Data Loading...

อรหันตธรรมบท ชุดที่ ๓ Flipbook PDF

อรหันตธรรมบท ชุดที่ ๓


106 Views
7 Downloads
FLIP PDF 21.46MB

DOWNLOAD FLIP

REPORT DMCA

มู ล นิ ธิ อุ ท ย า น ธ ร ร ม

อ ร หั น ต ธ ร ร ม บ ท ชุ ด ที่ ๓ แ ส ง ธ ร ร ม แ ห่ ง พ ร ะ ไ ต ร ปิ ฎ ก

¤ ³ Ð ¼Ù้ ¨Ñ ´ · ํ Ò

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ อรหันตธรรมบท ชุดที่ ๓ สำหรับแจกเป็นธรรมานุเคราะห์ จัดทำถวายพระศาสนาโดย โครงการแสงธรรมแห่งพระไตรปิฎก มูลนิธิอุทยานธรรม ผู้กอปรกิจ และเจ้าภาพทุกท่าน เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๑ (วันอาสาฬหบูชา ๒๕๖๑) Email: [email protected]

ที่ปรึกษา: ไชย ณ พล อัครศุภเศรษฐ์ รวบรวมและเรียบเรียง: ณัฐกร ทับทอง จัดทำและเผยแผ่: วิสุทธิ์ ปรมาภรณ์พิลาส นิธิยา วิทวัสกุล นิตินาถ ชาติศิริวัฒนา ชัยชาญ รักการงาน พิสูจน์อักษร: ณัตยาภรณ์ เจียรวงศ์ ณัฏฐา เจียรวงศ์ ภาพประกอบ: มลฤดี ตั้งสกุลพิทักษ์

© มูลนิธิอุทยานธรรม 345 หมู่ 3 ต.สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77120 Email: [email protected] Website: www.uttayarndham.org

Ê Ò Ã ºÑ ­

แสงธรรมแห่งพระไตรปิฎก

v

บทนำ

vi

บริสุทธิ์ดังดวงจันทร์

7

เหมือนปาธุลีทวนลม

15

เหมือนกังสดาลปากขาด

21

ประโยชน์ของตน

31

ผู้มีกัลยาณมิตรเป็นเพื่อน

35

มลทินของมนต์

39

ผู้ทรงธรรม

47

ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล

52

ผู้ยังโลกให้สว่าง

67

สถานที่อันน่ารื่นรมย์

80

ป่าเป็นที่รื่นรมย์ของผู้ไม่แสวงหากาม

91

ii

Ê Ò Ã ºÑ ­ ( µ่ Í )

จิตนี้เที่ยวไปไกล

95

จิตที่ตั้งไว้ชอบ

101

ถ้อยคำไม่ระคายหู

110

ผู้คายโลกามิส

114

ผู้ออกจากโลก

118

ผู้วางอาชญาได้แล้ว

112

ผู้เป็นที่รักของมหาชน

127

ผู้มีวัตรดี

132

ผู้ไม่มีความกังวล

139

เหมือนมะลิเครือปล่อยดอก

144

ผู้เลือกเก็บดอกไม้

147

เห็นโลกเหมือนพยับแดด

151

ราคะกับจิต

154

คาถาพัน

169

iii

Ê Ò Ã ºÑ ­ ( µ่ Í )

สัตว์โลกมืดบอด

179

รูปนี้

189

คนพาลเห็นบาปเหมือนของหวาน

192

เหมือนแมงมุมตกไปในใยของตัว

198

ประมวลธรรมบท

204

ท้ายเล่ม

234

หมายเหตุ : ชื่อตอนมาจากหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี เล่มที่ ๑ – ๔ 
 โดย อาจารย์วศิน อินทสระ

iv

á Ê § ¸ Ã Ã Á á Ë่ § ¾ Ã Ð ä µ Ã »Ô ® ¡

ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมที่บริบูรณ์ กว้างขวาง 
 เหมาะกับคนทุกวิชาชีพ ทุกจริต การละเลยธรรมะของพระศาสดา ทำให้เกิด การตีความธรรมะไปตามจริตและอวิชชาของตน ธรรมจึงแคบลง บิดเบือน ไปทีละน้อย ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงเรียกว่าสัทธรรมปฏิรูป อันเป็นเหตุแห่ง ความเสื่อมของพระธรรม แสงธรรมแห่งพระไตรปิฎก คือโครงการพระไตรปิฎกเสียง จัดทำขึ้น โดยมูลนิธิอุทยานธรรม เพื่อมุ่งธำรงธรรมของพระศาสดา และรักษาธรรม บริสุทธิ์ ให้คงอยู่คู่โลกสืบไป โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการให้ พุทธศาสนิกชน ทุกเพศ ทุกวัย เข้าถึงคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยตรง ด้วยรูปแบบสื่อเสียง เพื่อให้เกิดอรรถรสและธรรมรส มูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพุทธชนทั้งหลาย จะใช้สื่อพุทธธรรมนี้อย่าง แพร่หลายในชีวิตประจำวัน เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดอริยชนเพิ่มมากขึ้น ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับโครงการแสงธรรมแห่งพระไตรปิฎก มูลนิธิ อุทยานธรรม [email protected]

v

º·¹ํÒ

อรหันตธรรมบท เป็นบทธรรมและความเป็นมาแห่งพระอรหันต์ สมัยพุทธกาล ที่แสดงบุญญาภินิหาร วิบากกรรม และปฏิปทาในการ บำเพ็ญเพียรของแต่ละท่าน จนบรรลุอรหัตตผล เป็นทั้งแบบอย่าง เป็นทั้งอุทาหรณ์อันชัดเจน แก่ท่านพุทธชนทั้งหลายในการเลือก ปฏิปทาที่เหมาะสมกับตน เมื่อท่านอ่านอรหันตธรรมบทนี้ พึงวิปัสสนากฎแห่งกรรม พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ และอนุโมทนากับทุกท่าน ที่บรรลุธรรม เพื่อเจริญปัญญาพละและนิพพานปัจจัย ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ยิ่งขึ้น

vi

º ÃÔ ÊØ · ¸Ô์ ´Ñ § ´ Ç § ¨Ñ ¹ · Ã์

“àÃÒàÃÕ¡¼ÙéºÃÔÊØ·¸Ôì ¼èͧãÊ äÁè¢Øè¹ÁÑÇ ÁÕÀ¾à¤Ã×èͧà¾ÅÔ´à¾ÅÔ¹ÊÔé¹áÅéÇ àËÁ×͹¾ÃШѹ·Ãì·Õè»ÃÒȨҡÁÅ·Ô¹¹Ñé¹ÇèÒ à»ç¹¾ÃÒËÁ³ì”

~

¾ÃÒËÁ³ÇÃä ~

¾ à Р¨Ñ ¹ · Ò À à ¶ à Ð

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภ
 พระจันทาภเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ในอดีตกาล พ่อค้าในกรุงพาราณสีคนหนึ่งคิดว่า “เราจักไปสู่ปัจจันตชนบท แล้วนำไม้จันทน์แดงมา” เขาขนเอาวัตถุเป็นอันมาก มีผ้าและเครื่องอาภรณ์ เป็นต้น ไปยัง ปัจจันตชนบทด้วยเกวียน ๕๐๐ พักอยู่ใกล้ประตูหมู่บ้าน เขาถามเด็กเลี้ยง โคคนหนึ่งว่า “คนในหมู่บ้านนี้ที่ทำงานที่เชิงเขามีมั้ย” เด็กเลี้ยงโคนั้นตอบว่า “จ้ะ มีอยู่” พ่อค้าถามถึงชื่อของเขา ชื่อของภรรยาและบุตรของเขา และเรือนของ เขา เมื่อได้คำตอบแล้ว ได้ไปสู่ประตูเรือนของเขา เข้าไปสู่เรือน แล้วเรียกหา ภรรยาของเขา นางคิดว่า “บุคคลนี้จักเป็นญาติของพวกเราคนหนึ่ง” ดังนี้แล้ว จึงมาโดยเร็ว ปูอาสนะรับรอง พ่อค้านั้นนั่งบนอาสนะนั้นแล้ว ระบุชื่อถามว่า “สหายของฉันไปไหน” นางตอบว่า “ไปสู่ป่า นาย”

Audio 1

พ่อค้าระบุชื่อของคนทั้งปวงเทียว ถามว่า

9

“บุตรของฉันชื่อโน้น ธิดาของฉันชื่อโน้น ไปไหน” ดังนี้แล้ว กล่าวว่า “ท่านพึงให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์เหล่านี้แก่ชนเหล่านั้น ในเวลาที่สหาย ของฉันกลับมา ท่านพึงให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์นี้” แล้วได้ให้วัตถุเหล่านั้น นางทำสักการะอย่างยิ่งแก่เขาแล้ว ในเวลาที่ สามีมา จึงกล่าวว่า “นาย บุคคลนี้ตั้งแต่เขามา ได้กล่าวชื่อของชนทั้งปวง แล้วให้สิ่งนี้และ สิ่งนี้” ฝ่ายสามีของหญิงนั้นก็ทำกิจอันควรทำแก่เขา ครั้นในเวลาเย็น พ่อค้า นั่งบนที่นอน ถามเขาว่า “สหาย ท่านเที่ยวไปที่เชิงเขา ท่านเห็นอะไรมาก” เขาตอบว่า “ฉันไม่เห็นอย่างอื่น ฉันเห็นแต่ต้นไม้ที่มีกิ่งแดงมาก” “ต้นไม้นั้นมีมากหรือ” “จ้ะ ต้นไม้นั้นมีมาก” “ถ้ากระนั้น ท่านจงพาฉันไปดู” ดังนี้แล้ว พ่อค้าไปกับเขา ตัดต้นจันทน์แดง บรรทุกจนเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม แล้วกล่าวกะชายนั้นว่า “สหาย เรือนของฉันอยู่ที่กรุงพาราณสี ท่านพึงมายังเรือนฉัน
 เสมอ ๆ ฉันไม่ต้องการเครื่องบรรณาการอะไร ๆ ท่านพึงนำมาเฉพาะแต่ ต้นไม้ที่มีกิ่งแดงเท่านั้น” “ดีละ”

10

แล้วเมื่อเขาไปยังเรือนของพ่อค้านั้น ก็ย่อมนำมาแต่ไม้จันทน์แดง เท่านั้น แม้พ่อค้านั้นก็ให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่เขา ในสมัยนั้น พระกัสสปทศพลได้ปรินิพพานแล้ว ชนทั้งหลายได้สร้าง เจดีย์ทองไว้ วันหนึ่ง บุรุษนั้นได้บรรทุกไม้จันทน์แดงเป็นอันมากไปสู่กรุง
 พาราณสี ครั้งนั้น พ่อค้าผู้เป็นสหายได้ให้บดไม้จันทน์เป็นอันมากให้เต็ม ถาด แล้วกล่าวว่า “สหาย ท่านจงมา พวกเราจักไปสู่ที่ก่อเจดีย์ จนกว่าจะหุงภัตสุก แล้วจึง กลับ” พ่อค้าได้พาเขาไปในที่นั้น ทำการบูชาเจดีย์ด้วยไม้จันทน์ สหายชาวปัจจันตชนบทของเขานั้น ได้สร้างที่ดุจมณฑลแห่งพระจันทร์ ด้วยไม้จันทน์ในห้องแห่งพระเจดีย์ บุรพกรรมของเขามีเพียงนี้เท่านั้น อานิสงส์การบูชาด้วยไม้จันทน์แดง เขาจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก ยังพุทธันดรหนึ่งให้สิ้นไป แล้วในเทวโลกนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงราชคฤห์ รัศมีเช่นกับมณฑลพระจันทร์ตั้งขึ้นจากมณฑลแห่งนาภีของ เขา เพราะเหตุนั้น พวกญาติจึงขนานนามของเขาว่า "จันทาภะ" นัยว่า นั่น เป็นผลแห่งการทำที่ดุจมณฑลแห่งพระจันทร์ในพระเจดีย์ของเขา พราหมณ์ ทั้งหลายคิดกันว่า “พวกเราสามารถพาพราหมณ์นี้ไปหากินได้” ดังนี้แล้ว ให้เขานั่งบนยานน้อย เที่ยวกล่าวว่า

11

“ผู้ใดเอามือลูบคลำสรีระของจันทาภพราหมณ์นี้ ผู้นั้นจะได้อิสริยสมบัติ ชื่อเห็นปานนี้” ชนทั้งหลายเมื่อให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง แสนหนึ่งบ้าง จึงได้ เอามือถูกต้องสรีระของพราหมณ์นั้น พราหมณ์เหล่านั้น เที่ยวไปเนือง ๆ อยู่อย่างนี้ ก็ถึงกรุงสาวัตถีโดย ลำดับ พักอยู่ในระหว่างพระนครและวิหารเชตวัน อริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิในกรุงสาวัตถี ถวายทานในเวลาก่อนภัต แล้ว ในเวลาหลังภัต ถือของหอม ระเบียบดอกไม้ ผ้า และเภสัช ไปวิหารเพื่อ ฟังธรรม พราหมณ์ทั้งหลายเห็นอริยสาวกเหล่านั้น แล้วถามว่า “ท่านทั้งหลายจะไปที่ไหนกัน” อริยสาวกเหล่านั้นกล่าวว่า “พวกเราจักไปสู่สำนักของพระศาสดาเพื่อฟังธรรม” “ท่านทั้งหลายจงมา ท่านทั้งหลายไปในที่นั้นแล้ว จักทำอะไรอานุภาพ เช่นกับอานุภาพของจันทาภพราหมณ์ของพวกข้าพเจ้าไม่มี เพราะว่าชนทั้ง หลายถูกต้องสรีระของจันทาภพราหมณ์นั่น ย่อมได้สมบัติชื่อนี้ ท่านทั้ง หลายจงมา จงดูจันทาภพราหมณ์นั้น” “ชื่อว่าอานุภาพของจันทาภพราหมณ์ของท่านทั้งหลาย เป็นอย่างไร พระศาสดาของพวกเราเท่านั้นมีอานุภาพมาก” อริยสาวกและพวกพราหมณ์เหล่านั้นไม่อาจทำให้อีกฝ่ายยินยอมได้ 
 จึงกล่าวว่า “พวกเราไปสู่วิหารแล้ว จักรู้อานุภาพของจันทาภพราหมณ์ หรือของ พระศาสดาของพวกเรา”

12

ดังนี้แล้ว ได้พาจันทาภพราหมณ์นั้นไปสู่วิหาร เมื่อจันทาภพราหมณ์นั้นเข้าไปสู่สำนักของพระศาสดา พระศาสดาได้ ทรงทำให้รัศมีเพียงดังพระจันทร์หายไปเสีย จันทาภพราหมณ์นั้นได้เป็น ประหนึ่งกาในกระเช้าถ่านในสำนักพระศาสดา ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายนำให้เขาหลบออกไป รัศมีก็ได้กลับเป็นปกติ อย่างเดิม พราหมณ์ก็นำเขามาสู่สำนักพระศาสดาอีก รัศมีก็หายไปอย่างนั้น เหมือนกัน จันทาภพราหมณ์ไปมาแล้วอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง เห็นรัศมีหายไป อยู่ จึงคิดว่า “ผู้นี้เห็นจะรู้มนต์ที่ทำให้รัศมีของเราหายไป” เขาจึงทูลถามพระศาสดาว่า “พระองค์ทรงทราบมนต์เพื่อให้รัศมีหายไปหรือ” พระศาสดาตรัสว่า “เรารู้” “ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงประทานแก่ข้าพระองค์บ้าง” “เราไม่อาจให้แก่บุคคลผู้ไม่บวช” ดังนี้แล้ว จันทาภะได้กล่าวกะพวกพราหมณ์ว่า “เมื่อฉันเรียนมนต์นั่นแล้ว ฉันจักเป็นผู้ประเสริฐในชมพูทวีป พวกท่าน จงรออยู่ที่นี่ก่อน ฉันจักบวชเรียนมนต์สัก ๒-๓ วันเท่านั้น” จันทาภะทูลขอการบรรพชากะพระศาสดา แล้วได้อุปสมบท ครั้งนั้น พระศาสดาจึงตรัสบอกอาการ ๓๒ แก่จันทาภภิกษุนั้น เธอทูล ถามว่า “นี้อะไร”

13

พระศาสดาตรัสว่า “นี้เป็นบริกรรมแห่งมนต์ เธอควรสาธยาย” พวกพราหมณ์มาหาเขา แล้วถามว่า “ท่านเรียนมนต์ได้แล้วหรือ” เขาได้ตอบว่า “ยังก่อน ฉันกำลังเรียน” โดยล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น เขาบรรลุพระอรหัต เมื่อพวกพราหมณ์มา แล้ว ได้ถามเขาเช่นเดิม เขากล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงไปเถิด เดี๋ยวนี้ฉันเป็นผู้มีธรรมเครื่องไม่ไปเสียแล้ว” ภิกษุทั้งหลายได้ยินแล้ว ได้กราบทูลแด่พระตถาคตว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุนี้กล่าวคำไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตตผล” พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ จันทาภะบุตรของเรามีอาสวะสิ้นแล้ว ย่อมกล่าว แต่คำจริงเท่านั้น” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “เราเรียกผู้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว 
 มีภพเครื่องเพลิดเพลินสิ้นแล้ว 
 เหมือนพระจันทร์ที่ปราศจากมลทินนั้น ว่าเป็นพราหมณ์” ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น ดังนี้แล

14

à Ë Á× Í ¹ » Ò ¸Ø ÅÕ · Ç ¹ Å Á

“¼Ùéã´»ÃзØÉÃéÒµè͹ê¹¼ÙéäÁè»ÃзØÉÃéÒ ¼ÙéºÃÔÊØ·¸Ôì äÁèÁÕ¡ÔàÅʴبà¹Ô¹ ºÒ»ÂèÍÁ¡ÅѺ¶Ö§¼Ùé¹Ñé¹ «Öè§à»ç¹¤¹¾ÒŹÑè¹àͧ àËÁ×͹¸ØÅÕÍѹÅÐàÍÕ´·Õèà¢Ò«Ñ´·Ç¹ÅÁä» ©Ð¹Ñé¹”

~

»Ò»ÇÃä ~

¹ Ò Â ¾ Ã Ò ¹ ÊØ ¹Ñ ¢ ª×่ Í â ¡ ¡ Ð

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนายพราน สุนัขชื่อโกกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า นายพรานชื่อโกกะพร้อมด้วยสุนัขล่าเนื้อของเขาออกไปสู่ป่าแต่ เช้า พบภิกษุถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ 
 เขาโกรธ ด้วยคิดว่า “เราพบคนกาลกิณี (ชั่วร้าย) วันนี้คงไม่ได้อะไรแน่นอน” ดังนี้แล้ว เดินเข้าป่าไป ฝ่ายพระเถระเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้าน ทำภัตกิจเสร็จแล้วก็เดินกลับสู่ ที่อยู่ของตน วันนั้นนายพรานไม่ได้อะไร ๆ เลย เดินออกจากป่ามา พบพระเถระใน ระหว่างทางอีก จึงคิดว่า “เมื่อเช้า เราพบคนกาลกิณีนี้แล้ว ไปป่าจึงไม่ได้อะไร ๆ บัดนี้ พระรูปนี้ ได้มาเผชิญหน้ากับเราอีก เราจักให้สุนัขกัดพระรูปนี้เสีย” เขาให้สัญญาณแก่สุนัข แล้วปล่อยไป พระเถระอ้อนวอนว่า “อุบาสก ท่านอย่าทำอย่างนั้น” “วันนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้อะไร เพราะพบท่าน แล้วท่านก็มาพบข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าจักให้สุนัขกัดท่าน” ดังนี้แล้ว จึงให้ส่งสัญญานให้สุนัขกัด พระเถระรีบขึ้นต้นไม้ต้นหนึ่ง
 โดยเร็ว เหล่าสุนัขพากันล้อมต้นไม้นั้นไว้ Audio 2

นายโกกะร้องบอกว่า

17

“แม้ท่านขึ้นต้นไม้ ก็ไม่มีทางพ้นมือข้าพเจ้าได้” ดังนี้แล้ว จึงเอาปลายลูกศรแทงเท้าพระเถระ พระเถระได้แต่อ้อนวอนว่า “ขอท่านอย่าทำเช่นนั้น ขอท่านอย่าทำเช่นนั้น” นายโกกะไม่ใส่ใจคำวอนของท่าน กลับแทงกระหน่ำใหญ่ พระเถระถูก แทงที่เท้าขวา ก็ยกเท้าขวาขึ้น หย่อนเท้าซ้ายลงมา แม้ถูกแทงที่เท้าซ้าย 
 ก็ยกเท้านั้นขึ้น แล้วหย่อนอีกเท้าลงมาสลับกัน นายโกกะไม่ใส่ใจคำ อ้อนวอนของพระเถระ แทงเท้าทั้งสองของพระเถระ เท้าของพระเถระได้เป็น ประดุจถูกลนด้วยคบเพลิง ท่านเจ็บปวดไม่อาจจะคุมสติไว้ได้ จีวรที่ท่านห่ม หลุดลงโดยท่านไม่รู้ตัว มันตกลงคลุมร่างนายโกกะตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เหล่าสุนัขกรูกันเข้ารุมกัดนายโกกะ ด้วยเข้าใจว่าเป็นพระเถระ พวกมัน รุมกันกัดกินเจ้าของของตนจนเหลือแต่กระดูก สุนัขทั้งหลายออกมาจากจีวร มายืนอยู่ พระเถระได้หักกิ่งไม้แห้งขว้างสุนัขเหล่านั้น พวกมันเห็นพระเถระ จึงรู้ว่าพวกมันกัดกินเจ้าของของตน จึงหนีเข้าป่าไป พระเถระเกิดความสงสัยขึ้นว่า “นายพรานนั้นถูกคลุมด้วยจีวรของเราจึงโดนกัดจนตาย ศีลของเรา ด่างพร้อยหรือหนอ” ท่านลงจากต้นไม้ ไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลเรื่องราวนั้นตั้งแต่ ต้น แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศีลของข้าพระองค์ด่างพร้อยแลหรือ สมณภาพ ของข้าพระองค์ ยังคงมีอยู่แลหรือ” พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของพระเถระนั้น แล้วตรัสว่า “ภิกษุ ศีลของเธอไม่ด่างพร้อย สมณภาพของเธอยังมีอยู่ เขา ประทุษร้ายต่อเธอผู้ไม่ประทุษร้ายจึงถึงความพินาศ ทั้งมิใช่แต่ในบัดนี้

18

อย่างเดียวเท่านั้น แม้ในอดีตกาล เขาก็ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย 
 ถึงความพินาศแล้วเหมือนกัน” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสว่า บุรพกรรมของนายพราน ในอดีตกาล หมอผู้หนึ่งได้ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เที่ยวหาคนป่วยเพื่อ ประกอบเวชกรรม แต่ไม่มีใครยอมให้รักษา เขาถูกความหิวรบกวน เงินที่จะ ซื้ออาหารก็ไม่มี บังเอิญพบเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอยู่ จึงคิดว่า “จักให้งูกัดเด็กเหล่านี้แล้วรักษา ก็จักได้อาหาร” เขาเห็นงูตัวหนึ่งนอนชูหัวในโพรงไม้ จึงบอกเด็กว่า “นั่นลูกนกสาลิกา พวกเจ้าจงจับมัน” ทันใดนั้น เด็กน้อยคนหนึ่งตรงเข้าจับงูที่คอดึงออกมา เมื่อรู้ว่ามันเป็นงู จึงร้องเสียงดัง สะบัดอย่างแรง งูลอยไปตกบนหัวของหมอนั้น งูได้รัดคอ แล้วกัดเขาจนตาย นายโกกะพรานสุนัขนี้ แม้ในกาลก่อนก็ประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ ประทุษร้าย ถึงความพินาศแล้วอย่างนี้เหมือนกัน” พระศาสดาครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดง ธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “ผู้ใดประทุษร้ายต่อนรชนผู้ไม่ประทุษร้าย 
 ผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสดุจเนิน 
 บาปย่อมกลับถึงผู้นั้น ซึ่งเป็นคนพาลนั่นเอง 
 เหมือนธุลีอันละเอียดที่เขาซัดทวนลมไป ฉะนั้น”

19

ในกาลจบเทศนา ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในพระอรหัตตผล พระธรรมเทศนา ได้มีประโยชน์แม้แก่บริษัทผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล

20

à Ë Á× Í ¹ ¡Ñ § Ê ´ Ò Å » Ò ¡ ¢ Ò ´

“à¸ÍÍÂèÒä´é¡ÅèÒǤíÒËÂÒº¡Ðã¤Ã æ ª¹àËÅèÒÍ×蹶١à¸ÍÇèÒáÅéÇ ¨Ð¾Ö§µÍºà¸Í à¾ÃÒСÒáÅèÒÇá¢è§¢Ñ¹¡Ñ¹·íÒãËéà¡Ô´·Ø¡¢ì ÍÒª­ÒµÍº¾Ö§¶Ù¡µéͧà¸Í ¼Ôà¸ÍÍÒ¨Âѧµ¹äÁèãËéËÇÑè¹äËÇä´é ´Ñ§¡Ñ§Ê´ÒÅ·Õè¶Ù¡¡íҨѴáÅéÇä«Ãé à¸Í¹Ñé¹ÂèÍÁºÃÃÅؾÃйԾ¾Ò¹ ¡ÒáÅèÒÇá¢è§¢Ñ¹¡Ñ¹ÂèÍÁäÁèÁÕá¡èà¸Í”

~ ·Ñ ³ ±ÇÃä ~

¾ÃÐ⡳±¸Ò¹à¶ÃÐ

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถระชื่อ โกณฑธานะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า จำเดิมแต่วันที่ท่านพระโกณฑธานะนั้นบวช รูปสตรีรูปหนึ่งเที่ยว ไปกับพระเถระ แต่พระเถระไม่เห็นรูปสตรีนั้น ส่วนมหาชนเห็น เมื่อท่าน เที่ยวบิณฑบาตอยู่ภายในบ้าน มหาชนถวายภิกษาทัพพี ๑ แล้ว พูดว่า “ท่านขอรับ ส่วนนี้จงเป็นของสำหรับท่าน แต่ส่วนนี้สำหรับสตรีผู้สหาย ของท่าน” ดังนี้แล้ว ก็ถวายภิกษาทัพพีที่ ๒ บุรพกรรมของพระเถระ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ภิกษุ ๒ รูปเป็นสหายกัน เป็นผู้กลมเกลียวกันอย่างยิ่ง ดุจคลอดจากครรภ์มารดาเดียวกัน ก็ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระชนมายุยืน ภิกษุทั้งหลายทำอุโบสถ ร่วมกันทุก ๆ ๑ ปี หรือทุก ๆ ๖ เดือน ท่านทั้งสองรูปนั้นก็ออกไปจากที่อยู่ ด้วยคิดว่า "จักไปสู่โรงอุโบสถ" เทวดาในชั้นดาวดึงส์ผู้หนึ่งเห็นท่านทั้งสองแล้ว คิดว่า “ภิกษุคู่นี้ช่างกลมเกลียวกันเหลือเกิน เราจักสามารถทำลายภิกษุคู่นี้ได้ หรือหนอ” ดังนี้แล้ว ได้มาในลำดับเวลาที่ตนคิดแล้วนั่นแล ในขณะนั้นภิกษุรูป หนึ่งกล่าวว่า

Audio 3

“ผู้มีอายุ ขอท่านจงรออยู่สักครู่หนึ่ง ผมต้องการจะถ่าย” 23

ท่านจึงเข้าไปในระหว่างพุ่มไม้ เมื่อพระเถระเสร็จกิจออกมา เทวดานั้น ได้นิรมิตตนเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง เอามือข้างหนึ่งเกล้ามวยผม ข้างหนึ่งจัด ผ้านุ่ง เดินตามออกมาข้างหลังพระเถระนั้น ท่านไม่เห็นหญิงนั้น แต่ภิกษุรูปที่ ยืนอยู่ข้างหน้าซึ่งคอยท่านอยู่เหลียวมาดู เห็นหญิงนั้นเดินตามออกมา เทวดารู้ว่าภิกษุนั้นเห็นตนแล้วก็อันตรธานไป ภิกษุนั้นพูดกะภิกษุที่เดิน ออกมาว่า “ผู้มีอายุ ศีลของท่านถูกทำลายเสียแล้ว” ภิกษุผู้เดินออกมากล่าวว่า “ผู้มีอายุ กรรมเห็นปานนั้นของผมไม่มี” “เมื่อกี้ หญิงรุ่นสาวเดินตามออกมาข้างหลังท่าน ท่านทำกรรมแล้ว 
 ท่านยังพูดปฏิเสธว่า กรรมเห็นปานนี้ของผมไม่มี” “ผู้มีอายุ ขอท่านจงอย่าให้ผมฉิบหายเลย กรรมเห็นปานนั้นของผม 
 ไม่มีจริงๆ” “ผมเห็นด้วยตาทั้งสองเอง จักเชื่อท่านได้อย่างไร” ดังนี้แล้ว ทั้งสองก็แตกกันแล้วหลีกไป แม้ในโรงอุโบสถภิกษุผู้กล่าวหา ตั้งใจว่า “เราจักไม่ทำอุโบสถร่วมกับภิกษุนี้” ภิกษุผู้ถูกกล่าวหาก็แจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ท่านขอรับ จุดดำแม้เท่าเมล็ดงา ย่อมไม่มีในศีลของผม” ภิกษุผู้กล่าวหากล่าวยืนยันว่า “กรรมลามกนั้น ผมเห็นเอง” เทวดาเห็นภิกษุผู้กล่าวหา ไม่ปรารถนาจะทำอุโบสถร่วมกับภิกษุที่ตน แกล้ง ได้หวนคิดว่า 24

“เราทำกรรมหนักแล้ว” ดังนี้ ได้กล่าวว่า “ศีลของพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าไม่ได้ถูกทำลาย ข้าพเจ้าทำกรรมอัน ลามกนั่นก็เพื่อจะทดสอบความสัมพันธ์ของพวกท่าน ขอท่านจงทำอุโบสถ ร่วมกับพระผู้เป็นเจ้านั้นเถิด” ภิกษุผู้กล่าวหานั้นเชื่อคำของเทวดา จึงได้ทำอุโบสถร่วมกัน แต่หาได้ เป็นผู้มีจิตชิดเชื้อในภิกษุผู้ถูกกล่าวหาเหมือนในกาลก่อนไม่ บุรพกรรมของเทวดามีประมาณเท่านี้ ก็ในเวลาสิ้นอายุ พระเถระเหล่า นั้นได้บังเกิดในเทวโลกแสนสบาย ฝ่ายเทวดาบังเกิดในอเวจี หมกไหม้อยู่ในอเวจีนั้นสิ้น ๑ พุทธันดร ในพุทธุปบาทกาลนี้ เทวดาได้บังเกิดในกรุงสาวัตถี ถึงความเจริญวัย แล้ว ได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา ตั้งแต่วันที่ท่านบวช รูปสตรีนั้นก็ได้ ปรากฏอย่างนั้นนั่นแล เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงได้ขนานนามท่านว่า "โกณฑธานะ" ภิกษุทั้งหลายเห็นท่านเที่ยวไปอยู่อย่างนั้น จึงบอกอนาถบิณฑิกเศรษฐี ว่า “ท่านเศรษฐี ท่านจงขับไล่ภิกษุผู้ทุศีลรูปนี้ออกจากวิหารของท่านเสีย เพราะว่า ความเสียหายจะเกิดขึ้นแก่ภิกษุที่เหลือ” ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ก็พระศาสดาไม่อยู่ในวิหารหรือ” “อยู่ ท่านเศรษฐี” “ท่านผู้เจริญ ถ้ากระนั้น พระศาสดาคงจักทรงทราบ”

25

ภิกษุเหล่านั้นไปแจ้งแม้แก่นางวิสาขาอย่างนั้นเหมือนกัน แม้นางวิสาขา ก็ได้ให้คำตอบแก่ภิกษุเหล่านั้นเหมือนกัน เมื่อท่านเหล่านั้นไม่รับฟัง ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ทูลแด่พระราชาว่า “มหาบพิตร ภิกษุชื่อโกณฑธานะ พาหญิงคนหนึ่งเที่ยวไป จะยังความ เสียหายให้เกิดแก่ภิกษุทุกรูป ขอมหาบพิตรทรงขับไล่ภิกษุนั้น ออกจากแว่น แคว้นของพระองค์เสีย” พระราชาตรัสว่า “ก็ภิกษุนั้นอยู่ที่ไหนเล่า” “อยู่ในวิหาร มหาบพิตร” “อยู่ในเสนาสนะหลังไหน” “ในเสนาสนะชื่อโน้น” “ถ้าเช่นนั้น ขออาราธนาพระคุณเจ้าไปเถิด ข้าพเจ้าจักสั่งให้จับภิกษุรูป นั้น” ในเวลาเย็น ท้าวเธอเสด็จไปวิหาร รับสั่งให้พวกบุรุษล้อมเสนาสนะนั้น ไว้ แล้วได้เสด็จผินพระพักตร์ตรงที่อยู่ของพระเถระ พระเถระได้ยินเสียงเอะอะ จึงได้ออกจากเสนาสนะ ยืนอยู่ที่หน้ามุข 
 พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นรูปสตรีนั้น ยืนอยู่ข้างหลังพระเถระ พระเถระ ทราบว่าพระราชาเสด็จมา จึงขึ้นไปยังเสนาสนะ แล้วนั่งอยู่ พระราชาไม่ทรงไหว้พระเถระ ไม่ทอดพระเนตรเห็นสตรีนั้น ท้าวเธอทรง ตรวจดูที่ซอกประตูบ้าง ที่ใต้เตียงบ้าง ก็มิได้ทรงประสบเลย จึงได้ตรัสกะ พระเถระว่า “ท่านขอรับ ข้าพเจ้าเห็นสตรีนางหนึ่งในที่นี้ เขาไปไหนเสีย” พระเถระทูลว่า 26

“อาตมภาพไม่เห็น มหาบพิตร” “เมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าเห็นสตรียืนอยู่ข้างหลังท่าน” “อาตมภาพไม่เห็น มหาบพิตร” พระราชาทรงดำริว่า “นี่มันเป็นเรื่องอะไรกันหนอ” แล้วตรัสว่า “ขอนิมนต์ท่านออกไปจากที่นี่ก่อน ขอรับ” เมื่อพระเถระออกไป ยืนอยู่ที่หน้ามุข สตรีนั้นก็ได้ยืนอยู่ข้างหลังของ พระเถระอีก พระราชาทอดพระเนตรเห็นสตรีนั้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นไปชั้นบนอีก พระเถระทราบความที่พระราชานั้นเสด็จมาแล้ว จึงนั่งลง พระราชา ทรงตรวจดูสตรีนั้นในที่ทุกแห่งอีก ก็มิได้ทรงประสบ จึงตรัส ถามพระเถระนั้นซ้ำอีกว่า “สตรีนั้นอยู่ที่ไหน ขอรับ” พระเถระทูลว่า “อาตมภาพไม่เห็นสตรีนั้น มหาบพิตร” “ขอท่านโปรดบอกเถิดขอรับ เมื่อกี้นี้เอง ข้าพเจ้าเห็นสตรียืนอยู่ข้าง หลังของท่าน” “ขอถวายพระพร มหาบพิตร แม้มหาชนก็พูดว่า สตรีเที่ยวไปข้างหลัง อาตมภาพ ส่วนอาตมภาพไม่เห็นสตรีนั้นเลย” พระราชาดำริว่า “นั่นพึงเป็นรูปเทียม” แล้วรับสั่งกะพระเถระอีกว่า 27

“ท่านขอรับ ขอท่านจงลงไปจากที่นี่ดูที” เมื่อพระเถระลงไปยืนอยู่ที่หน้ามุข พระราชาก็ได้ทอดพระเนตรเห็นสตรี นั้นยืนอยู่ข้างหลังของพระเถระนั้นอีก ครั้นเสด็จขึ้นไปข้างบน ก็กลับมิได้ ทอดพระเนตรเห็น ท้าวเธอทรงซักถามพระเถระอีก เมื่อท่านทูลยืนกรานคำเดียวว่า “อาตมภาพไม่เห็น” ก็ทรงสันนิษฐานได้ว่านั่นเป็นรูปเทียมแน่ จึงตรัสกะพระเถระว่า “ท่านขอรับ เมื่อสังกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) เห็นปานนั้นเที่ยวติดตาม ไปข้างหลังท่านอยู่ คนอื่นใคร ๆ จักไม่ถวายภิกษาแก่ท่าน ท่านจงเข้าไป พระราชวังของข้าพเจ้าเนืองนิตย์ ข้าพเจ้าจักบำรุงท่านด้วยปัจจัย ๔” ทรงนิมนต์พระเถระแล้ว ก็เสด็จหลีกไป ภิกษุทั้งหลายยกโทษว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูกิริยาของพระราชาผู้ลามก เมื่อ พวกเราทูลว่า ขอพระองค์ทรงขับไล่ภิกษุนั้นออกจากวิหารเสีย ก็เสด็จมา กลับนิมนต์ภิกษุนั้นด้วยปัจจัย ๔ แล้วเสด็จกลับ” ภิกษุทั้งหลายก็กล่าวกะพระเถระนั้นว่า “เฮ้ย คนทุศีล บัดนี้ พระราชากลายเป็นคนชั่วแล้ว” พระเถระนั้น ในกาลก่อนไม่อาจจะกล่าวอะไร ๆ กะภิกษุทั้งหลายได้ บัดนี้ กล่าวตอบทันทีว่า “พวกท่านเป็นผู้ทุศีล พวกท่านเป็นคนชั่ว พวกท่านพาหญิงเที่ยวไป” ภิกษุเหล่านั้นไปกราบทูลแด่พระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระโกณฑธานะอันข้าพระองค์ทั้งหลายว่ากล่าว แล้ว กลับกล่าวด่าต่าง ๆ เป็นต้นว่า แม้พวกท่านก็เป็นผู้ทุศีล” 28

