง เขาไปเกี่ยวข้องในการดาเนินชีวิต ในการทาหน้าที่และดาเนินกิจการต่าง ๆ 1.2) รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล (อัตถัญูญุตา) คือ รู้ความหมาย รู้ ความมุ่งหมาย ของหลักการที่ตนปฏิบัติ เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทา รู้ประโยชน์ที่เป็นจุดหมายแท้จริง ของชีวิต 1.3) รู้ จัก ตน (อั ตตัญ ุตา) คือ การรู้ ตามความเป็นจริง เกี่ยวกับ ตนเอง ว่าโดย ฐานะ ภาวะ เพศ กาลัง ความรู้ความสามารถ ความถนัดและคุณธรรม มีเท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติ ปฏิบัติตนให้เหมาะสม ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงตนให้เจริญยิ่งขึ้น 1.4) รู้ จักประมาณ (มัตตัญ ุตา) คือ รู้ จักพอดี เช่น รู้จักการบริโภค การใช้จ่าย ทรัพย์ ให้พอดีกั บรายได้ ไม่ เ ป็นหนี้จนไม่ สามารถชาระหนี้ได้ รวมทั้ ง การพูดจา การพัก ผ่อน การ สนุกสนาน รื่นเริง การใช้ชีวิตและการทาหน้าที่ของตนเอง ให้มีความพอเหมาะลงตัว ไม่ตามใจความ อยากของตนเองจนเกินไป 1.5) รู้จักกาล (กาลัญ ุตา) คือ รู้กาลเวลาที่เหมาะสม เช่น รู้ว่าเวาลาไหน ควรทา อะไร อย่างไรและทาให้ตรงเวลา ทาให้เป็นเวลา ทาให้ทันเวลา ทาให้พอเวลา ทาให้ถูกเวลา ตลอดจน รู้จัก กะเวลาและวางแผนการใช้เวลาอย่างได้ผล 1.6) รู้ จักชุมชน (ปริสัญ ุตา) คือ รู้ จักถิ่นฐาน รู้จักชุมชน รู้ การอันควรประพฤติ ปฏิบัติในถิ่นที่ชุมนุม เช่น ชุมชนนี้เมื่อเขาไปหาแล้วควรต้องทาตัวหรือแสดงกิริยาอย่างไร พูดอย่างไร ระเบียบประเพณี วัฒนธรรม เป็นอยางไร เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวให้ ถูกต้องตรงกับความต้องการและ เป็นประโยชน์ต่อชุมชน 1.7) รู้ จักบุคคล (ปุคคลัญ ุตา) คือ รู้ และเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น ใคร นิสัย ตึงหย่อน หรือมีอัธยาศัย ความสามารถและคุณธรรมอย่างไร ทาให้ตัดสินใจได้ว่าจะปฏิบัติ ต่อบุคคลเหล่านั้นได้อย่างไร จะเลือกคบหรือไม่ หรือต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร เช่น จะ ใช้จะยกย่อง จะตาหนิ หรือจะแนะนาสั่งสอนอย่างไร 2) พรหมวิหาร 4 เป็นธรรมประจาใจของผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่กว้างขวางดุจพรหม ได้แก่ 2.1) เมตตา (Loving Kindness) เปนความรัก ความปรารถนาดี ตองการชวย เหลือให้ทุกคนประสบประโยชน์และความสุข สรุปคือ ความปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข 2.2) กรุณา (Compassion) เป็นความสงสาร อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความ ทุกข์ ความเดือดร้อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ สรุปคือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
7-7 2.3) มุทิตา (Appreciative Gladness) เป็นความเบิกบานพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้ อื่นอยู ดี มีสุข ก็มีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน เมื่อเห็นเขาทาดีประสบความสาเร็จ ก้าวหน้า ก็พลอยยินดี พร้อมที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุน ไม่มีจิตคิดริษยา หรือน้อยเนื้อต่าใจในวาสนาของตนที่ไม่ทัดเทียมผู้ อื่น สรุป คือ พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี หรือมีอนุโมทนาจิต 2.4) อุเบกขา (Equanimity) เป็นการวางใจให้เป็นกลาง เมื่อเห็นบุคคลจะได้รับ ผลดี หรือชั่วอันสมควรแก่เหตุที่คน ๆ นั้นเป็นผู้ กระทา ก็สามารถวินิจฉัย วางตนและปฏิบัติไปตาม หลักการ ด้วยเหตุผลและความเที่ยงธรรม คือ สามารถวางเฉยและไม่ซ้าเติมเมื่อผู้อื่นได้รับความวิบัติ ที่ตนไม่อาจช่วยเหลือได สรุปคือ การวางเฉย หรือการวางใจเป็นกลาง 3) ทศพิธราชธรรม เป็นหลักธรรมของผู้เป็นใหญ่ ซึ่งสามารถนาไปใช้กับผู้มีอานาจของ ทุกองค์กร ทั้งผู้นาครอบครัว ผู้นากลุ่ม ผู้นาองค์กร ผู้นาชุมชน ผู้นาประเทศ ประกอบด้วย หลักธรรม 10 ข้อ ดังนี้ 3.1) ทาน (Sharing with the Populace) หมายถึ ง การให้ วั ต ถุ ภ ายนอกเป็ น สิ่งของต่าง ๆ โดยต้องมีผู้รับโดยตรง การให้ทานสามารถให้ได้ 3 ชนิด คือ ให้วัตถุเป็นทาน ให้ธรรมะ เป็นทาน ถือว่าเป็นทานที่เลิศกว่าทานทั้งปวง และให้อภัยทานหรือยกโทษให้ 3.2) ศีล (Maintaining Good Conduct) หมายถึง ปกติ ภาวะปกติ การประพฤติ ปฏิบัติ ให้เกิดภาวะปกติ หรือความสุจริต เช่น มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 3.3) ปริ จ จาคะ (Working Selflessly) หมายถึ ง การเสี ย สละ โดยเสี ย สละ ความเห็นแก่ตัว หรือกิเลสที่อยูภ่ ายในจิตใจคนเรา 3.4) อาชวะ (Working Honestly) หมายถึง ความซื่อตรง เปิดเผย ไม่มีอันตราย หรือ โทษภัยใด ๆ เป็นที่ไว้ใจต่อการทาหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อตนเอง 3.5) มัทวะ (Deporting himself with Gentleness and Congeniality) หมายถึง ความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความอ่อนโยนต่อผูอื่น 3.6) ตปะ (Rejecting Indulgence through Austerity) หมายถึง ธรรมะที่เผา กิเลส เป็นการกาจัดบาป หรือกิเลส ความชั่วทั้งปวงและความเห็นแก่ตัว 3.7) อโกธะ (Adhering to Reason, not Anger) หมายถึง ความไม่โกรธ ซึ่งมีจุด เริ่มตน จากภายในจิตใจของความไม่สบายใจ ความไม่ พอใจแล้วระเบิดออกมาภายนอกทาร้ายผูอื่น ด้วยวาจา หรือลงมือทาร้ายร่างกาย 3.8) อวิหิง สา (Bringing Tranquility through Non-Violence) หมายถึง ความ ไม่เบียดเบียน หรือการกระทาที่กระทบกระทั่งตนเองและผู้อื่นให้ได้รับความลาบาก ความเดือดร้อน 3.9) ขั น ติ (Overcoming Difficulties with Patience) หมายถึ ง ความอดทน เช่น อดทนต่อการรอคอย อดทนต่อกิเลสที่มายั่วยวน การมีความอดทนจึงทาให้เกิดโสรัจจะหรือความ สงบเสงี่ยม ซึ่งมักได้ยินคาคูกันว่า ขันติ-โสรัจจะ ดังนั้นผู้บริหารที่มีขันติ และโสรัจจะก็จะเป็นผู้ที่หนัก แน่น มีเหตุผล มีความสุภาพ งามสง่าและน่านับถือ 3.10) อวิโรธนะ (Not doing that which Strays from Righteousness) หมายถึง ความมั่นคงในธรรม เป็นความไม่บกพรอง หรือกระทาผิดไปจากทานองคลองธรรม
7-8 4) มรรค 8 เปนอริยมรรค คือ ทางปฏิ บติใหถึง ความดับทุ กข์ เรียกอีก อยางหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายกลาง หรือหลักปฏิบัติอันเปนสายกลางกล่าวถึงคุณธรรม 8 ประการ คือ 4.1) สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ (Right Understanding) หมายถึง ความเห็นถูก ตองตามทานองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทาดีไดดี ทาชั่วได้ชั่ว บุญมี บาปมี ชาติหน้ามี ชาติก่อนมี 4.2) สัมมาสังกัปปะ ความดาริชอบ (Right Thoughts) หมายถึง การไม่ ตกอยูใต้ สิ่งยั่วยวน ความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน 4.3) สัมมาวาจา การพูดชอบ (Right Speech) หมายถึง การพูดที่เว้นจากการพูด เท็จ พูดส่อเสียด พูดคาหยาบ พูดเพ้อเจ้อ แต่มีวาจาคาพูดที่ชอบ พูดคาจริง พูดประสานสามัคคี พูด อ่อนหวาน พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ 4.4) สัมมากัมมันตะ การกระทาชอบ (Right Action) หมายถึง การงดเว้นกระทา ใด ๆ ที่เป็นการเบียนเบียดชีวิตและเบียนเบียดทรัพยสินผู้ อื่น ดังนั้น การกระทาชอบที่ เป็นความ เมตตา กรุณาต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง การรู้จักเสียสละแบ่งปันเฉลี่ยสุขของตนแก่ผู้อื่นตามสมควรและไม่มวั เมา ในกามคุณ มีความพึงพอใจในคู่ครองของตนอย่างเหมาะควร 4.5) สั ม มาอาชี ว ะ การเลี้ ย งชี พ ชอบ (Right Livelihood) หมายถึ ง การเว้น มิจฉาชีพ ทุกรูปแบบ การทุจริตในอาชีพของตนก็เรียกได้ว่า ทามิจฉาชีพในสัมมาชีพ 4.6) สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ (Right Effort) หมายถึง ความเพียรชอบทุก รูปแบบ เช่น เพียรระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่ใหเกิดขึ้น เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้น แล้ว เพียรให้ กุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมและทากุศลให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป 4.7) สัมมาสติ ความระลึกชอบ (Right Mindfulness) หมายถึง การระลึกถึงสิ่งใด ที่ทาใหกุศลเจริญและอกุศลเสื่อม ก็ให้ระลึกถึงบ่อย ๆ 4.8) สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ (Right Concentration) หมายถึง การที่จิต ตั้งมั่น ในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างมั่นคงไม่หวั่นไหว ไม่ฟุ้งซ่าน อนิวัช แก้วจานงค์ (2555) กล่าวไว้ว่า หลักธรรมสามารถนาไปใช้เป็นภูมิคุ้มกันในการดาเนิน ชีวิตและบริหารองค์การในปัจจุบันได้แน่นอนแต่ต้องค้นหาหลักธรรมที่เหมาะสมเพื่อนาไปปฏิบัติต่อ กันได้จริง ความเข้าใจหลักคาสอนของทุกศาสนาสามารถนาไปประกอบเป็นตัวอย่างเพื่อสร้างความ เข้าใจและค้นหาหลักธรรมที่เหมาะสมต่อไปจะทาให้ชีวิตการทางานประสบแต่ความสุขและธุร กิ จ ประสบผลสาเร็จต่อไป 5) สังคหวัตถุ 4 หลักธรรมที่เรียกว่า “สังคหวัตถุ 4” เป็นหลักธรรมสาหรับใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว จิตใจบุคคลอื่นโดยจะช่วยให้เกิดการประสานมวลหมู่คนรอบข้างให้เกิดความรัก สามัคคี มีน้าใจต่อกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเข้าใจ หลักสังคหวัตภุ 4 ที่บุคคลควรนามาใช้ในการดาเนินชีวิต และการทางานในปัจจุบัน ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัต ถจริยาและสมานัตตา ซึ่งผู้เขียนอธิบายโดยสรุป ดังนี้ 5.1) ทาน (Giving) คือ การให้ การเริ่มต้นหรือรู้จักการให้ก่อน การเสียสละแบ่งปัน และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่บุคคลอื่นโดยไม่หวังผลสิ่งใดเป็นการตอบแทน การให้ความช่วยเหลือซึ่ง กันและกันโดยเจตนาที่ดี
7-9 สาหรับผู้บริหารหากใช้ “ทาน” ในการบริหารงานจะเป็นการให้ความรู้ ให้ คาแนะนา สั่งสอน ด้วยความจริงใจ สุจริตส่งผลให้เกิดพระคุณมากกว่าพระเดชจะทาให้ท่านได้ความ รักและสร้างความผูกพันต่อกันกับเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาทาให้ทางานร่วมกันได้เหมือนอยู่ ในครอบครัวเดียวกัน ส่งผลให้พนักงานดารงอยู่กับองค์การได้อย่างยาวนาน 5.2) ปิยวาจา (Kind Speech) คือ การพูดจาหรือการใช้วาจาที่ สุ ภาพ นุ่ม นวล มองเห็นความอ่อนโยนเป็นคาพูด โดยพูดแต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์และเกิดกาลังใจต่อบุคคล อื่น ทั้ ง นี้ ในการดาเนินชีวิตของคนเราทุก คนย่อมมีความต้องการให้บุคคลอื่นพูดจากับเราแต่ดี ๆ ดังนั้น เราจึงอาจต้องเริ่มต้น แล้วเราจะได้รับตอบแต่ในสิ่งที่ดี ๆ ทั้งนี้เพื่อควรหวังให้บุคคลอื่นปฏิบัติ ต่อเราก่อนโดยต้องปฏิบัติอย่างสม่าเสมอกับทุกคนที่ต้องติดต่อสัมพันธ์ด้วย สาหรับผู้บริหารเมื่อต้องติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นจึงต้องติดต่อสื่อสารหรือพู ดให้ บุคคลอื่นเกิดความประทับใจทั้งต่อหน้าและลับหลังจึงจะเกิด “เสน่ห์” การใช้ปิยวาจาจึงกล่าวได้ว่า เป็นการลดความรุนแรงในการปฏิบัติต่อกัน คาพูดที่ไพเราะนอกจากจะสร้างความประทับใจต่อบุคคล อื่นแล้วยังช่วยสร้างมิตรในแวดวงธุรกิจ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากบุคคลแต่ละคนย่อมต้องการให้บุคคล อื่นพูดแต่ในสิ่งดีๆ ต่อกัน ซึ่งจะทาให้มีความสุขกายสบายใจทุกครั้งเมื่อต้องติดต่อธุรกิจด้วย นอกจากนี้ เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาและลูกค้าจะให้ความเคารพ ให้ความเกรงใจและให้การยอมรับเมื่อ ต้องทางานร่วมกันอีกด้วย 5.3) อัตถจริยา (Useful Conduct) การแสดงซึ่งพฤติกรรมหรือความประพฤติที่ เป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่น การให้ความช่วยเหลือกิจการสาธารณประโยชน์ ระมัดระวังให้การกระทา แต่สิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม ส าหรับ ผู้ บ ริห าร อัตถจริยา กล่าวได้ว่าเป็น สิ่ง ส าคัญ เนื่องจากการทางาน ร่วมกั นย่อมต้อ งพึ่ง พาอาศัยซึ่ง กันและกัน การบริหารจัดการไม่สามารถกระทาเพียงลาพังได้เป็น ผลส าเร็จ การแสดงออกซึ่ง พฤติก รรมที่ ดีโ ดยให้ค วามช่ ว ยเหลือบุคคลอื่ นด้ วยความเต็ ม ใจหรื อ แสดงออกซึ่งความประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือโดยการให้คาแนะนาที่ดี เป็นที่ปรึกษาและให้ความ ช่วยเหลือเมื่อถูกร้องขอทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน การกระทาเหล่านี้ย่อมต้องได้รับการยอมรับจาก เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาและการให้การยอมรับนั้นจะนาไปสู่การบริหารจัดการที่ประสบ ผลสาเร็จโดยเร็ว 5.4) สมานัตตา (Even and Equal Treatment) คือ การทาตนให้มีความเสมอต้น เสมอปลาย ปฏิบัติตนอย่างสม่าเสมอ การวางตัวให้เหมาะสมกับฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ์และ สิ่งแวดล้อม ในการบริหารธุรกิจนักบริหารย่อมต้องประพฤติตัวให้มี ความเสมอภาคกั บ เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อไม่ให้บุคคลอื่นตาหนิในการกระทาของเราได้ ว่าเป็นการแบ่งชนชั้น ทาตัวห่างเหินซึ่งจะทาให้บุคคลในหน่วยงานรู้สึก ไม่สบายใจซึ่งจะท าให้เ กิ ด ช่องว่างในการทางานร่วมกัน เมื่อนั้นจะทาให้การบริหารงานประสบความยุ่งยาก หากนาสมานัตตามา ใช้ในการบริหารงานย่อมจะทาให้บุคคลอื่นรู้สึกสบายใจโดยสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นปัญหาใน การท างานให้ฟั ง จะท าให้ผู้บ ริห ารได้รับ ข้อมู ล ที่ เ ป็นประโยชน์ต่อการท างานและสามารถนาพา หน่วยงานไปสู่ความสาเร็จได้
7-10 6) อิทธิบาท 4 หลักธรรมที่เรียกว่า “อิทธิบาท 4” เป็นหลักธรรมที่จะช่วยให้บุคคลไปถึงผลสาเร็จ ได้ตามประสงค์ บุคคลที่ ห วัง ความสาเร็จในการดาเนินชีวิตหรือการท างานจึง ต้องกระทาตนโดย ประพฤติปฏิบัติให้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่เรียกว่าฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา การประพฤติปฏิบัติด้วย หลักฐานอิทธิบาท 4 จึงเป็นฐานที่จะช่วยสร้างความสาเร็จในชีวิตและการงานได้จริง ผู้เขียนขอกล่าว โดยสรุป ดังนี้ 6.1) ฉันทะ หมายถึง ความพอใจสิ่งที่ตนมีอยู่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วและนาสิ่ง นั้นในการสร้างสรรค์กาลังใจเพื่อก้าวไปสูเ่ รือ่ งอื่น ๆ ในชีวิตต่อไป สาหรับคนทางานต้องพอใจรักใคร่ใน งานที่ทาเสียก่อนจึงย่อมจะมีกาลังใจในการทาการอื่น ๆ ต่อไป ทั้งนี้ บุคคลที่ทางานตรงกับใจรักจะ สร้างความชานาญการได้ง่ายและมีแนวโน้มของความสาเร็จในหน้าที่การงานได้มากกว่าบุคคลที่ไม่มใี จ รักและพอใจในหน้าที่การงานของตนเอง ดังนั้น บุคคลจึงต้องเรียนรู้ในหน้าที่การงานโดยเร็วเพื่อบอก กับตนเองว่าพอใจ รักใคร่ในหน้าที่การงาน ปัจจุบันมากน้อยเพียงใด ถ้ายังไม่สายเกินไปก็ควรพยายาม เปลี่ยนงานไปยังสิ่งที่ตนรักและพอใจ หากสายเกินไปอาจส่งผลให้ไม่เกิดความก้าวหน้าในหน้าที่การ งานและส่งผลต่อการดาเนินชีวิตมีแต่ความทุกข์ในงานและอาจไม่สามารถสร้างความชานาญการใน งานที่ตนเองทาได้ 6.2) วิริยะ หมายถึง ความเพียรพยายามที่จะกระทาการงานอย่างต่อเนื่องไม่ขาด ตอน เพื่อการสร้างผลสาเร็จสาหรับในระยะยาว การมีวิริยะจึงหมายถึง การมีความกล้าหาญที่จะทา ให้ สิ่ ง ที่ ต นได้ เ พี ย รพยายามเพื่ อ ไปสู่ผ ลส าเร็จ ให้จ งได้ดั ง สุภ าษิต ที่ ว่ า “ความพยายามอยู่ที่ ไหน ความสาเร็จอยู่ที่นั่น” สาหรับคนทางานการสร้างความมานะบากบั่น และเพียรพยายามทาการใด ๆ ในหน้าที่การงานให้สาเร็จย่อ มเป็นความสุขของตนเองและเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง การรอคอย หรือบนบานเพื่อให้ประสบผลสาเร็จอาจเป็นเพียงกาลังใจส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ความสาเร็จนั้นย่อมมา จากการกระทาของตนเองเท่านั้น 6.3) จิตตะ หมายถึง การไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตนเอง โดยกระทา ในสิ่งที่ประสงค์จะทาด้วยใจจดจ่อ สร้างความเด่นชัดในจิตใจและมีสมาธิในสิ่งที่จะทา แม้ว่าจะต้องใช้ เวลานานก็ตาม บุคคลจึงต้องสร้างสภาวะจิตใจและสภาวะจิตใจที่สงบและมั่นคงในเรื่องที่จะกระทา โดยไม่คิดฟุ้งซ่านไปถึงเรื่องอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน การใส่ใจในงานโดยไม่ทอดทิ้งไปเสียเฉย ๆ โดยขาด เหตุผลย่อมเป็นการสานต่อความเพียรพยายามที่มีแต่เดิมให้คงอยู่กับตนเอง ซึ่งจะทาให้บุคคลสามารถ ฝันฝ่าอุปสรรคหรือข้อจากัดในงานได้อย่างไม่ยากเย็น 6.4) วิมังสา หมายถึง ความหมั่นตริตรองพิจารณาหาเหตุผลในงานที่ทา สาหรับ บุคคลที่ เ ข้าใจความส าคัญ ความจ าเป็นและจุดมุ่ งหมายของงานที่ตนกาลังดาเนินการย่อมทราบ เป้าหมายของชีวิตที่แท้จริงว่าต้องการอะไร นั่นหมายความว่าบุคคลจะสามารถเข้าใจได้ว่างานของตน ไม่ ได้ตอบสนองเฉพาะตนเองและหน่วยงานเท่านั้น แต่มีผ ลกระทบต่อองค์การ ชุม ชน สัง คมและ ประเทศชาติอีกด้วย การพิจารณาหาเหตุผลในงานที่ ทาโดยไม่ทอดทิ้งงานที่รับผิดชอบ มีความเพียร พยายามในการต่อสู้กับอุปสรรคข้อจากัดต่าง ๆ โดยไม่ย่อท้อ รวมถึงการมีใจจดจ่อกับหน้าที่การงาน ย่อมนามาซึ่งความสาเร็จในงานอย่างแท้จริง
7-11 7) อริยสัจ 4 หลักธรรมที่เรียกว่า “อริยสัจ 4” กล่าวได้ว่าเป็นหลักความจริง 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค โดยขอกล่าวพอสังเขปเพื่อการนาไปใช้อย่างถูกต้อง ดังนี้ 7.1) ทุ ก ข์ เป็นความกลัว ความเศร้าโศก ความเสียใจ ความไม่ ส มหวัง ในสิ่ง ที่ ปรารถนาและความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริงของชีวิตทุกคนอาจเผชิญกับ เรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วเกิดทุกข์ โดยสามารถสังเกตบุคคลได้ง่าย โดยทุกข์ของบุคคลจะแสดงออกมาเป็น ความวิตกกังวล ความเครียดและความเงียบ ดังนั้น จึงหาต้นเหตุของความทุกข์และความดับทุกข์ 7.2) สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา บุคคลที่มองไม่เห็นความเป็นจริงของชีวิตก็ ตกอยู่ในเหตุแห่งทุกข์นั้นตลอดไป นั่นคือตกอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศกเสียใจ ความยึดมั่น ถือมั่น หรือที่เรียกว่าเป็นคนยึดติดในขันธ์ 5 ทาให้ตกอยู่ในเหตุแห่ง ทุกข์ 7.3) นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ด้วยการสร้างความเข้าใจในความจริงในชีวิต หากได้ การฝึกปฏิบัติอย่างสม่าเสมอก็จะสามารถนาไปสู่การดับเศร้าโศกทั้งมวลได้ อันจะนามาสู่ความสุขใน การดาเนินชีวิตได้เกิดความสงบและสบายใจในที่สุด 7.4) มรรค คือ หนทางนาไปสู่ความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งเป็นการหล่อ เลี้ยงชีวิตด้วยสติ เพื่อนาไปสู่การมีสมาธิและปัญหา ทาให้พ้นจากความทุกข์ และความเศร้าโศกเสียใจ ได้ นอกจากนี้ ยังมีหลักธรรมอื่น ๆ ที่มีความสาคัญและสามารถนาไปใช้ในการดาเนินชีวิต หรือสร้างให้เป็นคุณธรรมประจาใจสาหรับนักบริหารหรือหัวหน้างานในระดับต่ าง ๆ ได้ ซึ่งในเรื่องนี้ เนตร์พัณณา ยาวิราช ( 2552) ได้นาเสนอหลักธรรมซึ่งเป็นการละเว้นอคติต่าง ๆ ดังนี้ 8) อคติ 4 8.1) ฉั น ทาคติ หมายถึ ง ความล าเลี ย งอั น เนื่ อ งจากความชอบหรื อ ความรั ก ผู้บังคับบัญชาที่ดีจะต้องละเว้นฉันทาคติ ไม่ทาอะไรให้ได้ชื่อว่าลาเอียงหรือมีอคติ อันเนื่องมาจาก สถาบันเดียวกัน สีเดียวกันหรือพรรคพวกเดียวกัน ความดีความชอบทั้งหลายจะต้องอยู่ในฐานของ ระบบคุณธรรม นั่นคือ หลักความสามารถ หลักโอกาส และความเท่าเทียมกัน 8.2) โทสาคติ หมายถึง ความลาเอียงหรืออคติเนื่องจากความเกลียดชังหรือความ โกรธเคืองผู้บังคับบัญชาที่ดีจะต้องไม่ประพฤติปฏิบัติด้วยความลาเอียงหรือมีอคติ อันเนื่องมาจาก ความโกรธ ความเกลียดชัง จะต้องตั้งอยู่บนหลักความถูกต้องดีงามและคุณธรรม 8.3) โมหาคติ หมายถึง ความลาเอียงหรืออคติเนื่องจากความไม่รู้จริงหรือเรียกว่ า ความเขลาหรือความหลง 8.4) ภยาคติ เป็นความลาเอียงเพราะเกิดจากความกลัว 9) ฆราวาสธรรม 4 หลัก ฆราวาสธรรม 4 เป็นหลัก ธรรมสุดท้ายที่มี ความเกี่ ยวข้องกับการครองเรือน รวมถึงสามารถนาไปใช้ในการบริหารได้ ทั้งนี้หากดูที่ความหมายของฆราวาสธรรม หมายถึง คุณสมบัติ ของผู้ประสบผลสาเร็จในการดาเนินชีวิตซึ่งประกอบด้วย สัจจะ ทมะ ขันติละ จาคะ ทั้งนี้เมื่อพิจารณา จากคาพบว่าสามารถแยกคาสาคัญได้ 2 คา ได้แก่ “ฆราวาส” ที่แปลว่าผู้ที่ดาเนินชีวิตในทางโลกหรือ
7-12 ผู้ครองเรือน และ “ธรรม” แปลว่าความถูก ต้องและความดีง ามซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ ควรปฏิบัติ ของ บุคคล สาหรับความเป็นฆราวาสที่ดีหมายความว่าเมื่อบุคคลเป็นคนดีก็ย่อมเป็นเพื่อนที่ดีกับบุคคลอื่น ด้วย ความเป็นคนดีในที่นี้หมายความว่ามีดีใน 4 เรื่อง ดังนี้ 9.1) สัจ จะ หมายถึง ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง จริง ใจ พูดจริง ท าจริง ต่อกั น จาก ความหมายดัง กล่าวทาให้มองเห็นถึงความลึกซึ้งของคาว่าสัจจะที่จะเป็นเหตุนาไปสู่ความน่าเชื่อถือ และความน่าไว้วางใจได้ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าสัจจะ นอกจากจะมีความเกี่ยวข้องกับตนเองแล้วยัง มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นด้วย สาหรับบุคคลที่มีสัจจะย่อมได้รับการยกย่อง มีความน่าเชื่ อถือสูง บุคคลอื่นยาเกรงและส่งผลทาให้ครอบครัวมีความมั่นคง เป็นต้น 9.2) ทมะ หมายถึง การรู้จักข่มจิตใจตนเอง การข่ม จิตใจตัวเองนี้เป็นเรื่องยาก สาหรับคนที่มีจิตใจไม่เข้มแข็งหรือคนที่มีอารมณ์แปรปรวน ดังนั้น บุคคลที่มี "ทมะ" ย่อมต้องฝึกตน ปรับปรุงตนหรือต้องบังคับ ควบคุมตนเองให้รู้จักการข่มจิตข่มใจในทุกเรื่องที่เข้ามาในชีวิตและการ ทางาน โดยสามารถปรับปรุงแก้ไขตนให้เจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ และพร้อมที่จะแก้ไขตนเองเพื่อให้ บุคคลอื่นยอมรับ สาหรับบุคคลที่มี "ทมะ" ย่อมเป็นคนที่มีความสามารถในการทางานสามารถยับยั้ง ตนเองไม่ให้หลงไปทาความผิดใด ๆ และกลายเป็นบุคคลที่มีความเป็นเลิศในที่สุด 9.3) ขันติ หมายถึง ความอดทนอดกลั้นต่อทุ ก สิ่ง ทุ ก อย่าง ซึ่ง เป็นเรื่องส าคัญ ส าหรับการดารงชีวิตและการทางาน ได้แก่ การอดทนต่อความยากลาบาก อดท นต่อทุกขเวทนา อดทนต่อการกระทบกระทั่ง และอดทนต่อสิ่งที่เย้ายวนใจหรือกิเลสซึ่งทนได้ยาก นอกจากนี้ บุคคลยัง ต้องอดทนต่อการพู ดจาส่อเสียดเยาะเย้ยจากบุคคลที่ประสงค์ร้ายด้วย เมื่ อสามารถอดทนและไม่ หวั่นไหวต่อเรื่องใด ๆ ได้ย่อมเป็นผู้ชนะและเป็นผู้ที่ประสบความสาเร็จในที่ สุด บุคคลที่มีขันติย่อม ทางานได้ดีโดยสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ไม่มีเรื่องวิวาทกับบุคคลอื่นและไม่หลงผิดไปทาความชั่วได้ ง่าย 9.4) จาคะ หมายถึง การเสียสละโดยเสียสละทั้งวัตถุสิ่งของ รวมถึงการมีน้าใจใน การแบ่งปันสิ่งของอันเป็นของ ๆ ตนแก่ บุคคลที่ ควรให้ บุคคลที่ มี จาคะย่อมมีกัลยาณมิตรรอบตัว ครอบครัวและสังคมมีความสุขและเป็นที่นับหน้าถือตาของบุคคลทั่วไป บุคคลที่นาหลักฆราวาสธรรม 4 ไปใช้ในการดาเนินชีวิตและการทางานย่อมได้รับผลแห่ง การปฏิบัตินั้นโดยเป็นผู้ที่ประสบผลสาเร็จในการดาเนินชีวิตและการทางาน สาหรับบุคคลที่เริ่มต้ นก็ ยังไม่สายต้องให้กาลังใจตนเองและสร้างความเพียรพยายามปลูกฝังให้เกิดขึ้นในตนเองให้ได้ ซึ่งในขั้น เริ่มต้นอาจทาได้ยาก แต่เมื่อมุ่งตรงต่อเป้าหมายนั้น และฝึกฝนอย่างต่อเนื่องสุดท้ายย่อมนามาซึ่ง ความสาเร็จในชีวิตหน้าที่และการงานได้อย่างแน่นอน 10) ธรรมเพื่อการบริหาร ผู้บริหาร นักการจัดการ รวมทั้งนักวิชาการมีความเห็นตรงกันว่าวิธีการบริหารที่ดีคือ การใช้ ทั้งพระเดชและพระคุณซึ่งให้ได้ทั้งน้าใจคนและผลของงาน ดังนั้น เมื่อต้องนาหลักธรรมมาใช้ ในการบริหารผู้เขียนจึงเห็นว่าหลักธรรมที่เรียกว่า “พละ 4 ประการ” ซึ่งประกอบด้วย ปัญญาพละ วิริยะพละ อนวัชชพละ และสังคหพละ มีความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งพละหรือกาลังแห่งคุณธรรมทั้ง 4 ประการ มี ผ ลต่อ การบริห ารและการจัดการ โดยมี ส่วนก่ อให้เกิ ดผลสาเร็จในการวางแผน จัด
7-13 องค์การ จัดการทรัพยากรมนุษย์ การนาและการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดย อาจกล่าวในรายละเอียด ดังนี้ 10.1) ปัญญาพละ หมายถึง กาลังความรู้หรือความฉลาด 10.2) วิริยพละ หมายถึง กาลังแห่งความเพียร 10.3) อนวัชชพละ หมายถึง กาลังงานที่มีโทษหรือความสุจริต 10.4) สังคหพละ หมายถึง กาลังสงเคราะห์หรือมนุษยสัมพันธ์ นอกจากนี้ ผู้บริหารจาเป็นต้องเป็นผู้รอบรู้หรือมีกาลังแห่งความรู้ นั่นคือต้องมีปัญญา คือ ความรอบรู้เกี่ยวกับงานในหน้าที่และความรับผิดชอบ 3 ด้าน ได้แก่ รู้ตน รู้คน และรู้งาน สรุปพอ สังเขปดังนี้ (1) รู้ตน หมายถึง การรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเองรู้ว่าตนเองมีความเด่นและ ความด้อยในเรื่องใด โดยสามารถนาจุดเด่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในหน้าที่การงานและพัฒนาจุดด้อย ให้ค่อย ๆ ลดน้อยลงหรือหมดไป นอกจากนี้ นักบริหารต้องหัดมองตนเองและตักเตือนตนเองได้ โดย ต้องอย่ามองข้ามความผิดของตนเองหรืออาจต้องโทษการกระทาของตนเองบ้าง ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ความผิดพลาดของคนอื่นหรือโทษการกระทาของคนอื่นทุกครั้งไป (2) รู้ ค น หมายถึ ง ความรอบรู้ เ กี่ ย วกั บ บุ ค คลอื่ น ซึ่ ง เป็ น เพื่ อ นร่ ว มงาน ผู้ใต้บัง คับ บัญ ชาหรือ ผู้อื่ นที่ เ ป็นผู้บัง คับ บัญ ชาเหนือกว่าเราอีก ขั้นหนึ่ง ขึ้ น ไป โดยต้องรู้ว่าใครมี สมรรถนะในด้านใด เพื่อจะใช้คนหรือขอความร่วมมือขอความอนุเคราะห์ในเรื่องงานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม นอกจากนั้นต้องรู้จักนิสัยหรือพฤติกรรมที่เป็นความเคยชินของบุคคลที่ต้องเกี่ยวข้องด้วย เช่น บุคคลเหล่านั้นเป็นคนรักสวยรักงาม ใจร้อนโมโหง่าย ซึมเซา ขาดความกระตือรือร้น เฉื่อยชาพวก เชื่อง่ายหูเบา พวกใฝ่รู้ช่างสงสัย ต้องการรายละเอียดและช่างกังวล เป็นต้น (3) รู้ ง าน หมายถึ ง ความรอบรู้ ใ นงานในหน้ า ที่ แ ละความรับ ผิด ชอบเพื่อ ประโยชน์ในการบริหารและการจัดการ โดยทั่วไปคาว่า “รู้งาน” เป็นไปได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ รู้เท่าและ รู้ทันโดยการรู้เท่าเป็นความรอบรู้เกี่ยวกับขั้นตอนหรือความรู้เท่าถึงการณ์จึงสามารถช่วยป้องกันภัยที่ อาจมาถึงได้ สาหรับการรับรู้เท่าทันสถานการณ์เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ จึง เท่ากับว่าหากผู้บริหารรู้งานก็ต้องรู้เท่าด้วย เพื่อเอาไว้ป้องกันและต้องรู้ทันเพื่อเอาไว้แก้ไข การบริการธุรกิจ ในปัจจุบันจะนาหลักธรรม มาใช้แต่เ พียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จาเป็นต้องแสวงหาความรู้ใหม่มาประกอบเข้าด้วยกัน ผู้เขียนเห็นว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักการที่สามารถนามาประยุกต์ใช้ได้กับการบริหารธุรกิ จในสภาพการณ์ปัจจุบันจึงขอกล่าวต่อ จากหลักธรรมทางศาสนาเพื่อให้ผู้อ่านได้ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจต่อไป 7.1.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อจริยธรรมของผู้บริหาร ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อจริยธรรมของผู้บริหาร นอกจากการศึกษา ประสบการณ์และค่านิยม ของสังคมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน (สมคิด บางโม, 2558) ดังนี้
7-14 1) ปัจจัยภายนอกองค์กร ได้แก่ 1.1) สภาพการแข่งขัน 1.2) การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมและการค้า 1.3) การเมือง 1.4) การที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ 2) ปัจจัยภายในองค์กร ได้แก่ 2.1) เป้าหมายกาไรหรือผลผลิตที่ตั้งไว้สูงเกินไป 2.2) สภาพการเงินขององค์กรอยู่ในภาวะขาดทุนหรือมีหนีส้ ินมาก 2.3) การให้อานาจมากเกินไปและขาดการควบคุมที่รัดกุม 2.4) ผู้บริหารมีปญ ั หาทางการเงิน 2.5) กฎระเบียบขององค์กรไม่รัดกุม 2.6) ผลประโยชน์ส่วนตัวและความเห็นตัว 7.1.5 ธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล แนวคิดเรื่องธรรมภิบาลและบรรษัทภิบาล เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน โดยเป็นแนวนโยบายของ ธนาคารโลกที่ ก าหนดให้ป ระเทศผู้กู้เ งินนาไปเป็นแนวปฏิบัติตั้ง แต่ท ศวรรษที่ 1980 แท้ จ ริง แล้ว บรรษัท ภิบาล เป็นส่วนหนึ่ง ของธรรมาภิบ าลนั่นเอง เมื่ อเกิ ดล่ม สลายของระบบเศรษฐกิ จ ระบบ การเงินและระบบการค้าของโลกหลายครั้ง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่าสาเหตุแห่งความล้มเหลวนั้น เกิดจาก การฉ้อโกงของผู้บริห ารในองค์กร ความไร้ป ระสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วไหลในกระบวนการ บริหารและกระบวนการผลิตที่นาไปสู่ความไม่สามารถแข่งขันได้ ธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลจะประสบผลสาเร็จได้ต้องเกิดจากจริยธรรมของผู้บริหาร ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และเป็นหน้าที่ของทุกสถาบันที่จะต้องปลูกฝังแนวความคิดทางจริยธรรม ให้เกิดขึ้นกับทุกคน ให้เห็นว่าเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่จะต้องดาเนินงานอย่างมีจริยธรรม 1) ธรรมาภิบาล (Good Governance) 1.1) ความหมายของธรรมาภิบาล มีนักวิชาการหลายท่าน ได้ให้ความหมายของธรรมาภิบาล ไว้ดังนี้ ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ (2551) กล่าวว่า ธรรมาภิบาล หมายถึง การกากับ ดูแลกิจการเป็นการกาหนดความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการฝ่ายจัดการ ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย โดยผ่านโครงสร้างกระบวนการท างานและระบบการท างาน เพื่อให้มี ก ารก ากั บ ฝ่ายบริห ารให้ ปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสและมุ่งเน้นผลประโยชน์ ของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียเป็นหลัก โกวิทย์ พวงงาม (2552) กล่าวว่า ธรรมาภิบาล หมายถึง เป็นการบริหารงาน ของภาครัฐในทุกด้านโดยชอบธรรมและมีประสิทธิภาพโดยเน้นการใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมจาก ทุ ก ส่วนของสังคมไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชนอย่างจริงจัง และต่อเนื่องเพื่อให้ ประเทศมีพื้นฐานประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีความชอบธรรมด้านกฎหมาย มีเสถียรภาพมีโครงสร้าง การบริหารที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้
7-15 จินตนา บุญ บงการ (2553) กล่าวว่า ธรรมาภิบาล หมายถึง การควบคุมที่ดี โดยรวมของกิจการและการกระทาของบริษัทและการควบคุมเช่นนี้ต้องอาศัยผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท ทั้งหลายและจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะทาให้การบริหารมีจริยธรรมอย่างแท้จริง พักตร์ผจง วัฒนสินธุ์ (2559) กล่าวว่า ธรรมาภิบาล หมายถึง การปกครอง การ ควบคุมดูแลกิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม นอกจากนี้ยังหมายถึง การบริหารจัดการที่ดี ซึ่ง สามารถนาไปใช้ได้ทั้ ง ภาครัฐและเอกชน ธรรมที่ ใช้ในการบริห ารงานนี้มี ความหมายอย่างกว้าง กล่าวคือ มิใช่มีความหมายเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึงศีลธรรม คุณธรรม จริย ธรรม และความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวง ซึ่งวิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ธรรมาภิบาล หมายถึง การกากับดูแล กิจการเป็นการกาหนดความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการฝ่ายจัดการ ผู้ถือหุ้นและอาศัยผู้มีส่วนได้ เสีย เพื่อให้มีการกากับฝ่ายบริหารให้ปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสและมุ่งเน้นผลประโยชน์ โดยผ่าน โครงสร้างกระบวนการทางานและระบบการทางานอย่างมีส่วนร่วม เป็นการบริหารงานของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนในทุ ก ด้า นโดยชอบธรรมด้ า นกฎหมาย และมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ มิ ใ ช่ มี ความหมายเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ รวมถึงศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความถูก ต้องชอบธรรมทั้งปวง ซึ่งวิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ 1.2) องค์ประกอบของธรรมาภิบาล ส านัก งานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ได้ก าหนดไว้ ในระเบียบสานัก นายกรัฐมนตรี พ.ศ.2542 ว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ประกอบด้วย 6 หลัก ดังนี้ (1) หลัก คุณธรรม คือ การยึดถือและเชื่อมั่ นในความถูก ต้องดีงาม โดยการ รณรงค์เพื่อสร้างค่านิยมที่ดีงามให้ผู้ปฏิบัติงานในองค์การหรือสมาชิกของสังคมถือปฏิบัติ ได้แก่ ความ ซื่อสัตยสุจริต ความเสียสละ ความอดทนขยันหมั่นเพียร ความมีระเบียบวินัย เป็นต้น (2) หลักนิติธรรม คือ การตรากฎหมาย กฎ ระเบียบข้อบังคับและกติกาต่าง ๆ ให้ทันสมัย และเป็นธรรม ตลอดจนเป็นที่ยอมรับของสังคมและสมาชิก โดยมีการยินยอมพร้อมใจและ ถือปฏิบัติร่วมกันอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม (3) หลักความโปร่งใส คือ การทาให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร อย่างตรงไป ตรงมา และสามารถตรวจสอบความถูก ต้องได โดยการปรับปรุงระบบและกลไกการ ท างานขององค์ การให้ มี ความโปร่งใส มี ก ารเปิดเผยข้อ มูลข่าวสารหรือ เปิดให้ ประชาชนสามารถ เข้าถึง ข้อ มู ล ข่าวสารได้สะดวก ตลอดจนมี ร ะบบ หรือกระบวนการตรวจสอบและประเมินผลที่มี ประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการสร้างความไววางใจซึ่งกันและกัน และช่วยให้การทางานของภาครัฐและ ภาคเอกชนปลอดจากการทุจริตคอรัปชั่น (4) หลักความมีส่วนร่วม คือ การทาให้ สังคมไทยเป็นสังคมที่ประชาชนมีส่วน ร่วมรับรู้และร่วมเสนอความเห็นในการตัดสินใจสาคัญ ๆ ของสังคม โดยเปิดโอกาสให้ ประชาชนมี ช่องทางในการเข้ามามีส่วนร่วม ได้แก่ การแจงความเห็น การไต่สวนสาธารณะ การประชาพิจารณ์ การแสดงประชามติหรืออื่น ๆ และขจัดการผูกขาดทั้งโดยภาครัฐหรือโดยภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งจะช่วย ให้เกิดความสามัคคีและความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน
7-16 (5) หลักความรับผิดชอบ คือ ผู้ บริหาร พนักงาน และลูกจ้างต้องตั้งใจปฏิบัติ ภารกิจตามหน้าที่อย่างดียิ่ง โดยมุ่งให้บริการแก่ผู้มารับบริการ เพื่ออานวยความสะดวกต่าง ๆ มีความ รับ ผิดชอบต่อความบกพร่อ งในหน้าที่ การงานที่ตนรับผิดชอบอยู่และพร้ อมที่จะปรับปรุง แก้ไขได้ ทันท่วงที (6) หลักความคุ้มค่า คือ ผู้ บริหารตองตระหนักว่ามีทรัพยากรค่อนข้างจากั ด ดังนั้นในการบริหารจัดการจาเป็นจะต้องยึดหลักความประหยัดและความคุ้มค่า ซึ่งจาเป็นจะต้องตั้ง จุดมุ่งหมายไปที่ผู้รับบริการหรือประชาชนโดยส่วนรวม 1.3) หลักการกากับดูแลกิจการที่ดี เนตร์พัณณา ยาวิราช (2552) ได้กล่าวไว้ว่า หลักการกากับดูแลกิจการของธุรกิจ กาหนดได้ดังนี้ (1) นโยบายการก ากั บ ดูแลกิ จการของบริษัท คณะกรรมการบริษัท ก าหนด นโยบายและแนวปฏิบัติในการกากับดูแลกิจการที่ดี รวมไปถึงการพิจารณาทบทวนเป็นประจา เพื่อให้ เหมาะสมกับเวลาและสถานการณ์ สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอยู่เสมอ (2) ผู้ถือหุ้น : สิทธิและความเท่าเทียมกัน (3) สิทธิของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ อาทิเช่น ปฏิบัติต่อคู่ค้าตามเงื่อนไขหรือ ข้อตกลง เอาใจใส่ในการบริการและรับผิดชอบลูกค้า สนับสนุนและให้ความร่วมมือที่ดีกับภาครัฐและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันต่อผู้บริหารและพนักงาน (4) การประชุม ผู้ถือ หุ้น จัดให้มี ก ารอานวยความสะดวกแก่ ผู้ถือหุ้นสถานที่ ประชุม การจัดส่งข้อสนเทศ เอกสารประกอบ และข้อมูลข่าวสาร (5) ภาวะผู้นาและวิสัยทัศน์ ขณะเดียวกันก็คานึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ เสียทุกฝ่าย (6) ความขัดแย้งของผลประโยชน์ (7) จริยธรรมธุรกิจ (8) การถ่วงดุลของกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร (9) ค่าตอบแทนของกรรมการและผู้บริหาร (10) การประชุมคณะกรรมการ (11) คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริหาร (12) ระบบการควบคุมภายในและการตรวจสอบภายใน (13) รายงานของคณะกรรมการ (14) ความสัมพันธ์กับผู้ลงทุน 1.4) ธรรมาภิบาลในการบริหาร (1) หลักคุณธรรม (2) หลักนิติธรรม (3) หลักความโปร่งใส (4) หลักความมีส่วนร่วม (5) หลักความรับผิดชอบ
7-17 (6) หลักความคุ้มค่า 2) บรรษัทภิบาล (Corporate Governance) คาว่า บรรษัทภิบาล เกิดจาก "บรรษัท + อภิบาล" บรรษัท แปลว่า บริษัทขนาดใหญ่ อภิบาล แปลว่า บารุงรักษา ปกครอง สองคารวมกัน บรรษัทภิบาล จึงแปลว่า การบารุงรักษาบริษัท ขนาดใหญ่ หรือการกากับดูแลบริษัทขนาดใหญ่ 2.1) ความหมายของบรรษัทภิบาล บรรษัทภิบาล หมายถึง การกากับดูแลและบริหารจัดการองค์กรธุรกิจที่ดี ให้ องค์กรธุรกิจบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มสมประโยชน์และไม่กระทบต่อสังคม (สมคิด บางโม, 2558) 2.2) วัตถุประสงค์ของการมีบรรษัทภิบาลที่ดี กล่าวไว้ดังนี้ การสร้างบรรษัทภิบาลที่ดีให้เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่ อ เพิ่ ม สมรรถนะในการแข่ง ขันให้แก่ องค์ก ร ทั้ ง ในระดับ ประเทศและ ระดับโลก (2) เพื่อสร้างกาไร ความมีเสถียรภาพ ความเจริญเติบโต และความเผื่อแผ่สงั คม (3) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเสาะหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี (4) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดทุนของโลก 2.3) การสร้างบรรษัทภิบาลที่ดี กระบวนการสร้างบรรษัทภิบาลที่ดี มีขั้นตอนดังนี้ (เกียรติศกั ดิ์ จิรเธียรนาถ อ้างถึง ใน สมคิดบางโม, 2558) (1) ความเข้าใจที่ถูกต้อง (Right Understanding) ต้องมีความเข้าใจถึงความ จริงของบรรษัทภิบาลที่แท้จริง (2) ความคิดที่ถูกต้อง (Right Thinking) โดยคิดวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับองค์กร ของตน (3) ความทุ่มเทที่ถูกต้อง (Right Commitment) ทุ่มเททั้งเวลาและเงินทุนทา อย่างต่อเนื่องด้วยศรัทธา (4) การกระทาที่ถูกต้อง (Right Action) หมายความว่า ทาตามกระบวนการ สร้างบรรษัทภิบาล มีเหตุและผลของการกระทา (5) การกากับควบคุมที่ถูกต้อง (Right Monitoring) การกระทาอาจมีเบี่ยงเบน ไป เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องมากรายและมีปัจจัยต่าง ๆ มาก ต้องมีแบบควบคุมที่ดี (6) การประเมินและปรับแก้ที่ถูกต้อง (Right Monitorin and Alignment) มี ระบบการประเมินที่ดี เมื่อพบข้อบกพร่องต้องปรับแก้ให้ถูกต้อง 2.4) ผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรธุรกิจ (Stackeholder) สมคิด บางโม (2558) กล่าว ไว้ดังนี้ (1) ผู้ถือหุ้น (Stockholders) หรือเจ้าของบริษัท อาจเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล คาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนการลงทุนในรูปของเงินปันผลในอัตราที่พอใจ
7-18 (2) คณะกรรมการบริษัท (Board) มีอานาจในการกากับและควบคุมนโยบาย คาดหวังให้บริษัทเจริญก้าวหน้าและดาเนินไปอย่างถูกต้อง คณะกรรมการบริษัทมีความสาคัญยิ่งต่อ บริษัท (3) ผู้บริหาร (Managers) เป็นผู้กาหนดกลยุทธ์และบริหารบริษัท คาดหวังว่า จะได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนคุ้มกับความสามารถ (4) พนัก งาน (Employees) เป็นผู้ป ฏิบัติง านในบริษัท คาดหวัง ว่าจะได้รับ ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนที่ยุติธรรมและคุ้มกับความสามารถ (5) เจ้ า หนี้ (Creditors) เป็ น ผู้ ที่ บ ริ ษั ท กู้ เ งิ น มาอาจเป็ น บุ ค คลหรือ สถาบัน การเงิน คาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการให้กู้เงินตรงตามกาหนดเวลา เจ้าหนี้มีอิทธิพลต่อการ ดาเนินงานของบริษัทด้วย (6) รัฐบาล (Government) คาดหวังว่าบริษัทจะชาระภาษีครบถ้วน และตาม กาหนดเวลารัฐบาลจะควบคุมมิให้ธุรกิจเอาเปรียบประชาชน และส่งเสริมให้ธุรกิจดาเนินการ อย่าง คล่องตัว (7) ชุมชน (Community) คาดหวังว่าบริษัทจะไม่สร้างมลพิษแก่สิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม
