Data Loading...
Memorial of General Pramon Phalasin Flipbook PDF
Memorial of General Pramon Phalasin - 2020
133 Views
75 Downloads
FLIP PDF 20.56MB
“...ภูมิใจในชีวิตตัวเองที่ผ่านจากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง อาจจะเป็นโชคที่ช่วยให้เราได้ผ่าน ได้เห็นเรื่องราวอันหลากหลาย ในอันที่จะสร้างสมประสบการณ์ สร้างสมความแข็งแกร่งให้ชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องความคิด ไม่ว่าจะเรื่องของการปฏิบัต.ิ ..”
2
3
4
5
6
7
8
สำ�นึกในพระมหากรุณาธิคณ ุ เมื่อความทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม., ท.จ.,ภ.ป.ร. ๓ อายุ ๘๔ ปี กราบถวายบั ง คมลาถึ ง แก่ อ นิ จ กรรมเนื่ อ งจากก้ อ นเนื้ อ ในตั บ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๐.๔๕ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน น�ำ้ หลวงอาบศพ พร้อมด้วยเครื่องเกียรติยศประกอบศพ โกศแปดเหลี่ยม ฉัตรเบญจาตั้งประดับ ปี ่ กลองชนะ ประโคมเวลาพระราชทานน�้ำหลวงอาบศพ มีพระพิธีธ รรมสวดพระอภิธ รรม เวลากลางคืน ก�ำหนด ๓ คืน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพวงมาลา วางหน้าโกศศพ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ในวาระการพระราชทานเพลิงศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน เพลิงศพ ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ในวันพุธที่ ๒๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นอเนกประการดังกล่าว หาก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สามารถหยัง่ ทราบได้ด้วยญาณวิถีใด ย่อมมีความปลาบปลื้มปีติ และส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบรรดาญาติ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมกราบถวายบังคม แทบเบื้องพระยุคลบาท ด้วยความส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขอเทิดทูนไว้ เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมเป็นมงคลสูงสุดแก่วงศ์สกุลไปตลอดกาล และขอถวายความจงรักภักดี ตราบชัว่ ชีวติ
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
9
10
สำ�นึกในพระมหากรุณาธิคณ ุ
เมื่อความทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม., ท.จ.,ภ.ป.ร. ๓ อายุ ๘๔ ปี กราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมเนื่องจากก้อนเนื้อในตับ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๐.๔๕ น. สมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ติ ิ์ พระบรมราชินนี าถ พระบรมราชชนนีพนั ปีหลวง ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพวงมาลาวางหน้าโกศศพ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นอเนกประการดังกล่าว หาก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สามารถหยั่งทราบได้ด้วยญาณวิถีใด ย่อมมีความปลาบปลื้มปีติ และส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบรรดาญาติ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมกราบถวายบังคม แทบเบื้องพระยุคลบาท ด้วยความส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขอเทิดทูนไว้ เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมเป็นมงคลสูงสุดแก่วงศ์สกุลไปตลอดกาล และขอถวายความจงรักภักดี ตราบชั่วชีวิต
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
11
12
สำ�นึกในพระมหากรุณาธิคณ ุ
เมื่อความทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม., ท.จ.,ภ.ป.ร. ๓ อายุ ๘๔ ปี กราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมเนื่องจากก้อนเนื้อในตับ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๐.๔๕ น. สมเด็ จ พระนางเจ้ า ฯ พระบรมราชิ นี ทรงพระกรุ ณ าโปรดเกล้ า โปรดกระหม่ อ ม พระราชทานพวงมาลาวางหน้าโกศศพ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นอเนกประการดังกล่าว หาก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สามารถหยั่งทราบได้ด้วยญาณวิถีใด ย่อมมีความปลาบปลื้มปีติ และส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบรรดาญาติ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมกราบถวายบังคม แทบเบื้องพระยุคลบาท ด้วยความส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขอเทิดทูนไว้ เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมเป็นมงคลสูงสุดแก่วงศ์สกุลไปตลอดกาล และขอถวายความจงรักภักดี ตราบชั่วชีวิต
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
13
14
สำ�นึกในพระมหากรุณาธิคณ ุ
เมื่อความทรงทราบฝ่าละอองพระบาทว่า พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม., ท.จ.,ภ.ป.ร. ๓ อายุ ๘๔ ปี กราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมเนื่องจากก้อนเนื้อในตับ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๐.๔๕ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพวงมาลาวางหน้าโกศศพ ณ ศาลาทักษิณา ประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นอเนกประการดังกล่าว หาก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สามารถหยั่งทราบได้ด้วยญาณวิถีใด ย่อมมีความปลาบปลื้มปีติ และส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ข้าพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งบรรดาญาติ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมกราบถวายบังคม แทบเบื้องพระยุคลบาท ด้วยความส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขอเทิดทูนไว้ เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมเป็นมงคลสูงสุดแก่วงศ์สกุลไปตลอดกาล และขอถวายความจงรักภักดี ตราบชั่วชีวิต
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
15
16
สำ�นึกในพระกรุณาธิคุณ
เมือ่ ความทราบฝ่าพระบาทว่า พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม.,ท.จ.,ภ.ป.ร. ๓ อายุ ๘๔ ปี กราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมเนื่องจากก้อนเนื้อในตับ ณ โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร เมือ่ วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๐.๔๕ น. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระ ศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงพระกรุณาพระราชทานพวงมาลาวางหน้าโกศศพ ณ ศาลา ทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างสูงสุด หาก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สามารถหยั่งทราบ ได้ด้วยญาณวิถีใด ย่อมมีความปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบรรดาญาติ ขอกราบแทบเบื้องพระยุคลบาท ด้วยความส�ำนึก ในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ขอเทิดทูนไว้เป็นมงคลสูงสุดแก่วงศ์สกุลไปตลอดกาล และขอถวาย ความจงรักภักดีตราบชั่วชีวิต
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
17
18
สำ�นึกในพระกรุณาธิคุณ
เมือ่ ความทราบฝ่าพระบาทว่า พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม.,ท.จ.,ภ.ป.ร. ๓ อายุ ๘๔ ปี กราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมเนื่องจากก้อนเนื้อในตับ ณ โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร เมือ่ วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๐.๔๕ น. พระเจ้ า วรวงศ์ เ ธอ พระองค์ เจ้ า โสมสวลี กรมหมื่ น สุ ท ธนารี น าถ ทรงพระกรุ ณ า ประทานพวงมาลาวางหน้าโกศศพ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างสูงสุด หาก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สามารถหยั่งทราบ ได้ด้วยญาณวิถีใด ย่อมมีความปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบรรดาญาติ ขอกราบแทบเบื้องพระบาท ด้วยความส�ำนึก ในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
19
20
สำ�นึกในพระกรุณาธิคุณ
เมือ่ ความทราบฝ่าพระบาทว่า พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม.,ท.จ.,ภ.ป.ร. ๓ อายุ ๘๔ ปี กราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมเนื่องจากก้อนเนื้อในตับ ณ โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร เมือ่ วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๐.๔๕ น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิตยิ าภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณสี ริ พิ ชั ร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระกรุณาพระราชทานพวงมาลาวางหน้าโกศศพ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างสูงสุด หาก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สามารถหยั่งทราบ ได้ด้วยญาณวิถีใด ย่อมมีความปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบรรดาญาติ ขอกราบแทบเบื้องพระบาท ด้วยความส�ำนึก ในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
21
22
สำ�นึกในพระกรุณาธิคุณ
เมื่อความทราบฝ่าพระบาทว่า พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม.,ท.จ.,ภ.ป.ร. ๓ อายุ ๘๔ ปี กราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมเนื่องจากก้อนเนื้อในตับ ณ โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร เมือ่ วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๐.๔๕ น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาพระราชทาน พวงมาลาวางหน้าโกศศพ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวง อนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างสูงสุด หาก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สามารถหยั่งทราบ ได้ด้วยญาณวิถีใด ย่อมมีความปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบรรดาญาติ ขอกราบแทบเบื้องพระบาท ด้วยความส�ำนึก ในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
23
24
สำ�นึกในพระกรุณาธิคุณ