พระศาสดาทรงไต่สวนทั้งสองฝ่าย พระศาสดารับสั่งให้เรียกพระโกณฑธานะนั้นมา แล้วตรัสถามว่า “ภิกษุ ข่าวว่าเธอกล่าวอย่างนั้นจริงหรือ” พระเถระกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” “เพราะเหตุไรเธอจึงกล่าวอย่างนั้น” “เพราะเหตุที่ภิกษุเหล่านั้นกล่าวกับข้าพระองค์” “ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรพวกท่านจึงกล่าวกะภิกษุนี้อย่างนั้น” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์เห็นหญิงเที่ยวไปข้างหลังภิกษุนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น” “ภิกษุเหล่านี้เห็นหญิงเที่ยวไปกับเธอ จึงกล่าวขึ้นอย่างนั้น ส่วนตัวเธอ ไม่ได้เห็นเลย เหตุไฉนจึงกล่าวกะภิกษุเหล่านี้อย่างนั้นเล่า ผลนี้เกิดขึ้นเพราะ อาศัยทิฏฐิลามกของเธอในกาลก่อนมิใช่หรือ เหตุไรในบัดนี้ เธอจึงถือทิฏฐิ ลามกอีกเล่า” พวกภิกษุทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนี้ได้ทำกรรมอะไรในปางก่อน” ทีนั้น พระศาสดาตรัสบุรพกรรมของท่านแก่ภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า “ภิกษุ เธออาศัยกรรมลามกนี้ จึงถึงประการอันแปลกนี้แล้ว บัดนี้ การที่ เธอถือทิฏฐิอันลามกเห็นปานนั้นอีก ไม่สมควร เธออย่ากล่าวอะไร ๆ กับ ภิกษุทั้งหลายอีก จงเป็นผู้ไม่มีเสียง เช่นกังสดาลอันเขาตัดขอบปากแล้ว เมื่อทำอย่างนั้น จักเป็นผู้ชื่อว่าบรรลุพระนิพพาน” เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า

29

“เธออย่าได้กล่าวคำหยาบกะใคร ๆ 
 ชนเหล่าอื่นถูกเธอว่าแล้ว จะพึงตอบเธอ 
 เพราะการกล่าวแข่งขันกันทำให้เกิดทุกข์ 
 อาชญาตอบพึงถูกต้องเธอ 
 ผิเธออาจยังตนไม่ให้หวั่นไหวได้ ดังกังสดาลที่ถูกกำจัดแล้วไซร้ 
 เธอนั้นย่อมบรรลุพระนิพพาน 
 การกล่าวแข่งขันกัน ย่อมไม่มีแก่เธอ” ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้นแล้ว แม้พระโกณฑธานเถระตั้งอยู่ในพระโอวาทที่พระศาสดาประทานแล้ว ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลต่อกาลไม่นานนัก ท่านได้เหาะขึ้นไปในอากาศ 
 จับสลากเป็นครั้งแรก ดังนี้แล ท่านได้จับสลากได้ที่ ๑ สามครั้ง คือ เมื่อพระศาสดาจะเสด็จไปสู่อุคคน ครในกิจนิมนต์ของนางมหาสุภัททา ๑ เมื่อเสด็จไปสู่เมืองสาเกตในกิจ นิมนต์ของนางจุลสุภัททา ๑ เมื่อเสด็จไปสู่สุนาปรันตชนบท ๑ ในกิจนิมนต์ เหล่านั้น ต้องการแต่พระขีณาสพล้วน ๆ ๕๐๐ องค์

30

» Ã Ð â Â ª ¹์ ¢ Í § µ ¹

“ºØ¤¤ÅäÁè¾Ö§Âѧ»ÃÐ⪹ì¢Í§µ¹ãËéàÊ×èÍÁàÊÕ à¾ÃÒлÃÐ⪹ì¢Í§¤¹Í×è¹áÁéÁÒ¡ ÃÙé¨Ñ¡»ÃÐ⪹ì¢Í§µ¹áÅéÇ ¾Ö§à»ç¹¼Ùé¢Ç¹¢ÇÒÂã¹»ÃÐ⪹ì¢Í§µ¹”

~ ÍÑ µ µÇÃä ~

¾ Ã Ð ÍÑ µ µ ·Ñ µ ¶ à ¶ Ã Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระอัตตทัตถเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า พระศาสดาตรัสในกาลที่จวนจะปรินิพพานว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในอีก ๔ เดือนข้างหน้า เราจักปรินิพพาน”

ภิกษุประมาณ ๗๐๐ รูปซึ่งยังเป็นปุถุชน เกิดความสังเวช ไม่ละสำนัก

พระศาสดาเลย เที่ยวปรึกษากันว่า

“ท่านผู้มีอายุ พวกเราจะทำอะไรหนอแล”



ส่วนพระอัตตทัตถเถระคิดว่า



“ข่าวว่า พระศาสดาจักปรินิพพานในอีก ๔ เดือนข้างหน้า ก็ตัวเรายัง

เป็นผู้มีราคะอยู่ เมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่นี่แหละ เราจักพยายาม เพื่อประโยชน์แก่พระอรหัต”

พระเถระจึงไม่ได้ไปสำนักของภิกษุเหล่านั้น ต่อมาได้พบภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุเหล่านั้นได้ตำหนิท่านว่า

“ผู้มีอายุ เหตุใดท่านจึงไม่มาสำนักของพวกกระผมเพื่อปรึกษาหารือกัน

เลย”

ดังนี้แล้ว ก็นำท่านไปสู่สำนักพระศาสดา แล้วได้ทูลเรื่องราวแด่


พระศาสดา พระศาสดาตรัสถามว่า

“เหตุไรเธอจึงทำอย่างนั้น”



ท่านพระอัตตทัตถเถระกราบทูลว่า



“ข้าพระองค์ได้ทราบข่าวว่าพระองค์จักปรินิพพานในอีก ๔

33

Audio 4

เดือนข้างหน้า ข้าพระองค์พยายามเพื่อบรรลุพระอรหัต ในขณะที่พระองค์ ยังทรงพระชนม์อยู่ พระพุทธเจ้าข้า”

พระศาสดาประทานสาธุการแก่พระเถระนั้น แล้วตรัสว่า



“ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดมีความสิเนหาในเรา ผู้นั้นควรเป็นดุจอัตตทัตถะ

ด้วยว่า ชนทั้งหลายบูชาอยู่ด้วยวัตถุต่าง ๆ มีของหอมเป็นต้น ย่อมไม่ชื่อว่า บูชาเรา ส่วนผู้บูชาอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมชื่อว่าบูชา เรา เพราะฉะนั้น แม้ภิกษุรูปอื่นก็พึงเป็นเช่นอัตตทัตถะ”

ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า





“บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตนให้เสื่อมเสีย 






เพราะประโยชน์ของคนอื่นแม้มาก 






รู้จักประโยชน์ของตนแล้ว 






พึงเป็นผู้ขวนขวายในประโยชน์ของตน”



ในกาลจบเทศนา พระเถระนั้นได้ตั้งอยู่ในพระอรหัตตผล



เทศนาได้เป็นประโยชน์แม้แก่ภิกษุผู้มาประชุมกันทั้งหลาย ดังนี้แล

34

¼Ù้ ÁÕ ¡Ñ Å Â Ò ³ ÁÔ µ Ã à »็ ¹ à ¾×่ Í ¹

“ºØ¤¤ÅäÁè¤Ç亻һÁԵà äÁè¤Ç人ØÃØɵíèÒªéÒ ¤Ç亡ÑÅÂÒ³ÁԵà ¤Ç人ØÃØÉÊÙ§ÊØ´”

~ »Ñ ³ ±Ô µ ÇÃä ~

¾ Ã Ð ©Ñ ¹ ¹ à ¶ Ã Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระ
 ฉันนเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ท่านพระฉันนะนั้นด่าพระอัครสาวกทั้งสองว่า “เราเมื่อตามเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์กับพระลูกเจ้าของเราทั้งหลาย ในเวลานั้น มิได้เห็นผู้อื่นแม้สักคนเดียว แต่บัดนี้ ท่านพวกนี้เที่ยวกล่าวว่า เราชื่อสารีบุตร เราชื่อโมคคัลลานะ พวกเราเป็นอัครสาวก” พระศาสดาทรงสดับข่าวนั้นในสำนักภิกษุทั้งหลายแล้ว รับสั่งให้เรียก พระฉันนเถระมา แล้วตรัสสอน ท่านนิ่งในชั่วขณะนั้นเท่านั้น ยังกลับไปด่าพระเถระทั้งหลายเหมือน อย่างนั้นอีก พระศาสดารับสั่งให้หาท่านซึ่งกำลังด่ามา ตรัสสอนอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง แล้วตรัสเตือนว่า “ฉันนะ ชื่อว่าอัครสาวกทั้งสองเป็นกัลยาณมิตร เป็นบุรุษชั้นสูงของเธอ เธอจงเสพ จงคบกัลยาณมิตรเห็นปานนี้” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “บุคคลไม่ควรคบปาปมิตร 
 ไม่ควรคบบุรุษต่ำช้า 
 ควรคบกัลยาณมิตร 
 ควรคบบุรุษสูงสุด” ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มี โสดาปัตติผลเป็นต้นแล้ว

Audio 5

37

ฝ่ายพระฉันนเถระ แม้ได้ฟังพระโอวาทแล้ว ก็ยังด่าขู่พวกภิกษุอยู่อีก เหมือนก่อนนั่นเอง แม้พวกภิกษุก็กราบทูลแด่พระศาสดาอีก พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ พวกเธอจักไม่อาจทำให้ฉันนะ สำเหนียกได้ แต่เมื่อเราปรินิพพานแล้ว ฉันนะจึงจักสำเหนียก” ครั้นในเวลาที่พระศาสดาจวนจะเสด็จปรินิพพาน ท่านพระอานนท์ได้ทูล ถามว่า “พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติกับพระฉันนเถระอย่างไร” พระศาสดาตรัสว่า “อานนท์ พวกเธอพึงลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุเถิด” เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว พระฉันนะนั้นได้ฟังพรหมทัณฑ์ที่ พระอานนท์เถระยกขึ้นแล้ว มีทุกข์ เสียใจ ล้มสลบถึง ๓ ครั้ง แล้ววิงวอนว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านอย่าให้กระผมฉิบหายเลย” ดังนี้แล้ว บำเพ็ญวัตรอยู่โดยชอบ ต่อกาลไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว ดังนี้แล

38

Á Å ·Ô ¹ ¢ Í § Á ¹ µ์

“Á¹µì·Ñé§ËÅÒÂÁÕÍѹäÁè·èͧºè¹ à»ç¹ÁÅ·Ô¹ àÃ×͹ÁÕ¤ÇÒÁäÁèËÁÑè¹ à»ç¹ÁÅ·Ô¹ ¤ÇÒÁà¡Õ¨¤ÃéÒ¹ à»ç¹ÁÅ·Ô¹¢Í§¼ÔǾÃó ¤ÇÒÁ»ÃÐÁÒ· à»ç¹ÁÅ·Ô¹¢Í§¼ÙéÃÑ¡ÉÒ”

~ ÁÅÇÃä ~

¾ Ã Ð â Å ÌØ · Ò ÂÕ à ¶ Ã Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระโลฬุทายีเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ชาวนครสาวัตถีผู้เป็นอริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิ ถวายทานใน เวลาก่อนภัตแล้ว ในเวลาหลังภัตจึงถือวัตถุทั้งหลายมีเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และผ้า เป็นต้น ไปวิหารเพื่อฟังธรรมกถา เมื่อฟังธรรมเสร็จ แล้ว ในขณะเดินกลับ ย่อมกล่าวคุณของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ พระโลฬุทายีเถระสดับถ้อยคำของอริยสาวกเหล่านั้นแล้ว จึงพูดว่า “พวกท่านฟังธรรมกถาของพระเถระทั้งสองนั้น ยังกล่าวถึงอย่างนี้ 
 ถ้าได้ฟังธรรมกถาของฉันแล้ว จักกล่าวอย่างไรหนอ” มหาชนฟังถ้อยคำของท่านแล้ว คิดว่า “พระเถระนี้จักเป็นพระธรรมกถึกรูปหนึ่ง พวกเราควรฟังธรรมกถาของ พระเถระนี้” วันหนึ่ง พวกเขาอาราธนาพระเถระว่า “ท่านขอรับ วันนี้เป็นวันฟังธรรมของพวกกระผม” พวกเขาถวายทานแก่พระสงฆ์แล้ว พูดว่า “ท่านขอรับ ขอท่านพึงกล่าวธรรมกถาเถิด” ฝ่ายพระเถระนั้นได้รับนิมนต์แล้ว เมื่อมหาชนมาในเวลาฟังธรรม แล้วพูดว่า “ท่านขอรับ ขอท่านจงกล่าวธรรมแก่พวกกระผมเถิด” พระโลฬุทายีเถระนั่งบนอาสนะแล้ว จับพัดอันวิจิตร 


41

Audio 6


ตัวสั่น ไม่เห็นบทธรรมแม้บทหนึ่ง พูดว่า “ฉันจักสวดสรภัญญะ ขอภิกษุรูปอื่นจงกล่าวธรรมกถา” ดังนี้แล้ว ก็ลงจากอาสนะ มหาชนนิมนต์ภิกษุรูปอื่นกล่าวธรรมกถาแล้ว นิมนต์พระโลฬุทายีขึ้น อาสนะอีก เพื่อต้องการให้สวดสรภัญญะ พระโลฬุทายีนั้นไม่เห็นบทธรรม อะไร ๆ แม้อีก จึงพูดว่า “ฉันจักกล่าวในกลางคืน ขอภิกษุรูปอื่นจงสวดสรภัญญะ” แล้วก็ลงจากอาสนะ มหาชนนิมนต์ภิกษุรูปอื่นให้สวดสรภัญญะ แล้วนิมนต์พระเถระมาใน กลางคืนอีก พระเถระนั้นก็ยังไม่เห็นบทธรรมอะไร ๆ แม้ในกลางคืน จึงพูด ว่า “ฉันจักกล่าวในเวลาใกล้รุ่ง ขอภิกษุรูปอื่นจงกล่าวตอนนี้” แล้วก็ลงจากอาสนะ มหาชนนิมนต์ภิกษุรูปอื่นให้กล่าวธรรม พอถึงเวลาใกล้รุ่ง ก็นิมนต์พระ เถระนั้นมาอีก พระเถระนั้น แม้ในเวลาใกล้รุ่งก็มิได้เห็นบทธรรมอะไร ๆ มหาชนต่างถือก้อนดินและท่อนไม้ แล้วพูดว่า “พระอันธพาล เมื่อพวกข้าพเจ้ากล่าวสรรเสริญพระสารีบุตรและ
 พระโมคคัลลานะ ท่านพูดอย่างนี้และอย่างนี้ บัดนี้ เหตุไรจึงไม่พูด” พระเถระนั้นกลัว ได้หนีไป มหาชนติดตามไป พระเถระหนีจนไปตกลง ในเวจกุฎีแห่งหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า “เมื่อมหาชนสรรเสริญคุณพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะอยู่ 
 พระโลฬุทายีอวดอ้างประกาศความที่ตนเป็นธรรมกถึก เมื่อมหาชนทำ
 42

สักการะแล้วพูดว่า พวกกระผมจะฟังธรรม ท่านนั่งบนอาสนะถึง ๔ ครั้ง 
 ไม่เห็นบทธรรมอะไร ๆ ที่จะพึงกล่าว จึงถูกมหาชนถือก้อนดินและท่อนไม้ คุกคามว่า ท่านถือตัวเท่าเทียมกับพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานเถระ
 ผู้เป็นเจ้าของพวกเรา แล้วไล่ให้หนีไปจนตกลงในเวจกุฎี” บุรพกรรมของพระโลฬุทายี พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร” เมื่อพวกภิกษุกราบทูลแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน โลฬุทายีนี้ก็จม ลงในหลุมอุจจาระเหมือนกัน” ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสชาดกนี้ให้พิสดารว่า สุกรชาดก ว่าด้วย หมูท้าราชสีห์ ครั้งอดีต เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี 
 พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำภูเขา ใกล้หิมวันตประเทศ ในที่ไม่ไกลภูเขานั้น มีสุกรเป็นอันมากอาศัยสระแห่งหนึ่งอยู่ 
 พระดาบสทั้งหลายก็อาศัยสระนั้นอยู่บนบรรณศาลา อยู่มาวันหนึ่ง ราชสีห์ฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง เคี้ยวกินเนื้อจนเพียงพอแล้ว ลงไป ยังสระนั้น ดื่มน้ำแล้วขึ้นมา ขณะนั้น สุกรอ้วนตัวหนึ่งเที่ยวหาอาหารอยู่แถว สระนั้น ราชสีห์เห็นสุกรอ้วนตัวนั้น จึงคิดว่า “สักวันหนึ่งเราจักกินเจ้าสุกรตัวนี้ แต่มันเห็นเราเข้าจะไม่มาอีก 
 เพราะกลัว”

43

ดังนี้ จึงขึ้นจากสระหลบไปเสียข้างหนึ่ง สุกรมองดูราชสีห์คิดว่า “ราชสีห์นี้พอเห็นเราเข้า ก็ไม่อาจจะเข้าใกล้เพราะกลัวเรา จึงหนีไป เพราะความกลัว วันนี้ เราควรจะต้องต่อสู้กับราชสีห์นี้” แล้วชูหัวร้องเรียกราชสีห์ให้มาต่อสู้กันว่า “ดูกรสหาย เราก็มี ๔ เท้า แม้ท่านก็มี ๔ เท้า จงกลับมาสู้กันก่อนเถิด สหาย ท่านกลัวหรือจึงหนีไป” ราชสีห์ได้ฟังคำท้าของสุกรนั้น จึงกล่าวว่า “ดูกรสหายสุกร วันนี้เราไม่สู้กับท่าน แต่จากนี้ไป ๗ วัน จงมาสู้กันในที่ นี้แหละ” แล้วก็หลีกไป สุกรรื่นเริงเบิกบานใจว่า เราจักได้สู้กับราชสีห์ จึงเล่า เรื่องนั้นให้พวกญาติฟัง พวกญาติสุกรฟังแล้วพากันตกใจกลัว พูดขึ้นว่า “เจ้าจะพาพวกเราทั้งหมดให้ถึงความฉิบหายกันคราวนี้แหละ เจ้าไม่รู้ จักกำลังของตัว หวังจะสู้กับราชสีห์ ราชสีห์จักทำให้เราทั้งหมดถึงแก่ความ ตาย เจ้าอย่าทำกรรมอุกอาจนักเลย” สุกรสะดุ้งตกใจกลัว ถามว่า “คราวนี้เราจะทำอย่างไรดีเล่า” พวกสุกรต่างพากันพูดว่า “นี่แน่ะสหาย เจ้าจงไปในที่ถ่ายอุจจาระของพวกดาบสเหล่านี้ แล้ว เกลือกตัวเข้าที่อุจจาระเหม็น รอให้ตัวแห้งสัก ๗ วัน ถึงวันที่ ๗ จงเกลือกตัว ให้ชุ่มด้วยน้ำค้าง แล้วมาก่อนราชสีห์มา จงสังเกตทางลม แล้วยืนอยู่เหนือ ลม ราชสีห์เป็นสัตว์สะอาดได้กลิ่นตัวเพื่อนแล้ว จักให้เพื่อนชนะแล้วกลับ ไป”

44

สุกรอ้วนได้ทำตามนั้น ในที่วันที่ ๗ ได้ไปยืนอยู่ ณ ที่นั้น ราชสีห์ได้กลิ่น ตัวมันเข้า ก็รู้ว่าตัวเปื้อนอุจจาระ จึงกล่าวว่า “ดูกรเพื่อนสุกร ท่านคิดชั้นเชิงดีมาก หากท่านไม่เปื้อนอุจจาระ เราจัก ฆ่าท่านเสียตรงนี้แหละ แต่บัดนี้ เราไม่อาจกัดตัวท่านด้วยปาก เหยียบตัว ท่านด้วยเท้าได้ เราให้ท่านชนะ” แล้วกล่าวต่อว่า “ดูกรสุกร ท่านเป็นสัตว์สกปรก มีขนเหม็นเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป 
 ดูกรสหาย หากท่านประสงค์จะสู้กับเรา เราก็จะให้ชัยชนะแก่ท่าน” ราชสีห์ครั้นกล่าวแล้ว ก็กลับจากที่นั้น เที่ยวแสวงหาอาหาร ดื่มน้ำใน สระ เสร็จแล้วก็กลับเข้าถ้ำภูเขาตามเดิม แม้สุกรก็บอกแก่พวกญาติว่า 
 เราชนะราชสีห์แล้ว พวกสุกรเหล่านั้นพากันตกใจกลัวว่า ราชสีห์จะกลับมา สักวันหนึ่งอีก จักฆ่าพวกเราตายหมด จึงพากันหนีไปอยู่ที่อื่น พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดก ว่า “สุกรในครั้งนั้น ได้เป็นโลฬุทายีในครั้งนี้ ส่วนราชสีห์ได้เป็นเราตถาคต นี้แล” แล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย โลฬุทายีเรียนธรรมมีประมาณน้อยแท้ มิได้ท่องจำเลย การเรียนปริยัติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไม่ท่องจำปริยัตินั้น เป็นมลทินแท้” ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “มนต์ทั้งหลายมีอันไม่ท่องบ่น เป็นมลทิน 
 เรือนมีความไม่หมั่น เป็นมลทิน 
 ความเกียจคร้าน เป็นมลทินของผิวพรรณ 
 ความประมาท เป็นมลทินของผู้รักษา” 45

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น ดังนี้แล

46

¼Ù้ · Ã § ¸ Ã Ã Á

“ºØ¤¤ÅäÁèª×èÍÇèҷç¸ÃÃÁà¾ÃÒÐà˵طÕè¾Ù´ÁÒ¡ ÊèǹºØ¤¤Å㴿ѧáÁé¹Ô´Ë¹èÍ áÅéÇàË繸ÃÃÁ´éǹÒÁ¡Ò ºØ¤¤Åã´äÁè»ÃÐÁÒ·¸ÃÃÁ ºØ¤¤Å¹Ñé¹áÅ à»ç¹¼Ùé·Ã§¸ÃÃÁ”

~ ¸Ñ Á ÁÑ µ µÇÃä ~

¾ Ã Ð à Í ¡Ø · Ò ¹ à ¶ Ã Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภ
 พระขีณาสพชื่อว่า เอกุทานเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า พระเอกุทานเถระอยู่ในราวไพรแห่งหนึ่งแต่องค์เดียว อุทานที่ ท่านช่ำชองมีอุทานเดียวเท่านั้นว่า “ความโศกทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีจิตมั่นคง ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาในทางแห่งโมนปฏิบัติ ผู้คงที่ ระงับแล้ว มีสติทุกเมื่อ” ในวันอุโบสถ ท่านป่าวร้องการฟังธรรมเอง ก็กล่าวคาถานี้ เสียงเทวดา สาธุการดุจว่าเสียงแผ่นดินทรุด ครั้นวันอุโบสถวันหนึ่ง ภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎก ๒ รูป มีบริวารรูปละ ๕๐๐ ได้ไปสู่ที่อยู่ของท่าน เมื่อพระเอกุทานเถระเห็นภิกษุเหล่านั้นก็ชื่นใจ กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายมาในที่นี้เป็นอันทำความดีแล้ว วันนี้ กระผมจักฟังธรรม ในสำนักของท่านทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ ก็คนฟังธรรมในที่นี้ มีอยู่หรือ” “มีขอรับ ราวไพรนี้มีความบันลือลั่นเป็นอันเดียวกันเพราะเสียงเทวดา สาธุการในวันฟังธรรม” บรรดาภิกษุ ๒ รูปนั้น พระเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกรูปหนึ่งสวดธรรม 
 รูปหนึ่งกล่าวธรรม เทวดาแม้รูปหนึ่งก็มิได้ให้สาธุการ Audio 7

ภิกษุเหล่านั้นจึงพูดกันว่า

49

“ท่านผู้มีอายุ ท่านกล่าวว่า ในวันฟังธรรม พวกเทวดาในราวไพรนี้ย่อม ให้สาธุการด้วยเสียงดัง นี่เรื่องอะไรกัน” ท่านพระเอกุทานเถระกล่าวว่า “ในวันอื่น ๆ เป็นอย่างนั้น ขอรับ แต่วันนี้กระผมไม่ทราบว่านี่เป็นเรื่อง อะไร” “ผู้มีอายุ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงกล่าวธรรมดู” ท่านพระเอกุทานเถระจับพัดวิชนีนั่งบนอาสนะ แล้วกล่าวคาถานั้นนั่น แล เทวดาทั้งหลายได้ให้สาธุการด้วยเสียงอันดัง ครั้งนั้น ภิกษุที่เป็นบริวารของพระเถระทั้งสองกล่าวโทษว่า “เทวดาในราวไพรนี้ให้สาธุการด้วยเห็นแก่หน้ากัน เมื่อภิกษุผู้ทรงพระ ไตรปิฎกสวดธรรมและกล่าวธรรมอยู่ ก็ไม่กล่าวสรรเสริญอะไร แต่เมื่อพระ เถระแก่องค์เดียวกล่าวคาถาหนึ่ง กลับพากันให้สาธุการด้วยเสียงอันดัง” ภิกษุเหล่านั้นไปถึงวิหาร แล้วกราบทูลความนั้นแด่พระศาสดา พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกผู้เรียนมากหรือพูดมากว่า เป็นผู้ทรงธรรม ส่วนผู้ใดเรียนคาถาแม้คาถาเดียว แล้วแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย ผู้นั้นชื่อว่า เป็นผู้ทรงธรรม” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรม เพราะเหตุที่พูดมาก 
 ส่วนบุคคลใดฟังแม้นิดหน่อย แล้วเห็นธรรมด้วยนามกาย 
 บุคคลใดไม่ประมาทธรรม บุคคลนั้นแล เป็นผู้ทรงธรรม”

50

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น ดังนี้แล

51

¤ Ç Ò Á » Ã Ð à Ê ÃÔ ° á Ë่ § ¼Ù้ ÁÕ ÈÕ Å

“¡ç¼Ùéã´·ØÈÕÅ ÁÕã¨äÁèµÑé§ÁÑè¹ ¾Ö§à»ç¹ÍÂÙè ñðð »Õ ¤ÇÒÁà»ç¹ÍÂÙèÇѹà´ÕÂǢͧ¼ÙéÁÕÈÕÅ ÁÕ¬Ò¹ »ÃÐàÊÃÔ°¡ÇèÒ (¤ÇÒÁà»ç¹ÍÂÙè¢Í§¼Ùé¹Ñé¹)”

~ ÊËÑ Ê ÊÇÃä ~

ÊÑ § ¡Ô ¨ ¨ Ê Ò Á à ³ Ã

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสังกิจจสามเณร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า กุลบุตรประมาณ ๓๐ คนในกรุงสาวัตถี ฟังธรรมกถาแล้ว บวช ถวายชีวิตในศาสนาของพระศาสดา ภิกษุเหล่านั้นอุปสมบทได้ ๕ พรรษา เข้าไปเฝ้าพระศาสดา สดับธุระ ๒ ประการ คือ คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ พวกท่านไม่ทำอุตสาหะในคันถธุระ เพราะเป็นผู้บวชในเวลา แก่ มีความประสงค์จะบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ ทูลให้พระศาสดาตรัสบอก กัมมัฏฐานจนถึงพระอรหัต แล้วจึงทูลอำลาพระศาสดาว่า “ข้าพระองค์จักไปสู่แดนป่าแห่งหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า” พระศาสดาตรัสถามว่า “พวกเธอจักไปยังที่ไหน” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลแล้ว พระศาสดาทรงดำริว่า “ภัยจักเกิดขึ้นในที่นั้นแก่ภิกษุเหล่านั้น เพราะอาศัยคนกินเดนคนหนึ่ง ก็แต่ว่า เมื่อสังกิจจสามเณรไปแล้ว ภัยนั้นจักระงับ เมื่อเป็นเช่นนั้น กิจ บรรพชิตของภิกษุเหล่านั้นจักถึงความบริบูรณ์” ประวัติของสังกิจจสามเณร สามเณรของพระสารีบุตรเถระชื่อสังกิจจสามเณร มีอายุ ๗ ปี มารดา ของสังกิจจสามเณรนั้นเป็นธิดาของตระกูลมั่งคั่งในกรุงสาวัตถี เมื่อสามเณรนั้นยังอยู่ในครรภ์ มารดาได้เสียชีวิตด้วย ความเจ็บไข้อย่างหนึ่ง ขณะที่มารดาถูกเผาอยู่ เนื้อส่วนต่าง ๆ

54

Audio 8

ไหม้ไป เว้นแต่เนื้อท้อง ลำดับนั้น พวกสัปเหร่อยกเนื้อท้องของนางลงจากเชิงตะกอน แทงด้วย หลาวเหล็ก ๒-๓ ครั้ง ปลายหลาวเหล็กกระทบหางตาของทารก พวก สัปเหร่อแทงเนื้อท้องอย่างนั้นแล้ว จึงโยนไปบนกองถ่าน แล้วหลีกไป เนื้อ ท้องได้ไหม้แล้ว ส่วนทารกได้เป็นเช่นกับรูปทองคำบนกองถ่าน เหมือนนอน อยู่ในกลีบแห่งดอกบัว แท้จริง สัตว์ผู้มีในภพเป็นที่สุด แม้ถูกภูเขาสิเนรุทับอยู่ ชื่อว่ายังไม่ บรรลุพระอรหัต แล้วสิ้นชีวิตไม่มี วันรุ่งขึ้น พวกสัปเหร่อมาด้วยคิดว่าจักดับ เชิงตะกอน ได้เห็นทารกนอนอยู่อย่างนั้น เกิดอัศจรรย์และแปลกใจ คิดว่า “เป็นไปได้อย่างไร สรีระทั้งสิ้นถูกเผาอยู่บนฟืน ทารกกลับไม่ไหม้ จักมี เหตุอะไรกันหนอ” พวกเขาจึงอุ้มเด็กนั้น แล้วนำไปบ้าน ถามพวกหมอทายนิมิต พวกหมอ ทายนิมิตทำนายว่า “ถ้าทารกนี้จักอยู่ครองเรือน พวกญาติตลอด ๗ เครือสกุลจักไม่ยากจน ถ้าจักบวช จักเป็นผู้เที่ยวไปโดยมีสมณะ ๕๐๐ รูปแวดล้อม” พวกญาติขนานนามทารกนั้นว่า สังกิจจะ เพราะหางตาของเขาแตกด้วย ขอเหล็ก พวกญาติปรึกษากันว่า “ช่างเถิด ในเวลาที่เขาเติบโตแล้ว พวกเราจะให้เขาบวชในสำนักพระ สารีบุตรผู้เป็นเจ้าของเรา” เมื่อสังกิจจะมีอายุได้ ๗ ปี ได้ยินคำพูดของพวกเด็ก ๆ ว่า “ในเวลาที่เจ้าอยู่ในท้อง มารดาของเจ้าได้ตายแล้ว เมื่อร่างมารดาของ เจ้านั้นถูกเผาอยู่ เจ้าก็ไม่ไหม้”

55

เขาจึงถามพวกญาติว่า “พวกเด็กบอกว่าฉันพ้นภัยเห็นปานนั้น จะมีประโยชน์อะไรกับฉันด้วย เรือน ฉันจักบวช” ญาติเหล่านั้นรับว่า “ดีละ พ่อ” แล้วนำไปยังสำนักพระสารีบุตรเถระ ได้ถวายด้วยการกล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงให้เด็กนี้บวช” พระเถระให้ตจปัญจกกัมมัฏฐาน แล้วก็ให้บวช สามเณรนั้นบรรลุ
 พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาในเวลาปลงผมเสร็จนั่นเอง *** พระศาสดาทรงทราบว่าเมื่อสามเณรนี้ไปแล้ว ภัยนั้นจักระงับ เมื่อเป็น เช่นนั้น กิจแห่งบรรพชิตของภิกษุเหล่านั้นจักถึงความบริบูรณ์ ดังนี้แล้ว 
 จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอำลาสารีบุตรพี่ชายของพวกเธอ แล้วจึงไป” ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ไปยังสำนักของพระเถระ แล้วกล่าวว่า “พวกกระผมเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว มีความประสงค์ จะเข้าป่า จึงทูลอำลา เมื่อเป็นเช่นนั้น พระศาสดาจึงตรัสแก่พวกกระผมว่า ‘พวกเธออำลาพี่ชายของพวกเธอแล้วจึงไป’ ด้วยเหตุนั้น พวกกระผมจึงมา ในที่นี้” พระเถระคิดว่า “ภิกษุเหล่านี้จักเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงเห็นเหตุอย่างหนึ่งแล้ว จึงส่งมา ที่นี่ นี่อะไรกันหนอแล” 56

เมื่อรู้เรื่องนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า “ผู้มีอายุ ก็สามเณรของพวกท่านมีอยู่หรือ” “ไม่มี ท่านผู้มีอายุ” “ถ้าไม่มี พวกท่านจงพาสังกิจจสามเณรนี้ไป” “อย่าเลย ท่านผู้มีอายุ เพราะสามเณรนั้น ความกังวลจักมีแก่พวก กระผม สามเณรจะมีประโยชน์อะไรสำหรับพวกภิกษุผู้ที่อยู่ในป่า” “ท่านผู้มีอายุ เพราะอาศัยสามเณรนี้ ความกังวลจักไม่มีแก่พวกท่าน 
 ก็แต่ว่าเพราะอาศัยพวกท่าน ความกังวลจักมีแก่สามเณรนี้ ถึงพระศาสดา เมื่อจะทรงส่งพวกท่านมายังสำนักเรา ทรงหวังจะส่งสามเณรไปกับพวกท่าน จึงทรงส่งมา พวกท่านจงพาสามเณรนี้ ไปเถิด” ภิกษุเหล่านั้นรับคำ อำลาพระเถระ แล้วออกจากวิหารเที่ยวจาริกไป พร้อมกับสามเณร มาถึงหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ ชาวบ้านเห็น ภิกษุเหล่านั้น มีจิตเลื่อมใส อังคาสโดยเคารพ แล้วถามว่า “ท่านเจ้าข้า พวกท่านจะไปไหน” ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า “จะไปตามสถานที่ผาสุก ผู้มีอายุ” ชาวบ้านจึงหมอบลงแทบเท้าอ้อนวอนว่า “ท่านเจ้าข้า เมื่อพวกพระผู้เป็นเจ้าอาศัยบ้านนี้อยู่ตลอดพรรษา 
 พวกกระผมจะสมาทานศีลห้า ทำอุโบสถกรรม” พระเถระทั้งหลายรับแล้ว ครั้งนั้น พวกภิกษุจัดแจงที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน ที่จงกรม
 และบรรณศาลา ในวันเข้าจำพรรษา พระเถระทั้งหลายทำกติกวัตรกันว่า 57

“ผู้มีอายุ พวกเราเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ยังทรง พระชนม์อยู่ เว้นความถึงพร้อมด้วยข้อปฏิบัติ พวกเราไม่อาจยังพระพุทธเจ้า ทั้งหลายให้ยินดีได้ อนึ่ง ประตูอบายก็เปิดแล้วสำหรับพวกเราทีเดียว เพราะ ฉะนั้น เว้นเวลาภิกษาจารในตอนเช้า และเวลาบำรุงพระเถระตอนเย็น ใน กาลที่เหลือ พวกเราจักไม่อยู่ในที่แห่งเดียวกัน ๒ รูป ความไม่ผาสุกจักมีแก่ ท่านผู้ใด เมื่อท่านผู้นั้นตีระฆัง พวกเราจักไปสำนักท่านผู้นั้น ทำยา ในส่วน กลางคืนหรือส่วนกลางวันอื่นจากนี้ พวกเราจักไม่ประมาท จักประกอบ กัมมัฏฐานเนือง ๆ” เมื่อภิกษุเหล่านั้นทำกติกาอย่างนั้นอยู่ บุรุษเข็ญใจคนหนึ่งอาศัยอยู่กับ ธิดา เมื่อทุพภิกขภัยเกิดขึ้น มีความประสงค์จะอาศัยอยู่กับธิดาคนอื่น 
 จึงเดินทางไป พระเถระทั้งหลายเที่ยวบิณฑบาตไปในบ้าน มาถึงที่อยู่ อาบน้ำใน แม่น้ำแห่งหนึ่งในระหว่างทาง นั่งบนหาดทราย ทำภัตกิจ ในขณะนั้น บุรุษ นั้นมาถึงที่นั่น ได้ยืนอยู่ ณ ที่สุดส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระเถระทั้งหลาย ถามเขาว่า “ท่านจะไปไหน” บุรุษนั้นบอกเนื้อความนั้นแล้ว พระเถระทั้งหลายเกิดความกรุณาใน บุรุษนั้น จึงกล่าวว่า “อุบาสก ท่านหิวจัด จงไปนำใบไม้มา พวกเราจักให้ก้อนภัตแก่ท่านรูป ละก้อน” เมื่อเขานำใบไม้มาแล้ว พระเถระทั้งหลายได้ให้ก้อนภัตรูปละก้อน บุรุษ นั้นทำภัตกิจแล้ว ไหว้พระเถระทั้งหลาย ถามว่า “ท่านขอรับ ใครนิมนต์พวกพระผู้เป็นเจ้าไว้หรือ”

58

“ไม่มีการนิมนต์ดอกอุบาสก พวกชาวบ้านถวายอาหารเช่นนี้แหละทุก ๆ วัน” ทุคตบุรุษนั้นคิดว่า “แม้เราขยันขันแข็งทำงานตลอดกาลเป็นนิตย์ ก็ไม่อาจได้อาหารเช่นนี้ เราจะไปที่อื่นทำไม เราจักอยู่ในสำนักของภิกษุเหล่านี้นี่แหละ” ลำดับนั้น จึงกล่าวกะภิกษุเหล่านี้ว่า “กระผมปรารถนาจะทำวัตรปฏิบัติอยู่ในสำนักของพวกพระผู้เป็นเจ้า” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวรับทุคตบุรุษ ให้อยู่ในสำนัก ทุคตบุรุษไปยังที่อยู่ของภิกษุเหล่านั้น ทำวัตรปฏิบัติเป็นอันดี ทำให้ พวกภิกษุรักใคร่อย่างยิ่ง เมื่อล่วงไป ๒ เดือน เขาปรารถนาจะไปเยี่ยมธิดา คิดว่า “ถ้าเราจักอำลาพวกพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักไม่ปล่อย เรา เราจักไม่อำลา” ดังนี้แล้ว ออกเดินทางไปโดยไม่บอกแก่ภิกษุเหล่านั้น ก็ในหนทางที่ บุรุษนั้นไป มีดงอยู่แห่งหนึ่ง พวกโจร ๕๐๐ คน ผู้ทำการบนบานเทวดาว่า 
 ผู้ใดจักเข้าสู่ดงนี้ พวกเราจักฆ่าผู้นั้น แล้วทำพลีกรรมแด่ท่านด้วยเนื้อและ เลือดของผู้นั้น เพราะฉะนั้น หัวหน้าโจรขึ้นต้นไม้ตรวจดูพวกมนุษย์ เห็นบุรุษนั้นเดินมา จึงได้ให้สัญญาณแก่พวกโจร โจรเหล่านั้นจึงล้อมจับเขา ผูกเขาอย่างแน่น จุดไฟด้วยไม้สีไฟ ขนฟืนมาก่อเป็นกองไฟใหญ่ เสี้ยมหลาวไว้ บุรุษนั้นเห็น การกระทำของโจรเหล่านั้น จึงถามว่า นี้”