7.2 จริยธรรมของนักธุรกิจ 7.2.1 จริยธรรมของนักธุรกิจ จริยธรรมทางธุรกิจ มีคาหลัก 2 คา คือ จริยธรรมและธุรกิจ ซึ่งได้กล่าวถึงจริยธรรมไป พอสัง เขปแล้ว จึง ควรมาท าความเข้าใจกั บ คาว่า ธุร กิ จ ต่อไป ตามพจนานุก รมราชบัณฑิ ตสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายธุรกิจว่า การงานประจาเกี่ยวกับอาชีพค้าขายหรือกิจการอื่นที่สาคัญและ ไม่ใช่ราชการ (กฎ) การประกอบกิจการในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม หัตถกรรม พาณิชยกรรม การบริการหรือกิจการอื่น แต่หากมองความหมายของธุรกิจในเชิงพฤติกรรมเราจะเห็นว่า ธุรกิจเป็น กิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลอย่างน้อย 2 ฝ่ายที่เรียกว่า ผู้ซื้อและผู้ขาย มาทาการตกลง เจรจา แลกเปลี่ยนหรือ ซื้อ ขายกั น โดยฝ่ายผู้ซื้อ ได้รับ สินค้าหรือบริ ก ารตามที่ ต้องการและผู้ ขายได้ รั บ ผลตอบแทนเป็นตัวเงินในรูปของกาไร ซึ่งทาให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย จากความหมายจริยธรรมทางธุรกิจข้างต้น กล่าวสรุปได้ว่า จริยธรรมทางธุรกิจเป็นการ น าข้ อ พึ ง ประพฤติ ป ฏิ บั ติ ที่ ช อบด้ ว ยความดี ความถู ก ต้ อ ง มาใช้ กั บ ธุ ร กิ จ โดยนั ก ธุ ร กิ จ หรื อ ผู้ประกอบการ ดังนั้นจริยธรรมต้องเริ่มจากการมีนักธุรกิจที่ดี จึงจะมีการประกอบการที่ดีและเป็น ธุรกิจที่ดีในที่สุดนั่นเอง แต่ถ้านักธุรกิจมุ่งแต่ผลประโยชน์ของตนเอง หรือผลกาไรของธุรกิจแต่เพียง อย่างเดียว โดยไม่คานึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เกี่ ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียธุรกิ จ นั้น ย่อมจะเป็นธุรกิจที่ขาดจริยธรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหาย ความเดือดร้ อนขึ้น รวมทั้งธุรกิจเองก็ จะไม่สามารถดาเนินธุรกิจต่อไปได้ในอนาคต ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นาน”
7-19 7.2.2 บทบาทจริยธรรมของนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อบุคคล สมคิด บางโม (2558) ได้กล่าวถึง บทบาทจริยธรรมของนักธุรกิจที่เกีย่ วข้องต่อบุคคล ไว้ ดังนี้ 1) จริยธรรมของนักธุรกิจที่มีต่อลูกค้า นักธุรกิจพึงปฏิบัติต่อลูกค้า ดังนี้ 1.1) พึงขายสินค้าและบริการในราคายุติธรรม มีกาไรตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับ คุณภาพสินค้าและบริการ 1.2) พึงขายสินค้าและบริการให้ถูกต้อง ตามจานวน คุณภาพ ราคา ที่ตกลงกัน และมีความรับผิดชอบตามภาระผูกพันของตน 1.3) พึงดูแลและให้บริการแก่ลูกค้าทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ให้โอกาสเท่าเทียมกันที่จะซื้อสินค้าจะรับบริการไม่ว่าในสภาวะใด เช่น ในภาวะสินค้าขาดตลาด เป็น ต้น 1.4) พึงละเว้นการกระทาใด ๆ ที่จ ะควบคุมการตัดสินใจของลูกค้าในการซื้อหรือ รับบริการโดยใช้ความใหญ่ขององค์กรของตนเป็นเครื่องต่อรอง หรือการซื้อขายโดยวิธีต่างตอบแทน กันหรือสร้างเงื่อนไขกาหนดให้ลูกค้าต้องทาตาม 1.5) พึงละเว้นการกระทาใด ๆ เพื่อทาให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น โดยไม่มีเหตุผล เช่น การกั ก ตุ นสินค้า ปล่อ ยข่าวอั นเป็นเท็ จ เพื่อให้ลูก ค้ าหลงเชื่ อต้องซื้ อหรือ ไม่ ซื้อสิน ค้า ในสภาพที่ เหมาะสมหรือไม่จาเป็น 1.6) พึงปฏิบัติต่อลูกค้า และให้บริการอย่างมีน้าใจไมตรี มีอัธยาศัยที่ดีต่อกัน 2) จริยธรรมของนักธุรกิจที่มีต่อคู่แข่งขัน นักธุรกิจพึงปฏิบัติต่อคู่แข่งขันดังนี้ 2.1) พึงละเว้นจากการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสี ทับถม ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม 2.2) พึงให้ความร่วมมือในการแข่งขัน เพื่อสร้างสภาวะตลาดที่ดี 3) จริยธรรมของนักธุรกิจที่มีต่อหน่วยงานของรัฐ นักธุรกิจพึงปฏิบัติต่อหน่วยงานของ รัฐ ดังนี้ 3.1) พึ ง ท าธุรกิ จกับหน่ วยงานของรัฐอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริตและเป็น ธรรม มีอัธยาศัยไมตรีประหนึ่งลูกค้าทั่วไป 3.2) พึงปฏิบัติตามข้อกาหนดของกฎหมายในการทาธุรกิจ ทาบัญชี เสียภาษีให้รัฐ อย่างถูกต้อง ตรงตามลักษณะของธุรกิจ ไม่เปิดโอกาสให้ข้าราชการประพฤติมิชอบในธุรกิจของตน 3.3) พึงละเว้นจากการติดสินบน จ้างวานข้าราชการเพื่ออานวยความสะดวกให้ตน ในการประกอบธุรกิจใด ๆ แม้จะไม่เกี่ยวข้องเสียหายต่อธุรกิจของตนเองก็ตาม 3.4) พึงละเว้นการให้ความร่วมมือ สนับสนุนการกระทาของข้าราชการที่มี เจตนา ทาการทุจริต ไม่ว่าในทางใด ๆ แม้จะไม่เกี่ยวข้องเสียหายต่อธุรกิจของตนเองก็ตาม 3.5) พึงละเว้นจากการให้ของขวัญ หรือของกานัลใด ๆ แก่ข้าราชการ เว้นแต่จะ เป็นสิ่งของเล็กน้อยที่คนส่วนใหญ่ให้กันตามประเพณีนิยม 3.6) พึ ง ให้ความร่วมมื อกั บ หน่วยรัฐในการท าตามหน้าที่ พลเมื องที่ ดี ให้ความ ช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมและชุมชนอย่างแท้จริง
7-20 3.7) พึงมีทัศนคติที่ถูกต้องและมีความเชื่อถือต่อหน่วยราชการเป็นเบื้องต้น ไม่มี อคติห รือไม่พยายามหลีก เลี่ยงที่จะติดต่อ ด้วย พึง เชื่อว่านัก ธุรกิ จสามารถร่วมมือกับราชการแก้ไข ปัญหาที่มีอยู่ รวมทั้งป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ 4) จริยธรรมของนักธุรกิจที่มีต่อสังคม นักธุรกิจควรถือเป็นความรับผิดชอบในการร่วม สร้างสรรค์สังคมให้เจริญก้าวหน้า โดยมีหลักปฏิบัติ ดังนี้ 4.1) พึ ง ละเว้นจากการประกอบธุรกิจที่ ทาให้สัง คมเสื่อม ทั้ ง ด้านจิตใจและทาง ศีลธรรม 4.2) พึงละเว้นจากการประกอบธุรกิจที่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.3) พึ ง ดู แ ลเอาใจใส่ก ารประกอบกิ จ การของตน ป้ อ งกั น มิ ใ ห้เ ป็นต้นเหตุก่ อ มลภาวะให้สิ่งแวดล้อมและสังคม 4.4) พึ ง ให้ความเคารพในสิทธิท างปัญญาของผู้อื่น หรือธุร กิ จอื่น ไม่ ล อกเลียน ความคิดการผลิตลอกเลียนของต้นแบบของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 4.5) พึงให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายในชุมชนเพื่อการสร้างสรรค์สังคม โดยการสละ เวลากาลังกาย กาลังทรัพย์ตามความเหมาะสมของตน 4.6) ในการดาเนินธุรกิจ นักธุรกิจพึงให้ความสนใจในเรื่องการสร้างงานแก่คนใน ชุมชนให้สอดคล้องกับศักยภาพของชุมชนนั้น ๆ อันจะสามารถทาให้ธุรกิจก้าวหน้า และยังทาให้สังคม มีคนที่มีคุณภาพ มีรายได้และพอใจในชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง 5) จริยธรรมของนักธุรกิจที่มีต่อพนักงาน เนตร์พัณณา ยาวิราช (2552) ได้กล่าวถึง จริยธรรมของนักธุรกิจที่มีต่อพนักงาน ไว้ดังนี้ 5.1) พึงให้ค่าจ้างค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ ให้รางวัลเมื่อมี กาไรมากขึ้น ธุรกิจดีขึ้น 5.2) พึงเอาใจใส่ในสวัสดิการ จัดหาเครื่องป้องกันอันตราย 5.3) พึงพัฒนาให้ความรู้เพื่อเพิ่มความชานาญ 5.4) พึงยุติธรรมต่อพนักงานทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง 5.5) พึงศึกษานิสัยใจคอของพนักงานแต่ละคน 5.6) พึงเคารพสิทธิส่วนบุคคลของพนักงาน 5.7) พึงเชื่อถือไว้วางใจในงานที่มอบหมาย 5.8) พึงให้คาแนะนาปรึกษาช่วยเหลือ 5.9) พึงสนับสนุนให้พนักงานประพฤติตนดี ห้ามปรามถ้าพบว่าพนักงานทาไม่ดี ความรับ ผิดชอบของผู้ป ระกอบการต่อพนัก งานลู ก จ้าง จะต้องมี จ ริยธรรมต่อ พนักงานในด้านต่างๆ สาคัญ 3 ด้าน ดังนี้ (1) ความรับผิดชอบด้านการจ้างงาน (Employment) ทาได้โดยการที่นายจ้าง กาหนดค่าตอบแทนในการทางานให้ตามความเหมาะสมตามที่กฎหมายกาหนด (2) ความรับผิดชอบด้านสภาพการทางาน (Work Condition) หมายถึง การ เอาใจใส่ต่อสถานที่ทางานที่มีความปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ อันอาจเกิดขึ้นแก่พนักงานได้
7-21 (3) ความรับผิดชอบด้านสิทธิส่วนบุคคลของพนักงาน (Human Right) ในการ แสดงความคิดเห็นมีเสรีภาพในการดาเนินชีวิต การรวมกลุ่มกันของพนักงานเป็นสหภาพแรงงานใน การเรียกร้องต่าง ๆ รวมทั้งการเคารพและรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะของพนักงาน ข้อกาหนดของกฎหมายที่ผู้ประกอบการพึงจะต้องปฏิบัติต่อพนักงาน ได้แก่ พระราชบัญญัติ คุ้ม ครองแรงงาน พระราชบัญ ญัติเ งินทดแทน พระราชบัญ ญัติแรงงานสัม พันธ์ พระราชบัญ ญัติ ประกันสังคม หากไม่ปฏิบัติตามข้อกาหนดของกฎหมาย ผู้ประกอบการมีความผิดและมีโทษตามที่ กฏหมายกาหนด
7.3 ผลลัพธ์ของการบริหารงานโดยใช้หลักจริยธรรม 7.3.1 ความสัมพันธ์จริยธรรมทางธุรกิจกับผลประกอบการ หลักคุณธรรมและจริยธรรม มีความสาคัญอยู่ที่การให้คุณค่าของบุคคลจนเกิดเป็นความ ประทั บใจ อย่างลึกซึ้ง เรียกว่า “เป็นค่า นิยมเฉพาะของบุคคลต่อสิ่ง นั้น ๆ” จริยธรรมที่เกิดจาก ค่านิยม ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก คือ ค่านิยมพื้นฐานเป็นค่านิยมที่ทาให้ บุคคลมีคุณธรรมประจาใจ มีธรรมเนียมประเพณีที่ดี กฎหมายและกฎระเบียบที่ควบคุมสังคม และ ประการที่สอง คือ ค่านิยมวิชาชีพทาให้บุคคลมีอุดมการณ์ประจาวิชาชีพ มีจรรยาบรรณวิชาชีพ หรือมี พระราชบัญญัติวิชาชีพ เป็นต้น ความสาคัญของคุณธรรมและจริยธรรม อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ 1. ระดับการดารงชีวิต คือ คุณธรรมและจริยธรรมจะเป็นตัวนาที่ทาให้บุคคลได้กาหนดพฤติกรรม ของตนเอง เพื่อทาให้เกิดความสุข 2. ระดับสังคม ความสุขของบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนและสังคม คือ การได้รับ การยอมรับ บุคคลต้อ งอาศัยคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อรัก ษาธารงค์ไว้ ซึ่งศัก ดิ์ศรีและ ส่งเสริมชื่อเสียง เกียรติคุณของบุคคล และในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น จริยธรรมจะเป็นอุดมการณ์ หรือจุด มุ่ งหมาย อั นสูง สุด ส าหรับ วิชาชีพนักกฎหมายในอันที่ จะให้ ความยุติธรรมการดารงไว้ซึ่ง ความสุขของสังคม และการใช้เหตุผลยิ่งกว่าการกระทาตามอาเภอใจ (วิชา มหาคุณ, 2546) 7.3.2 การพัฒนาคุณธรรมของผู้บริหาร 1) งานด้านคุณธรรม จริยธรรม เป็นงานที่มีความอ่อนไหว ลึกซึ้ง และเข้าถึงได้ยาก กระบวนการพัฒนาต้องใช้ความละเอียดอ่อนกอปรกับวิธีการที่เรียบง่ายและที่สาคัญต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจเพื่ อ ให้เ กิ ดการยอมรับ และพร้อมที่ จะให้ความร่วมมื อในการพัฒ นาด้วยความเต็มใจ “ความสาเร็จในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมไม่ได้อยู่ที่ได้ทา (มีเงิน มีคน มีแผน) แต่อยู่ที่ทาแล้วได้ อะไร (ได้สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง ผู้อื่น และราชการ)” การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง การ ท าให้ดีให้เจริญ โดยนาหลักประพฤติปฏิบัติที่ก่อให้เกิดคุณงามความดี “หลัก ๔ ก.” มาใช้ในการ พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งประกอบด้วย ก.ที่ ๑ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก.ที่ ๒ หลักการกากับดูแลองค์กรที่ดี ก.ที่ ๓ หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี และ
7-22 ก.ที่ ๔ หลักการจัดการความรู้ และเสริมด้วยหลักการจูงใจอันเป็นหลักการเพื่อการ รักษาคุณงามความดีให้คงอยู่ โดยหลักประพฤติปฏิบัตินี้จะนามาบูรณาการให้สอดคล้องกับนโยบาย ขององค์กร การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ต้องยึดหลักประพฤติปฏิบัติที่ดีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และ ต้องมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กรและประการสาคัญ คือ บุคลากรขององค์กร ตั้งแต่ ระดับผู้บริหารระดับสูงไปจนถึงเจ้าหน้าที่คนสุดท้าย ต้องมีความเข้าใจและยอมรับในบทบาทหน้าที่ ของการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ผู้บริหารต้องให้ความสาคัญ สนับสนุนและเป็นแบบอย่าง ผู้ให้การ พัฒนาต้องมีความรู้ในหลักการเชิงทฤษฎี มีความเข้าใจในเชิงปฏิบัติ มีความศรัทธาในคุณงามความดี และลงมือทาด้วย “หัวใจ” ที่เต็มเปี่ยมด้วย “ความรัก” ผู้รับการพัฒนาต้องเข้าใจ ยอมรับพร้อมที่จะ เข้าสู่การพัฒนาด้วยความสมัครใจ 2) กลยุทธ์การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม จะต้องดาเนินไปด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เรียบ ง่าย ไม่ เ พิ่ม ภาระงาน และค่อ ยเป็นค่อ ยไปในลักษณะการซึมซับเพื่อให้ฝัง ลึกในจิตใจ ทั้ ง นี้ ความ ผลสาเร็จในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การบรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง ไว้ แต่ต้องรักษาความมีคุณธรรม จริยธรรมให้คงอยู่และดาเนินไปอย่างสม่าเสมอและต่อเนื่อง 3) ปัจจัยแห่งความสาเร็จ 3.1) ความศรัทธาในคุณงามความดี 3.2) การให้ความสาคัญ สนับสนุน และการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้บังคับบัญชา 3.3) การมีส่วนร่วมและความเสียสละ 3.4) การประพฤติปฏิบัติด้วยจิตสานึกที่ดี 3.5) การธารงไว้ซึ่งความยั่งยืนในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม สรุป การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมไม่ใช่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่เป็นการปลูก จิตสานึก ให้รู้สึกผิดชอบชั่วดี ตระหนักในคุณงามความดี และสามารถสร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง ผู้อื่น และราชการเพื่อยังประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน (ชาตรี เทียนทอง, 2556) 7.3.3 จริยธรรมกับการแก้ไขข้อขัดแย้ง แวน สเลกส (Van Slyke. 1999) ให้นิยามว่า ความขัดแย้ง หมายถึง เป็นการแข่งขัน ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีความต้องการเป้าหมาย หรือความคิดที่เข้ากันไม่ได้ ทาให้ตกลงกันไม่ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่ การแข่งขันกัน (Competition) การที่ต้องพึ่งพากัน และกัน (Interdependence) และการรับรู้ที่เข้ากันไม่ได้ (Perceived Incompatibility) การดาเนินกิจกรรมในหน่วยต่าง ๆ ขององค์กร หรือสถาบันใด ๆ ซึ่งเป็นที่รวมของความ ต้องการหรือความปรารถนาของคนในที่นั้น ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะเกิดความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือไม่เห็นด้วยเหมือนกันทั้งหมด ด้วยพื้นฐานของความรู้ ความเชื่อ ประสบการณ์ ค่านิยมของกลุ่ม คนหรือวัฒนธรรมในองค์กรนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ายิ่งถ้ามีสิ่งที่กระทบต่อผลประโยชน์ก็ย่อมจะเกิด ความขัดแย้งขึ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร หรือผู้นาที่จะต้องทาหน้าที่ในการแก้ปัญหาความ ขัดแย้ง ถ้ามองโดยรวม ๆ เราจะรู้สึกว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องไม่ดี เพราะก่อให้เกิดความแตกแยก ความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันและโอกาสที่จะนาไปสู่การทาลายกัน แต่ถ้าไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง เราก็ยัง
7-23 สามารถเห็น ข้อดีของความขัดแย้ง โดยใช้วิกฤตนั้นแปรเปลี่ยนให้โอกาส โดยหาจุดร่วมที่ยอมรับได้ ของฝ่ายต่าง ๆ ในการสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลและองค์กร ซึ่งเราจะต้องเข้าใจถึงสาเหตุแห่ง ปัญหานั้นก่อน แล้วจึงจะคิดหาหนทางในการแก้ไขได้อย่างถูกจุด ตามที่ จินตนา บุญบงการ (2551) และกุ ญ ชรี ค้าขาย (2554) ได้จ าแนกประเภทของขัดแย้ง และการแก้ ไขความขัดแย้งไว้ สามารถ อธิบายโดยสังเขปได้ดังต่อไปนี้ 1) ประเภทความขัดแยงสามารถจาแนกไดดังนี้ 1.1) ความขัด แย้ง ทางโครงสร้าง (Structural) เป็น ความคิดเห็นที่ แตกต่างกั น เกี่ยวกับการ บริหารโครงสร้างขององค์กรในการบริหารจัดการ การกาหนดเป้าหมาย การจัดหาและ การจัดสรร ทรัพยากร เช่น การสั่งงาน การอานวยความสะดวก การมอบหมายงานและอานาจหนาที่ การให้ผลตอบแทน การให้คุณให้โทษ ซึ่งคนในแผนกต่าง ๆ อาจมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันและเป็น สาเหตุก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อการกาหนดโครงสร้างการบริหารในองค์การขึ้นได้ 1.2) ความขัดแย้งภายในตัวบุคคล (Intrapersonal) เป็นธรรมดาที่บุคคลจะเกิด ความรู้สึกขัดแย้งทางความคิด การตัดสินใจและความเชื่อในการกระทาของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าไดรับความคิดเห็นจากบุคคลอื่นไม่เหมือนตนเอง เช่น คาชมเชย หรือคาตาหนิ ก็สามารถที่จะเกิด ความ ขัดแย้งได้ว่าตนเองถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาด บกพร่องจริงตามที่คนอื่นพูดหรือไม่ เป็นต้น 1.3) ความขัดแย้งระหว่างบุคคล (Interpersonal) เพราะมีความไม่ลงรอยกันตาม ความคิด ความเชื่อและประสบการณ์ที่แตกต่างกันของบุคคล บางคนไม่ชอบพฤติกรรมของเพื่อน ร่วมงานบางคนที่แสดงออกว่าเปนคนดีแต่พูดเจาความคิดเจาความเห็น ให้ลงมือปฏิบัติจริงไม่สามารถ ทาได้ หรือบางคนมองคนในแง่ร้าย จะคิด จะพูด จะทาก็มองไปในทางร้ายเสียหมดสิ้น หรือบางคน เห็นแก่ตัว ทาอะไรเอาดีเข้าตัวเอาร้ายให้ คนอื่น เป็นต้น หรือการเล่นพรรคเล่นพวกของผู้บริหารใน ลักษณะเด็กของใครก็จะได้รับการสนับสนุนสงเสริม พฤติกรรมเหล่านี้ทาให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง บุคคลและเกิดผลกระทบระดับองคกรได้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลในองค์กร ด้วยเงื่อนไขที่ เป็นสาเหตุแตกตางกันไป เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมในการแก้ไขข้อขัดแย้ง ซึ่งไม่มีคาตอบ สาเร็จรูปว่าวิธีใดจะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การแก้ไขด้วย การต่อสู้ แข่งขันกับผู้ที่ขัดแย้งด้วย การร่วมมือกับผู้ที่ขัดแย้ง การประนีประนอม การหลีกเลี่ยง การ ยอมรับ ฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้ต องพิจารณาระดับความรุนแรงของความขัด แย้งที่จะส่งผลเสียหายมาก น้อยเพียงใด ใครบ้างที่จะได้รับผลกระทบ ระยะเวลาที่จะส่งผลกระทบรวดเร็วเพียงใด ผลเสียหายมี เวลานานต่อเนื่องเพียงใด นอกจากนี้ต้องคานึงถึงพละกาลังของคนที่ขัด แย้งด้วยว่าเปนผูมีอานาจใน ระดับเดียวกันหรือไม่ จึงจะเลือกใช้วิธีการแก้ไขข้อขัดแย้งได้เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลสาเร็จต่อการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งนั้น 2) วิธีการแก้ไขข้อขัดแย้งที่ผู้บริหารสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสม ดังนี้ 2.1) การยอมรับฝ่ายตรงข้าม (Accommodating) เป็นการยอมรับเอาข้อโต้แย้ง ของอีกฝ่ายหนึ่งมาใช้เป็นข้อแก้ไข เมื่อเห็นว่าฝ่ายตนผิดพลาด ข้อโต้แย้งของอีกฝ่ายหนึ่งถูกต้องกว่า การเลื อ กใช้ วิ ธี นี้ เ พื่ อ ลดปริ ม าณความขั ด แย ง ด้ ว ยเชื่ อ ว่ า การน าความขั ด แย้ ง มาพูด จะท าลาย ความสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงใช้วิธีการในลักษณะของการผ่อนปรน ซึ่งมีพฤติกรรมเปรียบเทียบได้ กับ ลูกหมี
7-24 2.2) การประนีประนอม (Compromising) เป็นอีกวิธีหนึ่งเมื่อเห็นความขัด แย้ง ก่อให้เกิดความชะงักงันของการทางาน การพัฒนาภายในองค์ กร ถ้าประนีประนอมได้จะเป็นการดี และคู่ขัดแย้งมีอานาจพอ ๆ กัน แต่มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน ดังนั้น จึงใช้วิธีนี้เพื่อแลกผลประโยชน์กัน ต่างฝ่ายต่างได้บางส่วนและยอมเสียไปบางส่วน ไม่มีฝ่ายใดได้เต็มทั้งคู่ แม้ว่าส่วนที่เสียไปอาจเสียด้วย ความไม่เต็มใจ แต่ต่างฝ่ายต่างพยายามประสานผลประโยชน์กัน วิธีการประนีประนอมมีข้อดี คือ แก้ ความขัดแย้งได้เร็วและยังคงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันไว้ได้ แต่ก็มีข้อเสียคือ ผลได้จะลดลง และ หากใช้ วิธีนี้บ่อยจะท าให้เกิ ดการเล่นเกม เช่น เกมการเรียกร้องมาก ๆ เพื่อให้ เกิดการต่อรองเป็น พฤติกรรมที่เปรียบเทียบได้กับสุนัขจิ้งจอก 2.3) การร่วมมือกับผู้ที่ขัดแย้ง (Collaborating) เป็นวิธีที่ใช้ในกรณีที่ทั้งสองฝายมี ข้อโต้แย้ง ที่มีน้าหนักทั้งคู่ ไม่สามารถประนีประนอมได้ ต้องร่วมมือกันหาข้อยุติที่รวมเอาข้อโต้แย้งทั้ง สองฝ่าย เป็นไปเพื่อการแก้ปัญหาที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุเป้าหมายของตนและยังคงความสัมพันธ์ไว้ได้ ในลัก ษณะที่เรียกว่า ชนะ-ชนะ ทั้ ง คู่ นั้นเอง ข้อดีของวิธีนี้คือ คู่ เ จรจาทั้งสองฝ่ายต้องมีความกล้า แสดงออกและตระหนักถึงความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ข้อเสียคือ ต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่า วิธีอื่น ๆ เปรียบเทียบได้กับพฤติกรรมของนกฮูก 2.4) การหลีกเลี่ยง (Avoiding) ใช้เมื่อประเด็นที่ขัดแย้งเล็กน้อยเกินไป หรือเพื่อรอ เวลาให้อีกฝายหนึ่งเย็นลง หรือให้ผู้อื่นเข้ามาแก้ไขจะดีกวา เป็นลักษณะของการเลี่ยงปัญหาที่นาไปสู่ ความขัดแย้ง หรือหลีกคนที่มีแนวโน้มจะขัดแย้ง ข้อดีของวิธีนี้คือ สามารถรักษาความสัม พันธ์ของ บุ ค คลไว้ ไ ด้ แต่ ข้ อ เสี ย คื อ ปั ญ หาไม่ ไ ด้ ถู ก แก้ ไ ขและอาจจะท าให้ส ถานการณ์ แ ย่ ล งกว่ า เดิม ได้ เปรียบเทียบได้กับพฤติกรรมของเต่า 2.5) การแก้ ไขต่อ สู้ ห รือ แข่ง ขันกั บ ผู้ ขัดแยง วิธีนี้จ ะถูก ใช้ ในกรณีที่ จ าเป็นต้อง ตัดสินใจให้รวดเร็วและมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ขององค์ กรรุนแรง เช่น พนักงานไม่ เห็นด้วยกับ นโยบายขององค์กร ผู้บริหารก็จะมีความพยายามใช้ อานาจที่เหนือกว่าให้คนอื่นยอมรับ เป็นการ แก้ ไ ขข้ อ ขั ด แย้ ง แบบแพ้ - ชนะ กล่ า วได้ ว่ า ผู้ ที่ ใ ช้ วิ ธี นี้ จ ะให้ ค วามเห็ น ส่ ว นตนส าคั ญ มากและ ความสัมพันธ์กับคนอื่นสาคัญน้อยกว่า ซึ่งวิธีนี้อาจจะทาให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นได้ เพราะมีการ แสดงออกให้เห็นโดยโจมตีความคิดของคนอื่น ใช้ความชานาญ ตาแหน่งหรือประสบการณ์ที่ตนมี มากกว่าข่มผู้อื่น สาหรับข้อดีของวิธีนี้คือ เหมาะสาหรั บการตัดสินใจในองค์กรที่ยอมรับว่า ผู้บริหาร เป็นฝ่ายถูก และ การบังคับได้ผลมากกว่าวิธีอื่น ส่วนข้อเสีย คือ ถ้าใช้วิธีนี้ม ากเกินไปจะทาให้เกิด ความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคนผู้นั้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เปรียบเทียบได้กับฉลาม ดังนั้น การแก้ไขข้อโต้แย้งของผู้บริหารที่จะต้องมีการเจรจาทาความเข้าใจถึงสาเหตุของ ปัญหาต่าง ๆ จากทุกฝ่ายด้วยใจที่เปิดกว้าง ยอมรับฟังอย่างไม่มีอคติและมีความมุ่งหมายเพื่อการ แก้ไขปัญหาให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย โดยคานึงถึงหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน ความ เป็นธรรม จึงต้องตระหนักถึงความสาคัญของจริยธรรมผู้บริหารเพื่อหาข้อประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง เหมาะสมในการแก้ไขข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งกระทบต่อผู้มีส่วนได้ ส่วนได้ส่วนเสียที่ดีที่สุดดังที่ ดูบริน (Dubrin, 1990) ได้ให้ข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ น่าสนใจดังนี้ คือ การเจรจาต่อรองต้องไม่บีบบังคับอีกฝ่ายให้จนมุม ต้องเหลือช่องทางไว้ให้ต่อรองบ้าง การแก้ไขข้อขัดแย้งจะเป็นผลได้ต่อเมื่อ การเรียกร้องนั้นสมเหตุสมผล ซึ่งเป็นเครื่องแสดงถึงความ
7-25 จริงใจในการแก้ปัญหา หากเรียกร้องจนอีกฝ่ายไม่สามารถทาได้ก็เหมือนการจงใจให้เกิดเป็นปัญหา มากกว่าที่จะต้องการแก้ปัญหา นอกจากนี้กรอบความคิดต้องเป็นแง่บวก ไม่มีอคติ หรือการมองกันใน แง่ร้าย มิฉะนั้นจะทาให้การหาแนวทางการแก้ปัญหาหายากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันได้มีผลของการศึกษา พบว่า การเจรจาที่ได้ผลจะต้องค่อยๆ รุกจากเรื่องเล็กให้ได้ผลก่อนและขยับไปเรื่องใหญ่ และเพือ่ ให้มี ความชัดเจนในผลการเจรจาจะต้องมีการกาหนดเส้นตายในการพิจารณา ตัดสินใจของแต่ละฝ่ายว่า ต้องการหรือจะลงมือกระทาอย่างไรต่อไป สิ่งสาคัญอีกสองประการ คือ การควบคุมอารมณ์ของผู้ เจรจาภายใต้แรงกดดันและการรักษาหน้าของคู่ขัดแย้งไม่ให้เสียหน้า ขณะมีการเจรจาหากเราใช้วิธี แบบชนะ-ชนะ 7.3.4 หลักปฏิบัติที่ก่อให้เกิดจริยธรรมในธุรกิจระหว่างประเทศ 1) ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ที่บริษัทฯ เข้าไปประกอบ ธุรกิจ และปฏิบัติตามกฎระเบียบองค์กรด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นธรรม 2) เคารพในสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาค และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น 3) ปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการดาเนินธุรกิจระหว่างประเทศ 4) ปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศและกฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการให้ความสาคัญสูงสุดในเรื่องสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม 5) เคารพทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร หรือสิทธิอื่นใดของลูกค้า คู่ค้า ผู้ที่เกี่ยวข้อง อื่นๆ รวมถึงปกป้องในสิทธิดังกล่าวของบริษัท 6) ไม่ทาธุรกรรมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การซื้อขายหลักทรัพย์ที่ใช้ข้อมูลภายใน โดยจะ ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของแต่ละประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปดาเนินธุรกิจ 7) บันทึกข้อมูลทางการเงินและบัญชีที่ถูกต้องครบถ้วนและทันเวลา ตามกฎหมายและ กฎระเบียบของแต่ละประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปประกอบธุรกิจ 8) ไม่ ขัดต่อ ผลประโยชน์โ ดยรวมของบริ ษัท ฯ และแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ ส่วนรวมและผลประโยชน์ส่วนตน 9) ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของแต่ละประเทศที่บริษัท ฯ เข้าไปประกอบ ธุรกิจ ติดต่อเจรจากับลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนยึดมั่นต่อจริยธรรมของการดาเนินธุรกิจ ในแต่ละประเทศ 10) ต่อต้านและไม่กระทาตามอานาจอันไม่ชอบธรรม 11) รายงานต่อผู้บังคับบัญชากรณีที่มีการละเมิดกฎจรรยาบรรณ 7.3.5 จริยธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร สุภาพร ทรงกิจทรัพย์ (2557) ได้กล่าวไว้ว่า จริยธรรมเป็นสิ่งที่มีความสาคัญที่ ทุ ก คน จะต้องมี โดยประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกต้อง ดีงาม เหมาะสม ละเว้นในสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ ไม่ทา ความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข สาหรับองค์การธุรกิจที่ประสบความสาเร็จในระยะยาวอย่างยั่งยืนนั้น จะเป็นองค์การที่มี ผู้นาองค์การผู้บริหาร หัวหน้างาน เป็นผู้ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งด้านการงาน สังคม และ
7-26 ส่วนตัว เป็นผู้นาที่ มี วิสัยทั ศน์ มี ความคิดริเ ริ่ม สร้างสรรค์ มองโลกกว้างมี ความคิดในการพัฒ นา เปลี่ยนแปลง แสวงหาโอกาสที่ จะทา มีพลังและคล่องแคล่วว่องไว ขยันหมั่นเพียรซื่อสัตย์ สุจริต มี ระเบียบวินัย มีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี มีมนุษยสัมพันธ์พัฒนาคุณภาพ ตนเองอยู่ตลอดเวลา ปกครองผู้ใต้บังคับบัญ ชาโดยใช้คุณธรรมให้ความยุติธรรม จะต้องมีความรู้ ความสามารถประสบการณ์ ดูแลทุกคนให้มีความสุขในการทางาน ร่วมมือ และร่วมใจในการทางานให้ มีประสิทธิภาพ สร้างคนทุกคนให้เป็นคนดี คนเก่งมีวินัย เคารพกฎหมาย และมีความรับผิดชอบต่อ สังคม ตัวอย่างผู้นาในการบริหารทรัพยากรมนุษณ์ด้วยจริยธรรม ดร.เทียม โชควัฒนา อดีตประธานเครือสหพัฒน์ผู้สร้างเครือสหพัฒนพิบูล เป็นตัวอย่าง ผู้นาที่มีจริยธรรมคุณธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งในด้านการดาเนินธุรกิจ และการดาเนินชีวิต โดยเห็นได้จากคาสอนของท่านที่มีการตีพิมพ์ในหนังสือ “คาสอนจากนายห้าง เทียมโชควัฒนา” ทั้ง จากการประพฤติปฏิบัติตัวของท่านและคาสอนของท่านได้เป็นแบบอย่างให้กับผู้บริหารหัวหน้างาน และพนักงานทุกคนในเครือสหพัฒน์ ได้ประพฤติปฏิบัติตาม โดยขอยกตัวอย่างบางคาสอนของท่าน ดังนี้ การดาเนินธุรกิจ “งานยิ่งหนักเพียงใด ก็ยิ่งเป็นกาไรของชีวิต จาไว้ เสมอว่า การค้ามี คู่แข่งแต่ไม่มีคู่แค้น” หมายถึง เป็นนักธุรกิจอย่าเอาเปรียบใคร การทาสินค้าขายต้องมีความต้องการ ให้สินค้าของเราสร้างความสุขให้กับ ผู้บริโ ภคอย่างจริงจัง การมี น้าใจเป็นเรื่องสาคัญ การบริหาร พนักงานอย่างเข้าใจความต้องการการเจริญเติบโตของพนักงานทุกคน คือ การไม่เอาเปรียบลูกน้อง ไม่สร้างศัตรู แม้แต่ในการแข่งขันทางธุรกิจต้องจาไว้เสมอว่า “การค้ามีคู่แข่ง แต่ไม่มีคู่ แค้น” เพราะการทาให้คนอื่นขุ่นเคืองใจนั้น ย่อมทาให้พวกเขาเกิดความโกรธแค้นและเมื่อนั้นพวกเขา อาจจะพยายามคิดหาทางแก้แค้นอยู่ร่าไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีสาหรับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย จงพยายามที่จะ ผูกมิตรกับทุก ๆ คนด้วยความจริงใจ คาสอนสาหรับผู้บริหาร และหัวหน้างาน “เที่ยงธรรมและเยือกเย็น คือหลักสาคัญในการ ปกครองคน” หมายถึง ความเที่ยงธรรมของหัวหน้าเป็นรากฐานที่มั่ นคงของการทาธุรกิจ เมื่อเรา ปกครองเขาอย่างเที่ยงธรรม เขาก็จะรักบริษัทและมีความสุขที่จะทางานกับบริษัท ผู้บริหารที่เยือกเย็นสุขุมไม่โกรธใครง่ายๆ จะทาให้พนักงานทางานด้วยความสบายใจ มี ความมั่นใจและมีสมองปลอดโปร่งที่จะคิดอะไรที่สร้างสรรค์ได้ผู้บริหารที่ดีต้องเป็นคนที่ใครอยู่ใกล้ก็ ร่ม เย็น และสบายใจ คาสอนที่ แสดงให้เห็นว่า ดร.เที ยม โชควัฒ นาให้ความส าคัญ กับการบริหาร ทรัพยากรมนุษย์ คือ “ปลูก ต้นไม้ใหญ่ใช้เวลานับ 100 ปี สร้างคนดีใช้เวลา 10 ปี” หมายถึง เมื่อ บริษัทมีคนมากต้องรู้จักใช้คน ใครมีจุดอ่อนตรงไหนช่วยแก้ไขปัญหา ใครมีจุดเด่นอื่นตรงไหน ก็ให้ โอกาสแก่เขาตามความสามารถนั้น ส่งเสริมจุดเด่นเขาให้เต็มที่ ให้เขาได้ใช้จุดเด่นของเขาอย่างดีที่สุด ประโยชน์ก็จะเกิดกับบริษัทได้เอง (คาสอนจากนายห้างเทียม โชควัฒนา) สรุป จริยธรรมมีความสาคัญต่อการบริหาร ทรัพยากรมนุษย์ บริษัทที่มีการปฏิบัติอย่างเป็น ธรรมและยุติธรรมมักจะมีผู้นาขององค์การเป็นตัวอย่างในเรื่องของการบริหารโดยใช้หลักคุณธรรม และบ่มสร้างจริยธรรมให้แก่พนักงาน ให้วิธีคิด วิถีชีวิต เสริมสร้างให้คนในองค์การมีความคิดอยาก เรี ย นรู้ ต ลอดเวลา สนับ สนุน ให้ค นดี ท าดี ยิ่ง ขึ้น และสร้ า งให้ค นแข่ ง ขั น ท าความดี ตลอดจนให้
7-27 ผลตอบแทน สนับสนุนหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานด้วยความเป็นธรรม เมื่อพนักงานได้รบั การพัฒนาทั้งทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และความรู้ความสามารถอยู่เสมอก็จะมีผลทาให้องค์การ และพนักงานประสบความสาเร็จในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน 7.3.6 ความรับผิดชอบขององค์กรที่พึงมีในการดาเนินธุรกิจ พักตร์ผจง วัฒนสินธุ์ (2559) ได้กล่าวถึงความรับผิดชอบขององค์กรที่พงึ มีในการดาเนิน ธุรกิจ ดังนี้ 1) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ความรับ ผิดชอบต่อสัง คม เป็นแนวคิดที่ แสดงถึง ความรับ ผิดชอบของภาคธุรกิจ เอกชนที่มี ต่อสัง คมและสิ่ง แวดล้อม โดยการให้ความสาคัญกับ 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ซึ่งเริ่มได้จากการปฏิบัติและตัดสินใจอย่างเป็นระบบ (System) เริ่มตั้งแต่การป้องกัน (Prevent) รักษา (Maintain) ปรับปรุง (Improve) และพัฒนา (Develop) เพื่อ ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ โดยมีพื้นฐานอยู่ที่ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียขององค์กร (สานักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, 2555) ทั้งนี้ธุรกิจไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งสิ้น ทั้งนี้ เพราะล้วนเป็นส่วนสาคัญในการขับเคลื่อนความรับผิดชอบของนักธุรกิจที่มีต่อสังคม นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุสาคัญอีก 3 ประการ ที่แสดงให้เห็นว่าประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องสาคัญคือ 1.1) การสร้างผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในวงกว้าง 1.2) การให้ความสาคัญและแสดงความรับผิดชอบต่อธุรกิจ หน่วยงาน บุคคล สังคมทีอ่ ยู่ในห่วงโซ่อุปทาน 1.3) ความสัมพันธ์ต่อผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ 2) แนวทางการปฏิบัติเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (2555) ได้ นาเสนอแนวทางการปฏิบัติเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเอกชนไว้ 7 ข้อดังนี้ 2.1) การกากับดูแลกิจการที่ดี 2.2) การเคารพสิทธิมนุษยชน 2.3) การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม 2.4) การรักษาสิ่งแวดล้อม 2.5) การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม 2.6) ความรับผิดชอบต่อผูบ้ ริโภค 2.7) การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม
7-28
สรุป จริยธรรมของผู้บริหาร คุณธรรมเป็นเครื่องทาให้เกิดจริยธรรม บุคคลที่มีคุณธรรมประจาใจ ย่อมประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของจริยธรรม การยึดศีล 5 เป็นหลักธรรมประจาใจ เป็นพื้นฐานของ การดารงชีวิต ทาให้ล่วงพ้นต่อความชั่วและความเดือดร้อนทั้งปวง รวมถึงผู้บริหารที่มีบทบาทหน้าที่ เกี่ยวกับการกากับการกาหนดขอองค์กร ผู้บริหารต้องแสดงใหเห็นถึงวิสัยทัศน์และแนวทางที่ชัดเจนที่ สามารถสร้างแรงจูงใจ กระตุ้นให้เกิดขวัญและแรงบันดาลใจ และบทบาทสาคัญของผู้บริหาร คือ การ บริหารจัดการเกี่ยวกับการดาเนินงาน ให้เป็นไปตามกระบวนการที่ได้วางแผนไว้ โดยมีการบริหาร จัดการกับหน่วยงาน องค์กรและทีมงาน โดยผู้บริหารต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง หลัก ธรรมที่สามารถสนองตอบจริยธรรมของผู้บริหารองค์ก รทั้งในฐานะบุคคลของสังคม ฐานะผู้บริหารขององค์กรและฐานะพลเมืองของประเทศ ประกอบด้วย 1) สัปปุริสธรรม 7 เป็นธรรม ของคนดีที่ซึ่งผู้ใดที่ถือหลักธรรมนี้ได้ย่อมเป็นคนสมบูรณ์แบบหรือมนุษย์โดยสมบูรณ์ มีคุณค่าสามารถ นาหมู่ชนและสังคมไปสู่สันติสุขและความสวัสดี 2) พรหมวิหาร 4 เป็นธรรมประจาใจของผู้มีจิตใจ ยิ่งใหญ่กว้างขวางดุจพรหม 3) ทศพิธราชธรรม เป็นหลักธรรมของผู้เป็นใหญ่ซึ่งสามารถนาไปใช้กับผูม้ ี อานาจของทุกองค์กร ทั้งผู้นาครอบครัว ผู้นากลุ่ม ผู้นาองค์กร ผู้นาชุมชน และผู้นาประเทศ 4) มรรค 8 เป็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ 5) สังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรมสาหรับใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว จิตใจบุคคลอื่นโดยจะช่วยให้เกิดการประสานมวลหมู่คนรอบข้างให้เกิดความรัก สามัคคี มีน้าใจต่อกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเข้าใจ 6) อิทธิบาท 4 เป็นหลักธรรมที่ช่วยให้บุคคลไปถึงผลสาเร็จ ได้ตามประสงค์ บุคคลที่ ห วัง ความสาเร็จในการดาเนินชีวิตหรือการท างานจึง ต้องกระทาตนโดย ประพฤติปฏิบัติให้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่เรียกว่าฉัน ทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา 7) อริยสัจ 4 เป็นหลัก ความจริง 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค 8) อคติ 4 ประกอบด้วยฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ 9) ฆราวาสธรรม 4 เป็นหลัก ธรรมสุดท้ ายที่ มี ความเกี่ ย วข้องกั บ การครอง เรือนรวมถึงสามารถนาไปใช้ในการบริหารได้ ทั้งนี้หากดูที่ความหมายของฆราวาสธรรม และ 10) ธรรมเพื่อการบริหาร วิธีการบริหารที่ดีคือ การใช้ ทั้งพระเดชและพระคุณซึ่งให้ได้ทั้งน้าใจคนและผล ของงาน เมื่ อ พิ จ ารณาปั จ จั ย ที่ มี อิ ท ธิ พ ลต่ อ จริ ย ธรรมของผู้ บ ริ ห าร ประกอบด้ ว ย การศึ ก ษา ประสบการณ์และ ค่านิยมของสังคม ซึ่งแบ่งออกได้เป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ได้แก่ ปัจจัย ภายนอกองค์ก ร ได้แก่ 1) สภาพการแข่ง ขัน 2) การเจริญ เติบ โตของอุตสาหกรรมและการค้า 3) การเมือง และ 4) การที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ปัจจัยภายในองค์กร ได้แก่ 1) เป้าหมาย กาไรหรือผลผลิตที่ตั้งไว้สูงเกินไป 2) สภาพการเงินขององค์กรอยู่ในภาวะขาดทุนหรือมีหนี้สินมาก 3) การให้อานาจมากเกินไปและขาดการควบคุมที่รัดกุม 4)ผู้บริหารมีปัญหาทางการเงิน 5) กฎระเบียบ ขององค์กรไม่รัดกุม และ 6) ผลประโยชน์ส่วนตัวและความเห็นตัว เมื่อพิจารณาจริยธรรมของนักธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยคาหลัก 2 คา คือ จริยธรรมและธุรกิจ ซึ่งความหมายธุรกิจ ว่า การงานประจาเกี่ยวกับอาชีพค้าขายหรือกิจการอื่นที่สาคัญและไม่ใช่ราชการ (กฎ) การประกอบกิจการในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม หัตถกรรม พาณิชยกรรมการบริการหรือ กิจการอื่น จะเห็นว่า ธุรกิจเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลอย่างน้อย 2 ฝ่ายที่เรียกว่า ผู้ซื้อและ ผู้ขาย มาทาการตกลง เจรจาแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายกัน โดยฝ่ายผู้ซื้อได้รับสินค้าหรือบริการตามที่
7-29 ต้องการและผู้ขายได้รับผลตอบแทนเป็นตัวเงินในรูปของกาไร ซึ่งทาให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย ดังนั้นจริยธรรมทางธุรกิจเป็นการนาข้อพึงประพฤติปฏิบัติที่ชอบด้วยความดี ความถูกต้อง มาใช้กับ ธุรกิจโดยนักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการ จริยธรรมต้องเริ่มจากการมีนักธุรกิจที่ดี การประกอบการที่ดี และเป็นธุรกิจที่ดี แต่หากนักธุรกิจมุ่งแต่ผลประโยชน์ของตนเอง หรือผลกาไรของธุรกิจแต่เพียงอย่าง เดียว โดยไม่ คานึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกั บผู้ที่เกี่ ยวข้อง ย่ อมเป็นธุรกิ จที่ขาดจริยธรรม ซึ่งจะ ก่อให้เกิดความเสียหาย ความเดือดร้อน ธุรกิจอาจจะไม่สามารถดาเนินธุรกิจต่อไปได้
7-30
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 7.1-7.3 ถามตอบเกี่ยวกับจริยธรรมของผูบ้ ริหารและนักธุรกิจ สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 7.1-7.3 - Power Point บทเรียนที่ 7.1-7.3 และ LCD Projector
งานที่มอบหมาย ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดเสริม 7.1-7.3 1. จงบอกความหมายของจริยธรรมของผูบ้ ริหาร มาพอสังเขป 2. จงบอกบทบาทและหน้าที่ของผู้บริหาร มาพอสังเขป 3. จงบอกหลักธรรมขั้นพื้นฐานสาหรับผูบ้ ริหาร มาพอสังเขป 4. จงบอกปัจจัยที่มีอทิ ธิพลต่อจริยธรรมของผูบ้ ริหาร มาพอสังเขป 5. จงบอกธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล มาพอสังเขป 6. จงบอกความหมายจริยธรรมของนักธุรกิจ มาพอสังเขป 7. จงบอกบทบาทจริยธรรมของนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อบุคคล มาพอสังเขป 8. จงบอกความสัมพันธ์จริยธรรมทางธุรกิจกับผลประกอบการ มาพอสังเขป 9. จงบอกการพัฒนาคุณธรรมของผูบ้ ริหาร มาพอสังเขป 10. จงบอกจริยธรรมกับการแก้ไขข้อขัดแย้ง พร้อมยกตัวอย่างมาพอเข้าใจ 11. จงบอกหลักปฏิบัติที่กอ่ ให้เกิดจริยธรรมในธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมยกตัวอย่างมาพอ เข้าใจ 12. จงอธิบายจริยธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร พร้อมยกตัวอย่างมา พอเข้าใจ 13. จงอธิบายความรับผิดชอบขององค์กรที่พึงมีในการดาเนินธุรกิจ และยกตัวอย่างมาพอ เข้าใจ
7-31
บรรณานุกรม กุญชรี ค้าขาย. (2554). การบริหารความขัดแย้ง. [ออน-ไลน]. แหล่งที่มา: http://www.novabizz.com/NovaAce/Relationship/Conflict_Management.htm. โกวิทย์ พวงงาม. (2552). การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. วารสารสถาบันพระปกเกล้า. 7(2), น.5-22. จินตนา บุญบงการ. (2551). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์. จินตนา บุญบงการ. (2553). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์. ชาตรี เทียนทอง. (20 กุมภาพันธ์ 2556). การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม. เรียกใช้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 จาก โกทูโนว์: https://www.gotoknow.org/posts/520121 ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์. (2551). องค์การสมรรถนะสูงกับความรับผิดชอบต่อสังคม. วารสารการ จัดการภาครัฐและภาคเอกชน. 15(2), น.11-36. เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2552). จริยธรรมธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตุโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพ: เอส.อาร์.พริ้นติ้งเมสโปรดักส์. พักตร์ผจง วัฒนสินธุ์. (2559). จริยธรรมและการบริหารธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วศิน อินทสระ. (2549). พุทธจริยศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ธรรมดา. วิชา มหาคุณ. (2546). จริยธรรมในวิชาชีพ. กรุงเทพ: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์. สมคิด บางโม. (2558). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ. (2555). ธุรกิจโปร่งใสไร้ คอร์รปั ชั่น. กรุงเทพฯ: บริษัทสมาร์ท คอนเวอร์เจนช์ จากัด. สุภาพร ทรงกิจทรัพย์. (2557). หลักจริยธรรมกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์. วารสารศรีปทุม ปริทัศน์, มหาวิทยาลัยศรีปทุม. 7(2), น.114-121. Dubrin, A.J. (1990). Effective Business Psychology. 3rd ed. New Jersey: PrenticeHall. p.207. Van Slyke, E. J. (1999). Listening to conflict: Finding Constructive Solution to Workplace Disputes. New York: Library of Congress Cataloging-in- Publication Data.