เมื่อความทราบฝ่าพระบาทว่า พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม.,ท.จ.,ภ.ป.ร. ๓ อายุ ๘๔ ปี กราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมเนื่องจากก้อนเนื้อในตับ ณ โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร เมือ่ วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๐.๔๕ น. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงพระกรุณาพระราชทานพวงมาลาวางหน้าโกศศพ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างสูงสุด หาก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สามารถหยั่งทราบ ได้ด้วยญาณวิถีใด ย่อมมีความปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบรรดาญาติ ขอกราบแทบเบื้องพระบาท ด้วยความส�ำนึก ในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
25
26
พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เกิดเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นบุตรคนที่ ๖ ของนายกมล ผลาสินธุ์ และนางวรรณะ ผลาสินธุ์ สมรสกับพลตรีหญิง คุณหญิงพวงเพ็ญ ผลาสินธุ์ มีบุตรธิดารวม ๓ คน ได้แก่ ๑. พลเอก ปริพัฒน์ ผลาสินธุ์ สมรสกับ แพทย์หญิงเจียมรัตน์ ผลาสินธุ์ มีบุตรธิดา ๒ คน คือ นางสาวปวรรัตน์ ผลาสินธุ์ และนายปวริศร์ ผลาสินธุ์ ๒. พลตรี ปิยพล ผลาสินธุ์
สมรสกับ มีบุตรธิดา ๒ คน คือ
นางวรวรรณ ผลาสินธุ์ นางสาวพริมา ผลาสินธุ์ และนายพีรวิชญ์ ผลาสินธุ์
๓. นางมนทกานต์ อารีกุล
สมรสกับ มีบุตร ๒ คน คือ
ศ.ดร.วุฒิพงศ์ อารีกุล นายเมธากานต์ อารีกุล และเด็กชายเมธีธร อารีกุล
การศึกษา โรงเรียนสามัญ โรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา พ.ศ. ๒๕๐๒ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (หลักสูตร ๕ ปี) พ.ศ. ๒๕๐๓ หลักสูตรจู่โจมและส่งทางอากาศ (นายทหาร) รุ่นที่ ๑ การอบรมการรบพิเศษ (นายทหาร) ศึกษาประโยคครูมัธยม (ปม.) หลักสูตรผู้บังคับหมวดเหล่าราบ รุ่นที่ ๔
พ.ศ. ๒๕๐๗ หลักสูตรทหารราบยานเกราะ รุ่นที่ ๑ หลักสูตรผู้บังคับกองร้อยเหล่าราบ รุ่นที่ ๒๖ พ.ศ. ๒๕๐๘ หลักสูตรผู้บังคับกองพันเหล่าราบ รุ่นที่ ๑๔ พ.ศ. ๒๕๐๙ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจ�ำ ชุดที่ ๔๕ พ.ศ. ๒๕๒๑ วิทยาลัยการทัพบก หลักสูตรหลักประจ�ำ ชุดที่ ๒๓ พ.ศ. ๒๕๓๑ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ ๓๑
ประวัติการรับราชการและต�ำแหน่งทีส ่ �ำคัญโดยสังเขป พ.ศ. ๒๕๐๒ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๐๗ พ.ศ. ๒๕๐๙ พ.ศ. ๒๕๑๑
ผบ. มว. ปล. ผส.๑๓ ร.พัน ๑ (ยศ ร้อยตรี เหล่าราบ) ราชการสงคราม ณ ประเทศเกาหลี (ยศ ร้อยโท) ผบ. มว. ปล. ร.๒๑ รอ. ร้อยอิสระ (เกาหลี) ผลัดที่ ๑๔ ผบ. ร้อยอาวุธเบา ผส.๑๓ ร.พัน ๑ (ยศ ร้อยเอก) ครูแผนกวิชาการรบพิเศษ และส่งทางอากาศ รร.ร.ศร. ประจ�ำ บก.รร.สธ.ทบ. เพื่อเข้ารับการศึกษา นทน.รร.สธ.ทบ.ชุดที่ ๔๕ นายทหารฝ่ายเสนาธิการ รร.จปร. (ยศ พันตรี)
27
พ.ศ. ๒๕๑๒ พ.ศ. ๒๕๑๔ พ.ศ. ๒๕๑๖ พ.ศ. ๒๕๑๙ พ.ศ. ๒๕๒๔ พ.ศ. ๒๕๒๖ พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๒๘ พ.ศ. ๒๕๓๐ พ.ศ. ๒๕๓๑ พ.ศ. ๒๕๓๒ พ.ศ. ๒๕๓๓ พ.ศ. ๒๕๓๔ พ.ศ. ๒๕๓๕ พ.ศ. ๒๕๓๖
28
นายทหารฝ่ายเสนาธิการ สลก.ทบ. ราชการสงคราม ณ ประเทศเวียดนาม นายทหารยุทธการ กรมสนับสนุน กองพลทหารอาสาสมัคร ผลัดที่ ๒ ส่วนที่ ๑ (เวียดนาม) หน.ยก.ทบ. หน.ยก. กองอ�ำนวยการฝึก สปอ. (PX-๔๒) ปฏิบัติราชการพิเศษนอกประเทศ (พนมเปญ) (ยศ พันโท) ฝสธ. ประจ�ำ ยก.ทบ. (ยศ พันเอก) หก.ยก.ทบ. และ น. ฝยก. กอ.รมน. ปฏิบัติราชการพิเศษชายแดนไทย / กัมพูชา (หน.บก.ควบคุม ๕๐๖) ผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธการทหารบก รองเจ้ากรมยุทธการทหารบก เจ้ากรมยุทธการทหารบก (ยศ พลตรี) รับราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่ราชองครักษ์เวร กรรมการบริหารวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก นายทหารพิเศษ ประจ�ำกรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์ รร.จปร. ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ (ยศ พลโท) รับราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่ราชองครักษ์พิเศษ รับราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่ราชองครักษ์เวรสืบต่อไป นายทหารพิเศษ ประจ�ำ ร.๑๑ รอ. สมาชิกวุฒิสภา รองเสนาธิการทหารบก ตุลาการศาลทหารกลาง และตุลาการทหารสูงสุด สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรรมการการเคหะแห่งชาติ กรรมการบริหาร บริษัท ขนส่ง จ�ำกัด และ เป็นประธานอนุกรรมการ พิจารณาด�ำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินฯ กรรมการมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ นายทหารพิเศษ ประจ�ำ ร.๒๑ รอ. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก เสนาธิการทหารบก (ยศ พลเอก) กรรมการธนาคารทหารไทย จ�ำกัด สมาชิกวุฒิสภา กรรมการอ�ำนวยการแก้ไขปัญหาความมัน่ คงแห่งชาติเกีย่ วกับชาวเขาและการปลูกพืชเสพติด (อขส.) ผู้ช่วย ผบ.ทบ. นายทหารพิเศษ ประจ�ำ ร.๓๑ รอ. ตุลาการทหารสูงสุด กรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว ฝ่ายไทย
พ.ศ. ๒๕๓๗ พ.ศ. ๒๕๓๘ พ.ศ. ๒๕๓๙
กรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงกองทัพบก กรรมการธนาคารทหารไทย จ�ำกัด กรรมการพัฒนากีฬา ทบ. อุปนายก (๑) สโมสรกองทัพบก (ส่วนกลาง) อุปนายกสโมสรกอล์ฟ ทบ. (๒) ประธานกรรมการอ�ำนวยการสวัสดิการข้าราชการกองทัพบก เสนาธิการทหาร (ยศ พลเอก อัตราจอมพล) นายทหารพิเศษ ประจ�ำ ม.๑ รอ. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก ตุลาการทหารสูงสุด กรรมการสภาทหารผ่านศึก ที่ปรึกษาคณะกรรมการธนาคารทหารไทย จ�ำกัด (มหาชน) ผู้บัญชาการทหารบก (ยศ พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก) นายทหารพิเศษ ประจ�ำ กรม นนร. รอ. รร. นร. นายทหารพิเศษ ประจ�ำ กรม นนร. รอ. รร. นอ. ตุลาการทหารสูงสุด รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิรักเมืองไทย รองประธานคณะกรรมการ และประธานกรรมการบริหารธนาคารทหารไทย จ�ำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก นายกสโมสรกอล์ฟกองทัพบก ผู้อ�ำนวยการป้องกันการกระท�ำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไป นายทหารพิเศษประจ�ำ ป.๑ รอ. และ ช.พัน ๑ รอ. สมาชิกวุฒิสภา ตุลาการทหารสูงสุด
เครือ ่ งราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๐๖ พ.ศ. ๒๕๐๗ พ.ศ. ๒๕๐๙ พ.ศ. ๒๕๑๒ พ.ศ. ๒๕๑๓ พ.ศ. ๒๕๑๔ พ.ศ. ๒๕๑๗ พ.ศ. ๒๕๑๘ พ.ศ. ๒๕๒๐
เหรียญชัยสมรภูมิ (เกาหลี) เบญจมาภรณ์ช้างเผือก (บ.ช.) จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.) จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.) เหรียญพิทักษ์เสรีชน (ชั้น ๒) เหรียญชัยสมรภูมิ (เวียดนาม) ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.) เหรียญราชการชายแดน ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)
พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๓ พ.ศ. ๒๕๒๕ พ.ศ. ๒๕๒๘ พ.ศ. ๒๕๓๐ พ.ศ. ๒๕๓๒ พ.ศ. ๒๕๓๕ พ.ศ. ๒๕๓๕ พ.ศ. ๒๕๓๙
เหรียญจักรมาลา ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้น ๑ ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ต.จ.ว.) เหรียญรัตนาภรณ์
29
ตระกูลรุจิเทศ
ตระกูลสายบัว
ต้นตระกูลทางคุณปู่ทวด
ต้นตระกูลทางคุณย่าทวด
พระยาอรรถราชทูต (สายบัว)
หลวงนังคัล (นายกองเลข) รุจิเทศ
นายเมฆ (มหาดเล็ก) สายบัว
นายเทศ รุจิเทศ
พระฤชาประมวญ (สวาสดิ์ สายบัว)
นางฤชาประมวญ เข็ม สายบัว (รุจิเทศ)
นายโกมล ผลาสินธุ์
แม่ชีนิรมล ผลาสินธุ์
คุณทวดสินธุ์ (นายกองบ้านมอญ)
นายกมล ผลาสินธุ์ (ศึกษาธิการจังหวัด)
นางวรรณะ รังษี ผลาสินธุ์ (สายบัว)
น.ส.วรรณวิมล ผลาสินธุ์
ตระกูลผลาสินธุ์
จ่าโท สุมน ผลาสินธุ์
แม่ชีนฤมล ผลาสินธุ์
พล.ต.หญิง คุณหญิงพวงเพ็ญ (มณีวัณณ์/โตงสาลี)
นางสมจิตร (ช้างใหญ่)
นายมณฑป (ดอย) ผลาสินธุ์
นางอติญา (ดิว) ผลาสินธุ์
น.ส.มณฑนี (เดือน) ผลาสินธุ์
นางรัตนา (นา)
สาแหรกตระกูลผลาสินธุ์ 30
พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
พล.อ.ปริพัฒน์ (เบิร์ด) ผลาสินธุ์ พล.ต.ปิยพล (เบียร์) ผลาสินธุ์
นางมนทกานต์ (บี) อารีกุล
พ.ญ.เจียมรัตน์ (ถึงกลิ่น)
นางวรวรรณ (แม้นมาลัย)
ศ.ดร.วุฒิพงศ์ อารีกุล
น.ส.ปวรรัตน์ (แพร) ผลาสินธุ์
น.ส.พริมา (พริม) ผลาสินธุ์
นายเมธากานต์ (วาฬ) อารีกุล
นายปวริศร์์ (พัด) ผลาสินธุ์
นายพีรวิชญ์ (บีม) ผลาสินธุ์
ด.ช.เมธีธร (เวล) อารีกุล
ตระกูลสายบัว
ตระกูลรุจิเทศ
พระยาอรรถราชทูต (สายบัว)
หลวงนังคัล (นายกองเลข)
นายเมฆ สายบัว (มหาดเล็ก)
นายเทศ รุจิเทศ
นายน้อย สายบัว (มหาดเล็ก)
นางนิล (รุจิเทศ)
พระครูวินัยธร (ชื่น สายบัว)
ตระกูลทางคุณทวดเข็ม
หลวงอุดม โกษา
พระวิจิตรวินิจฉัย (กรับ สายบัว) พระฤชาประมวญ (สวาสดิ์ สายบัว)
นางสุดใจ
นางเข็ม
พระคำนวนฤชากร (นาก สายบัว)
นายวงศ์-บัวสวรรค์ สายบัว
นายหวั่น-สวาสดิ์แด สายบัว
นางแข-ไชยยะ สุทธิวาทนฤพุฒิ
นางวรรณะ-รังษี ผลาสินธุ์
นางทวี-สุดสงวน เนตรรังษี
นางประมวญ-ฤชา เนตรรังษี
นางวาศนา-ปฏิพัทธ์ สายบัว
นายวัฒนา-ปราสิทธิ์ สายบัว
นางสำราญ (แจ้งพุ่ม)
นางผาด
หลวงสุทธิวาทนฤพุฒิ (สอ้าน รมยานนท์)
นายกมล ผลาสินธุ์
นายเพิ่ม เนตรรังษี
นายพุ่ม เนตรรังษี
หลวงประมวญฤชากร (เลื่อน สายบัว)
นางปรุงเปรม (เหมสิติ)
นางคมขำ
นางศรีสุมน วงศ์ขจรสุข
นางกมลวรรณ มุ่งทางธรรม
นายภิญโญ วงศ์ขจรสุข
นายนันที มุ่งทางธรรม
นายโฆสิต (สิต) วงศ์ขจรสุข
นางมัณยา (นำ้หวาน)
นางรัตนาวลัย (จิตรา)
พ.ท.กริชกำพล ปิยะรัตน์
นายกิติศักดิ์ (คนัง) วงศ์ขจรสุข พ.อ.ปวเรศ (เงาะ) วงศ์ขจรสุข นายสุขเศรษฐ์ (กอล์ฟ) มุ่งทางธรรม พ.ท.เชษฐขนิษฐ์ (ก้อง) มุ่งทางธรรม
นางพรพิลาศ (เจี๊ยบ)
นางนภัสสร (แป้ง)
นางสุนทรี (มนตรี)
ด.ญ.ปภัสวรรณ (ปุ๊บปั๊บ) วงศ์ขจรสุข
ด.ช.ปภิญพล (เป็บเปอร์) วงศ์ขจรสุข
31
อารัมภบท