“นาย ในที่นี้ข้าพเจ้าไม่เห็นหมูและเนื้อเลย เหตุไรพวกท่านจึงทำหลาว พวกโจรนั้นตอบว่า 59

“พวกเราจักฆ่าเจ้าทำพลีกรรมแก่เทวดา ด้วยเนื้อและเลือดของเจ้า” บุรุษนั้นถูกมรณภัยคุกคาม มิได้คิดถึงอุปการะของพวกภิกษุ เพื่อจะ รักษาชีวิตของตนอย่างเดียวเท่านั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า “นาย ข้าพเจ้าเป็นคนกินเดน กินภัตที่เป็นเดน เติบโตขึ้นชื่อว่าคนกิน เดน เป็นคนกาลกิณี ก็พวกพระผู้เป็นเจ้า แม้ออกบวชจากสกุลใดสกุลหนึ่ง เป็นกษัตริย์ทีเดียว ภิกษุ ๓๑ รูป อยู่ในที่โน้น พวกท่านจงฆ่าภิกษุเหล่านั้น แล้วทำพลีกรรม เทวดาของพวกท่านจักยินดีเป็นอย่างยิ่ง” หัวหน้าโจรฟังคำนั้นแล้วคิดว่า “คนนี้พูดดี คนกาลกิณีนี้จะมีประโยชน์อะไร พวกเราจักฆ่าพวกกษัตริย์ ทำพลีกรรม” ดังนี้แล้ว ให้เขาเป็นผู้นำทาง เมื่อถึงที่วิหารแล้ว ไม่เห็นพวกภิกษุเลย จึงถามเขาว่า “พวกภิกษุไปไหน” เขารู้กติกวัตรของภิกษุเหล่านั้น เพราะอยู่ถึง ๒ เดือน จึงกล่าวว่า “พวกภิกษุนั่งอยู่ในที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตน จงตีระฆัง นั่น พวกภิกษุจักมาประชุมกันด้วยเสียงระฆัง” หัวหน้าโจรตีระฆังแล้ว พวกภิกษุได้ยินเสียงระฆัง คิดว่า “ใครตีระฆังผิดเวลา ความไม่ผาสุกจักมีแก่ใคร” ดังนี้แล้ว จึงมานั่งบนแผ่นหินที่ตั้งตรงกลางวิหาร พระมหาเถระแลดู พวกโจรแล้ว ถามว่า “อุบาสก ใครตีระฆังนี้” หัวหน้าโจรตอบว่า “ข้าพเจ้าเองขอรับ” 60

“เพราะเหตุไร” “พวกข้าพเจ้าบนบานเทพยดาประจำดงไว้ จักจับภิกษุรูปหนึ่งไป 
 เพื่อต้องการทำพลีกรรมแก่เทวดานั้น” พระมหาเถระฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวกะพวกภิกษุว่า “ผู้มีอายุ ธรรมดากิจเกิดแก่พวกน้อง ๆ ผู้เป็นพี่ชายต้องช่วยเหลือ 
 ผมจักสละชีวิตของผมเพื่อพวกท่าน ไปกับโจรเหล่านี้ ขออันตรายจงอย่ามี แก่ทุก ๆ ท่าน พวกท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาททำสมณธรรมเถิด” พระอนุเถระกล่าวว่า “ท่านขอรับ ธรรมดากิจของพี่ชายย่อมเป็นภาระของน้องชาย กระผมจัก ไป ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด” ภิกษุทั้ง ๓๐ รูป ลุกขึ้นพูดเป็นลำดับว่า "ผมเอง ผมเอง" ด้วยประการ ฉะนี้ ภิกษุทั้งหมดไม่เป็นบุตรของมารดาเดียวกันเลย ไม่เป็นบุตรของบิดา เดียวกัน ทั้งยังไม่สิ้นราคะ แต่กระนั้นก็ยอมเสียสละชีวิตตามลำดับเพื่อ ประโยชน์แก่ภิกษุที่เหลือ สังกิจจสามเณรได้ฟังคำของภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวว่า “หยุดเถิด ท่านขอรับ กระผมจักสละชีวิตเพื่อพวกท่าน กระผมจักไปเอง” พวกภิกษุห้ามว่า “ผู้มีอายุ เราทั้งหมดแม้จักถูกฆ่า ก็จักไม่ยอมสละเธอผู้เดียว” “เพราะเหตุไร ขอรับ” “ผู้มีอายุ เธอเป็นสามเณรของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ ถ้าเราจัก สละเธอ พระเถระจักติว่าพวกภิกษุพาสามเณรของเรามอบให้แก่พวกโจร เราไม่อาจจะสลัดคำติเตียนนั้นได้ ด้วยเหตุนั้น เราจักไม่สละเธอ” 61

“ท่านขอรับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงส่งพวกท่านไปยังสำนักพระ อุปัชฌายะของกระผมก็ดี พระอุปัชฌายะของกระผมส่งกระผมมากับพวก ท่านก็ดี ได้ทรงเห็นเหตุอันนี้แล้วทั้งนั้น จึงส่งกระผมมา หยุดเถิดขอรับ กระผมนี่แหละจักไปเอง” สามเณรนั้นไหว้ภิกษุทั้ง ๓๐ รูปแล้ว กล่าวว่า “ท่านขอรับ ถ้าโทษของกระผมมีอยู่ ขอท่านจงอดโทษ” ดังนี้แล้ว ก็ออกไป ความสลดใจอย่างใหญ่เกิดขึ้นแก่พวกภิกษุ ตาเต็ม ไปด้วยน้ำตา หัวใจสั่นระรัว พระมหาเถระพูดกะพวกโจรว่า “อุบาสก เด็กนี้เห็นพวกท่านก่อไฟ เสี้ยมหลาว ลาดใบไม้ จักกลัว 
 ท่านทั้งหลายพักสามเณรนี้ไว้ในที่ส่วนหนึ่ง แล้วพึงทำกิจเหล่านั้น” พวกโจรพาสามเณรไปพักไว้ในที่ส่วนหนึ่ง แล้วทำกิจทั้งปวง ในเวลาเสร็จกิจ หัวหน้าโจรชักดาบเดินเข้าไปหาสามเณร สามเณรนั่ง เข้าฌานมั่น หัวหน้าโจรแกว่งดาบฟันลงที่คอสามเณร ดาบได้งอ หัวหน้า โจรนั้นสำคัญว่า เราประหารไม่ดี จึงดัดดาบนั้นให้ตรงแล้วประหารอีก 
 ดาบได้เป็นดังใบตาลที่ม้วน ได้ร่นถึงโคนดาบ แท้จริง บุคคลแม้จะเอาภูเขาสิเนรุทับสามเณรในเวลานั้น ชื่อว่า สามารถจะให้สามเณรตาย ไม่มีเลย จะป่วยกล่าวไปไยถึงว่า จะเอาดาบฟัน ให้ตาย หัวหน้าโจรเห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้วคิดว่า “เมื่อก่อนดาบของเราสามารถตัดเสาหินหรือตอไม้ตะเคียนเหมือน หยวกกล้วย บัดนี้ ดาบของเรางอคราวหนึ่ง อีกคราวหนึ่งเกิดเป็นดังใบตาล ม้วน ดาบแม้ไม่มีเจตนา ยังรู้คุณของสามเณรนี้ เรามีเจตนายังไม่รู้” นายโจรได้ทิ้งดาบลงที่พื้นดิน หมอบแทบใกล้เท้าของสามเณร 
 แล้วถามว่า 62

“ท่านเจ้าข้า พวกผมเข้ามาในดงนี้เพราะเหตุต้องการทรัพย์ บุรุษแม้มี ประมาณพันคนเห็นพวกเราแต่ที่ไกลเทียวยังสั่น ไม่อาจพูด ๒-๓ คำได้ 
 ส่วนท่าน แม้เพียงความหวาดสะดุ้งแห่งจิตก็มิได้มี หน้าของท่านผ่องใสดัง ทองคำในปากเบ้า และดังดอกกรรณิการ์ที่บานดี เหตุอะไรกันหนอ” แล้วกล่าวว่า “ความหวาดเสียวไม่มีแก่ท่าน ความกลัวก็ไม่มี วรรณะผ่องใสยิ่งนัก เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญเพราะภัยใหญ่หลวงเห็นปานนี้เล่า” สามเณรออกจากฌาน เมื่อจะแสดงธรรมแก่หัวหน้าโจรนั้น จึงกล่าวว่า “ท่านผู้เป็นนายบ้าน ขึ้นชื่อว่าอัตภาพของพระขีณาสพ ย่อมเป็นเหมือน ภาระซึ่งวางไว้บนศีรษะ เมื่ออัตภาพนั้นแตกไป พระขีณาสพนั้นย่อมยินดี
 ทีเดียว ย่อมไม่กลัวเลย” ดังนี้แล้ว ได้กล่าวว่า “ท่านผู้เป็นนายบ้าน ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ท่านผู้ไม่มีความห่วงใย ท่านผู้แสวงหาคุณ สิ้นสัญโญชน์แล้ว ก้าวล่วงภัยทุกอย่างได้ ตัณหาอันนำ ไปสู่ภพของพระขีณาสพนั้นสิ้นแล้ว ท่านเห็นธรรมแล้วตามเป็นจริง หรือโดย ถ่องแท้ ความตายของท่านหมดภัย ดังปลงภาระลง ฉะนั้น” หัวหน้าโจรนั้นฟังคำของสามเณรนั้นแล้ว แลดูโจร ๕๐๐ คน แล้วกล่าว ว่า “พวกท่านจักทำอย่างไร” พวกโจรถามว่า “ก็ท่านเล่า นาย” “กิจในท่ามกลางเรือนของฉันไม่มี เพราะเห็นปาฏิหาริย์เห็นปานนี้ 
 ฉันจักบวชในสำนักพระผู้เป็นเจ้า”

63

“แม้เราจักทำอย่างนั้นเหมือนกัน” “ดีละ พ่อ” ลำดับนั้น โจรทั้ง ๕๐๐ คนไหว้สามเณรแล้ว จึงขอบรรพชา สามเณร ตัดผมและชายผ้าด้วยคมดาบของโจรเหล่านั้นเอง ย้อมด้วยดินแดง 
 ให้ครองผ้ากาสายะเหล่านั้น ให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ เมื่อจะพาสามเณรเหล่านั้น ไป คิดว่า “ถ้าเราจักไปเสียโดยไม่เยี่ยมพระเถระทั้งหลาย พระเถระเหล่านั้นจักไม่ อาจทำสมณธรรมได้ จำเดิมแต่กาลที่พวกโจรจับเราออกไป บรรดาพระเถระ เหล่านั้นมิอาจอดกลั้นน้ำตาไว้ได้ เมื่อพระเถระเหล่านั้นคิดอยู่ว่าสามเณรถูก โจรฆ่าตายแล้วหรือยังหนอ กัมมัฏฐานจักไม่มุ่งหน้าได้ เพราะฉะนั้น เรา เยี่ยมท่านแล้วนั่นแหละ จึงจักไป” สามเณรนั้นพร้อมด้วยสามเณร ๕๐๐ รูป เป็นบริวารไปในที่นั้น เมื่อภิกษุ เหล่านั้นเห็นสามเณร จึงเบาใจ ได้กล่าวว่า “สังกิจจะผู้สัตบุรุษ เธอได้ชีวิตแล้วหรือ” สังกิจจสามเณรตอบว่า “อย่างนั้นขอรับ โจรเหล่านี้ใคร่จะฆ่ากระผมให้ตาย แต่ก็ไม่อาจฆ่าได้ พวกเขาเลื่อมใสในคุณธรรมของกระผม ฟังธรรมแล้วบวช กระผมมาด้วยหวังว่าเยี่ยมท่านแล้วจักไป ขอท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ทำสมณธรรมเถิด กระผมจักไปสำนักพระศาสดา” แล้วไหว้ภิกษุเหล่านั้น สังกิจจสามเณรพาสามเณรทั้งหมดไปยังสำนัก พระอุปัชฌายะ ท่านพระสารีบุตรเถระถามว่า “สังกิจจะ เธอได้อันเตวาสิกแล้วหรือ”

64

สังกิจจะสามเณรจึงตอบว่า “ถูกแล้ว ขอรับ” ดังนี้แล้ว ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พระเถระฟัง พระเถระกล่าวว่า “สังกิจจะ เธอจงไปเฝ้าเยี่ยมพระศาสดา” สังกิจจสามเณรรับคำ ไหว้พระเถระ แล้วพาสามเณรเหล่านั้นไปยัง สำนักพระศาสดา พระศาสดาตรัสถามว่า “สังกิจจะ เธอได้อันเตวาสิกแล้วหรือ” สังกิจจสามเณรจึงกราบทูลเรื่องนั้น พระศาสดาตรัสถามสามเณร ๕๐๐รูป ว่า “ได้ยินว่าอย่างนั้นหรือ สามเณรทั้งหลาย” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ความตั้งอยู่ในศีลแล้ว เป็นอยู่แม้วันเดียวในบัดนี้ ประเสริฐกว่าการที่ ท่านทำโจรกรรม ตั้งอยู่ในทุศีลเป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “ก็ผู้ใดทุศีล มีใจไม่ตั้งมั่น พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี 
 ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้มีศีล มีฌาน ประเสริฐกว่า 
 (ความเป็นอยู่ของผู้นั้น)” ในเวลาจบเทศนา สามเณรทั้ง ๕๐๐ นั้นบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
 ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ธรรมเทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่มหาชนผู้ประชุมกัน

65

¼Ù้ ÂÑ § â Å ¡ ã Ë้ Ê Ç่ Ò §

“ÀÔ¡ÉØã´áÅÂѧ˹ØèÁ ¾Ò¡à¾ÕÂÃÍÂÙèã¹¾Ãоط¸ÈÒÊ¹Ò ÀÔ¡ÉعÑé¹ÂèÍÁÂѧâÅ¡¹ÕéãËéÊÇèÒ§ ´Ø¨¾ÃШѹ·Ãì·Õè¾é¹áÅéǨҡàÁ¦ ÊÇèÒ§ÍÂÙè ©Ð¹Ñé¹”

~ ÀÔ ¡ ¢Ø Ç Ãä ~

ÊØ Á ¹ Ê Ò Á à ³ Ã

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในบุพพาราม ทรงปรารภ
 สุมนสามเณร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ท่านพระอนุรุทธเถระได้ระลึกถึงสุมนเศรษฐีผู้เป็นสหายของท่าน ในกาลก่อน ครั้งที่ท่านได้ถวายบิณฑบาตแก่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ ท่านได้เห็นว่า บ้านชื่อว่ามุณฑนิคม อยู่ที่เชิงเขาใกล้ดงไฟไหม้ อุบาสกชื่อ มหามุณฑะ อยู่ในมุณฑนิคมนั้น มีบุตรสองคน คือมหาสุมนะ และจูฬสุมนะ สุมนเศรษฐีได้เกิดเป็นจูฬสุมนะ ครั้นเห็นแล้ว คิดว่า “เมื่อเราไปที่นั่น อุปการะจะมีหรือไม่มีหนอ” ท่านใคร่ครวญอยู่ ได้เห็นเหตุนี้ว่า “เมื่อเราไปที่นั่น จูฬสุมนะนั้นมีอายุ ๗ ขวบ เท่านั้น จักออกบวช และจัก บรรลุพระอรหัตในเวลาปลงผมเสร็จนั่นเอง” ก็แลครั้นท่านเห็นแล้ว จึงเหาะไปทางอากาศลงที่ประตูบ้านมหามุณฑอุบาสก ผู้คุ้นเคยของพระเถระในกาลก่อนเหมือนกัน เขาเห็นพระเถระครอง จีวรในเวลาบิณฑบาต จึงกล่าวกะมหาสุมนะผู้บุตรว่า “พ่อ พระผู้เป็นเจ้าอนุรุทธเถระของเรามาแล้ว เจ้าจงไปรับบาตรของ ท่านให้ทันเวลาที่ใคร ๆ คนอื่นยังไม่รับบาตรของท่านไป พ่อจักให้เขาปู อาสนะไว้ มหาสุมนะได้ทำอย่างนั้นแล้ว อุบาสกอังคาสพระเถระภายในเรือนโดย เคารพ แล้วนิมนต์ท่านอยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส พระเถระรับนิมนต์แล้ว

68

Audio 9

ครั้งนั้น อุบาสกปฏิบัติพระเถระนั้นตลอดไตรมาส เป็นเหมือนปฏิบัติอยู่ วันเดียว ในวันมหาปวารณา จึงนำไตรจีวรและอาหารวัตถุมีน้ำอ้อย น้ำมัน และข้าวสาร เป็นต้น มาวางไว้ใกล้เท้าของพระเถระ เรียนว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรับเถิด ขอรับ” พระเถระกล่าวว่า “อย่าเลยอุบาสก เราไม่ต้องการวัตถุนี้” “ท่านผู้เจริญ นี่ชื่อว่า วัสสาวาสิกลาภ (คือ ลาภอันเกิดแก่ผู้อยู่จำ พรรษา) ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรับวัตถุนั้นไว้เถิด” “ช่างเถิด อุบาสก” “ทำไมท่านไม่รับ ขอรับ” “แม้สามเณรผู้เป็นกับปิยการกในสำนักของเราก็ไม่มี” “ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น มหาสุมนะผู้เป็นบุตรของกระผมจักเป็น สามเณร” “อุบาสก เราไม่ต้องการมหาสุมนะ” “ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้าจงให้จูฬสุมนะบวชเถิด” “ดีละ” แล้วให้จูฬสุมนะบวช จูฬสุมนะนั้นบรรลุอรหัตในเวลาปลงผมเสร็จ นั่นเอง พระเถระอยู่ที่นั่นกับจูฬสุมนสามเณรนั้นประมาณกึ่งเดือน แล้วลาพวก ญาติของเธอว่า “พวกเราจักไปเฝ้าพระศาสดา” ดังนี้แล้ว เหาะไปทางอากาศ ลงที่กระท่อมในป่าในหิมวันตประเทศ

69

ก็พระเถระ แม้ตามปกติเป็นผู้ปรารภความเพียร เมื่อท่านกำลังจงกรม อยู่ในที่นั้น ในคืนแรกและคืนต่อมา ลมในท้องได้เกิดขึ้น ครั้งนั้น สามเณรเห็นท่านลำบาก จึงเรียนถามว่า “ท่านขอรับ โรคอะไรเสียดแทงท่าน” พระเถระตอบว่า “ลมเสียดท้องเกิดขึ้นแก่เราแล้ว” “เมื่อก่อนลมเสียดท้องเคยเกิดขึ้นหรือ ขอรับ” “ใช่ ผู้มีอายุ” “จะรักษาอย่างไร ขอรับ” “เมื่อฉันได้น้ำดื่มจากสระอโนดาต โรคจะคลาย ผู้มีอายุ” “ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น กระผมจะนำมาถวาย” “เธอจักสามารถนำมาหรือ สามเณร” “สามารถ ขอรับ” “ถ้ากระนั้น นาคราชชื่อ ปันนกะ ในสระอโนดาตย่อมรู้จักฉัน เธอจง บอกแก่นาคราชนั้น แล้วนำขวดน้ำดื่มขวดหนึ่งมาเพื่อประกอบยาเถิด” “ขอรับ” สามเณรไหว้พระอุปัชฌายะ แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาสไปตลอด ๕๐๐ โยชน์ ก็วันนั้น นาคราชมีนาคนักฟ้อนแวดล้อมอยู่ ปรารถนาจะเล่นน้ำ นาคราชพอได้เห็นสามเณรนั้น ก็โกรธ คิดว่า “สมณะโล้นนี้ เที่ยวโปรยฝุ่นที่เท้าของตนลงกระหม่อมของเรา สมณะ โล้นนี้จักมาเพื่อต้องการน้ำดื่มในสระอโนดาต เราจะไม่ให้น้ำดื่มแก่เธอ”

70

ดังนี้แล้ว นอนปิดสระอโนดาตซึ่งมีประมาณถึง ๕๐ โยชน์ด้วยพังพาน ดุจบุคคลปิดหม้อข้าวด้วยถาดใหญ่ สามเณรแลดูอาการของนาคราชแล้ว 
 ก็ทราบว่านาคราชนี้โกรธแล้ว จึงกล่าวว่า “นาคราชผู้มีเดชกล้า มีกำลังมาก ท่านจงฟังคำของข้าพเจ้าเถิด 
 จงให้หม้อน้ำดื่มแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามาเพื่อต้องการน้ำประกอบยา” นาคราชฟังแล้ว กล่าวว่า “แม่น้ำใหญ่ชื่อคงคา ณ เบื้องทิศบูรพา ย่อมไหลไปสู่มหาสมุทร ท่านจง นำเอาน้ำดื่มจากแม่น้ำคงคานั้นเถิด” สามเณรฟังคำนั้นแล้วคิดว่า “พญานาคนี้จักไม่ให้ เราจักทำให้พญานาคนี้รู้อานุภาพใหญ่ จักข่ม พญานาคนี้ แล้วจึงจักนำน้ำดื่มไป” ดังนี้แล้ว กล่าวว่า “มหาราช พระอุปัชฌายะให้ข้าพเจ้านำน้ำดื่มมาจากสระอโนดาต เท่านั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงจักนำน้ำดื่มนี้อย่างเดียวไป ท่านจงหลีกไป เสีย อย่าห้ามข้าพเจ้าเลย” แล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจักนำน้ำดื่มไปจากสระอโนดาตนี้เท่านั้น ถ้าเรี่ยวแรงและ กำลังมีอยู่ไซร้ นาคราช ท่านจงขัดขวางไว้เถิด” ครั้งนั้น พญานาคกล่าวกะเธอว่า “สามเณร ถ้าท่านมีความกล้าหาญอย่างลูกผู้ชายไซร้ ข้าพเจ้าชอบใจ คำพูดของท่าน เชิญท่านนำน้ำดื่มของข้าพเจ้าไปเถิด” “มหาราช ข้าพเจ้าจักนำไป” “ถ้าท่านสามารถ ก็จงนำไปเถิด” 71

สามเณรรับปฏิญญาถึง ๓ ครั้งว่า “ถ้ากระนั้น ท่านจงรู้ด้วยดีเถิด ถ้ากระนั้น ท่านจงรู้ด้วยดีเถิด ถ้ากระนั้น ท่านจงรู้ด้วยดีเถิด” แล้วคิดว่า “การที่เราแสดงอานุภาพแห่งพระพุทธศาสนาแล้วจึงนำน้ำไป สมควร อยู่” สามเณรได้ไปสู่สำนักของพวกอากาสัฏฐกเทพดาก่อน เทพดาเหล่านั้น มาไหว้สามเณร แล้วกล่าวว่า “อะไรกัน ขอรับ” แล้วพากันยืนอยู่ สามเณรกล่าวว่า “สงครามของข้าพเจ้ากับปันนกนาคราชจักมีที่หลังสระอโนดาตนี่ 
 พวกท่านจงไปในที่นั้น แล้วดูความชนะและความแพ้” สามเณรนั้นเข้าไปหาท้าวโลกบาลทั้ง ๔ และท้าวสักกะ ท้าวสุยาม ท้าว สันดุสิต ท้าวสุนิมมิต และท้าววสวัตดี แล้วบอกเนื้อความนั้นโดยทำนอง นั้นแล ต่อแต่นั้น สามเณรไปโดยลำดับจนถึงพรหมโลก พรหมทั้งหลายในที่ นั้น ๆ มาไหว้แล้วยืนอยู่ ถามว่า “อะไรกัน ขอรับ” สามเณรได้แจ้งเนื้อความนั้น สามเณรเที่ยวไปบอกในที่ทุกแห่ง ๆ โดยเวลาครู่เดียวเท่านั้น เว้นเสีย แต่อสัญญีสัตว์และอรูปพรหม ด้วยอาการอย่างนี้ เทพดาทุก ๆ จำพวกฟังคำของเธอแล้ว ประชุมกันเต็มอากาศ ไม่มีที่ว่าง ที่หลังสระอโนดาต ดุจจุรณแห่งขนมที่บุคคลใส่ไว้ในทะนาน 72

เมื่อหมู่เทพดาประชุมกันแล้ว สามเณรยืน ณ อากาศ กล่าวกะพญานาค ว่า “นาคราชผู้มีเดชกล้า มีกำลังมาก ท่านจงฟังคำของข้าพเจ้า ท่านจงให้ หม้อน้ำดื่มแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามาเพื่อต้องการน้ำประกอบยา” ทีนั้น นาคกล่าวกะเธอว่า “สามเณร ถ้าท่านมีความกล้าหาญอย่างลูกผู้ชายไซร้ ข้าพเจ้าชอบใจ คำพูดของท่าน ท่านจงนำน้ำดื่มของข้าพเจ้าไปเถิด” สามเณรนั้นรับคำปฏิญญาของนาคราชถึง ๓ ครั้ง แล้วยืนบนอากาศ นิรมิตอัตภาพเป็นพรหมประมาณ ๑๒ โยชน์ แล้วลงจากอากาศ เหยียบที่ พังพานของพญานาค กดให้หน้าคว่ำลงแล้ว ในทันทีนั้นเอง เมื่อสามเณรพอ สักว่าเหยียบพังพานของพญานาคเท่านั้น แผ่นพังพานได้หดเข้าประมาณ เท่าทัพพี ดุจหนังสดอันบุรุษผู้มีกำลังเหยียบแล้ว ในที่ซึ่งพ้นจากพังพานของ พญานาค สายน้ำประมาณเท่าลำตาลพุ่งขึ้น สามเณรใส่น้ำให้เต็มขวดกลาง อากาศนั้นเอง หมู่เทพได้พากันให้สาธุการ นาคราชละอาย โกรธต่อสามเณร นัยน์ตาทั้งสองของนาคราชนั้นได้มีสี ดุจดอกชบา พญานาคคิดว่า “สมณะโล้นนี้ให้หมู่เทพประชุมกัน แล้วถือเอาน้ำดื่ม ทำเราให้ละอาย เราจะจับเธอ แล้วสอดมือเข้าในปาก ขยี้เนื้อหทัยของเธอเสีย หรือจะจับเธอ ที่เท้า แล้วขว้างไปฟากแม่น้ำข้างโน้น” ดังนี้แล้ว ติดตามไปโดยเร็ว แม้ติดตามไปอยู่ ก็ไม่สามารถจะทัน สามเณรได้เลย เมื่อสามเณรมาแล้ว วางน้ำดื่มไว้ในมือพระอุปัชฌายะ เรียนว่า “ขอท่านจงดื่มเถิด ขอรับ” 73

แม้พญานาคก็ตามมาข้างหลัง กล่าวว่า “ท่านอนุรุทธะผู้เจริญ สามเณรถือเอาน้ำซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้เลยมา ขอท่านจงอย่าดื่ม” พระเถระ ถามว่า “อย่างนั้นหรือ สามเณร” สามเณรกล่าวว่า “ขอนิมนต์ท่านดื่มเถิด ขอรับ น้ำดื่มนี้พญานาคนี้ให้แล้ว กระผมจึงนำ มา” พระเถระทราบว่า ขึ้นชื่อว่าการกล่าวคำเท็จของสามเณรผู้เป็นขีณาสพ ย่อมไม่มี จึงดื่มน้ำนั้น อาพาธของท่านสงบลงในขณะนั้นเอง นาคราชกล่าวกะพระเถระอีกว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าถูกสามเณรทำให้ละอายในท่ามกลางหมู่เทพ ข้าพเจ้าจักผ่าหทัยของเธอ หรือจักจับเธอที่เท้า และขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำข้าง โน้น” พระเถระกล่าวว่า “มหาราช สามเณรมีอานุภาพมาก ท่านจักไม่สามารถสู้รบกับสามเณร ได้ ท่านจงให้สามเณรนั้นยกโทษ แล้วกลับไปเสียเถิด” พญานาคนั้นย่อมรู้อานุภาพของสามเณร แต่ติดตามมาเพราะความ ละอาย ลำดับนั้น พญานาคให้สามเณรนั้นยกโทษตามคำของพระเถระ ทำความชอบพอกันฉันมิตรกับเธอ จึงกล่าวว่า “ตั้งแต่กาลนี้ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าต้องการน้ำในสระอโนดาต พระผู้เป็น เจ้าไม่ต้องมาเอง พึงส่งข่าวไปถึงข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจักนำน้ำมาถวายเอง” 74

ดังนี้แล้ว หลีกไป แม้พระเถระก็พาสามเณรไป พระศาสดาทรงทราบการมาของพระเถระแล้ว ประทับนั่งทอดพระเนตร การมาบนปราสาทของมิคารมารดา ถึงพวกภิกษุก็เห็นพระเถระซึ่งกำลังมา ลุกขึ้นต้อนรับ รับบาตรและจีวร ครั้งนั้น ภิกษุบางพวกจับสามเณรที่ศีรษะบ้าง ที่หูทั้ง ๒ บ้าง ที่แขนบ้าง พลางเขย่า กล่าวว่า “ไม่กระสันหรือ สามเณร” พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นกิริยาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงดำริว่า “กรรมของภิกษุเหล่านี้หยาบจริง ภิกษุเหล่านี้จับสามเณรเป็นดุจจับ อสรพิษที่คอ พวกเธอหารู้อานุภาพของสามเณรไม่ วันนี้ การที่เราทำคุณของ สุมนสามเณรให้ปรากฏ สมควรอยู่” แม้พระเถระก็มาถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่ง พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับท่านแล้ว ตรัสเรียกพระอานนทเถระ
 มาว่า “อานนท์ เรามีความประสงค์จะล้างเท้าทั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต เธอจงให้หม้อแก่พวกสามเณร แล้วให้นำน้ำมาเถิด” พระเถระให้สามเณรประมาณ ๕๐๐ ในวิหารประชุมกันแล้ว บรรดาสามเณรเหล่านั้น สุมนสามเณรได้เป็นผู้ใหม่กว่าสามเณร ทั้งหมด พระเถระกล่าวกะสามเณรผู้แก่กว่าสามเณรทั้งหมดว่า “สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้งสองด้วยน้ำ ในสระอโนดาต เธอจงถือหม้อน้ำไปนำน้ำมาเถิด สามเณรเหล่านั้นไม่ปรารถนา กล่าวว่า “กระผมไม่สามารถ ขอรับ” 75

พระเถระถามสามเณรทั้งหลายที่เหลือโดยลำดับ แม้สามเณรเหล่านั้น ก็พูดปลีกตัวอย่างนั้นแล ก็บรรดาสามเณรเหล่านี้ สามเณรผู้เป็นขีณาสพไม่มีหรือ ความจริงแล้ว มีอยู่ แต่สามเณรเหล่านั้นไม่ปรารถนา ด้วยคิดเห็นว่า พวงดอกไม้นี้ พระ ศาสดาไม่ทรงผูกไว้เพื่อพวกเรา พระองค์ทรงผูกไว้เพื่อสุมนสามเณรองค์ เดียว แต่พวกสามเณรผู้เป็นปุถุชนไม่ปรารถนา ก็เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่ สามารถนั่นเอง ก็ในที่สุด เมื่อวาระถึงแก่สุมนสามเณรเข้า พระเถระกล่าวว่า “สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้งสองด้วยน้ำ ในสระอโนดาต เธอจงถือเอาหม้อไปตักน้ำมา” สุมนสามเณรเรียนว่า “เมื่อพระศาสดาทรงให้นำมา กระผมจักนำมา” ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดา แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า พระองค์ให้ข้าพระองค์นำน้ำมาจาก สระอโนดาตหรือ พระพุทธเจ้าข้า” พระศาสดาตรัสว่า “อย่างนั้น สุมนะ” สุมนสามเณรนั้นเอามือจับหม้อใหญ่ใบหนึ่ง แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส บ่าย หน้าไปสู่หิมวันตประเทศ นาคราชเห็นสามเณรซึ่งกำลังมาแต่ไกล จึงออกมา ต้อนรับ รับหม้อจากสามเณร แล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า เมื่อผู้รับใช้เช่นข้าพเจ้ามีอยู่ เพราะอะไร พระผู้เป็นเจ้าจึง มาเสียเอง เมื่อความต้องการน้ำมีอยู่ เหตุไร พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่ส่งเพียง ข่าวสารมา”

76

ดังนี้แล้ว เอาหม้อตักน้ำมาแบกเอง กล่าวว่า “นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถิดขอรับ ข้าพเจ้าเองจักนำไปให้” สามเณรกล่าวว่า “มหาราช ท่านจงหยุด ข้าพเจ้าเองเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้ มา” ดังนี้ ให้พญานาคกลับ แล้วเอามือจับที่ขอบปากหม้อ เหาะมาทาง อากาศ ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแลดูเธอซึ่งกำลังมา ตรัสเรียกพวกภิกษุมา แล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูการเยื้องกรายของสามเณร เธอย่อม งดงามดุจพญาหงส์ในอากาศ” สามเณรนั้นวางหม้อน้ำแล้ว ได้ถวายบังคมพระศาสดา แล้วยืนอยู่ ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า “สุมนะ เธอมีอายุได้เท่าไร” สามเณรกราบทูลว่า “มีอายุ ๗ ขวบ พระพุทธเจ้าข้า” “สุมนะ ถ้ากระนั้น ตั้งแต่วันนี้ เธอจงเป็นภิกษุเถิด” ดังนี้แล้ว ได้ประทานทายัชชอุปสมบท ได้ยินว่า สามเณรผู้มีอายุ ๗ ปี สองรูปเท่านั้น ได้อุปสมบท คือ สุมนสามเณรนี้รูปหนึ่ง โสปากสามเณรรูปหนึ่ง เมื่อสุมนสามเณรนั้นอุปสมบทแล้วอย่างนั้น พวกภิกษุสนทนากันใน
 โรงธรรมว่า

77

“ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมนี้น่าอัศจรรย์ อานุภาพของสามเณรน้อยแม้เห็น ปานนี้ ก็มีได้ อานุภาพเห็นปานนี้ พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน” พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ” เมื่อพวกเธอกราบทูลแล้ว พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในศาสนาของเรา บุคคลแม้เป็นเด็ก ปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมได้สมบัติเห็นปานนี้เหมือนกัน” เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “ภิกษุใดแล ยังหนุ่ม พากเพียรอยู่ในพระพุทธศาสนา 
 ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง
 ดุจพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากเมฆ สว่างอยู่ ฉะนั้น” ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น ดังนี้แล

78

Ê ¶ Ò ¹ ·Õ่ ÍÑ ¹ ¹่ Ò Ã×่ ¹ à Á Â์

“¾ÃÐÍÃËѹµì·Ñé§ËÅÒÂÍÂÙèã¹·Õèã´ à»ç¹ºéÒ¹¡çµÒÁ à»ç¹»èÒ¡çµÒÁ ·ÕèÅØèÁ¡çµÒÁ ·Õè´Í¹¡çµÒÁ ·Õè¹Ñé¹à»ç¹ÀÙÁÔʶҹ¹èÒÃ×è¹ÃÁÂì”

~ ÍÃËÑ ¹ µÇÃä ~

¾ Ã Ð ¢ ·Ô Ã Ç ¹Ô Â à Ã Ç µ à ¶ Ã Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภ
 พระเรวตเถระผู้อยู่ป่าไม้สะแก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ท่านพระสารีบุตรละทรัพย์ ๘๗ โกฏิ ออกบวช แล้วชักชวนน้อง สาว ๓ คน คือนางจาลา นางอุปจาลา นางสีสุปจาลา และน้องชาย ๒ คนนี้ คือนายจุนทะ นายอุปเสนะ ให้บวชแล้ว เหลือแต่เรวตกุมารผู้เดียว เท่านั้น ยังอยู่ที่บ้าน มารดาของท่านคิดว่า “อุปติสสะบุตรของเรา ละทรัพย์ประมาณเท่านี้ออกบวช แล้วยังชักชวน น้องสาว ๓ คน น้องชาย ๒ คน ให้บวชด้วย เรวตะผู้เดียวเท่านั้นยังเหลืออยู่ ถ้าเธอจักชักชวนเรวตะให้บวชไซร้ ทรัพย์ของเราประมาณเท่านี้จักฉิบหาย วงศ์สกุลจักขาดสูญ เราจักผูกเรวตะนั้นไว้ด้วยการอยู่ครองเรือน ตั้งแต่ที่เขา ยังเป็นเด็กเถิด” ฝ่ายพระสารีบุตรเถระสั่งภิกษุทั้งหลายไว้ก่อนทีเดียวว่า “ผู้มีอายุ ถ้าเรวตะประสงค์จะบวช มาแล้วไซร้ พวกท่านพึงให้เขาบวช เพราะมารดาบิดาของผมเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีประโยชน์อะไรที่เรวตะจะบอก ลาท่านทั้งสอง ผมเองเป็นมารดาและบิดาของเรวตะนั้น มารดาของพระสารีบุตรเถระประสงค์จะผูกเรวตกุมารผู้มีอายุ ๗ ขวบ เท่านั้น ด้วยเครื่องผูกคือเรือน จึงหมั้นเด็กหญิงในตระกูลที่มีชาติเสมอกัน กำหนดวันแล้ว ประดับตกแต่งกุมาร แล้วได้พาไปสู่เรือนของญาติเด็กหญิง พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ลำดับนั้น พวกญาติของเขาทั้งสองผู้ทำการมงคลประชุมกัน พวกญาติให้เขาทั้งสองจุ่มมือลงในถาดน้ำ แล้วกล่าวมงคลทั้ง 81

Audio 10

หลาย หวังความเจริญแก่เด็กหญิง จึงกล่าวว่า “ขอเจ้าจงเห็นธรรมอันยายของเจ้าเห็นแล้ว เจ้าจงเป็นอยู่สิ้นกาลนาน เหมือนยาย นะแม่” เรวตกุมารคิดว่า “อะไรหนอแล ชื่อว่าธรรมอันยายนี้เห็นแล้ว” เขาจึงถามว่า “คนไหน เป็นยายของหญิงนี้” พวกญาติบอกกะเขาว่า “พ่อ คนนี้ มีอายุ ๑๒๐ ปี มีฟันหลุด ผมหงอก หนังหดเหี่ยว ตัวตกกระ หลังโกงดุจกลอนเรือน เจ้าไม่เห็นหรือ นั่นเป็นยายของเด็กหญิงนั้น” “ก็แม้หญิงนี้จักเป็นอย่างนั้นหรือ” “ถ้าเขาจักเป็นอยู่ไซร้ ก็จักเป็นอย่างนั้น พ่อ” เรวตะนั้นคิดว่า “ชื่อว่าสรีระแม้เห็นปานนี้ จักถึงประการอันแปลกนี้เพราะชรา 
 อุปติสสะพี่ชายของเราจักเห็นเหตุนี้แล้ว ควรที่เราจะหนีไปบวชเสียในวันนี้ แหละ” ทีนั้น พวกญาติอุ้มเขาขึ้นสู่ยานอันเดียวกันกับเด็กหญิง พาหลีกไป 
 เขาไปได้หน่อยหนึ่งอ้างการถ่ายอุจจาระ พูดว่า “ท่านทั้งหลายจงหยุดยานก่อน ฉันลงไปแล้วจักมา” ดังนี้แล้ว ลงจากยาน เขาไปหลังพุ่มไม้พุ่มหนึ่งสักครู่หนึ่ง แล้วจึงกลับ ไปขึ้นยาน เขาเดินทางไปได้หน่อยหนึ่งแล้ว ก็ขอลงจากยานด้วยการอ้าง เหมือนเดิม แล้วก็ทำเหมือนเดิมอีก