8-1 สัปดาห์ที่ 12 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 8 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ชื่อบทเรียน 8.1 รู้จริยธรรมธุรกิจทีเ่ กี่ยวข้องกับสังคมและ เวลา 180 นาที สิ่งแวดล้อม จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 8 นักศึกษาสามารถ 8.1 รู้จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1.1 บอกจริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1.2 บอกแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ 8.1.3 บอกสิ่งกระตุ้นและแรงผลักดันให้ดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม
8-2
หน่วยเรียนที่ 8 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม แผนการสอนประจาหน่วย 8.1 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1.1 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1.2 แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ 8.1.3 สิ่งกระตุ้นและแรงผลักดันให้ดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม
บทนา ความมุ่งมั่นของการดาเนินธุรกิจตามนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นเป็นแนวทางการ ปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และพนักงาน ทั้งนีเ้ พื่อให้การดาเนินธุรกิจเป็นไปอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม ตรวจสอบได้ เคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอันได้แก่ พนักงาน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และสังคมอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า นอกจากนั้นผู้ประกอบการควรปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ มาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดาเนินการและควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกั บการดูแล รักษาสิ่งแวดล้อม เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม กฎกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการกาจัดมูลฝอยติดเชื้อ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องการเก็บ ขน และกาจัดสิ่งปฏิกูลหรือ มูลฝอย และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจาเป็นต้องกาหนดมาตรการ ป้องกันและแก้ไขเมื่อเกิดผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อมอันเนื่องมาจากการดาเนินงานของบริษัท ในหน่วย เรียนนี้ จะกล่าวถึงจริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม แนวทางการจัดการ สิ่งกระตุ้น และแรงผลักดันให้ดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม
8.1 จริยธรรมธุรกิจทีเ่ กี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 8.1.1 จริยธรรมธุรกิจที่เกีย่ วข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม 1) จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคม ทาไมธุรกิจจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม คาถามนี้อาจเกิดจากความรู้สึกว่ามี ความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายธุรกิจที่ต้องการกาไรสูงสุด แต่ความรับผิดชอบต่อสังคมทาให้ธุรกิจมี ต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งย่อมจะทาให้ กาไรของธุรกิจลดลง แต่เหตุการณ์นี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 (อภิรัฐ ตั้งกระจ่างและคณะ, 2546) ประเทศมหาอานาจสหรัฐอเมริกาซึ่งมีธุรกิจขนาดใหญ่ได้ถูก โจมตีว่ามีอานาจและอิทธิพลมากเกินไปในการใช้อานาจเอารัดเอาเปรียบผูบ้ ริโภค โดยปราศจากความ รับผิดชอบต่อสังคมและได้มีความพยายามหยุดยั้งธุรกิจเหล่านั้น ด้วยกฎหมายการป้องกันการผูกขาด (Antitrust Law) กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection Laws) และกฎระเบียบของ
8-3 ธนาคาร ทาให้นักธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ทั้งหลายต่างหันกลับมาทบทวนพฤติกรรมและการกระทา ของตนเอง ดังนั้นบทบาทของธุรกิจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและได้ตระหนักถึงการดาเนินธุรกิจที่ต้องมี ความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ทั้งนี้ได้เริ่มด้วยหลักการช่วยเหลือในรูปของกองทุนและหลักการของ ผู้พิทักษ์เป็นหลักการพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ (อภิรัฐ ตั้งกระจ่างและ คณะ, 2546) อธิบายพอสังเขป ดังนี้ 2) จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สมาคมพั ฒ นาคุณภาพสิ่ง แวดล้อม (2559) มี แนวคิด เกี่ ยวกั บ จริยธรรมธุร กิ จ ที่ เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ไว้ดังนี้ จริยธรรมสิ่งแวดล้อม (environmental ethics) เดิม มนุษย์ไม่เคยประสบปัญ หา สิ่งแวดล้อมมากนัก แต่ในปัจจุบันมนุษย์ประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง อันเนื่องจาก ทรัพยากรธรรมชาติเหลือน้อยลง การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทางที่ผิด เช่น การทดลอง ระเบิดปรมาณู การทาลายป่าไม้ ฯลฯ ทาให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง และเสียสมดุล ส่งผลกระทบต่อ ชีวิตของมนุษย์เอง ปัจจุบันสังคมไทยมีปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงจาเป็นต้องนาจริยธรรมสิ่ งแวดล้อมมา ศึกษาให้ครบทุกด้าน โดยการบูรณาการกับทุกกิจกรรม เช่น การรู้จักประมาณในการบริโ ภคหรือทาง สายกลางในการใช้สอย การกตัญญูกตเวทีรู้คุณค่าของสิ่งแวดล้อม การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม และ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น หลัก การของจริยธรรมทางสิ่ง แวดล้อม ตามที่ นัก นิเ วศวิท ยา Miller ได้เ สนอใน โลกทรรศน์แนว "Sustainable-Earth Worldview" นั้น เราอาจพบได้ในคาสอนของศาสนาที่สาคัญๆ ของโลก หลักการนี้ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นสัจธรรมนิรันดรซึ่งมีมานานแล้ว บางคนอาจจะบอกว่า เป็นอุดมคติมากเกินไป เป็นเรื่องที่ป ฏิบัติได้ยากในความเป็นจริง จริยธรรมต้องการจะตักเตือนใจเรา ว่าวิถีทางที่กาลังดาเนินอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ผิด เป็นหนทางที่นาไปสู่การล่มสลายของสิ่งแวดล้อม และเป็น อันตรายต่อชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงในโลกธรรมชาติ กลุ่มคนที่มีโลกทรรศน์ "Sustainable-Earth Worldview" เชื่อว่าเราควรสร้างสรรค์ สังคมใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรัก เมตตาธรรม ความร่วมมือกัน ความยุติธรรม และความ ห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ในโลกธรรมชาติ สังคมใหม่แบบนี้จะเป็นสังคมที่ยั่งยืน ผู้คนมีชีวิต อยู่อย่างมีคุณภาพ ส่วนสังคมอุตสาหกรรมนิยมที่เรากาลัง พบเห็นอยู่ใ นขณะนี้นั้นเป็นสัง คมที่ เ น้น ความเห็นแก่ตัว การแข่งขัน ความก้าวร้าว การแสวงหาวัตถุและความเจริญสูงสุด และการขูดรีด ธรรมชาติสัง คมแบบนี้มี แต่จ ะท าลายล้างสิ่ง แวดล้อม และชีวิตจิตใจของมนุษย์ โลกทรรศน์แนว "Sustainable-Earth Worldview" ต้ อ งการให้ มี "การปฏิ วั ติ สั ง คม" ที่ เ น้น การเปลี่ย นแปลงทาง จิตสานึกนั่นเอง จริยธรรมทางสิ่งแวดล้อมใหม่ ชี้ให้เราเห็นว่า มนุษย์เรามี "ความต้องการ" 2 แบบ ความต้องการที่ไม่จาเป็นกับความต้องการที่แท้จริง ระบบอุตสาหกรรมนิยมมุ่งเน้นแต่เรื่องกระตุ้น ความต้องการที่ไม่จาเป็น ซึ่งใช้ทรัพยากรมาก สิ่งที่ ถูกต้องคือ เราสนองความต้องการแบบที่แท้จริง เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า วิถีชีวิตแบบใหม่จะต้องมีลักษณะเรียบง่าย ปฏิเสธบริโภคนิยม ไม่ลุ่มหลงใน วัตถุ และใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
8-4 8.1.2 แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ ภาคธุรกิจนับเป็นภาคีที่สาคัญต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม เนือ่ งจากเกี่ยวข้องทั้งในแง่ของ การเป็นผู้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตและให้บริการ และการเป็นผูบ้ ริโภคผลิตภัณฑ์ตามห่วงโซ่ อุปทาน (supply chain) ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทนาพาประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการ ดาเนินงานของภาคธุรกิจควรมียุทธศาสตร์ทสี่ าคัญ ดังนี้ 1) การผลิต เดิมธุรกิจมองประเด็นสิ่งแวดล้อมเพียงในรูปของขยะมูลฝอย น้าเสีย ฝุ่น ควันดา ฯลฯ และเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องเข้ามาจัดการในภาพรวม ดังนั้น การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ภายในองค์กรจึงเป็นการบาบัดที่ปลายท่อ เพียงเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายของภาครัฐ ที่ขณะนั้นมี ลักษณะแบบการสั่งการและควบคุม ผู้ประกอบการธุรกิจมักคิดว่าการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นภาระ และเป็ นหน่ ว ยที่ ก่ อ ให้ เ กิ ด ค่ าใช้ จ่า ย ดั ง นั้ น จึง มองประเด็ นนี้ ใ นเชิ ง ลบและมั ก ละเล ยหรือไม่ ให้ ความสาคัญ หรือถ้าให้ก็เป็นลาดับสุดท้าย นับแต่การประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ภาครัฐได้ปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการจัดการภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมจาก "การสั่งการและควบคุม" เป็น "การก ากั บและดูแล" และ "การป้องกันการเกิด มลพิษ" และได้นาเครื่องมือการจัดการสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ๆ เสนอต่อภาคธุรกิจ เช่น เทคโนโลยี สะอาด หรือระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจเริ่มหันมามีมุมมองใหม่ต่อสิ่งแวดล้อมว่าไม่ใช่เรื่องมลพิษเท่านั้น ธุรกิจเริ่มเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างต้นทุนการผลิตกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ หากมีการ ใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดของเสียและมลพิษจานวนมาก ก็จะ เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตที่เกิดจากการใช้วัตถุดิบ พลังงานและการบาบัดของเสีย ทาให้สินค้ามี ราคาสูงไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด ส่วนผลพลอยได้ก็คือ การมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิง่ แวดล้อม ของประเทศ ถึงแม้ว่าขณะนี้ภาคธุรกิจเริ่มมีความเข้าใจต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ก็ยังนับว่า เป็นส่วนน้อย ยัง มีธุรกิ จอี กจานวนมาก โดยเฉพาะวิสาหกิ จขนาดกลางและเล็ก หรือ SMEs ซึ่งมี มากกว่าร้อยละ 90 ของอุตสาหกรรมทั้งหมดของประเทศ ที่ยังไม่มีการปรับกระบวนทัศน์ในการผลิต กระบวนการผลิตที่ยั่งยืนต้องมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและเกิดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยมีการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือการใช้วัตถุดิบให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ลดการเกิดของเสีย รวมถึงการหาแนวทางการแปรรูปของเสียเพื่อเวียนกลับมาใช้ใหม่ ในกระบวนการผลิตอีกครั้ง 2) การตลาด ผู้ผลิตสามารถใช้กลไกทางการตลาดเป็นเครื่องมือการดาเนินงาน เพื่อนาไปสู่การ พัฒ นาอย่างยั่ง ยืนได้ การที่ผู้ผลิตมีความพยายามที่จะทาการผลิตสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมจะสร้างแรงจูงใจให้กับผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือบริการดังกล่าวเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ผลิตจึงสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนในการผลิตลดต่าลง นั่น ย่อมหมายถึง ผลกาไรที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตในระยะยาวนั่นเอง
8-5 ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือสินค้า สีเ ขียว (green products) วางขายในตลาดมากขึ้ น เช่น เสื้อผ้าไม่ ฟอกย้อม น้ามั นไร้ส ารตะกั่ ว ถุงพลาสติกย่อยสลายได้เองในแสงอาทิตย์ ตู้เย็นประหยัดไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์รีไซเคิล ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการตลาดสีเขียวของประเทศไทยช้ากว่าประเทศอื่น ๆ มาก เนื่องจากคนไทยส่วนมากยังขาดความตระหนักและจิตสานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรและรักษา สิ่ง แวดล้อ ม ถึง แม้ ว่าจะต้อ งเผชิญกั บมลพิษและปัญ หาสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ในชีวิตประจ าวันก็ตาม นอกจากนี้ผู้บริโภคไทยยังไม่นิยมใช้ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ทาให้การตลาดสีเขียวของไทยลุ่ม ๆ ดอน ๆ เนื่องจากขาดกลุ่มผู้บริโภคที่มีความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม (green consumers) อย่างจริงจัง ซึ่ง คนกลุ่มนี้จะเป็นพลัง ขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิ จหันมาประกอบ กิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้ การเผยแพร่ข่าวสารขององค์กรธุรกิจควรทาในรูปแบบของการให้การศึกษามากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของการบริโภคกับผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจและหันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นอันจะนาไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้ 3) การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ผู้ผลิตสามารถดาเนินการเผยแพร่ข้อมูลสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แก่ผู้บริโภคอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการติด ฉลากสินค้าและข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อมบนผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิ ด ความเข้าใจและหันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอันจะนาไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใน ระยะยาวอย่างยั่งยืนได้ ปัจจุบันภาคธุรกิจในประเทศไทยเริ่มหันมาสนใจเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งแวดล้อมแก่สาธารณชนมากขึ้น ผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะมี เป้าประสงค์หลักคือการสร้างภาพลักษณ์สีเขียว (green image) ให้แก่องค์กร เพื่อแสดงให้ประชาชน เห็นว่าธุรกิจของตนมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการเพิ่มส่วน แบ่งการตลาดก็ตาม แต่อานิสงส์ที่ได้ในระยะยาวจากการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวคือ ผู้บริโภคได้รับรู้ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ข่าวสารขององค์กรธุรกิจควร ทาในรูปแบบของการให้การศึกษามากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของ การบริโภคกับผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจ และหันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอันจะนาไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้ 4) การสร้างความร่วมมือของภาคีธุรกิจ การสร้างความร่วมมือของภาคีธุรกิจในการดาเนินงานเพื่อการอนุ รักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งจาเป็นสาหรับการดาเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เนื่องจากความร่วมมือของภาคีธุรกิจจะเป็นกลไกใน การขยายผลการดาเนินงานที่ทาให้ผู้ผลิตรายอื่น ๆ เห็นความสาคัญของการผลิตสินค้าและบริการที่ เป็นมิ ตรกั บ สิ่ง แวดล้อ มเพิ่ม ขึ้น ปัจ จุบันภาคธุร กิ จ ได้มี ก ารจั ดตั้ง เครือข่ายหรือเวที ธุรกิ จเพื่อเป็น ศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนประสบการณ์การดาเนินธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมอัน จะน าไปสู่ ก ารพั ฒ นาอย่ า งยั่ ง ยื น เช่ น คณะกรรมการนัก ธุ ร กิ จ เพื่ อสิ่ ง แวดล้อมไทย ( Thailand
8-6 Business Council for Sustainable Development: TBCSD) และเครือข่ายการดาเนินงานด้าน นิ เ วศเศรษฐกิ จ และการผลิ ต ที่ ส ะอาด (Thailand Network of Eco-efficiency and Cleaner Production: TNEC) ซึ่งการดาเนินงานยังจากัดเฉพาะกลุ่มสมาชิกเท่านั้น 5) รูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านคู่ค้าทางธุรกิจ ดั ง ที่ ท ราบกั น ทั่ ว ไปว่ า ห่ ว งโซ่ อุ ป ทานของการผลิ ต ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ช นิ ด หนึ่ ง ๆ ประกอบด้วยองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กจานวนมาก ตั้งแต่ ต้นน้า (upstream) จนถึง ปลายน้า (downstream) องค์ก รธุรกิจหนึ่ง ๆ จึง สามารถเป็นได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในห่วงโซ่ อุป ทาน การจัด การสิ่ง แวดล้อ มผ่านห่วงโซ่อุปทาน หรือห่วงโซ่สีเ ขียว (greening supply chain management) จึ ง เป็ น กลยุ ท ธ์ ด้ า นการบริห ารเชิ ง ธุ ร กิ จ ที่ ส ามารถด าเนิ น การควบคู่ ไ ปกั บ การ ดาเนินงานด้านสิ่งแวดล้อ ม เพื่ อท าให้เกิดการปรับ ปรุงการบริหารจัดการและสิ่ง แวดล้อมภายใน องค์กรอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบเพื่อใช้ในการ ผลิต การจัดซื้อ การขนส่ง และการส่งมอบผลิตภัณฑ์ไว้ด้วยกัน โดยสร้างความร่วมมือภายในองค์กรผู้ ซื้อ (buyers) และบริษัทคู่ค้า (suppliers) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และส่งเสริ มให้มี การนาหลักการผลิตที่สะอาดและการป้องกันมลพิษมาใช้ในองค์กรที่เกี่ยวข้องในทานอง "พี่ช่วยน้อง" นั่นคือ องค์กรธุรกิจที่มีขนาดใหญ่มีอานาจในการซื้อช่วยเหลือ SMEs ซึ่งเป็นคู่ค้าของตน ให้มีการ จัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้ อ และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ ด้วย นอกจากนี้ ยังอาจทาให้เกิดโซ่อุปทานย้อนกลับ (reversed supply chain) ในการส่งคืนซาก สินค้าให้กับผู้ผลิต เพื่อนากลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้า นาไปบาบัดหรือกาจัดต่อไป แนวคิดเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานกาลังได้รับความนิยมนามา ประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายจากการที่องค์กรผู้ซื้อมีนโยบาย มาตรฐานการจัดซื้อจัดหาที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม และระบบการจัดการสิง่ แวดล้อมภายในเป็นกรอบการดาเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการ ปรับปรุงประสิทธิภาพของบริษัท ซึ่งหากบริษัทคู่ค้าของตนไม่ได้มีการรับรู้หรือยอมรับนโยบายหรือ มาตรฐานเหล่านี้ไปด้วย ก็อาจมีผลให้องค์กรธุรกิจเหล่านั้น ไม่สามารถบรรลุถึงนโยบายหรือมาตรฐาน ขององค์กรได้ เนื่องจากการจัดซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ตั้งไว้ แนวคิดนี้ พัฒ นาตอบสนองต่อ กระแสการพั ฒ นาธุร กิ จ ที่ ยั่ง ยืน และมาตรการด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป ซึ่งนับวันจะให้ความสาคัญต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดั ง นั้ น บริ ษั ท คู่ ค้ า ขนาดเล็ ก โดยเฉพาะบริ ษั ท ที่ มี เ จ้ า ของเป็ น คนไทยจ าเป็ น ต้ อ งพยายามปรับ กระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ของตนให้เข้ากับความต้องการของบริษัทผู้ซื้อ จากงานวิจัยของ พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ (2547) สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หัวหน้า โครงการวิ จั ย "การพั ฒ นารูป แบบการจัด การสิ่ง แวดล้อ มผ่า นคู่ ค้า ทางธุ ร กิ จ ในบริบ ทไทย" ได้ ดาเนินงานสร้างทีมพี่เลี้ยงในบริษัทผู้ซื้อเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่บริษัทคู่ค้า ผ่านการ ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการทางานจากบริษัทผู้ซื้อซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ไปสู่บริษัทคู่ค้าที่เป็น บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยใช้กระบวนการและเครื่องมือจัดการสิ่งแวดล้อมชนิดต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีสะอาด การประเมินผลการดาเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อปรับปรุงผลการดาเนินงานของบริษัทคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง (พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์, 2547)
8-7
8.1.3 สิ่งกระตุ้นและแรงผลักดันให้ธุรกิจดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม 1) สาเหตุหลักของปัญหาสิ่งแวดล้อม มีอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ 1.1) การเพิ่มของประชากร (Population growth) ปริมาณการเพิ่มของประชากร ก็ยังอยู่ในอัตราทวีคูณ (Exponential Growth) เมื่อผู้คนมากขึ้น ความต้องการบริโภคทรัพยากรก็ เพิ่มมากขึ้นทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย พลังงาน 1.2) การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี (Economic Growth & Technological Progress) ความเจริญทางเศรษฐกิจนั้นทาให้มาตรฐานในการดารงชีวิต สูงตามไปด้วย มีการบริโภคทรัพยากรจนเกินกว่าความจาเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิต มีความจาเป็ นต้อง ใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีก็ช่วยเสริมให้วิธีก าร นาทรัพยากรมาใช้ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น ผลสืบเนื่องอันเกิดจากปัญหาสิง่ แวดล้อม คือ ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ เนื่องจาก มีการใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่ประหยัด อาทิ ป่าไม้ถูกทาลาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ขาดแคลนน้า (1) ภาวะมลพิษ (Pollution) เช่น มลพิษในน้า ในอากาศและเสียง มลพิษใน อาหาร สารเคมี อันเป็นผลมาจากการเร่งรัดทางด้านอุตสาหกรรมนั่นเอง มลพิษทางอากาศ หมายถึง ภาวะอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริ มาณที่สูง กว่าระดับปกติเป็นเวลานานพอที่จะทาให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ สัตว์ พืช หรือทรัพย์สินต่าง ๆ อาจ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ฝุ่นละอองจากลมพายุ ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า ก๊าซ ธรรมชาติอากาศเสียที่เกิดขึ้น โดยธรรมชาติเป็นอันตรายต่อมนุษย์น้อยมาก เพราะแหล่งกาเนิดอยูไ่ กล และปริมาณที่เข้าสู่สภาพ แวดล้อมของมนุ ษย์และสัตว์มีน้อย กรณีที่เกิดจากการกระทาของมนุษย์ ได้แก่ มลพิษจากท่อไอเสีย ของรถยนต์จากโรงงานอุตสาหกรรมจากขบวนการผลิตจากกิจกรรมด้าน การเกษตรจากการระเหย ของก๊าซบางชนิด ซึ่งเกิดจากขยะมูลฝอยและของเสีย เป็นต้น แหล่งกาเนิดมลพิษทางอากาศที่สาคัญของประเทศไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ ๆ ดังนี้ (1.1) ยานพาหนะ ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศจากัดเฉพาะในเขต ชุม ชนขนาดใหญ่ เช่น กรุง เทพมหานครและปริม ณฑล แต่ปัญ หามลพิษทางอากาศจากโรงงาน อุตสาหกรรม เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทยทั้งในเขตชนบทและเขตเมือง แหล่งกาเนิดจากยานพาหนะ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ของประเทศจากภาคเกษตรกรรม มาเป็นภาคอุตสาหกรรมทาให้กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์กลาง ของแหล่งธุรกิจและความเจริญมีจานวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทาให้เกิดความต้องการในการ เดินทางและการขนส่งมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดเข้าขั้นวิกฤต และนับวันจะทวีความ รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การจราจรที่ติดขัดทาให้รถเคลื่อนตัวได้ด้วยความเร็วต่า มีการหยุดและออกตัว บ่อยครั้ง ขึ้นน้ามันถูกเผาผลาญมากขึ้น การสันดาปของน้ามันเชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ และมีการระบาย สารมลพิษทางท่อไอเสียในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นบริเวณที่ใกล้ถนนที่มีการจราจรติดขัด จะมี ปัญ หามลพิ ษทางอากาศที่รุนแรงกว่า ในบริเ วณที่มี การจราจรคล่องตัว สารมลพิษที่ร ะบายเข้าสู่ บรรยากาศที่เกิดจาก การคมนาคมขนส่ง ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน
8-8 สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน สารตะกั่วและก๊าซซัลเฟอร์ได ออกไซด์ (1.2) แหล่งกาเนิดจากโรงงานอุตสาหกรรม มลพิ ษทางอากาศจากแหล่ง ก าเนิดอุตสาหกรรม เกิ ดจากการเผาไหม้ เชื้อเพลิงและกระบวนการผลิต ซึ่ง เป็นตัวการสาคัญที่ ก่อให้เกิ ดผล กระทบต่อคุณภาพอากาศใน บรรยากาศและอาจส่งผล กระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในชุมชน โดยทั่วไปหรือก่อให้เกิด ความเดือดร้อนราคาญเชื้อเพลิงที่ใช้สาหรับอุตสาหกรรมมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ - เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง - เชื้อเพลิงที่เป็นของเหลว ได้แก่ น้ามันเตา และน้ามันดีเซล - เชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซ LPG สารมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ก๊าช คาร์บอนมอนอกไซด์ ฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ซึ่งพบว่ามี ปริมาณการระบายออกสู่บรรยากาศเพิ่มมากขึ้นทุกปีตามปริมาณการใช้เชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น (2) มลพิษจากแสงอาทิตย์ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ จากดวงอาทิตย์ จะทาให้สุขภาพของร่างกายและจิตใจรื่นรมย์ขึ้น เสมือนว่าได้รับการชาระล้างความสกปรกหมักหมมที่ ผ่านมาตลอดวันและคืน เราจึงนิยมผึ่งแดดในยามเช้า แต่พอสายแสงแดดกล้าขึ้น ร่างกายและจิตใจที่ เบิกบานจะค่อย ๆ ลดลง ๆ ผิวอันนวลเนียนจะเริ่มระคายเคือง ถ้าตากแดดต่อไปนาน ๆ ผิวจะเกรียม เป็นสีน้าตาล ใบหน้าลอก และมีฝ้าเกิดขึ้น เกิดโรคแพ้ภูมิคุ้มกัน เจ็บไข้ได้ป่วยได้ง่าย ที่จริงแล้ว แสงแดดจากดวงอาทิตย์มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์ สัตว์ พืช พันธุ์ต่อวิทยาศาสตร์ และต่อโลกอย่างมหาศาล เช่น คนในเขตร้อนมักไม่ค่อยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก เนื่องจากได้รับแสงแดดเพียงพอในการสังเคราะห์วิตามินดี-3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อการบารุงกระดูก หรือ ทางด้านวิทยาศาสตร์ก็สามารถนารังสีอุลตราไวโอเลตจากการสังเคราะห์มาใช้ในการวิเคราะห์ทางเคมี ได้ แสงอาทิตย์ประกอบด้วยแสงต่าง ๆ ทั้งชนิดที่ตามองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตา เปล่า แสงหรือรังสีอันตราย คืออัลตราไวโอเลต ซึ่ งเป็นรังสีประเภทที่ตามองไม่เห็น คือ เป็นคลื่น แม่ เ หล็ก ไฟฟ้ า ที่ มี ความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่ ตามองเห็นได้ รัง สีอุล ตราไวโอเลตมี 2 ชนิด คือ อัลตราไวโอเลต-เอ มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 320-400 นาโนเมตร และอุลตราไวโอเลต-บี มีความยาว คลื่นตั้งแต่ 290-320 นาโนเมตร ความเป็นพิษของรังสีอุลตราไวโอเลต เกิดจากรังสีนี้เมื่อไปกระทบกับผิวหนังจะ ทาอันตรายต่อเซลล์ของร่างกาย จากการศึกษาวิจัยพบว่า กรดอะมิโน ซึ่งมีอยู่ในโปรตีนในร่างกาย ดูดกลืนรังสีนี้ได้ดี และทาให้เกิดสารพิษในร่างกายขึ้นหลายชนิด ที่เป็นต้นเหตุของมะเร็งที่ผิวหนัง กรดในร่างกายอีกชนิดหนึ่ง คือ กรดนิวคลีอิคก็สามารถดูดกลืนรังสีนี้ได้ แม้จะ ไม่มากนัก แต่ก็ทาให้เกิดสารเคมีที่เป็นผลร้ายต่อกรรมพันธุ์ ทาให้ลูกหลานที่เกิดมามีลักษณะผิดปกติ ผ่าเหล่าผ่ากอ
8-9 รังสีอุลตราไวโอเลต มีอันตรายต่อเซลล์ของร่างกาย โดยทางอ้อมอีกด้วย คือ เมื่อเซลล์หนึ่งดูดกลืนรังสีนี้ไว้ ทาให้เกิดสารพิษชนิดหนึ่งขึ้นมา สารพิษที่เกิดขึ้นนี้จะไปทาอันตราย เซลล์อื่นต่อ ๆ ไป นอกจากนี้รังสีชนิดนี้ยังทาให้เกิดโรคต้อกระจกได้อีกด้วย รังสีอุลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ผ่านบรรยากาศในชั้นต่าง ๆ มาสู่ผิวโลกเป็น อันตรายอย่างยิ่งต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์และสัตว์ ถ้าหากเราได้รับแสงมฤตยูนี้โดยตรง บรรดาพืชพันธุ์สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะถูกทาลายโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นโชคดีของมนุษย์ที่ในบรรยากาศในชั้นสตราโตสเฟียร์ยังมีก๊าซโอโซนที่ มีความสามารถดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเลตได้ดี ทาให้รังสีผ่านลงมายังพื้นโลกน้อยลงแต่ปัจจุบันนี้ เรา พบว่าปริมาณของโอโซนในบรรยากาศเหนือพื้นโลก นับวันจะมีน้อยลงทุกที ผู้ที่ทาลายก็คือ มนุษย์รัก สวยรัก งามในโลกเรานี่เอง มนุษย์ผู้นิยมสเปรย์ฉีดผม สเปรย์ฆ่าแมลง สเปรย์น้าหอมปรับอากาศ สเปรย์ระงับกลิ่นตัว ในสเปรย์มีสารเคมีช นิดหนึ่งเป็นตัวผลักดันให้สารในกระป๋องพ่นออกมาเป็น ละออง เกสรเคมี ที่เป็นตัวผลักดันนี้ คือ ฟลูออโรคาร์บ อน หรือที่ เรียกว่า ฟรีออน สารชนิดนี้เมื่อ ออกมาจากกระป๋องสเปรย์แล้ว จะให้โอโซนสลายตัวมีปริมาณลดลง มีตัวที่จะสกัดกั้นรังสีอุลตราไวโอ เลตน้อยลง เป็นผลให้รังสีผ่านสตราโตสเฟียร์มายังโลกมากขึ้นเป็นอันตรายแก่มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม อย่างมหาศาล การป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเลต ต้องพยายามหลีกเลี่ยงแสงสว่างที่ มีความเข้มสูง ธรรมชาติของร่างกายมีกลไกในการป้องกั นแสงอาทิตย์อยู่แล้ว คือ ผิวหนังชั้นนอก ร่างกายมีสารให้สีหรือที่เรียกว่า รงวัตถุ ขนหรือเกล็ดของสัตว์สามารถกรองหรือกระจายแสงได้ และ ยังมีเอนไซม์บางชนิดสามารถฆ่าฤทธิ์พิษที่เกิดขึ้นจากรังสีอุลตราไวโอเลต ในความเป็นพิษเป็นภัยของแสงอุลตราไวโอเลตนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พบสารที่ เป็นคุณแฝงอยู่ด้วย ในปี พ.ศ. 2471 มีผู้พบว่าสีย้อ ม (dye) บางชนิด เช่น ไทอาซินดาย เมทิลิน บลู (4) Thiazine dye methylene blue (IV) หรือสีย้อมพวกแซนทีนที่มีฮาโลเจนอยู่ด้วย (halogenated fluorescein family of xanthene) สีจาพวกนี้เมื่อถูกกับรังสีอุลตราไวโอเลต จะเปลี่ยนเป็นสารที่มี พิษต่อแมลง ซึ่งนามาใช้กาจัดแมลงได้ ชาวอียิปต์โบราณพบว่าพืชแอมมินาจัส (Amminajus) ซึ่งขึ้นอยู่ตามแม่น้าไนล์ มี ส ารชนิดหนึ่ง ซึ่ง เมื่ อ ถูก แสงอาทิ ตย์จ ะกลายเป็นยารัก ษาโรค ใช้ในการบ าบัดรัก ษาโรคผิวหนัง ปัจจุบันนี้เราพบว่าสารนี้คือ ซอราเลนส์ (Psoralens) จึงได้มีผู้หันมาใช้สารนี้ในการบาบัดโรคมะเร็งได้ เราควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเที่ยงถึงบ่าย ซึ่งเป็นเวลาแดดจัด มีความเข้ม ของแสงอุลตราไวโอเลตสูง เพื่อป้องกันมิให้เซลล์ในร่างกายถูกแสงแดดทาลาย เป็นเหตุให้เกิดโรคภัย ไข้เจ็บขึ้นได้ โดยเฉพาะหน้าร้อนในขณะนี้ อย่าเดินตากแดดโดยไม่มีหมวกหรือร่มหรือแว่นตากันแดด ซึ่งนอกจากจะทาให้ผิวหนังแห้งเกรียม หน้าลอก เป็นฝ้า ตาเป็นต้อกระจก เป็นโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ แล้ว ยังทาให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย (อภิรัตน์ ปานทอง, 2551) Miller กล่าวว่า การทีเ่ ราจะมองโลกทรรศน์แนว “Sustainable-Earth worldview” ได้นั้น เราต้องผ่านการยกระดับ “ความตื่นตัวทางสิ่งแวดล้อม” (environmental awareness) 4 ระดับ ด้วยกัน คือ
8-10 2) สิ่งกระตุ้นให้ธุรกิจดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม จินตนา บุญ บงการ (2555) ได้ก ล่าวไว้เกี่ยวกั บสิ่งกระตุ้นหรือการตื่นตัวให้ธุรกิจ ดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไว้ดังนี้ 2.1) เราเริ่มมองเห็นปรากฏการณ์และรับรู้ปัญหา เราเริ่มรู้สึ กว่า กาลังมีบางสิ่ง บางอย่างเกิดขึ้น เช่น ปัญหามลภาวะ เรายังมองไม่เป็นระบบ เราคิดแต่เพียงว่า เมื่อมีปัญหามลภาวะ เราก็ต้อง เข้าไปแก้ไข โดยการควบคุมหรือชาระล้าง 2.2) เราเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันธ์กันอย่าง เป็นระบบ เช่น เรารู้ว่าปัญ หามลภาวะ ความเสื่อมโทรมทางสิ่ง แวดล้อม และการหมดสิ้น ของ ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับปัญหาประชากร การพัฒนาอุตสาหกรรม ลัทธิบริโภคนิยม และความยากจนในสังคม การตื่นตัวมากขึ้นในระดับนี้เรียกร้องให้เราแก้ไขปัญหาอย่ างเป็นระบบ เช่นกัน แต่เรายังมองไม่เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจการเมืองอย่างไร 2.3) การตื่นตัวในระดับที่ 3 จะทาให้เรามองความเชื่อมโยงทางสิ่งแวดล้อมอย่าง เป็นระบบมากขึ้น และมีการแสวงหาทางเลือกใหม่ ๆ ในการจัดการทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น มอง หาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่เรียกกันว่า “การ พัฒนาแบบยั่งยืน” ในขณะเดียวกัน ก็ พัฒนาวิธีการจัดการทางสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะสลับซับซ้อนและมี ประสิทธิภาพมากขึ้น การตื่นตัวทั้ง 3 ระดับ ยังคงมีลักษณะที่ให้ความสาคัญสูงสุดแก่ม นุษย์ (humancentered) เราแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อความสุขสมบูรณ์ของมนุษย์ วิธีการแบบนี้ อยู่ตรงกันข้ามกับ life-centered โลกทรรศน์กระแสหลักยังคงเป็นโลกทรรศน์ที่เน้นการเจริญเติบโต ทางเศรฐกิจ มนุษย์ยังคงมีฐานะที่สาคัญกว่าธรรมชาติ และอยู่เหนือธรรมชาติ 2.4) การตื่นตัวในระดับที่ 4 คือ การก้าวข้าม พ้นทั้ง 3 ระดับเข้าไปสู่โลกทรรศแนว “Sustainable-Earth worldview” นั่นเอง การตื่นตัวระดับ สูงสุดไม่ใช่อยู่ที่ว่า ” ความอยู่รอดของ มนุษย์” หากแต่เป็นความอยู่รอดของธรรมชาติ โลกทรรศน์ “โลกธรรมชาติยั่งยืน” ไม่อาจได้มาโดย การอ่านหนังสือ หรือนั่งคิดนั่งฝัน จริยธรรมทางสิ่งแวดล้อมจะ เกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรามีความสัมพันธ์ กับธรรมชาติ โดยการเห็น โดยการรู้สึก สัมผัส โดยการเข้าใจ โดยความรัก และห่วงใย ที่สาคัญคือเกิด ความเชื่อศรัทธาขึ้นมา โลกทรรศน์ใหม่คือ วิถีการคิดแบบใหม่และวิถีแห่งความรู้สึก แบบใหม่อันเกิด จากการฟังเสียงของธรรมชาติ ปรัชญาเชนที่บ่งว่า “เรามองภูเขา ภูเขามองเรา ภูเขาและเรา เป็นหนึง่ เดียว” สะท้อนให้เราเห็นถึงภาพแบบใหม่ของประชาคมแห่งโลกธรรมชาติที่ตั้งอยู่บนหลักการของ ความรัก ความศรัทธา ความจริงใจ และความร่วมมือกัน (สมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ประเทศ ไทย), 2559) 3) แรงผลักดันให้ธุรกิจดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม จินตนา บุญบงการ (2555) กล่าวถึงความสาคัญ 3 ประการของการปรับเปลี่ยน แนวคิด และเปรียบเทียบแนวทางการดาเนินการของธุรกิจ ในปัจจุบันกระแสของความรับผิดชอบต่อ สังคมขององค์การ (CSR) เป็นเรื่องที่ทุกองค์การธุรกิจต้องให้ความสาคัญ ทั้งนี้เพราะเหตุผลสาคัญ 3 ประการ คือ 3 C 3.1) บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ (Constitution) พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ในส่วนของ การดาเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งทาให้ต้องศึกษา
8-11 และประเมิ นผลกระทบต่อ คุณภาพสิ่ง แวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุม ชน และจัดให้มี กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งองค์กรอิสระในการให้ ความเห็นประกอบก่อนดาเนินการจนนาไปสู่การฟ้องต่อศาลปกครอง อันมีผลถึงกับสามารถระงับ โครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การธุรกิจได้ 3.2) กระแสความสนใจของสั ง คมในเรื่ อ ง “สี เ ขี ย ว” อั น เป็ น ผลจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate) ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดาเนินการ รูปแบบการ ผลิตเพราะผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของการบริโภค โดยให้ความสาคัญต่อธุรกิจที่สนใจ และ รักษาสภาพแวดล้อมของโลกเพื่อช่วยระงับภาวะโลกร้อน 3.3) ความตกลงการเปิดเสรีการค้า (Commerce) ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่ง ส่งผลให้สินค้านาเข้า 8,300 รายการมีอัตราภาษีลดเหลือ 0% ส าหรับประเทศในกลุ่ม อาเซียนเดิม 6 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน รวมทั้งผลของ ความตกลงการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน (ACFTA) และสาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA) นับจากเดือน มกราคม 2553 ตลอดจนความตกลงการค้าระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 ส่วนอาเซียนอีก 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ได้รับการอนุโลม ให้ลดภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะต้องลดภาษีรายการสินค้าทั้งหมดไม่ให้สูงกว่ า 5% ในปี 2523 และให้เ หลือ 0% ในปี 2558 ภาคธุร กิ จ จึง จ าต้องศึก ษาข้อมู ล และปรับ ตัวรองรับ ทั้ งโอกาสและ ผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี เพราะจากนี้ไปมาตรการภาษีนาเข้า มาตรการโควต้ าภาษีและ อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) ที่ขัดต่อความตกลงดังกล่าว จะต้องถูกยกเลิก ทาให้ประเทศ ต่าง ๆ หันมาใช้มาตรการอื่น ๆ ที่ได้รับการยกเว้นเพื่อป้องกันผลกระทบจากการเปิดตลาดเสรีการค้า อาทิ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) มาตรการอุปสรรคทางเทคนิคทางการค้า (TBT) กฎว่าด้วยถิ่นกาเนิดสินค้า (ROO) มาตรการปกป้องจากการนาเข้าสินค้าที่เพิ่ม ขึ้น (SG) ซึ่งมาตรการ ต่าง ๆ เหล่านี้มีความเกี่ยวเนื่องกับแนวปฏิบัติทางซีเอสอาร์แทบทั้งสิ้น 4) เปรียบเทียบแนวทางการดาเนินการของธุรกิจ การปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดาเนินธุรกิจเพื่อการแข่งขันและได้รับการยอมรับจาก สังคมเป็นเรื่องสาคัญยิ่ง โดยเฉพาะในวิกฤติเศรษฐกิ จของโลกมีการถดถอยจากวิกฤติทางเศรษฐกิจ ของอเมริกาในปี 2552 และการเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในประเทศญี่ปุ่น เมื่อต้นปี 2554 เป็น เหตุให้เศรษฐกิจมีการถดถอยทั่วโลก สาหรับประเทศไทยมีวิกฤติทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2552 และ ยังมีต่อเนื่องมาตลอด อันมีผลต่อเศรษฐกิจและการดาเนินธุรกิจทั้งสิ้น ได้มีการสารวจความเห็นผู้นาองค์การภาคธุรกิจของประเทศไทยจานวน 100 คน เพื่อดูวิธีการปรับเปลีย่ นวิธีการดาเนินธุรกิจใน 2 ปีที่ผ่านมา และการปรับตัวแนวทางใหม่ในปี 2554 มี ผลดังนี้ จะเห็นว่ากระแสเรื่อง “กรีนคอนเซปต์” มีมาตั้งแต่ปี 2552 ขึ้นมาแรงในปี 2553 และในปี 54 นี้ก็ยังติดโผ 10 อันดับ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจไม่สามารถที่จะละทิง้ กลยุทธ์การดาเนินธุรกิจ ที่คานึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และการดูแลจัดการ ของเสียที่เกิดจากการประกอบอาหาร
8-12 ส่วนกระแส “ซีเอสอาร์” ตามการสารวจในรอบ 3 ปี ได้เข้ามาอยู่ในโผปี 53 และไต่ ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ในปี 54 นี้ (ได้คะแนนโหวต 73%) รองจากเรื่องนวัตกรรม (80%) และการบริหาร ต้นทุน (75%) แสดงให้เห็นว่าเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมยังมาแรงแซงเรื่องการตอบสนองผู้บริโภค (70%) และการสร้างแบรนด์ (60%) อย่างน่าสนใจ
สรุป จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม หลักการของจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อม ไม่ ใช่ของใหม่ แต่เป็นสัจธรรมนิรันดรที่มีม านาน จริยธรรมต้องการจะตัก เตือนใจว่าวิถีทางที่กาลัง ดาเนินอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ผิด เป็นหนทางที่นาไปสู่การล่มสลายของสิ่งแวดล้อม และเป็นอันตรายต่อชีวิต ของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงในโลกธรรมชาติ จริยธรรมทางสิ่งแวดล้อมใหม่ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เรามี "ความ ต้องการ" 2 แบบ ความต้องการที่ไม่จาเป็นและความต้องการที่แท้จริง ระบบอุตสาหกรรมนิยมมุ่งเน้น แต่เรื่องกระตุ้นความต้องการที่ไม่จาเป็น ซึ่งใช้ทรัพยากรมาก สิ่งที่ถูกต้องคือ เราสนองความต้องการ แบบที่แท้จริงเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า วิถีชีวิตแบบใหม่จะต้องมีลักษณะเรียบง่าย ปฏิเสธบริโภคนิยม ไม่ลุ่มหลงในวัตถุ และใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ การผลิต เมื่อระบบการดาเนินธุรกิจแบบเดิมอาจ มองสิ่งแวดล้อมเพียงในรูปของขยะมูลฝอย น้าเสีย ฝุ่น ควันดา ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องเป็น ผู้รับผิดชอบ ดังนั้น การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรจึงเป็นการบาบัดที่ปลายท่อ เพียงเพื่อให้ สอดคล้องกับกฎหมายของภาครัฐที่มีลักษณะแบบการสั่งการและควบคุม ผู้ประกอบการธุรกิจคิดว่า การดูแลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นภาระและเป็นหน่วยที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงมองประเด็นนี้ในเชิง ลบและละเลยหรือ ไม่ ใ ห้ความส าคั ญ ภาครั ฐ ได้ ป รับ เปลี่ย นแนวความคิ ดการจัดการภาคธุร กิ จ อุตสาหกรรมจาก "การสั่งการและควบคุม" เป็น "การก ากั บและดูแล" และ "การป้องกันการเกิด มลพิษ" และได้นาเครื่องมือการจัดการสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ๆ เสนอต่อภาคธุรกิจ เช่น เทคโนโลยี สะอาด หรือระบบการจัดการสิ่ง แวดล้อ ม เป็นต้น ส่ง ผลให้ภาคธุร กิ จ เริ่มหันมามี มุ มมองใหม่ต่อ สิ่งแวดล้อมว่าไม่ใช่เรื่องมลพิษเท่านั้น ธุรกิจเริ่มเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างต้นทุนการผลิตกับ ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ หากมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และ ก่ อให้เ กิ ดของเสียและมลพิ ษจานวนมาก จะเป็นการเพิ่มต้นทุ นการผลิตที่เ กิ ดจากการใช้วัตถุดิบ พลังงานและการบาบัดของเสีย ทาให้สินค้ามีราคาสูงไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด ส่วนผลพลอยได้คอื การมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ การตลาด ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือ สินค้าสีเ ขียว (green products) วางขายในตลาดมากขึ้น แต่ก ารเติบโตของการตลาดสีเขียวของ ประเทศไทยช้ากว่าประเทศอื่ น ๆ เนื่อ งจากการขาดความตระหนัก และจิตสานึก ในการอนุรักษ์ ทรั พ ยากรและรั ก ษาสิ่ ง แวดล้ อ ม ถึ ง แม้ ต้ อ งเผชิ ญ กั บ มลพิ ษ และปั ญ หาสิ่ ง แวดล้ อ มอื่ น ๆ ใน ชีวิตประจาวันก็ตาม การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ผู้ผลิตสามารถดาเนินการเผยแพร่ข้อมูลสินค้าและบริการที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อมแก่ผู้บริโภคอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึง การติดฉลากสินค้าและข้อ มู ลทางด้านสิ่ง แวดล้อมบนผลิตภัณฑ์ ซึ่ง จะช่วยกระตุ้นและ