อัตชีวประวัตขิ อง พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ นี้ ลูกหลานได้เรียบเรียง จากหนังสือเทิดเกียรติผู้บัญชาการทหารบกในโอกาสอ�ำลาชีวิตราชการทหาร ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จัดท�ำโดยกองทัพบก และเรียบเรียงจากค�ำบอกเล่าของ ญาติสนิทมิตรสหายของท่าน รวมทั้งจากความทรงจ�ำที่ท่านได้เล่าให้ลูกหลาน ฟังเรื่อยมา เรื่องราวต่างๆ ในแต่ละช่วงชีวิตของท่าน ทั้งในด้านรับราชการและ ชีวิตครอบครัว ประสบการณ์อันยาวนาน วิสัยทัศน์ และคติ ข้อคิด ค�ำสอน การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อสัตย์สุจริต ความมีเมตตา ความเอื้ออาทร ที่ท่าน มีต่อลูกหลาน ผู้ร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้ใกล้ชิดทุกคนล้วนสะท้อน อยู่ในบันทึกนี้ ดังที่ท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า “...ภูมิใจในชีวิตตัวเองที่ผ่านจากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง อาจจะเป็น โชคที่ช่วยให้เราได้ผ่าน ได้เห็นเรื่องราวอันหลากหลาย ในอันที่จะสร้างสม ประสบการณ์ สร้ า งสมความแข็ ง แกร่ ง ให้ ชี วิ ต ไม่ ว ่ า จะเรื่ อ งความคิ ด ไม่ว่าจะเรื่องของการปฏิบัติ...” และประโยคที่ว่า “...ความสุขใดๆ ไม่เสมอเหมือนความสงบสุข...” เป็นคติในการด�ำเนินชีวิต ที่ท่านได้สอนลูกหลานเสมอมา เกี ย รติ ป ระวั ติ แ ละคุ ณ งามความดี ข องท่ า น นั บ เป็ น แบบอย่ า งแก่ คนรุ่นหลัง จึงขอน�ำเรื่องราวตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงเกษียณอายุราชการของท่าน มาเรี ย บเรี ย งใหม่ ให้ ก ระชั บ ขึ้ น ขอขอบคุ ณ ทุ ก แหล่ ง ที่ ม าของข้ อ มู ล และ ผู้เกี่ยวข้องในการท�ำหนังสือเทิดเกียรติฯ ทุกท่าน หากมีข้อผิดพลาดประการใด ในการเรียบเรียง ครอบครัวพลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ขอกราบขออภัยมา ณ ที่นี้
32
ครอบครัวพลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
อัตชีวประวัติ
33
เริม ่ ต้นวัยเยาว์ คุณพ่อ (พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์) เกิดที่บ้านคลองบางหลวง ใกล้กับวัดหงส์รัตนาราม ฝั่งธนบุรี ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นลูกคนที่ ๖ ของนายกมล และนางวรรณะ ผลาสินธุ์ (สายบัว) ทั้งคุณปู่กมล และคุณย่าวรรณะต่างรับราชการเป็นครูทั้งคู่ คุณปู่กมลเป็นศึกษาธิการจังหวัด ส่วนคุณย่าวรรณะเป็นครู โรงเรียนการช่างสตรีธนบุรี จนเกษียณอายุในต�ำแหน่งผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ คุณปู่กมลสืบเชื้อสายมาจากชาวมอญ ในชุมชน “บ้านมอญ” ใกล้วัดประดิษฐาราม (วัดมอญ) ในปัจจุบัน คุณพ่อของท่านชื่อ “สินธุ์” มีต�ำแหน่งนายกองบ้านมอญ คนทั่วไปเรียกท่านว่า “นายกองสินธุ์” คุณปู่กมลมีพี่น้อง ๓ คน พี่ชายคนโต ชื่อ ผล บวชเป็นพระ (พระครูใบฎีกาผล ญาณวุฑโฒ) ขณะนั้นจ�ำพรรษาอยู่ท่ีวัดประดิษฐาราม ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัตขิ นานนามสกุล พ.ศ. ๒๔๕๖” ขึน้ เพือ่ ช่วยให้ คนไทยก�ำหนดตัวบุคคลได้แน่นอนกว่าการเรียกชือ่ เพียงอย่างเดียว พระครูใบฎีกาผล เป็นผู้ท่ีมีความรู้ทางภาษาบาลี ดีทส่ี ดุ ในขณะนัน้ จึงได้ตงั้ นามสกุล “ผลาสินธุ”์ ให้กบั โยมพ่อและวงศ์ตระกูล โดยน�ำค�ำว่า “ผล” มาจากชือ่ ของตัวท่าน รวมกับค�ำว่า “สินธุ์” จากชื่อคุณพ่อของท่าน สกุลผลาสินธุ์ จึงได้ถือก�ำเนิดขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา คุณย่าวรรณะ ผลาสินธุ์ สืบเชื้อสายมาจากตระกูลสายบัว ซึ่งรับราชการสนองพระเดชพระคุณ มาตั้งแต่ รุ่นพระยาอรรถราชทูต (สายบัว) คุณทวดของทวด คุณย่าเป็นลูกคนที่ ๔ ของพระฤชาประมวญ (สวาสดิ์ สายบัว) และนางเข็ม สายบัว พระฤชาประมวญรับราชการที่กองบัญชีกองหมายและกรมรักษาทรัพย์ กระทรวงยุติธรรม จนได้รับพระราชทานยศสูงสุดเป็นรองอ�ำมาตย์เอก ท่านมีบุตรธิดารวม ๘ คน ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านภาษา ของท่าน ชือ่ ลูกๆ ทัง้ ๘ คน ต่างมีชอื่ ต้นและชือ่ กลาง ที่คล้องจองกัน คือ วงศ์-บัวสวรรค์ หวั่น-สวาสดิ์แด แข-ไชยยะ วรรณะ-รังษี ทวี-สุดสงวน ประมวญ-ฤชา วาศนา-ปฏิพัทธิ์ และวัฒนา-ปราสิทธิ์ เมือ่ คุณปูก่ มลและคุณย่าวรรณะแต่งงาน ได้แยกมาปลูกบ้านอีกหลังหนึง่ บนทีด่ นิ ในอาณาเขตบ้านหลังใหญ่ ริมคลองบางหลวงของคุณพระฤชาฯ คุณพ่อของท่าน พีๆ ่ น้องๆ ของคุณย่าวรรณะทีแ่ ต่งงานแล้วอีก ๒-๓ ครอบครัว ก็แยกบ้านมาปลูกในบริเวณนี้เช่นกัน ท�ำให้ลูกๆ ของแต่ละบ้านได้เติบโตมาด้วยกัน มีความใกล้ชิดสนิทสนมรักใคร่ กันมาก เวลาเล่นก็มารวมเล่นด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นครอบครัวขยายที่ปัจจุบันนี้คงหายากแล้ว คุณพ่อประมณฑ์ ก็จะคุน้ เคยกับพีน่ อ้ งผูช้ ายด้วยกัน ได้แก่ คุณลุงโอวาท (ดร.โอวาท สุทธิวาทนฤพุฒ)ิ คุณลุงพิง (พล.ต.ท.พิงพันธ์ เนตรรังษี) คุณลุงยง (นายยรรยง เนตรรังษี) แต่ทสี่ นิทสนมกันมากก็คอื คุณอาเล็ก (นายรพี เนตรรังษี) เนือ่ งจากอายุใกล้เคียงกัน
34
ด้วยเหตุที่คุณปู่กมลและคุณย่าวรรณะต่างมีอาชีพครู ท�ำให้ลูกๆ หลายคนเดินตามรอยของท่าน ยกเว้น คุณพ่อ ดังที่ท่านเคยเล่าว่า “ครอบครัวของเราไม่มีใครเป็นทหาร ปัจจุบันมีเราคนเดียวเท่านั้นที่เป็นทหาร มีพี่ชายคนหนึ่งเคยเป็น ทหารเรือแต่ก็เสียชีวิตไปนานแล้ว พี่น้องส่วนใหญ่จะเป็นครู เริ่มจากคุณพ่อเป็นครูและภายหลังเป็นศึกษาธิการ ส่วนคุณแม่ก็รับราชการเป็นครู สุดท้ายได้เป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่” “ตอนเล็กๆ คิดอย่างเดียวเป็นอะไรก็ได้ยกเว้นเป็นครู เพราะว่าเป็นครูทั้งครอบครัวแต่กลับมารักทหาร ชอบทหาร อยากเป็นทหาร ตอนเล็กๆ นัน้ อยากเป็นทัง้ ทหารเรือและทหารบก เพราะบ้านอยูใ่ กล้ทางด้านทหารเรือ”
35
คุณพ่อเป็นคนที่ใฝ่การศึกษามาแต่เด็ก และเป็นนิสัยที่ติดตัวมาโดยตลอด เป็นผลมาจากการปลูกฝังของ คุณปู่ คุณย่า แม้จะมีอุปสรรคในการเรียนบ้างเพราะสงคราม คุณปู่ก็ยังกวดขันลูกๆ เสมอ “ตอนเล็กๆ ค่อนข้างจะเรียนหนังสือล�ำบากเพราะว่าต้องเดินทางไกล และยังเด็กเล็กมาก เนื่องจากตอน ช่วงสงครามก็อพยพไปอยูก่ บั คุณพ่อ ซึง่ รับราชการอยูท่ สี่ ำ� นักงานศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี เช้าๆ เวลาเขาปาดตาล ก็ขอน�้ำตาลเขากิน” “ช่วงนั้นเรียนหนังสือค่อนข้างดีเพราะคุณพ่อเป็นศึกษาธิการ เป็นครูเก่า เมื่อปีน�้ำท่วมมากจ�ำได้ว่าต้อง พายเรือไปเรียน แต่พอกลับมาบ้านตอนค�่ำ คุณพ่อจะเรียกลูกทุกคนมานั่งเรียนตั้งแต่คนโตไปยันคนเล็ก จะให้ ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษคนละ ๕ ตัวทุกวัน เราก็ซุกซนตอนนั้นเป็นเด็ก เป็นลูกคนเล็กก็จะโดนดุมาก บางวันท่องมา แล้วนึกไม่ออกก็มี” คุณพ่อยังเล่าถึงวัยเยาว์ต่อว่า “ตอนเด็กๆ ความประพฤติคงจัดอยู่ระดับปานกลาง แต่ค่อนข้างโลดโผน ชอบว่ายน�้ำเกาะเรือพ่วง เกาะเรือโยงไปกับเพื่อน” แต่มาช่วงหลังเมื่อคุณพ่อเสียแล้ว บางทีก็คบเพื่อนไปเกเรกันบ้าง แถวๆ บ้าน เมือ่ สมัยก่อนเคยรุง่ เรืองมาก จะเป็นทีอ่ ยูข่ องพวกข้าราชบริพารสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ คือแถววัดดอกไม้ ซึง่ รวมถึงข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ดว้ ย ต่อมาคล้ายๆ มันเสือ่ มลง เด็กแถวนัน้ ส่วนใหญ่ ก็จะเรียนหนังสือไม่ค่อยเก่ง คุณพ่อยังเล่าถึงคุณย่าวรรณะว่า “คุณแม่เป็นลูกคุณพระ คุณพ่อเป็นครู คุณแม่จบการศึกษาจากโรงเรียน ราชินี เป็นคนทันสมัย ชอบแต่งหนังสือ แต่งสักวา เล่นแบดมินตัน ดูดบุหรี่ ขี่ม้า แบบผู้หญิงสมัยก่อน” พอได้ฟัง คุณพ่อเล่าแล้ว ท�ำให้นึกถึงนางเอกในบทประพันธ์เรื่อง “ปริศนา” ของท่าน ว.ณ.ประมวญมารค ซึ่งเป็นสาวทันสมัย มีความเท่ เก๋ ตามแบบหญิงสาวในสมัยนั้น เหมือนกับคุณย่าวรรณะเลยทีเดียว แม้คุณพ่อจะมีอุปนิสัยซุกซนโลดโผนอยู่บ้าง แต่ท่านก็ยังมีจิตใจใฝ่เรียน ดังที่ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า “แต่ว่าใจจะห่วงเรื่องเรียนอยู่ตลอดเวลา มันเหมือนอยู่ที่จิตใต้ส�ำนึก อาจจัดว่าเป็นคนที่มุมานะคนหนึ่ง ปกติก็ไม่ขยัน แต่วา่ ถ้าจะดูหนังสือแล้วก็จะดูทงั้ คืน ดูตลอดคืน บางครัง้ ถ้าจะต้องเอาจริงก็จะถึงขนาดเข้าไปในโบสถ์
36
ปีนก�ำแพงเข้าไป แล้วหาทีเ่ งียบๆ ดูหนังสือ หรือบางทีก็เลือกเอาที่เงียบๆ ข้างโบสถ์ มีต้นไม้มีศาลาก็จะไปดูหนังสือ แถวนั้น” คุณปู่กมล ผลาสินธุ์ เสาหลักของครอบครัว ได้ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะนั้นคุณพ่อประมณฑ์ มีอายุเพียง ๑๑ ปี คุณย่าวรรณะเป็นคุณแม่ที่เข้มแข็งมาก เลี้ยงลูกๆ ทั้ง ๘ คนมาได้อย่างน่าชื่นชม ท่านไม่เพียงแต่ เป็นครูที่โอบอ้อมอารี มีเมตตาธรรม ยังเป็นครูที่ดีของลูกๆ ทุกคนอีกด้วย ธรรมะประจ�ำใจของท่านคือ “ความสงบ เท่านั้น จึงจะอยู่เป็นสุข” เป็นธรรมะที่ท่านสอนลูกๆ ทุกคนให้ยึดถือ และสอนให้พี่น้องรักใคร่สามัคคีปรองดองกัน ซึ่งธรรมะข้อนี้ คุณพ่อประมณฑ์ได้น�ำมาสอนให้เป็นแนวทางแก่ลูกๆ ของท่านเช่นกัน คุณพ่อได้เล่าให้ฟังว่า “คุณแม่เลีย้ งแทนคุณพ่อมาโดยตลอด ก็ไม่มที รัพย์สมบัตอิ ะไร คุณแม่เลีย้ งดูมาคนเดียวท่านท�ำงานเป็นครูดว้ ย เสร็จงานก็ต้องกลับมาดูแลทุกสิ่งอย่างในครอบครัว” คุณพ่อเล่าว่า หลังจากคุณปู่กมลถึงแก่อนิจกรรมนั้นครอบครัวก็ค่อนข้างล�ำบาก คุณย่าวรรณะมุ่งมั่นท�ำงาน หาเลี้ยงลูกๆ เพียงคนเดียว และเพราะคุณย่าเป็นครูการช่าง มีฝีมือเรื่องเย็บปักถักร้อย ทั้งงานผ้า และงานดอกไม้ จึงหารายได้เสริม เช่น รับงานเย็บผ้ามาท�ำ มีทั้งตัดเสื้อ ตัดกางเกง และเย็บปักถักร้อยอื่นๆ มีทั้งงานร้อยดอกไม้ ท�ำบุหงา รับท�ำดอกไม้งานบวช พวงหรีด พวงมาลัยด้วย “คุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่คนร�่ำรวยหรือมีสมบัติตกทอดอะไร คุณแม่รับงานแม้กระทั่งงานเย็บผ้า รวมทั้งงาน เย็บปักถักร้อยอื่นๆ พลอยให้เราท�ำเป็นไปด้วย ตั้งแต่สมัยเด็กๆ เย็บผ้าเป็น บางทีกางเกงก็ตัดเอง แต่ต้องง่ายๆ อย่างพวกกางเกงขาสั้น อย่างอยากจะหาเงินไปเที่ยว ก็มีการหารายได้พิเศษ” เมื่อรับราชการทหาร คุณพ่อประมณฑ์จะเป็นที่ยอมรับกันในเรื่องการใช้ชีวิตที่สมถะเรียบง่าย เป็นตัวอย่าง อันดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน อันเกิดจากการอบรมสั่งสอน และประสบการณ์วัยเยาว์ของท่านนั่นเอง “คุณพ่อกับคุณแม่เราก็เห็นรักกันมาตลอด คุณพ่อเองเป็นศึกษาธิการฯ อาจจะต้องไปรับราชการต่างจังหวัด ต้องห่างครอบครัว แต่ท่านก็ยังรักกันสม�่ำเสมอ คุณแม่เองก็มีส่วนส�ำคัญ ตรงที่ประคับประคองชีวิตครอบครัว อยู่ตลอดเวลา เรามองเห็นแล้วก็เก็บรับมาเป็นแบบอย่าง” แนวทางด�ำเนินชีวิตและคติประจ�ำใจของคุณพ่อประมณฑ์ที่สอนลูกๆ ก็คือ “ประการแรก ความสุขใดๆ ไม่เสมอเหมือนความสงบสุข ลูกต้องหาให้ได้เสียก่อนว่าความสุข ที่แท้จริงนั้นมันอยู่ตรงไหน ความสุขที่แท้จริงคือความสงบ ประการที่สอง ครอบครัวเป็นสิ่งส�ำคัญ ถ้าเราประสบความส�ำเร็จในชีวิตครอบครัว อย่างอื่นก็จะดี ตามมา”
37
ก้าวสู่โรงเรียนนายร้อย จปร.