82

พวกญาติของเขาเห็นเขาทำอย่างนั้นหลายครั้ง จึงมิได้ทันสงสัยอะไร เขา เดินทางต่อไปได้หน่อยหนึ่งก็ลงไปด้วยการอ้างอย่างนั้นอีก แล้วพูดว่า “พวกท่านจงขับไปข้างหน้า ฉันจักค่อย ๆ เดินตามไปข้างหลัง” เมื่อเขาลงไปแล้ว ได้บ่ายหน้าตรงไปยังพุ่มไม้ แม้พวกญาติของเขาได้ขับยานไปด้วยสำคัญว่าเรวตะจักมาข้างหลัง ฝ่ายเรวตะนั้นหนีไปจากที่นั้นแล้ว ไปยังสำนักของภิกษุประมาณ ๓๐ รูป ซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น ไหว้พวกภิกษุแล้วเรียนว่า “ท่านขอรับ ขอท่านทั้งหลายจงให้กระผมบวช” พวกภิกษุกล่าวว่า “ผู้มีอายุ เธอประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ พวกเราไม่ทราบว่า เธอเป็นพระราชโอรสหรือเป็นบุตรของอำมาตย์ จักให้เธอบวชอย่างไรได้” “พวกท่านไม่รู้จักกระผมหรือ ขอรับ” “ไม่รู้ ผู้มีอายุ” “กระผมเป็นน้องชายของอุปติสสะ” “ชื่อว่าอุปติสสะ นั่นคือใคร” “ท่านผู้เจริญทั้งหลายเรียกพี่ชายของกระผมว่า สารีบุตร เพราะฉะนั้น เมื่อกระผมเรียนว่า อุปติสสะ ท่านผู้เจริญทั้งหลายจึงไม่ทราบ “ก็เธอเป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระหรือ” “อย่างนั้น ขอรับ” “ถ้ากระนั้น มาเถิด พี่ชายของเธออนุญาตไว้แล้ว” ดังนี้แล้ว ก็ให้เปลื้องเครื่องอาภรณ์ของเขาออก ให้เขาบวช แล้วจึงส่ง ข่าวไปให้พระสารีบุตรเถระ 83

พระเถระฟังข่าวนั้นแล้ว จึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุทั้งหลายส่งข่าวมาว่าพวกภิกษุที่อยู่ป่า 
 ให้เรวตะบวช ข้าพระองค์จะไปเยี่ยมเธอ แล้วจึงจักกลับมา” พระศาสดามิได้ทรงยอมให้ไป ด้วยพระดำรัสว่า “สารีบุตร จงยับยั้งอยู่ก่อน” โดยการล่วงไป ๒-๓ วัน พระเถระก็ทูลลาพระศาสดาอีก พระศาสดา มิได้ทรงยอมให้ไป ด้วยพระดำรัสว่า “สารีบุตร จงยับยั้งอยู่ก่อน แม้เราก็จักไป” ฝ่ายเรวตสามเณรคิดว่า “ถ้าเราจักอยู่ในที่นี้ไซร้ พวกญาติจักให้คนติดตามเรียกเรากลับ” เธอจึงเรียนกัมมัฏฐานจนถึงพระอรหัตในสำนักของภิกษุเหล่านั้น 
 ถือบาตรและจีวร เที่ยวจาริกไปถึงป่าไม้สะแก ห่างจากสถานที่ที่เธอบวช ประมาณ ๓๐ โยชน์ ภายในพรรษานั่นแล เธอบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
 ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย พระสารีบุตรเถระเมื่อปวารณาแล้ว ทูลลาพระศาสดาเพื่อต้องการไป เยี่ยมเรวตสามเณรนั้นอีก พระศาสดาตรัสว่า “สารีบุตร แม้เราก็จักไป” แล้วเสด็จออกไปพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป ในเวลาที่เสด็จไปได้หน่อยหนึ่ง พระอานนทเถระยืนอยู่ที่ทาง ๒ แพร่ง กราบทูลพระศาสดาว่า “พระพุทธเจ้าข้า บรรดาทางที่ไปสู่สำนักของเรวตะสามเณร ทางนี้เป็น ทางอ้อมประมาณ ๖๐ โยชน์ เป็นที่อยู่ของมนุษย์ ทางนี้เป็นทางตรงประมาณ ๓๐ โยชน์ เป็นที่อยู่ของอมนุษย์ พวกเราจะไปโดยทางไหน” 84

พระศาสดาตรัสถามว่า “อานนท์ ก็สีวลีมากับพวกเรามิใช่หรือ” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ถ้าสีวลีมา เธอจงถือเอาทางตรงนั่นแหละ” ก็เมื่อพระศาสดาทรงดำเนินไปทางนั้น พวกเทวดาคิดว่า “พวกเราจักทำสักการะแก่พระสีวลีเถระ พระผู้เป็นเจ้าของเรา” แล้วให้สร้างวิหารในที่โยชน์หนึ่ง ๆ ไม่ให้เกินไปกว่านั้น ลุกขึ้นแต่เช้า ถือเอาวัตถุมีข้าวต้ม เป็นต้น อันเป็นทิพย์ แล้วเที่ยวไป ด้วยตั้งใจว่า “พระสีวลีเถระผู้เป็นเจ้าของเรา นั่งอยู่ที่ไหน” พระสีวลีเถระให้เทวดาถวายภัตที่นำมาเพื่อตนแก่ภิกษุสงฆ์มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระศาสดาพร้อมทั้งบริวารเสวยบุญของพระสีวลีเถระผู้เดียว ได้เสด็จ ไปตลอดทางกันดารประมาณ ๓๐ โยชน์ ฝ่ายพระเรวตเถระทราบการเสด็จมาของพระศาสดา จึงนิรมิตพระ คันธกุฎีเพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า นิรมิตเรือนยอด ๕๐๐ ที่จงกรม ๕๐๐ 
 และที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน ๕๐๐ พระศาสดาประทับอยู่ในสำนักของพระเรวตเถระนั้นสิ้นกาลประมาณ เดือนหนึ่งแล แม้ประทับอยู่ในที่นั้น ก็เสวยบุญของพระสีวลีเถระนั่นเอง ก็บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุแก่ ๒ รูป ในเวลาพระศาสดาเสด็จเข้าไปสู่ ป่าไม้สะแก คิดอย่างนี้ว่า “ภิกษุนี้ทำนวกรรม (การก่อสร้าง) ประมาณเท่านี้อยู่ จักทำสมณธรรม ได้อย่างไร พระศาสดาทรงทำกิจคือ การเห็นแก่หน้า ด้วยทรงดำริว่า เป็น

85

น้องชายของพระสารีบุตร จึงเสด็จมาสู่สำนักของเธอ ผู้ประกอบนวกรรมเห็น ปานนี้” ในวันนั้น แม้พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็น ภิกษุเหล่านั้นแล้ว ได้ทรงทราบวาระจิตของภิกษุเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ในวันที่เสด็จกลับ ทรงอธิษฐานให้ภิกษุเหล่านั้นลืมหลอด น้ำมัน ลักจั่นน้ำ และรองเท้าของตนไว้ เมื่อเสด็จออกจากป่าแล้ว จึงทรง คลายพระฤทธิ์ ครั้งนั้น ในภิกษุเหล่านั้น รูปหนึ่งกล่าวกันว่า “ผมลืมสิ่งนี้และสิ่งนี้” ภิกษุอีกรูปหนึ่ง ก็กล่าวว่า “แม้ผมก็ลืม” ดังนี้แล้ว ทั้งสองรูปจึงกลับไป ไม่พบวิหาร มีแต่ป่าสะแก พวกเขาเที่ยว ค้นหาของ จึงถูกหนามไม้สะแกแทง ได้พบห่อสิ่งของของตนห้อยอยู่ที่ต้น สะแกต้นหนึ่ง แล้วก็หลีกไป พระศาสดาทรงพาภิกษุสงฆ์ไป เสวยบุญของพระสีวลีเถระ ตลอดกาล ประมาณเดือนหนึ่ง เสด็จเข้าไปสู่บุพพาราม ลำดับนั้น ภิกษุแก่เหล่านั้นล้างหน้าแต่เช้าตรู่ เดินไปด้วยตั้งใจว่า 
 พวกเราจักดื่มข้าวต้มในเรือนของนางวิสาขา ผู้ถวายอาคันตุกภัต 
 ดื่มข้าวต้มแล้ว ฉันของเคี้ยวแล้วนั่งอยู่ ลำดับนั้น นางวิสาขาถามภิกษุแก่เหล่านั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ก็ท่านทั้งหลายได้ไปที่อยู่ของพระเรวตเถระกับพระศาสดา หรือ” ภิกษุนั้นตอบว่า

86

“อย่างนั้น อุบาสิกา” “ท่านผู้เจริญ ที่อยู่ของพระเถระน่ารื่นรมย์หรือ” “ที่อยู่ของพระเถระนั้นเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์แต่ที่ไหน อุบาสิกา ที่นั้นรก ด้วยไม้สะแก มีหนามขาว เป็นเช่นกับสถานที่อยู่ของพวกเปรต” ครั้งนั้น ภิกษุหนุ่มอีกสองรูปมาแล้ว อุบาสิกาถวายข้าวต้มและของควร เคี้ยวทั้งหลายแม้แก่ภิกษุหนุ่มเหล่านั้น แล้วถามอย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุ เหล่านั้นกล่าวว่า “อุบาสิกา พวกฉันไม่อาจพรรณนาได้ ที่อยู่ของพระเถระเป็นเช่นกับ
 เทวสภาชื่อสุธรรมา ดุจตกแต่งขึ้นด้วยฤทธิ์” อุบาสิกาคิดว่า “ภิกษุพวกที่มาครั้งแรกกล่าวอย่างหนึ่ง ภิกษุพวกนี้กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ภิกษุพวกที่มาครั้งแรกลืมอะไรไว้เป็นแน่ จักกลับไปในเวลาคลายฤทธิ์แล้ว ส่วนภิกษุพวกนี้จักไปในเวลาที่พระเถระตกแต่งนิรมิตสถานที่ด้วยฤทธิ์” เพราะความที่นางเป็นบัณฑิต จึงทราบเนื้อความนั้น นางได้ยืนคอยอยู่ แล้วด้วยหวังว่า จักทูลถามในกาลที่พระศาสดาเสด็จมา ต่อกาลเพียงครู่เดียว พระศาสดาอันภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จไปสู่เรือน ของนางวิสาขา ประทับนั่งเหนืออาสนะอันเขาตกแต่งไว้แล้ว นางอังคาส ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขโดยเคารพ ในเวลาเสร็จภัตกิจ ถวาย บังคมพระศาสดา แล้วทูลถามเฉพาะว่า “พระพุทธเจ้าข้า บรรดาภิกษุที่ไปกับพระองค์ บางพวกกล่าวว่าที่อยู่ ของพระเรวตเถระเป็นป่ารกด้วยไม้สะแก บางพวกกล่าวว่าเป็นสถานที่ รื่นรมย์ ที่อยู่ของพระเถระนั่นเป็นอย่างไรหนอแล” พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสว่า

87

“อุบาสิกา จะเป็นบ้านหรือเป็นป่าก็ตาม พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมอยู่ใน ที่ใด ที่นั้นน่ารื่นรมย์แท้” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในที่ใด เป็นบ้านก็ตาม 
 เป็นป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม 
 ที่นั้นเป็นภูมิสถานน่ารื่นรมย์” ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้นแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า “แม้สามเณรผู้เดียวทำเรือนยอด ๕๐๐ หลัง เพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป มีลาภ 
 มีบุญ น่าชมจริง” พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลแล้ว พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราไม่มีบุญ ไม่มีบาป เพราะบุญและบาปทั้ง สองเธอละเสียแล้ว” แล้วได้ตรัสพระคาถานี้ว่า “บุคคลใดในโลกนี้ล่วงเครื่องข้อง ๒ อย่าง 
 คือ บุญและบาป 
 เราเรียกบุคคลนั้น ผู้ไม่โศก ปราศจากกิเลสเพียงดังธุลี 
 ผู้หมดจด ว่าเป็นพราหมณ์”

88

»่ Ò à »็ ¹ ·Õ่ Ã×่ ¹ à Á Â์ ¢ Í § ¼Ù้ ä Á่ á Ê Ç § Ë Ò ¡ Ò Á

“»èÒ·Ñé§ËÅÒÂà»ç¹·Õè¹èÒÃ×è¹ÃÁÂì ·èÒ¹¼Ùé»ÃÒȨҡÃÒ¤ÐáÅéÇ·Ñé§ËÅÒ ¨Ñ¡ÂÔ¹´Õã¹»èÒÍѹäÁèà»ç¹·ÕèÂÔ¹´Õ¢Í§ª¹ à¾ÃÒзèÒ¹¼Ùé»ÃÒȨҡÃÒ¤ÐáÅéǹÑé¹ à»ç¹¼ÙéÁÕ»¡µÔäÁèáÊǧËÒ¡ÒÁ”

~ ÍÃËÑ ¹ µÇÃä ~

Ë ­Ô § ¤ ¹ ã ´ ¤ ¹ Ë ¹Ö่ §

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภหญิงคน ใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง เรียนกัมมัฏฐานในสำนัก ของพระศาสดาแล้ว เข้าไปสู่สวนร้างสวนหนึ่งทำสมณธรรมอยู่ ครั้งนั้น หญิงนครโสเภณีคนหนึ่งทำการนัดแนะกับบุรุษผู้หนึ่ง แต่บุรุษ นั้นไม่มา นางมองไปในทางที่บุรุษนั้นจะมา ไม่เห็นเขา นางเกิดความกระสัน ขึ้น จึงเที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้ เข้าไปสู่สวนนั้นพบพระเถระนั่งคู้บัลลังก์ แลไป ข้างโน้นข้างนี้ ไม่เห็นใคร ๆ อื่น คิดว่า “ผู้นี้เป็นชายเหมือนกัน เราจักยังจิตของผู้นี้ให้ลุ่มหลง” นางเข้าไปยืนอยู่ข้างหน้าของพระเถระนั้น เปลื้องผ้านุ่ง และกลับนุ่ง ใหม่ สยายผมแล้วเกล้า ปรบมือ แล้วหัวเราะ ความสังเวชเกิดขึ้นแก่พระเถระ แผ่ซ่านไปทั่วสรีระ ท่านคิดว่า “นี้เป็นอย่างไรหนอแล” ฝ่ายพระศาสดาทรงใคร่ครวญว่า “ความเป็นไปของภิกษุผู้เรียนกัมมัฏฐานจากสำนักของเรา ผู้ไปด้วย ตั้งใจว่าจักทำสมณธรรม เป็นอย่างไรหนอแล” พระศาสดาทรงเห็นหญิงนั้นแล้ว ทรงทราบกิริยาอนาจารของหญิงนั้น และความเกิดขึ้นแห่งความสังเวชของพระเถระ พระองค์ประทับนั่งใน
 พระคันธกุฎีนั่นแหละ ตรัสกับพระเถระนั้นว่า “ภิกษุ ที่ ๆ ไม่รื่นรมย์ของพวกคนผู้แสวงหากามนั่นแหละ เป็นที่รื่นรมย์ของผู้ปราศจากราคะแล้วทั้งหลาย”

91

Audio 11

ก็แล ครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงแผ่พระโอภาสไป เมื่อจะทรงแสดง ธรรมแก่ภิกษุนั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า “ป่าทั้งหลายเป็นที่น่ารื่นรมย์ 
 ท่านผู้ปราศจากราคะแล้วทั้งหลาย 
 จักยินดีในป่าอันไม่เป็นที่ยินดีของชน 
 เพราะท่านผู้ปราศจากราคะแล้วนั้น 
 เป็นผู้มีปกติไม่แสวงหากาม” ในกาลจบเทศนา พระเถระนั้นนั่งตามปกตินั่นแล บรรลุพระอรหัตพร้อม ด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว ได้มาทางอากาศ ทำความชมเชย ถวายบังคม พระบาททั้งสองของพระตถาคต แล้วหลีกไป ดังนี้แล

92

¨Ô µ ¹Õ้ à ·Õ่ Â Ç ä » ä ¡ Å

“ª¹àËÅèÒ㴨ѡÊíÒÃÇÁ¨ÔµÍѹä»ã¹·Õèä¡Å à·ÕèÂÇ仴ǧà´ÕÂÇ äÁèÁÕÊÃÕÃÐ ÁÕ¶íéÒà»ç¹·ÕèÍÒÈÑ ª¹àËÅèÒ¹Ñ鹨о鹨ҡà¤Ã×èͧ¼Ù¡áËè§ÁÒÔ

~ ¨Ô µ µÇÃä ~

¾ Ã Ð À Ò ¤Ô ä ¹ Â ÊÑ § ¦ ÃÑ ¡ ¢Ô µ à ¶ Ã Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุชื่อว่า สังฆรักขิต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า กุลบุตรผู้หนึ่งในกรุงสาวัตถี ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา แล้ว ได้ออกบวช เมื่ออุปสมบทแล้ว มีนามว่าสังฆรักขิตเถระ โดย ๒-๓ วันเท่านั้น ก็บรรลุพระอรหัตผล น้องชายของท่านได้บุตร ได้ตั้งชื่อของบุตรตามชื่อของพระเถระว่า ภาคิไนยสังฆรักขิต เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระ เถระ เข้าไปจำพรรษาในวัดใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ได้ผ้าวัสสาวาสิกสาฎก ๒ ผืน คือ ยาว ๗ ศอกผืนหนึ่ง ยาว ๘ ศอกผืนหนึ่ง กำหนดไว้ว่า “ผ้าผืนยาว ๘ ศอกจักเป็นของพระอุปัชฌาย์ของเรา ผ้าผืนยาว ๗ ศอก จักเป็นของเรา” เมื่อออกพรรษาแล้ว เธอประสงค์ว่า จักเยี่ยมพระอุปัชฌาย์ จึงเดินมา พลางเที่ยวบิณฑบาตในระหว่างทาง เมื่อมาถึงแล้วทราบว่าพระเถระยังไม่กลับมาวิหาร จึงเข้าไปสู่วิหารแล้ว ปัดกวาดที่สำหรับพักกลางวันของพระเถระ ตั้งน้ำล้างเท้าไว้ ปูอาสนะ แล้ว นั่งมองทางที่พระเถระจะกลับมา ครั้นพระเถระมาถึงแล้ว ได้ทำการต้อนรับ รับบาตรจีวร อาราธนาพระเถระให้นั่งด้วยคำว่า “ขอท่านนั่งเถิด ขอรับ” เธอถือพัดก้านตาลพัด ถวายน้ำดื่ม ล้างเท้าทั้งสอง แล้วนำผ้าสาฎกนั้น มาวางไว้ ณ ที่ใกล้เท้าของพระเถระ เรียนว่า “ท่านขอรับ ขอท่านจงใช้สอยผ้าสาฎกผืนนี้”

95

Audio 12

ดังนี้แล้ว ได้ยืนพัดอยู่ พระเถระกล่าวกะเธอว่า “สังฆรักขิต จีวรของฉันบริบูรณ์ เธอนั่นแลจงใช้สอย” “ท่านขอรับ ผ้าสาฎกนี้กระผมกำหนดไว้เพื่อท่านตั้งแต่เวลาที่กระผมได้ มาแล้ว ขอท่านจงทำการใช้สอยเถิด” “ช่างเถอะ สังฆรักขิต จีวรของฉันบริบูรณ์ เธอนั่นแลจงใช้สอยเถิด” “ท่านขอรับ ขอท่านอย่าทำอย่างนั้นเลย เพราะเมื่อท่านใช้สอยผ้าสาฎก นี้ ผลอันมากจักมีแก่กระผม” พระสังฆรักขิตกล่าววิงวอนอยู่อย่างนั้น พระเถระก็ไม่ปรารถนาผ้าสาฎก ผืนนั้น เธอพัดไปพลาง คิดไปพลางว่า “ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ เราเป็นหลานของพระเถระ ในเวลาบวชแล้ว เราก็ เป็นสัทธิวิหาริกของท่าน แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พระอุปัชฌาย์ก็ไม่ประสงค์ ทำการใช้สอยร่วมกับเรา เมื่อพระอุปัชฌาย์นี้ไม่ทำการร่วมใช้สอยกับเรา เราจะต้องการอะไรด้วยความเป็นสมณะ เราจักสึกเป็นคฤหัสถ์” ขณะนั้น เธอได้มีความคิดเห็นอีกว่า “การครองเรือนตั้งตัวได้ยาก เราจักขายผ้าสาฎกผืนยาว ๘ ศอก แล้ว ซื้อแม่แพะมาตัวหนึ่ง ธรรมดาแม่แพะย่อมตกลูกเร็ว เรานั้นจะขายลูกแพะที่ ตกแล้ว ทำให้เป็นต้นทุน ครั้นรวมต้นทุนได้มากแล้ว จักนำหญิงคนหนึ่งมา เป็นภรรยา นางจักคลอดบุตรคนหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักตั้งชื่อหลวงลุง ของเราแก่บุตรนั้น แล้วให้นั่งในยานน้อยพาบุตรและภรรยาของเรามาไหว้ หลวงลุง เมื่อเดินมา จักพูดกะภรรยาของเราในระหว่างทางว่า ‘หล่อนจงนำ บุตรมาให้แก่เราก่อน เราจักนำเขาไป’ หล่อนจักพูดว่า ‘เธอจะต้องการอะไร จากบุตร เธอจงมา จงขับยานน้อยนี้ไป’ แล้วรับเอาบุตรไป ด้วยตั้งใจว่า ‘เรา จักนำเขาไป’ เมื่อไม่อาจอุ้มไปได้ จักทิ้งไว้ที่รอยล้อ เมื่อเป็นเช่นนั้น ล้อจัก ทับร่างของเขา ลำดับนั้น เราจะพูดกะหล่อนว่า ‘หล่อนไม่ให้บุตรแก่ฉัน

96

หล่อนไม่สามารถอุ้มบุตรนั้นไปได้ หล่อนทำให้บุตรนั้นฉิบหายเสียแล้ว 
 เราจักเอาด้ามปฏักตีหลังนาง” พระหลานชาย คิดอยู่อย่างนั้น ได้เอาพัดก้านตาลตีศีรษะพระเถระ 
 พระเถระใคร่ครวญอยู่ว่า “เพราะเหตุไรหนอ เราจึงถูกสังฆรักขิตตีศีรษะ” เมื่อทราบเรื่องที่พระหลานชายนั้นคิดอยู่ทั้งหมด จึงพูดว่า “สังฆรักขิต เธอไม่อาจจะตีมาตุคาม ในเรื่องนี้พระเถระแก่เช่นเรามีโทษ อะไรเล่า เธอคิดว่า “ตายจริง เราฉิบหายแล้ว พระอุปัชฌาย์รู้เรื่องที่เราคิดแล้ว ๆ เราจะ ต้องการอะไรด้วยความเป็นสมณะ” ดังนี้แล้ว จึงทิ้งพัดก้านตาล ปรารภจะหนีไป ลำดับนั้น ภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย ไล่ตามจับภิกษุนั้นพามายัง สำนักพระศาสดา พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสถาม ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาทำไมกัน พวกเธอได้ภิกษุรูปหนึ่งหรือ” ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์พาภิกษุหนุ่มรูปนี้ซึ่งกระสัน จะสึก แล้วหลบหนีมายังสำนักพระองค์” พระศาสดาตรัสถามพระภาคิไนยสังฆรักขิตว่า “ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ ภิกษุ” เธอทูลว่า

97

“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ เธอทำกรรมหนักอย่างนั้นเพื่ออะไร เธอเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่ง ผู้ปรารภความเพียร บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้เช่นเรา มิใช่หรือ ไม่อาจให้เขาเรียกตนว่าพระโสดาบัน พระสกทาคามี 
 พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ ได้ทำกรรมหนักอย่างนั้นเพื่ออะไร” “ข้าพระองค์กระสันจะสึก พระพุทธเจ้าข้า” “เพราะเหตุไรเธอจึงกระสันจะสึก” พระสังฆรักขิตนั้นกราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดแด่พระศาสดา จำเดิมแต่วัน ที่ตนได้ผ้าวัสสาวาสิกสาฎก จนถึงเอาพัดก้านตาลตีพระเถระแล้ว
 กราบทูลว่า “เพราะเหตุนี้ ข้าพระองค์จึงคิดหลบหนีไป พระพุทธเจ้าข้า” ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า “มาเถิดภิกษุ เธออย่าคิดไปเลย ธรรมดาจิตนี่มีหน้าที่รับอารมณ์ แม้มี อยู่ในที่ไกล ควรที่ภิกษุจักพยายามเพื่อประโยชน์แก่การพ้นจากเครื่องผูก คือราคะ โทสะ โมหะ” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “ชนเหล่าใดจักสำรวมจิตอันไปในที่ไกล 
 เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีสรีระ 
 มีถ้ำเป็นที่อาศัย 
 ชนเหล่านั้นจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร” ในกาลจบเทศนา พระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระบรรลุโสดาปัตติผล แม้ ชนเหล่าอื่นเป็นอันมากได้เป็นอริยบุคคลมีพระโสดาบัน เป็นต้น เทศนาได้ สำเร็จประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล”

98

¨Ô µ ·Õ่ µÑ้ § ä Ç้ ª Í º

“ÁÒÃ´ÒºÔ ´ Ò¡ç Ë Ã× Í Çè Ò ­ÒµÔ à ËÅè Ò Í×è ¹ äÁè ¾Ö § ·íÒ à赯 ¹Ñé ¹ ãËé ä ´é áµè ¨Ô µ ÍÑ ¹ µÑé § äÇé ª ͺáÅé Ç ¾Ö § ·íÒ à¢ÒãËé » ÃÐàÊÃÔ ° ¡Çè Ò à赯 ¹Ñé ¹ ” ~ ¨Ô µ µÇÃä ~

¾ÃÐâÊäÃÂà¶ÃÐ

พระศาสดายังพระธรรมเทศนานี้ว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ลูกชายของ โสไรยเศรษฐี ในโสไรยนคร นั่งบนยานน้อยกับสหายรักออกไป จากนครเพื่ออาบน้ำ ขณะนั้น พระมหากัจจายนเถระเข้าไปสู่โสไรยนครเพื่อบิณฑบาต ก็สรีระของพระเถระมีสีเหมือนทองคำ ลูกชายของ
 โสไรยเศรษฐีเห็นท่านแล้ว จึงคิดว่า “สวยจริงหนอ พระเถระรูปนี้ควรเป็นภริยาของเรา หรือสีแห่งสรีระของ ภริยาของเราพึงเป็นเหมือนสีแห่งสรีระของพระเถระนั้น” ในขณะที่คิดอยู่นั้น เพศชายของเขาหายไป เพศหญิงได้ปรากฏแทน เขาละอาย จึงลงจากยานน้อย หนีไปยังเมืองตักกสิลา ฝ่ายสหายของเขา เที่ยวค้นหาข้างโน้นและข้างนี้ก็ไม่ได้พบ ชนทั้งปวง อาบน้ำเสร็จแล้วได้กลับไปสู่เรือน เมื่อชนทั้งหลายกล่าวกันว่า “เศรษฐีบุตรไปไหน” ชนที่ไปด้วยจึงตอบว่า “พวกผมเข้าใจว่า เขาอาบน้ำกลับมาแล้ว” มารดาและบิดาของเขาค้นหาในที่ต่าง ๆ ก็ไม่พบ จึงร้องไห้รำพัน 
 ได้ถวายภัตเพื่อผู้ตาย ด้วยเข้าใจว่าลูกชายของเราจักตายแล้ว นางผู้เป็นเศรษฐีเห็นเกวียนหมู่หนึ่งกำลังไปสู่เมืองตักกสิลา จึงเดิน ติดตามไปข้างหลัง พวกชนเห็นนางแล้ว กล่าวว่า “หล่อนเดินตามพวกเราทำไม พวกเราไม่รู้จักหล่อน หล่อน เป็นลูกสาวของใคร”

101

Audio 13

นางกล่าวว่า “นาย พวกท่านจงขับยานน้อยของตนไปเถิด ดิฉันจักเดินไป” เมื่อเดินไป ๆ ก็เหนื่อย นางได้ถอดแหวนให้เจ้าของเกวียน เพื่อให้ได้นั่ง ไปบนเกวียน พวกชนเหล่านั้นคิดว่า “ลูกชายเศรษฐีของพวกเรายังไม่มีภรรยา เราจักบอกแก่ท่าน เราจักได้ รางวัลใหญ่” พวกเขาไปถึงเรือนเศรษฐี แล้วเรียนว่า “นาย พวกกระผมได้นำหญิงมาเพื่อท่าน” ลูกชายเศรษฐีนั้นได้ฟังแล้ว ให้เรียกนางมา เห็นนางมีรูปงามน่าพึงใจ เกิดความรักขึ้น จึงได้ให้นางเป็นภริยาในเรือนของตน จริงอยู่ พวกผู้ชาย ชื่อว่าไม่เคยกลับเป็นผู้หญิง หรือพวกผู้หญิงไม่เคย กลับเป็นผู้ชาย ย่อมไม่มี เพราะว่าพวกผู้ชายผู้ประพฤติล่วงในภริยาของคน อื่น เมื่อตายแล้ว ย่อมไหม้อยู่ในนรกสิ้นแสนปี เมื่อกลับมาสู่ชาติมนุษย์ ย่อม ได้อัตภาพเป็นหญิงสิ้น ๑๐๐ อัตภาพ แม้พระอานนท์เถระ ผู้เป็นอริยสาวก 
 มีบารมีบำเพ็ญมาแล้วตั้งแสนกัลป์ ท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ในอัตภาพหนึ่ง ก็ได้บังเกิดในตระกูลช่างทอง ทำปรทารกรรมแล้วไหม้ในนรก ด้วยผลกรรม ที่ยังเหลือ ได้กลับมาเป็นหญิงบำเรอเท้าแห่งชาย ๑๔ อัตภาพ เป็นหมัน ๗ อัตภาพ ส่วนหญิงทั้งหลายทำบุญมีทาน เป็นต้น คลายความพอใจในความเป็น หญิง ก็ตั้งจิตว่า บุญของข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ ขอจงเป็นไปเพื่อได้อัตภาพกลับ เป็นชาย เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ย่อมได้อัตภาพกลับเป็นชาย พวกหญิงที่มีผัวดัง เทวดา ย่อมกลับได้อัตภาพเป็นชายแม้ด้วยอำนาจแห่งการปรนนิบัติดีใน สามีเหมือนกัน

102

ส่วนลูกชายเศรษฐีนี้ยังจิตให้เกิดขึ้นในพระเถระโดยไม่แยบคาย จึงได้ ภาวะกลับเป็นหญิงในอัตภาพนี้ทันที นางอยู่ร่วมกับลูกชายเศรษฐีในตักกสิลา ได้ตั้งครรภ์ขึ้น เมื่อล่วงไป ๑๐ เดือน นางได้คลอดบุตร ในเวลาที่บุตรของนางเดินได้ ก็ได้บุตรอีกคนหนึ่ง บุตรของนางจึงมี ๔ คน คือบุตรผู้เกิดจากท้อง ๒ คน บุตรผู้เกิดครั้งเป็น ชายอยู่ในโสไรยนคร ๒ คน วันหนึ่ง ลูกชายเศรษฐีผู้เป็นสหายของนางออกจากโสไรยนครไปสู่กรุง ตักกสิลาด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม นั่งบนยานน้อยอันมีความสุขเข้าไปสู่ พระนคร ขณะนั้น นางอยู่ชั้นบนของปราสาท มองออกมาจากหน้าต่าง 
 ได้เห็นสหายนั้น จึงส่งสาวใช้ให้ไปเชิญเขามา ได้ทำสักการะและสัมมานะ อย่างใหญ่โต สหายนั้นกล่าวกะนางว่า “แม่มหาจำเริญ ฉันไม่เคยรู้จักนาง ไฉนนางจึงทำสักการะแก่ฉันใหญ่ โต นางรู้จักฉันหรือ” นางกล่าวว่า “จ้ะ นาย ฉันรู้จัก ท่านเป็นชาวโสไรยนคร มิใช่หรือ” “ถูกละ แม่มหาจำเริญ” นางได้ถามถึงความสุขสบายของมารดาบิดา ของภริยา ทั้งของลูกชาย ทั้งสอง สหายของนางตอบว่า “จ้ะ แม่มหาจำเริญ ชนเหล่านั้นสบายดี แม่มหาจำเริญ นางรู้จักชนเหล่า นั้นหรือ” “จ้ะนาย ฉันรู้จัก ลูกชายของท่านเหล่านั้นมีคนหนึ่ง เขาไปไหนเล่า” “แม่มหาจำเริญ อย่าได้พูดถึงเขาเลย วันหนึ่ง ฉันกับเขาได้นั่งในยาน น้อยออกไปอาบน้ำ เขาหายไป ฉันเที่ยวหาก็ไม่พบเขา จึงได้บอกแก่มารดา

103

และบิดาของเขา มารดาและบิดาของเขาได้ร้องไห้ คร่ำครวญ ทำกิจอันควร ทำแก่คนผู้ล่วงลับไปแล้ว” “ฉันคือเขานะ นาย” “แม่มหาจำเริญ นางพูดอะไร สหายของฉันเป็นผู้ชาย” “ช่างเถอะนาย ฉันคือเขา” “เรื่องเป็นอย่างไรกัน” “วันนั้น เธอเห็นพระมหากัจจายนเถระผู้เป็นเจ้าไหม” “เห็นจ้ะ” “ฉันเห็นพระมหากัจจายนะผู้เป็นเจ้าแล้ว ได้คิดว่าสวยจริงหนอ 
 พระเถระรูปนี้ควรเป็นภรรยาของเรา หรือว่าสีแห่งสรีระของภรรยาของเรา พึงเป็นเหมือนสีแห่งสรีระของพระเถระนั่น ในขณะที่ฉันคิดแล้วนั่นเอง เพศ ชายได้หายไป เพศหญิงปรากฏขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันไม่อาจบอกแก่ใครได้ ด้วยความละอาย จึงหนีจากที่นั้น แล้วมาอยู่ที่นี่” “ตายจริง เธอทำกรรมหนักแล้ว เหตุไรเธอจึงไม่บอกแก่ฉันเล่า ก็เธอให้ พระเถระอดโทษแล้วหรือ” “ยังไม่ให้ท่านอดโทษเลย นาย ก็เธอรู้หรือ พระเถระอยู่ ณ ที่ไหน” “ท่านอยู่ที่นครนี้แหละ” “หากว่าท่านเที่ยวบิณฑบาตมาในที่นี้ไซร้ ฉันพึงถวายภิกษาหารแก่พระ ผู้เป็นเจ้าของฉัน” “ถ้ากระนั้น ขอเธอจงรีบทำสักการะไว้ ฉันจักทำให้พระผู้เป็นเจ้าของเรา อดโทษเธอ” เขาไปสู่ที่อยู่ของพระเถระ ไหว้ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง เรียนว่า “ท่านขอรับ นิมนต์ท่านรับภิกษาของกระผมในวันพรุ่งนี้” 104

พระเถระถามว่า “เศรษฐีบุตร ท่านเป็นแขกมิใช่หรือ” “ท่านขอรับ ขอท่านอย่าได้ถามความที่กระผมเป็นแขกเลย พรุ่งนี้ 
 ขอนิมนต์ท่านรับภิกษาของกระผมเถิด” พระเถระรับนิมนต์แล้ว เขาได้ตระเตรียมสักการะเป็นอันมาก วันรุ่งขึ้น พระเถระได้ไปสู่เรือน เศรษฐีบุตรนิมนต์ท่านให้นั่ง แล้วอังคาสด้วยอาหาร ประณีต พาหญิงนั้นมา แล้วให้นางหมอบลงที่ใกล้เท้าของพระเถระ เรียนว่า “ท่านขอรับ ขอท่านจงอดโทษแก่หญิงผู้สหายของกระผมด้วย” พระเถระถามว่า “อะไรกันนี่” “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในกาลก่อน คนผู้นี้เป็นสหายที่รักของกระผม 
 เมื่อพบท่านแล้ว ได้คิดว่า สวยจริงหนอ พระเถระรูปนี้ควรเป็นภรรยาของเรา หรือว่าสีแห่งสรีระของภรรยาของเราพึงเป็นเหมือนสีแห่งสรีระของพระเถระ นั่น เมื่อเป็นเช่นนั้น เพศชายของเขาได้หายไป เพศหญิงได้ปรากฏแล้ว 
 ขอท่านจงอดโทษเถิด ท่านผู้เจริญ” “ถ้ากระนั้น เธอจงลุกขึ้น ฉันอดโทษให้แก่เธอ” พอพระเถระเอ่ยปากว่าฉันอดโทษให้เท่านั้น เพศหญิงได้หายไป เพศ ชายได้ปรากฏแล้ว พอเพศชายกลับปรากฏขึ้นเท่านั้น เศรษฐีบุตรในกรุงตัก กสิลาได้กล่าวกะเธอว่า “สหายผู้ร่วมทุกข์ เด็กชาย ๒ คนนี้เป็นลูกของเรา เพราะเป็นผู้อยู่ใน ท้องของเธอ และเพราะเป็นผู้อาศัยฉันเกิด เราทั้งสองจักอยู่ในนครนี้แหละ เธออย่าวุ่นวายไปเลย” โสไรยเศรษฐีบุตรพูดกับบิดาของเด็กชายทั้งสองว่า