8-13 ส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจและหันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอันจะนาไปสู่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาวอย่างยั่งยืนได้ การสร้างความร่วมมือของภาคีธุรกิจ การสร้างความร่วมมือของภาคีธุรกิจในการดาเนินงาน เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับการดาเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เนื่องจากความร่วมมือ ของภาคีธุรกิจจะเป็นกลไกในการขยายผลการดาเนินงานที่ทาให้ผู้ผลิตรายอื่น ๆ เห็นความสาคัญของ การผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น รูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านคู่ค้าทางธุรกิจ ห่วงโซ่อุปทานของการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาด กลาง และขนาดเล็กจานวนมาก ตั้งแต่ ต้นน้า (upstream) จนถึงปลายน้า (downstream) องค์กร ธุรกิจหนึ่ง ๆ จึงสามารถเป็นได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในห่วงโซ่อุปทาน การจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านห่วงโซ่ อุปทาน หรือห่วงโซ่สีเขียว (greening supply chain management) จึงเป็นกลยุทธ์ด้านการบริหาร เชิงธุรกิจที่สามารถดาเนินการควบคู่ไปกับการดาเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อทาให้เกิดการปรับปรุง การบริหารจัดการและสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรอย่างยั่งยืน กระตุ้นและแรงผลักดันให้ ดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งกระตุ้นและแรงผลักดันให้ธุรกิจ ดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม มีสาเหตุหลักของปัญหาสิ่งแวดล้อม มีอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ 1) การ เพิ่มของประชากร (Population growth) ปริมาณการเพิ่มของประชากรยังอยู่ในอัตราทวีคูณ เมื่อ ผู้คนมากขึ้น ความต้องการบริโภคทรัพยากรก็เพิ่มมากขึ้นทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย พลังงาน 2) การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ความเจริญทางเศรษฐกิจ นั้นทาให้มาตรฐานในการดารงชีวิตสูงตามไปด้วย มีการบริโภคทรัพยากรจนเกินกว่าความจาเป็นขั้น พื้นฐานของชีวิต มี ความจาเป็นต้อ งใช้พลัง งานมากขึ้นตามไปด้ว ย ในขณะเดียวกันความก้าวหน้า ทางด้านเทคโนโลยีก็ช่วยเสริมให้วิธีการนาทรัพยากรมาใช้ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น สิ่งกระตุ้นให้ธุรกิจดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งกระตุ้นให้ธุรกิจดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเกิดปัญหามลภาวะทาให้ต้องแก้ไข เพราะปัจจัยต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันธ์กันอย่าง เป็ น ระบบ เช่ น ปั ญ หามลภาวะ ความเสื่ อ มโทรมทางสิ่ ง แวดล้ อ ม และการหมดสิ้ น ของ ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับปัญหาประชากร การพัฒนาอุตสาหกรรม ลัทธิบริโภคนิยม และความยากจนในสังคม การตื่นตัว เพื่อร่วมแก้ปัญหาทาให้เรามองความเชื่อมโยงทางสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นระบบมากขึ้น และมีการแสวงหาทางเลือกใหม่ ๆ ในการจัดการทางเศรษฐกิจและสังคม แรงผลักดันให้ธุรกิจดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม การปรับเปลี่ยนแนวคิด และเปรียบเทียบ แนวทางการดาเนินการของธุรกิจ ในปัจจุบันกระแสของความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์การ เป็น เรื่องที่ทุกองค์การธุรกิจต้องให้ความสาคัญ ทั้งนี้เพราะเหตุผลสาคัญ 3 ประการ คือ 3 C ได้แก่ 1) บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ (Constitution) พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ในส่วนของการดาเนินโครงการหรือ กิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งทาให้ต้องศึกษาและประเมินผลกระทบต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งองค์กรอิสระในการให้ความเห็นประกอบก่อนดาเนินการ จนนาไปสู่การฟ้องต่อศาลปกครอง อันมีผลถึงกับสามารถระงับโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของ องค์การธุรกิจได้ 2) กระแสความสนใจของสังคมในเรื่อง “สีเขียว” อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลง
8-14 สภาพภูมิอากาศ (Climate) ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดาเนินการ รูปแบบการผลิตเพราะ ผู้บ ริโ ภคเปลี่ ยนแปลงพฤติก รรมของการบริโ ภค โดยให้ความส าคัญ ต่อธุร กิ จ ที่ ส นใจ และรัก ษา สภาพแวดล้ อ มของโลกเพื่ อ ช่ ว ยระงั บ ภาวะโลกร้ อ น และ 3) ความตกลงการเปิ ด เสรี ก ารค้ า (Commerce) ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งส่งผลให้สินค้านาเข้า 8,300 รายการมีอัตรา ภาษีล ดเหลือ 0% ส าหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนเดิม 6 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน รวมทั้งผลของความตกลงการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน (ACFTA) และ สาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA) นับจากเดือนมกราคม 2553 ตลอดจนความตกลงการค้าระหว่างอาเซียน กับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 การปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดาเนินธุรกิจ เพื่อการแข่งขันและได้รับการยอมรับจากสัง คม เป็นเรื่องสาคัญยิ่ง โดยเฉพาะในวิกฤติเศรษฐกิจของโลกมีการถดถอยจากวิกฤติทางเศรษฐกิจ การเกิด แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้เศรษฐกิจมีการถดถอยทั่วโลก สาหรับประเทศไทยมีวิกฤติทางการ เมืองมาตั้งแต่ปี 2552 และยังมีต่อเนื่องมาตลอด อันมีผลต่อเศรษฐกิจและการดาเนินธุรกิจ วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 8.1 ถาม-ตอบเกี่ยวกับจริยธรรมธุรกิจทีเ่ กี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 8.1 - Power Point บทเรียนที่ 8.1 และ LCD Projector
งานที่มอบหมาย - ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด
8-15 สัปดาห์ที่ 13 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 8 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม (ต่อ) ชื่อบทเรียน 8.2 เข้าใจจริยธรรมกับกระแสโลกาภิวัตน์ เวลา 180 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 8 นักศึกษาสามารถ 8.2 เข้าใจจริยธรรมกับกระแสโลกาภิวัตน์ 8.2.1 อธิบายพัฒนาการของ Red Ocean Blue Ocean White Ocean และ Green Ocean 8.2.2 อธิบายธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) 8.2.3 อธิบายอุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) 8.2.4 อธิบายมาตรฐาน ISO9001 ISO14001 และ ISO26000 8.2.5 อธิบายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)
8-16
หน่วยเรียนที่ 8 จริยธรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม (ต่อ) แผนการสอนประจาหน่วย 8.2 จริยธรรมกับกระแสโลกาภิวัตน์ 8.2.1 พัฒนาการของ Red Ocean Blue Ocean White Ocean และ Green Ocean 8.2.2 ธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) 8.2.3 อุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) 8.2.4 มาตรฐาน ISO9001 ISO14001 และ ISO26000 8.2.5 คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)
บทนา ปัจจุบันกระแสโลกาภิวัตน์ ธุรกิจเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ทรัพยากรในการท า ธุรกิจ เกิดปัญหาด้านทรัพยากรที่ลดลง หรือหมดไป จึงจาเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจ ควรให้ ความสาคัญดังนี้ การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างจิตสานึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม ให้กับพนักงานในองค์กร ส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมในอันที่จะบารุงรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ผลิต สินค้าที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับว่าด้วยสิ่งแวดล้อมอย่าง เคร่งครัด ดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจโดยมีความสานึกในการรักษาสภาพแวดล้อม ซึ่งเนื้อหาในหน่วย เรียนนี้จะได้กล่าวถึง พัฒนาการของ Red Ocean Blue Ocean White Ocean และ Green Ocean ธรรมาภิบ าลสีเ ขียว (Green Governance) อุป นิสัยสีเ ขียว (Green Habits) มาตรฐาน ISO9001 ISO14001 และ ISO26000 คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)
8.2 จริยธรรมกับกระแสโลกาภิวัตน์ 8.2.1 พัฒนาการของ Red Ocean Blue Ocean White Ocean และ Green Ocean 1) กลยุทธ์น่านนาสีแดง (Red Ocean Strategy) การวางแผนและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาและ มี ความยั่ง ยืน มี ก ลยุท ธ์ห ลายรูป แบบปรากฏขึ้นในวงการบริหารจัดการเพื่อให้ผู้บ ริห ารระดับสูง นาไปใช้ประกอบการกาหนดกลยุทธ์ในการเผชิญกับคู่แข่งและสถานการณ์ทางธุรกิจ หนึ่งในนั้น คือ กลยุ ท ธ์ ก ารแข่ ง ขั น (Competitive Strategy) ที่ เ รี ย กว่ า กลยุ ท ธ์ น่ า นน้ าสี แ ดง (Red Ocean Strategy) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยมุ่งพัฒนาและส่งมอบคุณค่าที่ เหนือกว่า (Beating Value) คู่แข่งขัน โดยองค์กรต้องเลือกระหว่างกลยุทธ์ต้นทุนต่า การสร้างความ แตกต่าง หรือการมุ่งเฉพาะส่วน เพราะพื้นที่ตลาดเดิมได้ถูกกาหนดไว้อย่างแจ้งชัด
8-17 ในน่านน้าสีแดงนี้ ขอบเขตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ถูกกาหนดขึ้นและยอมรับ และมี กฎเกณฑ์แห่งเกมการแข่งขัน บริษัทต่าง ๆ ในกลุ่มนี้พยายามเอาชนะคู่แข่งขัน โดยการแก่งแย่งส่วน แบ่ง อุ ป สงค์ของผลิตภัณฑ์ห รือบริก ารที่มากกว่า เมื่ อพื้นที่ ว่างในการตลาดหนาแน่นมากขึ้น การ คาดหวังต่อการเติบโตและผลกาไรจะลดลง ผลิตภัณฑ์จะกลายเป็นโภคภัณฑ์ (commodity) หรือไม่ก็ สินค้าเฉพาะทาง (niche) และทาให้การแข่งขันในน่านน้าเข้มข้นดุเดือดมากขึ้น หากพิจารณาในด้านการลงทุนกับความเสี่ยงจะพบว่ากลยุทธ์นี้จะเหมาะกับธุรกิจทีม่ ี การลงทุนสูง (High Investment) ด้วยความที่ตลาดมีการแข่งขันสูงจึงต้องใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มขีด ความสามารถทางการแข่งขัน และการรับรู้ความเสี่ยงในระดับต่า (Low Perceived Risk) เพราะการ ลงทุ นที่ สูงท าให้ยากที่ จ ะยอมรับความล้ม เหลวหรือความเสี่ยงสูง ได้ง่ายนัก (ธนกฤต เลิศศิริส กุล, 2559) 2) กลยุทธ์น่านนาสีคราม (Blue Ocean Strategy) กลยุทธ์น่านน้าสีคราม (Blue Ocean Strategy) มาจากนักวิชาการสองท่าน คือ W. Chan Kim และ Renee Mauborgne ซึ่งเป็นอาจารย์จาก INSEAD สถาบันทางด้านบริหารธุรกิจชื่อ ดัง ในฝรั่ง เศส ทั้ ง สองท่ านได้ร่วมกั นเขียนบทความที่ นาไปสู่เ รื่องของ Blue Ocean ในวารสาร Harvard Business Review และออกเป็นหนังสือชื่อ Blue Ocean Strategy Blue Ocean Strategy เป็นกลยุทธ์ที่กาหนดขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันแบบ ดั้งเดิมโดยผู้ประกอบการต้องพยายามพัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่าง หรือต้องสร้างความต้องการ ใหม่ ๆ (New Demand) ขึ้นมาเสมอ โดยใช้นวัตกรรม (Innovation) ใหม่ ๆ หรือน่านน้าใหม่ ซึ่ง เปรียบเทียบได้กับทะเลสีครามสวยงาม ซึ่งตรงกันข้ามทะเลเลือดหรือการแข่งขันอย่างดุเดือดของ ธุรกิจที่เราพบเห็นอยู่ทั่ว ๆ ไปในปัจจุบัน กล่าวคือ มุ่งเน้นในการเอาชนะคู่แข่งอื่น ๆ เพื่อที่จะแย่งชิง ลูกค้ามาให้ได้มากที่สุด และทาให้ได้กาไรมากที่สุด ในธุรกิจที่สินค้าและบริการในอุตสาหกรรมก็จะมี ลักษณะที่เหมือนๆ กัน จึงทาให้กลยุทธ์น่านน้าสีครามได้รับการตอบรับที่ดีในปัจจุบัน Blue Ocean Strategy เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ทาให้เกิดการ บาดเจ็บจากการแข่งขันทางธุรกิจ โดยองค์กรที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวจะไม่สนใจต่ อการแข่งขันหรือตัวคู่ แข่งขัน กล่าวคือ จะไม่เข้าไปแข่งขันในตลาดหรืออุตสาหกรรมเดิม ๆ แต่จะพยายามสร้างตลาดหรือ อุตสาหกรรมใหม่ ๆ และแตกต่างที่ยังไม่มีใครสร้างหรือเข้าไปพัฒนา และแทนที่จะเป็นการเอาชนะ คู่แข่งกลับเป็นการทาให้คู่แข่งล้าสมัยไป ดังนั้น หากผู้ประกอบการจะสร้างกลยุทธ์ขององค์กรให้เป็น กลยุทธ์แบบ "น่านน้าสีคราม" เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจ ผู้ประกอบการจาเป็นต้องพิจารณาก่อนว่า ลูกค้าในอุตสาหกรรมของตนเอง ณ เวลานั้นซื้อสินค้าหรือบริการด้วย "เหตุผล" ด้วย "ราคาที่ต่า" หรือซื้อที่ "ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์" หัวใจสาคัญของ Blue Ocean Strategy คือ ลูกค้า (Customers) เพราะหน้าที่ของ ธุรกิจทั้งหลายก็คือ การทาให้ลูกค้ามีหลาย ๆ ครั้ง ที่ผู้บริหารหรือนักการตลาดมักจะมองแต่เรื่องของ การสร้างตราสินค้า (Branding) และคุณสมบัติ (Features) ของสินค้าและบริการ จากมุมมองของ ตนเองมากกว่าการมองจากมุ ม มองของลูก ค้ าหรือผู้ใ ช้ง านจริง การสร้างสรรค์สิ่ง ใหม่ ๆ หรือ นวัตกรรมใหม่ ๆ จึงไม่อาจเรียกว่านวัตกรรมได้ หากไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีจากลูกค้า ดังนั้นหัวใจ สาคัญของกลยุทธ์น่านน้าสีครามก็คือ การสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ ยั ง
8-18 ไม่เคยมีใครเข้าถึงมาก่อน ซึ่งสามารถค้นหาได้โดยการตั้งคาถามที่แตกต่าง และการสังเกตพฤติกรรม ของลูกค้าอย่างใกล้ชิดจนสามารถเข้าถึงความต้องการที่ซ่อนอยู่ของลูกค้าได้ (พสุ เดชะรินทร์, 2550) 3) กลยุทธ์น่านนาสีขาว (White Ocean Strategy) เป็นพื้นฐานในการบริหารงานและใช้ชีวิตที่ตั้งมั่นอยู่บนคุณงามความดี มีศีลธรรม และปรับมุมมองจากการตักตวงผลประโยชน์จากสังคม มาเป็นการช่วยเหลือ แบ่งปัน และเป็นส่วน หนึ่งของส่วนรวม โดยไม่วาง "ตัวเอง" เป็นศูนย์กลาง และไม่เห็น "ผลกาไร" เป็นสิ่งสาคัญสูงสุดจน ละเลยมิติด้านอื่น จึงทาให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน บนความสมดุลย์ของ People (สังคม ประชาชน และกลุ่มเป้าหมายทุกภาคส่วน) Planet (ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมทั้งกายภาพและจิตภาพ) Profit (กาไรที่เหมาะสมและแบ่งปันกับส่วนรวม) โดยมี Passion ความมุ่งมั่นศรัทธาในการทางาน ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ผู้เขียนหนังสือ White Ocean Strategy กล่าวว่า "กลยุทธ์ น่านน้าสีขาว" คือ ทางสายกลางที่เป็นทางออกของวิกฤติด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จาก ความล่มสลายของทางสุดโต่งสองสาย ทั้งระบบสังคมนิยมที่ขาดแรงกระตุ้นให้มนุษย์พัฒนาศักยภาพ เนื่องจากปัจจัย ด้านเศรษฐกิจ สู่ความล่มสลายของระบบทุนนิยม (Pure Capitalism) ที่มุ่งเน้นสร้าง ผลกาไรและปั่นตัวเลข บนความโลภและการปลูกฝังผิด ๆ ให้สร้างความมั่งคั่งสูงสุดแก่ผู้ถือหุน้ จนขาด ศีลธรรมและสติ ส่งผลให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก White Ocean Strategy คือ ทางสายกลางที่อยู่ บนความลงตัว ความพอดี ก่อให้เกิดความสมดุลทั้งภายในและภายนอก สร้างความเปลี่ยนแปลงและ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็น Sustainable Capitalism และ Sustainable Development การทาธุรกิจไม่ว่าจะอยู่บนน่านน้าสีใดก็ตาม ทั้ งสีเลือดหรือสีคราม แต่องค์กรที่ยืน หยัดอยู่บนน่านน้าสีขาวจะสามารถขยายคลื่นแห่งคุณงามความดี ให้แผ่ไพศาลไปทั่วสังคม จึงทาให้ เกิดความยั่งยืนทั้งต่อองค์กรและส่วนรวม โดยหลักการของน่านน้าสีขาวมีอยู่ด้วยกัน 7 ประการ ได้แก่ 3.1) การเกิดขึ้นและมีอยู่ขององค์กรเป็นไปเพื่อสร้างผลเชิงบวกต่อสังคมโดยรวม (Net Positive Impact on Society) 3.2) ตั้ง เป้าหมายระยะยาวและมองภาพใหญ่ระดับมหภาค (Long-term Goal, Macro View) 3.3) แสวงหาจุดสมดุลระหว่าง People, Planet, Profit โดยมี Passion เป็นพลัง ขับเคลื่อน 3.4) ยืนบนหลักการของโลกอันอุดมสมบูรณ์ (The World of Abundance) 3.5) ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม ความเป็นจริงและความเป็นเนื้อแท้ (Integrity) 3.6) เป็ น องค์ ก รที่ ร ะเบิ ด จากข้ า งใน และมี ดี เ อ็ น เอของ Individual Social Responsibility (ISR) 3.7) เป็ น ผู้ ส ร้ า งบรรทั ด ฐานใหม่ ใ ห้ เ กิ ด ขึ้ นในวงการ (Set the Benchmark)” (ดนัย จันทร์เจ้าฉาย, 2554) 4) กลยุทธ์น่านนาสีเขียว (Green Ocean Strategy) การวางแผนและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาและ มี ความยั่ง ยืน มี ก ลยุท ธ์หลายรูป แบบปรากฏขึ้นในวงการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้บริห ารระดับสูง
8-19 นาไปใช้ประกอบการกาหนดกลยุทธ์ในการเผชิญกับคู่แข่งและสถานการณ์ทางธุรกิจ หนึ่งในนั้น คือ กลยุท ธ์ก ารพั ฒ นาอย่างยั่ง ยื น (Sustainable Strategy) ที่ เ รียกว่า กลยุท ธ์น่านน้าสีเ ขียว (Green Ocean Strategy) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้สร้างและผนวกคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ เน้นดารงความยั่งยืนทางคุณค่า (Sustaining Value) ด้วยการแข่งขันกับตนเอง โดยองค์กรจะต้อง ทบทวนกิจกรรมในสายคุณค่าทั้งหมด เพื่อปลูกฝังเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและความเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมเข้าไว้ในทุก ๆ กิจกรรม มิใช่การดาเนินเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอก กระบวนการหรือแยกต่างหากจากการดาเนินธุรกิจ การพัฒนากลยุทธ์น่านน้าสีเขียว จึงคานึงถึงคุณค่า ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ถูกสร้างขึ้นในสายคุณค่า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสาคัญของการ พัฒนาสู่ความยั่งยืน หากพิจารณาในด้านการลงทุนกับความเสี่ยงจะพบว่า กลยุทธ์นี้จะเหมาะกับธุรกิจที่ มี ก ารลงทุ นต่ า (Low Investment) และการรับ รู้ค วามเสี่ย งในระดับ สูง (High Perceived Risk) เพราะลักษณะการทาธุรกิจไม่ได้มุ่งเน้นกาไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง แต่เน้นที่ประสิ ทธิภาพในการลดของเสีย ซึ่งทาให้เกิดภาระที่นับเป็นความเสี่ยงได้อย่างหนึ่ง (ธนกฤต เลิศศิริสกุล, 2559) ทั้งนี้ สถาบันไทยพัฒน์ได้จาแนกกลยุทธ์น่านน้าสีเขียวออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ เรื่องของ ระบบที่กากับดูแลด้วยธรรมาภิบาลสีเ ขียว (Green Government) และเรื่องของคนที่ปลูกฝัง ด้วย อุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) 8.2.2 ธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) จินตนา บุญบงการ (2555) กล่าวไว้ว่า ผู้บริโภคได้แสดงเจตจานงต้องการลดภาวะโลก ร้อน โดยแสดงวิธีการตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีกระแสสีเขียว จนเรียกได้ว่าเกิดอุปสงค์สีเขียว (Green Demand) มีผลผลักดันให้องค์กรธุรกิจต้องปรับปรุงและพัฒนากระบวนการดาเนินงาน สายผลิตภัณฑ์ รวมทั้งบริการต่าง ๆ ให้อิงกับ Green Concept ยิ่งกว่านั้นองค์การหลายแห่งได้พยายามผนวกความ เป็นสีเขียวเข้าไปในฝังอุปทานให้ได้ตลอดทั้งสายของห่วงโซ่อุปทาน (Greenting the Supply Chain) เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product) สู่ตลาด ทางเลือ กและแนวปฏิบัติของธรรมาภิบาลสีเขียว สามารถที่ จะจ าแนกออกได้เป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร (Resource Efficiency) ภาระรับผิดชอบใน กระบวนการ (Process Accountability) และประสิทธิผลในตัวผลิตภัณฑ์ (Product Effectiveness)
Resource Efficiency
Process Accountability
Product Effectivenes s
ภาพที่ 8.1 ทางเลือกและแนวปฏิบัติของธรรมาภิบาลสีเขียว
8-20 1) Resource Efficiency ภายใต้หมวดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร องค์การธุรกิจสามารถพัฒนาการผลิต หรือการให้บริการที่มี CSR ด้วยการพิจารณาที่ปัจจัยนาเข้า (input) คือ การใช้ทรัพยากรทั้ งที่เป็น วัตถุดิบและพลังงานในกระบวนการผลิตหรือการให้บริการ เพื่อการบริหารการใช้ทรัพยากรอย่าง ประหยัดและคุ้มค่าที่ต้นทางและการลดของเสียและมลพิษที่เกิดขึ้นในปลายทาง ตัวอย่างแนวปฏิบัติ CSR ในหมวดนี้ ได้แก่ มาตรการประหยัดพลัง งานการน า ทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ การจัดหาทรัพยากรจากหน่วยงานที่นาวัสดุที่หมดสภาพหรือที่ใช้แล้วมาปรับ สภาพเพื่อนาใช้ใหม่ การซื้อวัตถุดิบเท่าที่จาเป็นต่อการผลิตหรือการให้บริการจากแหล่งที่อยู่ใกล้เคียง ก่อน เพื่อลดการขนส่งจากระยะไกลซึ่งเป็นการเพิ่มแก๊สเรือนกระจกอันเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน การปฏิเสธการซื้อวัตถุดิบที่เป็นต้นเหตุในการทาลายธรรมชาติหรือเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง ชัดเจน การลดการใช้ทรัพยากรที่มีการใช้บรรจุภัณฑ์อย่างฟุ่มเฟือยเกินความจาเป็น การรณรงค์ให้ผู้ ส่งมอบ (suppliers) จัดหาวัตถุดิบหรือทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2) Process Accountability ภายใต้ ห มวดภาระรั บ ผิ ด ชอบในกระบวนการ องค์ ก ารธุ ร กิ จ สามารถพั ฒ นา กระบวนการดาเนินธุรกิจที่มี CSR ด้วยการพิจารณาที่ตัวกระบวนการ (process) โดยคานึงถึงวิธีการ ที่ถูกต้องดีงามในการดาเนินธุรกิจ ในฐานะที่เป็นเหตุปัจจัย (cause) และคานึงถึงความมุ่งหมายในการ ด าเนิ น ธุ ร กิ จ ในฐานะที่ ก่ อ ให้ เ กิ ด ผลกระทบ (effect) สู่ ภ ายนอกทั้ ง ต่ อ สั ง คมและสิ่ ง แวดล้ อ ม นอกเหนือจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ตัวอย่างแนวปฏิบัติ CSR ในหมวดนี้ ได้แก่ การจัดให้มีระบบการทางานที่มุ่ ง เน้น ความปลอดภัยและสุขอนามัยในสถานที่ทางานอย่างเหมาะสม เช่น การมีระบบป้องกันมลพิษที่อาจ เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงาน การจัดให้มีสถานที่ทางานที่สะอาดเพื่อความปลอดภัยจากอันตรายที่ อาจเกิดขึ้นทั้งจากอุบัติภัยและโรคภัย การสารวจตรวจสอบสภาพชุมชนและสังคมโดยรอบที่ตั้งของ ธุรกิจว่าได้รับผลกระทบในทางลบจากการดาเนินการของธุรกิจหรือโครงการที่จะดาเนินการในอนาคต มากน้อยเพียงใด การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแก่พนักงานและสาธารณช น การ จัดเตรียมแผนฉุกเฉินเพื่อจัดการกับปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งจัดให้มีระบบการ รายงานต่อหน่วยงานกากับดูแลทันทีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวการเปิดเผยนวัตกรรมที่ค้นพบในสิ่งที่ เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจและผู้ประกอบการรายอื่นได้ปฏิบัติตาม 3) Product Effectiveness ภายใต้หมวดประสิทธิผลในตัวผลิตภัณฑ์ องค์กรธุรกิจสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มี CSR ด้วยการพิจารณาที่ปัจจัยส่งออก (Output) ในส่วนที่เป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นได้ทั้งสินค้า (goods) และบริการ (services) โดยคานึงถึงความสามารถในการสร้างผลผลิต "ที่ใช้การได้" เมื่อเทียบกับของ เสียจากการผลิต ตัวอย่างแนวปฏิบัติ CSR ในหมวดนี้ ได้แก่ การผลิตสินค้า/บริการที่ปลอดภัย ไม่เป็น อันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค การมีกระบวนการเรียกคืนสินค้า/บริการที่ไม่ปลอดภัย การให้ข้อมูล ที่ถูกต้องและเพียงพอแก่ผู้บริโภคโดยคานึงถึงสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภคเป็นสาคัญ เช่น ไม่โฆษณาเกินจริง ฉลากสินค้าควรมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ใช้ภาษาเรียบง่ายต่อการทาความเข้าใจ
8-21 บอกวิธีการใช้สินค้าอย่างปลอดภัยรวมถึงการกาจัดซากขยะหลังการใช้งาน การกระตุ้นให้ผู้บริโภค และผู้ผลิตเห็นความสาคัญของการใช้สินค้า/บริการที่คานึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น การ ส่งเสริมให้ลูกค้าตระหนักถึงข้อพึงระวังด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้สินค้าและบริการของบริษัท 8.2.3 อุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) จินตนา บุญบงการ (2555) กล่าวถึง อุปนิสัยสีเขียวจะช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ โลกกาลังเผชิญอยู่โดยเฉพาะวิกฤติภาวะโลกร้อนจากการเปลีย่ นแปลงของสภาพภูมิอากาศอันเกิดจาก น้ามือของมนุษย์ เราจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยเยียวยาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มิให้ เป็นภัยอันตรายต่อคนรุ่นเรา รวมทั้งต้องพิทักษ์ระบบนิเวศให้ยืนยาวสืบต่อไปยังคนรุ่นหลัง อุปนิสัยสี เขียวภายใต้กลยุทธ์น่านน้าสีเขียวที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ ประกอบด้วย 7 อุปนิสัย ได้แก่ 1) Rethink: เปลี่ยนความคิด ที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง ความเปลี่ ย นแปลงจะเกิ ด ขึ้ น ก็ ต่ อ เมื่ อ เรามี ค วามคิ ด ที่ จ ะ เปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง กระแสการรณรงค์เรื่องโลกร้อนจะไม่ เกิดผลสาเร็จใด ๆ หากทุกคนที่ได้รับฟังข้อมูล ไม่ตระหนักว่า ตนเองต้องเปลี่ยนแปลง การรอคอยให้ผู้อื่นทาไปก่อน แล้วเรา จึงค่อยคิดจะทานั้น จะทาให้ท่านได้รับการดูแลจากธรรมชาติ เป็นคนท้าย ๆ โลกได้ส่งสัญญาณดังขึ้นเรื่อย ๆ จากเหตุการณ์ แผ่นดินไหวน้าท่วม ลมพายุ และอุณหภูมิที่แปรปรวนอย่าง ภาพที่ 8.2 สัญลักษณ์ Rethink ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน เราอาจเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายจากสึ นามิเพราะแผ่นดินไหว เครื่องบินตกเพราะฝนกระหน่า ป้าย ล้มทับเพราะลมพายุ หรือถูกไฟดูดเพราะน้าท่วม กฎธรรมชาติที่อยู่ปลายจมูก คือ โลกดูแลเราเพราะ เราดูแลโลก โลกทาร้ายเราเพราะเราทาร้ายโลก เราไม่สามารถหลีกลี้หนีไปจากโลกได้ ฉันใด โลกก็จะ ตามไปดูแลหรือทาร้ายท่านได้ทุกหนทุกแห่ง ฉันนั้น 2) Reduce: ลดการใช้ ลดการบริโภค ให้เหลือแต่เท่าที่จาเป็นกับชีวิต โลกร้อนเพราะเราเผาผลาญทรัพยากรเกินขีดจากัดที่ธรรมชาติ จะหมุนเวียนได้ทัน โลกบูดเพราะเราบริโภคเกินจนเกิ ดขยะ และของเสียที่ไม่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ทัน ไม่มี ใครปฏิเสธว่าเราทุกคนต้องการอยู่ในโลกที่เย็นและโลกที่หอม ฉะนั้น จึงช่วยกันลดการใช้ทรัพยากรให้เหลือแต่เท่าที่จาเป็น ช่วยกั นลดการบริโภคเพื่อไม่ ให้เกิ ดขยะและของเสียจานวน มากอย่างที่เป็นอยู่ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ต้องใช้เวลาชั่วอายุ ภาพที่ 8.3 สัญลักษณ์ Reduce คนในการย่อยสลาย เช่น ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก กล่องโฟม ฯลฯ ลดการบริโ ภคเนื้อสัตว์โ ดยหันมาบริ โ ภคพื ชผัก ผลไม้ ทดแทนเพื่อลดปริมาณการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในห่วงโซ่ อาหาร ลดการใช้กระดาษในสานักงาน ลดการพิมพ์หนังสือ นิตยสาร จดหมายข่าว หรือสิ่งพิมพ์ที่เป็น
8-22 รายงวดประจาให้พ อเหมาะพอดีกั บจานวนผู้อ่าน โดยไม่ ต้องอิง กับยอดของการทาให้แพร่หลาย (circulation) รวมทั้งลดการซื้อผลิตภัณฑ์ซึ่งใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 3) Reuse: ใช้ประโยชน์ซาๆ กับสิ่งของที่ต้องเสียเงินซือมา สารวจของที่ซื้อมาแล้วเพิ่งใช้เพียงหนเดียวว่าสามารถใช้ ประโยชน์ซ้าได้หรือไม่ ก่อนที่จะซื้อใหม่ เช่น เครื่องแต่ง กาย รองเท้า กระเป๋า กระดาษ ภาชนะใส่ของ ฯลฯ การ ใช้บรรจุภัณฑ์ซ้า เช่น ถุงหิ้วพลาสติก กล่องใส่ของ ฯลฯ หรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ชนิดใช้ครั้งเดียว ทิ้ ง (disposables) เช่น การใช้ถุง ผ้าแทนถุง พลาสติ ก การใช้ผ้าเช็ดโต๊ะแทนกระดาษชาระ การใช้ขวดน้ายาล้าง สุ ข ภั ณ ฑ์ ช นิ ด เติ ม ซ้ าได้ (refillable) โปรดอย่ า ลื ม ว่ า ภาพที่ 8.4 สัญลักษณ์ Reuse ประโยชน์ใช้ส อยในทางเศรษฐศาสตร์จ ะยิ่งเพิ่ม ขึ้นถ้า สิ่ง ของนั้นยิ่ง ถูก ใช้ง าน ฉะนั้นการซื้อของมี คุณภาพที่ ราคาสูงกว่าแต่ใช้งานได้ทนนาน จะดีกว่าซื้อของที่ด้อยคุณภาพในราคาถูกแต่ใช้งานได้เพียงไม่กี่ครั้ง 4) Recycle: คัดแยกก่อนจะทิงเป็นขยะ เปลี่ยนสภาพนากลับมาใช้ใหม่ เป็นการนาวัสดุที่ หมดสภาพหรือที่ใช้แล้วมาปรับสภาพเพื่อ นามาใช้ใหม่ เริ่มจากการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ ทาจากวัสดุรี ไซเคิล เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ ว โลหะ ฯลฯ การลงมือ ปรับแต่งของใช้แล้วในบ้านให้เกิดประโยชน์ใหม่ เช่น การเก็บ กรองน้ าชะล้ า งมารดน้ าต้น ไม้ การน าของขวั ญ ที่ ไ ด้ รับ ใน เทศกาลต่ า ง ๆ มาตกแต่ ง เพื่ อใช้ เ ป็น ของขวั ญ แก่ ผู้อื่นต่อ (recycled gift) โดยมีกิตติกรรมประกาศแก่ผู้ให้เดิมเป็นทอด ภาพที่ 8.5 สัญลักษณ์ Recycle ๆ ฯลฯ การคัดแยกขยะเป็นวัสดุเหลือใช้ที่ไม่สามารถรีไซเคิล ได้เ องมอบให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกิ จวัตร เช่น ขวด พลาสติก กระป๋อ งน้าอั ดลม กระดาษหนัง สือพิม พ์ นิยตสารเก่ า แผ่นซีดีชารุด แบตเตอรี่มื อถือ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ และหากพบว่ามีสิ่งของหลายอย่างที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ง านอีกเลย ก็ ควรนาไป บริจ าคให้แก่ ผู้ที่ ใช้ป ระโยชน์ได้ผ่านหน่วยรับ บริจ าคต่าง ๆ เช่น วัดสวนแก้ ว หรือประกาศผ่าน Bangkok freecycle.com ดีกว่าทิ้งให้เสื่อมโทรมหรือเก็บไว้เฉย ๆ โดยเปล่าประโยชน์ 5) Recondition: ใช้ถูกวิธี ยืดอายุสิ่งของที่ใช้งาน ตรวจเสีย...ซ่อมได้ ของหลายอย่างสามารถซ่อมแซมแล้วนากลับมาใช้ใหม่ได้ ดัง เดิม แต่ผู้บ ริโภคกลับ ได้รับ การปลูกฝัง ค่านิยมให้ต้อง เปลี่ ย นหรื อ ซื้ อ ของใหม่ ใ ช้ อ ยู่ ต ลอดด้ ว ยเหตุ ที่ ผู้ ผ ลิ ต ต้องการรักษาตัวเลขยอดขายสินค้าและชิ้นส่วนให้ได้มาก ที่ สุ ด จนท าให้ ค่ า บริ ก ารหรื อ ค่ า ซ่ อ มแพงกว่ า การซื้ อ ของใหม่ใช้ ฉะนั้น วิธีการแรก คือ พยายามใช้ของให้ถูกวิธี เพื่อยืดอายุการใช้งานและหลีกเลี่ยงการชารุดเสียหายก่อน ภาพที่ 8.6 สัญลักษณ์ Recondition
8-23 เวลาอันควร หากสิ่งของใดมีกาหนดเวลาที่ต้องบารุงรักษาหมั่นตรวจสอบและปฏิบัติตามตารางการ บ ารุง รักษานั้น ๆ เช่น รถยนต์เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ รวมถึง เรียนรู้วิธีก ารซ่อมแซมเบื้องต้นที่ไม่ ซับซ้อนมากนัก โดยศึกษาจากคู่มือที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์หรือดาวน์โหลดคู่มือจากเว็บไซต์เจ้าของ ผลิตภัณฑ์ หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีระยะเวลารับประกันการใช้งาน ให้เก็บใบรับประกันสินค้าไว้เพื่อใช้ สิทธิ์ยกเว้นค่าบริการซ่อมบารุงในระยะเวลาที่รับประกัน ท้ายสุด หากซ่อมไม่ได้จริง ๆ หรือพิจารณา แล้วว่าไม่คุ้มค่าซ่อม ให้สอบถามผู้ขายว่ามีนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้าที่ชารุดกับสินค้ารุ่นใหม่หรือไม่ เพื่อเราจะได้มีโอกาสซื้อสินค้าในราคาที่ต่าลง และเจ้าของผลิตภัณฑ์จะได้นาสินค้าที่ชารุดนั้นไปแปลง สภาพอย่างถูกวิธี 6) Refuse: ปฏิเสธสินค้าฟุ่มเฟือย ปฏิเสธความอยากได้ตามกระแส การปฏิเสธเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีอยู่อย่างจากัดไม่ให้ถูกนามาใช้หรือถูกทาลายเร็วขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เวลาธรรมชาติในการฟื้นสภาพตัวเองตามระบบนิเวศ โดยเริ่มจากสิ่งเล็กน้อยนอกตัว เช่น ปฏิเสธการใช้สินค้าที่เป็น ต้นเหตุในการฆ่าชีวิตสัตว์หรือทาลายสิ่งแวดล้อมบอกเลิกรับ จดหมายนาเสนอขายสินค้าที่ในชีวิตนี้จะไม่ซื้อแน่ ๆ เรื่อยมา ถึงสิ่งที่เราต้องเติมใส่ร่างกาย เช่น ปฏิเสธการบริโภคอาหารที่ ภาพที่ 8.7 สัญลักษณ์ Refuse ต้องเดินทางมาจากแดนไกล เพราะระหว่างกระบวนการเก็บ รักษาและการขนส่งอาหารในแต่ละเที่ยวจะไปเพิ่มแก๊สเรือน กระจกที่เป็นต้นเหตุหลักของภาวะโลกร้อน รวมไปถึงปฏิเสธ การดื่ ม เหล้า สู บ บุ ห รี่ และเสพสิ่ ง ที่ เ ป็น อบายมุ ข ทุ ก อย่ า งที่ ท าให้โ ลกหมุ น เพราะความมึ นเมา จนกระทั่งถึงสิ่งสาคัญที่อยู่ข้างในกาย เช่น ปฏิเสธการทาความชั่วซึ่งเป็นบ่อเกิด ของความรุ่มร้อนใน จิตใจ เพราะเมื่อจิตร้อนกายก็ร้อน สิ่งรอบข้างก็ได้รับกระแสร้อน สุดท้ายโลกก็ร้อนขึ้น 7) Return: ใช้ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว อย่าลืมตอบแทนคืนแก่โลกด้วย หน้าที่ ห นึ่ง ของมนุษย์ในฐานะผู้อาศัยโลกเป็นที่ พักพิง คือ การตอบแทนคื น แก่ โ ลก ใครใช้ ท รั พ ยากรจากธรรมชาติ ประเภทใดเยอะ ก็ต้องคืนทรัพยากรประเภทนั้นกลับให้มาก ๆ โดยเฉพาะนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม ที่มีเครื่องขยายพิสัย โดยใช้บริษัทเป็นเครื่องมือในการทา “กาไร” จากการแปลง ทรัพยากรและวัตถุดิบต่าง ๆ ให้เป็นสินค้าและบริการคราว ละมาก ๆ โปรดอย่าลืมว่าท่านกาลังใช้บริษัทเป็นเครื่องมือใน ภาพที่ 8.8 สัญลักษณ์ Return การทา “กรรม” และได้ขยายพิสัยของกรรมในขณะเดียวกัน ยิ่งเป็นมหาเศรษฐีมีกาไรสะสมมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องตอบแทน คืนแก่โลกแก่สังคมมากเท่านั้น ในทางกลับกันถ้าท่านเป็นผู้ให้แก่โลกแก่สังคมมากเท่าใด โลกก็จะตอบ แทนคืนแก่ท่านมากเช่นนั้น ฉะนั้น จะอย่าติดหนี้โลกวันดีคืนดีอาจกลายเป็นวันร้ายคืนร้ายเพราะโลก จะมาทวงหนี้จากท่าน หากเป็นหนี้ระยะสั้นก็ต้องชดใช้กันในชีวิตนี้ แต่หากเป็นหนี้ระยะยาวโลกก็จะ
8-24 ตั้งบัญชีค้างชาระรอทวงในชาติต่อ ๆ ไป พร้อมด้วยดอกเบี้ยที่ทับถมทวีคูณตราบที่ท่านยังต้ องเวียน ว่ายตายเกิดอยู่บนโลกใบนี้ ฉะนั้น ระบบที่กากับดูแลด้วยธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) และมนุษย์เรา ที่เต็มไปด้วยอุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) เดินไปพร้อม ๆ กัน โลกสีเขียวที่สร้างขึ้นด้วยมือเราจะ เกิดขึ้นได้จริง และเมื่อนั้นก็จะต่ออายุสัตว์โลกให้อยู่คู่กับโลกใบนี้ยาวนานขึ้นนั่นเอง 8.2.4 มาตรฐาน ISO9001 ISO14000 และ ISO26000 1) มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (ม.ป.ป.) ISO 9001 เป็นมาตรฐานสากลที่องค์กร ธุรกิจทั่วโลกให้ความสาคัญ เพื่อความเป็นเลิศทางด้านคุณภาพ และความมีประสิทธิภาพของการ ดาเนินงานภายในองค์กร ISO 9001 จึงเป็นระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานสากล แนวคิดสาคัญของ ISO 9001 คือการจัดวางระบบบริหารงานเพื่อการประกันคุณภาพ ซึ่งเป็นระบบที่ทาให้เชื่อมั่นได้ว่า กระบวนการต่างๆ ได้รับการควบคุมและสามารถตรวจสอบได้ โดยผ่านระบบที่ระบุขั้นตอนและวิธีการ ทางาน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรในองค์กรรู้หน้าที่ความรับผิดชอบและขั้นตอนต่างๆ ในการปฏิบัติงาน โดยต้องมี ก ารฝึก อบรมให้ความรู้และทั ก ษะในการปฏิบัติงาน มี ก ารจดบันทึ ก ข้อมู ล รวมทั้ ง การ ตรวจสอบการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ในระบบหรือไม่ และมีการแก้ไขข้อผิดพลาดรวมทั้งมี แนวทางในการป้องกันข้อผิดพลาดเดิม ในปัจ จุบันมาตรฐาน ISO 9001:2015 มี ก ารเพิ่ม ข้อก าหนดในเรื่องการท าความ เข้าใจกับองค์กรและบริบทองค์กร การทาความเข้าใจกับความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วน ได้ส่วนเสียเพื่อใช้สาหรับการดาเนินการกับความเสีย่ งและโอกาสรวมถึงข้อกาหนดอื่นๆ ซึ่งเป็นพื้นฐาน หนึ่งที่จะช่วยให้องค์กรสามารถมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป 1.1) มาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกองค์กรและมาตรฐาน ISO อื่น ISO 9001 เน้นบทบาทของผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องให้ความสาคัญกับความ ต้องการ ความคาดหวังของลูกค้า และผู้ที่เกี่ยวข้อง องค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม การผลิตหรือภาคบริการทั้งรัฐและเอกชน สามารถนาระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 ไปใช้ได้ และไม่มีขีดจากัดว่าต้องใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนสูงและบุคลากร จานวนมากเท่านั้ น แต่ ยัง ใช้ได้กั บวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่ง จะช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และ บริการให้เทียบเคียงกับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงได้ ยิ่งกว่านี้ ISO 9001:2015 ใช้โครงสร้างของ ข้ อ ก าหนดตาม Annex SL ในปั จ จุ บั น มี ม าตรฐานที่ มี โ ครงสร้ า งนี้ เ ช่ น ISO 14001:2015, ISO 22301:2012 และ ISO 27001:2013 เป็นต้น ซึ่งในอนาคต มาตรฐาน ISO ทุกฉบับก็จะถูกปรับให้อยู่ ในรูปแบบ Annex SL เหมือนกันทาให้การดาเนินการบูรณาการ (Integrate) มาตรฐานต่างๆได้ง่าย มากขึ้น
8-25 1.2) ประโยชน์ที่ได้รับภายในองค์กร (1) มี ก ารบริห ารเชิง กลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงจากบริบทและความ ต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร (2) มีการจัดการกับความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (3) มีคุณภาพสินค้าที่ดีสม่าเสมอและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (4) มีระบบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจได้อย่างแม่นยาขึ้น (5) มีการจัดการความรู้ขององค์กร (6) เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทางานดีขึ้น (7) เป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (8) มีโครงสร้างมาตรฐานที่บูรณาการ (Integrate) มาตรฐานต่างๆได้ง่ายมาก ขึ้น 1.3) ประโยชน์ที่ได้รับภายนอกองค์กร (1) ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสินค้าและบริการ (2) การจัดการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล (3) บรรลุความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (4) เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (5) เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน 1.4) The Principles of Quality Management (1) QMP1 : การให้ความสาคัญกับลูกค้า Customer Focus (2) QMP 2 : ความเป็นผู้นา Leadership (3) QMP 3 : การมีส่วนร่วมของบุคลากร Engagement of People (4) QMP 4 : การบริหารเชิงกระบวนการ Process Approach (5) QMP 5 : การปรับปรุง Improvement (6) QMP 6 : การตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐาน Evidence-base Decision Making (7) QMP 7 : การบริหารความสัมพันธ์ Relationship Management 2) มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 140001 ISO 14001 : 2015 เป็นมาตรฐานสากลสาหรับระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ขององค์กร เพื่อเพิ่มสมรรถนะสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร และเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001 : 2015 มาตรฐานสากลฉบับ นี้มี เ จตนารมณ์เ พื่ อใช้ส าหรับ องค์ ก รที่ ต้องการบริหารจัดการกับความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมของตนอย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อกาหนดที่ ได้ระบุไว้ในมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อตอบสนองต่อความ คาดหวังของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยการเพิ่มสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อม การ ดาเนินการให้สอดคล้องตามกฎหมายและพันธะสัญญาที่เกี่ยวข้อง และความสามารถในการบรรลุ วัตถุประสงค์ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรเอง เพื่อทาให้เกิดคุณค่าต่อองค์กร ผู้มีส่วนได้ส่วน
8-26 เสีย สิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร รวมถึงเพื่อความยั่งยืนด้าน สิ่งแวดล้อมอีกด้วย มาตรฐานสากลฉบับนี้ใช้ได้ กับทุกองค์กร ทุกขนาด และทุกประเภท โดยพิจารณา จากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (environmental aspects) จากกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการ ที่ องค์ก รพิจ ารณาแล้วว่าสามารถควบคุม หรือดาเนินการผลัก ดันอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้ โดยการ พิจารณาทั้งวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์และบริการ ( life cycle perspective) ซึ่งสามารถนาไปใช้ได้ กับทุกกิจกรรม หรือบางกิจกรรมขององค์กร เพื่อให้เกิดการปรับปรุงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นระบบ 2.1) มาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกองค์กรและมาตรฐาน ISO อื่น ISO 14001 : 2015 เน้นบทบาทของผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องให้ความสาคัญ กับความต้องการ ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ที่เกี่ยวข้อง องค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะ เป็ น ภาคอุ ต สาหกรรมการผลิตหรือ ภาคบริก ารทั้ ง รัฐ และเอกชน สามารถนาระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 ไปใช้ได้ และไม่มีขีดจากัดว่าต้องใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการลงทุน สูง และมีบุคลากรจานวนมากเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ได้กับองค์กรที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม (SMEs) อีกด้วย โดย ISO 14001:2015 จะช่วยยกระดับระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ขององค์กร ทั้งนี้ ISO 14001:2015 ได้ใช้โครงสร้างของข้อกาหนดที่เป็นโครงสร้างเดียวกันกับหลายๆ มาตรฐาน ได้แก่ ISO 9001:2015, ISO 22301:2012 และ ISO 27001:2013 ทาให้องค์กรสามารถนา มาตรฐานต่างๆ มาบูรณาการ (Integrate) เพื่อสะดวกในการประยุกต์ใช้ภายในองค์กร 2.2) ประโยชน์ที่ได้รับภายในองค์กร (1) ทราบหลักการของข้อกาหนดในมาตรฐาน ISO 14001 : 2015 และการนา มาตรฐานดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการจัดทาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ (2) สามารถพิจารณาประเด็นภายนอกและภายในที่เกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ และทิศทางกลยุทธ์องค์กร (3) สามารถชี้ บ่ ง ผู้ มี ส่ ว นได้ ส่ ว นเสี ย วิ เ คราะห์ และประเมิ น ความเสี่ยงที่ เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (4) สามารถนามาตรฐานดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการตรวจติดตาม ภายในองค์กรได้ (5) เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร (6) เป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (7) มีโครงสร้างมาตรฐานที่สามารถบูรณาการ (Integrate) ร่วมกับมาตรฐาน อื่น ๆ ได้ 2.3) ประโยชน์ที่ได้รับภายนอกองค์กร (1) ลูกค้าเกิดความมั่นใจในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการ (2) การจัดการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล (3) บรรลุความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (4) เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