อาณาจักรรัว ้ แดง-ก�ำแพงเหลือง เมือ่ ถามถึงแรงบันดาลใจของคุณพ่อในการเลือกมาเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อาณาจักร รั้วแดง-ก�ำแพงเหลือง “ก็ไม่มอี ะไรพิเศษมาก ไม่ได้มคี วามประทับใจอะไรเป็นพิเศษ แต่ทราบว่าเมือ่ จบแล้วก็มงี านท�ำ ระหว่างเรียน ก็ไม่ตอ้ งเสียค่าใช้จา่ ยสูงมาก เพราะทางกองทัพจะสนับสนุนให้ทกุ อย่าง นอกจากนัน้ คงประกอบว่าเป็นเด็กๆ ก็ซกุ ซน ชอบเล่นเรื่องการต่อสู้เล่นโลดโผนแบบเด็กผู้ชาย จึงอยากเป็นทหาร” “อีกประการหนึง่ คงเป็นเรือ่ งค่านิยมของเด็กหนุม่ ในยุคนัน้ ซึง่ อยากเป็นทหารกันมาก เพราะว่าพวกพีเ่ ขาเป็น นักเรียนนายร้อยต้องเป็นคนเรียนเก่ง ต้องเป็นคนที่เรียนดีจากที่ต่างๆ เราจะได้ข่าวเสมอว่าคนที่ ๑ จากจังหวัดโน้น จังหวัดนี้จะเข้านายร้อย เข้านายเรือ สมัยนั้นยังไม่มีนายเรืออากาศ ประกอบกับเครื่องแบบก็สง่างาม”
38
“เราเสียพี่ชายคนหนึ่งไปในช่วงกบฏแมนฮัตตัน พี่ชายเป็นทหารเรือ พอมาถึงเราคุณแม่จึงขอไว้ว่าไม่ให้เป็น ทหารเรือขอให้เป็นทหารบก” “สมัยนั้นใครเข้าโรงเรียนนายร้อยนายเรือได้ก็เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว และส�ำหรับกรณีของเรา เชื่อว่าการเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ กลับกลายเป็นจุดหักเหที่ส�ำคัญที่สุดของชีวิต ที่ส�ำคัญคือท�ำให้เราได้ขึ้นมาอยู่ ตรงนีน้ นั่ เอง และทีน่ า่ แปลกใจคือนับจากวันทีส่ อบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ ฐานะของครอบครัวก็เริม่ ดีขนึ้ มาโดยตลอด ไม่ว่าฐานะทางสังคมหรือฐานะทางเศรษฐกิจ ครอบครัวส่วนรวมโดยเฉพาะพี่ๆ น้องๆ ก็ดีขึ้น มันเป็นจุดหักเห ของชีวติ ที่ส�ำคัญที่สุด ถ้าเราไม่ได้ตรงจุดนี้ พอถึงเดี๋ยวนี้ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าเราจะไปท�ำอะไร มันเป็นที่ชื่นใจ ส�ำหรับทุกคนในครอบครัวมาก” คุณพ่อเล่าว่า เมื่อทราบผลว่าคุณพ่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมนายร้อยได้ คุณย่าวรรณะปลื้มใจ และดีใจมาก พี่ๆ น้องๆ ก็ดีใจกันทั้งครอบครัว
เลือกเหล่าราบ เพราะชอบโดดร่ม ชีวิตนักเรียนในอาณาจักรรั้วแดงก�ำแพงเหลืองเป็นไปอย่างราบรื่น จนจบการศึกษารับพระราชทานกระบี่ และปริญญาบัตรเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๒ คุณพ่อตัดสินใจเลือกรับราชการในเหล่าทหารราบด้วยเหตุผลที่ว่า “ตอนนั้นชอบการโดดร่มเป็นชีวิตจิตใจ เห็นการโดดร่มเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย เป็นเรื่องของความกล้าหาญ ซึ่งตอนนั้นโอกาสที่จะเป็นพลร่มจะต้องเป็นเหล่าทหารราบเท่านั้น เราอยากเป็นผู้หมวดทหารราบ ทหารราบจึงเป็น เหล่าเดียวที่คิดอยู่ในใจ แล้วก็เลือกเหล่านี้”
39
สร้างครอบครัว
40
คุณพ่อได้เล่าถึงตอนที่พบกับคุณแม่ (พลตรีหญิง คุณหญิงพวงเพ็ญ ผลาสินธุ์) ให้ฟังว่า “มารู้จักกันตอนอยู่เตรียมนายร้อยปี ๒ ตอนนั้นเริ่มเที่ยวกันเป็นหมู่คณะ เพื่อนก็ชวนไปเที่ยวที่อยุธยา ที่นัดพบคือหน้าโรงเรียน ที่เห็นเขาครั้งแรกก็ค่อนข้างสะดุดตา ไม่ได้เป็นคนสวยอะไร แต่ดูน่ารักดี” ไปถึงอยุธยา ก็ไปบ้านญาติผู้พี่ (ร.ต.ท.พิงพันธ์ เนตรรังษี ยศในขณะนั้น) เขามีบ้านพักต�ำรวจ มีศาลาริมน�้ำ ไปนั่งคุยไปนั่งเล่นไพ่กันไป พี่ให้ต�ำรวจไปซื้อก๋วยเตี๋ยว นั่งกันอยู่บ่ายๆ เราก็ถ่ายรูปกัน แล้วก็ขึ้นรถไฟกลับ”
41
“พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ ตอนนัน้ คุณหญิงไม่ได้อยูก่ บั พ่อแม่ แต่มาอยูก่ บั ญาติทกี่ รุงเทพฯ คุณแม่ทา่ นอยูแ่ ปดริว้ รู้ตัวว่าเกิดความชอบขึ้นแล้ว ก็หาโอกาสจะไปพบเขาอีก รู้สึกประทับใจว่าเขาเป็นคนมีอัธยาศัยดี ไม่วางท่ามาก เป็นคนธรรมดา ไม่มากเรื่องอะไร” ในวันที่ไปเที่ยว คุณพ่อเล่าว่าท่านได้ถ่ายรูปคุณแม่และกลุ่มเพื่อนๆ ไว้ ท่านจึงมีวิธีติดต่อคุณแม่ด้วยการ น�ำรูปไปให้ ดังที่ท่านเล่าว่า “ตอนหลังถึงเอารูปไปให้ ได้เจอกันต่อมาก็ติดต่อกันเรื่องรูป วันหนึ่งเขาชวนไปดูหนัง เราก็ไป ภายหลังต่างคนต่างชวนกันไปดู ก่อนที่จะไปดูก็จะเดินเล่นกันในตลาดสะพานหัน...มีความสุขมาก” “ต่อมาเขาก็สอบเข้าเป็นพยาบาลที่ศิริราชได้ เนื่องจากแม่เขาอยู่ต่างจังหวัด เขาอยู่กรุงเทพฯ กับญาติ ก็ให้ เราเป็นผู้ปกครอง สามารถไปรับไปส่งได้ มีบัตรเป็นผู้ปกครอง ก็ชอบกันมาเช่นนี้จนเรียนส�ำเร็จ” “ส�ำเร็จแล้วเขาก็ท�ำงานอยู่ที่ศิริราช ท�ำอยู่ปีกว่า ส่วนเราเมื่อจบมาก็ไปรับราชการครั้งแรกอยู่ที่อุดรฯ ซึ่งเริ่ม มีปัญหาทางด้านชายแดนแล้ว ถึงจังหวะหนึ่งก็แต่งงาน” ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ปีเดียวกันกับทีค่ ณ ุ พ่อคุณแม่เริม่ ต้นชีวติ คู่ คุณพ่อได้เริม่ ต้นชีวติ รับราชการครัง้ แรกทีจ่ งั หวัด อุดรธานี ในต�ำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ ๑ กรมผสมที่ ๓๑ ขณะนั้นจังหวัดอุดรธานียังไม่เจริญ เหมือนปัจจุบันนี้ ท่านเล่าว่าสนามบินยังเป็นสนามบินเก่าๆ เล็กๆ ไฟฟ้ากลางคืนเปิดได้แต่ยังต้องจุดเทียนเพิ่ม น�้ำประปาไม่มี ทหารต้องไปหาบน�้ำมาจากในหนอง กลางคืนดึกๆ อากาศหนาวเย็นมาก หลังจากที่คุณพ่อไปอยู่อุดรธานีได้สักระยะหนึ่ง ได้ขอให้คุณแม่ลาออกจากงานที่ โรงพยาบาลศิริราช แล้วย้ายตามไปอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีด้วยกัน ท่านเล่าว่า ชีวิตช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากช่วงหนึ่ง ในช่วงที่อยู่อุดรธานีนั้นคุณพ่อได้สรุปสถานการณ์ของการเริ่มต้นชีวิตนายทหารใหม่ไว้ว่า... “เรามองจากสิ่งที่เจริญ เรามีประสบการณ์ค่อนข้างดีจากโรงเรียนนายร้อย โดยเฉพาะในเรื่องของความ ยุติธรรม ในเรื่องความเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชา นักเรียนนายร้อยอยู่ดีกินดีพอสมควรทีเดียว แม้เราจะบ่นอะไร เราจะอยากได้อะไรอยู่บ้างก็ตาม แต่ทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ดังนั้นเมื่อเราต้องไปอยู่หน่วยที่ห่างไกล ถึงแม้จะ ไม่ได้หวังว่าสภาพจะดีเลิศมากนัก เพราะเป็นบ้านนอกไกลมาก แต่เราเชื่อว่า เราน่าจะน�ำสิ่งดี สิ่งที่ถูกต้องไปให้ อย่างน้อยก็ให้กับหน่วยของเรา” “เราเป็นผู้หมวด เราน่าจะท�ำให้หมวดของเราดีขึ้น แม้เราจะมีประสบการณ์น้อยก็จริง แต่เราก็เห็นมาก พอสมควร และเราก็มีความหวัง” ครอบครัวเล็กๆ นี้อยู่ที่อุดรธานีจนกระทั่งคุณพ่อสามารถสอบผ่านการแข่งขันคัดเลือกจากนายทหาร ทั่วประเทศ ไปปฏิบัติราชการที่เกาหลีได้ส�ำเร็จ คุณแม่จึงย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ และรับราชการที่โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้าระหว่างที่คุณพ่อไปราชการที่เกาหลี
42
นักรบหลายสมรภูมิ
ค�ำว่าสงคราม คนทั่วไปอาจจะรู้สึกหวาดกลัว แต่ส�ำหรับทหารแล้วย่อมอยากให้มีสักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะได้ผ่านสมรภูมิรบเพื่อเป็นเกียรติประวัติต่อตนเอง คุณพ่อได้เล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า ชีวิต การเป็นทหารของท่านนัน้ ได้ผา่ นสงครามมาหลายสมรภูมมิ าก ไม่วา่ จะเป็นสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และภารกิจในกัมพูชา รวมทั้งชายแดนของประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านได้เดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่ใช่การไปเที่ยว แต่เป็นการ เข้าร่วมในสงครามเกาหลี
43
44
สมรภูมิเกาหลี ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านเดินทางไปราชการสงคราม ณ ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ในต�ำแหน่ง ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อย อิสระ กรมทหารราบที่ ๒๑ รักษาพระองค์ (เกาหลี) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยกองก�ำลังของไทยได้เข้าร่วมกับกองก�ำลัง ของสหประชาชาติ เพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังเกาหลีใต้ จากการรุนรานของเกาหลีเหนือ ซึ่งได้รับการสนับสนุน ทางทหารจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพโซเวียต คุณพ่อเล่าว่า เครือ่ งบินน�ำทหารไทยลงทีส่ นามบินกรุงโซล จากนัน้ นัง่ รถบัสต่อไปยังหมูบ่ า้ นอุนชอนนิ จังหวัด โปชอน แม้จะมีการตกลงหยุดยิงแล้วก็ตามในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แต่สถานการณ์ยังอยู่ในภาวะตึงเครียดตลอดเวลา ท่านเล่าไว้ว่า “ที่ประทับใจตั้งแต่เริ่มแรกกับหมวดของเราก็คือ ก�ำลังพลในหมวดล้วนคัดเลือกจากทหารอีสานทั้งหมด ผู้บังคับหมู่สามคนมาจากอุดรฯ คนหนึ่ง มาจากอุบลฯ คนหนึ่ง มาจากโคราชคนหนึ่ง ทหารเหล่านี้เป็นทหารที่ดี เมือ่ ไปปฏิบตั งิ านก็จะเชือ่ ฟัง ซือ่ สัตย์สจุ ริต แข็งแรงมาก เป็นครัง้ แรกและรุน่ แรกทีน่ งั่ เครือ่ งบินไป รุน่ ก่อนเขานัง่ เรือไป” “เวลาไม่รบทางเกาหลีจะให้ฝึกหนักมาก ส�ำหรับพวกเขาเมื่อไม่ต้องรบคือการฝึก บางทีพวกเขาไม่ฝึก ก็มา เคีย่ วเข็ญให้เราฝึก เราก็ตอ้ งฝึก ทีส่ ำ� คัญพวกเราต้องต่อสูก้ บั ธรรมชาติทไี่ ม่เคยชิน ซึง่ หนาวมาก ทหารบางคนถึงกับแข็ง ต้ อ งจั บ ตั ว มาย่ า งไฟ (เอามาผิ ง ไฟ) พอถึ ง หน้ า หนาวอากาศยิ่ ง หนาวมากขึ้ น แต่ พ วกเราก็ ฝ ึ ก กั นหนั ก บางที เดินบนเขาตลอดคืนในวันที่หนาวที่สุดของปี” ซึ่งผลจากความจริงจังในการปฏิบัติหน้าที่ ได้ท�ำให้หมวดของคุณพ่อได้รับค�ำชมเชยในที่สุด คุณพ่อได้เล่าถึงสภาพประเทศเกาหลีที่เห็นให้ฟังว่า “ตอนนัน้ ก็ยงั อยูใ่ นสภาพทีไ่ ม่สงบเลย เพราะยังไม่ได้มสี ญ ั ญาสงบศึก เป็นแค่ขอ้ ตกลงหยุดยิง และก็แบ่งเขต ออกจากกันชั่วคราวเท่านั้น ชาวเกาหลีเกือบทั้งหมดยังยากจนอยู่มาก คนที่ยากจนมากๆ ถึงขั้นต้องนอนกับดิน และไปตัดกิ่งไม้ที่พอหาได้มาก่อไฟให้เกิดความอบอุ่น” “ป่าไม้ในเกาหลี โดยเฉพาะในเกาหลีเหนือ แทบจะไม่มตี น้ ไม้ใหญ่ทมี่ ขี นาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกินฟุตขึน้ ไปเลย จะเห็นแต่พวกสนต้นเล็กๆ ซึ่งพวกเขาก็ยังตัดกันจนจะหมด คนเกาหลีบอกว่าก่อนเกิดสงครามไม้ในป่าเยอะ แต่พอเกิดสงครามคนก็ตัดไม้มาท�ำบังเกอร์ ท�ำอะไรต่อมิอะไรไม้ก็หมด พอสงครามเลิกแล้ว ไม้ที่เหลือก็ยังถูกตัด มาท�ำที่อยู่อาศัยอีก” “เกิดเป็นคนเกาหลียุคนั้น สถานการณ์ท�ำให้ต้องมีนิสัยประหยัด ขนาดว่าเวลาเขากินข้าวเสร็จแล้ว ข้าวหมดจานแล้ว ก็ยังกินน�้ำที่ล้างจานข้าวนั้นอีก เพื่อไม่ให้มีเศษข้าวเหลือในจานเลย” “ประสบการณ์ในการรบมีความส�ำคัญมากต่อทหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่หากันไม่ได้ง่ายๆ เรามีโอกาสได้ปกครอง บังคับบัญชาคนในสนาม บังคับบัญชาคนไปรบ จึงถือเป็นประสบการณ์สูงสุด นอกจากนั้นก็ได้ไปเห็นความแตกต่าง ในเรื่องสภาพภูมิประเทศ และเรื่องสภาพอากาศตลอดจนนิสัยใจคอของผู้คน”