105

“ผู้ร่วมทุกข์ ฉันถึงอาการอันแปลก คือเดิมเป็นผู้ชาย แล้วถึงความเป็นผู้ หญิง แล้วยังกลับเป็นผู้ชายได้อีกโดยอัตภาพเดียวเท่านั้น ครั้งก่อน บุตร ๒ คนอาศัยฉันเกิดขึ้น เดี๋ยวนี้ บุตร ๒ คนคลอดจากท้องฉัน เธออย่าสำคัญว่า ฉันนั้นถึงอาการอันแปลกโดยอัตภาพเดียว จักอยู่ในเรือนต่อไปอีก ฉันจัก บวชในสำนักของพระผู้เป็นเจ้าของเรา เด็ก ๒ คนนี้จงเป็นภาระของเธอ เธอ จงดูแลเด็ก ๒ คนนี้เถิด” ดังนี้แล้ว จูบบุตรทั้ง ๒ ลูบหลัง มอบให้แก่บิดา แล้วออกไปบวชใน สำนักพระเถระ ฝ่ายพระเถระให้เธอบรรพชาอุปสมบทเสร็จแล้ว พาเที่ยว จาริกไป ได้ไปถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ นามของท่านได้มีว่า โสไรยเถระ ชาวชนบทรู้เรื่องของท่านแล้ว พากันแตกตื่น อลหม่าน เข้าไปถามว่า “ได้ยินว่า เรื่องเป็นจริงอย่างนั้นหรือ พระผู้เป็นเจ้า” ท่านตอบว่า “เป็นจริง ผู้มีอายุ” “ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าเหตุแม้เช่นนี้ มีได้เทียวหรือ เขาลือกันว่าบุตร ๒ คน เกิดในท้องของท่าน บุตร ๒ คนอาศัยท่านเกิด บรรดาบุตร ๒ จำพวกนั้น ท่านมีความสิเนหาในบุตรพวกไหนมากกว่ากัน” “บุตรผู้อยู่ในท้อง ผู้มีอายุ” ชนผู้มาแล้ว ๆ ก็ถามอย่างนั้นเสมอ พระเถระบอกแล้วบอกเล่าว่า ฉันมี ความสิเน่หาในบุตรผู้อยู่ในท้องมากกว่า ท่านเกิดความรำคาญ จึงปลีกตัว ออกจากหมู่ นั่งแต่คนเดียว ยืนแต่คนเดียว แล้วเริ่มตั้งความสิ้นและความ เสื่อมในอัตภาพ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ต่อมา พวกชนผู้มาแล้ว ๆ ถามท่านว่า “ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า เหตุชื่ออย่างนี้ได้มีแล้ว จริงหรือ” ท่านตอบว่า 106

“จริง ผู้มีอายุ” “ท่านมีความสิเนหาในบุตรพวกไหนมากกว่า” “ขึ้นชื่อว่าความสิเนหาในบุตรคนไหน ๆ ของเรา ย่อมไม่มี” ภิกษุทั้งหลายได้ฟังแล้ว กราบทูลพระศาสดาว่า “ภิกษุรูปนี้พูดไม่จริง ในวันก่อนพูดว่ามีความสิเน่หาในบุตรผู้อยู่ใน ท้องมากกว่า เดี๋ยวนี้พูดว่าความสิเนหาในบุตรคนไหน ๆ ของเราไม่มี 
 ย่อมพยากรณ์พระอรหัตตผล พระพุทธเจ้าข้า” พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราพยากรณ์อรหัตตผลหามิได้ เพราะว่าตั้งแต่ เวลาที่บุตรของเราเห็นมรรคทัสนะด้วยจิตที่ตั้งไว้ชอบแล้ว ความสิเนหาใน บุตรไหน ๆ ไม่เกิดเลย จิตเท่านั้นซึ่งเป็นไปในภายในของสัตว์เหล่านี้ ย่อม ให้สมบัติที่มารดาบิดาไม่อาจทำให้ได้” ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “มารดาบิดาก็หรือว่าญาติเหล่าอื่นไม่พึงทำเหตุนั้นให้ได้ 
 แต่จิตอันตั้งไว้ชอบแล้ว พึงทำเขาให้ประเสริฐกว่าเหตุนั้น” ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น เทศนาได้เป็นประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล

107

¶้ Í Â ¤ ํÒ ä Á่ Ã Ð ¤ Ò Â ËÙ

“¼Ùéã´¾Ö§¡ÅèÒǶéͤíÒÍѹäÁèÃФÒÂËÙ ÍѹãËéÃÙé¡Ñ¹ä´é à»ç¹¤íÒ¨ÃÔ§ Íѹà»ç¹à˵ØäÁèÂѧã¤Ã æ ãËé¢Ñ´ã¨ àÃÒàÃÕ¡¼Ùé¹Ñé¹ÇèÒ à»ç¹¾ÃÒËÁ³ì” ~ ¾ÃÒËÁ³ÇÃä ~

¾ Ã Ð »Ô ÅÔ ¹ · ÇÑ ¨ © à ¶ Ã Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระปิลินทวัจฉเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ได้ยินว่า ท่านปิลินทวัจฉะนั้นกล่าวคำเป็นต้นว่า “คนถ่อยจงมา คนถ่อยจงไป" ท่านย่อมร้องเรียกทั้งคฤหัสถ์ทั้งบรรพชิตด้วยวาทะว่า คนถ่อย ทั้งนั้น ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุเป็นอันมากกราบทูลแด่พระศาสดาว่า “พระพุทธเจ้าข้า ท่านปิลินทวัจฉะย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยวาทะ ว่าคนถ่อย” พระศาสดารับสั่งให้หาท่านมา แล้วตรัสถามว่า “ปิลินทวัจฉะได้ยินว่า เธอร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่าคนถ่อย จริงหรือ” ท่านกราบทูลว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระศาสดาจึงทรงกระทำบุพเพนิวาสของท่านปิลินทวัจฉะไว้ใน พระหฤทัย แล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าถือโทษแก่ภิกษุชื่อปิลินทวัจฉะเลย ภิกษุทั้ง หลาย วัจฉะหามีโทสะในภายใน ร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่าคน ถ่อยไม่ ภิกษุทั้งหลาย ๕๐๐ ชาติของภิกษุชื่อวัจฉะนั้น เกิดในตระกูล พราหมณ์ วาทะคนถ่อยนั้น เธอร้องเรียกมาแล้วตลอดกาลนาน ถ้อยคำกระทบกระทั่งชนเหล่าอื่นอันเป็นคำระคายหู คำหยาบ

110

Audio 14

คายนั่นเทียว ชื่อว่าย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ เพราะว่าบุตรของเรากล่าว อย่างนั้นด้วยอำนาจแห่งความเคยชิน” เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “ผู้ใดพึงกล่าวถ้อยคำอันไม่ระคายหู 
 อันให้รู้กันได้ เป็นคำจริง 
 อันเป็นเหตุไม่ยังใคร ๆ ให้ขัดใจ 
 เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์” ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น ดังนี้แล

111

¼Ù้ ¤ Ò Â â Å ¡ Ò ÁÔ Ê

“ÀÔ¡ÉؼÙéÁÕ¡ÒÂʧº ÁÕÇÒ¨Òʧº ÁÕã¨Ê§º ¼ÙéµÑé§ÁÑè¹´ÕáÅéÇ ¤Ò¨ҡÍÒÁÔÊã¹âÅ¡àÊÕÂáÅéÇ àÃÒàÃÕ¡ÇèÒ ¼ÙéʧºÃЧѺ”

~ ÀÔ ¡ ¢Ø Ç Ãä ~

¾ Ã Ð ÊÑ ¹ µ ¡ Ò Â à ¶ Ã Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสันตกายเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ชื่อว่าการคะนองมือและเท้าของพระสันตกายเถระนั้น มิได้มีแล้ว ท่านเป็นผู้เว้นจากการบิดกาย เป็นผู้มีอัตภาพสงบ พระเถระนั้นมาจาก กำเนิดแห่งราชสีห์ นัยว่า ราชสีห์ทั้งหลายเมื่อได้อาหารแล้ว เข้าไปสู่ถ้ำเงิน ถ้ำทอง ถ้ำแก้ว มณี หรือถ้ำแก้วประพาฬ นอนที่จุรณแห่งมโนศิลาและหรดาลตลอด ๗ วัน ลุกขึ้นในวันที่ ๗ ตรวจดูที่นอน ถ้าเห็นว่าจุรณแห่งมโนศิลาและหรดาล กระจัดกระจาย เพราะการกระดิกหาง หู หรือเท้าของตน จะคิดว่า “การทำเช่นนี้ไม่สมควรแก่ชาติหรือโคตรของเจ้า” แล้วจึงนอนอดอาหารต่อไปอีก ๗ วัน แต่เมื่อจุรณทั้งหลายไม่ กระจัดกระจายไป จึงคิดว่า “การทำเช่นนี้สมควรแก่ชาติและโคตรของเจ้า” ดังนี้แล้ว ก็ออกจากที่อาศัย บิดกาย ชำเลืองดูทิศทั้งหลาย บันลือ สีหนาท ๓ ครั้ง แล้วก็หลีกไปหากิน ภิกษุนี้มาจากกำเนิดแห่งราชสีห์ ภิกษุทั้งหลายเห็นความประพฤติ เรียบร้อยทางกายของท่าน จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้เช่นกับพระสันตกายเถระ พวกข้าพระองค์ไม่ เคยเห็น ก็การคะนองมือ คะนองเท้า หรือการบิดกายของภิกษุนี้ขณะที่นั่งอยู่ มิได้มี”

Audio 15

พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า

114

“ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุพึงเป็นผู้สงบทางทวารทั้งหลายมี กายทวาร เป็นต้น โดยแท้ เหมือนสันตกายเถระ ฉะนั้น” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “ภิกษุผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ 
 ผู้ตั้งมั่นดีแล้ว คายจากอามิสในโลกเสียแล้ว
 เราเรียกว่า ผู้สงบระงับ” ในกาลจบเทศนา พระเถระตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว เทศนาได้เป็น ประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกัน ดังนี้แล

115

¼Ù้ Í Í ¡ ¨ Ò ¡ â Å ¡

“˧Êì·Ñé§ËÅÒÂÂèÍÁä»ã¹·Ò§áË觴ǧÍÒ·ÔµÂì ·èÒ¹¼ÙéÁÕÄ·¸Ôì·Ñé§ËÅÒÂÂèÍÁä»ã¹ÍÒ¡ÒÈ´éÇÂÄ·¸Ôì ¸Õ깪¹ÐÁÒþÃéÍÁ·Ñ駾Ò˹ÐáÅéÇ ÂèÍÁÍ͡仨ҡâÅ¡ä´é”

~ âÅ¡ÇÃä ~

ÀÔ ¡ ÉØ ó ð ÃÙ »

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๓๐ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ในวันหนึ่ง ภิกษุผู้มีปกติอยู่ในทิศต่าง ๆ ประมาณ ๓๐ รูป เข้าไป เฝ้าพระศาสดา พระอานนท์เถระมาในเวลาที่ทำวัตรแด่พระศาสดา เห็นภิกษุเหล่านั้นแล้วคิดว่า “เมื่อพระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านี้แล้ว เราจักทำวัตร” ดังนี้แล้ว จึงได้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู แม้พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับ ภิกษุเหล่านั้นแล้ว ก็ตรัสกถาอันปรารภธรรมซึ่งเป็นเครื่องให้ระลึกถึงกันแก่ ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นฟังธรรมกถานั้นแล้ว บรรลุพระอรหัต ได้เหาะไป ทางอากาศ เมื่อภิกษุเหล่านั้นชักช้าอยู่ พระอานนท์เถระจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา 
 ทูลถามว่า “ภิกษุมีประมาณ ๓๐ รูป ที่มาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นไปไหนแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” พระศาสดาตรัสว่า “ไปแล้ว อานนท์” “ไปโดยทางไหน พระพุทธเจ้าข้า” “ทางอากาศ อานนท์” “ก็ภิกษุเหล่านั้นเป็นพระขีณาสพหรือ พระพุทธเจ้าข้า” “อย่างนั้น อานนท์ ภิกษุเหล่านั้นฟังธรรมในสำนักเรา บรรลุ พระอรหัตแล้ว” 118

 Audio 16

ก็ในขณะนั้น ได้มีฝูงหงส์บินผ่านไปทางอากาศ พระศาสดาตรัสว่า “อานนท์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดแลเจริญดีแล้ว ผู้นั้นย่อมไปโดยอากาศ ดุจหงส์ฉะนั้น” ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “หงส์ทั้งหลายย่อมไปในทางแห่งดวงอาทิตย์ 
 ท่านผู้มีฤทธิ์ทั้งหลายย่อมไปในอากาศด้วยฤทธิ์ 
 ธีรชนชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว 
 ย่อมออกไปจากโลกได้” ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น ดังนี้แล

119

¼Ù้ Ç Ò § Í Ò ª ­ Ò ä ´้ á Å้ Ç

“¼Ùéã´ÇÒ§ÍÒª­Òã¹ÊѵÇì·Ñé§ËÅÒ ¼ÙéÊдØé§áÅмÙéÁÑ蹤§ äÁè¦èÒàͧ äÁèãªéãËé¼ÙéÍ×蹦èÒ àÃÒàÃÕ¡¼Ùé¹Ñé¹ÇèÒ à»ç¹¾ÃÒËÁ³ì”

~ ¾ÃÒËÁ³ÇÃä ~

ÀÔ ¡ ÉØ ÃÙ » ã ´ ÃÙ » Ë ¹Ö่ §

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใด รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ภิกษุรูปหนึ่งเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว เข้าไปสู่ป่า บรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า “เราจักกราบทูลคุณอันเราได้แล้วแด่พระศาสดา” ท่านจึงออกจากป่านั้น ครั้งนั้น หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับสามี เมื่อสามี ออกไปข้างนอก คิดว่า “เราจักกลับไปสู่บ้านพ่อแม่” นางจึงออกเดินทางไป ได้พบภิกษุนั้นในระหว่างทาง คิดว่า “เราจักอาศัยพระเถระนี้ไป” นางจึงติดตามไปข้างหลัง ๆ แต่พระเถระไม่เห็นนาง ครั้งนั้น สามีของ นางกลับมาสู่เรือน ไม่เห็นนาง คิดว่า “นางจักไปสู่บ้านพ่อแม่” จึงติดตามไป พบนางแล้วคิดว่า “หญิงคนเดียวไม่อาจเดินทางข้ามดงนี้ได้ นางอาศัยอะไรหนอ จึงไปได้” เมื่อมองดู เห็นพระเถระ จึงคิดว่า “พระเถระนี้จักเป็นผู้พาหญิงนี้มา” เขาจึงขู่พระเถระ หญิงนั้นได้กล่าวกะสามีว่า “ท่านผู้เจริญนั่นมิได้เห็น มิได้ร้องเรียกดิฉันเลย 
 เธออย่าได้ว่ากล่าวอะไร ๆ กะท่านเลย 122

Audio 17

พระเถระถูกสามีของหญิงนั้นตีแต่ไม่โกรธ สามีนั้นเกิดความโกรธขึ้น กล่าวว่า “ก็เจ้าจักไม่บอกบุคคลผู้พาเจ้าไปแก่เราหรือ เราจักทำกรรมอันสมควร แก่ภิกษุนี้แทนตัวเจ้าให้ได้” ด้วยความอาฆาตในหญิง เขาจึงตีพระเถระ แล้วพาหญิงนั้นกลับไป 
 เมื่อพระเถระมาสู่วิหาร ภิกษุทั้งหลายพากันนวดกายท่าน เห็นร่องรอยถูกตี แล้ว จึงถามว่า “นี่อะไร” ท่านบอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุถามท่านว่า “ผู้มีอายุ ก็เมื่อบุรุษนั้นทำร้ายท่าน ท่านได้กล่าวอะไร หรือความโกรธ เกิดแก่ท่านไหม” พระเถระกล่าวว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ความโกรธย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เรา” ภิกษุเหล่านั้นไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุนั้นอันข้าพระองค์ทั้งหลายถามว่า ความโกรธเกิด ขึ้นแก่ท่านไหม ยังกล่าวได้ว่า ความโกรธย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เรา ภิกษุนั้น กล่าวคำไม่จริง พยากรณ์อรหัตตผล” พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลายวางอาชญาแล้ว 
 พระขีณาสพเหล่านั้นย่อมไม่ทำความโกรธในชนทั้งหลาย แม้ผู้ทำร้ายอยู่” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า

123

“ผู้ใดวางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย 
 ผู้สะดุ้งและผู้มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า 
 เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์” ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น ดังนี้แล

124

¼Ù้ à »็ ¹ ·Õ่ ÃÑ ¡ ¢ Í § Á Ë Ò ª ¹

“¼ÙéµÑé§ÍÂÙè㹸ÃÃÁ ¼ÙéÁÕ»¡µÔ¡ÅèÒÇáµèÇÒ¨ÒÊѵÂì ¼Ùé¡ÃзíÒ¡Òçҹ¢Í§µ¹¹Ñé¹ãËéà»ç¹·ÕèÃÑ¡” ~ »Ô  ÇÃä ~

à ´็ ¡ õ ð ð ¤ ¹

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภเด็ก ๕๐๐ คน ในระหว่างทาง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า วันหนึ่ง พระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวารพร้อมด้วยพระอสีติมหาเถระ เสด็จเข้าไปกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต ได้ทอดพระเนตรเห็น เด็ก ๕๐๐ คน ยกกระเช้าขนมออกจากเมืองแล้วไปสวนในวันมหรสพวันหนึ่ง เด็กเหล่านั้นถวายบังคมพระศาสดา แล้วก็หลีกไป ไม่กล่าวกะภิกษุแม้ สักรูปหนึ่งว่า ขอท่านรับเอาขนม พระศาสดาตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจักฉันขนมไหม” ภิกษุเหล่านั้นทูลถามว่า “ขนมที่ไหน พระพุทธเจ้าข้า” “เธอทั้งหลายไม่เห็นพวกเด็กถือกระเช้าขนมเดินผ่านไปแล้วดอกหรือ” “พวกเด็กเหล่านั้นไม่ถวายขนมแก่ใคร ๆ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย เด็กเหล่านั้นไม่นิมนต์เราหรือพวกเธอด้วยขนมก็จริง 
 ถึงกระนั้น ภิกษุผู้เป็นเจ้าของขนมก็กำลังมาข้างหลัง ฉันขนมเสียก่อนแล้วไป จึงควร” ตามธรรมดา พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มีความริษยา หรือความ ประทุษร้ายแม้ในบุคคลคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น พระศาสดาตรัสคำนี้แล้ว 
 จึงพาภิกษุสงฆ์ไป ประทับนั่งใต้ร่มเงาโคนไม้ต้นหนึ่ง พวกเด็ก ๆ เห็นพระมหากัสสปเถระเดินมาข้างหลัง 
 เกิดความรักขึ้น สรีระเต็มเปี่ยมด้วยกำลังแห่งปีติ วางกระเช้า 127

Audio 18

ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ยกขนมพร้อมทั้งกระเช้า กล่าวกะพระ เถระว่า “นิมนต์รับเถิด ขอรับ” พระเถระกล่าวกะเด็กเหล่านั้นว่า “นั่นพระศาสดาพาพระภิกษุสงฆ์ไปประทับนั่งแล้วที่โคนไม้ พวกเธอจง ถือไทยธรรมไปแบ่งส่วนถวายภิกษุสงฆ์” พวกเด็กรับคำว่า “ดีละ ขอรับ” แล้วเดินกลับไปพร้อมกับพระเถระ ถวายขนมแล้ว ยืนมองดูอยู่ ณ ส่วน ข้างหนึ่ง แล้วได้ถวายน้ำในเวลาฉันเสร็จ ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า “พวกเด็กถวายภิกษาเพราะเห็นแก่หน้า ไม่ต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระมหาเถระทั้งหลายด้วยขนม เห็นพระมหากัสสปเถระแล้วจึง ถือเอากระเช้าขนมมา” พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เช่นกับมหากัสสปผู้บุตรของเราย่อมเป็นที่รักของ เหล่าเทวดาและมนุษย์ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมทำบูชาด้วยปัจจัย ๔ แก่เธอโดยแท้” ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า “ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้มีปกติกล่าวแต่วาจาสัตย์ 
 ผู้กระทำการงานของตนนั้นให้เป็นที่รัก”

128

ในกาลจบเทศนา เด็กเหล่านั้นแม้ทั้งหมดตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล ดังนี้แล

129

¼Ù้ ÁÕ ÇÑ µ Ã ´Õ

“ÀÔ¡ÉØã´àÊÁÍ´éÇÂá¼è¹´Ô¹ à»ÃÕº´éÇÂàÊÒà¢×è͹ ¤§·Õè ÁÕÇÑµÃ´Õ ÁÕ¡ÔàÅʴѧà»×Í¡µÁä»»ÃÒÈáÅéÇ àËÁ×͹Ëéǧ¹íéÒ»ÃÒȨҡà»×Í¡µÁ ÂèÍÁäÁèÂÔ¹´Õ ÂÔ¹ÃéÒ ʧÊÒ÷Ñé§ËÅÒÂÂèÍÁäÁèÁÕá¡èÀÔ¡ÉعÑé¹ ¼Ù餧·Õè”

~ ÍÃËÑ ¹ µÇÃä ~

¾ Ã Ð Ê Ò ÃÕ ºØ µ Ã à ¶ à Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระ
 สารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ในสมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรออกพรรษาแล้ว ใคร่จะหลีกไปสู่ที่ จาริก จึงทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ออกไปกับพวก บริวารของตน ภิกษุจำนวนมากตามส่งพระเถระ พระเถระได้ปราศรัยกับ ภิกษุเหล่านั้นด้วยชื่อและโคตรแล้ว จึงบอกให้กลับ ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระเถระไม่ได้ปราศรัยด้วยคิดว่า “โอหนอ พระเถระน่าจะยกย่องปราศรัยกะเราด้วยชื่อและโคตรบ้าง” ภิกษุนั้นผูกอาฆาตในพระเถระว่า “พระเถระไม่ยกย่องเราเหมือนภิกษุทั้งหลายอื่น” ขณะนั้น มุมสังฆาฏิของพระเถระได้ถูกกายของภิกษุนั้นเข้า ภิกษุนั้นได้ ผูกอาฆาตอีก คิดว่า “บัดนี้ พระเถระจักล่วงอุปจารวิหาร” ภิกษุนั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรทำร้ายข้าพระองค์ ไม่ขอโทษข้า พระองค์ หลีกไปสู่ที่จาริก ด้วยสำคัญว่าเป็นอัครสาวกของพระองค์” พระศาสดารับสั่งให้เรียกพระเถระมา ในขณะนั้น พระมหาโมคคัลลานเถระและพระอานนทเถระคิดว่า “พระศาสดาไม่ทรงทราบความที่พี่ชายของพวกเราไม่ได้ ทำร้ายภิกษุนี้ก็หาไม่ แต่พระองค์ทรงประสงค์จักให้ท่านบันลือ

132

Audio 19

สีหนาท เราจักให้บริษัทประชุมกัน” พระเถระทั้งสองนั้นมีลูกดาลอยู่ในมือ เปิดประตูบริเวณแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงออกมา ท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงออกมา บัดนี้ ท่านพระสารีบุตรจักบันลือสีหนาท ณ เบื้องพระพักตร์แห่งพระผู้มีพระภาค เจ้า” เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่มาประชุมกันแล้ว ฝ่ายพระสารีบุตรเถระได้มาถวายบังคมพระศาสดา นั่งแล้ว พระศาสดา ได้ตรัสถามเนื้อความนั้นกะพระเถระ พระเถระไม่กราบทูลเรื่องนั้น แต่กล่าวคุณกถาของตนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุใดผู้ไม่ตั้งสติไว้ในกาย ภิกษุนั้นกระทบ
 กระทั่งสพรหมจารีรูปใดรูปหนึ่งในศาสนานี้ ไม่ขอโทษ พึงหลีกไปสู่ที่จาริก เป็นแน่” ดังนี้แล้ว ประกาศความที่ตนมีจิตเสมอด้วยแผ่นดิน เสมอด้วยน้ำ ไฟ ลม ผ้าเช็ดธุลี เด็กจัณฑาล โคอุสภะมีเขาขาด ความอึดอัดด้วยกายของตน เหมือนซากงู เป็นต้น ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง อุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้างลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็ไม่อึดอัด ระอาหรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้นแม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉัน นั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยแผ่นดินอันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหลายย่อมล้างของสะอาดบ้าง ไม่สะอาด บ้าง อุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้าง ลงใน น้ำ น้ำก็ไม่อึดอัด ระอาหรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้นแม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉัน

133

นั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยน้ำอันไพบูลย์กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มี เวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไฟย่อมเผาของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง อุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้าง ไฟย่อมไม่ อึดอัด ระอาหรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้นแม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือน กันแล มีใจเสมอด้วยไฟอันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลมย่อมพัดซึ่งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง อุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้าง ลมย่อมไม่ อึดอัดระอา หรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้นแม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือน กันแล มีใจเสมอด้วยลมอันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ย่อมชำระของสะอาดบ้าง ไม่ สะอาดบ้าง อุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้าง ผ้าเช็ดธุลีย่อมไม่อึดอัดระอา หรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้นแม้ฉันใด ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยผ้าสำหรับเช็ดธุลีอันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุมารหรือกุมาริกาของคนจัณฑาล ถือตะกร้า 
 นุ่งผ้าเก่า ๆ เข้าไปยังบ้านหรือนิคม ย่อมตั้งจิตนอบน้อมเข้าไปแม้ฉันใด 
 ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยกุมารหรือกุมาริกาของคน จัณฑาล อันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โคเขาขาด สงบเสงี่ยม ได้รับการฝึกดีแล้ว ศึกษา ดีแล้ว เดินไปตามถนนหนทาง ตามตรอกเล็กซอกน้อย ก็ไม่เอาเท้าหรือเขา กระทบอะไร ๆ แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยโค

134

เขาขาด อันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สตรีหรือบุรุษรุ่นหนุ่มสาว เป็นคนชอบประดับ ตบแต่ง พึงอึดอัด ระอา เกลียดชังด้วยซากศพงู หรือซากศพสุนัขที่เขาผูกไว้ ที่คอแม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมอึดอัด ระอา และ เกลียดชังด้วยกายอันเปื่อยเน่านี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนประคองภาชนะมันข้น มีรูทะลุเป็นช่องเล็ก ช่องใหญ่ ไหลเข้าไหลออกอยู่ แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมบริหารกายนี้มีรูทะลุเป็นช่องเล็ก ช่องใหญ่ ไหลเข้าไหลออกอยู่” พระศาสดาตรัสเรียกพระเถระมา แล้วตรัสว่า “สารีบุตร เธอจงยกโทษต่อโมฆบุรุษนี้เสีย ก่อนที่ศีรษะของเขาจักแตก เป็น ๗ เสี่ยง” พระเถระนั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ยกโทษต่อผู้มีอายุนั้น และขอผู้มีอายุนั้นจง ยกโทษต่อข้าพระองค์ ถ้าว่าโทษของข้าพระองค์มีอยู่” ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูพระเถระผู้มีคุณไม่ต่ำทราม พระ เถระไม่กระทำความโกรธหรือความประทุษร้ายแม้เพียงเล็กน้อยต่อภิกษุ
 ผู้กล่าวตู่ด้วยมุสาวาท ตัวท่านเทียวนั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี ขอให้ภิกษุ นั้นยกโทษ” พระศาสดาทรงสดับกถานั้นแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไรกัน” เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว พระศาสดาตรัสว่า

135

“ภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ ไม่อาจให้ความโกรธหรือความประทุษร้าย 
 เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เช่นกับสารีบุตรได้ ภิกษุทั้งหลาย จิตของสารีบุตรเช่นกับ ด้วยแผ่นดินใหญ่ เช่นกับเสาเขื่อน และเช่นกับห้วงน้ำใส” เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “ภิกษุใดเสมอด้วยแผ่นดิน เปรียบด้วยเสาเขื่อน 
 คงที่ มีวัตรดี มีกิเลสดังเปือกตมไปปราศแล้ว
 เหมือนห้วงน้ำปราศจากเปือกตม 
 ย่อมไม่ยินดี ยินร้าย 
 สงสารทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้คงที่” ในเวลาจบเทศนา ภิกษุ ๙,๐๐๐ รูป บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
 ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ดังนี้แล

136

¼Ù้ ä Á่ ÁÕ ¤ Ç Ò Á ¡Ñ § Ç Å

“¤ÇÒÁ¡Ñ§ÇÅ㹡è͹ ã¹ÀÒÂËÅѧ áÅÐã¹·èÒÁ¡ÅÒ§¢Í§¼Ùéã´äÁèÁÕ àÃÒàÃÕ¡¼Ùé¹Ñ鹫Öè§äÁèÁÕ¤ÇÒÁ¡Ñ§ÇÅ äÁèÁÕ¤ÇÒÁÂÖ´ÁÑè¹ ÇèÒà»ç¹¾ÃÒËÁ³ì”

~ ¾ÃÒËÁ³ÇÃä ~

¾ Ã Ð ¸ Ã Ã Á ·Ô ¹ ¹ Ò à ¶ ÃÕ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุณีชื่อ ธรรมทินนา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ในวันหนึ่ง เมื่อครั้งนางธรรมทินนาเป็นคฤหัสถ์ วิสาขอุบาสก 
 ผู้เป็นสามี ไปฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา แล้วได้บรรลุอนาคามิผล จึงคิดว่า “เราควรยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้นางธรรมทินนารับ” ในกาลก่อน เมื่ออุบาสกนั้นกลับมาสู่เรือน เห็นนางธรรมทินนายืนมอง อยู่ที่หน้าต่าง ก็จะยิ้มแย้ม แต่ในวันนั้น เขาไม่แลดูนางเลย นางได้คิดว่า “นี้เรื่องอะไรกันหนอ” แล้วคิดว่า “ข้อนั้นจงยกไว้ เราจักถามในเวลาบริโภค” แล้วจึงจัดเตรียมอาหาร ในกาลก่อน อุบาสกนั้นมักพูดว่า มาเถิด เราบริโภคด้วยกัน แต่ในวันนี้ กลับบริโภคอย่างเงียบ ๆ นางคิดว่า “สามีคงจักโกรธด้วยเหตุอะไร ๆ แน่นอน” หลังบริโภค วิสาขอุบาสกเรียกนางธรรมทินนามา แล้วกล่าวกะนางว่า “ธรรมทินนา เธอจงรับทรัพย์สมบัติทั้งหมดในเรือนนี้เถิด” นางธรรมทินนาคิดว่า “ธรรมดาว่า คนทั้งหลายเมื่อโกรธ ย่อมไม่ยกทรัพย์สมบัติ ให้ใคร นี่เรื่องอะไรกันหนอ”

139

Audio 20

นางจึงกล่าวว่า “นาย ก็ท่านเล่า” “ตั้งแต่นี้ไป ฉันจักไม่จัดแจงอะไร ๆ” อุบาสกได้เล่าเรื่องที่เขาไปฟังธรรม แล้วบรรลุอนาคามิผลให้นางฟัง นางจึงกล่าวว่า “ก็ใครจักรับน้ำลายที่ท่านบ้วนทิ้ง เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็จงอนุญาตให้ ฉันบวชเถิด” “ดีละ นางผู้เจริญ” อุบาสกนำนางไปสู่สำนักภิกษุณีด้วยสักการะเป็นอันมาก แล้วให้นาง บวช เมื่อนางได้อุปสมบทแล้ว ได้มีชื่อว่าธรรมทินนาเถรี นางไปสู่ชนบทกับภิกษุณีทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้ประสงค์วิเวก 
 เมื่ออยู่ในชนบทนั้นไม่นานเท่าไร ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง หลาย แล้วได้กลับมาสู่กรุงราชคฤห์ ด้วยคิดว่า “บัดนี้ พวกชนผู้เป็นญาติอาศัยเราแล้ว จักได้ทำบุญ” อุบาสกได้ทราบความที่พระเถรีกลับมาแล้ว คิดว่า “พระเถรีกลับมา เพราะเหตุไรหนอ” เขาจึงไปสู่สำนักภิกษุณี ไหว้พระเถรี แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง คิดว่า “การที่เราจะพูดว่า แม่เจ้า ท่านกระสันหรือหนอ ก็เป็นการไม่สมควร เราจักถามปัญหาสักข้อหนึ่งกะพระเถรีนั้น” แล้วถามปัญหาในโสดาปัตติมรรค พระเถรีเฉลยปัญหาข้อนั้นได้ อุบาสกจึงถามปัญหาแม้ในมรรคที่เหลือ โดยอุบายนั้นนั่นแล เมื่ออุบาสก นั้นถามก้าวล่วงวิสัยไปแล้ว พระเถรีนั้นได้กล่าวว่า

140

“วิสาขะผู้มีอายุ ท่านถามเลยวิสัยไปแล้ว เมื่อท่านจำนง ก็พึงเข้าไปเฝ้า พระศาสดาแล้วทูลถามปัญหานี้” อุบาสกไหว้พระเถรี ลุกจากอาสนะ แล้วไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูล การสนทนาปราศรัยนั้นทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระศาสดาตรัสว่า “ธรรมทินนาธิดาของเรากล่าวดีแล้ว ด้วยเราเมื่อจะแก้ปัญหานั่น ก็จะ พึงแก้อย่างนั้นเหมือนกัน” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “ความกังวลในก่อน ในภายหลัง 
 และในท่ามกลางของผู้ใดไม่มี 
 เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความกังวล 
 ไม่มีความยึดมั่น ว่าเป็นพราหมณ์” ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น ดังนี้แล

141

à Ë Á× Í ¹ Á Ð ÅÔ à ¤ Ã× Í » Å่ Í Â ´ Í ¡

“ÀÔ¡ÉØ·Ñé§ËÅÒ ¾Ç¡à¸Í¨§»Å´à»Å×éͧÃÒ¤ÐáÅÐâ·ÊÐàÊÕ àËÁ×͹ÁÐÅÔà¤Ã×Í»ÅèÍ´͡·Ñé§ËÅÒ·ÕèàËÕèÂÇàÊÕ ©Ñ¹¹Ñé¹”

~ ÀÔ ¡ ¢Ø Ç Ãä ~

ÀÔ ¡ ÉØ » Ã Ð Á Ò ³ õ ð ð ÃÙ »

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ประมาณ ๕๐๐ รูป ผู้เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระ ศาสดา บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า เห็นดอกมะลิที่บานแล้วแต่ เช้าตรู่ หลุดออกจากขั้วในเวลาเย็น จึงพากันพยายามด้วยหวังว่า “พวกเราจักหลุดพ้นจากกิเลสมีราคะ เป็นต้น ก่อนดอกไม้เหล่านั้นจะ หลุดออกจากขั้ว” พระศาสดาทรงตรวจดูภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุพึงพยายามเพื่อหลุดพ้นจากวัฏทุกข์ให้ได้ ดุจดอกไม้ที่หลุดจากขั้ว ฉะนั้น” แล้วทรงเปล่งพระรัศมีไป ตรัสพระคาถานี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย 
 พวกเธอจงปลดเปลื้องราคะและโทสะเสีย 
 เหมือนมะลิเครือปล่อยดอกทั้งหลายที่เหี่ยวเสีย ฉันนั้น” ในกาลจบเทศนา ภิกษุทั้งหมดตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล

Audio 21

144

¼Ù้ à Å× Í ¡ à ¡็ º ´ Í ¡ ä Á้

“ã¤Ã¨Ñ¡ÃÙéªÑ´«Öè§á¼è¹´Ô¹¹Õé áÅÐÂÁâÅ¡ ¡ÑºÁ¹ØÉÂâÅ¡¹Õé ¾ÃéÍÁ·Ñé§à·ÇâÅ¡ ã¤Ã¨Ñ¡àÅ×Í¡º·¸ÃÃÁÍѹàÃÒáÊ´§´ÕáÅéÇ àËÁ×͹¹ÒÂÁÒÅÒ¡ÒüÙé©ÅÒ´àÅ×Í¡´Í¡äÁé ©Ð¹Ñé¹ ¾ÃÐàʢШѡÃÙéªÑ´á¼è¹´Ô¹ áÅÐÂÁâÅ¡ ¡ÑºÁ¹ØÉÂâÅ¡¹Õ é¾ÃéÍÁ·Ñé§à·ÇâÅ¡ ¾ÃÐàʢШѡàÅ×Í¡º·¸ÃÃÁÍѹàÃÒáÊ´§´ÕáÅéÇ àËÁ×͹¹ÒÂÁÒÅÒ¡ÒüÙé©ÅÒ´àÅ×Í¡´Í¡äÁé ©Ð¹Ñé¹”

~ »Ø » ¼ÇÃä ~

ÀÔ ¡ ÉØ õ ð ð ÃÙ » ¼Ù้ ¢ Ç ¹ ¢ Ç Ò Â ã ¹ » ° ÇÕ ¡ ¶ Ò

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุ ๕๐๐ รูป ผู้ขวนขวายในปฐวีกถา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ภิกษุ ๕๐๐ รูป เที่ยวจาริกไปในชนบทกับพระผู้มีพระภาคเจ้า 
 มาถึงพระเชตวัน แล้วนั่งในหอฉันในเวลาเย็น เล่าถึงเรื่องแผ่นดินใน สถานที่ที่ตนไปแล้ว ๆ ว่า “เส้นทางที่พวกเราเดินทาง มีพื้นสม่ำเสมอบ้าง ไม่สม่ำเสมอบ้าง 
 มีเปือกตมมาก มีกรวดมาก มีดินดำ มีดินแดง” พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ด้วยเรื่องผืนแผ่นดินที่พวกข้าพระองค์เดินทางไป พระพุทธเจ้าข้า” ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย นั่นชื่อว่าแผ่นดินภายนอก การที่พวกเธอทำบริกรรมใน แผ่นดินภายในจึงจะควร” ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิต ๒ พระคาถานี้ว่า “ใครจักรู้ชัดซึ่งแผ่นดินนี้และยมโลก 
 กับมนุษยโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก 
 ใครจักเลือกบทธรรมอันเราแสดงดีแล้ว 
 เหมือนนายมาลาการผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ ฉะนั้น

147

Audio 22

พระเสขะจักรู้ชัดแผ่นดินและยมโลก 
 กับมนุษยโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก 
 พระเสขะจักเลือกบทธรรมอันเราแสดงดีแล้ว 
 เหมือนนายมาลาการผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ ฉะนั้น” ในเวลาจบเทศนา ภิกษุ ๕๐๐ รูป บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ทั้งหลายแล้ว เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่บริษัทผู้ประชุมกัน ดังนี้แล

148

à Ë็ ¹ â Å ¡ à Ë Á× Í ¹ ¾ ÂÑ º á ´ ´

“¾ÃÐÂÒÁѨ¨ØÂèÍÁäÁèàË繺ؤ¤Å ¼Ùé¾Ô¨ÒóÒàËç¹ÍÂÙè«Öè§âÅ¡ àËÁ×͹ºØ¤¤Å¾Ö§àË繿ͧ¹íéÒ áÅÐàËÁ×͹ºØ¤¤Å¾Ö§àËç¹¾ÂѺᴴ”