8-27 (5) เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน 2.4) The Principles of Environmental Management (1) Polluter Pays Principle (PPP) (2) The User Pays Principle (UPP) (3) The Precautionary Principle (PP) (4) Principle of Effectiveness and Efficiency (5) The Principle of Responsibility (6) The Principle of Participation (7) The Principle of Proportionality 3) มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 กิตติพงศ์ จิรวัสวงศ์ (ม.ป.ป.) ได้กล่าวถึง มาตรฐาน ISO 26000 ว่าเป็นมาตรฐานที่ ได้รับ การพั ฒ นาขึ้นมาโดย ISO (the International Organization for Standardization) เพื่อใช้ เป็นแนวทางสาหรับองค์กรต่าง ๆ ในการพัฒนาความรับผิดชอบต่อสัง คมให้เ กิดขึ้นกับองค์กร ซึ่ง มาตรฐานนี้ จะมี ลั ก ษณะเป็ น แนวปฏิ บั ติ ใ นการด าเนิ น งาน ( Guidance) ไม่ ใ ช่ ข้ อ ก าหนด (Requirements) ดังนั้น จึงไม่สามารถที่จะขอการรับรองได้ เหมือนกับมาตรฐาน ISO 9001 (ระบบ บริห ารคุณภาพ) หรือ มาตรฐาน ISO 14001 (สิ่ง แวดล้อม)มาตรฐาน ISO 26000 นี้ จัดท าขึ้นโดย ผู้แทนของประเทศสมาชิกของ ISO ทั้งที่เข้ามามีส่วนร่วมและสังเกตุการณ์กว่า 99 ประเทศ รวมถึง ผู้แทนจากประเทศไทย ครอบคลุมตัวแทนจากกลุ่มต่าง ๆ ทั้ง 6 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มหน่วยงานของรัฐ กลุ่มแรงงาน กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และกลุ่มงาน บริ ก าร งานสนั บ สนุ น ง านวิ จั ย และอื่ น ๆร่ ว มกั บ ผู้ แ ทนจากองค์ ก รพั น ธมิ ต ร ( Liaison Organization) ทั้ ง หมด 42 องค์ ก ร รวมถึ ง จากคณะท างานอื่ น ๆ ของ ISO ได้ แ ก่ คณะท างาน ด้าน Ergonomic (ISO/TC 159) คณะทางานด้าน Assistive Products for Persons with Disability (ISO/TC 173) คณะท างานด้านการบริห ารคุณภาพและการประกั นคุณภาพ (ISO/TC 176) และ คณะทางานด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO/TC 207) โดยมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 (2010) มาตรฐาน ISO 26000 สามารถนาไปใช้เป็นแนวทางการดาเนินการเกี่ยวกับความ รับผิดชอบต่อสังคมในองค์กรได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่า จะเป็นหน่วยงานในภาครัฐหรือเอกชน องค์กรที่ แสวงหากาไรหรือไม่แสวงหากาไร รวมถึงในภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม การบริการ การศึกษา สาธารณสุข ขนส่ง หรืออื่น ๆ นอกจากนั้น ยังสามารถนาไปใช้ได้ทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนา แล้ว และกาลังพัฒนาด้วย ในมาตรฐาน ISO 26000 ได้ให้ความหมายของคาว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมไว้ว่า เป็นความรับผิดชอบขององค์กร ในผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ และกิจกรรมต่าง ๆ ของ องค์กร (รวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการ) ที่มีต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการแสดงออก อย่างโปร่งใสและมีจริยธรรม ในการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างสุขอนามัย และสวัสดิการที่ ดีกับสังคม
8-28 คานึงถึงความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ปฏิบัติตามข้อกฏหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล บูรณาการให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร ภายใต้ขอบเขตของอิทธิพล และผลกระทบ (Sphere of Influence) 3.1) ประโยชน์ของความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีต่อองค์กร ในการสร้ า งความรั บ ผิ ด ชอบต่ อ สัง คมให้ เ กิ ด ขึ้ น กั บ องค์ ก ร จะช่ ว ยให้ เ กิ ด ประโยชน์มากมายกับองค์กร อาทิ ส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับความ คาดหวังของสังคม เพิ่มโอกาส และลดความเสี่ยงทีเ่ กี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคม ช่วยในการปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงขององค์กร สร้างชื่อเสียงขององค์กร และส่งเสริมให้เกิดความไว้วางใจจากสาธารณะ เพิ่มมากขึ้น สร้างสรรค์ให้เกิดนวัตกรรมขึ้นในองค์กร ปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กร รวมถึงการเข้าถึงแหล่ง เงินทุน และคู่ความร่วมมือที่ตอ้ งการ ปรับปรุงความสัมพันธ์ขององค์กรกับผูม้ ีส่วนได้เสีย ช่วยสร้างมุมมองใหม่ ๆ ให้กับองค์กร และการติดต่อกับผู้มสี ่วนได้เสียที่แตกต่างกันไป สร้างความภักดี การมีส่วนร่วม และขวัญกาลังใจ รวมถึงการสร้างความ ปลอดภัย และสุขอนามัยที่ดีให้กบั พนักงาน ส่งผลในทางบวกให้กับขีดความสามารถขององค์กร ในการสรรหา จูงใจ และรักษาพนักงานขององค์กร ช่วยให้เกิดการประหยัดจากผลผลิตทีเ่ พิ่มขึ้น และความมีประสิทธิภาพใน การใช้ทรัพยากร การใช้พลังงาน และน้าทีล่ ดลง รวมถึงปริมาณของของเสียทีล่ ดลง ปรับปรุงความน่าเชื่อถือ และความเป็นธรรมของธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านการมี ส่วนร่วมทางการเมืองอย่างรับผิดชอบ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และการปฏิเสธการคอรัปชั่น ป้องกัน หรือลดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นกับผูบ้ ริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือบริการ
8-29 3.2) องค์ประกอบของมาตรฐาน ISO 26000
ภาพที่ 8.9 แสดงภาพรวมของมาตรฐาน ISO 26000 ที่มา: https://goo.gl/images/YAc6aD ในภาพที่ 8.9 จะแสดงถึงองค์ประกอบ การเชื่อมโยงระหว่างกันของมาตรฐาน ISO 26000 เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร จากองค์ประกอบต่าง ๆ ของมาตรฐาน ISO 26000 ซึ่งจะช่วยองค์กรในการทาความเข้าใจถึงแนวทางในการนามาตรฐานนี้ไปใช้งาน โดย • ภายหลังจากการพิจารณาถึงคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อสังคม และ ความสัมพันธ์ต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว องค์กรควรจะมีการทบทวนถึงหลักการพื้นฐานของความ รับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งในทางปฏิบัติ จะต้องเกิดการยอมรับและเห็นคุณค่าของความรับผิดชอบต่อ สังคม รวมถึงกาหนดหลักการพื้นฐานการดาเนินงานให้สอดคล้องกับหลักการที่ระบุไว้ในแต่ละหัวข้อ หลัก • ก่อนที่จะทาการวิเคราะห์ถึงหัวข้อหลัก และประเด็นต่าง ๆ ทางด้านความ รับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการดาเนินการและความคาดหวังที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น องค์กรควร จะมีการพิจารณาถึงแนวปฏิบัติพื้นฐาน 2 ประการของความรับผิดชอบต่อสังคม ได้แก่ การยอมรับ และเห็นคุณค่าของความรับผิดชอบต่อสังคมภายใต้ขอบเขตอิทธิพลและผลกระทบขององค์กร รวมถึง การระบุและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กร
8-30 • เมื่อมีการทาความเข้าใจในหลักการพื้นฐาน ขั้นตอนถัดไป จะเป็นการระบุถึง หัวข้อหลัก รวมถึงประเด็นที่สาคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรควรจะมีก ารบูรณาการความ รั บ ผิ ด ชอบต่ อ สั ง คมเข้ า กั บ การตั ด สิน ใจและกิ จ กรรมต่ า ง ๆ ขององค์ ก ร โดยแนวปฏิ บั ติ นี้ จะ ประกอบด้ ว ย การก าหนดความรับ ผิด ชอบต่ อสั ง คมให้ เ ป็น องค์ ป ระกอบที่ ส าคั ญ ของนโยบาย วัฒนธรรมองค์กร กลยุทธ์และการปฏิบัติกร การสร้างความสามารถภายในสาหรั บความรับผิดชอบต่อ สังคม การสื่อสารด้านความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร และการทบทวนการ ดาเนินการและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสม่าเสมอ 3.3) โครงสร้างข้อกาหนดของมาตรฐาน ISO 26000 ในมาตรฐาน ISO 26000 จะแบ่งออกเป็น 7 หมวดที่สาคัญกับอีก 2 ภาคผนวก ประกอบด้วย (1) ขอบเขต จะอธิบายถึงขอบเขต และข้อจากัด รวมถึงการยกเว้นต่าง ๆ ของ มาตรฐาน ISO 26000 (2) คาศัพท์และความหมาย จะอธิบายถึงความหมายของคาศัพท์ที่สาคัญที่ระบุ ไว้ในมาตรฐาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และสามารถนาไปใช้ได้อย่างถูกต้อง (3) การทาความเข้าใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม จะอธิบายถึงปัจจัยที่ สาคัญที่มีผลต่อการพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมให้เกิดขึ้นในองค์กร รวมถึงอธิบายถึงแนวคิดหลัก ของความรับผิดชอบต่อสังคม และการนาไปประยุกต์ใช้ (4) หลั ก การพื้ น ฐานของความรับ ผิด ชอบต่อ สั ง คม จะอธิ บ ายถึ ง หลัก การ พื้นฐานที่สาคัญทั้ง7 หลักการของความรับผิดชอบต่อสังคม (5) การยอมรับต่อความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ เสีย จะอธิบายถึงแนวปฏิบัติพื้นฐาน 2 ประการของความรับผิดชอบต่อสังคม ได้แก่ การเห็นคุณค่า และยอมรับในความรับผิดชอบต่อสังคม และการชี้บ่งและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย โดยจะ อธิบายให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ผู้มีส่วนได้เสีย และสังคม (6) หัวข้อ หลัก ของความรับ ผิดชอบต่อสัง คม จะอธิบ ายถึง หัวข้อหลัก และ ประเด็นสาคัญที่เกี่ยวข้องในแต่ละหัวข้อหลักของความรับผิดชอบต่อสังคม โดยในแต่ละหัวข้อหลัก จะ ระบุถึงขอบเขต ความสัมพันธ์ที่มีต่อความรับผิดชอบต่อสังคม หลักการพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และการ ดาเนินการ และความคาดหวังของแต่ละประเด็นสาคัญ (7) การบูรณาการความรับผิดชอบต่อสังคมให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร จะอธิบาย ถึงการนาความรับผิดชอบต่อสังคมไปสู่การปฏิบัติภายในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างความเข้าใจ การนาไปปฏิบัติ การสื่อสาร การปรับปรุงความน่าเชื่อถือ การทบทวนและปรับปรุง และการสร้างกลุม่ จิตอาสาสาหรับความรับผิดชอบต่อสังคม 3.4) หลักการพืนฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมทัง 7 หลักการ องค์ประกอบหลักที่สาคัญ ในกลุ่มแรกของมาตรฐาน ISO 26000 คือ หลักการ พื้นฐาน (Principle) ของความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะเป็นแนวทางพื้นฐานที่สาคัญสาหรับหัวข้อ หลัก ส าหรับการดาเนินการ และขั้นตอนการบูรณาการความรับผิดชอบต่อสังคมให้เกิ ดขึ้นทั่วทั้ง องค์กร โดยหลักการพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมทั้ง 7 หลักการ จะประกอบด้วย
8-31 (1) ความรั บ ผิด ชอบที่ ส ามารถตรวจสอบได้ (Accountability) โดยองค์ก ร จะต้องมีความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบได้กับผลกระทบที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (2) ความโปร่งใส (Transparency) โดยองค์ก รจะต้องมี ความโปร่งใสในการ ตัดสินใจ และกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร ที่มีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (3) การปฏิบัติอย่างมีจ ริยธรรม (Ethical Behavior) โดยองค์กรจะต้องมีการ ดาเนินการอย่างมีจริยธรรม (4) การคานึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย (Respect for Stakeholder Interests) โดยองค์กรจะต้องยอมรับพิจารณา และตอบสนองต่อผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย (5) การเคารพต่อหลักนิติธรรม (Respect for the Rule of Law) โดยองค์กร จะต้องยอมรับว่าการเคารพต่อหลักนิติธรรม เป็นข้อบังคับที่สาคัญอย่างมาก (6) การเคารพต่อแนวปฏิบัติสากล (Respect for International Norms of Behaviour) โดยองค์กรจะต้องให้การยอมรับต่อแนวปฏิบัติสากล ในขณะที่ต้องยึดมั่นในหลักการของ การเคารพต่อหลักนิติธรรมด้วย (7) การเคารพต่อ สิท ธิ ม นุ ษยชน (Respect for Human Right) โดยองค์ก ร จะต้องให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และยอมรับถึงความสาคัญ และความเป็นสากลของหลักการนี้ หัวข้อหลักและประเด็นสาคัญของความรับผิดชอบต่อสังคม
ภาพที่ 8.10 แสดงหัวข้อหลัก (Core Subjects) ของความรับผิดชอบต่อสังคม ที่มา: กิตติพงศ์ จิรวัสวงศ์ (ม.ป.ป.)
8-32 ในส่วนของหัวข้อหลัก (Core Subjects) จะประกอบด้วย ประเด็นสาคัญของแต่ละ หัวข้อ ที่อธิบายถึงแนวความคิดของแต่ละประเด็น รวมถึงการดาเนินการและความคาดหวังทีเ่ กีย่ วข้อง ซึ่งจะช่วยให้องค์กร ได้เข้าใจชัดเจนขึ้นถึงสิ่งที่ควรจะทา โดยหัวข้อหลักของความรับผิดชอบต่อสัง คม จะประกอบด้วย (1) การกากับดูแลกิจการที่ดี (Organizational Governance) (2) สิทธิมนุษยชน (Human Rights) จะประกอบด้วยประเด็นสาคัญ ได้แก่ การ ตรวจสอบสถานะขององค์กร สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน การหลีกเลี่ยงการสมรู้ร่วม คิด การแก้ไขข้อขัดแย้ง การเลือกปฏิบัติ และกลุ่มที่ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ สิทธิการเป็นพลเมือง และสิทธิทางการเมือง สิทธิทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม หลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานใน การทางาน (3) ข้อปฏิบัติด้านแรงงาน (Labour Practices) จะประกอบด้วยประเด็นสาคัญ ได้แก่ การจ้างงานและแรงงานสัมพันธ์ สภาพแวดล้อมในการทางาน และการปกป้องทางสังคม การ สานเสวนาทางสังคม สุขอนามัยและความปลอดภัยในการทางาน และ การพัฒนาบุคคลและการฝึก อบบรมในสถานที่ปฏิบัติงาน (4) การดูแลสิ่งแวดล้อม (Environment) จะประกอบด้วยประเด็นสาคัญ ได้แก่ การป้องกันมลภาวะ การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการ ปกป้องสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และการฟื้นฟูถิ่นที่อยู่ทางธรรมชาติ (5) การปฏิบัติอ ย่างเป็นธรรม (Fair Operating Practices) จะประกอบด้วย ประเด็นสาคัญ ได้แก่ การต่อต้านการคอรัปชั่น การมีส่วนร่วมทางการเมือง การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมในห่วงโซ่คุณค่า และการเคารพต่อสิทธิทรัพย์สิน (6) ความใส่ ใ จต่ อ ผู้ บ ริโ ภค (Consumer Issues) จะประกอบด้ ว ยประเด็น สาคัญ ได้แก่ การตลาดอย่างเป็นธรรม สารสนเทศที่เป็นข้อเท็จจริงและไม่อคติและข้อปฏิบัติตาม สัญญาที่เป็นธรรม การปกป้องดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค การบริโภคอย่างยั่งยืน การบริการ การสนับสนุน และการแก้ไขข้อร้องเรียนและข้อพิพาทจากผู้บริโภค 8.2.5 คาร์บอนฟุตพรินท์ (Carbon Footprint) หลายท่านหากซื้อสินค้าที่มาจากทางยุโรป อาจจะคุ้นเคยกับคานี้บ้างแล้ว เพราะได้มีการ ประกาศให้มีการเริ่มใช้กันตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา แล้วเจ้าคาแปลก ๆ คานี้มันคืออะไร และมีผลต่อ ชีวิตเราอย่างไร ถึงจาเป็นที่จะต้องมาทาการรู้จัก จะมีผลต่ออนาคตของพวกเราอย่างไร (องค์การ บริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)., ม.ป.ป.) 1) ความหมายของคาร์บอนฟุตพรินท์ คาร์ บ อนฟุ ต พริ้ นท์ (Carbon Footprint) คื อ ปริ ม าณก๊ า ซเรื อนกระจกที่ ป ล่อย ออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวั ฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เริ่มต้นตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน จนกระทั่งถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดย ทาการคานวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์
8-33 สาเหตุของการเกิดสภาวะโลกร้อน สิ่งหนึ่งที่สาคัญคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งทั่วโลกได้พยายามแก้ปัญหาโดยการประชาสัมพันธ์ให้มีการแสดง ข้อมูล 2) คาร์บอนฟุตพรินท์ของผลิตภัณฑ์ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (ม.ป.ป.) การส่งเสริมการ ใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ของผลิตภัณฑ์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรม ต่าง ๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจากการใช้พลังงาน การเกษตร การพัฒนาและขยายตัว ของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง รวมถึงการตัดไม้ทาลายป่า และการทาลายสิ่งแวดล้อมในรูปแบบ อื่นๆ ล้วนเป็นสาเหตุสาคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งได้ส่งผลกระทบ ต่อการดารงชีพของมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อ น จึง เป็นหน้าที่ ของผู้ที่ เ กี่ ยวข้องทุ ก ภาคส่วน ทั้ ง ภาคอุตสาหกรรมและภาค เกษตรกรรมในฐานะผู้ผลิต ภาคบริการในฐานะผู้ขับเคลื่อนกิจกรรม รวมถึงภาคประชาชนในฐานะ ผู้บริโภค การเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย จึงเป็นทางหนึ่ง ที่ ผู้บริโภคจะมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และยังเป็นกลไกทางการตลาด ในการ กระตุ้นให้ผู้ผลิตพัฒนาสินค้า ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความต้องการของผู้บริโภคด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจาเป็นต้องมีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อ องค์การบริหาร จัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในฐานะหน่วยงานที่ทาหน้าที่ ในการส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คาแนะนาแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการบริหารจัดการก๊าซ เรือนกระจก จึง ได้พั ฒ นาโครงการส่ง เสริม การใช้ค าร์บ อนฟุ ตพริ้ นท์ (Carbon Footprint) ของ ผลิตภัณฑ์ ขึ้นเพื่อ ส่งเสริม ให้ผู้บริโภคมีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ แต่ ละชนิด ประกอบการตัดสินใจ และเป็นการเพิ่ม ขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในการแข่ง ขันใน ตลาดโลก "คาร์บอนฟุตพริ้นท์" หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละ หน่วย ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่ วน การ ใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคานวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่จะติดบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้น เป็นการ แสดงข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น มีการปลดปล่อยก๊าซเรือน กระจกออกมาปริมาณเท่าไหร่ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการ กาจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจชื้อของผู้บริโภค และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ยัง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกด้วย เนื่องจากขณะนี้ในหลายประเทศเริม่ มีการนา คาร์บอนฟุตพริ้นท์มาใช้กันแล้ว ทั้งในอังกฤษ ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น และมีการเรียกร้องให้สินค้าที่นาเข้าจากประเทศไทยต้องติดเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ด้วย นอกจากนั้น หากประเทศไทยมีการดาเนินโครงการและเก็บข้อมูลการลดการปล่อยก๊าซเรือน
8-34 กระจกที่ชัดเจน จะช่วยให้เรามีอานาจในการต่อรองมากขึ้นในการประชุมระดับโลกเพื่อกาหนดแนว ทางแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน 3) ฉลากคาร์บอนในต่างประเทศ สืบ เนื่อ งจากพิ ธีส ารเกี ยวโตที่ ป ระเทศสมาชิก วางเป้าหมายที่ จ ะลดปริม าณการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือ ก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกลง ให้ได้ร้อยละ 5.2 ภายในปี พ.ศ. 2555 จากปริมาณที่ ปล่อยในปีฐาน พ.ศ. 2533 ท าให้เ กิ ดการค้า คาร์บอนเครดิตขึ้น ซึ่งประเทศ/บริษัท ที่ไม่สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย มี ความจาเป็นต้องซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่มีเครดิตเหลือ ผลของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงเริ่ม กลายเป็นธุรกิจการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ระหว่างประเทศ และเชื่อว่าจะมีมูลค่ามหาศาลในระยะ ต่อไป โดยธุรกิจชนิดนี้จะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ทาให้หลายประเทศสนใจการสร้างความตระหนัก ต่อปัญหาการเกิดสภาวะโลกร้อนทั้งในหมู่ผู้ผลิตและผู้บริโภค จนมีหลายประเทศให้ความสนใจใน การศึกษาคิด ค้นฉลาก Carbon Footprint ขึ้น เพื่อบอกจานวนก๊าซเรือนกระจกที่ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ผลิตต่อหนึ่งหน่วยสินค้าโดยวิธีการคิด Carbon Footprint จะเริ่มตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบแล้วนาไป แปรรูปผลิต จนถึง การจัดจาหน่ายและย่อยสลาย ท าให้ผู้บริโภคทราบถึงความใส่ใจของผู้ผลิตต่อ ปัญหาโลกร้อน อีกทั้งยังสามารถสร้างความตื่นตัวในกลุ่ มผู้บริโภคให้เลือกซื้อสินค้าที่ ปล่อยก๊าซเรือน กระจก ในขั้นตอนการผลิตน้อยกว่าสินค้าชนิดเดียวกันแต่ต่างตราสินค้า 3.1) ประเทศอังกฤษ Carbon Footprint และ Carbon label program แนะนาขึ้นครั้งแรกในสหราชอาณาจักร ในเดือน มีนาคม 2550 ภายใต้การกากับดูแลของ Carbon Trust ซึ่งฉลาก คาร์บอนนี้ถูกกาหนดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือก และข้อมูลให้ผู้บริโภค ตรวจสอบข้ อมู ล ว่ า ผู้ผ ลิตได้ ใ ส่ใจในภาคการผลิต ต่ อ การรัก ษา สิ่ง แวดล้อ มมากน้อยแค่ไหน โดย Carbon Trust คาดหวัง ว่าการ ดาเนินโครงการฉลากคาร์บอนนี้ จะเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยลด การปล่อ ยก๊ าซเรือนกระจก จากภาคอุตสาหกรรมการผลิต การ ภาพที่ 8.11 ฉลากคาร์บอน ขนส่ง และบรรจุภัณฑ์และได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ผลิต ในประเทศอังกฤษ สินค้าอุปโภค/บริโภค โดย Tesco Plc. ซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ได้ เริ่ม ติดสลาก Carbon Footprint บอกจ านวนคาร์บอนที่ผลิตบน ภาชนะบรรจุสินค้าภายใต้ตราสินค้า Tesco ของตนเองประมาณ 20 รายการ วางขายใน Tesco ทั่ว ประเทศ ทั้งนี้ บริษัท ERM (Emergent Ventures India Pvt. Ltd.) เป็นผู้พัฒนาโครงการ และเริ่ม ติ ด ในผลิ ต ภั ณ ฑ์ จ าพวก มั น ฝรั่ ง ทอดกรอบ ชนิ ด Walkers Crisps, แชมพู ที่ มี ส่ ว นผสมของพืช ธรรมชาติ ฯลฯ โดยในปี พ.ศ. 2550 บริษัท ERM ได้ทาการศึกษาและร่วมงานกับผู้ผลิตสินค้า 9 ชนิด เพื่อคานวณหา carbon footprint จากผลการศึก ษาท าให้ท ราบว่าฤดูต่าง ๆ มี ผ ลต่อการคานวณ carbon footprint ดังกล่าว เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกันโดยมีผลมาจากสภาพอากาศที่ แตกต่างกัน บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีสัญญาผูกพัน ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ ได้เท่ากับ จานวนที่ได้ตกลงกันในครั้งแรกเป็นระยะเวลา 2 ปี หากไม่ทาตามพันธะกรณีดังกล่าวจะถูก เพิกถอนใบอนุญาตของฉลากคาร์บอนคืน
8-35 จากการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่าผู้บริโภค จานวนร้อยละ 66 ต้องการทราบ จ านวนคาร์บอนฟุ ตพรินท์ที่ป ล่อยจากภาคการผลิตสินค้า และปัจ จุบันได้มีโ ปรแกรมการคานวณ carbon footprint วา ง ขา ย แ ล้ ว ปั จ จุ บั น มี ก า รจั ด ตั้ ง กลุ่ ม Student Climate Action Plan Committee เพื่อรณรงค์การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในหมู่นักเรียน/นักศึกษา จากการดาเนิน กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจาวัน เพื่อให้เกิดความตระหนักในหมู่นักเรียน/นักศึกษา ต่อการลดการ ปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจก 3.2) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสนใจการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเดิมอยู่ แล้ว มีประกาศจากรัฐบาลให้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง จาก สาเหตุดังกล่าวสร้างความตื่นตัวให้ผู้ผลิตหันมาศึกษาวิจัย การลด ปริมาณก๊าซเรือนกระจก พร้อม ๆ กับการสร้างความตระหนักและ ตื่นตัวให้ผู้บริโภค จึงมีการจัดทาฉลาก Carbon Footprint ขึ้น เพื่อ บอกปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Oxide Emission) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตทั้งหมด ว่าในแต่ละขั้นตอนการผลิต ภาพที่ 8.12 ฉลากคาร์บอน มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจานวนเท่าใด ดังนั้น จึง ได้มีการจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญ จากภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมกันยก ในประเทศญีป่ ุ่น ร่ า งแนวทางในการน าระบบ Carbon Label มาใช้ ว่ า จะมี ก าร ก าหนดขั้นตอนการใช้อย่ างไร โดยคาดว่าจะแล้ วเสร็จ และเริ่ ม รณรงค์ให้หันมาใช้อย่างจริงจังในเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้บริโภคทราบ และ เข้าใจว่าสินค้าทุกชนิด เป็นที่มาของการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขบวนการผลิต แต่จะ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด ให้ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินใจจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ การแนะนาฉลาก Carbon Footprint มาใช้กับสินค้าถือเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย สาหรับผู้ผลิตว่าฉลาก Carbon Footprint จะได้รับความสนใจและส่งผลต่อการเลือกซื้อสินค้าของ ผู้บ ริโ ภคมากน้อ ยเพี ยงใด บริษัท ในประเทศญี่ปุ่นที่ ได้เ ริ่ม ปรับ สินค้าของตนเองแล้ว คือ บริษัท Sapporo Breweries Ltd. ใช้เวลาเตรียมการ 4 ปี ในการรวบรวมข้อมูลการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ จากกระบวนการผลิต ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนรูปสัญลักษณ์ของ Black Label Beer ใหม่โดย มี ก าหนดวางตลาดในเดือ นธันวาคม 2551 ทั้ ง นี้ก ระป๋องรูปโฉมใหม่จะเป็น eco-friendly เพราะ นอกจากจะพิมพ์สลาก Carbon Footprint บนกระป๋องแล้วอลูมิเนียมที่ใช้ในการผลิตกระป๋องจะมี ปริมาณลดลง เพราะจะสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขบวนการผลิตลงได้อีก 2 กรัมจากเดิม 161 กรัม (ประมาณการปี พ.ศ. 2548) โดยกระป๋องแบบใหม่ นี้จ ะนามาใช้กั บ เบียร์ทุ ก รุ่นตั้ ง แต่ เมษายน 2552 เป็นต้นไป ส่วนบริษัทอื่น ๆ เช่น Ajinomoto Co. และ Kao Corp. ก็ได้หันมาเน้น Green products มากขึ้น เชื่อว่าการนาแนวคิด Carbon Footprint มาใช้กับบริษัทชั้นนาเหล่านี้จะ นาไปสู่การปรับปรุงขบวนการผลิต และระบบการจาหน่ายสินค้าครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นในระยะต่อไป ผู้ผลิตในประเทศญี่ปุ่นมองว่าในอนาคตอันใกล้ Carbon Footprint อาจกลายเป็น ข้อมู ล ที่ ผู้ซื้อ มองหาและจ าเป็นต้องรับ รู้ก่ อนตัดสินใจเลือกซื้อ สินค้า โดยวิธีก ารลดปริม าณก๊ าซ คาร์บอนจากการผลิตสินค้าอาจเริ่มต้นได้หลายแนวทาง เช่น
8-36 (1) ลดจากบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเพราะประเทศญี่ปุ่นได้ชื่อว่าใช้จ่ายเงินจานวน มาก เพื่ อ ให้ หี บ ห่ อ ดู ส วยงาม และจู ง ใจให้ ช วนซื้ อ ดั ง นั้ น ในการจั ด งานแสดงสิ น ค้ า Tokyo International Packaging Exhibition 2008 ในเดือนตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ผู้จัดงานได้จัดมุมแสดง สินค้าที่ติดสลาก Carbon Footprint เพื่อสร้างความคุ้นเคยและสารวจความเห็นนักธุรกิจ ซึ่งภายใน งานสลาก Carbon Footprint ได้รับความสนใจอย่างมาก บริษัท Rengo Co., บริษัทผลิตกระดาษ ลูกฟูก ได้นาเสนอสินค้าของตนพร้อมแจ้งปริมาณก๊าซคาร์บอนที่ปล่อยในขบวนการผลิต บริษัท Dai Nippon Printing Co., ได้นาเสนอบรรจุภัณฑ์ ก ลุ่ม eco friendly ชนิดใหม่ 8 ชนิดพร้อมๆ กั น ที่ น่าสนใจคือ ถุงบรรจุอาหารประเภท retort pouch ซึ่งผลิตจากวัสดุชนิดใหม่ที่สามารถลดปริมาณ ก๊าซคาร์บอนลงได้ถึงร้อยละ 30 (2) ลดจากกระบวนการ ผลิ ต สิ น ค้ า เช่ น Nippon Meat Packer Inc. ได้ คานวณปริมาณก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากการผลิตเนื้อวัวที่ฟาร์มของบริษัทใน ประเทศออสเตรเลีย ยี่ห้อ Whyalla Feedlot ซึ่ ง ขายภายใต้ Eco-Beef ใช้ วิ ธี ก ารค านวณแบบ Life Cycle Assessment Method (LCA) พบว่า เนื้อวัว 1 กิโลกรัม ทาให้เกิดก๊าซคาร์บอน (CO2 Emission) จานวนมากถึง 16.4 กรัม ในจานวนนี้เป็นก๊าซคาร์บอนที่เกิดขึ้นในช่วงการเลี้ยงวัว 13 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 79 ดังนั้นหากปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงสัตว์ จะสามารถตัดลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อย่าง มาก ขณะนี้ ใ นประเทศญี่ ปุ่ น มี อ งค์ ก ร เรี ย กว่ า The Japan Environmental Management Association for Industry ซึ่ ง เป็ น หน่ ว ยงานกลางท าหน้ า ที่ อ อกเอกสารรั บ รอง Ecoleaf Environmental Certificate ให้ แ ก่ บริ ษั ท ที่ มี ค วามคื บ หน้ า ในการพั ฒ นาการผลิ ต สิ น ค้ า ที่ ล ด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บนฐานการคานวณแบบ Life Cycle Assessment Method (LCA) อย่าง ชัดเจน ปัจ จุบัน บริษัท ในญี่ปุ่นประมาณ 30 บริษัท ได้ร วมตัวกั นดาเนินโครงการฉลาก คาร์บ อนเพื่อ ลดก๊ าซเรือนกระจก ทั้ ง นี้ คาดว่าประชาชนจะสามารถเริ่ม ซื้อผลิตภัณฑ์ ที่ ติดฉลาก คาร์บอนได้ในเดือนเมษายน 2552 โดยบริษัทต่างๆ จับมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจาก ภาคการบรรจุภัณฑ์ใช้ในการบรรจุอาหาร (ตามที่ทราบกันดีว่าบรรจุภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นสวยงาน และมีหลายชั้น) 3.3) ป ร ะ เ ท ศ เ ก า ห ลี ก า ร ติ ด ป้ า ย บ อ ก จ า น วน คาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยออกมาจากภาคการผลิตได้แพร่หลาย ไปทั่ วยุโ รป ท าให้ป ระเทศเกาหลีส นใจและคาดว่าเริ่ม ใช้ฉลาก คาร์บอนในเดือนมกราคม 2552 โดยรัฐบาลเกาหลีจะเริ่มวางขาย ผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย ฉลากคาร์บอนติดอยู่บนตัวสินค้า และ จะแนะนา 2 ฉลากพร้อมๆ กัน คือ ภาพที่ 8.13 ฉลากคาร์บอน (1) ฉลาก carbon footprint label certificate ในประเทศเกาหลี (2) ฉลาก Low carbon certification ขณะนี้มี 10 บริษัทสนใจนาผลิตภัณฑ์เข้าร่วมโครงการ ดังนี้ สาย การบิน Asiana Airlines, Gas boiler, เครื่องซักผ้า LG, แชมพู ตรา Amore Pacific Corporation, น้าอัดลมโค้ก , TFT-LCD Glass substrates ยี่ห้อซัม ซุง , เครื่องกรองน้า ตรา Woongjin Coway,
8-37 ตู้ เ สื้ อ ผ้า ตรา Llivart, เต้ า หู้ ตรา Pulmuone, ข้ า วหุ ง ส าเร็จ รูป ตรา CJ Cheil Jedang, ข้ า วหุง สาเร็จรูป ตรา CJ Cheil Jedang ทั้งนี้ ขั้นตอนการดาเนินโครงการฉลากคาร์บอนของประเทศเกาหลี จะเริ่มจากการ แบ่งประเภทอุตสาหกรรมเป็นกลุม่ ๆ ก่อนหาวิธีคานวณ carbon footprint ของแต่ละ ชนิดสินค้า เมื่อได้ฉลากคาร์บอนแล้วจะมีการจัดฝึกอบรมให้เจ้าของผลิตภัณฑ์รับทราบ โดยจะมีการ จัดเก็บฐานข้อมูล LCI ของประเทศเป็นระยะ ๆ โดยในขณะนี้สามารถจัดเก็บฐานข้อมูล LCI (Life Cycle Inventory) ได้แล้วจานวน 400 ชนิด 3.4) ประเทศสหรั ฐ อเมริ ก า สหรั ฐ อเมริ ก าโดยมลรัฐ แคลิฟอร์เนีย ได้ทาการออกฉลากคาร์บอน จานวน 3 ประเภท ดังนี้ (1) ฉลาก Low-Carbon Seal ซึ่งเป็นฉลากคาร์บอน ประเภทที่ ไ ม่ มี จ านวนการปล่อ ย carbon footprint ติ ด ดั ง นั้น ผู้บ ริโ ภคจะไม่ สามารถทราบได้ถึงจานวน ก๊ าซเรือนกระจกที่ถูก ปล่อยในภาคการผลิตสินค้า (2) ฉ ล า ก Carbon Score เ ป็ น ฉ ล า ก คาร์ บ อน ประเภทที่ มี จ านวน carbon footprint ติ ด ไว้ บ นตั ว ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ดังนั้นผู้บริโภคจะสามารถเปรียบเทียบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือน ภาพที่ 8.14 ฉลากคาร์บอน กระจก จากภาคการผลิตสินค้าของระหว่างสินค้าแต่ละชนิดหรือ ชนิ ด เดี ย วกั น แต่ ต่ า งตราสั ญ ลั ก ษณ์ กั น ได้ เพื่ อ เปิ ด โอกาสให้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ บ ริ โ ภคใช้ เ ป็น ข้ อ มู ล ในการเลือกซื้อ สิน ค้ า ที่ ป ล่ อ ยก๊ าซเรือน กระจกในภาคการผลิตปริมาณน้อยที่สุด (3) ฉลาก Carbon Rating ฉลากคาร์บ อนประเภทนี้จ ะมี ลัก ษณะคล้ายกั บ energy label ในสหภาพยุโรป โดยฉลากคาร์บอนประเภทนี้จะแบ่งกลุ่มโดยใช้สัญลักษณ์เป็นรูป ดาว จาก 1 จนถึง 5 ดาว หากสินค้าใดได้จานวนดาวมากหมายถึงสินค้าชนิดนั้น ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือน กระจกลงได้ในปริมาณมากกว่าสินค้าที่ได้ดาวน้อยดวง 3.5) ประเทศจีน ได้แนะนาโรงแรม URBN ภายใต้สโลแกน China's 1st Carbon Neutral Hotel ที่ ป รั บ ปรุ ง สภาพมาจากโรงงานเก่ า มี ทั้ ง หมด 26 ห้ อ ง ภายใต้ แ นวคิ ด Green Concept โดยใช้วัสดุ recycle และวัสดุพื้นเมืองในการตกแต่งภายใน เช่น ก้อนอิฐของเซี่ยงไฮ้ 3.6) ประเทศนิ ว ซี แ ลนด์ ขณะนี้ มี ก ารแนะน าการค านวณปริ ม าณก๊ า ซ คาร์บอนไดออกไซด์จากการเลือกซื้อวัสดุ สร้างบ้าน (carbon calculator for houses) โดยเชื่อว่าวิธี นี้จะสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนลงได้ถึงประมาณ 50 กรัม ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จานวน 50 ตัน นี้เองมีค่าเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนที่ปล่อยจากท่อไอเสียรถยนต์ตลอดวงจร ชีวิตที่รถยนต์คันหนึ่ง สามารถใช้งานได้ หรือมีค่าเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการบินซึ่งเทียบระยะทางการบิน ได้เป็นระยะประมาณ 500,000 ไมล์ ทั้งนี้เปิดเผยโดยผู้จัดการระบบโปรแกรมการคิดคานวณ Mr. Geoff Henly ว่าการ คานวณมี ขั้นตอนธรรมดาแต่สามารถแสดงให้เ ห็นได้ว่าจากการเลือกวัสดุแต่ ละชนิด จะมี ผลต่อ สิ่งแวดล้อมโดยตรงเนื่องจากงานก่อสร้างมีหลายแบบ โดยวิธีการคานวณจะแสดงให้เห็นถึง วัส ดุที่ เลือกใช้แต่ละชนิดว่าจะมีค่าการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากน้อยเพียงใด เช่น วัสดุจาพวกไม้ ชนิด Pinus
8-38 radiate สามารถดู ดซึม ก๊ า ซคาร์บ อนได้ ถึง 1.7 ตั น ในกรณี ที่ ในบ้า นใช้ แ ต่วั ส ดุ จ าพวกไม้ Pinus radiate ส่วนวัสดุจาพวกอลูมิเนียมจะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนประมาณ 9 ตัน ต่อหนึ่งผลิตภัณฑ์ Mr. Geoff Henly เสริมว่าโปรแกรมการออกแบบนี้เองเหมาะสาหรับคานวณบ้านแบบชั้นเดียว ดังนั้นจะ เห็นได้ว่าหากผู้บริโ ภคเลือ กใช้วัส ดุจ าพวกไม้แทนอลูมิเ นียมจะ สามารถลดก๊ าซคาร์บอนได้สูงถึง ประมาณ 20-25 ตัน จากอากาศ โปรแกรมนี้จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคที่สามารถเลือกซื้อ สินค้าที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สรุป กระแสโลกาภิวัตน์กลยุทธ์ทางธุรกิจ มีพัฒนาการของ ดังนี้ 1) กลยุทธ์น่านน้าสีแดง (Red Ocean Strategy) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยมุ่งพัฒนาและส่งมอบ คุณค่าที่เหนือกว่า (Beating Value) คู่แข่งขัน ตลาดมีการแข่งขันสูง 2) กลยุทธ์น่านน้าสีคราม (Blue Ocean Strategy) เน้นการหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ทาให้เกิดการบาดเจ็บจากการแข่งขันทางธุรกิจ โดย การสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ยังไม่เคยมีใครเข้าถึงมาก่อน 3) กลยุทธ์ น่านน้าสีขาว (White Ocean Strategy) คือ ทางสายกลางที่เป็นทางออกของวิกฤติด้านเศรษฐกิ จ สังคม และการเมือง จากความล่มสลายของทางสุดโต่งสองสาย 4) กลยุทธ์น่านน้าสีเขียว (Green Ocean Strategy) กลยุทธ์ที่ใช้สร้างและผนวกคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่เน้นดารง ความยั่งยืนทางคุณค่า (Sustaining Value) ด้วยการแข่งขันกับตนเอง ธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) ผู้บริโภคได้แสดงเจตจานงต้องการลดภาวะโลก ร้อน โดยแสดงวิธีการตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีกระแสสีเขียว สามารถที่จะจาแนกออกได้เป็น 3 หมวด ใหญ่ ๆ ได้ แ ก่ ประสิ ท ธิ ภ าพในการใช้ ท รั พ ยากร ( Resource Efficiency) ภาระรั บ ผิ ด ชอบใน กระบวนการ Process Accountability) และประสิทธิผลในตัวผลิตภัณฑ์ (Product Effectiveness) อุป นิสัยสีเ ขียว (Green Habits) ภายใต้ ก ลยุท ธ์น่านน้าสีเ ขียวที่ ทุ ก คนสามารถปฏิ บั ติ ไ ด้ ประกอบด้วย 7 อุปนิสัย ได้แก่ 1) Rethink: เปลี่ ย นความคิ ด ที่ จ ะเปลี่ ย นแปลงด้ ว ยตนเอง 2) Reduce: ลดการใช้ ลดการบริโภค ให้เหลือแต่เท่าที่จาเป็นกับชีวิต 3) Reuse: ใช้ประโยชน์ซ้าๆ กับ สิ่งของที่ต้องเสียเงินซื้อมา 4) Recycle: คัดแยกก่อนจะทิ้งเป็นขยะ เปลี่ยนสภาพนากลับมาใช้ใหม่ 5) Recondition: ใช้ถูกวิธี ยืดอายุสิ่งของที่ใช้งาน ตรวจเสีย...ซ่อมได้ 6) Refuse: ปฏิเสธสินค้าฟุ่มเฟือย ปฏิเสธความอยากได้ตามกระแส 7) Return: ใช้ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว อย่าลืมตอบแทนคืนแก่โลก ด้วย มาตรฐาน ISO 9001 เป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสาคัญ เพื่อความเป็น เลิศทางด้านคุณภาพ และความมีประสิทธิภาพของการดาเนินงานภายในองค์กร มาตรฐาน ISO 14001 : 2015 เน้นบทบาทของผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องให้ความสาคัญกับ ความต้องการ ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ที่เกี่ยวข้อง องค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ภาคอุตสาหกรรมการผลิตหรือภาคบริการทั้งรัฐและเอกชน มาตรฐาน ISO 26000 สามารถนาไปใช้เป็นแนวทางการดาเนินการเกี่ยวกับความรับผิดชอบ ต่อสังคมในองค์กรได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่า จะเป็นหน่วยงานในภาครัฐหรือเอกชน องค์กรที่แสวงหากาไร หรือไม่แสวงหากาไร รวมถึงในภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม การบริการ การศึก ษา
8-39 สาธารณสุข ขนส่ง หรืออื่น ๆ นอกจากนั้น ยังสามารถนาไปใช้ได้ทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และ กาลังพัฒนาด้วย คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทีป่ ล่อยออกมาจาก ผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เริ่มต้นตั้งแต่การได้มาซึง่ วัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน จนกระทั่งถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยทาการ คานวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์
8-40
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 8.2 ถาม-ตอบเกี่ยวกับจริยธรรมกับกระแสโลกาภิวัตน์ สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 8.2 - Power Point บทเรียนที่ 8.2 และ LCD Projector
งานที่มอบหมาย - ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน - ศึก ษาเพิ่ ม เติม หาข้อมู ล ที่ เ กี่ยวข้องกั บ จริยธรรมกับ กระแสโลกาภิวัตน์มา วิพากษ์วิจารณ์ในชั้นเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดเสริม 8.1 1. จงบอกทีม่ าของจริยธรรมธุรกิจทีเ่ กี่ยวข้องกับสังคมและสิง่ แวดล้อม มาพอสังเขป 2. จงบอกแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ มาพอสังเขป 3. จงบอกสิง่ กระตุ้นและแรงผลักดันให้ดาเนินการด้านสิ่งแวดล้อม มาพอสังเขป แบบฝึกหัดเสริม 8.2 1. จงอธิบายพัฒนาการของกลยุทธ์ Red Ocean, Blue Ocean, White Ocean และ Green Ocean พร้อมยกตัวอย่างธุรกิจมาอย่างละ 1 ตัวอย่าง 2. จงอธิบายธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) และยกตัวอย่างมาพอสังเขป 3. จงอธิบายอุปนิสัยสีเขียว (Green Habits) และยกตัวอย่างมาพอสังเขป 4. จงบอกวิธีการลดปริมาณขยะในสิง่ แวดล้อม 7R มีอะไรบ้าง และอธิบายพอสังเขป 5. จงอธิบายมาตรฐาน ISO9001 ISO14001 และ ISO26000 มาพอสังเขป 6. จงยกตัวอย่างบริษทั ในประเทศไทยที่นา ISO26000 ไปปฏิบัติอย่างน้อย 10 บริษัท 7. จงอธิบายปรากฏการณ์ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) และฉลาก คาร์บอน มาพอสังเขป
8-41
บรรณานุกรม กิตติพงศ์ จิรวัสวงศ์. (ม.ป.ป.). ISO 26000 มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม (ตอนที่ 1). เรียกใช้ เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 จาก CSRcom.com: http://www.csrcom.com/articles/view/69 จินตนา บุญบงการ. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย. (2554). สุดยอดเดอะซีเคร็ต. กรุงเทพฯ: ดีเอ็มจี. ธนกฤต เลิศศิริสกุล. (2559). กลยุทธ์น่านน้าสีเขียว. เรียกใช้เมื่อ 1 มกราคม 2561 จาก https://www.gotoknow.org/posts/605896 พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์. (27 ธันวาคม 2547). การพัฒนาธุรกิจกับการจัดการสิง่ แวดล้อม. เรียกใช้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 จาก สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). พสุ เดชะรินทร์. (2550). การน้ากลยุทธ์ blue ocean มาใช้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน. เรียกใช้เมื่อ 1 มกราคม 2561 จาก http://library.acc.chula.ac.th/Article/2552/Pasu/BangkokBiznews/ B1702092.pdf สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ. (ม.ป.ป.). มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001). เรียกใช้ เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 จาก สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ: http://masci.or.th/service. สมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ประเทศไทย). (2559). ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษา. เรียกใช้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 จาก สมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม: http://adeq.or.th. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). คาร์บอนฟุตพรินท์ของ ผลิตภัณฑ์. เรียกใช้เมือ่ 20 ตุลาคม 2561 จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน): http://thaicarbonlabel.tgo.or.th/products_is/products_is.pnc อภิรัฐ ตั้งกระจ่างและคณะ. (2546). จริยธรรมทางธุรกิจ. กรุงเทพ: ธรรมสาร. อภิรัตน์ ปานทอง. (2551). ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. เรียกใช้เมื่อ 1 มกราคม 2561 จาก http://202.28.94.60/webcontest/2551/g36/index.html