45
คุณพ่อเดินทางกลับสู่มาตุภูมิเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ รวมระยะเวลา ๑ ปีเต็มที่ต้องอยู่ห่างจากครอบครัว หลังกลับจากราชการสงครามเกาหลีคุณพ่อกลับไปรับราชการ ณ กรมผสมที่ ๑๓ จังหวัดอุดรธานีเช่นเดิม ในต�ำแหน่งรองผู้บังคับกองร้อย และในปีต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๗ ก็เลื่อนขึ้นเป็นผู้บังคับกองร้อยอาวุธเบา กองพัน ทหารราบที่ ๑ กรมผสมที่ ๑๓ และเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้า คุณพ่อจึงขอให้คุณแม่กับลูกๆ ๒ คน คือ เบิร์ด และเบียร์ ย้ายมาอยู่ที่อุดรธานีด้วยกันในช่วงนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๐๗ สถานการณ์ทั้งในประเทศและนอกประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานเริ่มมี ความเปลี่ยนแปลงผันผวนอย่างหนัก คุณพ่อเล่าว่า “ตอนนั้นก็มีกรณีกองแลยึดอ�ำนาจในลาว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ท�ำให้เกิดความตึงเครียดในเรื่องของการ ปฏิบัติและเรื่องการสู้รบตามมาในประเทศลาว ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่รับผิดชอบของเรา นอกจากนั้นก็มีปัญหาเรื่องญวน อพยพในเขตอุดรฯ ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วเป็นจ�ำนวนมาก ต่อมามีความพยายามที่จะให้พวกเขาอพยพกลับประเทศ ก็ไม่ยอมกลับ มีการดื้อดึงขัดขวาง สร้างความตึงเครียดให้เกิดในพื้นที่” “หน้าที่ของเราในช่วงนั้นคือการเฝ้าตรวจชายแดน ท�ำให้เราได้มีโอกาสน�ำหน่วยเดินเท้าลาดตระเวน ตามริมแม่น�้ำโขงตลอดแนว ตั้งแต่ด้านบ้านโคกชวดไปถึงอ�ำเภอศรีเชียงใหม่” “ตอนนั้นเริ่มมีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์แล้ว วิธีการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม แทนที่คนจะเกรงกลัว ตรงข้ามความตายกลับเป็นผลท�ำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเจริญเติบโตขึ้น อย่างรวดเร็ว เพราะเราคิดว่าจะให้เป็นตัวอย่าง ให้คนย�ำเกรงแต่จริงแล้วผลที่ได้รับนั้นไม่ใช่ กลับกลายเป็นการ สร้างวีรบุรุษขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขอย่างดีให้ฝ่ายตรงข้าม” “นีก่ เ็ ป็นจุดเริม่ ต้นทีท่ ำ� ให้เห็นว่าการใช้อาวุธหรือการใช้วธิ กี ารรุนแรงอืน่ ๆ จะไม่ได้ผลยัง่ ยืนมันอาจได้ผลบ้าง แต่ไม่ใช่วธิ กี ารทีจ่ ะท�ำให้ได้รบั ชัยชนะทีถ่ าวร ความรูส้ กึ ท�ำนองนีเ้ กิดกับเราตัง้ แต่เป็นรองผูบ้ งั คับกองร้อยแล้ว” ซึง่ หลังจากนีอ้ กี เกือบ ๒ ทศวรรษ ความคิดเห็นเช่นนีข้ องคุณพ่อมีสว่ นอย่างส�ำคัญในการยุตปิ ญ ั หาการต่อสู้ ระหว่างคนไทยด้วยกัน ในรูปของสงครามกลางเมืองลงได้อย่างเด็ดขาดและถาวร คุณพ่อได้เล่าถึงชีวิตช่วงที่อยู่อุดรธานีว่า คิดว่าครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้ากันนานๆ แต่ว่า... “ก็แยกกันอยู่ตามเดิม จนเราเห็นว่าปีหน้าจะต้องเข้าเรียนหลักสูตรชั้นนายร้อย จึงขอตัวเขา (พลตรีหญิง คุณหญิงพวงเพ็ญฯ) มาช่วยราชการที่อุดรฯ จะได้อยู่ใกล้ชิดกัน ขอตัวครั้งแรก ๖ เดือน แต่ขอตัวมาอยู่ได้แค่ ๒ เดือน เท่านั้น พอเราติดยศเป็นนายร้อยเอกก็มีค�ำสั่งย้ายไปเป็นครูรบพิเศษที่ลพบุรี ท�ำท่าว่าจะต้องแยกกันอยู่อีกแล้ว แต่จะท�ำอย่างไรได้ต้องปล่อยเลยตามเลย”
46
จากอุดรธานี สู่เมืองลพบุรี
เนื่องจากแผนกรบพิเศษ โรงเรียนทหารราบ (ต่อมาเป็น ศูนย์สงครามพิเศษ) ขาดก�ำลังพลด้านครูฝึก รบพิเศษ ท�ำให้ทางราชการต้องขอตัวผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสอน คุณพ่อจึงจ�ำเป็นต้องแยกจาก ครอบครัวอีกครัง้ หนึง่ ย้ายจากต�ำแหน่งผูบ้ งั คับกองร้อยอาวุธเบาฯ มาเป็นครูฝกึ รบพิเศษทีโ่ รงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ จังหวัดลพบุรี ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมือ่ ปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ทัง้ ๆ ทีใ่ นตอนนัน้ คุณแม่เพิ่งจะด�ำเนินเรื่องขอย้ายติดตามคุณพ่อไปช่วยราชการอยู่ที่อุดรธานีได้เพียง ๒ เดือน เป็นพยาบาล หมวดเสนารักษ์ ค่ายประจักษ์ศิลปาคม
47
คุณพ่อเล่าต่อว่า “ตอนนั้นกองทัพบกได้ริเริ่มให้มีการจัดตั้งกองพันส่งทางอากาศขึ้น โดยการดึงคนจากครู ที่เคยอยู่ในแผนกรบพิเศษ เช่น พี่เสือ (พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์) จรูญ (พลเอก จรูญ พูนสนอง) และเจริญ (พันเอก เจริญ ทองนิ่ม) เหล่านี้เป็นต้น ครูในแผนกจึงไม่มี เกิดความขาดแคลนมาก บังเอิญว่าเราเคยเรียนหลักสูตร ประเภทรบพิเศษมาถึงสองครัง้ ผลการเรียนก็อยูใ่ นเกณฑ์ดี เขาจึงขอตัวไปทางอุดรฯ สองครัง้ แต่ทางกองทัพก็ปฏิเสธ ทางกองพันก็ปฏิเสธ ในที่สุดอยู่ๆ เขาก็ออกค�ำสั่งโดยที่เราไม่รู้ตัว มารู้ล่วงหน้าก็เพียงอาทิตย์หนึ่ง ต้องย้ายไปอยู่ แผนกรบพิเศษโรงเรียนทหารราบ ได้มาใส่หมวกแดงเป็นพลร่มประจ�ำกอง” เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวของเราอันประกอบด้วย คุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายเล็กๆ ๒ คน ต้องประสบกับ ความพลัดพรากอีกครั้ง คุณพ่อเล่าว่าเป็นห่วงคุณแม่และลูกๆ มาก ในตอนนั้นที่ค่ายประจักษ์ศิลปาคมมีพยาบาล ประจ�ำเพียงคนเดียวคือคุณแม่ ทัง้ ก�ำลังพลและชาวบ้านจะมาขอพึง่ พาให้คณ ุ แม่ชว่ ยไปท�ำคลอดเสมอ บางครัง้ ดึกดืน่ ค่อนคืนก็มีคนมาตามให้ไปท�ำคลอด ทั้งๆ ที่เป็นคนที่ไม่เคยรู้จัก แต่ด้วยปณิธานมุ่งมั่นในวิชาชีพ คุณแม่ก็ไป เพียงล�ำพัง แม้จะกลัวอยู่บ้าง แต่คุณแม่บอกว่าเราไปด้วยเจตนาดี คงเป็นเกราะคุ้มครองจากภยันตรายต่างๆ และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ท�ำให้ผู้คนในค่ายและนอกค่ายรักท่านมากมาย คุณพ่อเล่าเสริมว่า
48
“ตอนนั้นเราเป็นห่วงเขามาก ต้องปล่อยเขาอยู่กับลูกที่อุดรฯ เขาก็ล�ำบากมาก เวลามีคนไข้จะคลอด พวกนายสิบก็จะตามมาขึน้ รถเพือ่ ไปท�ำคลอด กว่าจะกลับก็ตหี นึง่ ตีสอง เพราะทัง้ ค่ายมีพยาบาลอยูค่ นเดียว แต่กเ็ ป็นผล ท�ำให้พวกนายสิบ นายทหารในอุดรฯ ที่เขารักเราอยู่แล้วก็พากันรักเมียเราด้วย เพราะว่าได้ไปสร้างบุญคุณกับเขา สมัยเราเป็นผูบ้ งั คับหมวดเราก็ดแู ลพวกเขาอย่างใกล้ชดิ เขามีปลา มีผกั มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็แบ่งปันมาให้ น่าชืน่ ใจ” ในเวลานั้น คุณแม่และลูกๆ ยังอยู่ที่อุดรฯ คุณพ่อมาหาได้เดือนละครั้ง เดินทางด้วยรถโดยสารที่สมัยนั้น เรียกกันว่า “รถหวานเย็น” ออกจากลพบุรีตอนเช้า กว่าจะถึงอุดรฯ ก็เกือบ ๓-๔ ทุ่ม ได้อยู่บ้านในวันอาทิตย์เต็มวัน เพียงวันเดียว พอเช้าวันจันทร์ก็ไปอาศัยเที่ยวบินเมล์ของกองทัพอากาศจากสนามบินอุดรฯ เพื่อไปยังโคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี วันไหนมีโดดร่ม ก็ให้ลูกน้องเอาร่มไปเผื่อไว้อีกหนึ่งชุด พอโดดลงสนามที่โคกกระเทียมก็เปลี่ยน ไปขึ้นเครื่องอีกล�ำ แล้วใช้ร่มที่เตรียมไว้อีกชุดหนึ่งมาโดดลง นับเป็นช่วงชีวิตที่ต้องอดทนช่วงหนึ่งทีเดียว คุณพ่อเล่าถึงชีวิตในช่วงนั้นที่เป็นครูฝึกรบพิเศษต่อว่า... “ไปสอนเรื่องจู่โจม สอนเรื่องพลร่มและการรบพิเศษ คนที่เป็นครูพลร่มส่วนมากนักเรียนเขาจะมองกัน ที่เครื่องหมายปีกร่ม เราก็ต้องยกระดับตัวเอง ต้องโดดให้มากที่สุด โดดให้มากเพื่อให้ได้ปีกได้ดาวได้ช่อให้เร็วที่สุด ก็หาเรื่องโดดมันทุกวัน บางวันโดดถึงสามครั้ง ลงพื้นแล้วก็แบกร่มขึ้นรถไปขึ้นเครื่องบินแล้วกลับมาโดดอีกเพื่อให้ นักเรียนเกิดความเลื่อมใส เกิดความศรัทธาว่าครูนั้นมีประสบการณ์เพียงพอ” ในขณะนั้น การโดดร่มแบบดิ่งพสุธาก�ำลังเป็นที่นิยม คุณพ่อจึงไปฝึกการโดดร่มแบบนี้ด้วย เพื่อให้เป็น ที่ยอมรับของนักเรียนและลูกน้อง คุณพ่อบอกว่า “เขาโดดได้ เราก็โดดได้ ไม่ถึงที่คงไม่ตาย” และเล่าเสริมอีกว่า “ไปฝึกโดดแบบดิง่ พสุธา ตอนนัน้ ต้องยอมรับว่าการดิง่ พสุธาเป็นเรือ่ งทีอ่ ยูใ่ นความนิยมมาก โดดกันทีป่ า่ หวาย พวกที่มีเครื่องหมายก็จะมองพวกที่ไม่มีเครื่องหมายนี้อย่างค่อนข้างดูถูก พวกเราเพื่อนๆ ก็ฝึกกันเอง เรียนกันเอง ตัดร่มกันเอง ท�ำร่มกันเอง แต่งร่มกันเอง ท�ำทุกอย่างกันเอง ไม่มีเงิน ฝึกกันเองอยู่ไม่ถึง ๗ วัน ครูฝึกก็บอกว่า ใช้ได้แล้วก็ขึ้นโดดกันเลย การโดดครั้งแรกก็จะเกาะหลังครูฝึกซึ่งบอกให้เรานับถึงหนึ่งพันยี่สิบ แล้วเขาก็จะหนีไป ให้เราดึงร่มเอง พอลงถึงพื้นครูฝึกก็บอกว่าได้แล้วครับ ต่อไปให้โดดเอง ตั้งแต่นั้นมาก็โดดดิ่งพสุธาตลอด” “นอกนัน้ ก็เป็นการสอนวิชาการรบพิเศษให้กบั นักเรียนหลักสูตรต่างๆ รวมทัง้ หลักสูตรชัน้ นายพันทัว่ ประเทศ ที่เขามีการเรียนวิชาการรบพิเศษ ก็จะมาเชิญไปสอน ไม่ว่าจะเหล่าไหน เหล่าสรรพาวุธ เหล่าสื่อสาร” หลังจากคุณพ่อย้ายมาเป็นครูฝึกที่แผนกรบพิเศษได้ระยะหนึ่ง คุณแม่ครบเวลาช่วยราชการที่อุดรธานีแล้ว คุณพ่อจึงขอให้คณ ุ แม่ทำ� เรือ่ งขอย้ายจากอุดรธานีมาอยูท่ กี่ องพยาบาล ศูนย์การทหารราบ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช จังหวัดลพบุรี แต่กไ็ ด้อยูพ่ ร้อมหน้ากันพ่อแม่ลกู เป็นช่วงสัน้ ๆ เพราะคุณพ่อก็ยงั ต้องจากบ้านไปฝึกจูโ่ จมบ้าง ฝึกพลร่มบ้างเสมอๆ หลังจากนัน้ ไม่นาน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ คุณพ่อต้องอยูห่ า่ งจากครอบครัวอีกครัง้ เพือ่ ไปเรียนต่อตามหลักสูตร ในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก กรุงเทพมหานคร โดยที่คุณแม่และลูกๆ ยังอยู่ในค่ายฯ ที่ลพบุรี เหตุผลที่ครอบครัว ยังไม่ย้ายตามก็เพราะคุณพ่อยังไม่ทราบว่าจบจาก รร.เสธ. แล้วจะไปรับราชการที่ไหน คุณแม่จึงยังคงท�ำงาน ที่กองพยาบาลในค่ายฯ วันเสาร์-อาทิตย์คุณพ่อกลับมาที่ลพบุรี จึงได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