~ âÅ¡ÇÃä ~

ÀÔ ¡ ÉØ ¼Ù้ à ¨ ÃÔ ­ ÇÔ »Ñ Ê Ê ¹ Ò

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เจริญ วิปัสสนามีประมาณ ๕๐๐ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดา แล้ว เข้าไปสู่ป่า แม้พยายามอยู่ก็ไม่ได้บรรลุคุณวิเศษ จึงคิดว่า “พวกเราจักเรียนกัมมัฏฐานให้วิเศษ” ภิกษุเหล่านั้นเดินทางกลับมาสู่สำนักของพระศาสดา ในระหว่างทาง เห็นพยับแดด จึงเจริญกัมมัฏฐานมีพยับแดดเป็นอารมณ์ เมื่อเดินทางมาถึงสำนักของพระศาสดา ขณะกำลังเข้าสู่วิหารได้มีฝน ตก ภิกษุเหล่านั้นยืนอยู่ที่หน้ามุข เห็นฟองน้ำตั้งขึ้น แล้วแตกไป จึงยึดเอา เป็นอารมณ์ว่า “อัตภาพแม้นี้ เป็นเช่นกับฟองน้ำ เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นแล้วแตกไป เหมือนกัน” พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นเอง ทรงแลดูภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงแผ่พระโอภาส เหมือนตรัสกับภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า “พระยามัจจุย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งโลก 
 เหมือนบุคคลพึงเห็นฟองน้ำ 
 และเหมือนบุคคลพึงเห็นพยับแดด” ในเวลาจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ในที่ที่ตน
 ยืนนั่นเอง ดังนี้แล Audio 23

151

Ã Ò ¤ Ð ¡Ñ º ¨Ô µ

“½¹ÂèÍÁÃÑèÇôàÃ×͹·ÕèÁاäÁè´Õ ä´é©Ñ¹ã´ ÃÒ¤ÐÂèÍÁàÊÕ´ᷧ¨Ôµ·ÕèäÁèä´éͺÃÁáÅéÇ ä´é©Ñ¹¹Ñé¹ ½¹ÂèÍÁÃÑèÇôàÃ×͹·ÕèÁا´ÕáÅéÇ äÁèä´é©Ñ¹ã´ ÃҤСçÂèÍÁàÊÕ´ᷧ¨Ôµ·ÕèͺÃÁ´ÕáÅéÇ äÁèä´é©Ñ¹¹Ñé¹”

~ ÂÁ¡ÇÃä ~

¾ à Р¹Ñ ¹ · à ¶ à Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภท่าน
 พระนันทะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า พระศาสดาทรงมีพระธรรมจักรบวรให้เป็นไปแล้ว เสด็จไปสู่กรุง ราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงส่งบรรดาทูต ๑๐ คน มีบริวารคนละพัน เพื่อนิมนต์พระศาสดาให้เสด็จมากรุงกบิลพัสดุ์ แต่บรรดาทูตเหล่านั้นได้ฟัง ธรรม สำเร็จอรหัต และอุปสมบทหมด จึงมิได้นิมนต์พระศาสดา ต่อมา กาฬุทายีอำมาตย์ รับหน้าที่ทูต เดินทางไปเฝ้าพระศาสดา แล้ว ได้บรรลุพระอรหัตเช่นกัน ท่านทูลนิมนต์พระศาสดาให้เสด็จมากรุง
 กบิลพัสดุ์ แล้วนำเสด็จพระศาสดา ผู้มีพระขีณาสพสองหมื่นแวดล้อม ไปสู่ กรุงกบิลพัสดุ์ พระศาสดาทรงทำฝนโบกขรพรรษให้เป็นเหตุเกิดแห่งเรื่องแล้วตรัส มหาเวสสันดรชาดกในสมาคมพระญาติ วันรุ่งขึ้น เสด็จเข้าไปบิณฑบาต โปรดพระบิดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติ ผล โปรดพระนางมหาปชาบดีโคตมีให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล และโปรด พระบิดาให้ดำรงอยู่ในสกทาคามิผล ก็ในกาลเสร็จภัตกิจ ทรงอาศัยการ พรรณนาพระคุณของราหุลมารดา ตรัสจันทกินนรชาดก ในวันที่ ๓ เป็นวันอภิเษกสมรสของนันทกุมารกับนางชนบทกัลยาณี พระศาสดาเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ประทานบาตรในหัตถ์ของนันทกุมาร 
 ตรัสมงคล แล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป พระศาสดามิได้
 ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของนันทกุมาร

154

Audio 24

ฝ่ายนันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระตถาคต จึงมิอาจทูลเตือน ว่า ขอพระองค์รับบาตรไปเถิด พระพุทธเจ้าข้า แต่คิดอย่างนี้ว่า “พระศาสดาคงจักทรงรับบาตรที่หัวบันได” แม้ในที่นั้น พระศาสดาก็มิได้ทรงรับ นันทกุมารก็คิดว่า “คงจักทรงรับที่ริมเชิงบันได” แม้ในที่นั้น พระศาสดาก็ไม่ทรงรับ นันทกุมารคิดอีกว่า “จักทรงรับที่พระลานหลวง” แม้ในที่นั้น พระศาสดาก็ไม่ทรงรับ พระกุมารปรารถนาจะเสด็จกลับ แต่จำต้องเสด็จไปด้วยความไม่เต็มพระทัย ด้วยความเคารพในพระ ตถาคต จึงไม่สามารถทูลว่า ขอพระองค์ทรงรับบาตรเถิด ทรงเดินนึกไป ว่า พระองค์จักทรงรับในที่นี้ พระองค์จักทรงรับในที่นี้” ในขณะนั้น พวกทาสีเห็นอาการนั้นแล้ว จึงบอกแก่นางชนบทกัลยาณี ว่า “พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพานันทกุมารเสด็จไปแล้ว คงจัก พรากนันทกุมารจากพระแม่เจ้า” ฝ่ายนางชนบทกัลยาณี ผู้ทรงเกล้าผมได้เพียงกึ่งหนึ่ง ได้ยินคำนั้น แล้ว รีบออกไปทูลว่า “ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์พึงด่วนเสด็จกลับ” คำของนางนั้น ประหนึ่งตกไปตั้งขวางอยู่ในหทัยของนันทกุมาร 
 แม้พระศาสดาก็ยังไม่ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของนันทกุมารนั้นเลย ทรงนำ นันทกุมารนั้นไปสู่วิหารแล้วตรัสว่า “นันทะ เธออยากบวชไหม”

155

ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า นันทกุมารจึงไม่ทูลว่าจักไม่บวช 
 แต่กลับทูลรับว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จักบวช พระพุทธเจ้าข้า” พระศาสดารับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้ากระนั้น เธอทั้งหลายจงให้นันทะบวชเถิด” ในวันที่ ๗ พระมารดาของพระราหุลทรงตกแต่งพระกุมารแล้ว ทรงส่ง ไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระดำรัสว่า “พ่อ พ่อจงดูพระสมณะซึ่งมีพระสมณะสองหมื่นแวดล้อม ทรงมีวรรณะ ประดุจสีทองคำ มีวรรณะแห่งพระรูปประดุจพรหมนั่น พระสมณะนี้เป็นพระ บิดาของพ่อ หม้อทรัพย์ใหญ่ได้มีแล้วในเวลาที่พระบิดาของพ่อประสูติ ตั้งแต่เวลาพระองค์ออกบวช แม่ไม่พบเลย พ่อจงไปทูลขอมรดกกะพระองค์ ท่านว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระองค์เป็นกุมาร ถึงอภิเษกแล้ว จักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ข้าพระองค์ต้องการด้วยทรัพย์ ขอเสด็จพ่อได้ประทานทรัพย์แก่ ข้าพระองค์ เพราะบุตรย่อมเป็นเจ้าของสมบัติของพระบิดา” พระกุมารเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ทูลขอว่า “ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าแต่พระ สมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า “กุมารนี้อยากได้ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา ทรัพย์นั้นไปตามวัฏฏะ 
 มีความคับแคบ ช่างเถิด เราจักให้อริยทรัพย์ ๗ ประการ อันเราได้เฉพาะที่ ควงไม้โพธิ์แก่เธอ จะทำเธอให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตระ” ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้หาท่านพระสารีบุตรมา 
 แล้วตรัสว่า

156

“สารีบุตร ถ้ากระนั้น เธอจงให้ราหุลกุมารบวชเถิด” พระเถระยังพระกุมารนั้นให้ผนวชแล้ว ก็เมื่อพระกุมารผนวชแล้ว ทุกข์มี ประมาณยิ่งได้เกิดขึ้นแก่พระราชาเพราะได้ทรงสดับข่าวนั้น พระราชาไม่ทรงสามารถกลั้นความทุกข์นั้นไว้ได้ เสด็จไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า ทูลชี้แจง แล้วขอประทานพรว่า “พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันขอประทานพระวโรกาส พระผู้เป็นเจ้าทั้ง หลายไม่พึงยังบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาตให้บวช” พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานพรนั้นแด่ท้าวเธอแล้ว ในวันต่อมาพระราชาได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลเล่าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาที่พระองค์ทรงทำทุกรกิริยา เทวดาองค์ หนึ่งเข้ามาหาหม่อมฉันบอกว่า พระโอรสของพระองค์ทิวงคตแล้ว หม่อมฉัน ไม่เชื่อถ้อยคำของเทวดานั้น จึงคัดค้านเทวดานั้นว่า บุตรของข้าพเจ้ายังไม่ บรรลุโพธิญาณ ย่อมไม่ทำกาละ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร บัดนี้ พระองค์จักเชื่อได้อย่างไร แม้ในกาลก่อน เมื่อเขา แสดงร่างกระดูกแก่พระองค์ ทูลว่าบุตรของพระองค์ทิวงคตแล้ว พระองค์ยัง ไม่ทรงเชื่อ” แล้วได้ตรัสมหาธรรมปาลชาดก เพราะเหตุแห่งเรื่องนี้ ในกาลจบกถา พระราชาดำรงอยู่ในอนาคามิผล พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดพระบิดาให้ดำรงอยู่ในผล ๓ ด้วยประการ ฉะนี้แล้ว เสด็จกลับไปสู่กรุงราชคฤห์พร้อมเหล่าภิกษุ แต่นั้น ทรงรับ ปฏิญญาไว้กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อประโยชน์แก่การเสด็จมาสู่กรุง
 สาวัตถี ครั้นเมื่อพระเชตวันมหาวิหารสำเร็จแล้ว เสด็จไปจำพรรษาในพระ เชตวันมหาวิหารนั้น 157

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันนั้นนั่นแล ท่านพระนันทะกระสัน ขึ้นแล้ว จึงบอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถที่จะสืบต่อ พรหมจรรย์ไปได้ ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึก” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว รับสั่งให้หาท่านพระ นันทะมาเฝ้า แล้วตรัสคำนี้ว่า “จริงหรือนันทะ ได้ยินว่า เธอบอกกล่าวแก่ภิกษุหลายรูปอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึกหรือ” ท่านพระนันทะทูลว่า “จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “นันทะ ก็เธอไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะสืบต่อ พรหมจรรย์ไปได้ จะกล่าวคืนสิกขาสึกไปเพื่อเหตุอะไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ออกจากเรือน นางชนบทกัลยาณี ผู้ศากิยะมีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง ได้ร้องสั่งคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ข้าแต่พระ ลูกเจ้า ขอพระลูกเจ้าพึงด่วนเสด็จมา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์หวนระลึกถึงคำนั้นอยู่ จึงไม่ยินดี ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ จักกล่าวคืน สิกขาสึกไป” ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจับท่านพระนันทะที่พระพาหา แล้ว นำไปสู่ดาวดึงสเทวโลกด้วยกำลังพระฤทธิ์ ในระหว่างทาง ทรงแสดงนางลิง รุ่นตัวหนึ่ง ซึ่งมีหู จมูก และหางขาด นั่งเจ่าอยู่บนปลายตอไม้ที่ไฟไหม้ ในนา ที่ไฟไหม้แห่งหนึ่ง แล้วทรงแสดงนางอัปสร ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดั่งเท้านกพิราบ 
 ผู้มาสู่ที่บำรุงของท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงส์

158

ก็แลครั้นทรงแสดงแล้ว ตรัสอย่างนี้ว่า “นันทะ เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ฝ่ายไหนหนอแล มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า และน่าเลื่อมใสกว่ากัน นางชนบทกัลยาณีผู้ศากิยะหรือนางอัปสร ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าเช่นกับเท้านกพิราบนี้” พระนันทะได้สดับพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางลิงลุ่นมีหู จมูก และหางขาดนั้น แม้ฉันใด นางชนบทกัลยาณีผู้ศากิยะก็เหมือนกันฉันนั้น เพราะการเปรียบเทียบกัน นางย่อมไม่ถึงการนับบ้าง ไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งบ้าง ไม่ถึงส่วนหนึ่งบ้างแห่งนาง อัปสร ๕๐๐ นี้ ที่แท้นางอัปสร ๕๐๐ นี้แล มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า และน่า เลื่อมใสกว่า” “นันทะ เธอจงยินดี เราจะเป็นผู้ประกันของเธอ เพื่อการได้นางอัปสร ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจเท้านกพิราบ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประกันของข้า พระองค์เพื่อการได้นางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจเท้านกพิราบไซร้ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักยินดีในพรหมจรรย์” ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาท่านพระนันทะไป หายวับไปในที่ นั้น ได้ปรากฏในพระเชตวันดังเดิม ภิกษุทั้งหลายได้สดับเรื่องราวแล้ว กล่าวกันว่า “ข่าวว่า ท่านนันทะเป็นพระภาดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า โอรสพระน้า นาง ประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุแห่งนางอัปสรทั้งหลาย นัยว่า พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ประกันของพระนันทะนั้น เพื่อการได้นางอัปสร ๕๐๐ 
 ผู้มีเท้าดุจเท้านกพิราบ” ครั้งนั้นแล พวกภิกษุสหายของท่านพระนันทะ เรียกท่านพระนันทะด้วย วาทะว่า คนรับจ้างบ้าง คนอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่ไว้บ้าง

159

ท่านพระนันทะขวยเขิน ละอาย รังเกียจด้วยวาทะว่าคนรับจ้างบ้าง ด้วย วาทะว่าคนที่พระศาสดาทรงไถ่ไว้บ้างของเหล่าภิกษุสหาย จึงหลีกออกจาก หมู่ อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ต่อกาลไม่นานเลย 
 ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายออกจาก เรือน บวชไม่มีเรือนโดยชอบต้องการ ด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จแล้วอยู่ใน ทิฏฐธรรม รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจจำต้องทำ ๆ เสร็จ แล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ ไม่มี เป็นอันว่า ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง ในบรรดา พระอรหันต์ทั้งหลาย ครั้งนั้น เทวดาองค์หนึ่งยังพระเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างในส่วนแห่งราตรี แล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระนันทะเป็นพระภาดาของพระผู้มีพระ ภาคเจ้า โอรสพระน้านาง ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหา
 อาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จ แล้วอยู่ในทิฏฐธรรม” ญาณได้เกิดขึ้นแม้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกันว่า นันทะทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่ง
 อาสวะทั้งหลาย ด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรม” โดยล่วงไปแห่งราตรีนั้น ท่านพระนันทะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ประกันของข้า พระองค์เพื่อการได้นางอัปสร ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจเท้านกพิราบ ด้วยการรับรอง ใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เปลื้องพระผู้มีพระภาคเจ้าจากการ รับรองนั่น” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 160

“นันทะ แม้เราก็กำหนดใจของเธอด้วยใจ ทราบแล้วว่า เธอทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะสิ้นไปแห่งอาสวะทั้ง หลาย ด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรม แม้เทวดาก็บอกเนื้อความนี้แก่เรา นันทะ เมื่อใดแล จิตของเธอพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะมีความ ไม่ยึดมั่น เมื่อนั้น เราก็พ้นจากการรับรองนั้น” ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่ง อุทานนี้ ในเวลานั้นว่า “เปือกตม คือ กามอันผู้ใดข้ามได้แล้ว 
 หนาม คือ กามอันผู้ใดย่ำยีได้แล้ว 
 ผู้นั้นบรรลุความสิ้นไปแห่งโมหะ 
 ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์” ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายถามท่านพระนันทะว่า “นันทะผู้มีอายุ เมื่อก่อน ท่านกล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นผู้กระสันแล้ว 
 บัดนี้ จิตของท่านเป็นอย่างไร” พระนันทะตอบว่า “ผู้มีอายุ ความห่วงใยในความเป็นคฤหัสถ์ของเราไม่มี” พวกภิกษุได้ฟังคำนั้นแล้ว กล่าวกันว่า “ท่านนันทะพูดไม่จริง ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล ในวันที่แล้ว ๆ มา กล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้กระสัน แต่บัดนี้กล่าวว่า ความห่วงใยในความเป็น คฤหัสถ์ของเรา ไม่มี” ดังนี้แล้ว ไปกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาค เจ้าตรัสว่า 161

“ภิกษุทั้งหลาย ในวันที่แล้ว ๆ มา อัตภาพของนันทะได้เป็นเช่นกับเรือน ที่เขามุงไม่ดี แต่บัดนี้เป็นเช่นกับเรือนที่เขามุงดีแล้ว เพราะว่านันทะนี้ จำเดิม แต่กาลที่ตนเห็นนางเทพอัปสรแล้ว พยายามเพื่อบรรลุที่สุดแห่งกิจของ บรรพชิตอยู่ ได้บรรลุกิจนั้นแล้ว” แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า “ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดี ได้ฉันใด
 ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้ว ได้ฉันนั้น 
 ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ ได้ฉันใด 
 ราคะก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้ว ไม่ได้ฉันนั้น” ในกาลจบคาถา ชนเป็นอันมากได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น เทศนาได้สำเร็จประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ต่อมา ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่า “ผู้มีอายุ ชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอัจฉริยบุคคล ท่านพระนันทะ กระสันเพราะนางชนบทกัลยาณี พระศาสดาทรงทำเหล่านางเทพอัปสรให้ เป็นอามิส แล้วได้แนะนำ” พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน นันทะนี้เราก็ได้ล่อ ด้วยมาตุคาม แล้วแนะนำเหมือนกัน” ดังนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคอันภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำอดีต นิทาน มาตรัสว่า

162

บุรพกรรมของพระนันทะ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ได้มี พ่อค้าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งชื่อกัปปกะ ลาตัวผู้ของเขาตัวหนึ่งนำ สัมภาระไปได้กุมภะหนึ่ง มันเดินไปได้วันละ ๗ โยชน์ สมัยหนึ่ง เขาไปเมืองตักกสิลา พร้อมด้วยสัมภาระที่นำไปด้วยลา ปล่อยลาเที่ยวไปจนกว่าจะขายสิ่งของหมด ครั้งนั้น ลาของเขานั้นเที่ยวไป ได้พบนางลาตัวหนึ่ง จึงเข้าไปหานางลา เมื่อจะทำปฏิสันถารกับลาผู้ตัวนั้น จึงกล่าวว่า “ท่านมาแต่ไหน” ลาผู้ตอบว่า “มาจากเมืองพาราณสี” “ท่านมาด้วยกิจอะไร” “ด้วยกิจของพ่อค้า” “ท่านนำสัมภาระไปได้เท่าไร” “ภาระประมาณกุมภะหนึ่ง” “เมื่อท่านนำสัมภาระประมาณเท่านั้นไป ท่านไปได้กี่โยชน์” “ได้ ๗ โยชน์” “ในที่ซึ่งท่านไปแล้ว มีนางลานวดเท้า หรือประคบประหงมแก่ท่านบ้าง ไหม” “หามีไม่” “เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านคงได้รับทุกข์มากนะ”

163

จริงอยู่ ชื่อว่าผู้ทำการนวดเท้า สำหรับสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายย่อมไม่มี แต่นางลากล่าวคำนั้น เพื่อพาดพิงถึงกามสังโยชน์ ลาผู้นั้นได้กระสันขึ้นด้วย คำของนางลานั้นแล้ว ฝ่ายพ่อค้าเมื่อขายสินค้าหมดแล้ว ไปยังที่ที่ลาพักอยู่ กล่าวว่า “มาเถิด พ่อ เราจักไป” ลาผู้ตัวนั้นตอบว่า “ท่านจงไปเถิด ข้าพเจ้าจักไม่ไป” นายกัปปกะอ้อนวอนลานั้นแล้ว ๆ เล่า ๆ คิดว่า “เราจะทำให้ลานั้นกลัว แล้วจักนำไป” ดังนี้แล้ว กล่าวว่า “เราจักทำปฏักมีหนามแหลมยาว ๑๖ นิ้ว เราจักทิ่มแทงกายของเจ้า แน่ะเจ้าลา เจ้าจงรู้ไว้” ลาได้ฟังคำนั้นแล้ว ตอบว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็รู้สิ่งที่ควรทำแก่ท่านบ้าง” ดังนี้แล้ว กล่าวว่า “ท่านจักทำปฏักมีหนามแหลมยาว ๑๖ นิ้ว แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักยัน ข้างหน้า ยกข้างหลังขึ้น แล้วทำภัณฑะของท่านให้ตก กัปปกะ ท่านจงรู้ อย่างนี้” พ่อค้าได้ฟังคำนั้น จึงคิดว่า “ด้วยเหตุไฉนหนอแล ลานี้จึงกล่าวอย่างนี้กะเรา” ดังนี้แล้ว มองไปรอบ ๆ ได้เห็นนางลานั้น จึงคิดว่า “เจ้านี่คงจะถูกนางลาตัวนี้ล่อลวงแล้ว เราต้องล่อมันด้วยนางลา”

164

ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า “เราจักนำนางลาสาว มีเท้า ๔ มีหน้าดุจสังข์ มีสรรพางค์กายงาม 
 มาเป็นภรรยาเจ้า แน่ะลา เจ้าจงรู้อย่างนี้” ลาได้ฟังคำนั้น มีจิตยินดี กล่าวว่า “ท่านจักนำนางลาสาว มีเท้า ๔ มีหน้าดุจสังข์ มีสรรพางค์กายงาม 
 มาเป็นภรรยาข้าพเจ้า ข้าแต่กัปปกะ ท่านจงรู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าจักไปให้เร็ว ขึ้นถึง ๑๔ โยชน์” ทีนั้น นายกัปปกะจึงกล่าวกะลานั้นว่า “ถ้ากระนั้น เจ้าจงมาเถิด” ดังนี้แล้ว ได้จูงไปสู่ที่ของตน ล่วงไปสองสามวัน ลานั้นกล่าวกับนาย
 กัปปกะว่า “ท่านได้พูดกะข้าพเจ้าว่าจักนำภรรยามาให้ข้า มิใช่หรือ” นายกัปปกะตอบว่า “เออ เรากล่าวแล้ว เราจักไม่ทำลายถ้อยคำของตน จักนำภรรยามาให้ เจ้า แต่เราจะให้อาหารแก่เจ้าตัวเดียว อาหารนั้นจะเพียงพอแก่เจ้าตัวเดียว เจ้าพึงรู้ตัวเองเถอะ แล้วถ้าเจ้ามีลูก อาหารนั้นจะเพียงพอแก่เจ้ากับลูกหรือ ไม่ เจ้าพึงรู้เองเถอะ” เมื่อนายกัปปกะนั้นกล่าวอยู่เช่นนั้น ลานั้นได้หมดหวัง พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงยังชาดกให้จบลง ด้วยพระดำรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย นางลาในคราวนั้นได้เป็นนางชนบทกัลยาณี ลาผู้ได้เป็น นันทะ พ่อค้าได้เป็นเราเอง

165

แม้ในกาลก่อน นันทะนี้ เราก็ได้ล่อด้วยมาตุคาม แนะนำแล้วด้วย ประการอย่างนี้ ดังนี้แล”

166

¤ Ò ¶ Ò ¾Ñ ¹

“ËÒ¡ÇèÒ ¤Ò¶ÒáÁé¾Ñ¹Ë¹Öè§ äÁè»ÃСͺ´éǺ·à»ç¹»ÃÐ⪹ì [äÁè»ÃÐàÊÃÔ°] º·áË觤ҶҺ·à´ÕÂÇ «Ö觺ؤ¤Å¿Ñ§áÅéÇ Ê§ºÃЧѺä´é »ÃÐàÊÃÔ°¡ÇèÒ”

~ ÊËÑ Ê ÊÇÃä ~

¾ Ã Ð · Ò ÃØ ¨Õ ÃÔ Â à ¶ Ã Ð

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภ
 พระทารุจีริยเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ในกาลหนึ่ง ชนเป็นอันมาก ได้แล่นเรือไปสู่มหาสมุทร เรือได้ อับปางลง พวกเขาเหล่านั้นได้เป็นอาหารของเต่าและปลา แต่มีบุรุษ
 ผู้หนึ่งจับไม้กระดานไว้ได้ พยายามกระเสือกกระสนจนไปถึงท่าเรือชื่อ
 สุปปารกะ เขาไม่มีผ้านุ่งห่ม จึงนำปอพันท่อนไม้แห้งทำเป็นผ้านุ่งห่ม เขาถือ กระเบื้องจากเทวสถาน และได้ไปสู่ท่าเรือสุปปารกะ ชนทั้งหลายเห็นเขาแล้ว ให้ยาคูและภัต แล้วยกย่องว่าผู้นี้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง เมื่อชนทั้งหลาย ต่างนำผ้าเข้าไปให้เขา เขาคิดว่า “ถ้าว่าเราจะนุ่งหรือจะห่มผ้าไซร้ ลาภและสักการะของเราก็จักเสื่อมสิ้น ไป” ดังนี้แล้ว จึงไม่นุ่งผ้าที่ชนนำมา นุ่งห่มแต่เปลือกไม้เท่านั้น ครั้งนั้น 
 เมื่อเขาถูกชนเป็นอันมากกล่าวอยู่ว่าเป็นพระอรหันต์ ความปริวิตกแห่งใจ จึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “พระอรหันต์หรือผู้บรรลุพระอรหัตมรรคเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก บรรดาพระอรหันต์เหล่านั้น เราก็เป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง” ประวัติเดิมของทารุจีริยะ ในกาลก่อน เมื่อศาสนาของพระทศพลพระนามว่ากัสสปะ เสื่อมลง ภิกษุ ๗ รูป เห็นการกระทำอันแปลกของบรรพชิตทั้งหลาย จึงเกิดความสลด ใจ คิดว่า

Audio 25

169

“ความอันตรธานแห่งพระศาสนายังไม่มีเพียงใด พวกเราจักกระทำที่ พึ่งแก่ตนเพียงนั้น” ภิกษุเหล่านั้นไหว้พระเจดีย์ทองคำ แล้วเข้าไปสู่ป่า เห็นภูเขาลูกหนึ่ง จึงกล่าวว่า “ผู้มีอาลัยในชีวิตจงกลับไป ผู้ไม่มีอาลัยจงขึ้นภูเขาลูกนี้” แล้วได้พาดบันไดปีนขึ้นสู่ภูเขานั้น เมื่อทุกรูปขึ้นมาแล้ว ได้ผลัก บันไดทิ้ง แล้วกระทำสมณธรรม ในบรรดาภิกษุเหล่านั้น พระสังฆเถระบรรลุพระอรหัตโดยล่วงไป ราตรีเดียวเท่านั้น พระเถระนั้นได้ไปนำไม้ชำระฟันชื่อนาคลดาในสระ อโนดาต และนำบิณฑบาตมาจากอุตตรกุรุทวีป แล้วกล่าวกะภิกษุเหล่า นั้นว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านเคี้ยวไม้ชำระฟันนี้ บ้วนปาก แล้วจงฉัน บิณฑบาตนี้” ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ก็พวกเราทำกติกากันไว้อย่างนี้หรือว่าภิกษุใดบรรลุ พระอรหัตก่อน ภิกษุทั้งหลายที่เหลือ จักฉันบิณฑบาตที่ภิกษุนั้นนำมา” “ผู้มีอายุ ข้อนั้นไม่มีเลย” “ถ้าเช่นนั้น เมื่อพวกเราทำคุณวิเศษให้บังเกิดเหมือนท่าน พวกเราจัก นำบิณฑบาตมาบริโภคเอง” ดังนี้แล้ว ก็ไม่ปรารถนา ในวันที่ ๒ พระเถระองค์ที่ ๒ บรรลุ
 อนาคามิผล แม้พระเถระนั้นจะนำบิณฑบาตมาและนิมนต์ภิกษุที่เหลือฉัน ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า

170

“ท่านผู้เจริญ ก็พวกเราทำกติกากันไว้อย่างนี้หรือว่า พวกเราจักไม่ บริโภคบิณฑบาตที่พระมหาเถระนำมา แต่จักบริโภคบิณฑบาตที่
 พระอนุเถระนำมา” พระอนุเถระกล่าวว่า “ผู้มีอายุ ข้อนั้นไม่มีเลย” “เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อพวกเราทำคุณวิเศษให้บังเกิดเหมือนท่าน ด้วย ความเพียรของพวกเราเอง จึงจักบริโภค” ดังนี้แล้ว ก็ไม่ปรารถนา ในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตปรินิพพานแล้ว ภิกษุผู้ เป็นอนาคามีบังเกิดในพรหมโลก ภิกษุอีก ๕ รูป ไม่อาจทำคุณวิเศษให้ บังเกิดได้ ผ่ายผอม แล้วมรณภาพในวันที่ ๗ ไปบังเกิดในเทวโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ต่าง ๆ คนหนึ่งได้เป็นพระราชาพระนามว่า ปุกกุสาติ คนหนึ่งได้เป็นพระ
 กุมารกัสสป คนหนึ่งได้เป็นพระทารุจีริยะ คนหนึ่งได้เป็นพระทัพพมัลลบุตร คนหนึ่งได้เป็นปริพาชกชื่อสภิยะ ทีนั้น พรหมผู้เป็นสาโลหิตกันในกาลก่อนของบุรุษนั้นได้มีความปริวิตก อย่างนี้ว่า “บุรุษนี้เคยพาดบันไดแล้วขึ้นสู่ภูเขา ได้กระทำสมณธรรมร่วมกับเรามา บัดนี้ เขาหลอกลวงชนทั้งหลาย จักพึงฉิบหาย เราจักทำให้เขาสลดใจ” พรหมนั้นได้เข้าไปหาบุรุษนั้น แล้วกล่าวว่า “พาหิยะ ท่านไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ ท่านยังไม่ได้บรรลุพระอรหัตตมรรคเลย แม้ปฏิปทาอันเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นผู้บรรลุพระ
 อรหัตตมรรค ก็ยังไม่มี”

171

ทารุจีริยะแลดูมหาพรหมผู้ยืนพูดอยู่ในอากาศ จึงคิดว่า “โอ เราทำกรรมหนัก เราคิดว่าเราเป็นพระอรหันต์ ก็มหาพรหมผู้นี้พูด กะเราว่าเราไม่ใช่พระอรหันต์ เรายังไม่ได้บรรลุพระอรหัตตมรรคเลย 
 พระอรหันต์มีอยู่ในโลกหรือหนอ” ทีนั้น เขาถามมหาพรหมนั้นว่า “ท่านผู้เป็นพรหม เดี๋ยวนี้พระอรหันต์หรือผู้บรรลุพระอรหัตตมรรค มีอยู่ ในโลกหรือหนอ” “พาหิยะ นครชื่อสาวัตถี อยู่ในทิศอุดร เดี๋ยวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
 ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ประทับอยู่ในพระนครนั้น พาหิยะ ก็พระผู้มี พระภาคเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์ด้วย ทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นพระ อรหันต์ด้วย” พาหิยะทารุจีริยะฟังคำของพรหมนั้นแล้ว มีใจสลด ในทันใดนั้นเอง 
 เขาออกเดินทางจากท่าเรือสุปปารกะไปถึงกรุงสาวัตถี ระยะทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์ โดยคืนเดียวเท่านั้น ก็ในขณะนั้น พระศาสดาเสด็จเข้าไปสู่กรุงสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต พาหิยะ นั้นถามภิกษุทั้งหลายผู้ฉันอาหารเช้าแล้ว กำลังเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้งว่า “เดี๋ยวนี้ พระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน” พวกภิกษุตอบว่า “เสด็จเข้าไปกรุงสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต” “แล้วถามบุรุษนั้นว่า” “ก็ท่านมาจากที่ไหนเล่า” “ข้าพเจ้ามาจากท่าเรือสุปปารกะ” “ท่านออกมาเมื่อไหร่” 172

“ข้าพเจ้าออกมาเมื่อเย็นวานนี้” “ท่านมาแต่ที่ไกล จงนั่งก่อน ล้างเท้าแล้วทาน้ำมัน จงพักเหนื่อยเสีย หน่อย ท่านจักได้พบพระศาสดา ในเวลาที่พระองค์เสด็จกลับมา” “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าไม่รู้อันตรายแห่งชีวิตของพระศาสดา หรือของ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้หยุด ไม่ได้นั่งพักที่ไหน เดินมาสิ้นทาง ๑๒๐ โยชน์ โดยคืนเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าพอเห็นพระศาสดาแล้ว จึงจักพักเหนื่อย” พาหิยะกล่าวอย่างนั้นแล้ว มีทีท่าเร่งร้อน เข้าไปยังกรุงสาวัตถี 
 เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต ด้วยพุทธสิริอันหาที่เปรียบ มิได้ จึงคิดว่า “นานหนอ เราเห็นพระโคดมสัมมาสัมพุทธะ” ดังนี้แล้ว ก็น้อมตัวเดินไปตั้งแต่ที่ที่ตนเห็น ถวายบังคมด้วย เบญจางคประดิษฐ์ในระหว่างถนน จับที่ข้อพระบาททั้งสองแน่น แล้วกราบ ทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรมแก่ข้า พระองค์ ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมอันจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด” ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสห้ามเขาว่า “พาหิยะ ยังไม่ใช่กาล เรากำลังเข้าไปสู่ถนนเพื่อบิณฑบาต” พาหิยะฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ผู้ท่องเที่ยวไปในสงสารไม่เคยได้อาหารคือคำข้าวเลย หรือ ข้าพระองค์ไม่รู้อันตรายแห่งชีวิตของพระองค์ หรือของข้าพระองค์ 
 ขอพระองค์จงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด”

173

แม้ครั้งที่ ๒ พระศาสดาก็ตรัสห้ามแล้วเหมือนกัน ได้ยินว่า พระศาสดา นั้นได้ทรงปริวิตกอย่างนี้ว่า “จำเดิมแต่กาลที่พาหิยะเห็นเราแล้ว สรีระทั้งสิ้นของเขาเอิบอาบไปด้วย ปีติปราโมช ผู้ที่ปีติมีกำลังกล้าเช่นนั้น แม้ฟังธรรมก็มิอาจแทงตลอดเนื้อ ความแห่งธรรมได้ เมื่อใดใจของเขาตั้งอยู่ในอุเบกขา เมื่อนั้นการแสดง ธรรมจึงจะมีประโยชน์แก่เขาอย่างเต็มที่ อนึ่งเล่า ร่างกายของเขา เหน็ดเหนื่อยมาก เพราะเดินทางมาทั้งคืนสิ้นระยะทางถึง ๑๒๐ โยชน์ ขอให้ ความเหน็ดเหนื่อยของเขาได้บรรเทาลงก่อนเถิด” เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสห้ามถึง ๒ ครั้ง เมื่อถูกเขาอ้อนวอนครั้ง ที่ ๓ จึงทรงแสดงธรรมในระหว่างถนนนั่นเอง โดยนัยว่า “พาหิยะ เพราะเหตุนั้น เธอพึงศึกษาในศาสนานี้อย่างนี้ว่า เมื่อรูปเราได้ เห็นแล้ว รูปจักเป็นเพียงเราเห็น พาหิยะ เธอพึงสำเนียกว่า เราจักเห็นรูปเพียงสักแต่ว่าเห็น จักฟังเสียง สักแต่ว่าฟัง จักรู้สักแต่ว่ารู้ อย่าให้มีความยึดมั่นถือมั่นเข้าจับเกาะในการ เห็น การฟัง และการรู้นั้น อย่าให้ความดีใจหรือเสียใจรั่วไหลเข้าสู่จิตใจ เพราะการได้เห็น ได้ฟัง และได้รู้นั้น ดูกรพาหิยะ ด้วยอาการอย่างนี้ ตัวเธอจักไม่มีในโลกนี้ หรือในโลกไหน ๆ นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์” พาหิยะนั้นกำลังฟังธรรมของพระศาสดาอยู่นั่นแล ยังอาสวะทั้งหมดให้ สิ้นไป บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ในขณะนั้นนั่นเอง เขาทูลขอ บรรพชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “บาตรจีวรของเธอมีแล้วหรือ” เขาทูลว่า “ยังไม่มี พระพุทธเจ้าข้า”

174

“ถ้าอย่างนั้น เธอจงแสวงหาบาตรและจีวร” แล้วก็เสด็จหลีกไป ได้ยินว่า พาหิยะนั้นเคยบำเพ็ญสมณธรรมมาตั้ง ๒ หมื่นปี แต่ไม่เคย สงเคราะห์ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ในเรื่องบาตรและจีวร คิดแต่เพียงว่า ควร บริโภคใช้สอยด้วยตนเองเท่านั้น ดังนี้แล้ว เขาจึงไม่ได้สงเคราะห์ภิกษุอื่น ด้วยบาตรหรือจีวรเลย พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนี้ จึงมิได้ทรงประทานบรรพชาอุปสมบท ทันที เพราะทรงทราบว่าบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ จักไม่มีแก่พาหิยะ นั้น ดังนั้น พาหิยะจึงต้องเที่ยวแสวงหาเอง พาหิยะกำลังแสวงหาบาตรจีวร อยู่นั่นแล ยักษิณีตนหนึ่งแปลงกายเป็นแม่โคนม ได้ขวิดเขาจนสิ้นชีวิต พระศาสดาเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว เสด็จออก ไปพร้อมกับภิกษุเป็นอันมาก ทรงเห็นร่างของพาหิยะถูกทิ้งในที่กองขยะ 
 จึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงไปขอเตียงจากบ้านใดบ้านหนึ่ง แล้วนำ สรีระนี้ออกจากเมือง เผาแล้วทำสถูปไว้” ภิกษุทั้งหลายได้กระทำตามพระพุทธบัญชาแล้ว กลับเชตวัน เข้าเฝ้า พระศาสดา ทูลบอกกิจที่ตนกระทำแล้ว ทูลถามอภิสัมปรายภพของพาหิยะ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกความที่พาหิยะนั้นปรินิพพาน แล้วแก่ภิกษุเหล่านั้น แล้วทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะว่า “ภิกษุทั้งหลาย พาหิยะทารุจีริยะ (ผู้นุ่งผ้าเปลือกไม้) เป็นเลิศกว่าภิกษุผู้ สาวกของเรา ผู้ตรัสรู้เร็ว” ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระศาสดาว่า