9-1 สัปดาห์ที่ 14 ใบเตรียมการสอน เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 9 การพัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยั่งยืน ชื่อบทเรียน 9.1 รู้การพัฒนาจริยธรรมในองค์กร
รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 180 นาที
จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 9 นักศึกษาสามารถ 9.1 รู้การพัฒนาจริยธรรมในองค์กร 9.1.1 บอกสิทธิมนุษยชน: SA800/WRAP 9.1.2 บอกบทบาทและความรับผิดชอบในการดาเนินธุรกิจ 9.1.3 บอกการสร้างแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจ
9-2
หน่วยเรียนที่ 9 การพัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยั่งยืน แผนการสอนประจาหน่วย 9.1 การพัฒนาจริยธรรมในองค์กร 9.1.1 สิทธิมนุษยชน: SA800/WRAP 9.1.2 บทบาทและความรับผิดชอบในการดาเนินธุรกิจ 9.1.3 การสร้างแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจ
บทนา ในสภาพสังคมปัจจุบัน หลายสังคม หลายองค์กรมักจะเรียกร้องสิทธิของตนเอง เราสามารถ นาเรื่องของสิท ธิต่าง ๆ มาใช้เ ป็นเกณฑ์ ในการตัดสินการกระท าของบุคคลได้ว่าถูก ต้องหรือ ผิ ด จริยธรรมได้เช่นกัน กฎเกณฑ์ที่เป็นข้อปฏิบัติในการดาเนินธุรกิจองค์ประกอบของจริยธรรมที่สาคัญที่ กากับพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจที่นิยม อ้างถึงเป็นประจา อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต ความ เป็นธรรม ความเชื่อ ถือ ได้ ความไว้วางใจได้ การรัก ษาคาพูดเป็นต้นค่านิยมเชิง จริยธรรมเหล่านี้ เกี่ยวพันกับกิจกรรมและกระบวนการในทุกวงการธุรกิจ การเสริมสร้างจริยธรรมทางธุรกิจในองค์กร การสร้างแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจ แต่ละคนจะมีวิธีคิดและวิธีมองปัญหา จริยธรรมให้สอดคล้องกับภูมิปญ ั ญา และความรู้เดิมของเขาไม่มากก็น้อย โคลเบิรก ยืนยันว่าคนเราจะ สามารถพัฒนาความคิดทางจริยธรรมไดถึงขั้นสูงขึ้นตามอายุ แต่ก็ไมได้หมายความว่าทุกคนจะต้องไป ถึง ขึ้นสูงสุดทั้งหมด ในหน่วยเรียนนี้จะกล่าวถึง สิท ธิม นุษยชน: SA800/WRAP บทบาทและความ รับผิดชอบในการดาเนินธุรกิจ และการสร้างแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจ
9.1 การพัฒนาจริยธรรมในองค์กร 9.1.1 สิทธิมนุษยชน: SA800/WRAP ในสภาพสังคมปัจจุบันเมื่อทุกประเทศได้ให้ความสาคัญกับเรื่องของ "สิทธิ (Rights)" ที่ มนุษย์ทุกคนควรได้รับเมื่อเกิดมาในโลกใบนี้ ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าสังคมสามารถนาเรื่องของสิทธิ ต่าง ๆ มาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินการกระทาของบุคคลได้ว่าถูกต้องหรือผิดจริยธรรมได้เ ช่นกั น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิทธิของบุคคลที่สาคัญ ได้แก่ สิทธิตามกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจกล่าวโดยสรุป ดังนี้ 1) มาตรฐานแรงงานว่าด้วยความรับผิดชอบทางสังคม (Social Accountability 8000 : SA 8000) เป็นมาตรฐานแรงงานที่กาหนดขึ้นโดยองค์กรเอกชนในประเทศสหรัฐอเมริกา คือ Social Accoutability International เมื่ อ ปี 2540 เพื่อให้ผู้ป ระกอบกิ จ การต่าง ๆ นาไปปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับความเชื่อถือทางสังคม มีสาระสาคัญดังนี้
9-3 1.1) แรงงานเด็ก บริษัทต้องไม่จ้างหรือสนับสนุนให้มีการจ้างแรงงานเด็ก (อายุต่า กว่า 15 ปี) หรือเยาวชน (อายุ 15-18 ปี) หรือจ้างแรงงานเด็กอายุ ต่ากว่าที่กฎหมายท้องถิ่นกาหนด กรณีมีการจ้างแรงงานเด็กไว้ทางานอยู่ก่อนแล้ว ต้องให้เด็กได้เข้าโรงเรียนและอยู่ในโรงเรียนจนพ้นวัย เด็ก และต้องมีมาตรการดูแลมิให้เด็กอยู่ในภาวะอันตรายไม่ปลอดภัย หรือไม่ถูกสุขอนามัย ทั้งภายใน หรือนอกสถานที่ทางาน รวมทั้งต้องจัดทาบันทึกรายละเอียดของเด็กเก็บไว้เป็นหลักฐาน 1.2) การบังคับใช้แรงงาน บริษัทต้องไม่กระทาหรือสนับสนุนการบังคับใช้แรงงาน โดยการเรียกเก็บเงินประกัน หรือให้ลูกจ้างมอบบัตรหรือหลักฐานประจาตัวแก่บริษัทเมื่อจ้างงาน 1.3) สุขภาพและความปลอดภัย บริษัทต้องจัดสถานที่ทางานและสภาพแวดล้อม การท างานที่ ป ลอดภัยและถูกสุขอนามั ยแก่ลูกจ้าง ต้องจัดให้มี ขั้นตอนการปฏิบัติและระบบการ ตรวจสอบที่เชื่อถือได้ในการป้องกันการบาดเจ็บ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทางาน หรือเกี่ยวข้อง กับการทางาน นอกจากนี้ ต้องแต่งตั้งผู้แทนซึ่งเป็นผู้ บริหารระดับ อาวุโสให้มีหน้าที่รับผิดชอบด้า น สุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของลูกจ้าง อีกทั้งต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับการฝึกอบรมด้านสุขภาพ และความปลอดภัยในการท างานเป็นประจา ตลอดจนต้องจัดให้มีห้องน้าและน้าดื่มสะอาดและ พอเพียงสาหรับลูกจ้างทุกคน 1.4) เสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรอง บริษัทต้องเคารพ สิทธิของลูกจ้างในการรวมตัวจัดตั้งหรือเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ต้องเคารพสิทธิในการร่วม เจรจาต่อรองของผู้แทนลูกจ้างและต้องรับรองว่าผู้แทนลูกจ้างจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และสามารถติดต่อ กับสมาชิกในสถานที่ทางานได้ 1.5) การเลือกปฏิบัติ บริษัทต้องไม่กระทาหรือสนับสนุนให้มีการเลือกปฏิบัติใน การว่าจ้าง การจ่ายค่าตอบแทน การเข้ารับการฝึกอบรม การเลื่อนตาแหน่ง การเลิกจ้าง หรือการ เกษียณอายุ เพราะเหตุแห่งความแตกต่างทางเชื้อชาติ สัญชาติวรรณะ ชาติกาเนิด ศาสนา ความ พิการ เพศ หรือความเบี่ยงเบนทางเพศ สถานะการเป็นสมาชิกสหภาพ หรือการสังกัดทางการเมือง 1.6) วินัย บริษัทต้องไม่กระทาหรือสนับสนุนให้มีการใช้วิธีทาโทษ โดยการทาร้าย ร่างกายและการบังคับขู่เข็ญทั้งทางร่างกายและจิตใจ 1.7) ชั่วโมงการท างานและการท างานล่วงเวลา บริษัท ต้องก าหนดชั่วโมงการ ทางานให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ลูกจ้างต้อง ไม่ถูกกาหนดให้ทางานปกติเกินกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และต้องจัดให้มีวันหยุดอย่างน้อย 1 วันใน ทุก ๆ ระยะ 7 วัน หากจาเป็นต้องทางานล่วงเวลาต้องกระทาเฉพาะในสถานการณ์จาเป็นทางธุรกิจ ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 12 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ โดยต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตราพิเศษ เสมอ 1.8) ค่าตอบแทน บริษัท ต้องจ่ายค่าจ้างแก่ ลูก จ้างอย่างน้อยเท่ าอัตราค่าจ้างที่ กฎหมายก าหนด หรือตามมาตรฐานขั้นต่าของอุตสาหกรรมนั้น ๆ และต้องเพียงพอสาหรับความ จ าเป็นขั้นพื้ นฐานของลูกจ้าง การจ่ายค่าตอบแทนการทางานแต่ละงวดลูกจ้างจะต้องได้รับทราบ รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับส่วนประกอบของค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เขาได้รับการจ่าย ค่ า ตอบแทนดั ง กล่ าว อาจจ่ า ยในรูป เงิน สดหรือ เช็ ค ก็ ไ ด้ ทั้ ง นี้ ให้ เ ป็ น ไปตามความสะดวกของ ลูกจ้าง การหักค่าจ้างเพื่อการลงโทษทางวินัยจะกระทามิได้ นอกจากนี้ บริษัทต้องรับรองว่าจะไม่ใช้
9-4 วิธีการทดลองงานลูกจ้างหรือทาสัญญาจ้างระยะสัน้ ๆ หรือมีการว่าจ้างใหม่เป็นระยะ ๆ เพื่อหลีกเลีย่ ง การไม่ ให้ลูก จ้างได้รับ สิท ธิป ระโยชน์ตามกฎหมาย หรือหลีก เลี่ยงความรับ ผิดชอบตามกฎหมาย ประกันสังคม 2) วิธีการจัดการ SA 8000 2.1) นโยบาย บริษัท ต้อ งจัดให้มี นโยบาย ประกาศให้ชัดเจนว่า จะปฏิบัติตาม กฎหมาย ปฏิบัติตามข้อก าหนดแห่งมาตรฐานนี้ รวมทั้ ง ข้อกาหนดตามมาตรฐานแรงงานระหว่าง ประเทศ ประกาศให้ลูกจ้างได้ทราบโดยทั่วกัน 2.2) การทบทวน ผู้บ ริห ารระดั บ สูง ต้องทบทวนแก้ ไขปรับ ปรุง นโยบายและ แผนปฏิ บั ติ ง านเป็น ระยะ ๆ อย่ า งต่ อ เนื่อ ง เพื่ อ แสดงถึ ง ความมุ่ ง มั่ นที่ จ ะปฏิ บั ติใ ห้เ ป็ นไปตาม ข้อกาหนดแห่งมาตรฐานนี้ 2.3) ผู้แทนบริษัท บริษัทต้องแต่งและจัดให้มีผู้แทนบริษัท ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับ อาวุโ สและผู้แทนลูกจ้าง เพื่ อ ท าหน้าที่ ดูแลรับผิดชอบการดาเนินการต่าง ๆ ทั้ ง นี้ เพื่อให้แน่ใจว่า ข้อกาหนดในมาตรฐานนี้ จะได้รับการปฏิบัติอย่างครบถ้วน 2.4) การวางแผนและการนาไปปฏิบัติ บริษัทต้องให้ลูกจ้างได้ทราบถึงข้อกาหนด แห่ง มาตรฐานนี้โ ดยทั่ วกั น และมี ก ารนาไปปฏิบัติทุ ก ระดับ ขององค์ก ร จัดให้มี การฝึก อบรมเป็น ระยะ ตรวจตรากิจกรรมและการดาเนินงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจได้ว่าได้ปฏิบัติเป็นไป ตามนโยบายของบริษัท และข้อกาหนดแห่งมาตรฐานนี้ 2.5) การควบคุมผู้รับจ้างผลิตหรือผูร้ ับเหมาช่วง บริษัทต้องกาหนดวิธีปฏิบัติในการ คัดเลือกและประเมินผู้รับจ้างผลิตหรือผู้รับเหมาช่วง (ทุกช่วงการผลิต) และดูแลให้มีการปฏิบัติหรือ ดาเนินการให้สอดคล้องกับข้อกาหนดแห่งมาตรฐานนี้เช่นกัน และต้องจัดเก็บรักษามาตรฐานที่แสดง ว่าผู้รับจ้างผลิต และผู้รับเหมาช่วงได้ปฏิบัติตามข้อกาหนดแห่งมาตรฐานนี้ 2.6) การแสดงความรับผิดชอบและการแก้ไข ในกรณีที่ลูกจ้างแสดงข้อวิตกห่วงใย เกี่ ยวกั บ การปฏิบัติของบริษั ท ว่า อาจไม่ เ ป็นไปตามข้อก าหนดแห่ง นโยบายหรือข้อก าหนดตาม มาตรฐานนี้ บริษัทต้องให้ความสนใจตอบสนองต่อกรณีดังกล่าว ดาเนินการสอบสวนและแก้ไขเพื่อมิ ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นอีก และรายงานให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ และต้องละเว้นการลงโทษทางวินัย การเลิก จ้าง หรือการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกซึ่งข้อห่วงใยดังกล่าว อีกทั้งต้อง จัดการทรัพยากรที่เหมาะสมเพี ยงพอ เพื่ อ แก้ไขปัญหาที่ ทาให้การปฏิบัติของบริษัทไม่เป็นไปตาม นโยบายหรือข้อกาหนดแห่งมาตรฐาน 2.7) การสื่อสารกับบุคคลภายนอก บริษัทต้องจัดทาขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ย วกั บ การสื่อสารหรือการสือ่ ข้อความกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลภายนอกซึ่งเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบทาง สังคมจากการดาเนินกิจการของบริษัทเพื่อชี้แจงหรือให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับกิจกรรมและการ ปฏิบัติของบริษัทตามข้อกาหนดแห่งมาตรฐานนี้ 2.8) การเข้าถึงข้อมูลเพื่อสอบข้อเท็จจริง บริษัทต้องให้ข้อมูลหรือจัดให้มีช่องทาง เข้าถึงข้อมูลสาหรับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบทางสังคมจากการดาเนิน กิจการของบริษัท เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติของบริษัทตามข้อกาหนดแห่งมาตรฐานนี้ ในกรณีที่มีผู้
9-5 รับ จ้างผลิตหรือ ผู้รับเหมาช่วงการผลิต ผู้รั บ จ้างผลิตและผู้รับเหมาช่วงก็ต้องให้ข้อมูลหรือจัดให้มี ช่องทางเข้าถึงข้อมูลในทานองเดียวกัน โดยผนวกข้อกาหนดดังกล่าวใว้ในสัญญาจัดซื้อของบริษัท 2.9) การบันทึก บริษัทต้องจัดเก็บดูแลรักษาบันทึกหลักฐานต่าง ๆ เพื่อแสดงให้ เห็นถึงการปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกาหนดแห่งมาตรฐานนี้ (สานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดอุดรธานี, 2552) 3) ประโยชน์ที่ได้จากการจัดทาระบบ SA 8000 3.1) การป้องกันการกีดกันด้านการค้า ซึ่งในเรื่องนี้พบว่าหลายๆ โรงงานเริ่มถูก ลูกค้าทา 2nd Party Audit ในหัวข้อเรื่องการจ้างแรงงานแล้ว 3.2) ปรับปรุงสภาพการจ้างงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย 3.3) ปรับปรุงสภาพการทางานให้เหมาะสม 3.4) เพิ่มโอกาสทางการค้าโดยวาง Product Position ใหม่ 3.5) สร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้เป็นที่ยอมรับในสังคมโดยเฉพาะในสายตาของ ผู้บริโภค 3.6) ท าให้แรงงานมีความจงรัก ภัก ดีต่ อองค์ก ร ประสิทธิภาพในการทางานของ แรงงานเพิ่มขึ้นและนาไป สู่การเพิ่มผลผลิตในที่สุด 3.7) สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อสังคม 3.8) ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในตัวสินค้าและบริการและมีความภักดีต่อองค์กร 3.9) มีช่องทางการตลาดใหม่ 3.10) มีโอกาสในการเลือกแรงงานที่มีคุณภาพ 3.11) ลดขั้นตอนและต้นทุนในการตรวจสอบ 9.1.2 บทบาทและความรับผิดชอบในการดาเนินธุรกิจ 1) บทบาทในการดาเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม จินตนา บุญบงการ (2541) ได้กล่าวถึง จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง การดาเนินงาน ของภาคธุรกิจในด้านต่าง ๆ ขององค์กรอย่างเป็นธรรม ยุติธรรม มีคุณธรรมต่อผู้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ องค์กรในทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าขององค์กรลูกค้า หรือเจ้าหนี้โดยมีความสัมพันธ์ร่วมกันในการ ดาเนินงาน "จริยธรรมในธุรกิจ " หรือ "จริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ " หมายถึง กฎเกณฑ์ที่เป็นข้อ ปฏิบัติในการดาเนินธุรกิจองค์ประกอบของจริยธรรมที่สาคัญที่กากับพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในแวดวง ธุร กิ จ ที่ นิยม อ้ างถึง เป็นประจา อาทิ ความซื่อสัตย์สุจ ริต ความเป็นธรรม ความเชื่อถือได้ ความ ไว้วางใจได้ การรักษาคาพูดเป็นต้นค่านิยมเชิงจริยธรรมเหล่านี้เกี่ยวพันกับกิจกรรมและกระบวนการ ในทุกวงการธุรกิจ การเสริมสร้างจริยธรรมทางธุรกิจในองค์กร 1.1) แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ด้านจริยธรรมขององค์กร เจ้าหน้าที่ด้านจริยธรรมขององค์กร (Corporate ethics officer) คื อ ผู้ จั ด การระดั บ อาวุ โ สท าหน้ า ที่ ก าหนดวิ สั ย ทั ศ น์ แ ละทิ ศ ทางที่ เกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติของธุรกิจ เจ้าหน้าที่ด้านจริยธรรมอาจเป็นผู้ที่มีภูมิหลังในสายงานใดก็ได้
9-6 เจ้าหน้าที่ด้านจริยธรรมขององค์กร มีบทบาทสาคัญคือ "ประสาน (บูรณาการ) จริยธรรมขององค์กร นโยบาย จริยธรรม กิจกรรมการปฏิบัติตามกฎหมาย และหลักปฏิบัติของธุรกิ จ ให้เข้ากับกระบวนการตัดสินใจในการดาเนินงานทุกระดับขององค์กร" 1.2) กาหนดมาตรฐานทางจริยธรรม กรรมการบริหาร นอกจากจะมีหน้าที่ในการ ดูแลกิจกรรมทางธุรกิจและการจัดการธุรกิจขององค์กรแล้ว ยังมีหน้าที่ในการกาหนดมาตรฐานทาง จริยธรรมขององค์กรด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิ จขององค์กรดาเนินไปด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติตาม กฎหมายและข้อบังคับทางอุตสาหกรรมและไม่มีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง 1.3) กาหนดจรรยาบรรณขององค์กร จรรยาบรรณ (Code of Ethics) หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกาหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติ คุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546) จรรยาบรรณขององค์กรมีลักษณะคล้ายกัน คือ เป็นการประกาศประเด็นด้านจริยธรรมและ ระบุหลักการปฏิบัติที่สาคัญต่อองค์กรและการตัดสินใจในระดับต่างๆ จรรยาบรรณขององค์กร บังคับ ใช้กับบุคลากรทุกระดับตั้งแต่กรรมการบริหาร เจ้าหน้าที่อาวุโสไปจนกระทั่งพนักงานทั่วไป 1.4) มีการตรวจสอบทางสังคม การตรวจสอบทางสังคม (Social audit) เป็นความ พยายามที่เป็นระบบที่จะประเมินการดาเนินงานของธุรกิจกับปัญหาด้านสังคม เป็นการประเมินและ รายงานระบบการทางานขององค์กรในขอบเขตความรับผิดชอบต่อสังคม 1.5) ก าหนดเงื่ อ นไขทางจริ ย ธรรมไว้ ใ นแบบประเมิ น พนั ก งาน เพื่ อ ให้ ก าร ดาเนินงานเป็นไปตามนโยบายจริยธรรมทางธุรกิจ บางองค์กรได้เพิ่มเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม แบบประเมินพนักงาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดจริยธรรมของพนักงาน 2) การดาเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม เรวัต ตันตยานนท์ (2560) กล่าวถึง กลยุทธ์ที่ใช้สาหรับสร้างความสามารถในการ แข่งขันและความยั่งยืนให้กับธุรกิจที่นิยมใช้กันในปัจจุบันหนีไม่พ้น CSR CSR (Corporate Social Responsibility) หรื อ ความรั บ ผิ ด ชอบต่ อ สั ง คมของ องค์กรธุรกิจ จะนาไปสู่การสร้างความน่าเชื่อถือในตัวธุรกิจให้กับบุคคลอื่นทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับ ลูกค้า หรือ ผู้บริโภค ที่จะเกิดความผูกพันและความประทับใจในสินค้าหรือบริการของธุรกิจใน เบื้องต้น ตามมาด้วย การเป็นที่ปรารถนาของตลาดแรงงาน ในการที่จะต้องการเข้ามาร่วมงานกับ ธุรกิจ ทาให้เกิดทางเลือกที่จะได้บุคคลากรที่เก่งและดีเข้ามาสร้างความก้าวหน้าและความเข้มแข็ง ให้กับธุรกิจ และยังจะเป็นที่ยอมรับของคู่ค้าต่างๆ ที่อยากจะเข้ามาร่วมทาธุรกิจอีกด้วย แนวทางในการทาธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่ อสังคม อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไป ตามลักษณะของธุรกิจ ซึ่งจะมีกลไกธุรกิจและความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า จะต้องให้ความสาคัญในเรื่องของใช้ ทรัพยากรในการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นทรัพยากรที่ มาจากธรรมชาติที่ใช้แล้วมีแต่วันที่จะ หมดสิ้นไป การสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากของเสียต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการผลิต มลพิษต่างๆ ทั้ ง ที่ ป ล่อ ยออกสู่บ รรยากาศ น้าเสีย ขยะ รวมไปถึง มลพิษทางเสียง สามารถสร้าง ผลกระทบต่อชุมชนและสังคมในวงกว้าง
9-7 นอกจากนี้ สินค้าที่นาออกสู่ผู้บริโภค ยังอาจทาให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัย และทาให้เกิดอันตรายและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคได้ ดังนั้น ธุรกิจในกลุ่ม อุตสาหกรรมการผลิต จึงต้องให้ความสนใจและรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขจัดหรือไม่ทาให้เกิดกิจกรรม ต่างๆ ที่สร้างผลกระทบเชิงลบเหล่านี้ ไม่ให้เกิดขึ้นจากการดาเนินธุรกิจโดยสิ้นเชิง 2.1) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ซึ่งอาจประกอบด้วยธุรกิจหลายๆ ประเภท เช่น ธุรกิจการค้า ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกหรือค้าส่ง ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งที่เป็นช่องทางแบบโมเดิร์น เทรด หรือ ช่องทางแบบดั้งเดิม จะต้องให้ความสาคัญกับ เรื่องของคุณภาพสินค้าที่นามาเสนอ เรื่อง ของการทาหนดราคาที่ยุติธรรมไม่เอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป ไม่ผู้ขาดตลาด 2.2) ธุ ร กิ จ บั น เทิ ง และสั น ทนาการ ควรให้ ก ารดู แ ลถึ ง เรื่ อ งความปลอดภั ย ผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะในเรื่องของอุบัติภัยและอัค คีภัย การบริการที่ไม่เหมาะสมของบุคคลากรต่อ ผู้ รั บ บริ ก าร ตลอดจนถึ ง กระบวนการในการด าเนิ น ธุ ร กิ จ เช่ น ความสะอาด หรื อ การดู แ ล สภาพแวดล้อมในการให้บริการ ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนราคาญให้กับชุมชนและสังคมโดยรอบ 2.3) ธุร กิ จ บริก ารด้านสุขภาพและการรัก ษาโรค จะต้องมี บุค ลากรที่ มี ความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริง และปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ดาเนินการด้วยความรอบคอบถูกต้องตาม จรรยาบรรณธุรกิจ ไม่โฆษณาอวดอ้างเกินจริง 2.4) ธุ ร กิ จ บริก ารท่ อ งเที่ ย วและโรงแรม ต้ อ งไม่ รุก ล้าหรือบุก รุก พื้นที่ อุท ยาน แห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ ป่าสงวน หรือสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติ ระบบนิเวศ ป่าไม้ และความ หลากหลายทางธรรมชาติ ไม่ รุก ล้าหรือเข้ายึดครองพื้นที่สาธารณะ ไม่ ป ล่อยมลพิษ หรือเสียงดัง รบกวนวิถีการดารงชีวิตของชาวบ้านทั่วไป 2.5) ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ให้ระมัดระวังในเรื่องของการกาหนดราคาที่ เป็นมาตรฐานและชัดเจน คานึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารและสัมภาระที่รับผิดชอบขนส่ง ดูแล คุ ณ ภาพของพนั ก งานขั บ รถ ทั้ ง ในเรื่อ งของความรับ ผิ ดชอบความปลอดภั ย ความสุ ภ าพ และ ระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องมลพิษที่เกิดจากยานพาหนะที่ไม่ได้รับการบารุงดูแลอย่างเหมาะสม 2.6) ธุรกิจที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ตกแต่งภายใน และวัสดุก่อสร้าง ต้องเริ่มจากต้น ทางการได้ ม าของวั ต ถุดิ บ ที่ ไ ม่ เ ป็นการท าลายทรัพยากร การเลือ กใช้ พื้น ที่ ห รือ ท าเลที่ ไม่ รุก ล้า กรรมสิทธิ์ของผู้ถือครองเดิม การกาหนดราคาซื้อขายที่ดินที่เป็นธรรม การใช้วัสดุที่ด้อยคุณภาพไม่ตรง ตามสัญญา รวมไปถึงการสนับสนุนและแนะนาการลงทุนที่ถูกต้องเหมาะสมให้กับลูกค้าและผู้บริโภค 2.7) ธุร กิ จ ที่ เ กี่ ยวข้องกั บ การเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เป็นธุร กิ จ ที่ ต้อง เกี่ยวข้องกับเกษตรกรซึ่งมีจานวนมาก การใช้ประโยชน์จากที่ดิน การใช้เมล็ดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ของผู้บริโภคหรือยังไม่ได้รับการยอมรับ เช่น พืชดัดแปลงพันธุกรรม การก่อให้เกิดผลกระทบทาง สังคมต่อเกษตรกรดั้งเดิม และการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีกาจัดศัตรูพืชและปุย๋ เคมี รวมไปถึงการก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการทาลายห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ การแย่งใช้น้าจากแหล่ง ธรรมชาติ และการปล่อยก๊าซโลกร้อน เป็นต้น 2.8) ธุรกิจที่เกี่ยวกับสินค้าอุปโภคและบริโภค มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการ ดารงชีวิตของมนุษย์ การแข่งขันในตลาดที่รุนแรงและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามแฟชั่น ดังนั้น เรื่องของ คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าจึงเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจ ต้องตระหนัก และให้ความส าคัญ
9-8 สูงสุด ความรับผิดชอบต่อสินค้าและผู้บริโภคสาหรับการบริการหลังการขาย ให้คาแนะนาในการใช้ งานของสินค้าอย่างละเอียดชัดเจน รวมไปถึงระบบการจัดหาสินค้า การผลิต การจัดส่ง ที่ไม่ทาลาย สิ่งแวดล้อมหรือใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง 2.9) ธุ ร กิ จ ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ เทคโนโลยี ส มั ย ใหม่ ส่ ว นใหญ่ จ ะเป็ น การน าเสนอ นวัตกรรมใหม่ที่ทาให้เกิดความสะดวกสบายในการดารงชีวิตประจาวัน ดังนั้น เรื่องของการใช้พลังงาน ที่ ฟุ่ม เฟือย มี ป ระสิทธิภาพต่า หรือ ใช้พ ลัง งานอย่างสิ้นเปลืองโดยใช้เหตุจะเป็นประเด็นสาคัญที่ เจ้าของธุรกิ จจะแสดงความรับผิดชอบต่อ สังคมได้ สินค้าที่ มี ความซับซ้อนในการใช้ง าน จะต้องมี คาอธิบายการใช้ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงการโยนความผิดให้แก่ผู้บริโภคโดยอ้างว่าผู้ใช้งานใช้ผิด ประเภทหรือใช้ไม่เป็น การโฆษณาโปรโมชั่นที่คลุมเครือ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโ ภค ในส่วนของการผลิต ธุรกิจเทคโนโลยีมักจะมีการใช้วัสดุที่อาจทาให้เกิดอันตรายหรือ มีความเป็นพิษ โดยเฉพาะในกรณีของสินค้าที่หมดอายุใช้งาน รวมไปถึงเรื่องของการละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญญาของผู้อื่น จะเห็นได้ว่า การดาเนินธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น ไม่ใช่ เป็นเพียงการ บริจาคเงินหรือร่วมแรงร่วมใจกันไปบาเพ็ญประโยชน์เป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่จะหมายถึงการนาความ รับ ผิดชอบต่างๆ ใส่เข้าไปในทุก ๆ ขั้นตอนของการดาเนินธุร กิจ จนเป็นปกติวิสัยในการท าธุรกิจ โดยตรงอย่างเป็นธรรมชาติ 9.1.3 การสร้างแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจ สุภาพร พิ ศาลบุตร (2549) ได้ก ล่าวไว้ว่า การพัฒนาการทางจริยธรรม (Lawrence Kohlberg) ได้ ส รุปผลจากการศึกษาการคิด เหตุผลทางจริย ธรรมของบุคคลในวัยต่าง ๆ โคลเบิร์ก พบว่า เหตุผ ลทางจริยธรรมอธิบ ายได้ง่าย ๆ ว่าแต่ ล ะบุคคลไม่ ว่าเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ล้วนแต่เป็น "นัก ปรัชญา" ทางจริยธรรมได้ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งหมายถึงว่าแต่ละคนจะมีวิธีคิดและวิธีมองปัญหาจริยธรรม ให้สอดคล้องกับภูมิปัญญา และความรู้เดิมของเขาไม่มากก็น้อย โคลเบิรก ยืนยันว่าคนเราจะสามารถ พัฒนาความคิดทางจริยธรรมได้ถึงขั้นสูงขึ้นตามอายุ แต่ก็ไม่ ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องไปถึงขั้น สูงสุดทั้งหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับประสบการณ์ทางสังคมที่มากน้อยแตกต่างกันของบุคคลด้วย โดยแบ่ง ระดับ ขั้นพัฒ นาการทางจริยธรรม (Model Development Theory) ของคนได้ 6 ขั้น (The Six Stages of Moral Judgment) เริ่มจากขั้นแรกคือการทาดี หรือปฏิบัติตามกฎเพราะกลัวการลงโทษ จนถึงขั้นสูงสุดคือ การทาดีเพราะมีจิตสานึกที่เป็นสากล โดยไม่มีการแบ่งแยกใดๆ มีรายละเอียดดังนี้ 1) ระดับก่อนกฎเกณฑ์ ขั้นที่ 1 เคารพและเชื่อฟังและกลัวการลงโทษ (The Stage of Punishment and Obedience) ความถูก ต้อ งคือ การเชื่อฟั งและทาตามสิ่งที่ ผู้ใหญ่ห รือผู้ ที่มีอานาจมากกว่าสั่งให้ทา หลีกเลี่ยงการถูกลงโทษที่ทาให้เกิดความเจ็บปวดต่อร่างกายบุคคลในระยะนี้จะไม่คิดถึงประโยชน์ของ ผู้อื่นนอกจากของตนเอง ขั้นที่ 2 แสวงหาและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่เท่ากัน (The Stage of Individual Instrumental Purpose and Exchange) ความถู ก ต้ อ งและความยุติ ธ รรม คื อ การประสานผล ประโยชน์ของตนและของผู้อื่นให้ใกล้เคียงกัน พอใจกับการได้รับสิ่งตอบแทนที่เท่ากับสิ่งที่ตนเองให้ไป
9-9 2) ระดับตามกฎเกณฑ์ ขั้ นที่ 3 ทาตามความคาดหวังของผู้ อื่นเพื่อรัก ษาสัม พันธภาพและความเป็นพวก เดี ย วกั น (The Stage of Mutual Interpersonal Expectations, Relational and Conformity) ความ ถูกต้องคือการทาตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่ ได้รับ การทาประโยชนสุขของผู้อื่นตาม ความคาดหวังของคนส่วนใหญ่ที่อยู่รอบตัวเองรักษาความเชื่อมั่นไว้ในใจที่ผู้อื่นมีให้ ขั้ น ที่ 4 มี จิ ต ส านึ ก ของการท าเพื่ อ สั ง คม (The Stage of Social System and Conscience Maintenance) ความถูก ต้อง คือ การรัก ษากฎระเบียบและความสงบสุขของสังคม มองความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและคนอื่นในลักษณะที่เป็นภาพรวม และเป็นระบบที่เกี่ยวโยงกันกับ สังคมทั้งหมด 3) ระดับเหนือกฎเกณฑ์ ขั้นที่ 5 ปฏิบัติตามสิทธิและกฎเกณฑ์ในสังคม (The Stage of Prior Rights and Social Contract or Utility) ความถูกต้องคือ การเคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และข้อตกลงของ สังคม ที่ทาให้เกิดผลประโยชน์ส่วนรวมทั้งหมดถึงแม้ว่าการกระทานั้นอาจทาให้เกิดความขัดแย้งหรือ เสียหายกับผลประโยชน์ของตนเองหรือของพรรคพวกใกล้ชิดโดยรอบ ขั้นที่ 6 หลักจริยธรรมที่เป็นสากล (The Stage of Universal Ethical Principles) ความถูกต้อง คือหลักการที่เป็นสากล ใช้กับคนทุกเชื้อชาติทาให้เกิดประโยชน์ต่อทุกๆคนเท่ากัน โดย ไม่ มีการแบ่งแยก มีความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นด้วยหลักการไม่ใช่ ด้วยผลประโยชน์แอบแฝงอื่นใด ดังนั้น การพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจจึงต้องเป็นไปตามระดับขั้น เมื่อนักธุรกิจนั้นพัฒนา จริยธรรมของตนเองแล้ว จิตวิญญาณตนจะสูงขึ้น ความสุขจะยั่งยืน เพราะจิตใจจะมีปิติอยู่สม่าเสมอ สามารถนาจิตเข้าสู่ภูมิ ปัญญาสูง สุด เพราะจิตมี อิสระจากบ่วงกรรมทั้ง หลาย ท าให้ บุคคลผู้ นั้นมี ความสุ ข ที่ มั่ น คงมากกว่ า คนทั่ ว ไป เพื่ อ เป็ น แนวทางในการปฏิ บั ติ ท างการด าเนิ น ธุ ร กิ จ จรรยาบรรณทางธุรกิจ 10 ประการดังนี้ (1) ไม่ แสวงหาก าไรที่ก่ อให้ เกิ ดความเดือดร้อนแก่ ผู้ บริโ ภค แต่ห าก าไรจากการ ประหยัดทางานหนักและสร้างสรรค์ (2) ไม่ ผลิตสินค้าและบริการที่ต่ากว่ามาตรฐาน แต่ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นจริง ตามมาตรฐานที่โฆษณา (3) ไม่ผลิตสินค้าและบริการที่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ผลิต สินค้าและบริการที่รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (4) ไม่ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นอันตรายต่อความสุขสงบของสังคม แต่ผลิตสินค้า และบริการที่สร้างความสงบสุขให้กับสังคม (5) ไม่ผลิตสินค้าและบริการที่ล่วงละเมิดศีลธรรม แต่ผลิตสินค้าและบริการที่พัฒนา ศักยภาพของมนุษย์ (6) ไม่ หลีกเลี่ยงภาษีและติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เสียภาษีให้ถูกต้องและให้ความ ร่วมมือกับเจาหน้าที่ที่ดีของรัฐ (7) ไม่ เ อาเปรี ย บพนั ก งานและผู้ ถื อ หุ้น ของบริ ษั ท แต่ แ บ่ ง ผลประโยชน์ ให้ แก่ พนักงานและผู้ถือหุ้นด้วยความยุติธรรม
9-10 (8) ไม่ ใ ช้ เ ล่ ห์ เ หลี่ย มในการท าลายคู แ ข่ ง หรือ ผูก ขาดแต่ แ ข่ ง ขั น ทางธุ ร กิ จ ด้วย ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นธรรม (9) ไม่ ท าธุ ร กิ จ ที่ ม องแต่ ป ระโยชน์ เ ฉพาะหน้ า แต่ ท าธุ ร กิ จ ที่ เ อื้อ ประโยชน์ต่อ เศรษฐกิจและสังคมทั้งระบบ (10) ไม่ทาธุรกิจในทิศทางที่เราไม่ต้องการให้คนอื่นกระทากับเรา(ใจเขาใจเรา) แต่จง ทาธุรกิจเหมือนกับคนในครอบครัวเดียวกันกับเรา การพั ฒ นาโปรแกรมทางจริย ธรรมที่ มี ป ระสิท ธิ ภ าพ ท าเพื่ อ ส่ง เสริม พฤติก รรมที่ มี จริ ย ธรรมองค์ ก ารจะต้ อ งรับ ผิด ชอบในการพัฒ นาโปรแกรมทางจริย ธรรม (Ethical Program) โปรแกรมจริยธรรมที่จะป้องกันการกระทามิชอบ จะประกอบด้วยจรรยาบรรณ(Code of Ethics)
สรุป สิทธิตามกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจกล่าวโดยสรุป ดังนี้ 1) มาตรฐานแรงงานว่า ด้ ว ยความรั บ ผิ ด ชอบทางสั ง คม (Social Accountability 8000 : SA 8000) มี ส าระส าคั ญ ดั ง นี้ แรงงานเด็ก การบังคับใช้แรงงาน สุขภาพและความปลอดภัย เสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการ ร่วมเจรจาต่อรอง การเลือกปฏิบัติ วินัย ชั่วโมงการทางานและการทางานล่วงเวลา ค่าตอบแทน 2) วิธีก ารจัดการ SA 8000 ได้แก่ นโยบาย การทบทวน ผู้แทนบริษัท การวางแผนและการน าไป ปฏิบัติ การควบคุมผู้รับจ้างผลิตหรือผู้รับ เหมาช่วง การแสดงความรับผิดชอบและการแก้ ไข การ สื่อสารกับบุคคลภายนอก การเข้าถึงข้อมูลเพื่อสอบข้อเท็จจริง การบันทึก 3) ประโยชน์ที่ได้จากการ จัดทาระบบ SA 8000 การเสริมสร้างจริยธรรมทางธุรกิจในองค์กร 1) แต่ง ตั้ง เจ้าหน้าที่ ด้านจริยธรรมขององค์ ก ร 2) กาหนดมาตรฐานทางจริยธรรม 3) กาหนดจรรยาบรรณขององค์กร 4) มีการตรวจสอบทางสังคม 5) กาหนดเงื่อนไขทางจริยธรรมไว้ในแบบประเมินพนักงาน การพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจจึงต้องเป็นไปตามระดับขั้น เมือ่ นักธุรกิจนั้นพัฒนา จริยธรรม ของตนเองแล้ว จิตวิญญาณตนจะสูงขึ้น ความสุขจะยั่งยืน เพราะจิตใจจะมีปิติอยูส่ ม่าเสมอสามารถนา จิตเข้าสู่ภูมปิ ัญญาสูงสุด
9-11
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 9.1 ถาม-ตอบเกี่ยวกับการพัฒนาจริยธรรมในองค์กร สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 9.1 - Power Point บทเรียนที่ 9.1 และ LCD Projector
งานที่มอบหมาย - ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน - ศึ ก ษาเพิ่ ม เติม หาข้ อมู ล ที่ เ กี่ ยวข้ องกั บ การพั ฒ นาจริยธรรมในองค์ก รมา วิพากษ์วิจารณ์ในชั้นเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด
9-12
9-13 สัปดาห์ที่ 15 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 9 การพัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยั่งยืน (ต่อ) ชื่อบทเรียน 9.2 รู้และเข้าใจการน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจ เวลา 180 นาที พอเพียงมาใช้ในการดาเนินธุรกิจ จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 9 นักศึกษาสามารถ 9.2 เข้าใจการน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดาเนินธุรกิจ 9.2.1 อธิบายทฤษฎีใหม่ 9.2.2 อธิบายการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินธุรกิจ 9.2.3 ยกตัวอย่างบุคคลน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมา ประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตและประกอบธุรกิจ
9-14
หน่วยเรียนที่ 9 การพัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยั่งยืน (ต่อ) แผนการสอนประจาหน่วย 9.2 การน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดาเนินธุรกิจ 9.2.1 ทฤษฎีใหม่ 9.2.2 การประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินธุรกิจ 9.2.3 บุคคลน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตและ ประกอบธุรกิจ
บทนา พระราชดาริ "ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาคือ ที่ดินและนา เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตและประกอบธุรกิจ ชีถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของ ประชาชนในทุกระดับ ตังแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทังในการพัฒนาและบริหาร ประเทศให้ดาเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิ วัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบ ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทังภายในภายนอก ทังนี จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆ มาใช้ใน การวางแผนและการดาเนินการทุกขันตอน ในหน่วยเรียนนี จะกล่าวถึงทฤษฎีใหม่ และการประยุกต์ เศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินธุรกิจ
9.2 การน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดาเนินธุรกิจ ปัญ หาการขาดแคลนที่ ดินท ากิ นของเกษตรกร เป็นปัญ หาสาคัญ ยิ่ง ในปัจจุบัน และการ ประกอบอาชีพทางการเกษตรโดยเฉพาะในเขตที่ใช้นาฝนทานาเป็นหลัก เกษตรกรจะมีความเสี่ยงสู ง เป็นเหตุให้ผลผลิตข้าวอยู่ในระดับต่า ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ด้วยพระอัจฉริยะในการแก้ปัญหา จึง ได้พระราชทาน "ทฤษฎีใหม่" ให้ดาเนินการในพืนที่ทากินที่มีขนาดเล็ก ประมาณ 15 ไร่ ด้วยวิธีการ จัดการทรัพยากรระดับไร่นาอย่างเหมาะสม ด้วยการจัดสรรการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยให้มีการ จัดสร้างแหล่งนาในที่ดินสาหรับการทาการเกษตรแบบผสมผสานอย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรสามารถ เลี ยงตั ว เองได้ ให้ มี ร ายได้ ไ ว้ ใช้ จ่า ยและมี อ าหารไว้ บ ริโ ภคตลอดปี (กรมวิ ช าการ, 2539) ซึ่ ง ได้ ดาเนินการอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เพื่อการผลิตทางเกษตรกรรมที่ยั่งยืนสาหรับเกษตรกรชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดารัสว่า "…ถึงบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่
9-15 สองอย่างนีจะทาความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมี ความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ ใจร้อน…" (สานักพระราชวัง, 2525) 9.2.1 ทฤษฎีใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทาการศึกษาและวิจัยเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ มาเป็นเวลานานตังแต่ปี พ.ศ. 2532 ในพืนที่ส่วนพระองค์ขนาด 16 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวาใกล้วัด มงคล ตาบลห้วยบง อาเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และทรงมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาที่ทรงจัดตังขึนมาเพือ่ เสริมโครงการของรัฐ ทังนีก่อนที่จะทรงนาเอกสารออกเผยแพร่อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2537 นัน ทรงให้จัดตัง "ศูนย์บริหารพัฒนา" ตามแนวพระราชดาริ อยู่ในความรับผิดชอบของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเป็นต้นแบบสาธิตการพัฒนาด้านการเกษตรโดยประสานความร่วมมือระหว่าง วัด ราษฎรและรัฐ ท าการเผยแพร่อาชีพการเกษตรและจริยธรรมแก่ ประชาชนในชนบท โดยทรงหวังว่าหากประสบ ความสาเร็จก็จะใช้เป็นแนวทางสาธิตในท้องที่อื่น ๆ ต่อไป ทังนีในส่วนของการพัฒนาด้านการเกษตร นัน ก็คือแนวคิดและมรรควิธีที่รู้จักกันในนาม "เกษตรทฤษฎีใหม่" (อาพล เสนาณรงค์, 2542) พระราชดาริ "ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นา คือที่ดินและนา เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการดาเนินการทฤษฎีใหม่ ได้พระราชทานขันตอนดาเนินงาน ดังนี ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น สถานะพืนฐานของเกษตรกร คือ มีพืนที่น้อย ค่อนข้างยากจน อยู่ในเขตเกษตรนาฝนเป็นหลัก โดยในขันที่ 1 นีมี วัตถุป ระสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพของการผลิต เสถียรภาพด้านอาหารประจาวัน ความมั่นคงของรายได้ ความมั่นคงของชีวิต และความมั่นคงของ ชุมชนชนบท เป็นเศรษฐกิจพึ่งตนเองมากขึน มีการจัดสรรพืนที่ทากินและที่อยู่อาศัย ให้แบ่งพืนที่ ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 ซึ่งหมายถึง พืนที่ส่วนที่หนึ่งประมาณ 30% ให้ขุดสระ เก็บกักนา เพื่อใช้เก็บกักนาฝนในฤดูฝนและ ใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลียงสัตว์นา และพืชนาต่าง ๆ (สามารถเลียงปลา ปลูกพืชนา เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯ ได้ด้วย) พืนที่ส่วนที่สอง ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจาวันในครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี เพื่อ ตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พืนที่ส่วนที่สามประมาณ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจาวัน หากเหลือบริโภคก็นาไปจาหน่าย และพืนที่ ส่วน ที่สี่ประมาณ 10% ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลียงสัตว์ และโรงเรือนอื่น ๆ (ถนน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น) ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขันที่หนึ่งในที่ดินของ ตนเป็นระยะเวลาพอสมควรจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะพัฒนาตนเองจากขัน "พออยู่พอกิน " ไปสู่ขัน "พอมีอันจะกิน" เพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึน จึงควรที่จะต้องดาเนินการตามขันที่สองและขันที่สามต่อไป ตามลาดับ (สรรพศิลปศาสตราธิราช การจัดการทรัพยากร, 2542) ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตน จนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขันที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจ กันดาเนินการในด้าน (1) การผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตโดยเริ่มตังแต่ ขันเตรียมดิน การหา พันธุ์พืชปุ๋ย การหานา และอื่น ๆ เพื่อการเพาะปลูก
9-16 (2) การตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่าง ๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้า ว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย (3) ความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมี ปัจจัยพืนฐานในการดารงชีวิต เช่น อาหารการกินต่าง ๆ กะปิ นาปลา เสือผ้า ที่พอเพียง (4) สวัสดิการ แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิการและบริการที่จาเป็น เช่น มีสถานีอนามัย เมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้ให้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ (5) การศึกษา มี โ รงเรียนและชุม ชนมี บ ทบาทในการส่ง เสริม การศึก ษา เช่น มี กองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง (6) สังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมี ศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว กิจกรรมทังหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า ส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนันเป็นสาคัญ ขั้ นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ ขั้ นก้าวหน้า เมื่ อดาเนินการผ่านพ้นขันที่สองแล้ว เกษตรกรจะมี รายได้ดีขึน ฐานะมั่นคงขึน เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขันที่สามต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่ วยใน การทาธุรกิจ การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทังนี ทังฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะ ได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา) ธนาคารกั บบริษัท สามารถซือข้าวบริโภคในราคาต่า (ซือข้าวเปลือกตรงจาก เกษตรกรและมาสีเอง) เกษตรกรซือเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่า เพราะรวมกันซือเป็นจานวน มาก (เป็นร้านสหกรณ์ ซือในราคาขายส่ง) ธนาคารกับบริษัทจะสามารถกระจายบุคลากร (เพื่อไปดาเนินการในกิจกรรม ต่าง ๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึน) ในปัจจุบันนีได้มีการนาเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปทาการทดลองขยายผล ณ ศูนย์ศึกษาการ พัฒนาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ รวมทังกรมวิชาการเกษตรได้ดาเนินการจัดทาแปลง สาธิต จ านวน 25 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองบัญ ชาการทหารสูง สุด กองทั พภาค กระทรวงกลาโหม และ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการดาเนินงานให้มีการนาเอาทฤษฎีใหม่นีไปใช้อย่างกว้างขวางขึน 9.2.2 การประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินธุรกิจ 1) จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิชัยพัฒนา (2560) ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทังกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจน
9-17 ยากที่จะอธิบายใน เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทังหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่ อมโยงซึง่ กันและกัน สาหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนัน ได้แก่ การเพิ่มขึนของอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยาย ปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึน แต่ผลด้านบวกเหล่านีส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนใน ชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมน้อย แต่ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตาม มาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทัง การต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสิ นค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมี อยู่แต่เดิมแตก สลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่ม สูญหายไป สิ่งสาคัญ ก็คือ ความพอเพียงในการดารงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพืนฐานที่ทาให้คนไทย สามารถพึ่งตนเอง และดาเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้อานาจและความมีอิสระในการกาหนด ชะตาชีวิตของตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ต นเองได้รับการสนองตอบต่อ ความต้องการต่างๆ รวมทังความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทังหมดนีถือว่า เป็นศัก ยภาพพืนฐานที่ คนไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่ เดิม ต้องถูก กระทบกระเทื อน ซึ่ง วิก ฤต เศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทังปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึน ล้วนแต่ เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฎการณ์นีได้เป็นอย่างดี 2) พระราชดาริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง “...การพัฒนาประเทศจาเป็นต้องทาตามลาดับขัน ต้องสร้างพืนฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบืองต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตาม หลักวิชาการ เมื่อได้พืนฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริม ความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขันที่สูงขึนโดยลาดับต่อไป...” (18 กรกฎาคม 2517) “เศรษฐกิ จ พอเพี ยง” เป็นแนวพระราชดาริในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่ พระราชทานมานานกว่า 30 ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการ พัฒนาที่ตังบนพืนฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คานึงถึงความพอประมาณ ความมี เหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพืนฐานในการดารงชีวิต ที่ สาคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพี ยร” ซึ่งจะนาไปสู่ “ความสุข” ในการดาเนินชีวิตอย่าง แท้จริง “...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทย ไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอ กิน มีความสงบ และทางานตังจิตอธิษฐานตังปณิธาน ในทางนีที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้า เรารักษาความพออยู่พอกินนีได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...” (4 ธันวาคม 2517) พระบรมราโชวาทนี ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศเป็นหลัก แต่ เพี ยงอย่างเดียวอาจจะเกิ ดปัญ หาได้ จึง ทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของ
9-18 ประชาชนส่วนใหญ่ในเบืองต้นก่อน เมื่อมีพืนฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึน ซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนาการ พัฒนาประเทศ ควรที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพืนฐานก่อน นั่นคือ ทาให้ประชาชนในชนบท ส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นการกระจายรายได้ เพื่อสร้างพืนฐานและความ มั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่ อนเน้นการพัฒนาในระดับสูงขึนไป ทรงเตือนเรื่องพออยู่ พอกิน ตังแต่ปี 2517 คือ เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แต่ทิศทางการพัฒนามิได้เปลี่ยนแปลง “...เมื่ อ ปี 2517 วันนันได้พูดถึง ว่ า เราควรปฏิบัติให้พอมี พอกิ น พอมี พอกิ นนีก็ แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทังประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานันก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” (4 ธันวาคม 2541) 3) เศรษฐกิจพอเพียง “เศรษฐกิ จ พอเพี ยง” เป็นปรัชญาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน พระราชดาริชีแนะแนวทาง การดาเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตังแต่ ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นยาแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดารงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ 4) ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชีถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนใน ทุกระดับ ตังแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทังในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ ดาเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความ พอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันใน ตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทังภายในภายนอก ทังนี จะต้อง อาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆ มาใช้ในการ วางแผนและการดาเนินการ ทุกขันตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพืนฐานจิตใจของคนใน ชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสานึกในคุณธรรม ความ ซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทังด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี 5) ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ 3 ห่วง ดังนี 5.1) ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดย ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 5.2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนัน จะต้อง เป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึน จากการกระทานันๆ อย่างรอบคอบ 5.3) ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลง ด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึน โดยคานึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึนในอนาคต
9-19 โดยมี เงื่ อนไข ของการตัดสินใจและดาเนินกิ จกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับ พอเพียง 2 ประการ ดังนี (1) เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบ ด้าน ความรอบคอบที่จะนาความรู้เหล่านันมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและ ความระมัดระวังในการปฏิบัติ (2) เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดาเนินชีวิต
ภาพที่ 9.1 แสดงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มา: https://goo.gl/images/MGrusR 6) พระราชดารัสที่เกีย่ วกับเศรษฐกิจพอเพียง “...เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ เราต้องใช้ต้อง หาเงินมาส้าหรับซื้อน้้ามันส้าหรับรถไถ เวลารถไถเก่าเราต้องยิ่งซ่อมแซม แต่เวลาใช้นั้นเราก็ต้องป้อน น้้ามันให้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันคายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ ต้องป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคายออกมาก็เป็นปุ๋ย แล้วก็ ใช้ได้ส้าหรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย...” พระราชด ารั ส เนื่ อ งในพระราชพิ ธี พื ช มงคลจรดพระนั ง คั ล แรกนาขวั ญ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 9 พฤษภาคม 2529 “...เราไม่เป็นประเทศร่้ารวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้า อย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็ จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลัง
9-20 อย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับต้ารามากเกินไป ท้าอย่างมี สามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ตลอดไป...” พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2534 “...ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี ที่ เ ขาเรียกว่าเล็ง ผลเลิศ ก็ เ ห็นว่า ประเทศไทย เรานี่ก้าวหน้าดี การเงินการอุตสาหกรรมการค้าดี มีก้าไร อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่าเรา ก้ าลัง เสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามี เ งินเท่ านั้นๆ มี ก ารกู้ เ ท่ านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิ จ ก้าวหน้า แล้วก็ประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอ้านาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี แต่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง...” พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2536 “...เดี๋ยวนี้ประเทศไทยก็ยังอยู่ดีพอสมควร ใช้ค้าว่า พอสมควร เพราะเดี๋ยวมีคนเห็น ว่ามีคนจน คนเดือดร้อน จ้านวนมากพอสมควร แต่ใช้ค้าว่า พอสมควรนี้ หมายความว่าตามอัตตภาพ ...” พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2539 “...ที่เป็นห่วงนั้น เพราะแม้ในเวลา ๒ ปี ที่เป็นปีกาญจนาภิเษกก็ได้เห็นสิ่งที่ท้าให้ เห็นได้ว่า ประชาชนยังมีความเดือดร้อนมาก และมีสิ่งที่ควรจะแก้ไขและด้าเนินการต่อไปทุกด้าน มีภัย จากธรรมชาติกระหน่้า ภัยธรรมชาตินี้เราคงสามารถที่จะบรรเทาได้หรือแก้ไขได้ เพียงแต่ว่าต้องใช้ เวลาพอใช้ มีภัยที่มาจากจิตใจของคน ซึ่งก็แก้ไขได้เหมือนกัน แต่ว่ายากกว่าภัยธรรมชาติ ธรรมชาติ นั้นเป็นสิ่งนอกกายเรา แต่นิสัยใจคอของคนเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยากให้จัดการให้มี ความเรียบร้อย แต่ก็ไม่หมดหวัง...” พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2539 “...การจะเป็นเสือ นั้นไม่ ส้าคัญ ส้าคัญ อยู่ที่ เ รามี เศรษฐกิจ แบบพอมี พอกิ น แบบ พอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความ ว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้าน หรือในอ้าเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ ขาย ได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก...” พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2539 “...เมื่ อ ปี 2517 วันนั้นได้พูดถึง ว่ า เราควรปฏิบัติให้พอมี พอกิ น พอมี พอกิ นนี้ก็ แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2541
9-21 “...พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือค้าว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่ นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้า ประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าท้าอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่ โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มี มากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไป เบียดเบียนคนอื่น...” พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2541 “...ไฟดับถ้ามีความจ้าเป็น หากมีเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่ เรามีเครื่องปั่นไฟก็ ใช้ปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงก็ มีเป็นขั้นๆ แต่จะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์นี่เป็นสิ่งท้าไม่ ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน ถ้ามีการช่วยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็ไม่ใช่พอเพียงแล้ว แต่ว่า พอเพียงในทฤษฎีในหลวงนี้ คือให้สามารถที่จะด้าเนินงานได้...” พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 23 ธันวาคม 2542 “...โครงการต่างๆ หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ ต้องมีความสอดคล้องกันดีที่ไม่ใช่เหมื อน ทฤษฎีใหม่ ที่ ใช้ที่ ดินเพี ยง 15 ไร่ และสามารถที่ จ ะปลูก ข้าวพอกิ น กิ จ การนี้ใหญ่ก ว่า แต่ก็ เ ป็น เศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คนไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ๆ เหมือนสร้างเขื่อนป่าสักก็เป็นเศรษฐกิจ พอเพียงเหมือนกัน เขานึกว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่ห่างไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง แต่ ที่จริงแล้ว เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน...” พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 23 ธันวาคม 2542 “...ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ท้าอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คื อ ท้ า จากรายได้ 200-300 บาท ขึ้ น ไปเป็ น สองหมื่ น สามหมื่ นบาท คนชอบเอาค้ า พูดของฉัน เศรษฐกิ จ พอเพี ยงไปพูดกั นเลอะเทอะ เศรษฐกิ จ พอเพียง คือท้ าเป็น Self-Sufficiency มั นไม่ ใช่ ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดู ทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจ้ากัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ ฉั น ไป เขามี ที วี ดู แ ต่ ใ ช้ แ บตเตอรี่ เขาไม่ มี ไ ฟฟ้ า แต่ ถ้ า Sufficiency นั้ น มี ที วี เ ขาฟุ่ ม เฟื อ ย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป...” พระตาหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล 17 มกราคม 2544 7) ประเทศไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค พยายามเริ่มต้นผลิต หรือบริโภค ภายใต้ขอบเขต ข้อจากัดของรายได้ หรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปก่อน ซึ่งก็คือ หลักในการลดการพึ่งพา เพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมการผลิตได้ด้วยตนเอง และลดภาวะการเสี่ยงจากการไม่สามารถ ควบคุมระบบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9-22 เศรษฐกิจพอเพียงมิใช่หมายความถึง การกระเบียดกระเสียนจนเกินสมควร หากแต่ อาจฟุ่มเฟือยได้เป็นครังคราวตามอัตภาพ แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศ มักใช้จ่ายเกินตัว เกินฐานะที่ หามาได้ เศรษฐกิ จ พอเพี ย ง สามารถน าไปสู่เ ป้า หมายของการสร้า งความมั่ น คงในทาง เศรษฐกิจได้ เช่น โดยพืนฐานแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เศรษฐกิจของประเทศจึง ควรเน้นที่เศรษฐกิจการเกษตร เน้นความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงให้เป็นระบบ เศรษฐกิจในระดับหนึ่ง จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่ช่วยลดความเสี่ยง หรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจใน ระยะยาวได้ เศรษฐกิ จ พอเพี ย ง สามารถประยุ ก ต์ ใ ช้ ไ ด้ ใ นทุ ก ระดั บ ทุ ก สาขา ทุ ก ภาคของ เศรษฐกิจ ไม่จาเป็นจะต้องจากัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร หรือภาคชนบท แม้แต่ภาคการเงิน ภาค อสังหาริมทรัพย์ และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม 8) การดาเนินชีวิตตามแนวพระราชดาริพอเพียง พระบาทสมเด็ จ พระเจ้ า อยู่ หั ว ทรงเข้ า ใจถึ ง สภาพสั ง คมไทย ดั ง นั น เมื่ อ ได้ พระราชทานแนวพระราชดาริ หรือพระบรมราโชวาทในด้านต่างๆ จะทรงคานึงถึงวิถีชีวิต สภาพสังคม ของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ที่อาจนาไปสู่ความขัดแย้งในทางปฏิบัติได้ แนวพระราชดาริในการดาเนินชีวิตแบบพอเพียง 8.1) ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ ชีวิต 8.2) ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต 8.3) ละเลิกการแก่ งแย่ง ผลประโยชน์และแข่ง ขันกั นในทางการค้าแบบต่อสู้กัน อย่างรุนแรง 8.4) ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวาย ใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึน จนถึงขันพอเพียงเป็นเป้าหมายสาคัญ 8.5) ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา 9) การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล มู ล นิ ธิ ชั ย พั ฒ นา (2542) ได้ ก ล่ า วถึ ง เศรษฐกิ จ พอเพี ย งในระดั บ บุ ค คล คื อ ความสามารถในการดารงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อนมีความเป็นอยู่อย่างประมาณตนตามฐานะ ตาม อัตภาพ และที่สาคัญไม่หลงใหลไปตามกระแสวัตถุนิยม มีอิสรภาพ เสรีภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด กล่าวโดยสรุปคือ หันกลับมายึดเส้นทางสายกลางในการดารงชีวิตและยึดหลักการพึ่งตนเอง หลัก การพึ่ ง ตนเอง ต้อ งยึดหลัก ส าคัญ ของความพอดีเ พื่อ ให้ส อดคล้องกั บ หลั ก เศรษฐกิจพอเพียง มี 5 ประการ คือ
9-23 (1) ความพอดีด้านจิตใจ : ต้องเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ มีจิตสานึกที่ดี เอือ อาทร ประนีประนอมนึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม (2) ความพอดีด้านสังคม : ต้องมีความช่วยเหลือเกือกูลกัน สร้างความเข้มแข็ง ให้แก่ชุมชนรู้จักผนึกกาลัง และที่สาคัญมีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากฐานรากที่มั่นคงและแข็งแรง (3) ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : รู้จัก ใช้และจัดการ อย่างฉลาดและรอบคอบเพื่อให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด และที่สาคัญใช้ท รัพยากรที่มีอยู่ในประเทศเพื่อ พัฒนาประเทศให้มั่นคงอยู่เป็นขันเป็นตอนไป (4) ความพอดีด้านเทคโนโลยี : รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับ ความต้ อ งการและควรพั ฒ นาเทคโนโลยี จ ากภูมิ ปัญ ญาชาวบ้า นของเราเองและสอดคล้องเป็น ประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมของเราเอง (5) ความพอดีด้านเศรษฐกิจ : เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายดารงชีวิตอย่างพอควร พออยู่ พอกินสมควรตามอัตภาพ และฐานะของตน 9.1) การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในภาคเกษตรกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคิดค้น วิธีการที่จะช่วยเหลือราษฎรด้าน การเกษตร จึงได้ทรงคิด "ทฤษฎีใหม่" ขึนเมื่อปี พ.ศ. 2535 ณ โครงการพัฒนาพืนที่บริเวณวัดมงคล ชัยพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวัดสระบุรี เพื่อเป็นตัวอย่างสาหรับการทาเกษตรให้แก่ ราษฎร ในการจัดการด้านที่ดินและแหล่งนาในลักษณะ 30 : 30 :30 : 10 คือ ขุดสระ 30 และเลียง ปลา 30 ปลูกพืชไร่พืชสวน 30 และสาหรับเป็นที่อยู่อาศัยปลูกพืชสวนและเลียงสัตว์ใน 10 สุดท้าย ขันตอนในการปฏิบัติในภาคเกษตรกรรม ขันที่ 1 หลักสาคัญของขันนีคือ ให้เกษตรกรมีความพอเพียง เลียงตนเองได้ใน ระดับชีวิตที่ประหยัดก่อนมีการผลิตข้าวบริโภคพอเพียงประจาปี ขันที่ 2 เมื่อเกษตรเริ่มเข้าใจกระบวนการ ขันต่อไปก็คือ ให้เกษตรกรรวมพลัง กันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ร่วมมือร่วมใจกันในด้าน (1) การผลิต เช่น พันธุ์พืช การเตรียมดิน ชลประทาน (2) การตลาด เช่น ลานตากข้าว ยุ้งข้าว เครื่องสีข้าว การจาหน่ายผลผลิต (3) การเป็นอยู่ เช่น กะปิ นาปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม (4) สวัสดิการ เช่น สาธารณสุข เงินกู้ (5) การศึกษา เช่น โรงเรียน ทุนการศึกษา (6) สังคมและศาสนาซึ่งจะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยราชการ มูลนิธิ และเอกชน ขันที่ 3 ติดต่อร่วมมือกับแหล่งเงิน เช่นธนาคารและแหล่งพลังงาน เช่น บริษัท นามั นเพื่ อ ตังและบริหารโรงสี หรือตังและบริหารสหกรณ์ ช่วยการลงทุ นช่วยการพัฒนาคุณภาพ ชีวิต ซึ่งทังสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์คือ (1) เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาที่สูงเพราะไม่ถูกกดราคา ส่วนธนาคารกับ บริษัทซือข้าวได้บริโภคในราคาต่าเพราะซือข้าวเปลือกโดยตรงจากเกษตรกร และมาสีเอง
9-24 (2) เกษตรกรซือเครื่องอุป โภคบริโ ภคในราคาต่าเพราะเป็นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ง ส่วนธนาคารกับบริษัทก็จะสามารถกระจายบุคลากรได้ 9.2) การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ หัวใจหลัก คือ การครองตนในทางสายกลาง คือ พอประมาณ มีเหตุผล สร้าง ภู มิ คุ้ ม กั น และมี บ ทบาทในการช่ ว ยประเทศ "...การอยู่ พ อมี พ อกิ น ไม่ ไ ด้ ห มายความว่ า ไม่ มี ความก้าวหน้า มันจะมีความก้าวหน้าแค่พอประมาณ ถ้าก้าวหน้าเร็วเกินไป ถึงขึนเขายังไม่ถึงยอดเขา หัวใจวาย แล้วก็หล่นจากเขา ถ้าบุคคลหล่นจากเขาก็ไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าคนๆเดียวขึนไปวิ่งบนเขาแล้ว หล่นลงมา บางทีทับคนอื่นๆทาให้คนอื่นต้องหล่นไปด้วย อันนีเดือดร้อน" ในการบริหารจัดการความ สมดุลและความพอเพียงจะต้องเริ่มที่เป้าหมาย นั่นคือ (1) สามารถบริหารงานให้เติบโตสมดุลโดยโตสอดคล้องกับโลกภายนอกโดยไม่ ขยายตั ว เกิ น กว่ า ก าลั ง ที่ มี อ ยู่ หรื อ ก็ คื อ ต้ อ งมี ป ระสิ ท ธิ ผ ลในทางการตลาดหรื อ Marketing Effectiveness คือ การตามทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึน ซึ่งต้องมีสติ ความรู้ในการติดตามสิ่งใหม่ ที่เกิดขึนในโลก (2) ต้องแสวงหาความรู้กับสร้างความเข้มแข็งหรือเพิ่มความขยันขันแข็งในการ ทางานโดยมีการติดตามเทคนิควิท ยาการ แล้วรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีกับนาเอามาประยุกต์ใช้เ พื่อ ประโยชน์ ใ นการผลิ ต และการท างานให้ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพดี ขึ น หรื อ ก็ คื อ การเพิ่ ม Production Efficiency (3) การมีเป้าหมายด้านคุณภาพชีวิต หรือ Quality of Life ทังในชีวิตส่วนตัว และชีวิตการทางาน นั่นคือ การรู้จักใช้จ่ายบริโภคตามความจาเป็นและอย่างมีเหตุผล เพื่อชีวิตที่อยู่ดีมี สุข ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มี ก ารเรียนรู้ โดยมี ความสุขสมดุลทังกายและใจ กั บ มี ก ารออมเพื่อความ ปลอดภัยด้วย 9.3) การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในภาครัฐบาลและราชการ เป้าหมายการพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 10 คือ (1) การพัฒนาคุณภาพคน (2) พัฒนาชุมชน/ แก้ปัญหาความยากจน (3) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน (4) สร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (5) ธรรมาภิบาล การพัฒนาคุณภาพคน (1) เพิ่มปีการศึกษาเฉลี่ยเป็น 10 ปี (2) อายุเฉลี่ยคนไทย 80 ปี (3) พัฒนาแรงงานระดับกลาง 60% ของกาลังแรงงานรวม (4) ลดอัตราการเจ็บป่วยโรคป้องกันได้ 5 อันดับแรก (5) รายได้เฉลี่ยแรงงานเพิ่มขึน 4.5% (6) ลดรายจ่ายสุขภาพ 10% (7) สัดส่วนนักวิจัย 10 คน ต่อประชากร 10,000 คน
9-25 พัฒนาชุมชน/ แก้ปัญหาความยากจน (1) ทุกชุมชนมีแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วม (2) ลดสัดส่วนคนจนเหลือ 4% ภายในปี 2554 (3) ลดคดีอาญากรรม 10% ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน (1) ภาคเศรษฐกิจในประเทศ / ภาคการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึนเป็น 75% (2) ความยืดหยุ่นการใช้พลังงานเฉลี่ยไม่เกิน 1 : 1 (3) ผลิตภาพการผลิตรวมเพิ่มขึน3 % ต่อปี (4) สัดส่วนกลุ่มรายได้สูง / รายได้ปานกลาง และรายได้น้อย ไม่เกิน 10 เท่า (5) อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยไม่เกิน 4% ต่อปี (6) ผลผลิตเอสเอ็มอีต่อจีดีพี เป็น 40% ในปี 2554 (7) หนีสาธารณะต่อจีดีพีไม่เกิน 50% สร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิง่ แวดล้อม (1) พืนที่ป่าไม้ไม่น้อยกว่า 33% เป็นป่าอนุรกั ษ์ 18% (2) คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (3) พืนที่เกษตรในเขตชลประทานไม่น้อยกว่า 31 ล้านไร่ (4) จัดการของเสียอันตรายจากชุมชนได้ 30% (5) คุณภาพแหล่งนาอยู่ในเกณฑ์พอใช้ไม่น้อยกว่า 85% ธรรมาภิบาล (1) คะแนนภาพลักษณ์ความโปร่งใส 5.0 ในปี 2554 (2) ธรรมาภิบาลภาคธุรกิจเอกชนเพิม่ ขึน (3) ภาคประชาชนเข้มแข็ง (4) ศึกษาวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม (5) ศึกษาวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมประชาธิปไตยไม่ต่า กว่า 20 เรื่องต่อปี จากผลการวิ จัยของ ภรณี หลาวทอง (2555) ได้ ศึ ก ษาวิ จั ยเรื่ อง การประยุก ต์ คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตามแนวพระราชดาริเศรษฐกิจ พอเพียง เพื่อเสริมสร้างผูป้ ระกอบการใหม่ ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะของความเป็นผู้ประกอบการ ที่ประสบความสาเร็จ ด้านใฝ่สัมฤทธิ์ ด้านความกล้าเสี่ยงในระดับปานกลาง ด้านความกระตือรือร้น ไม่อยู่นิ่งและทางานหนัก ด้านความเชื่อมั่นในตนเอง ด้านการเรียนรู้จากประสบการณ์ ด้านความ รับผิดชอบ ด้านความหวังในอนาคต ด้านความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจในการทางานให้บรรลุ ด้านความรอบรู้ ด้านความสามารถในการบริหาร และด้านความคิดสร้างสรรค์ อยู่ในระดับมาก “เศรษฐกิ จ พอเพี ยง” สามารถประยุก ต์ใช้ในการประกอบธุร กิ จ ได้ สอนให้ช่วยลดค่าใช้จ่าย ไม่ ฟุ่มเฟือย ช่วยลดต้นทุนในการทาธุรกิจ ทาให้ธุรกิจเจริญเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการประยุกต์ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการประกอบธุรกิจในลักษณะ การใช้เทคโนโลยีให้มีความเหมาะสมกับ ธุ ร กิ จ โดยถู ก ต้ อ งตามหลัก วิ ช าการและราคาถู ก การใช้ ท รัพยากรทุ ก ชนิ ดอย่า งประหยัดและมี
9-26 ประสิทธิภาพสูงสุด การจ้างงานโดยเน้นคนในท้องถิ่นเป็นหลัก การวางแผนในการสั่งซือสินค้าต้อง สอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการของธุรกิจ การประกอบธุรกิจโดยไม่มุ่งหวังผลกาไรใน ระยะสัน และไม่โลภจนเกินไป ความซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบการโดยไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ลูกจ้าง และผู้จาหน่ายสินค้าเป็นคุณสมบัติที่จาเป็นสาหรับผู้ ประกอบการ การบริหารความเสี่ยงต่า ด้วยการขยายธุรกิจจากการสะสมทุนจากกาไรแทนการกู้ยืมจากภายนอก การประกอบธุรกิจโดย เริ่มต้นจากตลาดในท้องถิ่นก่อน แล้วจึงขยายไปสู่ตลาดในภูมิภาค ตลาดภายในประเทศ แล้วจึงเน้น ตลาดต่างประเทศในภายหลัง 9.2.3 ยกตัวอย่างบุคคลน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดาเนิน ชีวิตและประกอบธุรกิจ การดาเนินชีวิตประจาวันด้วยคาว่า รู้จัก พอ เป็นการดาเนินชีวิตตามหลัก สายกลาง รู้จัก ประมาณตนเอง ตามกาลังความสามารถในการหามาได้และการใช้ไปอย่างมีเหตุผลไม่ฟุ้งเฟ้อ หรือใช้ อย่างอัตคัด จนทาให้ตนเองได้รับความยากลาบาก การใช้ชีวิตสายกลางนีจึงทาให้เกิดภูมิคุ้มกัน มีชีวิต มั่ นคงในระยะยาว ตามที่ คนส่วนใหญ่คิดว่าการมี ชีวิ ตที่ พอเพียงเป็นเพราะมี ฐ านะยากจน หรื อ เหมาะสมกับคนยากจนเท่านัน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หากจะยกตัวอย่าง ของ อภิม หาเศรษฐีร ะดับ โลกผู้ยิ่ง ใหญ่ เช่น บิล เกตส์ และวอร์เ รน บัพเฟตต์ หลายคนคงจะเคยได้ยิน ชื่อเสียงและได้เคยอ่านประวัติที่น่าชื่นชมของนักธุรกิจที่ประสบผลสาเร็จในชีวิต เป็นคนที่รวยที่สุด และที่สาคัญเป็นคนที่มีใจบุญสุนทานที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย ดังนันเราจะเห็นว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนาไปใช้ได้ในระดับบุคคลนันเป็นจริงเพียงใด วอร์เรน บัพเฟตต์ แง่มุมหนึ่งของการใช้ชีวิตพอเพียงของวอร์เรน บัพเฟตต์ (Warren Buffett) นัก ธุร กิ จ ชาวอเมริกั น เกิ ดเมื่ อปี ค.ศ.1930 เป็นนักลงทุนตังแต่วัยเด็กอายุ 11 ปี สามารถซือไร่เล็ก ๆ ได้เมื่อ อายุ 14ปี ด้วยเงินเก็ บ จากการรับ จ้างส่งหนัง สือพิม พ์ ใช้ชีวิตที่ ผ่านมาถึงปัจจุบันในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน ที่ซือหลัง แต่ ง งาน ในบ้ า นหลัง นี มี ทุ ก สิ่ง ที่ ต้อ งการแม้ จ ะไม่ มี รัวก าแพง ล้ อ มรอบ นอกจากนี ยั ง ขั บ รถไปไหนมาไหนด้ ว ยตนเอง ไม่ มี คนขับรถ ไม่มีคนคุ้มกัน ไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้ ภาพที่ 9.2 วอร์เรน บัพเฟตต์ จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ มี บ ริษัทในเครือ 63 บริษัท โดยวอร์เรนเขียนจดหมายถึงซีอีโอ ของบริษัทเหล่านีปีละฉบับ เพื่อให้เป้าหมายประจาปี ไม่เคยนัดประชุม หรือโทรคุยกับซีอีโออย่างเป็น ประจาและให้กฎทองแก่ซีอีโอไว้ 2 ข้อ คือ กฎข้อ 1 อย่าทาให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย และกฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1 การใช้ชีวิตประจ าวันเมื่ อ กลับ ถึง บ้ านพัก ผ่อน ท าข้าวโพดคั่วกิ น ดูโ ทรทั ศน์ ไม่ สมาคมกับพวกไฮโซ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทางาน และยังได้แนะนาเยาวชนคน
9-27 หนุ่มคนสาวให้หลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวเอง ดังนันเราจะเห็นภาพสองด้านของวอร์เรน บัพเฟตต์ ในฐานะของผู้ที่เกิดและดาเนินชีวิตอยู่ในระบบทุนนิยมเสรี แต่การใช้ชีวิตประจาวันของเขา ทังในการดาเนินธุรกิจและชีวิตส่วนตัวกลับตรงข้ามกับระบบทุนนิยมสินเชิงเพราะภาพที่ปรากฏเป็น การใช้ชีวิตอย่างพอเพียงที่สามารถใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่และมีคุณธรรม เช่น การให้ข้อคิด ดี ๆ แก่สังคม การทาตัวเป็นแบบอย่างที่ดี การเป็นผู้กตัญญูของวอร์เรนทุกครังที่กล่าวถึงความสาเร็จ ของตนเองก็จะพูดถึงศาสตราจารย์เบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ที่เขาได้ศึกษาปรัชญาการลงทุนด้วย ตลอดจนการเอือเฟือ้ แบ่งปันด้วยการบริจาค 85% ของทรัพย์สินในบริษัท ประมาณ 31,000 ล้านดอล ล่าร์ จนได้ข้อสรุปที่ว่า วอร์เรน บัพเฟตต์ มองทะลุวัตถุนิยมและเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต บิล เกตต์ สาหรับ บิล เกตต์ (Bill Gates) หรือชื่อเต็มว่า วิลเลียม เฮ นรี เกตต์ ที่สาม เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันอีกคนหนึ่ง เกิดเมื่อปี ค.ศ.1955 บิล เกตต์ ครองตาแหน่ง อภิม หาเศรษฐีห มายเลข 1 ของโลกมา 12 ปีติดต่อกัน เพราะมีทรัพย์สินกว่า 50,000 ล้าน ดอลลาร์ (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) และได้เ กษียณจากงาน ประจาที่ไม่ต้องไปทางานทุกวัน เมื่ออายุเพียง 50 ปี ขณะที่ยังมี สุขภาพสมบูรณ์ โดยทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับมูลนิธิเพื่อการกุศล ที่ เ ข า แ ล ะ ภ ร ร ย า ตั ง ขึ น ชื่ อ ว่ า Bill & Melinda Gates Foundation มู ล นิ ธิ นี มี ค าขวั ญ ว่ า Bringing innovations in ภาพที่ 9.3 บิลเกตต์ health and learning to the global community หมายถึ ง เพื่อนานวัตกรรมด้านสุขภาพและด้านการเรียนรู้ไปสู่ชุมชนโลก คาขวัญนีสะท้อนความตังใจที่ต้องการจะใช้สมบัติส่วนใหญ่และความรู้ความสามารถ ของเขาช่วยขจัดโรคร้ายในโลก โดยสนับสนุนโครงการต่าง ๆ 10,500 ล้านดอลลาร์ 30% บริจาคให้ โครงการในสหรัฐ 70 % บริจาคให้โครงการในประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศโดยเฉพาะโครงการ เพื่อขจัดโรคร้าย เช่น เอดส์ มาลาเรีย วัณโรคและเพื่อปลูกฝี ฉีดยาให้เด็กเกิดใหม่ในประเทศด้อย พัฒนา นอกจากนี บิล เกตส์ เป็นคนประหยัดในการใช้จ่ายส่วนตัว แต่เต็มที่กับการให้แก่สังคมและรัก บ้านเกิดอย่างสุดซึง จึงได้ย้ายสานักงานใหญ่ของบริษัทไปตังในย่านบ้านเกิดที่เป็นเมืองเล็ก ๆ จากนัน ได้ช่วยพัฒนาจนเป็นเมืองชันนา ตัวอย่างของมหาเศรษฐีโลกทั ง 2 ที่ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงสามารถเป็นแบบอย่าง สะท้อนถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทังในแง่ของการบริหารองค์กรและส่วนตัวซึ่งเป็นปรัชญาที่ สอดคล้องกับจริยธรรมทางธุรกิจของผู้บริหารที่ประสบความสาเร็ จระดับโลก ที่สามารถนามาเป็น แบบอย่างได้ทังกับบุคคลที่อยู่ในวงการเดียวกัน หรือบุคคลทั่วไปที่จะนามาเป็นบุคคลตัวอย่างที่สร้าง แรงบันดาลใจสู่การดาเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมายของตนได้ (ไสว บุญมา, 2543)
9-28 ดร.วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ (บริษัท บาธรูมดีไซน์ จากัด) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมิใช่เป็นแค่ "โมเดล" ที่อยู่ในจินตนาการหรือในกระดาษ แต่มีผู้น้อมนามา ปฏิบัติและสามารถประสบความสาเร็จ โดยเฉพาะ ทาให้องค์กรมีความสุข ซึ่ง แผนงานสุขภาวะองค์กร ภาคเอกชน ของส านัก งานกองทุ นสนับ สนุน การ สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ยอมรับให้เป็นหนึ่งใน 100 องค์ก รหลากสุขจากกระบวนการตามล่ า หา "แก่นแท้" องค์กรแห่งความสุข เพื่อยืนยันว่า องค์กร แ ส น สุ ข ห รื อ happy model นั น ไ ม่ ใ ช่ แ ค่ ภาพที่ 9.4 ดร.วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ "กิ จ กรรม" ที่ ต้ อ งท าเพื่ อ เชื่ อ มต่ อ สั ม พั น ธ์ อั น ดี ระหว่างพนักงานกับองค์กร หรือเป็น "ภาพลักษณ์ องค์กร" ที่จะนาไปอวดอ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ หวังผลทางการค้าหรือธุรกิจเท่านัน บริษัท บาธรูมดีไซน์ จากัด คือตัวอย่างองค์กรหรือธุรกิจที่น้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงมาบริหารงานจนประสบความสาเร็จและได้รับรางวัลในฐานะธุรกิจระดับกลาง ซึ่งในงาน เสวนาครังนี ดร.วัช รมงคล เบญจธนะฉัตร์ ประธานกรรมการบริษัทบาธรูม ดีไซน์ จ ากั ด ก็ ได้มา แบ่งปันแนวทางและประสบการณ์ในช่วงเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ และหลังจากฟังแล้วก็สรุป ความได้อย่างไม่ต้องลังเลว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือในการสร้างความสุขขององค์กร อย่างแท้จริงและยั่งยืน และเมื่อค้นเข้าไปถึงประวัติและที่มาของบาธรูมดีไซน์จึง ไม่แปลกใจเลยว่า องค์กรแห่งนีได้ถูกจัดให้เป็นองค์กรต้นแบบของแฮปปี้เวิร์คเพลส "การรักษาสมดุลของธุรกิจด้วยแนวทางบริหารแบบพอเพียงนัน ทังหลายทังปวงมา จากแนวของเศรษฐกิจพอเพียงคือ เราจะทาในสิ่งที่เรารักและถนัด" เป็นสิ่งที่ซีอีโอแห่งบาธรูมดีไซน์ บริษัทที่ผลิตและจาหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งห้องนาที่กล้าปฏิวัติรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้องนาใน เมืองไทยบอกเล่า และเป็นแนวทางการบริหารงานที่ทาให้เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทธรรมาภิ บาล ดีเ ด่น ประจ าปี 2550 นอกเหนือจากรางวัลในภาคธุรกิ จการค้าอาทิ ไอเอฟ โปรดักท์ ดีไซน์ อวอร์ด 2007 จากประเทศเยอรมนีที่ถือเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับสถาปนิกทั่วโลก แนวคิดของเขาคือ "มีความสุขทุกขั้นตอนในการทางาน" พร้อมทังนาหลักของ พระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการบริหารธุรกิจโดยมีหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) ผลิตให้มาก คือ ทา ในสิ่งที่เรารักให้มาก 2) ใช้แต่พอดี คือ มีความสุขจากสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็นอยู่อย่างพอเพียง และ 3) ช่วยเหลือผู้อื่น คือ มีความสุขจากการแบ่งปันให้กับพนักงานลูกค้า และสังคม ซึ่งถ้าเราไม่เคยพอก็ไม่มี เหลือให้คนอื่น "การรักษาสมดุลของธุรกิจด้วยการบริหารแบบพอเพียงนัน ทังหลายทังปวงมาจาก แนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงคือ เราจะทาในสิ่งที่เรารักและถนัด ซึ่งแนวทางคือพอประมาณ มีภูมิ ต้านทาน และมีเหตุผล ถ้า 3 ห่วงคล้องกัน ตัวที่อยู่ตรงกลางก็คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง แต่หากเราพอประมาณแต่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากพึ่งพาตัวเองอย่างเดียว
9-29 พอตลาดต่างประเทศเข้ามาเราก็แย่ ในขณะเดียวกันหากแข่ง ขันได้ แต่ไปเอาเปรียบคนอื่น ลูกค้า ลูกน้อง ก็หนีไปที่อื่นหมด หรือเอาเปรียบชุมชน ก็เป็นแบบอุตสาหกรรมที่เราเห็นๆ กันอยู่ คือการเอา เปรียบสิ่งแวดล้อม" การขยายความการประยุกต์แนวปรัชญาของในหลวงมาใช้ในภาคธุ รกิจจากคา บอกเล่าของ ดร.วัชรมงคล ซึ่งฟังแล้วต้องนึกชื่นชมในใจพร้อมกับปรบมือออกมาดัง ๆ ทาในสิ่งที่ตัวเองรัก ...รักในสิ่งที่ตัวเองทา...คือมีมิติสร้างสุขของปัจเจกบุคคลในโลก แห่งความเป็นจริงที่เชื่อว่า ทุกคนไม่ว่าอยู่ในอาชีพ สถานะใดเข้าใจเข้าถึงอยู่แล้ว และคงจะปฏิเสธ ไม่ได้ว่าคนที่ทางานร่วมกันในสิ่งที่ตัวเองรัก และภาคภูมิใจ ย่อมจะส่งผลให้เกิดสังคมหรือองค์กรแสน สุขตามมา แนวพระราชดาริการพัฒนาของ "พ่อหลวง" ในต่างประเทศ พระปรีชาสามารถในการวางแผนการพัฒนาและพระเมตตาของ “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้หลุดพ้นความทุกข์ยากและมี ความอยู่ดีกินดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตามแนวพระราชดาริเศรษฐกิจพอเพียงนัน ส่งผลสาเร็จเป็นที่ ประจักษ์ไม่เพี ยงเฉพาะในประเทศไทย แต่ยัง แผ่ไปอย่างกว้างไพศาลในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก เปรียบประดุจสายฝนที่นาความชุ่มชื่นฉ่าเย็นไปยังพืนที่แห้งแล้งกันดาร แนวคิดการพัฒนาที่ผนวกการ ให้ความรู้ควบคู่คุณธรรมและการรู้ประมาณ กาลังหยั่งรากในต่างประเทศ และพร้อมจะผลิดอกผลให้ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึนแก่ประชากรโลกด้วยเช่นกัน
ภาพที่ 9.5 จอร์แดน ได้ขอพระบรมราชานุญาตนาเทคนิคการทาฝนหลวงไปใช้ตังแต่ปี 2552 ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (26 ตุลาคม 2560) “ฝนหลวง” ชโลมแดนไกล “โครงการฝนเทียม” เกิดจากพระราชดาริส่วนพระองค์ของ “ในหลวง รัชกาลที่ ๙” ที่เสด็จ เยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ทาให้ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ของราษฎรและเกษตรกรที่ ข าดแคลนนาเพื่อ การอุป โภคบริโ ภคและการเกษตร ด้ ว ยพระมหา
9-30 กรุณาธิคุณ ต้องการบรรเทาความทุกข์ร้อนของพสกนิกร จึงได้พระราชทาน “โครงการพระราชดาริ ฝนหลวง” ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดาเนินการ เกิดเป็นโครงการค้นคว้า -ทดลองปฏิบัติการ ฝนเทียม หรือ ฝนหลวง ขึนในสังกัดสานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี ๒๕๑๒ ซึ่ง ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา โครงการฝนหลวงได้บรรเทาปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลน น้้าเพื่อการเกษตร ช่วยให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การทาการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ภูฏาน ความสาเร็จของโครงการ ทาให้หลายประเทศแสดงความสนใจที่จะขอพระราชทานเทคนิค ฝนหลวงไปบรรเทาปัญหาที่เกิ ดขึนในประเทศของตนเองเช่นเดียวกัน เช่น จอร์แ ดน ซึ่ง ตังอยู่ใน ภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ขอพระราชทานอนุญาตนาเทคนิคการสร้า งฝนเทีย มของ “ในหลวง รัชกาลที่ ๙” ไปใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ต่อมาในปี ๒๕๕๘ ยังได้ส่งนักวิชาการ ๘ คน มารับการฝึกอบรม ทาฝนหลวงและฝึกปฏิบัติการฝนหลวงในประเทศไทย เพื่อนาเทคนิคนีไปใช้ที่จอร์แดน อีกทังยังมีการ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปีที่ผ่านมา (๒๕๕๙) เพื่อความร่วมมือด้านวิชาการภายใต้ โครงการดัดแปรสภาพอากาศโดยเทคโนโลยีฝนหลวง ตลอดจนความร่วมมือด้านการเกษตร นอกจากจอร์แดนแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ยังทรงมีพระบรม ราชานุ ญ าตให้ ใช้ สิท ธิ บัตรฝนหลวงถ่ า ยทอดวิ ท ยาการท าฝนเที ย มให้กั บ อี ก ๓ ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แทนซาเนีย และโอมาน “พอเพียง” เพื่อชาวโลก องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ ดิน และนา เพื่อนาไปสู่การพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวพระราชดาริ ซึ่งมี “โครงการดอยตุง ” เป็นต้นแบบนัน ถูกน้อม นาไปปรับใช้ในหลายประเทศ เช่น ที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีการน้อมนา “ศาสตร์ พระราชา” ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไปใช้ในเมืองอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย และเมือง บัลคห์ ในอัฟกานิสถาน เป็นต้น
9-31
ภาพที่ 9.6 ศูนย์การศึกษาและการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ราชอาณาจักรตองกา ซึ่งได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากรัฐบาลไทย (ภาพจากกระทรวงการต่างประเทศ) ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (26 ตุลาคม 2560) ในประเทศตองกา หรือ ราชอาณาจักรตองกา ซึ่ง ตังอยู่ในภูมิ ภาคแปซิฟิกใต้ มี “ศูนย์ การศึกษาและการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังของกษัตริย์ทูโพที่ ๖ ของตองกา ตามแบบอย่างโครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ศูนย์การศึกษาแห่งนีได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากรัฐบาลไทย และ ได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษา เกษตรกร และหน่วยงานภาครัฐเดินทางไปเยี่ยมชม ศึกษาดู งาน และค้นคว้าข้อมูลความรู้เกี่ยวกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เสมอที่นี่มีผู้เชี่ยวชาญหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของไทยไปให้ความรู้ -คาแนะนา เพื่อเพิ่มพูนและรักษาสัดส่วนของปริมาณ สารอาหารให้ครบถ้วน สอดคล้องกับอุปสงค์ของการบริโภคในครัวเรือน นอกจากนี ที่ ป ระเทศภู ฏ าน ยั ง มี โ ครงการศู น ย์ เ รี ย นรู้ ต้ น แบบด้ า นการเกษตร ใน พระราชดาริของพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์นัมเกล วังชุก ที่เมืองพูนาคา ซึ่งได้มีการน้อมนาหลักการ เกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระ เจ้ า อยู่ หั ว รั ช กาลที่ ๙ ไปปรั บ ใช้ เ พื่ อก่ อ ให้เ กิ ด ประโยชน์ อ ย่ า งยั่ง ยื น แก่ ภ าคเกษตรกรรมของ ภูฏาน และเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ของไทย ผู้ทรงเป็น ต้นกาเนิดแนวคิดปรัชญาดังกล่าว และทรงทาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า เศรษฐกิจพอเพียงนันให้ผลจริง ช่ ว ยให้ ช าวไทยและชาวโลกยกระดับ คุ ณ ภาพชี วิต และมี ค วามสุขอย่า งพอเพีย งได้อย่างแท้ จ ริง (หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, 26 ตุลาคม 2560)
9-32