49
คุณพ่อได้ก้าวผ่านบันไดมาแล้วสองขั้น ขั้นแรกเป็นผู้บังคับหน่วย ขั้นที่สองเป็นครู และบัดนี้ก�ำลัง ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สาม นายทหารเสนาธิการ เป็นช่วงเวลาถึงหนึ่งปีเต็มส�ำหรับชีวิตนายทหารนักเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจ�ำ ชุดที่ ๔๕ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ “ตอนเรียนก็เหนื่อยหน่อยเพราะเป็นรุ่นเล็กที่สุด เข้าเรียนก่อนเพื่อนๆ ตอนนั้นเป็นร้อยเอก นายทหาร นักเรียนชุดนั้นก็มีตั้งแต่ จปร.๒ ยัน จปร.๖ เรารุ่น ๖ เป็นน้องสุด แต่ก็ภูมิใจเพราะการจะเข้าเรียนได้เร็วอย่างนี้ ต้องเป็นคนค่อนข้างเก่งพอสมควรทางด้านวิชาการ และต้องได้สองขัน้ มาบ่อยครัง้ หน่อยจึงจะอาวุโสถึง เราได้เข้าเรียน เป็นชุดแรกของรุ่นก็อดภาคภูมิใจไม่ได้” “เรื่องหลักที่ได้จากวิชาฝ่ายเสนาธิการ คือพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายอ�ำนวยการ กับผู้บังคับบัญชา แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่แตกฉาน เพราะความจริงก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นฝ่ายเสนาธิการ อยากจะ เป็ น ผู ้ บั ง คั บ หน่ ว ยรบ อยากจะเป็ น ผู ้ พั น เป็ น ผู ้ ก ารกรมกั บ เขาเหมื อ นกั น จะมาแตกฉานเอาก็ ต อนที่ ม าอยู ่ ที่กรมยุทธการนี่แหละ” “เมื่อจบการศึกษาแล้ว เลือกเอากรมยุทธการนี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ส�ำคัญของชีวิตอีกครั้งหนึ่ง เป็นจุดหักเห ของชีวิตอยู่ตรงนี้ ถ้ากลับไปอยู่อุดรฯ ก็ไม่รู้ไปท�ำอะไรซึ่งอาจไม่มีวันนี้”
50
จากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สู่กรมยุทธการทหารบก
ยุทธวิธี “บ้านล้อมป่า” ใช้การเมืองน�ำการทหาร “ปี ๒๕๑๐ หลังจากจบโรงเรียน เสธ. ก็ไปอยู่กรมยุทธการฯ แต่ไม่ได้ไปปฏิบัติงานให้กับกรม เพราะต้องไป ช่วยงานที่กองอ�ำนวยการป้องกันการกระท�ำอันเป็นคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) ตอนนั้นอยู่ที่วังสวนกุหลาบ ไปอยู่กับ พลเอก สายหยุด เกิดผล อยู่ด้านยุทธการอย่างเดียวมาตลอด” ในช่วงนี้เอง คุณพ่อได้ขอให้คุณแม่และลูกๆ ย้ายจากลพบุรี มาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยคุณแม่รับราชการ ที่สถาบันพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ครอบครัวจึงได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้า
51
คุณพ่อได้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตช่วงนี้ว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหมือนกับ ตกอยู่ท่ามกลางเปลวไฟของสงครามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ และท่านก็ได้เข้ามารับต�ำแหน่งในกรมยุทธการทหารบก ที่เปรียบได้ดังมันสมองของกองทัพ ต่ อ มาเหตุ ก ารณ์ ก ่ อ การร้ า ยก็ เ ริ่ ม รุ น แรงมากขึ้ น ตามล� ำ ดั บ และเริ่ ม จั ด ท� ำ แผนปราบปรามที่ เ รี ย กว่ า “แผน ๐๙๑๐” ขึ้นเป็นครั้งแรก “แผน ๐๙๑๐ เกิดจากการที่เราเห็นว่าคอมมิวนิสต์นั้นเขาใช้ยุทธวิธี ‘ป่าล้อมบ้าน’ เราก็จะหักโดยวิธีการเอา ‘บ้านล้อมป่า’ แทน รวมทั้งมีการก�ำหนดแนวทางปฏิบัติงานที่เรียกว่าในรูป ‘พตท. – พลเรือน ต�ำรวจ ทหาร’ ซึ่งเกิด จากความรูส้ กึ ว่าการปฏิบตั กิ ารในสงครามประชาชนนี้ ฝ่ายเราต้องมีเอกภาพสูงสุด เราเริม่ คิดว่าหน่วยงานทีม่ บี คุ ลากร และเครื่องมือที่ดีที่สุดส�ำหรับการต่อสู้กับสงครามประชาชนคือหน่วยงานพลเรือน เราจึงต้องให้เขาเป็นหลัก จะเห็น ได้ว่าเราใช้ค�ำว่า พตท. คือ พลเรือน ขึ้นหน้าต�ำรวจและทหาร” “ที่ผ่านมาเราต่อสู้กับกองก�ำลังติดอาวุธโดยใช้มาตรการทางทหารเป็นหลัก ซึ่งตามความจริงแล้วเราต้องใช้ ความส�ำคัญในเรื่องการช่วงชิงแนวร่วมไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่ได้คิดกันแบบนั้น กลายเป็นว่าทหาร เข้าไปท�ำทุกเรื่อง ก็เริ่มเกิดค�ำว่า พตท. ขึ้นในแผน ๐๙๑๐ เกิดความคิดในเรื่องการน�ำอดีต ผกค. ที่เรียกกันตอนนั้น ว่า ‘ผู้กลับใจ’ มาใช้ให้เป็นประโยชน์” อาจกล่าวได้ว่า ความคิด “การเมืองน�ำการทหาร” นั้นเริ่มก่อตัวขึ้นด้วยแผน ๐๙๑๐ นี่เอง แม้จะยัง ไม่ชัดเจนนัก ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติงาน ณ กอ.ปค. แห่งนี้ นับว่า เป็นช่วงเวลาของการสั่งสมประสบการณ์พื้นฐานที่ส�ำคัญยิ่ง ส�ำหรับการเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการที่ดีต่อไป ในอนาคต รวมทั้งวิสัยทัศน์ที่เริ่มกว้างไกลขึ้น คุณพ่อเล่าว่า งานจดบันทึกการประชุมที่หลายคนเห็นเป็นงานง่ายๆ และน่าเบื่อหน่ายนั้น แต่ท่านกลับเห็นคุณค่า “การจดบันทึกการประชุมเป็นการฝึกหัดที่ดีที่สุดของฝ่ายเสนาธิการ เพราะจะต้องสามารถเอาที่เขาคิด เอาที่เขาพูดเรียบเรียงออกมาให้เป็นตัวหนังสือ ให้เป็นเรื่องเป็นราวให้ได้ ก็นับว่าตัวเองได้ฝึกมาโดยถูกทาง” “เกี่ยวกับการจัดการปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เราต้องศึกษาปัญหากันให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะเข้าไป จัดการปัญหาเหล่านัน้ จึงเริม่ ก�ำหนดทีห่ มายตามแนวทางของแผนนีใ้ นปีแรกประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๑๖ ทีห่ มาย ในภาคอีสาน แถวหนองคาย ภูผาเหล็ก ภูพาน ซึ่งต่อมาก็จะน�ำไปสู่นโยบาย ‘การเมืองน�ำการทหาร’ ในที่สุด”
52
สมรภูมิเวียดนาม ปี พ.ศ. ๒๕๑๒
คุณพ่อได้ผา่ นสมรภูมเิ กาหลีมาแล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ก็ได้เข้าร่วมในสงครามอีกครัง้ ท่านได้รบั คัดเลือกให้ไปปฏิบตั ริ าชการสงครามในประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม เป็นเวลาหนึง่ ปีเต็ม ในต�ำแหน่งนายทหาร ยุทธการ กรมสนับสนุน กองพลทหารอาสาสมัคร “สงครามเวียดนามท�ำให้เราเริ่มมองเห็นว่า เรื่องของอุดมคติ เรื่องของอุดมการณ์ เรื่องของจิตใจอันเป็น เรือ่ งส�ำคัญทีส่ ดุ ของการท�ำสงครามนัน้ เป็นเรือ่ งทีป่ ลุกกันขึน้ มาได้ เป็นเรือ่ งทีส่ ามารถสร้างกันให้มขี นึ้ มาได้ และเมือ่ สร้างขึ้นมาได้แล้ว จะบันดาลให้คนเป็นอะไรก็ได้ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับขืนใจกัน” ส�ำหรับสงครามเวียดนามท่านเล่าว่า... “ได้เห็นปฏิบัติการทางทหารที่ไม่ค�ำนึงถึงความสิ้นเปลือง ไม่ค�ำนึงถึงรายจ่าย ได้เห็นการระดมยิงอย่างหนัก โดยไม่จำ� กัดกระสุน ได้เห็นการใช้กำ� ลังทางอากาศซึง่ สิน้ เปลืองมหาศาล ได้เห็นการใช้กำ� ลังยานเกราะครัง้ ละหลายๆ สิบคัน ได้เห็นปฏิบัติการทางทหารที่เรียกว่า ‘โรมเพลา: ROME PLOUGH’ คือการใช้รถถากถางท�ำการถางป่า เสียโล่งเตียน หรือการโปรยสารเคมีท�ำให้ใบไม้ร่วงเพื่อป้องกันการหลบซ่อนตัวของเวียดกง เหล่านี้เป็นต้น”
53
“และแนวทางเช่นนี้ ท้ายที่สุดวันหนึ่งเราก็จะได้ข้อสรุปว่ามันไม่ได้น�ำชัยชนะอะไรมาให้เราเลยฝ่ายตรงข้าม เขาใช้สงครามยืดเยื้อเพื่อบั่นทอนความได้เปรียบ ในเรื่องของแสนยานุภาพ สงครามนี้อาจกินเวลายาวนาน สักเท่าไหร่ก็ได้ เพื่อให้อ่อนแอ ครั้นพออ่อนแอได้ที่ เขาก็จะหันมาใช้สงครามรวดเร็วแทน ซึ่งมันใช้เวลาน้อยมาก อาจแค่ ๓-๔ วันเท่านั้นก็สามารถเผด็จศึกได้” คุณพ่อกล่าวว่า “การได้ไปเวียดนามในต�ำแหน่งนายทหารยุทธการ กรมสนับสนุนนี้ ท�ำให้ท่านได้มี ประสบการณ์ของงานในสนามเพิ่มเติมอีกกิ่งหนึ่ง ที่ส�ำคัญคือได้ความรู้ในเรื่องการส่งก�ำลังบ�ำรุงในสนามอย่าง ค่อนข้างจะชัดเจน อีกทั้งได้มีโอกาสริเริ่มในการสร้างระบบงานบางอย่างอีกด้วย เพราะได้ศึกษาทั้งก่อนไป และ ได้ท�ำด้วยตนเอง”
สัง ี่ ผนก SEATO ่ สมประสบการณ์ทแ เมื่อกลับจากเวียดนาม ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ คุณพ่อก็ได้มีโอกาสกลับไปปฏิบัติงานที่กรมยุทธการทหารบก อย่างเต็มที่ โดยบรรจุลงกองนโยบายและแผน ขณะนัน้ พลเอก สิทธิ จิรโรจน์ ด�ำรงต�ำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก “มาอยู่กองนโยบายและแผนก็มาท�ำงานด้านแผน ท�ำงานเรื่องโครงการในขณะนั้นเป็นปี ๒๕๑๓ โดย อยู่แผนกซีโต้ ท�ำให้เราได้ความรู้ในเรื่องการวางแผนการฝึก และการวางแผนอื่นๆ ของซีโต้ ซึ่งเป็นระบบและเป็น มาตรฐานดียิ่ง นอกจากนั้นก็ได้ไปรู้เรื่องการท�ำงานของสหประชาชาติ และองค์การความร่วมมือต่างๆ ได้มีโอกาส ไปท�ำแผนร่วมกับจัสแม็กที่เรียกว่า ‘แผนโครงสร้างก�ำลังรบ’ ” “นอกนั้นช่วงปี ๒๕๑๓-๒๕๑๔ ก็ได้มีโอกาสไปฝึกซีโต้ที่เรียกว่าการฝึก SEATO EXERCISE FRIENDSHIP (PX-42) เป็นการฝึกร่วม ตอนนัน้ ก็ไปอยู่ บก.ฝึก ตัง้ แต่เริม่ ตัง้ นิวเคลียสของ บก.ฝึก มีคนอยูแ่ ค่ ๒-๓ คน เผอิญตอนนัน้ ผูอ้ ำ� นวยการฝึกไม่มตี ำ� แหน่งหลักในกองทัพบก เป็นเพียงต�ำแหน่งลอยจึงไม่คอ่ ยมีคนมาช่วยเท่าไร พอขอใครทีม่ อื ดีๆ ให้มาช่วยท�ำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธการของกองอ�ำนวยการฝึกฝ่ายไทย ซึ่งยังไม่มีตัว ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ ในขณะที่เรารู้เรื่องระเบียบขั้นตอนเรื่องการฝึกร่วมผสมมาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ไม่ว่าจะในด้านงานเอกสาร ไม่ว่าจะในด้านค่าใช้จ่ายร่วมว่าจะต้องแบ่งแยกกันอย่างไร เรียกว่ารู้หมดทุกเรื่อง แต่เราก็ต้องไปขอร้องนาย ให้รบี หาหัวหน้าฝ่ายยุทธการให้ได้โดยเร็ว ซึง่ ก็เรียนท่านผูอ้ ำ� นวยการฝึกไปว่า คนทีจ่ ะเป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธการฯ ได้ จะต้องมียศพันเอก เพราะตอนนั้นเรายังเป็นแค่พันตรี ส่วนอีกประการหนึ่งก็คือต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษดีกว่าเรา ให้เพียงพอที่จะร่วมประชุมกับฝรั่งได้” “แต่นายเทีย่ วไปหาใครต่อใครก็ไม่มี จนวันหนึง่ ท่านกลับมาก็เรียกเราไปบอกว่า... เฮ้ยมณฑ์ ผมร�ำคาญเต็มทีแล้ว การฝึกซีโต้มันเป็นเรื่องของกองทัพบกเหมือนกัน แต่ผมต้องไปเที่ยวของ้อให้ใครเขามา ซึ่งเขาก็ไม่เต็มใจมาสักคน ถ้าอย่างนั้นคุณน่ะท�ำเสียเอง คุณท�ำได้แน่”