175

“พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ตรัสว่าพาหิยะทารุจีริยะบรรลุพระอรหัต 
 เขาบรรลุพระอรหัตเมื่อไร” “ในกาลที่เขาฟังธรรมของเรา ภิกษุทั้งหลาย” “ก็พระองค์ตรัสธรรมแก่เขาเมื่อไรเล่า” “เรากำลังเที่ยวบิณฑบาต ยืนในระหว่างถนน กล่าวธรรมแก่เขา” “พระพุทธเจ้าข้า ก็ธรรมที่พระองค์ประทับยืนในระหว่างถนน ตรัสแล้ว มีประมาณเล็กน้อย เขายังคุณวิเศษให้บังเกิดด้วยธรรมมีประมาณเพียงนั้น อย่างไร” ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่านับธรรมของเราว่าน้อยหรือมาก ด้วย คาถาว่า พันหนึ่งแม้เป็นอเนกที่ไม่อาศัยประโยชน์ ไม่ประเสริฐ ส่วนบทแห่ง คาถาแม้บทเดียวอาศัยประโยชน์ ประเสริฐกว่า” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “หากว่า คาถาแม้พันหนึ่ง 
 ไม่ประกอบด้วยบทเป็นประโยชน์ (ไม่ประเสริฐ) 
 บทแห่งคาถาบทเดียวซึ่งบุคคลฟังแล้ว สงบระงับได้ 
 ประเสริฐกว่า” ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น ดังนี้แล

176

ÊÑ µ Ç์ â Å ¡ Á× ´ º Í ´

“ÊѵÇìâÅ¡¹Õéà»ç¹àËÁ×͹¤¹µÒºÍ´ ã¹âÅ¡¹Õé ¹éͤ¹¹Ñ¡¨ÐàËç¹á¨é§ ¹éͤ¹¹Ñ¡¨Ðä»ÊÇÃäì àËÁ×͹¹¡ËÅØ´áÅéǨҡ¢èÒ (ÁÕ¹éÍÂ) ©Ð¹Ñé¹”

~ âÅ¡ÇÃä ~

¸Ô ´ Ò ¹ Ò Â ª่ Ò § ËÙ ¡

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในเจดีย์ชื่อว่าอัคคาฬวะ ทรงปรารภ ธิดาของนายช่างหูกคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า เมื่อพระศาสดาเสด็จถึงเมืองอาฬวีแล้ว วันหนึ่ง พวกชาวเมือง อาฬวีได้ทูลนิมนต์ถวายทาน พระศาสดาเมื่อจะทรงทำอนุโมทนาในเวลาเสร็จภัตกิจ จึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า ชีวิตของเราไม่ยั่งยืน ความ ตายของเราแน่นอน เราพึงตายแน่แท้ ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตของเราไม่เที่ยง ความตายเที่ยง ก็มรณะอันชนทั้งหลายใดไม่เจริญแล้ว ในกาลที่สุด ชนทั้งหลายนั้น ย่อมถึงความสะดุ้ง ร้องอย่างขลาดกลัว แล้วเสียชีวิต เหมือนบุรุษเห็น อสรพิษแล้วกลัว ฉะนั้น ส่วนมรณะอันชนทั้งหลายใดเจริญแล้ว ชนทั้งหลายนั้นย่อมไม่สะดุ้งใน กาลที่สุด ดุจบุรุษเห็นอสรพิษแต่ไกลเทียว แล้วก็เอาท่อนไม้เขี่ยทิ้งไป ยืนอยู่ ฉะนั้น เพราะฉะนั้น มรณสติอันท่านทั้งหลายพึงเจริญ” พวกชนที่เหลือฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ได้เป็นผู้ขวนขวายในกิจของ ตนอย่างเดียว ส่วนธิดาของนายช่างหูกอายุ ๑๖ ปีคนหนึ่ง คิดว่า “โอ ธรรมดาถ้อยคำของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอัศจรรย์ เราเจริญ
 มรณสติจึงควร” ดังนี้แล้ว ก็เจริญมรณสติอย่างเดียวตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ฝ่ายพระ ศาสดาเสด็จออกจากเมืองอาฬวีแล้ว ก็ได้เสด็จไปพระเชตวัน นางกุมาริกานั้นก็เจริญมรณสติสิ้น ๓ ปีทีเดียว

179

Audio 26

ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นนาง
 กุมาริกานั้นเข้าไปภายในข่าย คือ พระญาณของพระองค์ ทรงใคร่ครวญว่า “เหตุอะไรหนอจักมี นางกุมาริกานี้เจริญมรณสติแล้วสิ้น ๓ ปี ตั้งแต่วันที่ ฟังธรรมเทศนาของเรา บัดนี้ เราไปในที่นั้นแล้ว ถามปัญหา ๔ ข้อกะนาง
 กุมาริกานี้ เมื่อนางแก้ปัญหาอยู่ จักให้สาธุการในฐานะ ๔ แล้วภาษิตคาถา ในเวลาจบคาถา นางกุมาริกานั้นจักตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เพราะอาศัยนาง กุมาริกานั้น เทศนาจักมีประโยชน์แม้แก่มหาชน” ดังนี้แล้ว พระองค์พร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เป็นบริวาร ได้เสด็จ ออกจากพระเชตวัน ไปสู่อัคคาฬววิหารโดยลำดับ ชาวเมืองอาฬวีทราบว่าพระศาสดาเสด็จมาแล้ว จึงไปวิหาร ทูลนิมนต์ แล้ว นางกุมาริกาทราบการเสด็จมาของพระศาสดา มีใจยินดีว่า “ข่าวว่า พระมหาโคดมพุทธเจ้า ผู้พระบิดา ผู้เป็นใหญ่ เป็นพระอาจารย์ ผู้มีพระพักตร์ดังพระจันทร์เพ็ญของเรา เสด็จมาแล้ว พระศาสดาผู้มีวรรณะดังทองคำที่เราเคยเห็นเมื่อ ๓ ปีก่อน บัดนี้ เราจัก ได้เห็นพระสรีระซึ่งมีวรรณะดังทองคำ และจักได้ฟังธรรมอันเป็นโอวาทซึ่ง ไพเราะจับใจของพระศาสดา” ฝ่ายบิดาของนาง ก่อนจะไปสู่โรงหูก ได้สั่งไว้ว่า “ผ้าสาฎกที่พ่อกำลังทอ ยังเหลืออีกคืบหนึ่งจึงจะเสร็จ พ่อจะทำให้เสร็จ ในวันนี้ เจ้าจงกรอด้ายหลอด แล้วนำมาให้แก่พ่อโดยเร็ว” นางกุมาริกานั้นคิดว่า “เราใคร่จะฟังธรรมของพระศาสดา แต่บิดาสั่งเราให้กรอด้ายหลอด เราจะฟังธรรมของพระศาสดาหรือจะกรอด้ายหลอดแล้วนำไปให้แก่บิดา” ครั้งนั้น นางกุมาริกาได้มีความปริวิตกว่า

180

“หากเราไม่นำด้ายหลอดไปให้ บิดาจักโบยเรา จักตีเรา 
 เช่นนั้น เรากรอด้ายหลอดให้เเก่บิดา แล้วจักไปฟังธรรม” ดังนี้แล้ว จึงนั่งกรอด้ายหลอดอยู่บนตั่ง พวกชาวเมืองอาฬวีถวาย ภัตตาหารแด่พระศาสดาแล้ว ได้รับบาตร ยืนอยู่เพื่อต้องการอนุโมทนา 
 พระศาสดาประทับนั่งแล้ว ด้วยทรงดำริว่า “เราอาศัยกุลธิดาใดเดินทางมาแล้วสิ้นทาง ๓๐ โยชน์ กุลธิดานั้นยัง
 ไม่มา เมื่อกุลธิดานั้นมาแล้วเราจักทำอนุโมทนา” ก็ใคร ๆ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ย่อมไม่สามารถจะทูลอะไร ๆ กับ
 พระศาสดา ผู้ทรงนิ่งอย่างนั้นได้ ฝ่ายนางกุมาริกานั้นเมื่อกรอด้ายหลอด แล้ว ใส่ในกระเช้า เดินไปสู่โรงหูก ได้เดินผ่านท้ายบริษัทที่กำลังเฝ้า
 พระศาสดา นางได้เหลือบไปดูพระศาสดา แม้พระศาสดา ก็ทรงชะเง้อทอด พระเนตรนางกุมาริกานั้น นางกุมาริกานั้นได้เห็นพระศาสดาทรงทอด พระเนตรตน คิดว่า “พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางบริษัทเห็นปานนั้น ทอด พระเนตรเราอยู่ ย่อมทรงหวังการมาของเราสู่สำนักของพระองค์ทีเดียว” นางวางกระเช้าด้ายหลอด แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคม 
 แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง พระศาสดาตรัสกับนางว่า “กุมาริกา เธอมาจากไหน” นางกราบทูลว่า “ไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า” “เธอจักไปที่ไหน” “ไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า”

181

“เธอไม่ทราบหรือ” “ทราบ พระพุทธเจ้าข้า” “เธอทราบหรือ” “ไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า” พระศาสดาตรัสถามปัญหา ๔ ข้อกับนางกุมาริกานั้น ด้วยประการฉะนี้ มหาชนโพนทะนาว่า “ผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูธิดาของช่างหูกนี้ พูดคำอันตน ปรารถนาแล้วกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า 'เธอมาจากไหน' ธิดาของช่างหูกนี้ ควรพูดว่า 'จากเรือนของช่างหูก' เมื่อ ตรัสว่า 'เธอจะไปไหน' ก็ควรกล่าวว่า 'ไปโรงของช่างหูก' มิใช่หรือ” พระศาสดาทรงกระทำมหาชนให้เงียบเสียง แล้วตรัสถามว่า “กุมาริกา เธอเมื่อเรากล่าวว่า 'มาจากไหน' เพราะเหตุไรเธอจึงตอบว่า 'ไม่ทราบ'” “พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ย่อมทรงทราบความที่หม่อมฉันมาจากเรือน ช่างหูก แต่เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า 'เธอมาจากไหน' ย่อมตรัสถามว่า 'เธอ มาจากที่ไหน จึงเกิดแล้วในที่นี้' แต่หม่อมฉันย่อมไม่ทราบว่าเรามาแล้วจาก ไหน จึงเกิดในที่นี้” ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการเป็นครั้งแรกแก่นางกุมาริกานั้น ว่า “ดีละ ดีละ กุมาริกา ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล อันเธอแก้ได้แล้ว เธออันเราถามแล้วว่า 'เธอจะไป ณ ที่ไหน' เพราะเหตุไรจึงกล่าวว่า 
 'ไม่ทราบ'”

182

“พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบหม่อมฉันผู้ถือกระเช้าด้ายหลอด เดินไปยังโรงของช่างหูก พระองค์ย่อมตรัสถามว่า 'ก็เธอไปจากโลกนี้แล้ว จักเกิดในที่ใด' ก็หม่อมฉันตายจากโลกนี้แล้วย่อมไม่ทราบว่าจักไปเกิดในที่ ใด” ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น เราถาม เธอว่า 'ไม่ทราบหรือ' เพราะเหตุไรจึงกล่าวว่า 'ทราบ'” “พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันย่อมทราบภาวะคือความตายของหม่อมฉัน เท่านั้น เหตุนั้น จึงกราบทูลอย่างนั้น” ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น เราถาม เธอว่า 'เธอย่อมทราบหรือ' เพราะเหตุไรจึงพูดว่า 'ไม่ทราบ'” “พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันย่อมทราบแต่ภาวะคือความตายของหม่อม ฉันเท่านั้น แต่ย่อมไม่ทราบว่าจักตายในเวลากลางคืน กลางวัน หรือเวลา เช้า เป็นต้น เพราะเหตุนั้น จึงพูดอย่างนั้น” ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการครั้งที่ ๔ แก่นางว่า “ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว” แล้วตรัสเตือนบริษัทว่า “พวกท่านย่อมไม่ทราบถ้อยคำชื่อมีประมาณเท่านี้ที่นางกุมาริกานี้ กล่าวแล้ว ย่อมโพนทะนาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะจักษุคือปัญญาของชน เหล่าใดไม่มี ชนเหล่านั้นเป็นดุจคนบอดทีเดียว จักษุคือปัญญาของชนเหล่า ใดมีอยู่ ชนเหล่านั้นนั่นแล เป็นผู้มีจักษุ” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า

183

“สัตว์โลกนี้เป็นเหมือนคนตาบอด 
 ในโลกนี้ น้อยคนนักจะเห็นแจ้ง 
 น้อยคนนักจะไปในสวรรค์ 
 เหมือนนกหลุดแล้วจากข่าย (มีน้อย) ฉะนั้น” ความว่า บรรดาฝูงนกกระจาบที่นายพรานนกผู้ฉลาดตลบด้วยข่ายจับ เอาอยู่ นกกระจาบบางตัวเท่านั้นย่อมหลุดจากข่ายได้ ที่เหลือย่อมเข้าไปสู่ ภายในข่ายทั้งนั้น ฉันใด บรรดาสัตว์ที่ข่ายคือ มาร รวบไว้แล้ว สัตว์เป็นอัน มากย่อมไปสู่อบาย น้อยคนคือ บางคนเท่านั้น ไปสวรรค์ คือ ย่อมถึงสุคติ หรือนิพพาน ฉันนั้น” ในเวลาจบเทศนา นางกุมาริกานั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เทศนาได้ มีประโยชน์แม้แก่มหาชน นางกุมาริกานั้นถือกระเช้าด้ายหลอดไปสู่โรงของช่างหูก บิดาเห็นนาง แล้วจึงโกรธที่นางมาช้านัก เขาได้ขว้างกระสวยอย่างแรง กระสวยพุ่งไปทิ่ม ท้องของนาง นางได้สิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง ไปบังเกิดในดุสิตภพ บิดาของนางเมื่อแลดูนาง ได้เห็นนางมีสรีระทั้งสิ้นเปื้อนด้วยโลหิตล้ม ลงตายแล้ว ความโศกใหญ่บังเกิดขึ้นแก่บิดานั้น เขาร้องไห้อยู่ด้วยคิดว่า “ผู้อื่นจักไม่สามารถทำให้ความโศกของเราดับได้” เขาจึงไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้น แล้วกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์จงทำความโศกของข้าพระองค์ให้ดับเถิด” พระศาสดาทรงปลอบเขา แล้วตรัสว่า “ท่านอย่าโศกเลย เพราะว่าน้ำตาของท่านที่ไหลออกแล้ว ในกาลที่ธิดา ของท่านตาย ด้วยอาการอย่างนั้นนั่นแล ในสงสารมีที่สุด ที่ใคร ๆ ไม่รู้แล้ว เป็นของยิ่งกว่าน้ำแห่งมหาสมุทรทั้ง ๔”

184

ดังนี้แล้ว จึงตรัสอัสสุสูตร อัสสุสูตร ว่าด้วย น้ำตา “ดูกรช่างหูก สงสารนี้กำหนดที่สุด เบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่า สัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมา อยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน น้ำตาที่หลั่งไหลของเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะ ประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจโดยกาลนานนี้ กับน้ำ ในมหาสมุทรทั้ง ๔ สิ่งไหนจะมากกว่ากัน” เขาทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมทราบธรรมตามที่พระผู้มีพระ ภาคทรงแสดงแล้วว่า น้ำตาที่หลั่งไหลออกของข้าพระองค์ ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะการประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะการพลัดพราก จากสิ่งที่พอใจโดยกาลนานนี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ 
 ไม่มากกว่าเลย” “ดูกรช่างหูก ถูกละ ๆ เธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะ ประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจโดยกาลนานนี้แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย เธอได้ประสบมรณกรรมของมารดา บิดาตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่ง ไหลออกของเธอ ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา บิดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

185

เธอได้ประสบมรณกรรมของพี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาวตลอดกาล นาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอ ผู้ประสบมรณกรรมของพี่ชาย น้องชาย 
 พี่สาว น้องสาว คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะ พลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ 
 ไม่มากกว่าเลย เธอได้ประสบมรณกรรมของบุตร ธิดาตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหล ออกของเธอ ผู้ประสบมรณกรรมของบุตร ธิดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะ ประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย เธอได้ประสบความเสื่อมแห่งญาติ ความเสื่อมแห่งโภคะ ความเสื่อม เพราะโรค ตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอ ผู้ประสบความเสื่อม แห่งญาติ ความเสื่อมแห่งโภคะ ความเสื่อมเพราะโรค คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย ไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ดูกรช่างหูก ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียว เพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้ง ปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น” เมื่อจบพระธรรมเทศนา เขามีความโศกเบาบาง ทูลขอบรรพชากะ
 พระศาสดา เมื่ออุปสมบทแล้ว ต่อกาลไม่นาน ก็บรรลุอรหัตตผล

186

ÃÙ » ¹Õ้

“ÃÙ»¹Õéá¡è˧èÍÁáÅéÇ à»ç¹Ãѧ¢Í§âä à»×è;ѧ ¡Ò¢ͧµ¹à»ç¹¢Í§à¹èÒ ¨Ñ¡áµ¡ à¾ÃÒЪÕÇÔµÁÕ¤ÇÒÁµÒÂà»ç¹·ÕèÊØ´”

~ ªÃÒÇÃä ~

¾ Ã Ð ÍØ µ µ Ã Ò à ¶ ÃÕ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระอุตตรา เถรี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า พระอุตตราเถรีมีอายุได้ ๑๒๐ ปีโดยกำเนิด เที่ยวบิณฑบาต 
 ได้บิณฑบาตแล้ว เห็นภิกษุรูปหนึ่งในระหว่างถนน พระเถรีได้ถามโดย เอื้อเฟื้อด้วยบิณฑบาต เมื่อภิกษุนั้นไม่ห้าม พระเถรีจึงได้ถวายอาหาร ทั้งหมดแด่ภิกษุนั้น ตนเองจึงต้องอดอาหาร แม้ในวันที่ ๒ ที่ ๓ ก็ได้ถวายอาหารแก่ภิกษุนั้นในที่นั้นเหมือนกัน 
 แล้วได้อดอาหารอย่างนั้น แต่ในวันที่ ๔ พระเถรีเที่ยวบิณฑบาต พบพระศาสดาในที่แคบแห่งหนึ่ง เมื่อถอยหลังได้เหยียบมุมจีวรของตนซึ่งห้อยอยู่ ไม่สามารถทรงตัวได้ 
 จึงซวนเซล้มลง พระศาสดาเสด็จเข้าไปใกล้เธอ ตรัสว่า “น้องหญิง อัตภาพของเธอแก่หง่อมแล้ว ต่อกาลไม่ช้านัก ก็จะแตก สลายไป” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “รูปนี้แก่หง่อมแล้ว 
 เป็นรังของโรค เปื่อยพัง 
 กายของตนเป็นของเน่า จักแตก 
 เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด” ในกาลจบเทศนา พระเถรีบรรลุโสดาปัตติผล เทศนา ได้เป็นกถามีประโยชน์แม้แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล 189

Audio 27

¤ ¹ ¾ Ò Å à Ë็ ¹ º Ò » à Ë Á× Í ¹ ¢ Í § Ë Ç Ò ¹

“¤¹¾ÒÅÂèÍÁÊíҤѭºÒ»»Ãдب¹íéÒ¼Öé§ µÃÒºà·èÒ·ÕèºÒ»ÂѧäÁèãËé¼Å ¡çàÁ×èÍã´ºÒ»ãËé¼Å àÁ×è͹Ñé¹ ¤¹¾ÒÅÂèÍÁ»ÃÐʾ·Ø¡¢ì”

~ ¾ÒÅÇÃä ~

¾ Ã Ð ÍØ º Å Ç Ã Ã ³ Ò à ¶ ÃÕ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถรี นามว่าอุบลวรรณา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า พระเถรีนั้นตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ กระทำบุญทั้งหลายสิ้นแสนกัลป์ ท่องเที่ยวอยู่ ในเทวดาและมนุษย์ จุติจากเทวโลก ถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐีในกรุง
 สาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็มารดาบิดาได้ตั้งชื่อนางว่า อุบลวรรณา เพราะนางมีผิวพรรณเหมือน กลีบอุบลเขียว ต่อมาเมื่อนางเจริญวัยแล้ว พระราชาและเศรษฐีทั้งหลายใน สกลชมพูทวีป ส่งบรรณาการไปสู่สำนักของเศรษฐีว่า ขอเศรษฐีจงให้ธิดา แก่เรา ชื่อว่าคนผู้ไม่ส่งบรรณาการไป มิได้มี ลำดับนั้น เศรษฐีคิดว่า “เราไม่สามารถเอาใจของคนทั้งหมดได้ แต่เราจักทำอุบายสักอย่าง หนึ่ง” เศรษฐีนั้นเรียกธิดามา แล้วกล่าวว่า “แม่ เจ้าจักสามารถบวชได้ไหม” คำของบิดาเป็นเหมือนน้ำมันที่ต้มแล้วตั้ง ๑๐๐ ครั้ง อันเขารดลงบน ศีรษะ เพราะความที่นางมีภพสุดท้าย เพราะฉะนั้น นางจึงกล่าวกะบิดาว่า “พ่อ ฉันจักบวช” เศรษฐีทำสักการะเป็นอันมากแก่นาง นำนางไปสู่สำนักนางภิกษุณี 
 แล้วให้บวช

Audio 28

192

เมื่อนางบวชแล้วไม่นาน วาระรักษาลูกดาลในโรงอุโบสถถึงแล้ว 
 นางตามประทีป กวาดโรงอุโบสถ ยืนถือนิมิตแห่งเปลวประทีป แลดูแล้ว ๆ เล่า ๆ ยังฌานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ให้เกิด กระทำฌานนั้นแลให้เป็นบาท บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญาทั้งหลายแล้ว สมัยต่อมา พระเถรีนั้นเที่ยวจาริกไปในชนบท แล้วกลับมาสู่ป่าอันธวัน ในกาลนั้น พระศาสดายังไม่ทรงห้ามการอยู่ป่าของพวกนางภิกษุณี ครั้งนั้น พวกชนสร้างกระท่อม ตั้งเตียงกั้นม่านไว้ในป่าแก่พระเถรีนั้น พระเถรีนั้นเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี แล้วออกมา ฝ่ายนันทมาณพ ผู้เป็นบุตรของลุงของพระเถรี มีจิตปฏิพัทธ์ต่อพระเถรี ตั้งแต่กาลที่ท่านยังเป็นคฤหัสถ์ เขาได้ยินว่าพระเถรีมา จึงไปสู่ป่าอันธวัน ก่อนพระเถรีจะมา ได้เข้าไปสู่กระท่อม ซ่อนอยู่ภายใต้เตียง เมื่อพระเถรีกลับ มาถึงกระท่อม ปิดประตู นั่งลงบนเตียง เขาจึงออกมาจากใต้เตียง ขึ้นมาบน เตียง พระเถรีกล่าวห้ามว่า “คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย” เขาปลุกปล้ำข่มขืนพระเถรีแล้วก็หนีไป แผ่นดินใหญ่ได้แยกออกสูบเขา ลงไป เขาไปเกิดในอเวจีมหานรก ฝ่ายพระเถรีบอกเนื้อความแก่ภิกษุณีทั้งหลายแล้ว พวกภิกษุณีแจ้งเนื้อ ความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ใดผู้หนึ่งเป็น พาล เมื่อทำกรรมลามก ย่อมยินดีร่าเริง ประะดุจได้เคี้ยวกินของหวาน
 มีน้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวดเป็นต้น” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า

193

“คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำผึ้ง 
 ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล 
 ก็เมื่อใดบาปให้ผล 
 เมื่อนั้น คนพาลย่อมประสพทุกข์” ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น สมัยต่อมา มหาชนสนทนากันในธรรมสภาว่า “แม้พระขีณาสพทั้งหลาย ชะรอยจะยังยินดีกามสุข ยังเสพกาม ทำไม จักไม่ซ่องเสพ เพราะพระขีณาสพเหล่านั้นไม่ใช่ไม้ผุ ไม่ใช่จอมปลวก มีเนื้อ และสรีระยังสดใสอยู่ เพราะฉะนั้น แม้พระขีณาสพเหล่านั้น ยังยินดีกามสุข ยังเสพกาม” พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนาด้วยเรื่องอะไรกัน” เมื่อพวกภิกษุกราบทูลแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพทั้งหลายไม่ยินดีกามสุข ไม่เสพกาม 
 เหมือนอย่างว่า หยาดน้ำตกลงบนใบบัว ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ย่อมกลิ้งตก ไปทีเดียว และเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาด ไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ที่ปลายเหล็กแหลม ย่อมกลิ้งตกไปแน่แท้ ฉันใด กามแม้ ๒ อย่าง ย่อมไม่ซึมซาบ ไม่ตั้งอยู่ในจิต ของพระขีณาสพ ฉันนั้น” ดังนี้แล้วเมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย 
 เหมือนน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว 
 เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลม 
 ว่าเป็นพราหมณ์” 194

ก็ต่อมา พระศาสดารับสั่งให้เชิญพระเจ้าปเสนทิโกศลมา แล้วตรัสว่า “มหาบพิตร แม้กุลธิดาทั้งหลายในพระศาสนานี้ ละหมู่ญาติอันใหญ่ และกองแห่งโภคะมาก บวชแล้ว ย่อมอยู่ในป่า เหมือนอย่างกุลบุตรทั้ง หลายเหมือนกัน คนลามกถูกราคะย้อมแล้ว ย่อมเบียดเบียนภิกษุณีเหล่านั้น ผู้อยู่ในป่า ด้วยการดูถูกดูหมิ่นบ้าง ด้วยการทำอันตรายแก่พรหมจรรย์บ้าง เพราะฉะนั้น พระองค์ควรทำที่อยู่ภายในพระนครแก่ภิกษุณีสงฆ์” พระราชาทรงรับสั่งให้สร้างที่อยู่เพื่อภิกษุณีสงฆ์ที่ข้างหนึ่งแห่งพระนคร จำเดิมแต่นั้นมา พวกภิกษุณีย่อมอยู่ในละแวกบ้านเท่านั้น

195

à Ë Á× Í ¹ á Á § ÁØ Á µ ¡ ä » ã ¹ ã  ¢ Í § µÑ Ç

“ÊѵÇì¼Ùé¡íÒ˹ѴáÅéÇ´éÇÂÃҤРÂèÍÁµ¡ä»ÊÙè¡ÃÐáʵѳËÒ àËÁ×͹áÁ§ÁØÁµ¡ä»Âѧã·ÕèµÑÇ·íÒäÇéàͧ ©Ð¹Ñé¹ ¸Õê¹·Ñé§ËÅÒµѴ¡ÃÐáʵѳËÒáÁé¹Ñé¹áÅéÇ à»ç¹¼ÙéËÁ´¤ÇÒÁËèǧã ÅÐàÇé¹·Ø¡¢ì·Ñ駻ǧ仔

~ µÑ ³ ËÒÇÃä ~

¾Ãйҧà¢ÁÒ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระ อัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร พระนามว่าเขมา ตรัสพระธรรม เทศนานี้ว่า พระนางเขมาตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ได้เป็นผู้มีพระรูปงดงามน่าเลื่อมใสอย่างเหลือเกิน ก็พระนางได้ ทรงสดับว่า พระศาสดาตรัสติโทษของรูป จึงไม่ปรารถนาจะเสด็จไปยัง สำนักของพระศาสดา พระราชาทรงทราบความที่พระอัครมเหสีนั้นมัวเมาอยู่ในรูป จึงตรัสให้ พวกนักกวีแต่งเพลงขับเกี่ยวไปในทางพรรณนาพระเวฬุวัน แล้วก็รับสั่งให้ พระราชทานแก่พวกนักฟ้อน เมื่อนักฟ้อนเหล่านั้นขับเพลงเหล่านั้นอยู่ พระนางได้ทรงสดับ ไม่ทราบว่าสถานที่นั้นคือพระเวฬุวัน จึงตรัสถามว่า “พวกท่านขับหมายถึงอุทยานแห่งไหน” พวกนักขับทูลว่า “หมายถึงอุทยานเวฬุวันของพระองค์ พระเทวี” พระนางได้ทรงปรารถนาจะเสด็จไปพระอุทยาน พระศาสดาทรงทราบการเสด็จมาของพระนางในขณะประทับนั่งแสดง ธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท จึงทรงนิรมิตหญิงรูปงามยืนถือพัดก้านตาล 
 พัดอยู่ที่ข้างพระองค์ พระนางเขมาเทวีได้ทอดพระเนตรเห็นหญิงนั้น จึงทรงดำริว่า “ชนทั้งหลายย่อมพูดกันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสโทษ ของรูป ก็หญิงนี้ยืนพัดอยู่ในสำนักของพระองค์ เราไม่อาจเทียบ

198

Audio 29

แม้ส่วนแห่งเสี้ยวของหญิงนี้ รูปหญิงเช่นนี้ เราไม่เคยเห็น ชนทั้งหลายเห็นจะ กล่าวตู่พระศาสดา ด้วยคำไม่จริง” ดังนี้แล้ว ก็มิใส่ใจถึงเสียงพระดำรัสของพระตถาคต ได้ประทับยืนทอด พระเนตรดูหญิงนั้นนั่นแล พระศาสดาทรงทราบความที่พระนางมีมานะเกิดขึ้นในรูปนั้น จึงทรง แสดงรูปนั้นให้ล่วงภาวะของผู้มีอายุ ๑๖ ปี มีอายุราว ๒๐ ปี พระนางเขมาได้ ทอดพระเนตร มีจิตเบื่อหน่ายหน่อยหนึ่งว่า “รูปนี้ไม่เหมือนรูปก่อนหนอ” พระศาสดาทรงแสดงความแปรเปลี่ยนเพศของหญิงนั้นโดยลำดับคือ เพศหญิงคลอดบุตรครั้งเดียว เพศหญิงกลางคน เพศหญิงแก่ เพศหญิงแก่ คร่ำคร่าแล้วเพราะชรา แม้พระนางก็ทรงเบื่อหน่ายรูปนั้น ในเวลาที่ทรุด โทรมเพราะชราโดยลำดับเหมือนกัน ว่า “โอ รูปนี้หายไปแล้ว ๆ” ครั้นทรงเห็นรูปนั้นมีฟันหัก ผมหงอก หลังโกง มีซี่โครงขึ้นดุจกลอน 
 มีไม้เท้ายันข้างหน้า งกงันอยู่ ก็ทรงเบื่อหน่ายเหลือเกิน ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแสดงรูปหญิงนั้นให้เป็นรูปอันพยาธิครอบงำ ในขณะนั้นเอง หญิงนั้นทิ้งไม้เท้าและพัดใบตาล ร้องเสียงขรม ล้มลงที่ภาค พื้น จมลงในมูตรและกรีสของตน กลิ้งเกลือกไปมา พระนางเขมาทรงเห็น หญิงนั้นแล้ว ทรงเบื่อหน่ายเต็มที พระศาสดาทรงแสดงมรณะของหญิงนั้นแล้ว หญิงนั้นถึงความเป็นศพ พองขึ้นในขณะนั้นเอง หนองและหมู่หนอนไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙ ฝูง สัตว์มีกาเป็นต้นรุมแย่งกันกินแล้ว พระนางเขมาพอทอดพระเนตรเห็นรูปนั้น จึงทรงดำริว่า

199

“รูปนั้นแม้เห็นปานนี้ ก็ถึงความสิ้นความเสื่อมไปโดยครู่เดียวเท่านั้น สาระในรูปนี้ ไม่มีหนอ” พระศาสดาทรงตรวจดูวาระจิตของพระนางเขมานั้นแล้ว จึงตรัสว่า “เขมา เธอคิดว่าสาระมีอยู่ในรูปนี้หรือ เธอจงดูความที่รูปนั้นหาสาระ มิได้ ในบัดนี้” แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า “เขมา เธอจงดูร่างกายอันอาดูร ไม่สะอาด เน่าเปื่อย ไหลออกทั้งข้าง บน ไหลออกทั้งข้างล่าง อันคนพาลทั้งหลายปรารถนายิ่งนัก” ในกาลจบพระคาถา พระนางดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระนางว่า “เขมา สัตว์เหล่านี้เยิ้มอยู่ด้วยราคะ ร้อนอยู่ด้วยโทสะ งงงวยอยู่ด้วย โมหะ จึงไม่อาจเพื่อก้าวล่วงกระแสตัณหาของตนไปได้ ต้องข้องอยู่ใน กระแสตัณหานั้นนั่นเอง” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “สัตว์ผู้กำหนัดแล้วด้วยราคะ ย่อมตกไปสู่กระแสตัณหา 
 เหมือนแมงมุมตกไปยังใยที่ตัวทำไว้เอง ฉะนั้น 
 ธีรชนทั้งหลายตัดกระแสตัณหาแม้นั้นแล้ว 
 เป็นผู้หมดความห่วงใย ละเว้นทุกข์ทั้งปวงไป” ในกาลจบเทศนา พระนางเขมาทรงดำรงอยู่ในพระอรหัต เทศนาได้มี ประโยชน์แม้แก่มหาชนแล้ว พระศาสดาตรัสกะพระราชาว่า “มหาบพิตร พระนางเขมาจะบวชหรือปรินิพพาน จึงควร”

200

พระราชาทูลว่า “โปรดให้พระนางบวชเถิด พระพุทธเจ้าข้า อย่าให้พระนางปรินิพพาน เลย” พระนางบรรพชาแล้ว ก็ได้เป็นสาวิกาผู้เลิศ ดังนี้แล

201

»ÃÐÁÇŸÃÃÁº·

ºÃÔ ÊØ · ¸Ôì ´Ñ § ´Ç§¨Ñ ¹ ·Ãì àÃÒàÃÕ¡¼ÙéºÃÔÊØ·¸Ôì ¼èͧãÊ äÁè¢Øè¹ÁÑÇ ÁÕÀ¾à¤Ã×èͧà¾ÅÔ´à¾ÅÔ¹ÊÔé¹áÅéÇ àËÁ×͹¾ÃШѹ·Ãì·Õè»ÃÒȨҡÁÅ·Ô¹¹Ñé¹ÇèÒ à»ç¹¾ÃÒËÁ³ì

~

¾ÃÒËÁ³ÇÃä ~

àËÁ× Í ¹»Ò¸Ø ÅÕ · ǹÅÁ

¼Ùéã´»ÃзØÉÃéÒµè͹ê¹¼ÙéäÁè»ÃзØÉÃéÒ ¼ÙéºÃÔÊØ·¸Ôì äÁèÁÕ¡ÔàÅʴبà¹Ô¹ ºÒ»ÂèÍÁ¡ÅѺ¶Ö§¼Ùé¹Ñé¹ «Öè§à»ç¹¤¹¾ÒŹÑè¹àͧ àËÁ×͹¸ØÅÕÍѹÅÐàÍÕ´·Õèà¢Ò«Ñ´·Ç¹ÅÁä» ©Ð¹Ñé¹

~

»Ò»ÇÃä ~

àËÁ× Í ¹¡Ñ § Ê´ÒŻҡ¢Ò´ à¸ÍÍÂèÒä´é¡ÅèÒǤíÒËÂÒº¡Ðã¤Ã æ ª¹àËÅèÒÍ×蹶١à¸ÍÇèÒáÅéÇ ¨Ð¾Ö§µÍºà¸Í à¾ÃÒСÒáÅèÒÇá¢è§¢Ñ¹¡Ñ¹·íÒãËéà¡Ô´·Ø¡¢ì ÍÒª­ÒµÍº¾Ö§¶Ù¡µéͧà¸Í ¼Ôà¸ÍÍÒ¨Âѧµ¹äÁèãËéËÇÑè¹äËÇä´é ´Ñ§¡Ñ§Ê´ÒÅ·Õè¶Ù¡¡íҨѴáÅéÇä«Ãé à¸Í¹Ñé¹ÂèÍÁºÃÃÅؾÃйԾ¾Ò¹ ¡ÒáÅèÒÇá¢è§¢Ñ¹¡Ñ¹ ÂèÍÁäÁèÁÕá¡èà¸Í

~ ·Ñ ³ ±ÇÃä ~

»ÃÐâª¹ì ¢ ͧµ¹

ºØ¤¤ÅäÁè¾Ö§Âѧ»ÃÐ⪹ì¢Í§µ¹ãËéàÊ×èÍÁàÊÕ à¾ÃÒлÃÐ⪹ì¢Í§¤¹Í×è¹áÁéÁÒ¡ ÃÙé¨Ñ¡»ÃÐ⪹ì¢Í§µ¹áÅéÇ ¾Ö§à»ç¹¼Ùé¢Ç¹¢ÇÒÂã¹»ÃÐ⪹ì¢Í§µ¹

~ ÍÑ µ µÇÃä ~

¼Ùé ÁÕ ¡Ñ Å ÂÒ³ÁÔ µ Ãà»ç ¹ à¾×è Í ¹

ºØ¤¤ÅäÁè¤Ç亻һÁԵà äÁè¤Ç人ØÃØɵíèÒªéÒ ¤Ç亡ÑÅÂÒ³ÁԵà ¤Ç人ØÃØÉÊÙ§ÊØ´

~ »Ñ ³ ±Ô µ ÇÃä ~

ÁÅ·Ô ¹ ¢Í§Á¹µì

Á¹µì·Ñé§ËÅÒÂÁÕÍѹäÁè·èͧºè¹ à»ç¹ÁÅ·Ô¹ àÃ×͹ÁÕ¤ÇÒÁäÁèËÁÑè¹ à»ç¹ÁÅ·Ô¹ ¤ÇÒÁà¡Õ¨¤ÃéÒ¹ à»ç¹ÁÅ·Ô¹¢Í§¼ÔǾÃó ¤ÇÒÁ»ÃÐÁÒ· à»ç¹ÁÅ·Ô¹¢Í§¼ÙéÃÑ¡ÉÒ

~ ÁÅÇÃä ~

¼Ùé · ç¸ÃÃÁ

ºØ¤¤ÅäÁèª×èÍÇèҷç¸ÃÃÁ à¾ÃÒÐà˵طÕè¾Ù´ÁÒ¡ ÊèǹºØ¤¤Å㴿ѧáÁé¹Ô´Ë¹èÍ áÅéÇàË繸ÃÃÁ´éǹÒÁ¡Ò ºØ¤¤Åã´äÁè»ÃÐÁÒ·¸ÃÃÁ ºØ¤¤Å¹Ñé¹áÅ à»ç¹¼Ùé·Ã§¸ÃÃÁ

~ ¸Ñ Á ÁÑ µ µÇÃä ~

¤ÇÒÁ»ÃÐàÊÃÔ ° áËè § ¼Ùé ÁÕ ÈÕ Å

¡ç¼Ùéã´·ØÈÕÅ ÁÕã¨äÁèµÑé§ÁÑè¹ ¾Ö§à»ç¹ÍÂÙè ñðð »Õ ¤ÇÒÁà»ç¹ÍÂÙèÇѹà´ÕÂǢͧ¼ÙéÁÕÈÕÅ ÁÕ¬Ò¹ »ÃÐàÊÃÔ°¡ÇèÒ (¤ÇÒÁà»ç¹ÍÂÙè¢Í§¼Ùé¹Ñé¹)