สรุป ในการดาเนินการทฤษฎีใหม่ ได้พระราชทานขันตอนดาเนินงาน ดังนี ขันที่ 1 ทฤษฎีใหม่ ขันต้น สถานะพืนฐานของเกษตรกร คือ มีพืนที่น้อย ค่อนข้างยากจน มีการจัดสรรพืนที่ทากินและที่ อยู่อาศัย ให้แบ่งพืนที่ ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 ซึ่งหมายถึง พืนที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักนา พืนที่ส่วนที่สองประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน พืนที่ส่วนที่ สามประมาณ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ และพืนที่ส่วนที่สี่ประมาณ 10% ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลียงสัตว์ และโรงเรือนอื่น ๆ ขันที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขันกลาง ให้เกษตรกรรวม พลังกันในรูปกลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกันดาเนินการในด้าน (1) การผลิต (2) การตลาด (3) ความเป็ น อยู่ (4) สวั ส ดิ ก าร (5) การศึ ก ษา (6) สั ง คมและศาสนา ขั นที่ 3 ทฤษฎี ใ หม่ ขั น ก้าวหน้า ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน หลัก การพึ่ งตนเอง ต้อ งยึดหลัก ส าคัญ ของความพอดีเ พื่อให้สอดคล้องกั บหลัก เศรษฐกิจ พอเพียง มี 5 ประการ คือ (1) ความพอดีด้านจิตใจ (2) ความพอดีด้านสังคม (3) ความพอดีด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (4) ความพอดีด้านเทคโนโลยี (5) ความพอดีด้านเศรษฐกิจ การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ (1) สามารถบริหารงานให้เติบโตสมดุลโดย สอดคล้องกับโลกภายนอก (2) ต้องแสวงหาความรู้กับสร้างความเข้มแข็งหรือเพิ่มความขยันขันแข็งใน การทางานโดยมีการติดตามเทคนิควิทยาการ (3) การมีเป้าหมายด้านคุณภาพชีวิต หรือ Quality of Life ทังในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทางาน บุคคลตัวอย่างที่ น้อ มนาปรัชญาเศรษฐกิ จ พอเพียงมาประยุก ต์ใช้ในการดาเนินชีวิตและ ประกอบธุรกิจ เช่น วอร์เรน บัพเฟตต์ บิล เกตต์ ดร.วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์
9-33
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. นาเข้าสู่บทเรียน 2. บรรยายประกอบ Power Point เนือหาบทเรียนที่ 9.2 3. ถามตอบเกี่ยวกับการน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดาเนิน ธุรกิจ 4. สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน หนังสืออ้างอิง
สื่อการสอน
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน
เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 9.2 - Power Point บทเรียนที่ 9.2 และ LCD Projector วัสดุโสตทัศน์ - กรณีศึกษา งานที่มอบหมาย - ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน - ศึกษาเพิ่มเติมหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ การน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการดาเนินธุรกิจมาวิพากษ์วิจารณ์ในชันเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด เอกสารประกอบ
9-34
9-35 สัปดาห์ที่ 16 ใบเตรียมการสอน รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 3 ชั่วโมง หน่วยที่ 9 การพัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยั่งยืน (ต่อ) ชื่อบทเรียน 9.3 รู้และเข้าใจการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน เวลา 180 นาที จุดประสงค์การสอน เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 9 นักศึกษาสามารถ 9.3 รู้และเข้าใจการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน 9.3.1 บอกหลักการพัฒนาที่ยงั่ ยืน 9.3.2 บอกการประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาที่ยงั่ ยืน
9-36
หน่วยเรียนที่ 9 การพัฒนาจริยธรรมธุรกิจอย่างยั่งยืน (ต่อ) แผนการสอนประจาหน่วย 9.3 การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน 9.3.1 หลักการพัฒนาที่ยงั่ ยืน 9.3.2 การประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาที่ยงั่ ยืน
บทนา การดาเนินธุรกิจและความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกลไกการตลาดที่ก่อให้เกิดการ เติบโต ขนาดใหญ่การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมและการบริโภคที่เกินความจาเป็นจนกระทั่ง เป็นผลเสีย ต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณธรรมชาติ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเริ่มเข้ามามี บทบาทในกระแสการพัฒ นาสังคมโลก การพัฒนาที่ยั่งยืนรวมความถึง 3 ด้าน คือเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันโครงการพัฒนาใด ๆ ต้องคานึงถึงองค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน นี้ ในหน่วยเรียนนี้ จึงมาทาความเข้าใจกันว่าธุรกิจจะสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒ นาที่ ยั่งยืนได้อย่างไร ในหน่วยเรียนนี้ จะกล่าวถึงหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน และการประยุกต์ใช้แนวคิดของ การพัฒนาที่ยั่งยืน
9.3 การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน 9.3.1 หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable development) การเปลี่ยนแปลงกระแสการพัฒนาของโลกหรือกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) นามาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกลไกการตลาดที่ก่อให้เกิดการเติบโต ขนาดใหญ่การ ผลิตในเชิงอุตสาหกรรมและการบริโภคที่เกินความจาเป็นจนกระทั่ง เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิต มนุษย์ สัตว์ และพื ชพรรณธรรมชาติ โดยไม่ คานึง ถึง ข้อจากั ดด้านกายภาพ ศัก ยภาพในการผลิต ความสามารถที่จะรองรับการบริโภคและการใช้ประโยชน์จากทุนดั้งเดิม แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในกระแสการพัฒนาสังคมโลกนับ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2515 เริ่มตั้งแต่สหประชาชาติจึงได้จัดให้มีการประชุมสุดยอดว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (Human Environment) ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งเรียกร้องให้ทั่วโลกคานึงถึงการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดอย่างมีประสิทธิภาพและต่อมาในปี พ.ศ. 2526 สหประชาชาติได้จัดตั้ง สมั ช ชาโลกว่ า ด้ ว ยสิ่ ง แวดล้ อ มและการพั ฒ นา (World Commission on Environment and Development) หรื อ เป็ น ที่ รู้ จั ก กั น โดยทั่ ว ไปว่ า “Brundtland Commission” ได้ เ รี ย กร้ อ งให้ ชาวโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการดารงชีวิตให้ปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมและ สอดคล้องกับข้อจากัดของ ธรรมชาติรวมทั้งได้เสนอว่ามนุษยชาติสามารถที่จะทาให้ เกิด "การพัฒนาที่ยั่งยืน"ขึ้นมาได้
9-37 การพัฒนาที่ยั่งยืนได้รับความสาคัญมากยิ่งขึ้นเมื่อสหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมว่า ด้ ว ยสิ่ ง แวดล้ อ มและการพั ฒ นา ( Un Conference on Environment and Development : UNCED) หรือการประชุม Earth Summit ที่กรุงริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี พ.ศ.2535 ซึ่ง ผลการประชุมนี้ผู้แทนของ 178 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรองแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) ซึ่ง ถือเป็นแผนแม่บทของโลกที่ประเทศสมาชิกต้องตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและ เห็นความส าคัญ ที่จ ะร่วมกั นพิทั ก ษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการพัฒนาที่ ยั่งยืน ให้เ กิ ดขึ้นในโลกจาก แผนปฏิบัติการ 21 ข้างต้นประเทศไทยของเราก็รับเอาเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมาร่วมดาเนินการด้วย โดยเฉพาะแผนพั ฒนาเศรษฐกิ จและสัง คมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่ง นอกจากจะ มุ่งเน้น "คน" เป็นศูนย์กลางการพัฒนา เน้นเศรษฐกิจพอเพียง เน้นชุมชนเข้มแข็งและอื่นๆ แล้วยังเน้น ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย จากการพั ฒ นาประเทศในระยะ 40 ปีที่ ผ่านมานับ ตั้ง แต่ป ระเทศไทยได้มี ก ารจัดทา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ. 2504 ยังไม่เคยมีหน่วยงานใดในประเทศ ไทยที่คานึงถึงผลการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาว่ามีการพัฒนาอย่างสมดุลใน 2 มิติหรือไม่จนกระทั่ง แผนพั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสัง คมแห่ง ชาติ ฉบั บ ที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) ที่ ไ ด้ มี ก ารอั ญ เชิ ญ ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นปรัชญานาทางในการ บริหารและพัฒนาประเทศโดยการส่งเสริมการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดาเนินไปในทางสาย กลางและให้ความสาคัญกับการพัฒนาที่มี ดุลยภาพทั้งในการบริหารพัฒนาทั้งคนเศรษฐกิจสังคมที่มี ความเกื้อกูลและไม่เกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกันซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมีคุณภาพ และแข่งขันได้จะต้องคานึงถึงขีดจากัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ สามารถสงวนรักษา ไว้ใช้ป ระโยชน์ได้อ ย่างยาวนานด้วยทั้ งนี้เพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติความ หลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ สามารถเป็นฐานการผลิตของระบบเศรษฐกิจและ การดารงชีวิตของมนุษย์ได้อย่างต่อ เนื่องตลอดไป นัก พั ฒ นาในยุคปัจ จุบันสนใจการพัฒ นาที่ ยั่ง ยืนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนัก วิ ชาการ ตะวันตกเอง เนื่อ งจากอดีตได้พั ฒ นาอย่างผิดพลาดเมื่ อมี ความตื่นตั วที่ จ ะปรับ ปรุง แก้ ไขความ ผิดพลาดในการพัฒนาในอดีตเป็นแนวทางใหม่ที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่ง ชาวตะวันตกเองก็ ยังไม่เข้าใจแน่ชัดแจ่มแจ้งว่าจะพัฒนาในรูปแบบใดพระธรรมปิฎก กล่าวถึงความเป็นมาของสังคม ตะวันตกและประเทศไทยในอดีตพร้อมทั้ง ชี้ให้เห็น ข้อบกพร่องในการพัฒนาทั้งระบบและท่านได้ เสนอแนวคิดใหม่ ซึ่ง ขณะนี้อ งค์กรหลัก สององค์ก ร คือ องค์ก ารสหประชาชาติและกรรมาธิการ สิ่งแวดล้อมโลกกาลังนาแนวคิดนี้มาใช้แต่ยัง คงเป็ นรูปแบบที่ยังคงขาดความบูรณ์การพัฒนาที่ยั่งยืน นั้นท่ านเองก็เป็นนัก คิดคนหนึ่งที่ ได้นาเสนอแนวทางที่องค์ก รได้ปฏิบัติอยู่ผนวกกับแนวทางการ พั ฒ นา แบบพุ ท ธซึ่ ง เน้ นการพั ฒ นาคนเป็นหลัก ภู มิ ปัญ ญาอั นละเอีย ดลึก ซึ่ง ของท่ า นนั้น ก็ เป็น ประโยชน์ต่อชาวโลกอย่างมากมายมหาศาลก็ว่าได้ หลั ง จากการประชุ ม ที่ ก ล่ า วแล้ ว ข้ า งต้ น ที่ เ มื อ งบราซิ ล ประเทศไทยก็ ไ ด้ ก าหนด ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นผลให้ประเทศ ไทยได้นาเศรษฐกิจ พอเพียงมาใช้วิสัยทัศน์สาหรับการพัฒนาในอีก 20 ปี ข้างหน้า ซึ่งจุดเน้นในการแก้ไขปัญหาความ ยากจนและยกระดับชีวิตของคนส่วนใหญ่ให้เกิด การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย
9-38 โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักการในการทางาน เพื่อให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงระบบ บริหารจัดการประเทศที่มุ่งสู่ ประสิทธิภาพและคุณภาพให้สามารถก้าวทันโลก ในรูปของเศรษฐกิจที่มี ความสมดุลพอประมาณอย่างมีเหตุผล สร้างภูมิคุ้มกัน ก้าวทันโลก เสริมสร้างจิตใจให้คนมีคุณธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นหลักที่พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พัฒนาความเป็นอยู่ของ ประชาชนมาโดยตลอดในรูป แบบการพัฒนาการเกษตรที่เรียกว่าทฤษฎีใหม่เพื่อรับกับผลกระทบ วิกฤติระยะสั้น และผ่อนคลายปัญหาในระยะยาวได้ (เฉลิมเกียรติ แก้วหอม, 2555) 1) ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ปกรณ์เทพ พจี (2549) กล่าวว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นขบวนการสร้างความเที่ยง ธรรมความมีประสิทธิภาพและโครงสร้างที่มีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งด้านต่าง ๆ ให้กับชุมชน และภูมิภาคโดยรอบ พระธรรมปิฏก (2539) กล่าวว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน หมายถึง การพัฒนาที่สนองตอบ ความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบันโดยไม่กระทบกระเทือนความสามารถของคนรุ่นต่อไปในการที่จะ สนองตอบความต้องการของเขาเอง เกื้อ วงศ์บุญสิน (2538) กล่าวว่า การพัฒนาแบบยั่งยืน หมายถึง การพัฒนาที่ตรง กับความต้องการตามความจาเป็นในปัจจุบันโดยสามารถรองรับความต้องการหรือความจาเป็นที่จะ เกิดแก่ชนรุ่นหลังๆ ด้วยทั้งนี้มาตรฐานการครองชีพที่เลยขีดความจาเป็นชั้นพื้นฐานต่าสุดจะ ยั่งยืน ต่ อ เมื่ อ มาตรฐานการบริ โ ภคในทุ ก หนทุ ก แห่ ง ค านึ ง ถึ ง ความยั่ ง ยื น ในระยะยาว (Long-term Sustainability) รวมถึงครอบคลุมมาตรการการรักษามรดกทางทรัพยากรที่จะตกกับคนรุ่นหลังโดย อย่าง น้อยให้มากๆ พอกับชนรุ่นปัจจุบันที่ได้รับมาและเป็นการพัฒนาที่กระจายประโยชน์ของความ ก้าวหน้าเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนเป็นการพัฒนาที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับท้องถิ่นและ ในระดับโลก โดยรวมเพื่อชนรุ่นหลังและเป็นการพัฒนาที่ทาให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างแท้จริง ไพฑูรย์ พงศะบุตร (2544) กล่าวว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน หมายถึง การอนุรักษ์ และการใช้ทรัพยากรอย่างพอดี เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ในระยะยาวและมีการกระจาย ผลประโยชน์ให้แก่คนส่วนใหญ่ รวมทั้งความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วน เสีย จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน หมายถึง การพัฒนา ที่ตรงกับความต้องการตามความจาเป็นในปัจจุบันโดยสามารถรองรับความต้องการหรือความจาเป็นที่ จะเกิดแก่ชนรุ่นหลัง ๆ เป็นการพัฒนาที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่าง พอดี ทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับโลก เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งด้านต่ าง ๆ ให้กับชุมชนและภูมิภาค โดยรอบ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ใช้ต่อไปได้ ในระยะยาวและมีการกระจายผลประโยชน์ให้แก่คน ส่วนใหญ่ 2) วัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน แบ่งออกได้เป็น 3 ประการ คือ การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการพัฒนาที่ครบทุกด้าน แต่เน้นด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมมากเป็นพิเศษ มีการตั้งเป้าว่าจะพัฒนาถึงจุดไหน แล้วก็พยายามพัฒนาปรับปรุงจุดนั้นให้ ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่าให้มีตกเหมือนคติพจน์ที่ว่า "ในโลกนี้ไม่มีอะไรดีที่สุดมีแต่จะดีเพิ่มขึ้ นเพิ่มขึ้ น อยู่ เสมอ" การพัฒนาที่ยั่งยืนรวมความถึง 3 ด้าน คือเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งเชื่อมโยงและ
9-39 สัมพันธ์กันโครงการพัฒนาใด ๆ ต้องคานึงถึงองค์ประกอบทั้ง 3 ด้านนี้ การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นอะไรที่ ไกลกว่าเพียงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็น การเปลี่ยนโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดการ บริโภคทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมลงไปในระดับที่ยังรักษาความสมดุลที่ดีทาให้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยไม่ทาลายล้างอย่างที่ผ่านมา และยังทากันอยู่หลายแห่งให้อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน อยู่ดีกินดีและอยู่ เย็นเป็นสุข (สุทธิดา ศิริบุญหลง, 2554) 3) ส่วนประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน ในทุ ก ๆ นิยามของ “การพัฒ นาที่ ยั่ง ยืน” มี จุดเน้นร่วมกันว่าการพัฒ นาที่ยั่งยืน หมายถึง การปรับปรุงคุณภาพชีวิตมนุษย์ภายใต้ศักยภาพของระบบนิเวศน์วิทยาของโลก การพั ฒ นาที่ ยั่ ง ยื น จึ ง มี ส่ ว นประกอบพื้ น ฐานที่ ส าคั ญ 3 องค์ ป ระกอบ ได้ แ ก่ องค์ประกอบทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ส่วนประกอบทั้งสามนี้จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน วัตถุประสงค์ของการพัฒนาทีย่ ั่งยืน ตามแนวคิดของ Edward Barbier คือ การบรรลุเป้าหมายทัง้ สาม องค์ประกอบนี้ให้ได้ดีที่สุด และโดยที่สังคมไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่สูงสุดในทุกส่วนประกอบได้ จึง จาเป็นต้องยอมลดเป้าหมายในบางองค์ประกอบ เพื่อให้เป้าหมายในองค์ประกอบอื่นเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กั บ การจัดล าดับ ความส าคัญ ระหว่างองค์ป ระกอบต่างๆ ว่าจะให้องค์ป ระกอบใดมี ล าดั บ ความส าคัญที่สูงกว่าองค์ประกอบอื่นๆ เช่น ถ้าให้ล าดับความสาคัญทางด้านการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจในอันดับแรก ก็อาจต้องชดเชยด้วยการให้เป้าหมายทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมลดลง ส่วนประกอบของความยั่งยืนทางเศรษฐกิจนั้น สังคมต้องสร้างความเจริญเติบโตที่ทาให้ เกิดกระแสรายได้ที่เหมาะสม ในขณะที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งสต็อกของทุนที่มนุษย์สร้างขึ้น ทุนมนุษย์และ ทุนธรรมชาติเป้าหมายพื้นฐาน 3 ประการของระบบเศรษฐกิจ คือ 3.1) การเพิ่มขึ้นในการผลิตสินค้าและบริการ 3.2) การตอบสนองความจาเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชน หรือการลดปัญหาความ ยากจน 3.3) ทาให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมเพิ่มขึ้น เป้าหมายพื้นฐาน 3 ประการนี้จะต้องดาเนินการในแนวทางที่ยั่งยืนตามที่กล่าวมาแล้ว ในส่วนประกอบทางด้านสังคมของการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจะต้องวางอยู่บนรากฐานของ 2 หลัก คือ หลักการความยุติธรรม และหลักการความเท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาในระยะยาว การเข้าถึง ทรัพยากรและโอกาสของคนในสังคมจะต้องมีความเท่าเทียมกัน สิทธิมนุษยชนและผลประโยชน์อื่นๆ เช่น อาหาร สาธารณสุข การศึกษา ที่อยู่อาศัยและโอกาสในการพัฒนาตนเอง ความเป็นธรรมในสังคม นี้มีนัยยะถึงโอกาสที่เท่าเทียมกันของประชาชนทุกคนในด้านการศึกษาและการมีส่วนในการเสริมสร้าง ผลิตภาพให้แก่สังคม สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทาให้เป้าหมายทางสังคมทั้งด้านของความหลากหลายทาง วัฒนธรรม ความเป็นธรรมในสังคม ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ประสบความสาเร็จ ในส่วนประกอบด้านสิ่งแวดล้อม หมายถึง การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การรักษาไว้ซึ่ง สต็อกของทุนธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แม่น้า ภูเขา แร่ธาตุอันเป็นสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติที่ ควร จะดารงอยู่ที่ทาให้ส่วนประกอบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ดาเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ความ มีเสถียรภาพของระบบนิเวศน์ของโลกจะไม่ถูกกระทบกระเทือน
9-40
ภาพที่ 9.7 องค์ประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มา: https://goo.gl/images/C3zJHk จากภาพแสดงส่วนประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่จะต้องประกอบด้วย 3 ส่วน หลัก อันได้แก่ ส่วนของระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม และระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสัมพันธ์ และพึ่งพาซึ่งกันและกัน การพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นในส่วนที่ทับซ้อนกันของ 3 องค์ประกอบหรือ พื้นที่แรเงาในภาพ กล่าวคือ มีการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคมและมีการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วย ในขณะเดียวกัน สุทธิดา ศิริบุญหลง (2554) ได้กล่าวถึง 3 หลักการพัฒนาแบบยั่งยืนเป็นการพัฒนาที่ มุ่งเน้นการสร้างสมดุลในสามมิติดังที่จะ ได้กล่าวต่อไปนี้ เนื่องจากทุกด้านล้วนแล้วแต่มีความสัม พันธ์ และเกี่ยวเนื่องกันดังนี้ 2.1) มิติการพัฒนาด้านสังคม หมายถึง การพัฒนาคนและสังคมให้เชื่อมโยงกับ การพัฒนาเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลโดยพัฒนาคนไทยให้มีผลิต ภาพสูง ขึ้นปรับตัวรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงมีสานึกและวิถีชีวิตที่เกื้อกูลต่อ ธรรมชาติ มีสิทธิและ โอกาสที่จะได้รับการจัดสรรและผลประโยชน์ด้านการพัฒนาและคุ้ม ครองอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง มีระบบการจัดการทางสังคมที่สร้างการมีสว่ นร่วมจากทุกฝ่ายรวมทัง้ มี ทุนทาง สังคมที่อยู่หลากหลายมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีคุณภาพมีการ เรียนรู้ตลอดชีวิตและมีความ สมานฉันท์เอื้ออาทร 2.2) มิติการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพอย่าง ต่อเนื่องในระยะยาวและเป็นการขยายตัวทาง เศรษฐกิจที่มีคุณภาพ การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะต้อง เป็นไปอย่างสมดุลและเอื้อต่อประโยชน์ต่อคนส่วน ใหญ่เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการ แข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นจะต้องนามาจากกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด ลดปริมาณของเสีย ไม่ทาลายสภาพแวดล้อมไม่สร้างมลพิษที่จะกลายมาเป็นต้นทุนทางการผลิตใน ระยะต่อ ไปรวมทั้งเป็นข้อจากัดของการเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน
9-41 2.3) มิ ติการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม หมาย ถึง การใช้ท รัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในขอบเขตที่คงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพและสามารถพลิกฟื้นให้กลับสู่ส ภาพ ใกล้เคียงกับสภาพเดิมให้มากที่สุด เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสและมีปัจจัยในการดารงชีพ ซึ่งจะต้อง ปรั บ เปลี่ ย นทั ศ นคติ ใ นการใช้ ท รั พ ยากรธรรมชาติ มุ่ ง การจั ด การให้ เ กิ ด สมดุ ล ระหว่ า งการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูลรวมถึงการชะลอการใช้และ นาเทคโนโลยีสะอาดมาใช้ให้มากที่สุด 9.3.2 การประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน หลัก การได้นามาปรับ ใช้กั บการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมี จุดสาคัญ อยู่ที่การดูแล ทรัพยากรการท่องเที่ยวให้สามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้ในระยะเวลานาน มิใช่เพียงเพื่อคนรุ่นปัจจุบัน เท่านั้นรวมถึงการลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและลดปริม าณของเสียที่จะเป็นอันตรายแก่ สิ่งแวดล้อมมีการกระจายรายได้ และผลประโยชน์ให้แก่คนในท้องถิ่นที่มีแหล่งท่องเที่ยวตั้งอยู่เปิด โอกาสให้ คนในชุม ชนได้มี ส่วนร่วมในการจัดการ การให้บริก ารแก่ นักท่องเที่ ยว รวมถึง ให้ชุมชน ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการวางแผนจัดสรรงบประมาณและจัดการ ทรัพยากรอย่างเหมาะสม มีการสร้ าง เครือข่ายเพื่อเผยแพร่แนวคิดความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (สิน สุโรบล. 2546) จนในปี พ.ศ. 2545 องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้เป็นปีสากลว่าด้วยเรื่องการท่อง เที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมและธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผา่ นมาได้เอื้อ ประโยชน์กบั ชุมชนน้อยมาก ในทางตรงข้ามชุมชนเองก็ได้รับผลเสียจากการท่องเที่ยวโดยตรง เช่น การสูญเสีย ทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม เนื่องจากชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการ กาหนดแนวทางการท่องเที่ยวนั้นเอง แนวทางการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนี้ได้ ให้ความสาคัญกับชุมชนท้องถิ่นได้ มีการ ร่วมกาหนดนโยบายการท่องเที่ยวและการบริหารจัดการรวมถึงการกระจายรายได้ สู่ท้องถิ่นอย่างเป็น ธรรมเพราะว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรที่มี อยู่ของตนเองโดยกระบวนการ เรียนรู้ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งได้มีนักวิชาการได้กล่าว ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้พัฒนามาจากแนวคิด เรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือการท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์ที่สอดคล้องกับ กระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกเมื่อครั้งมีการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อม โลก ณ กรุงจานิโร ประเทศบราซิล อันมีผลก่อให้เกิดกระแสการพัฒนา 3 ประการได้แก่ 1) กระแสความต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ 2) กระแสที่ต้องการท่องเที่ยวที่เน้นศึกษาและเรียนรู้ 3) กระแสความต้องการพัฒนาคน พจนา สวนศรี (2546) มีแนวคิดของการจัดการท่องเทีย่ วโดยชุมชนเกิดขึ้นจากการตอบ โจทย์คาถามที่ว่าการท่องเที่ยวจะ ก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนได้อย่างไรมิได้มองว่าชุมชน จะได้ประโยชน์ อะไรจากการท่องเที่ยว ซึ่งโดยหลักการท่องเที่ยวโดยชุมชนต้องใช้ชุมชนเป็นเจ้าของมี ส่วนร่วมในการ ตัดสิน ใจและก าหนดทิ ศทางการท่ องเที่ ยว ส่ง เสริม ความภาคภูมิ ใจของตนเอง ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ต้องจัดการให้มีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รักษาเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมท้องถิ่นก่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างคนต่างวัฒนธรรมเคารพในความแตกต่างก่อให้เกิด
9-42 ผลตอบแทนที่ เ ป็นธรรมต่ อ คนในท้ องถิ่น รวมถึง การกระจายรายได้สู่ชุ ม ชนแบบต่างๆ เช่น การ ให้บริการการนาเที่ยวการขายของที่ระลึกเป็นต้น หลัง จากที่มีก ารประชุมนานาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ กรุง โจฮันเนสเบิร์อก แอฟริกาใต้ได้มีข้อสรุปว่าก่อนปี พ.ศ.2548 ทุกประเทศต้องกาหนดยุทธศาสตร์ระดับประเทศเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืนและในประเทศ ไทยได้นาเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นวิสัยทัศน์สาหรับการพัฒนาประเทศ อีกถึง 20 ปี ข้างหน้ามีจุดเน้นที่การขจัดความยากจนและยกระดับ ชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ใน ประเทศให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความกินดีอยู่ดีของคนไทยโดยยึดปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงเป็น หลักในการทางาน เพื่อให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการประเทศมุ่งสู่ประสิทธิภาพ และคุณภาพให้ก้าวทันโลกในรูปแบบเศรษฐกิจที่สมดุลพอประมาณอย่างมี เหตุผล สร้างภูมิคุ้มกัน ก้าวทันโลก เสริมสร้างจิตใจของคนไทยให้มีคุณธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นหลักที่พระเจ้าอยู่หวั ทรงใช้ในการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนมาโดย ตลอด โดยเพื่อรับกับผลกระทบของวิกฤติที่ เกิดขึ้นระยะสั้นและผ่อนคลายปัญหาในระยะ ยาวซึ่งมียุทธศาสตร์ที่สาคัญด้วยกัน 2 ประการได้แก่ 1) การพึ่ ง ตนเอง การพึ่ ง ตนเองของชุม ชนแสดงออกได้ห ลายรูปแบบ เช่น การใช้ วัตถุดิบ เพื่อการผลิตที่หาได้ในท้องถิ่นแทนการหาจากภายนอก การใช้ผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นแทนที่ การใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างถิ่น การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างรายได้แทนการรับเอาเทคนิคใหม่มา ใช้พึ่ง แหล่งทุนในท้องถิ่นแทนการก่อหนี้จากต่างถิ่นการจัดชุมชนด้วยตัวเองแทนการ สนับสนุนจาก ภายนอกการตัดสินใจลงมือปฏิบัติเองแทนที่จะรอความช่วยเหลือจาก รัฐบาลตลอดจนมุ่งสร้างทุนทาง เศรษฐกิจ 2) ความพอเพียง เห็นว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่สาคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนโดย เลือกสินค้า เกษตรที่ มี อ ยู่แล้ว เน้นการลดค่าใช้จ่ ายแทนการมุ่ ง รายได้ นอกจากนี้ยัง ต้องสร้ า ง หลัก ประกั นโดยการผลิตให้เ พี ยงพอต่อ การบริโ ภคในครัว เรือน ประเทศไทยได้มี ก ารก าหนดให้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ ที่ 9 โดยมี ยุ ท ธศาสตร์แ ละภารกิ จ วั ต ถุ ป ระสงค์ เ พื่ อน าไปสู่ก ารพัฒ นาที่ ยั่ง ยืน มี ทั้ ง หมด 7 อย่ าง ได้แก่ (สรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม. 2544) (1) การพัฒนาคุณภาพคนที่ต่อเนื่องจากแผนที่ผ่านมา การมีคุณธรรมจริยธรรมและ ความรู้สุขภาพที่ดี (2) การเน้นความสมดุลและชนบท โดยทาให้เกิดความสมดุลและเชื่อมโยงกัน (3) การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องปัญหาการแย่ง ชิง ทรัพยากรในภาคเศรษฐกิจ (4) การพัฒนาการจัดการเศรษฐกิจมหภาคโดยมีประสิทธิภาพทั้งเรื่องการเงิน การ คลัง ภาษีรวมทั้งบทบาทภาครัฐ เอกชนและบริการ (5) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการปรับโครงสร้างภาคการผลิตและ บริการ (6) พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ (7) บริหารจัดการที่ดีทุกระดับทั้งการเมือง ราชการ เอกชน ชุมชนและครอบครัว
9-43 การพัฒนาที่ยั่งยืนจะพัฒนาทุกองค์ของการพัฒนาโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมจะเน้น เป็น กรณีพิเศษคือใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดเท่าที่จาเป็นให้หมดช้าขณะ เดียวกันเสริมสร้างให้มากขึ้น เช่น ไม่ตัดไม้ทาลายป่าและปลูกป่าควบคู่กันกันไป โดยในการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะต้องมีดัชนีชี้วัดที่ เรียกว่า Sustainable Development Indicator โดยตัววัดครบ 4 ด้าน คือ (1) สังคม (2) เศรษฐกิจ (3) สิ่งแวดล้อม (4) สถาบันและองค์กร ซึ่งทางสภาพัฒน์ทาตัวแบบไว้พอสมควรคล้าย ๆ ดัชนีชี้วัด "ความอยู่ดีมีสุข" จะมี ตัวชี้วัด 7 ตัว คือ (1) ความรู้ (2) ชีวิตการทางาน (3) รายได้และความยากจน (4) สภาพแวดล้อม (5) ชีวิตครอบครัว (6) การบริหารจัดการที่ดี (7) สุขภาพอนามัย งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน สุมาลี สันติพลวุฒิ และคณะ (2545) ได้ศึกษาแนวทางในการวางแผนชุมชนเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืนโดยให้ความหมายไว้ว่า “ชุมชนยั่งยืน คือ ชุมชนที่ประชาชนภายในชุมชนมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีเพราะชุมชนมีความเข้มแข็ง” ดังนั้นการพัฒนาชุมชนยั่งยืนจึงหมายถึง การพัฒนาชุมชนหรือ การพัฒนาทางสังคมที่มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น เพื่อให้ปลอดจากความ ยากจน ความไม่รู้ ความเจ็บป่วยเพราะความหิวโหยตลอดจนให้ประชาชนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทั้งจากการประกอบอาชีพและการดารงชีวิตประจาวันในขณะเดียวกันชุมชนที่ประชาชน อาศัยอยู่นั้น จะต้องเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งซึ่งหมายถึงชุมชนที่มีความ พร้อมในปัจจัยที่จะส่งเสริมการพัฒนา คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนมีการเปลี่ยน แปลงมีองค์กรสนับสนุนในชุมชนมีการสื่อสารการเรียนรู้ และมีศักยภาพที่พึ่งตน เองได้ ดลพั ฒ น์ ยศธร (2542) ศึก ษาเรื่อง การนาเสนอรูปแบบการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ ยั่งยืนตามแนวพุทธศาสตร์โดย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้การวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์ เพื่อนา เสนอรูปแบบการศึกษาอันจะนาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเอกสารที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่เอกสารที่ เกี่ ยวกั บการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวคิดขององค์ก ารสหประชาชาติ แนวคิดขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งชาติ (องค์การยูเนสโก) ศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) รวมถึงศึกษาเอกสารข้อมูลอื่นๆ ทางพุทธศาสนาพร้อมกับสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทางพุทธศาสตร์จานวน 2 ท่าน เมื่อวิเคราะห์สาระสาคัญของแนวคิดทั้งหมดแล้วผู้วิจัยได้จัดเสวนา วิชาการใน หมู่ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อ ตรวจสอบและวิเคราะห์รูปแบบการศึก ษาที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นจ ากนั้น นาเสนอนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความ เป็นไปได้และความเหมาะสมใน
9-44 การนาไปปฏิบัติผลการวิจัยพบว่ารูปแบบของการศึกษา นี้ คือการศึกษาแบบไตรสิกขาที่พัฒนาคนทั้ง ด้านพฤติกรรม (ศีล) จิตใจ (สมาธิ) และปัญญาเป็นการพัฒนาตามแนวพุทธศาสตร์ที่เป็น การพัฒนาที่ ถูกทางและได้สมดุล จะนาไปสู่ผลสาเร็จในการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการศึกษาเช่นนี้ต้องศึกษาทั้งเนื้อหา (ปริยัติ) การลงมือปฏิบัติ (ปฏิบัติ) เพื่อให้เข้าใจปฏิจจสมุปบาทคือกฎแห่งธรรมชาติหรือกฎของชีวิต อั น จะน าไปสู่ผ ล ส าเร็ จ (ปฏิ เ วธ) ขณะเดี ย วกั น ก็ ศึ ก ษาวิ ช าการอื่ นๆ (วิ ช าการทางโลก) ไปใน กระบวนการเรียนการสอนซึ่งต้องประกอบไปด้วยความเป็นกัลยาณมิตรระหว่างผู้ สอนและผู้เรียน ด้วย
สรุป หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่ตรงกับความต้องการตามความจาเป็นในปัจจุบันโดย สามารถรองรับความต้องการหรือความจาเป็นที่จะเกิดแก่ชนรุ่นหลัง ๆ การพัฒนาที่ยั่งยืนรวมความ ถึง 3 ด้าน คือเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้นามาปรับใช้กับการจัดการท่องเที่ยวอย่าง ยั่ง ยืนมี จุดส าคัญ อยู่ที่ ก ารดูแลทรัพ ยากรการท่ องเที่ ยวให้ส ามารถใช้ป ระโยชน์ต่อไปได้ใ นระยะ เวลานาน มิใช่เพียงเพื่อคนรุ่นปัจจุบันเท่านั้นรวมถึงการลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและลด ปริมาณของเสียที่จะเป็นอันตรายแก่สิ่งแวดล้อมมี การกระจายรายได้ และผลประโยชน์ให้แก่คนใน ท้องถิ่นที่มีแหล่งท่องเที่ยวตั้งอยู่เปิดโอกาสให้ คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการจัดการ การให้บริการแก่ นั ก ท่ อ งเที่ ยว รวมถึ ง ให้ชุ ม ชนท้ อ งถิ่ น มี ส่ว นร่ว มในการวางแผนจัด สรรงบประมาณและจัดการ ทรัพยากรอย่างเหมาะสม มีการสร้างเครือข่ายเพื่อเผยแพร่แนวคิดความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่าง ยั่งยืน
9-45
วิธีสอนและ กิจกรรม
1. 2. 3. 4.
นาเข้าสู่บทเรียน บรรยายประกอบ Power Point เนื้อหาบทเรียนที่ 9.3 ถาม-ตอบเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน สรุปประเด็นสาคัญและอภิปรายร่วมกัน
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
บรรณานุกรมแนบท้ายหน่วยเรียน เอกสารประกอบการสอนวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) บทเรียนที่ 9.3 - Power Point บทเรียนที่ 9.3 และ LCD Projector
งานที่มอบหมาย - ทาแบบฝึกหัดเสริมท้ายบทเรียน - ศึ ก ษาเพิ่ ม เติ ม หาข้ อ มู ล ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การพั ฒ นาธุ ร กิ จ อย่ า งยั่ ง ยื น มา วิพากษ์วิจารณ์ในชั้นเรียน การวัดผล 1. สังเกตความสนใจในห้องเรียน 2. การตอบคาถามขณะเรียนและการอภิปรายซักถาม 3. ผลงานจากแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดเสริม 9.1 1. จงบอกความหมายของสิทธิมนุษยชน: SA800/WRAP มาพอสังเขป 2. มาตรฐานแรงงานว่าด้วยความรับผิดชอบทางสังคม (Social Accountability 8000 : SA 8000) มีสาระสาคัญอย่างไรบ้าง 3. จงบอกบทบาทและความรับผิดชอบในการดาเนินธุรกิจ มาพอสังเขป 4. จงบอกการเสริมสร้างจริยธรรมทางธุรกิจในองค์กร มาพอสังเขป 5. จงบอกการสร้างแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจ มาพอสังเขป 6. ระดับขั้นพัฒนาการทางจริยธรรม (Model Development Theory) ของคนมี 6 ขั้น (The Six Stages of Moral Judgment) อะไรบ้าง จงอธิบายมาพอสังเขป
9-46 แบบฝึกหัดเสริม 9.2 1. จงอธิบายทฤษฎีใหม่ พร้อมยกตัวอย่างมาพอสังเขป 2. จงอธิบายการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างมาพอ สังเขป 3. จงยกตัวอย่างบุคคลทีม่ ีชื่อเสียง และน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ใน การดาเนินชีวิตและประกอบธุรกิจ มา 1 ตัวอย่าง พร้อมอธิบายมาพอสังเขป 4. ให้ท่านศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริทเี่ กี่ยวข้องกับทรัพยากรน้า ทรัพยากร ป่าไม้ ทรัพยากรที่ดิน ทรัพยากรประมง ทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม มาอย่างละ 1 โครงการ แบบฝึกหัดเสริม 9.3 5. จงบอกความหมายของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน มาพอสังเขป 6. จงบอกองค์ประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน มีกมี่ ิติ อะไรบ้าง 7. จงบอกการประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน มาพอสังเขป 8. จงวิเคราะห์กรณีศึกษาที่ประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาทีย่ ั่งยืน ในเนื้อหาหน่วยเรียน
9-47
บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2539). การประเมินผลจากสภาพจริง (Authentic Assessment). กรุงเทพ: กระทรวงศึกษาธิการ. เกื้อ วงศ์บุญสิน. (2538). ประชากรกับการพัฒนา. พิมพ์ครัง้ ที่ 2. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. น.71-72. จินตนา บุญบงการ. (2541). สภาพแวดล้อม. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี. เฉลิมเกียรติ แก้วหอม. (30 กันยายน 2555). หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable development). เรียกใช้เมื่อ 15 ตุลาคม 2561 จาก http://sukanrat.blogspot.com/2012/09/sustainable-development.html ดลพัฒน์ ยศธร. (2542). การนาเสนอรูปแบบการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพุทธ ศาสตร์. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปกรณ์เทพ พจี. (2549). ปัจจัยทีม่ ีผลต่อโครงการหนึง่ ผลิตภัณฑ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาหมูบ่ ้านเมืองบางจังหวัดหนองคาย. รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. น.16-17. พจนา สวนศรี. (2546). คู่มือการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนโครงการท่องเที่ยวเพื่อชีวิตและ ธรรมชาติ. กรุงเทพ: กองทุนแคนาดาประจาประเทศไทย. น.12-13. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต). (2539). การพัฒนาที่ยั่งยืน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์มลู นิธิโกมลคีมทอง. น.25. ไพฑูรย์ พงศะบุตร. (2544). พจนานุกรมฉบับที่ 27. กรุงเทพ: ไทยวัฒนาพานิช. น.21. ภรณี หลาวทอง และคณะ. (2555). การประยุกต์คุณลักษณะการเป็นผูป้ ระกอบการวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อมตามแนวพระราชดาริเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างผู้ประกอบการ ใหม่. วิจัย: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน. มูลนิธิชัยพัฒนา. (2542). พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช. มูลนิธิชัยพัฒนา, 50. มูลนิธิชัยพัฒนา. (2560). เศรษฐกิจพอเพียง. เรียกใช้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 จาก มูลนิธิชัยพัฒนา: http://www.chaipat.or.th/site_content/34-13/3579-2010-10-08-05-24-39.html เรวัต ตันตยานนท์. (2560). ธุรกิจกับการสร้างนวัตกรรม. สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2560. จาก http://www.bangkokbiznews. com/blog/detail/639896 สรรพศิลปศาสตราธิราช การจัดการทรัพยากร. (2542). ทฤษฎีใหม่: แนวทางการจัดการที่ดินและนา เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน. เรียกใช้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 จาก สรรพศิลปศาสตราธิราช การ จัดการทรัพยากร: https://web.ku.ac.th/king72/2542-09/res05_02.html สรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม. (2544). เศรษฐกิจพอเพียง: พืนฐานสูก่ ารพัฒนาที่ยั่งยืน. นนทบุร:ี เพชรรุ่งการ พิมพ์.
9-48 สานักงานสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงานจังหวัดอุดรธานี. (ตุลาคม 2552). มาตรฐานแรงงาน. เรียกใช้ เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 จาก สานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอุดรธานี: http://www.oocities.org/udornlabour/standardlabour2.htm สานักพระราชวัง. (2525). สมุดภาพโครงการตามพระราชดาริ. กรุงเทพ. สิน สุโรบล. (2546). การท่องเที่ยวโดยชุมชนแนวคิดประสบการณ์พืนที่ภาคเหนือ. เชียงใหม่: สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. น.52. สุทธิดา ศิริบุญหลง. (2554). การพัฒนาแบบยั่งยืน : กระบวนการกระทาทางเศรษฐกิจ สังคม (metabolism) และการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเชิงสร้างสรรค์. น.22-25. สุภาพร พิศาลบุตร. (2549). การวางแผนและการบริการโครงการ. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัย ราชภัฎสวนดุสิต สุมาลี สันติพลวุฒิ และคณะ. (2545). แนวทางในการวางแผนระดับชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยงั่ ยืน กรณีศึกษาตาบลเขาสามยอดและตาบลชอนน้อย. รายงานการวิจัย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร. ไสว บุญมา. (2543). เศรษฐกิจพอเพียง : ภูมิปัญญาชาติไทย. กรุงเทพฯ: พี.เอ.ลีฟวิ่ง. หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ. (26 ตุลาคม 2560). แนวพระราชดาริการพัฒนาของ ‘พ่อหลวง’ ใน ต่างประเทศ. เรียกใช้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 จาก หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ: http://www.thansettakij.com/content/222936 อาพล เนาณรงค์. (2542). ประมวลบทความทางวิชาการเกษตรปี 2538-2541 . กรุงเทพ: กรม วิชาการเกษตร.
สอบ-17.1 สัปดาห์ที่ 17 ใบเตรียมการสอน เวลา 3 ชั่วโมง สอบปลายภาค ชื่อบทเรียน หน่วยเรียนที่ 6-9 จุดประสงค์การสอน สอบปลายภาค หน่วยเรียนที่ 6-9
รหัสวิชา 05-052-303 เวลา 180 นาที
สอบ-17.2
วิธีสอนและ กิจกรรม
สอบปลายภาค หน่วยเรียนที่ 6-9
หนังสืออ้างอิง สื่อการสอน
ข้อสอบปลายภาค เอกสารประกอบ วัสดุโสตทัศน์
งานที่มอบหมาย การวัดผล
ข้อสอบปลายภาค
-