54
“เราก็เรียนกลับไปว่า ผมอาวุโสต�่ำ มันไม่ดีครับ ให้ผมเป็นผู้ช่วย ให้ท�ำอะไรก็ได้ และท่านก็ตัดบท บอกไม่เป็นไร คุณนั่นแหละเป็น...” ด้วยเหตุนที้ า่ นจึงเป็นนายทหารยศพันตรีทตี่ อ้ งปฏิบตั หิ น้าทีข่ องนายทหารระดับพันเอก เคียงคูก่ บั นายทหาร อเมริกัน “ก็ทมุ่ เทท�ำงานจนส�ำเร็จและได้รบั ค�ำชมเชยมาก จนกระทัง่ ผูใ้ หญ่เขาเห็นก็จะขอสองขัน้ ให้จากกรมยุทธการ ทหารบก แต่ทางกรมเขาเห็นว่าไม่ได้ท�ำงานให้เขาไปท�ำงานพิเศษ ให้สองขั้นไม่ได้” แม้จะไม่ได้สองขั้นจากผลงานดังกล่าวแต่คุณพ่อก็ไม่ได้ผิดหวังแต่อย่างใด ท่านบอกว่า “รู้สึกภูมิใจมากกว่า เพราะพูดได้ว่า ทุกอย่างในนั้นล้วนส�ำเร็จด้วยตัวเราเองทั้งสิ้น โดยเฉพาะในเรื่อง แผนงาน รวมทัง้ เรือ่ งอืน่ ๆ ทัง้ หมดทีท่ ำ� ให้การฝึกประสบผลส�ำเร็จออกมาได้ และสิง่ ทีเ่ ราได้มากทีส่ ดุ ก็คอื ประสบการณ์ ที่หลากหลายมากขึ้น”
55
สมรภูมิกัมพู ชา ภารกิจลับทหารกล้า
คุณพ่อได้ผ่านสมรภูมิต่างแดนมาแล้วถึง ๒ ครั้ง และทั้งสองครั้งนั้น ก็ให้ประสบการณ์ในการรบ ทีแ่ ตกต่างกันออกไป สงครามเกาหลีเป็นเรือ่ งของการสงครามตามแบบ ส่วนสงครามเวียดนามนัน้ เป็นเรือ่ งของ การสงครามนอกแบบ และในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ นี้ คุณพ่อได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามในอีกบทบาทหนึ่ง เป็นปฏิบัติการนอกเครื่องแบบที่พนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลั ง จากจบสิ้ น งานฝึ ก ร่ ว ม SEATO ผู ้ บั ง คั บ บั ญ ชาได้ ใ ห้ คุ ณ พ่ อ ไปช่ ว ยราชการที่ ศปก.ทบ.๓๑๕ (ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษกองทัพบก ๓๑๕) เป็นระยะเวลา ๒ เทอม หรือเท่ากับ ๒ ปี
56
“อยู่ที่ ศปก.ทบ.๓๑๕ ตอนนั้นเพิ่งเริ่มต้นใหม่ๆ ได้ท�ำเรื่องเขมรมาโดยตลอด และก็ยังคงได้รับมอบหมาย ให้ท�ำงานเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนทั้งหมดเหมือนเดิม เราท�ำงานอยู่ ๒ ปี คือช่วงปี ๒๕๑๔ ถึง ๒๕๑๕ ในช่วงปีแรก ท�ำงานอยู่ในส่วนแผนของ ศปก.ทบ.๓๑๕ ตลอด เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฝึก ขณะนั้นรับผิดชอบพื้นที่พนมเปญกับเขต พื้นที่พระตะบอง ให้รับผิดชอบแต่ละทีมปฏิบัติการในนั้น ท�ำให้เกิดความรอบรู้มาก เห็นแผนที่เขมรนึกออกได้หมด ว่าอะไรอยู่ตรงไหน” คุณพ่อท�ำงานอยูใ่ น บก. ประมาณหนึง่ ปี ปีตอ่ มาจึงได้ออกไปปฏิบตั กิ ารนอกเครือ่ งแบบทีพ่ นมเปญ ตอนนัน้ สหรัฐเริ่มหยุดการทิ้งระเบิด เริ่มเลิกให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ลงแล้ว ฝ่ายเขมรแดงก็เริ่มเข้ามาปิดล้อม กรุงพนมเปญ ทีมปฏิบัติการของคุณพ่อจึงพลอยตกอยู่ในวงล้อมนั้นไปด้วยตลอด ๑ ปีเต็มๆ ท่านเล่าว่านับว่า เป็นช่วงที่ล�ำบากที่สุดในชีวิตของการรบที่ผ่านมา “ครั้งนั้นนับว่าเป็นการไปราชการสงครามที่ล�ำบากที่สุด ไม่มีแม้แต่การติดต่อครอบครัว แล้วยังอยู่ในฐานะ เปิดเผยตัวเองไม่ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิงจากโลกภายนอก และเนื่องจากเราท�ำงานในลักษณะ นายทหารติดต่อกับฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้ไปในลักษณะต่อสู้ท�ำสงครามโดยตรง เราจึงต่อสู้ไม่ได้ต้องหนีลูกเดียวเท่านั้น ต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งขวัญค่อนข้างจะไม่ดีเพราะการถูกล้อมดังกล่าว ต้องคอยปลอบคอยช่วยบ�ำรุงขวัญกัน ให้ก�ำลังใจกันตลอดเวลา” “ตอนนัน้ การล้อมใกล้จดุ แตกหักเข้ามาทุกขณะแล้ว ทางกรุงเทพฯ ก็มแี ผนการทีจ่ ะถอนตัวพวกเรากลับทาง อากาศ แต่เราก็ไม่คอ่ ยจะเชือ่ ไม่เชือ่ ว่าจะสามารถกลับมาทางอากาศได้ เพราะเห็นว่าการสงครามอย่างนี้ ล�ำดับแรกสุด คือถูกยึดที่สนามบิน สนามบินจะถูกยึดก่อน ดังนั้นตามแผนของหน่วยเหนือซึ่งมีการจัดเตรียมการช่วยเหลือทาง เฮลิคอปเตอร์ไว้ เราจึงต้องไปหา แอลซี / ดีซี (LZ / DZ: Landing Zone / Drop Zone) ไว้สองสามแห่ง แต่ก็เชื่อว่า คงท�ำตามแผนนีไ้ ม่ได้ เพราะว่าน�ำ้ มันเฮลิคอปเตอร์มนั บินมาได้เทีย่ วเดียว เทีย่ วกลับจะเอาทีไ่ หนเติมในสถานการณ์ ฉุกเฉินเช่นนั้น หรือถึงแม้คิดว่าจะบรรทุกน�้ำมันมาก็ตาม ก็ใช่ว่าจะท�ำได้อย่างราบรื่น” “จึงคิดว่าต้องหาวิธีอื่น อาศัยที่เคยไปเวียดนามมา ยังพูดภาษาเวียดนามได้อยู่บ้าง ก็คิดว่าจะหนีลงทาง เวียดนาม ถ้าเผื่อเครื่องมารับไม่ได้ มีการเตรียมการไว้ว่าจะล่องเรือไปทางแม่น�้ำโขงประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ซึ่งจะถึง เขตชายแดนเวียดนาม-เขมร ก็จะไปขึ้นบกที่เวียดนาม แล้วค่อยตายเอาดาบหน้า หาทางกลับเมืองไทยภายหลัง” แต่ปรากฏว่ามีคำ� สัง่ ให้ถอนก�ำลังกลับเสียก่อนกรุงพนมเปญแตก คุณพ่อจึงได้ขนึ้ เครือ่ งบินกลับ จ�ำได้วา่ ช่วงนี้ ทางบ้านกังวลใจและเป็นห่วงคุณพ่อกันมาก เพราะติดต่อคุณพ่อไม่ได้เลย ต้องอาศัยดูข่าวโทรทัศน์ ว่าสถานการณ์ ที่พนมเปญเป็นอย่างไรบ้าง ประสบการณ์จากเขมรท�ำให้คุณพ่อได้มองเห็นภาพว่า ในหลักการรบ ถ้าทหารในแนวรบขาดก�ำลังใจ ขาดความยุติธรรม ขาดการเหลียวแลจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะชนะได้ เมื่อภารกิจที่กัมพูชาเสร็จสิ้น คุณพ่อได้กลับมาท�ำงานที่กรมยุทธการทหารบกต่อ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๔ และในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ท่านได้เลื่อนขึ้นด�ำรงต�ำแหน่งหัวหน้ากอง กรมยุทธการทหารบก (พันเอก พิเศษ) ท่านเล่าว่า นับเป็นช่วงทีไ่ ด้เรียนรูม้ าก มีครูดี มีตวั อย่างทีด่ จี ากรุน่ พีใ่ ห้ศกึ ษา ซึง่ เป็นแบบอย่างทีด่ ใี นการท�ำงาน แก่ท่านในเวลาต่อมา
57
“กลับมาเมืองไทยจากเขมร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ก็มาอยู่ที่กองนโยบายและแผน ตอนนั้นเป็นพันโทแล้ว สมัยนัน้ กองนโยบายและแผนจะมีคนน้อยมาก เพียงแค่ ๒-๓ คน ไม่เกินนัน้ เพราะฉะนัน้ ก็ตอ้ งท�ำงานทุกอย่างในกอง จากการท�ำงานในส่วนนี้เชื่อว่าผลดีที่ได้คือการได้ท�ำอะไรด้วยตัวเอง มีโอกาสไปบรรยาย ได้ท�ำเอกสารบรรยาย ให้ผู้บังคับบัญชา”
ภารกิจชายแดนตะวันออก
คุณพ่อเล่าว่า ตนเองตกที่นั่งชีพจรลงเท้าจริงๆ ได้ท�ำงานเป็นหลักแหล่งอยู่ไม่นาน ก็ต้องเดินทางไปปฏิบัติ ราชการต่างจังหวัดอีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่องของการป้องกันประเทศชายแดนด้านตะวันออก เป็นการท�ำงานร่วมกับ สหประชาชาติและหน่วยงานเอกชน จึงท�ำให้ท่านเพิ่มพูนประสบการณ์ให้รอบด้านยิ่งขึ้นไปอีก “ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๕ ไปท�ำในเรือ่ งข่าวลับ ซึง่ เคยมีพนื้ ฐานอยูแ่ ล้วตอนไปเขมร ก็ได้ไปอีกครัง้ ท�ำให้เกิดความคุ้นเคยในงานลับมากขึ้นไปอีก คือไปเป็นหัวหน้าหน่วย ๕๐๖ รับผิดชอบงานข่าวลับด้านชายแดน ตะวันออก” ช่ ว งนั้ น ปั ญ หาการเผชิ ญ หน้ า ระหว่ า งเวี ย ดนามกั บ ไทยค่ อ นข้ า งสู ง และท่ า นได้ มี โ อกาสไปท� ำ งาน ตรงพื้นที่หลักของปัญหาพอดี ประสบการณ์ที่ได้นี้เป็นประโยชน์อย่างมากในอนาคตโดยเฉพาะระบบเครื่องกีดขวาง ตามแนวชายแดน และการจัดตั้งหน่วยทหารราบยานเกราะ เป็นต้น
58
ก้าวสู่ต�ำแหน่งส�ำคัญในกองทัพบก
หลังจากคุณพ่อจบภารกิจจากชายแดนด้านตะวันออกแล้ว ได้กลับมาปฏิบัติงานอยู่ที่กรมยุทธการ ทหารบก ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ด�ำรงต�ำแหน่งหัวหน้ากอง และจากนั้นอีกเพียงปีเดียวถัดมา ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เลื่อนขึ้นด�ำรงต�ำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธการทหารบก ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ขึ้นเป็น รองเจ้ากรมยุทธการทหารบก ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ขึ้นด�ำรงต�ำแหน่ง เจ้ากรมยุทธการทหารบก ๓ ปี ๓ ต�ำแหน่ง !!! ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งคุณพ่อก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารหลักของกรมยุทธการทหารบกนั้น เป็นห้วงปลายของการยุตสิ งครามภายในกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย คุณพ่อเล่าว่าได้เห็นความเปลีย่ นแปลง ที่ส�ำคัญหลายประการ “คิดว่าเป็นเรื่องงานด้านการพัฒนา ที่ผ่านมา การพัฒนามีลักษณะของการแก้ปัญหาเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็เห็นว่างานพัฒนานั้นมีรากฐานมาจากการปฏิบัติการทางทหารประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ‘การช่วยเหลือประชาชน’ ทหารเข้าไปเริ่มตรงจุดนั้น”
59
“ไม่ใช่แค่เรือ่ งการไปให้ความช่วยเหลือกัน หรือการเอาสิง่ ของไปให้ แต่มนั เป็นเรือ่ งของการเข้าถึงทางจิตใจ ซึง่ เป็นเรือ่ งทีจ่ ำ� เป็นและมีความส�ำคัญมาก บทบาทของทหารในระยะนัน้ จึงเป็นเรือ่ งของการพัฒนาโดยเฉพาะในชนบท ที่เคยถูกทอดทิ้งเสียเป็นส่วนใหญ่ ท�ำให้เกิดความมั่นใจว่าสถานการณ์การสู้รบกันเองเช่นนั้นจะไม่กลับมาอีกแล้ว” “ความส�ำเร็จทั้งหมดนี้คือภาพความต่อเนื่องของกองทัพบก มันไม่ใช่ความส�ำเร็จของคนใดคนหนึ่ง มันเป็น เรื่องความต่อเนื่อง เป็นเรื่องของการสืบทอดภารกิจจากคนก่อน เป็นเรื่องของการศึกษาเพื่อขจัดความไม่รู้จนได้ แนวทางอันถูกต้องที่ได้รับการยอมรับและถือปฏิบัติตามกันมา”