~ ÊËÑ Ê ÊÇÃä ~

¼Ùé ÂÑ § âÅ¡ãËé Ê Çè Ò §

ÀÔ¡ÉØã´áÅÂѧ˹ØèÁ ¾Ò¡à¾ÕÂÃÍÂÙèã¹¾Ãоط¸ÈÒÊ¹Ò ÀÔ¡ÉعÑé¹ÂèÍÁÂѧâÅ¡¹ÕéãËéÊÇèÒ§ ´Ø¨¾ÃШѹ·Ãì·Õè¾é¹áÅéǨҡàÁ¦ÊÇèÒ§ÍÂÙè ©Ð¹Ñé¹

~ ÀÔ ¡ ¢Ø Ç Ãä ~

ʶҹ·Õè ÍÑ ¹ ¹è Ò Ã×è ¹ ÃÁÂì

¾ÃÐÍÃËѹµì·Ñé§ËÅÒÂÍÂÙèã¹·Õèã´ à»ç¹ºéÒ¹¡çµÒÁ à»ç¹»èÒ¡çµÒÁ ·ÕèÅØèÁ¡çµÒÁ ·Õè´Í¹¡çµÒÁ ·Õè¹Ñé¹à»ç¹ÀÙÁÔʶҹ¹èÒÃ×è¹ÃÁÂì

~ ÍÃËÑ ¹ µÇÃä ~

»è Ò à»ç ¹ ·Õè Ã×è ¹ ÃÁÂì 
 ¢Í§¼Ùé ä Áè á ÊǧËÒ¡ÒÁ

»èÒ·Ñé§ËÅÒÂà»ç¹·Õè¹èÒÃ×è¹ÃÁÂì ·èÒ¹¼Ùé»ÃÒȨҡÃÒ¤ÐáÅéÇ·Ñé§ËÅÒ ¨Ñ¡ÂÔ¹´Õã¹»èÒÍѹäÁèà»ç¹·ÕèÂÔ¹´Õ¢Í§ª¹ à¾ÃÒзèÒ¹¼Ùé»ÃÒȨҡÃÒ¤ÐáÅéǹÑé¹ à»ç¹¼ÙéÁÕ»¡µÔäÁèáÊǧËÒ¡ÒÁ

~ ÍÃËÑ ¹ µÇÃä ~

¨Ô µ ¹Õé à ·Õè  Çä»ä¡Å

ª¹àËÅèÒ㴨ѡÊíÒÃÇÁ¨ÔµÍѹä»ã¹·Õèä¡Å à·ÕèÂÇ仴ǧà´ÕÂÇ äÁèÁÕÊÃÕÃÐ ÁÕ¶íéÒà»ç¹·ÕèÍÒÈÑ ª¹àËÅèÒ¹Ñ鹨о鹨ҡà¤Ã×èͧ¼Ù¡áËè§ÁÒÃ

~ ¨Ô µ µÇÃä ~

¨Ô µ ·Õè µÑé § äÇé ª ͺ

ÁÒôҺԴҡçËÃ×ÍÇèÒ­ÒµÔàËÅèÒÍ×è¹äÁè¾Ö§·íÒà˵عÑé¹ãËéä´é áµè¨ÔµÍѹµÑé§äÇéªÍºáÅéÇ ¾Ö§·íÒà¢ÒãËé»ÃÐàÊÃÔ°¡ÇèÒà˵عÑé¹

~ ¨Ô µ µÇÃä ~

¶é Í Â¤íÒ äÁè à ФÒÂËÙ

¼Ùéã´¾Ö§¡ÅèÒǶéͤíÒÍѹäÁèÃФÒÂËÙ ÍѹãËéÃÙé¡Ñ¹ä´é à»ç¹¤íÒ¨ÃÔ§ Íѹà»ç¹à˵ØäÁèÂѧã¤Ã æ ãËé¢Ñ´ã¨ àÃÒàÃÕ¡¼Ùé¹Ñé¹ÇèÒ à»ç¹¾ÃÒËÁ³ì

~ ¾ÃÒËÁ³ÇÃä ~

¼Ùé ¤ ÒÂâÅ¡ÒÁÔ Ê

ÀÔ¡ÉؼÙéÁÕ¡ÒÂʧº ÁÕÇÒ¨Òʧº ÁÕã¨Ê§º ¼ÙéµÑé§ÁÑè¹´ÕáÅéÇ ¤Ò¨ҡÍÒÁÔÊã¹âÅ¡àÊÕÂáÅéÇ àÃÒàÃÕ¡ÇèÒ ¼ÙéʧºÃЧѺ

~ ÀÔ ¡ ¢Ø Ç Ãä ~

¼Ùé Í Í¡¨Ò¡âÅ¡

˧Êì·Ñé§ËÅÒÂÂèÍÁä»ã¹·Ò§áË觴ǧÍÒ·ÔµÂì ·èÒ¹¼ÙéÁÕÄ·¸Ôì·Ñé§ËÅÒÂÂèÍÁä»ã¹ÍÒ¡ÒÈ´éÇÂÄ·¸Ôì ¸Õ깪¹ÐÁÒþÃéÍÁ·Ñ駾Ò˹ÐáÅéÇ ÂèÍÁÍ͡仨ҡâÅ¡ä´é

~ âÅ¡ÇÃä ~

¼Ùé Ç Ò§ÍÒª­Òä´é á Åé Ç

¼Ùéã´ÇÒ§ÍÒª­Òã¹ÊѵÇì·Ñé§ËÅÒ ¼ÙéÊдØé§áÅмÙéÁÑ蹤§ äÁè¦èÒàͧ äÁèãªéãËé¼ÙéÍ×蹦èÒ àÃÒàÃÕ¡¼Ùé¹Ñé¹ÇèÒ à»ç¹¾ÃÒËÁ³ì

~ ¾ÃÒËÁ³ÇÃä ~

¼Ùé à »ç ¹ ·Õè ÃÑ ¡ ¢Í§ÁËÒª¹

¼ÙéµÑé§ÍÂÙè㹸ÃÃÁ ¼ÙéÁÕ»¡µÔ¡ÅèÒÇáµèÇÒ¨ÒÊѵÂì ¼Ùé¡ÃзíÒ¡Òçҹ¢Í§µ¹¹Ñé¹ãËéà»ç¹·ÕèÃÑ¡

~ »Ô  ÇÃä ~

¼Ùé ÁÕ ÇÑ µ ôÕ

ÀÔ¡ÉØã´àÊÁÍ´éÇÂá¼è¹´Ô¹ à»ÃÕº´éÇÂàÊÒà¢×è͹ ¤§·Õè ÁÕÇÑµÃ´Õ ÁÕ¡ÔàÅʴѧà»×Í¡µÁä»»ÃÒÈáÅéÇ àËÁ×͹Ëéǧ¹íéÒ»ÃÒȨҡà»×Í¡µÁ ÂèÍÁäÁèÂÔ¹´Õ ÂÔ¹ÃéÒ ʧÊÒ÷Ñé§ËÅÒÂÂèÍÁäÁèÁÕá¡èÀÔ¡ÉعÑé¹ ¼Ù餧·Õè

~ ÍÃËÑ ¹ µÇÃä ~

¼Ùé ä Áè ÁÕ ¤ ÇÒÁ¡Ñ § ÇÅ

¤ÇÒÁ¡Ñ§ÇÅ㹡è͹ ã¹ÀÒÂËÅѧ áÅÐã¹·èÒÁ¡ÅÒ§¢Í§¼Ùéã´äÁèÁÕ àÃÒàÃÕ¡¼Ùé¹Ñé¹ «Öè§äÁèÁÕ¤ÇÒÁ¡Ñ§ÇÅ äÁèÁÕ¤ÇÒÁÂÖ´ÁÑè¹ ÇèÒà»ç¹¾ÃÒËÁ³ì

~ ¾ÃÒËÁ³ÇÃä ~

àËÁ× Í ¹ÁÐÅÔ à ¤Ã× Í »Åè Í Â´Í¡

ÀÔ¡ÉØ·Ñé§ËÅÒ ¾Ç¡à¸Í¨§»Å´à»Å×éͧÃÒ¤ÐáÅÐâ·ÊÐàÊÕ àËÁ×͹ÁÐÅÔà¤Ã×Í»ÅèÍ´͡·Ñé§ËÅÒ·ÕèàËÕèÂÇàÊÕ ©Ñ¹¹Ñé¹

~ ÀÔ ¡ ¢Ø Ç Ãä ~

¼Ùé à Å× Í ¡à¡ç º ´Í¡äÁé

ã¤Ã¨Ñ¡ÃÙéªÑ´«Öè§á¼è¹´Ô¹¹ÕéáÅÐÂÁâÅ¡ ¡ÑºÁ¹ØÉÂâÅ¡¹Õé ¾ÃéÍÁ·Ñé§à·ÇâÅ¡ ã¤Ã¨Ñ¡àÅ×Í¡º·¸ÃÃÁÍѹàÃÒáÊ´§´ÕáÅéÇ àËÁ×͹¹ÒÂÁÒÅÒ¡ÒüÙé©ÅÒ´àÅ×Í¡´Í¡äÁé ©Ð¹Ñé¹ ¾ÃÐàʢШѡÃÙéªÑ´á¼è¹´Ô¹áÅÐÂÁâÅ¡ ¡ÑºÁ¹ØÉÂâÅ¡¹Õé ¾ÃéÍÁ·Ñé§à·ÇâÅ¡ ¾ÃÐàʢШѡàÅ×Í¡º·¸ÃÃÁÍѹàÃÒáÊ´§´ÕáÅéÇ àËÁ×͹¹ÒÂÁÒÅÒ¡ÒüÙé©ÅÒ´àÅ×Í¡´Í¡äÁé ©Ð¹Ñé¹

~ »Ø » ¼ÇÃä ~

àËç ¹ âÅ¡àËÁ× Í ¹¾ÂÑ º á´´

¾ÃÐÂÒÁѨ¨ØÂèÍÁäÁèàË繺ؤ¤Å ¼Ùé¾Ô¨ÒóÒàËç¹ÍÂÙè«Öè§âÅ¡ àËÁ×͹ºØ¤¤Å¾Ö§àË繿ͧ¹íéÒ áÅÐàËÁ×͹ºØ¤¤Å¾Ö§àËç¹¾ÂѺᴴ

~ âÅ¡ÇÃä ~

ÃÒ¤Ð¡Ñ º ¨Ô µ

½¹ÂèÍÁÃÑèÇôàÃ×͹·ÕèÁاäÁè´Õä´é ©Ñ¹ã´ ÃÒ¤ÐÂèÍÁàÊÕ´ᷧ¨Ôµ·ÕèäÁèä´éͺÃÁáÅéÇä´é ©Ñ¹¹Ñé¹ ½¹ÂèÍÁÃÑèÇôàÃ×͹·ÕèÁا´ÕáÅéÇäÁèä´é ©Ñ¹ã´ ÃҤСçÂèÍÁàÊÕ´ᷧ¨Ôµ·ÕèͺÃÁ´ÕáÅéÇäÁèä´é ©Ñ¹¹Ñé¹

~ ÂÁ¡ÇÃä ~

¤Ò¶Ò¾Ñ ¹

ËÒ¡ÇèÒ¤Ò¶ÒáÁé¾Ñ¹Ë¹Öè§ äÁè»ÃСͺ´éǺ·à»ç¹»ÃÐ⪹ì äÁè»ÃÐàÊÃÔ° º·áË觤ҶҺ·à´ÕÂÇ «Ö觺ؤ¤Å¿Ñ§áÅéÇʧºÃЧѺä´é »ÃÐàÊÃÔ°¡ÇèÒ

~ ÊËÑ Ê ÊÇÃä ~

ÊÑ µ Çì â Å¡Á× ´ ºÍ´

ÊѵÇìâÅ¡¹Õéà»ç¹àËÁ×͹¤¹µÒºÍ´ ã¹âÅ¡¹Õé ¹éͤ¹¹Ñ¡¨ÐàËç¹á¨é§ ¹éͤ¹¹Ñ¡¨Ðä»ã¹ÊÇÃäì àËÁ×͹¹¡ËÅØ´áÅéǨҡ¢èÒ ÁÕ¹éÍ ©Ð¹Ñé¹

~ âÅ¡ÇÃä ~

ÃÙ » ¹Õé

ÃÙ»¹Õéá¡è˧èÍÁáÅéÇ à»ç¹Ãѧ¢Í§âä à»×è;ѧ ¡Ò¢ͧµ¹à»ç¹¢Í§à¹èÒ ¨Ñ¡áµ¡ à¾ÃÒЪÕÇÔµÁÕ¤ÇÒÁµÒÂà»ç¹·ÕèÊØ´

~ ªÃÒÇÃä ~

¤¹¾ÒÅàËç ¹ ºÒ»àËÁ× Í ¹¢Í§ËÇÒ¹

¤¹¾ÒÅÂèÍÁÊíҤѭºÒ»»Ãдب¹íéÒ¼Öé§ µÃÒºà·èÒ·ÕèºÒ»ÂѧäÁèãËé¼Å ¡çàÁ×èÍã´ºÒ»ãËé¼Å àÁ×è͹Ñé¹ ¤¹¾ÒÅÂèÍÁ»ÃÐʾ·Ø¡¢ì

~ ¾ÒÅÇÃä ~

àËÁ× Í ¹áÁ§ÁØ Á µ¡ä»ã¹ã¢ͧµÑ Ç

ÊѵÇì¼Ùé¡íÒ˹ѴáÅéÇ´éÇÂÃҤРÂèÍÁµ¡ä»ÊÙè¡ÃÐáʵѳËÒ àËÁ×͹áÁ§ÁØÁ µ¡ä»Âѧã·ÕèµÑÇ·íÒäÇéàͧ ©Ð¹Ñé¹ ¸Õê¹·Ñé§ËÅÒµѴ¡ÃÐáʵѳËÒáÁé¹Ñé¹áÅéÇ à»ç¹¼ÙéËÁ´¤ÇÒÁËèǧã ÅÐàÇé¹·Ø¡¢ì·Ñ駻ǧä»

~ µÑ ³ ËÒÇÃä ~

·้ Ò Â à Å่ Á

¤ ํ Ò ¢ Í º ¤Ø ³ á Å Ð Í ¹Ø â Á · ¹ Ò

ขอนอบน้อมเหนือเศียรเกล้า แด่พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธ-

อังคีรสศากยมุนีเจ้า ผู้ทรงพระกรุณาธิคุณอเนกอนันต์ ท่ีทรงเผย
 พระสัทธรรมอันยอดเยี่ยมที่ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มาโปรดปวงสัตว์ ให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ขอนอบน้อมด้วยเศียรเกล้า แด่พระอัครสาวก ผู้ทรงรวบรวมและ เผยแผ่แสงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระศาสดามาอย่างครบถ้วน
 และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน คณะผู้จัดทำขอขอบคุณ และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่ให้การ สนับสนุนทุกรูปแบบในกิจมหากุศล ร่วมเผยแผ่พระธรรมของพระผู้มี
 พระภาคสัมมาสัมพุทโธในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์น้ี ขออนุโมทนาบุญกับผู้อ่านและผู้ฟังทุกท่าน ท่ีได้มนสิการพระธรรม
 อันยอดยิ่งน้ี เข้าสู่ดวงใจ

233

Í้ Ò § ÍÔ § อ้างอิง

Audio Audio 1

พระจันทาภเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้า ๕๐๒-๕๐๘

Audio 2

นายพรานสุนัขชื่อโกกะ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๒ หน้า ๔๕-๔๙

Audio 3

พระโกณฑธานเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๒ หน้า ๗๖-๘๕

Audio 4

พระอัตตทัตถเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๒ ช้อที่ ๒๒๔-๒๒๖

Audio 5

พระฉันนเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๑ หน้า ๒๙๖-๒๙๘

Audio 6

พระโลฬุทายีเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๒๑-๒๕

Audio 7

พระเอกุทานเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้า ๗๓-๗๕

Audio 8

สังกิจจสามเณร พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๑ หน้า ๔๖๕-๔๗๙

Audio 9

สุมนสามเณร พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้า ๓๙๕-๔๑๕

Audio 10

พระขทิรวนิยเรวตเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๑ หน้า ๓๙๘-๔๑๑

Audio 11

หญิงคนใดคนหนึ่ง พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๔๑ หน้า ๔๑๒-๔๑๔

Audio 12

พระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราช-วิทยา ลัย เล่มที่ ๔๐ หน้า ๔๑๒-๔๑๗

Audio 13

พระโสไรยเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๔๐ หน้า ๔๔๕-๔๕๔

Audio 14

พระปิลินทวัจฉเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้า ๔๙๑-๔๙๒

234

Í้ Ò § ÍÔ § ( µ่ Í ) อ้างอิง

Audio Audio 15

พระสันตกายเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้า ๓๘๖-๓๘๗

Audio 16

ภิกษุ ๓๐ รูป พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๒ หน้า ๒๕๓-๒๕๔

Audio 17

ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้า ๔๘๐-๔๘๒

Audio 18

เด็ก ๕๐๐ คน พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๒ หน้า ๔๑๓-๔๑๕

Audio 19

พระสารีบุตรเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๑ หน้า ๓๘๔-๓๘๘

Audio 20

พระธรรมทินนาเถรี พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้า ๕๖๒-๕๖๔

Audio 21

ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้า ๓๘๔-๓๘๕

Audio 22

ภิกษุ ๕๐๐ รูป ผู้ขวนขวายในปฐวีกถา พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๔๑ หน้า ๔-๗

Audio 23

ภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๒ หน้า ๒๓๖-๒๓๗

Audio 24

พระนันทเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๐ หน้า ๑๕๕-๑๖๙

Audio 25

พระทารุจีริยเถระ พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๑ หน้า ๔๒๕-๔๓๓

Audio 26

ธิดานายช่างหูก พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๒ หน้า ๒๔๕-๒๕๒

Audio 27

พระอุตตราเถรี พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๒ หน้า ๑๕๔-๑๕๕

Audio 28

พระอุบลวรรณาเถรี พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๑ หน้า ๒๑๓-๒๑๗

Audio 29

พระนางเขมา พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย 
 เล่มที่ ๔๓ หน้า ๒๙๘-๓๐๑

235

«Õ ´Õ ¾ Ã Ð ä µ à »Ô ® ¡ à ÊÕ Â § Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó จัดทำโดย โครงการแสงธรรมแห่งพระไตรปิฎก มูลนิธิอุทยานธรรม เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๑ (วันวิสาขบูชา ๒๕๖๑)

รับฟังและดาวน์โหลดได้ที่ WWW.UTTAYARNDHAM.ORG WWW.SOUNDCLOUD.COM/UTTAYARNDHAM WWW.YOUTUBE.COM/C/UTTARNDHAMORGPAGE

236

¤ ³ Ð ¼Ù้ ¨Ñ ´ ·ํ Ò «Õ ´Õ ¾ Ã Ð ä µ à »Ô ® ¡ à ÊÕ Â § Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó



ที่ปรึกษา ไชย ณ พล อัครศุภเศรษฐ์



อำนวยการ ณัฐกร ทับทอง



บทพากย์ ณัฏฐา เจียรวงศ์

ประชาสัมพันธ์บุญ & กรรณิกา ตะล่อมสิน



ผลิต & การเงิน สุดาทิพย์ เจียรวงศ์



สุอารี สุธีโสภณ



ศรีสันต์ ตะล่อมสิน



ณัตยาภรณ์ เจียรวงศ์



ณัฐกร ทับทอง





มสารัศม์ ธนรัตน์ปัณณโชติ



วารุณี วรารักษพงศ์



และคณะ



เผยแผ่สื่อ- กฤติน กาญจนาภา



บันทึกเสียง ณัฐกร ทับทอง



ตัดแต่งเสียง- ณัฐกร ทับทอง



มิกซ์เสียง นิธิยา วิทวัสกุล



อภิลัคน์ เจียมจันทร์



ควบคุมคุณภาพ กฤติน กาญจนาภา



ธัญญ์นรี ศรีบุณยาฐิติกุล



พินีกาญจน์ ลาภานันท์



วารีพร ลี้ฤทธิกุลชัย





ออกแบบปก มลฤดี ตั้งสกุลพิทักษ์

237

เผยแผ่ ปัทมา เอื้ออรรถการ

ออนไลน์ นิตินาถ ชาติศิริวัฒนา



วิสุทธิ์ ปรมาภรณ์พิลาส



โสภา ลีวุฒินันท์



ศุภานัน ธนานิษฐ์



ประสานงาน ขวัญชนก บัวทอง



ขัตติยะ รัตนมณี



วารุณี วรารักษพงศ์

·ÕÁ¾Ò¡Â์ «Õ ´Õ ¾ Ã Ð ä µ à »Ô ® ¡ à ÊÕ Â § Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó ผู้พากย์

ชื่อตอน

ตัวละคร

กฤติน กาญจนาภา

บริสุทธิ์ดังดวงจันทร์ ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล สถานที่อันน่ารื่นรมย์ คนพาลเห็นบาปเหมือนของหวาน

อริยสาวก หมอทายนิมิต ภิกษุแก่ ๒ เศรษฐี

กิตติมา พูลวงษ์

ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล สถานที่อันน่ารื่นรมย์ จิตที่ตั้งไว้ชอบ ผู้ไม่มีความกังวล ราคะกับจิต คนพาลเห็นบาปเหมือนของหวาน

สังกิจจสามเณร เรวตกุมาร โสไรยะ (หญิง) พระธรรมทินนาเถรี พระนางพิมพา พระอุบลวรรณาเถรี

ณัฏฐ์พิชา อารีย์วิวัฒนา

บริสุทธิ์ดังดวงจันทร์ เหมือนปาธุลีทวนลม ประโยชน์ของตน ผู้มีกัลยาณมิตรเป็นเพื่อน ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล ผู้ยังโลกให้สว่าง สถานที่อันน่ารื่นรมย์ ป่าเป็นที่รื่นรมย์ของผู้ไม่แสวงหากาม จิตที่ตั้งไว้ชอบ ผู้คลายโลกามิส ผู้มีวัตรดี ผู้ไม่มีความกังวล คนพาลเห็นบาปเหมือนของหวาน

พระจันทาภเถระ - พ่อค้า นายโกกะ พระอัตตทัตถเถระ พระฉันนเถระ หัวหน้าโจร มหามุณฑอุบาสก ภิกษุแก่ ๑ พระเถระ คน ๒ ราชสีห์ ภิกษุ วิสาขอุบาสก มหาชน

ณัฏฐ์วิเศษ พึ่งลออ

ผู้ยังโลกให้สว่าง ผู้วางอาชญาได้แล้ว

นาคราช สามี

ตรงใจ ทรรพวสุ

ผู้ทรงธรรม

พระเอกุทานเถระ

ตรีมินทร์ เกษมวิรัติพงศ์

ผู้ยังโลกให้สว่าง

พระอนุรุทธเถระ

ทศพร ศรีจันทร์ดี

เหมือนกังสดาลปากขาด ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล จิตที่ตั้งไว้ชอบ

อนาถปิณฑิกเศรษฐี ญาติ คน ๑

238

·ÕÁ¾Ò¡Â์ «Õ ´Õ ¾ Ã Ð ä µ à »Ô ® ¡ à ÊÕ Â § Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó ( µ่ Í ) ผู้พากย์

ชื่อตอน

ตัวละคร

ทารินี ทรงเกียรติธนา

ผู้ยังโลกให้สว่าง ราคะกับจิต

สามเณรอาวุโส นางสนม

ธนกฤต เพชรโลหะกุล

ผู้มีกัลยาณมิตรเป็นเพื่อน ผู้ยังโลกให้สว่าง สถานที่อันน่ารื่นรมย์ ผู้ออกจากโลก ผู้มีวัตรดี

พระอานนทเถระ พระอานนทเถระ พระอานนทเถระ พระอานนทเถระ พระอานนทเถระ

ธนากร มาลาวัลย์

ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล จิตที่ตั้งไว้ชอบ

ทุคตบุรุษ เศรษฐีบุตรกรุงตักกสิลา

ธานินทร์ แสนทวีสุข

บริสุทธิ์ดังดวงจันทร์ มลทินของมนต์ มลทินของมนต์ ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล ผู้ยังโลกให้สว่าง สถานที่อันน่ารื่นรมย์ สถานที่อันน่ารื่นรมย์ จิตนี้เที่ยวไปไกล จิตที่ตั้งไว้ชอบ ผู้วางอาชญาได้แล้ว ราคะกับจิต คาถาพัน เหมือนแมงมุมตกไปในใยของตัว

สามี ราชสีห์ มหาชน ชนทั้งหลาย พระพรหม ญาติ เทวดา พระเถระ พระมหากัจจายนเถระ พระเถระ กัปปกพาณิช พระสังฆเถระ พระเจ้าพิมพิสาร

ธีรพงศ์ ศรีวะโลสกุล

บริสุทธิ์ดังดวงจันทร์

เด็กเลี้ยงโค

บรรจง ฉุดพิมาย

สัตว์โลกมืดบอด

นายช่างหูก

ปพนพัชร์ ชัยศิริวิกรม

เหมือนกังสดาลปากขาด เหมือนกังสดาลปากขาด มลทินของมนต์ จิตนี้เที่ยวไปไกล จิตที่ตั้งไว้ชอบ ราคะกับจิต

เทวดา พระโกณฑธานเถระ ญาติสุกร พระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระ พระโสไรยเถระ ลาผู้

239

·ÕÁ¾Ò¡Â์ «Õ ´Õ ¾ Ã Ð ä µ à »Ô ® ¡ à ÊÕ Â § Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó ( µ่ Í ) ผู้พากย์

ชื่อตอน

ตัวละคร

ปพนพัชร์ ชัยศิริวิกรม (ต่อ) ราคะกับจิต คาถาพัน

พระนันทเถระ ภิกษุ ๑ - ทารุจีริยะ

พงษ์เทพ วงษ์ศิริ

จิตที่ตั้งไว้ชอบ

คน ๓

พนาวรรณ ศรีวะโลสกุล

บริสุทธิ์ดังดวงจันทร์ ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล ผู้ยังโลกให้สว่าง สถานที่อันน่ารื่นรมย์ ผู้วางอาชญาได้แล้ว ผู้เป็นที่รักของมหาชน ราคะกับจิต ราคะกับจิต ราคะกับจิต เหมือนแมงมุมตกไปในใยของตัว

ภรรยา เด็ก สุมนสามเณร มารดา หญิง เด็ก นางลา พระราหุลกุมาร พระนางชนบทกัลยาณี พระนางเขมา

พราดร ณ นคร

เหมือนกังสดาลปากขาด มลทินของมนต์

มหาชน สาวก

พัฒนา บุญเป็ง

ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล สถานที่อันน่ารื่นรมย์ ผู้มีวัตรดี

พระสารีบุตรเถระ พระสารีบุตรเถระ พระสารีบุตรเถระ

พินีกาญจน์ ลาภานันท์

สัตว์โลกมืดบอด

ธิดาของนายช่างหูก

ภคพล พิงพิทยากุล

บริสุทธิ์ดังดวงจันทร์ เหมือนกังสดาลปากขาด ประโยชน์ของตน มลทินของมนต์ ผู้ทรงธรรม ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล ผู้ยังโลกให้สว่าง สถานที่อันน่ารื่นรมย์ จิตนี้เที่ยวไปไกล จิตที่ตั้งไว้ชอบ ถ้อยคำไม่ระคายหู

ภิกษุ ภิกษุ ๑ ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ พระอนุเถระ ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ

240

·ÕÁ¾Ò¡Â์ «Õ ´Õ ¾ Ã Ð ä µ à »Ô ® ¡ à ÊÕ Â § Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó ( µ่ Í ) ผู้พากย์

ชื่อตอน

ตัวละคร

ภคพล พิงพิทยากุล (ต่อ)

ผู้คลายโลกามิส ผู้วางอาชญาได้แล้ว ผู้เป็นที่รักของมหาชน ผู้มีวัตรดี เหมือนมะลิเครือปล่อยดอก ราคะกับจิต ผู้เลือกเก็บดอกไม้ คาถาพัน สัตว์โลกมืดบอด เห็นโลกเหมือนพยับแดด

ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ ภิกษุ ๒ มหาชน ภิกษุ

วิเชียร มามีเกตุ

เหมือนกังสดาลปากขาด ราคะกับจิต

พระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าสุทโธทนะ

สายใจ ตันตระบัณฑิตย์

เหมือนแมงมุมตกไปในใยของตัว

นักขับ

สิทธา วรรณสวาท

บริสุทธิ์ดังดวงจันทร์ มลทินของมนต์ มลทินของมนต์ ผู้ทรงธรรม ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล จิตที่ตั้งไว้ชอบ

พราหมณ์ สุกร พระโลฬุทายีเถระ พระเถระ พวกโจร คน ๔

สิทธิพงษ์ แก้วกนิษฐารักษ์ เหมือนปาธุลีทวนลม เหมือนกังสดาลปากขาด ความประเสริฐแห่งผู้มีศีล ผู้ยังโลกให้สว่าง สถานที่อันน่ารื่นรมย์ จิตที่ตั้งไว้ชอบ ถ้อยคำไม่ระคายหู

พระเถระ ภิกษุ ๒ ภิกษุ - พระมหาเถระ อากาสัฏฐกเทพดา ภิกษุหนุ่ม สหายลูกเศรษฐี พระปิลินทวัจฉเถระ

สุนิสา ปัญจมะวัต

ทุกตอน

เล่าเรื่อง

สุภัทรา จิตสงบ

ป่าเป็นที่รื่นรมย์ของผู้ไม่แสวงหากาม

หญิงโสเภณี

อนันต์ เจียรวงศ์

ผู้เป็นที่รักของมหาชน

พระมหากัสสปเถระ

241

·ÕÁ¾Ò¡Â์ «Õ ´Õ ¾ Ã Ð ä µ à »Ô ® ¡ à ÊÕ Â § Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó ( µ่ Í ) ผู้พากย์

ชื่อตอน

ตัวละคร

อัครธันพงศ์ พุทธิวุฒิกูล

เหมือนกังสดาลปากขาด สถานที่อันน่ารื่นรมย์ ราคะกับจิต คาถาพัน คาถาพัน

ภิกษุ ๓ ภิกษุ เทวดา พระเถระ ๒ พระพรหม

อัญชลี ชัยชนะวิจิตร

สถานที่อันน่ารื่นรมย์

นางวิสาขา

อิทธิพล มามีเกตุ

ทุกตอน

พระพุทธเจ้า

242

Ê ¶ Ò ¹ ·Õ่ ºÑ ¹ ·Ö ¡ à ÊÕ Â §

1. ห้องปฏิบัติการวิจัยทางสวนศาสตร์และเสียงพูด

ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

243

Ã Ò Â ¹ Ò Á ¼Ù้ Ê ¹Ñ º Ê ¹Ø ¹ ´้ Ò ¹ ¤ ÃØ ÀÑ ³ ±์ ÇÑ Ê ´Ø á Å Ð ¤่ Ò ã ª้ Ê Í Â ã ¹ ¡ Ò Ã ´ ํÒ à ¹Ô ¹ ¡ Ò Ã â ¤ à § ¡ Ò Ã Ï

อาจารย์ไชย ณ พล อัครศุภเศรษฐ์ คุณเกษร – คุณเจียม ทับทอง คุณจรูญศักดิ์ ลีวุฒินันท์ คุณจุฑารัตน์ ตั้งพานิช คุณจำลอง จงผดุงเกียรติ - คุณวีระ และคุณวลัย ลีลามะลิ คุณซุ่น วิทวัสกุล และครอบครัว คุณณัฐกร ทับทอง คุณณัฐพงศ์ สังขะโห คุณตติยา - คุณนิรันดร์ - คุณนิตินาถ ชาติศิริวัฒนา คุณถิร คงช่วยชาติ คุณทิพวรรณ ทิวาวรรณวงศ์ คุณธนกฤต เพชรโลหะกุล และครอบครัว คุณธนินทร์ ธนาภิสิทธิกุล และครอบครัว คุณธัญญ์นรี ศรีบุณยาฐิติกุล – คุณดุสิต เลิศสิน คุณนฤมล เลิศสิน – คุณวิสุทธิ์ ปรมาภรณ์พิลาส คุณนันทวัน เพชราภิรัติ คุณปัทมา เอื้ออรรถการ คุณพรพรรณ วงศ์มาศา คุณพยนต์ – คุณศิริวรรณ รักการงาน คุณพัฒนา บุญเป็ง คุณพินีกาญจน์ ลาภานันท์ – คุณวรวิช เลิศสิน คุณมสารัศม์ ธนรัตน์ปัณณโชติ

244

Ã Ò Â ¹ Ò Á ¼Ù้ Ê ¹Ñ º Ê ¹Ø ¹ ´้ Ò ¹ ¤ ÃØ ÀÑ ³ ±์ ÇÑ Ê ´Ø á Å Ð ¤่ Ò ã ª้ Ê Í Â ã ¹ ¡ Ò Ã ´ ํÒ à ¹Ô ¹ ¡ Ò Ã â ¤ à § ¡ Ò Ã Ï ( µ่ Í )

คุณมิงเต้ามิ้ง แซ่ลิ้ม – คุณพูลทรัพย์ หาญอุทัยรัศมี คุณรัชดา ขอประเสริฐ คุณวรวรรณ บำรุงสุข คุณวิวรรณา สุวรรณประเสริฐ คุณวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน และครอบครัว คุณวีระ เต็มสิทธิโชค – คุณกนกกานต์ โอสถานุเคราะห์ – คุณณัฐนลิน เต็มสิทธิโชค คุณศรีสันต์ ตะล่อมสิน – คุณชำนาญ วิทูรปกรณ์ และครอบครัว คุณศิริพรรณ สุทธาโรจน์ คุณศิริภรณ์ เลิศอุไรวงศ์ คุณสุดาทิพย์ เจียรวงศ์ คุณอภัยลักษณ์ ตันตระบัณฑิตย์ และครอบครัว คุณอภิลัคน์ เจียมจันทร์ และครอบครัว คุณอรพรรณ – คุณอนุชิต บุญทอง คุณอิสรีย์ จิตต์สมนึก และครอบครัว

245

» à Р¸ Ò ¹ ¡ Ò Ã ¨Ñ ´ · ํÒ «Õ ´Õ Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó ¤Ø³¹ÄÁÅ àÅÔÈÊÔ¹ – ¤Ø³ÇÔÊØ·¸Ô์ »ÃÁÒÀó์¾ÔÅÒÊ

Ã Ò Â ¹ Ò Á ¼Ù้ Ã่ Ç Á Ê Ã้ Ò § «Õ ´Õ Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó อาจารย์ไชย ณ พล อัครศุภเศรษฐ์

คุณณัฐกร ทับทอง

โครงการแสงธรรมแห่งพระไตรปิฎก และผู้ร่วมบริจาค

คุณดุสิต เลิศสิน - คุณธัญญ์นรี ศรีบุณยาฐิติกุล

ครอบครัวเจียรวงศ์

คุณธนกฤต เพชรโลหะกุล และภรรยา

คุณเจียม - คุณเกษร ทับทอง

คุณนิตยา ฉันทวานิช

คุณเพ็ญแข ใจกว้าง

คุณนิรมล จิรปิติ

คุณกรรณิกา ตะล่อมสิน - คุณวิศรุตย์ วิภาวีสันทัด

คุณนิรันดร์ - คุณตติยา - คุณนิตินาถ ชาติศิริวัฒนา

คุณกรรัช - คุณพาทิต วรสถิต

คุณบัญญัติ - คุณกาญจนา ประธานชัยมงคล

คุณกวิณ วิภาวีสันทัด

และครอบครัว

คุณกวี - คุณกฤติยา ตะล่อมสิน และครอบครัว

คุณบุญฤทธิ์ มหามนตรี

คุณจรูญศักดิ์ ลีวุฒินันท์

คุณปัณณวัฒน์ วิทูรปกรณ์

คุณชวน นิ่มกิตติกุล

คุณปัทมา เอื้ออรรถการ

คุณชำนาญ - คุณศรีสันต์ วิทูรปกรณ์ และครอบครัว

คุณปุณยภา วิทูรปกรณ์

คุณณดา วิภาวีสันทัด

คุณพจนารถ ภูวเศรษฐ์

246

Ã Ò Â ¹ Ò Á ¼Ù้ Ã่ Ç Á Ê Ã้ Ò § «Õ ´Õ Í Ã ËÑ ¹ µ ¸ à à Á º · ªØ ´ ·Õ่ ó ( µ่ Í )

คุณพิมพิดา องค์วาสิฏฐ์

คุณศุภานัน ธนานิษฐ์

คุณภีรวัชร์ องค์วาสิฏฐ์

คุณสายใจ ตันตระบัณฑิตย์

คุณภูดิท ตะล่อมสิน

คุณสุกานดา ลีลามะลิ

คุณรัชนี ลินทรัตนศิริกุล

คุณสุชีรา สิมมา

คุณลัดดา กองชัยมงคล

คุณสุภาภัค คล้ายเนตร

คุณวลัยรัตน์ นพรัตน์

คุณอภัยลักษณ์ ตัณตระบัณฑิตย์

คุณวิภา เลิศฤทธิ์ภูวดล

คุณอภิลัคน์ เจียมจันทร์

คุณวิวัฒน์ - คุณสุดารัตน์ ตะล่อมสิน และครอบครัว

คุณอรณี วิภาตะวัต

คุณวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน และครอบครัว

คุณอรุณรุ่ง ยัญญลักษณ์

คุณวีรวัฒน์ - คุณขนิษฐา องค์วาสิฏฐ์ และครอบครัว

คุณอันนา ตะล่อมสิน

คุณศิริเพ็ญ สุทธาโรจน์

บริษัท ไมโครเทคโปรดักส์ จำกัด

คุณศิริภรณ์ เลิศอุไรวงศ์

บริษัท ไมโครเทคทูลแอนด์ดาย จำกัด

คุณศิริวรรณ - คุณพยนต์ รักการงาน และครอบครัว

ร้านโอชายะ สาขาซีคอนบางแค

คุณศุภางค์พรรณ พิสิษฐเกษม

และผู้ร่วมบริจาค

247

ขอเชิญทุกท่านที่เกี่ยวข้องในการสร้างสรรค์บุญใหญ่นี้ ทำจิตให้ผ่องใสในมหาบุญที่ได้ทำแล้วนี้ จนเป็นจาคานุสติ ปรากฏภูมิจิตดี ภูมิปัญญาดี ภูมิธรรมดี ภูมิสังคมดี ภูมิสมบัติดียิ่ง ๆ ขึ้นไป