ด�ำรงต�ำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ คุณพ่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาท ในต�ำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก ซึ่งท่านได้เล่าถึงการท�ำงานในช่วงนั้นไว้อย่างน่าสนใจ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวกับท่านว่า “น้องไม่รู้จักไปหานาย เขาไม่ให้น้องเป็นเจ้ากรมยุทธการแน่นอน น้องไป ฟิลด์ใหม่ดีกว่า ส�ำนักงานปลัดบัญชีก็น่าสนใจนะ กองจัดการเขาท�ำงานด้านแผน เกี่ยวกับเรื่องการบริหารทรัพยากร เหมือนกัน” คุณพ่อก็เลยเรียนท่านไปตรงๆ ว่า “พี่ครับ...จะให้ผมเปลี่ยนงานใหม่ท�ำไม แม้ผมเองจะไม่เคยหวังว่าจะได้ เป็นเจ้ากรมยุทธการ แต่ผมคิดว่าเมือ่ ท�ำหน้าทีร่ องเจ้ากรมได้ ผมก็ตอ้ งเป็นเจ้ากรมได้ แต่ถา้ จะให้ผมไปท�ำงานอย่างอืน่ ผมยิ่งไม่ถนัดมากขึ้น แล้วยิ่งไม่แย่ใหญ่หรือ” เมื่อคุณพ่อด�ำรงต�ำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบกแล้ว ก็มีความหนักใจเมื่อเริ่มเข้ารับงานใหญ่อยู่บ้าง ท่านเล่าว่า “ทีแรกก็มีความหนักใจเพราะเราเดินตามรอยผู้ใหญ่ เดินตามรอยพี่จิ๋ว (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) ซึ่งมีทั้ง บารมี มีทั้งหัวคิด มีทุกสิ่งทุกอย่าง ตามรอยพี่สุจินดา (พลเอก สุจินดา คราประยูร) ซึ่งพี่สุจินดาก็เป็นคนเก่งและก็มี อ�ำนาจวาสนา มีบารมี มีพรรคพวกมาก เราขึน้ มาเหมือนตัวคนเดียว แต่อาศัยว่า สมัยเราเป็นรองฯ เป็นผูช้ ว่ ยเจ้ากรมฯ เราก็ช่วยเจ้ากรมฯ มาโดยตลอด ตอนเป็นหัวหน้ากอง เราก็ช่วยพี่จิ๋วมาทุกเรื่อง เป็นผู้ช่วยเจ้ากรมฯ ก็ช่วยพี่สุจินดา ก็ท�ำมาทุกเรื่อง ได้รับความพอใจจากอดีตเจ้ากรมฯ ทุกท่าน บางท่านก่อนจากไปก็พูดกับเราว่า ‘มณฑ์ ผมขอบคุณ คุณทุกอย่างที่ช่วยกันท�ำงาน ได้ทุ่มเทท�ำงาน’ ” ตอนแรกก็คอ่ นข้างจะหนักใจ เพราะหนึง่ เราเป็นคนค่อนข้างจะไม่ชอบวางตัวกร่าง ไม่คอ่ ยชอบการกินเลีย้ ง หรือการสังคมอะไร เราไม่ค่อยชอบ มาถึงตอนนี้เราจะไปท�ำแบบเขาได้อย่างไร จะต้องไปท�ำอะไรต่อมิอะไรขัดกับ ความรู้สึกของตัวเอง มีอดีตผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่งสอนเราว่า ‘เรามันยุทธการ...เรามันพระนารายณ์เหยียบเมฆมาแผลงศร ดังนั้นเราต้องกร่าง’ เราไม่ค่อยชอบ ไม่ชอบกร่างก็คิดหนักใจ เรื่องงานไม่หนักใจ หนักใจเรื่องทางสังคม เรื่องการสร้าง บารมีเหล่านี้มากกว่า มันไม่ค่อยตรงกับนิสัยเรา มีความหนักใจในเรื่องนี้ แต่ในเรื่องการงานก็สามารถท�ำทุกเรื่อง ที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการมา
60
แต่กเ็ ป็นเรือ่ งทีไ่ ด้ใช้ความพยายามใช้ประสบการณ์ ใช้ทกุ อย่างทีไ่ ด้สงั่ สมมาในระหว่างอยูก่ รมยุทธการ ๑๕ ปี ตรงนี้ อันนี้ก็เป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งเมื่อได้เป็นเจ้ากรมยุทธการ ส่วนใหญ่ก็ท�ำในเรื่องการบริหารทรัพยากร ท�ำไมกองทัพ จะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ผู้บัญชาการทหารบกหรือฝ่ายเสนาธิการระดับสูงควรจะมองเน้นในเรื่องเหล่านี้มากกว่า จะไปมองกันเฉพาะปัญหาเรื่องยุทธวิธี” คุณพ่อได้เล่าถึงงานในเรือ่ งการวางแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ และการจัดท�ำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ซึ่งท่านได้มีโอกาสร่วมจัดท�ำด้วยตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งถือว่าคุณพ่อมีส่วนอย่างมากในการเขียน แผนพัฒนานี้ “ผูบ้ ญ ั ชาการทหารบกและฝ่ายเสนาธิการระดับสูงควรผ่านการอบรมในเรือ่ งของ ‘DEFENCE MANAGEMENT’ ซึ่งตัวเราเองได้ไปมีประสบการณ์ที่มีโอกาสไปท�ำงานร่วมกับ ดร.สุเมธ (ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล) ซึ่งมีเรื่องของการ วางแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ รวมทั้งเรื่องของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๕” “แผนฉบับนี้นับเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรกที่มีการรวมในเรื่องความมั่นคงเข้าไปในแผน ซึง่ ตอนแรกก็มคี นไม่เห็นด้วย ชือ่ มันก็บอกแล้วว่าเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมท�ำไมเอาเรือ่ งความมัน่ คงต่างๆ มารวมเข้าด้วย ซึ่งความส�ำเร็จในเรื่องนี้จะต้องยกเครดิตให้กับ ดร.สุเมธฯ ที่ได้เคยท�ำงานร่วมกับทหาร ร่วมกัน ในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ และเห็นว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องไปด้วยกัน เริ่มมองชัดเจนในเรื่องความมั่นคง ของชาติบ้านเมือง เริ่มค�ำนึงถึงพลังอ�ำนาจของชาติว่าเดิมมันแยกกันอยู่ ต่อไปนี้มันจะแยกกันอย่างนั้นไม่ได้ ต้องรวมพลังอ�ำนาจทั้งหมดเข้าด้วยกัน” “ในแผนป้องกันประเทศที่เราเขียนเองกับมือ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์และการ ป้องกันประเทศจะต้องสอดคล้องสนับสนุนซึง่ กันและกัน แยกจากกันไม่ได้ นีเ่ ป็นอีกเรือ่ งหนึง่ ซึง่ เราเป็นคนเขียนเอง...” “ส่วนเหตุผลทีเ่ ขียนเรือ่ งนีก้ เ็ พราะเรามองเห็นว่า ในเมือ่ ทหารเราก็ได้ทำ� งานในเรือ่ งการพัฒนามากมายแล้ว ท�ำไมเราไม่กำ� หนดไว้เป็นภารกิจของกองทัพเสียเลย ซึง่ ความคิดอันนีก้ ไ็ ด้รบั การยอมรับและเอาไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเชื่อว่าเรามีส่วนมากๆ ในเรื่องนี้” คุณพ่อยังได้เล่าเสริมถึงการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นคือ เรื่องของการใช้ ก�ำลังทหารพรานในการรบแบบกองโจรในแผนป้องกันประเทศ “อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้บันทึกไว้ คือความคิดที่จะใช้ก�ำลังทหารพรานในการปฏิบัติการรบแบบกองโจร ในแผนป้องกันประเทศ เป็นความคิดที่เกิดจากตัวเราเอง” “บางทีเราก็เคยเก็บเอาไปคิด วิเคราะห์ว่าท�ำอย่างไรจะยับยั้งข้าศึกทางตะวันออกที่มีถึง ๒๖ กองพล ในการบุกรุกประเทศไทยตามแผนที่ก�ำหนดไว้ได้ ตอนนั้นเรามีแค่ ๔-๕ กองพลเท่านั้น เราก็มองต่อไปว่าสงคราม กองโจรนั้นน่าจะช่วยบั่นทอนก�ำลังของข้าศึกเหล่านี้ลงได้ เพราะว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีอ�ำนาจก�ำลังรบ เปรียบเทียบ มันแทบจะวางแผนอะไรไม่ได้เลย” “แต่เราคิดว่าเรามีกำ� ลังทหารพรานในระดับกรม ระดับกองพัน หรือระดับกองร้อยมานานแล้ว เราควรจะใช้ พวกนี้ในภารกิจบั่นทอนก�ำลังข้าศึกที่บุกรุกเข้ามาตามเส้นหลักการรุก ก�ำลังหลักของเราอาจจะร่นถอย หรือเราอาจ จะถอนตัว แต่วา่ ก�ำลังส่วนหนึง่ ของข้าศึกทีร่ กุ เข้ามาจะลดลงเพราะต้องรักษาเส้นทางทีย่ าวขึน้ และหากเราใช้กำ� ลังกองโจร
61
62
ข้าศึกก็จะต้องเสียก�ำลังอีกส่วนหนึ่งเพราะจะต้องไปปราบปรามกองโจร เรามีข้อมูลตัวเลขว่าก�ำลังที่ใช้ในการ ปราบปรามกองโจรนั้ น จะต้ อ งมี ๑ ต่ อ ๑๐ ดั ง นั้ น ถ้ า เราใช้ ก� ำ ลั ง แค่ ก องร้ อ ยเดี ย ว ข้ า ศึ ก ก็ จ ะต้ อ งเสี ย ก� ำลัง ไปถึง ๑๐ กองร้อย” “ในอ�ำเภอหนึ่งๆ เราจะจัดให้มีทหารพรานหรือกองโจรหนึ่งกองร้อย แต่ต้องเป็นกองโจรจริงๆ ไม่จ�ำเป็น ต้องแต่งเครื่องแบบ ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์แบบกองก�ำลังประจ�ำการ วางแผนแบบพวกใต้ดิน ดังนั้นก�ำลังข้าศึกที่บุกรุก เข้ามานั้นก็จะถูกบั่นทอนก�ำลังลงอย่างมาก” “นอกจากเรือ่ งบริหารทรัพยากรแล้ว ก็คอื เรือ่ งพัฒนากองทัพ ให้มคี วามต่อเนือ่ งในการรบ มีสภาพพร้อมรบ ซึ่งมีเรื่องที่น่าสนใจคือเรื่องการก�ำลังส�ำรองที่เห็นว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่มันมีความจ�ำเป็นเหลือเกิน ที่เราจะต้องท�ำก�ำลังส�ำรองให้มีประสิทธิภาพขึ้นมาให้ได้ เพราะหากท�ำไม่ได้แล้วก็จะท�ำให้เกิดความเสียหาย ต่ออ�ำนาจก�ำลังรบเป็นส่วนรวม โดยเฉพาะเมื่อมีแผนลดก�ำลังออกมา ถ้าระบบการก�ำลังส�ำรองไม่มีประสิทธิภาพ อย่างแท้จริงก็จะเกิดความเสี่ยงที่น่าห่วงขึ้นมาทันที” เมื่อถามคุณพ่อถึงความภาคภูมิใจสูงสุดในต�ำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก ท่านกล่าวว่า “ที่ว่าเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดก็คงเป็น ประการแรก คือ ไม่คิดว่าตัวเองจะได้เป็น เพราะมีความรู้สึกว่า ต�ำแหน่งนี้มันเป็นยากเหลือเกิน ต้องเป็นคนที่เพียบพร้อมจริงๆ สมัยก่อนก็จะต้องได้ที่หนึ่งจากโรงเรียนเสนาธิการ ทหารบกแล้วไปเรียนต่อทีโ่ รงเรียนเสนาธิการทหารบกสหรัฐฯ แต่เราไม่ได้ทงั้ สองอย่าง แต่คดิ ว่าประสบการณ์ทผี่ า่ นมา ก็มีไม่น้อยกว่าใครทั้งสิ้น เราก็เชื่อว่าประสบการณ์ที่เราใฝ่รู้จากการศึกษาเพิ่มเติมขึ้นไปมันคงช่วยเราท�ำงานได้” “นอกจากนัน้ ก็เป็นความภาคภูมใิ จทีไ่ ด้มาเป็นผูบ้ งั คับหน่วยอีกครัง้ และได้มโี อกาสท�ำงานให้กบั กองทัพบก ในส่วนที่เป็นเสมือนหัวใจของกองทัพบกอย่างแท้จริง ก็ภูมิใจทั้งสองประการ” จึงอาจกล่าวได้ว่า คุณพ่อเป็นก�ำลังหลักในการวางรากฐานของการพัฒนากองทัพในยุคหลังสงครามกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างแท้จริง คุณพ่อได้สรุปสไตล์การท�ำงานของตัวเองไว้ว่า “ลักษณะการท�ำงานของเราส่วนใหญ่จะเป็นการท�ำงานหลัก คือไม่หยิบไม่จับอะไรเป็นเรื่องพิเศษมาท�ำ แต่จะกวาดเรียบ หมายความว่า ดูวา่ อะไรมันเหลืออยูบ่ า้ ง อะไรมันค้างอยู่ ก็จดั การเสียให้เรียบร้อย เป็นลักษณะนิสยั อย่างหนึ่ง ก่อนจะท�ำอะไรมักจะพิจารณาเสียก่อนว่า ที่แล้วเขาท�ำอะไรกันมา มีอะไรขาดตกบกพร่องอยู่บ้าง เพื่อจะ ได้สานต่อให้เสร็จสมบูรณ์” “อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเน้นไว้ คือ เรื่องบันทึกการประชุม การจดบันทึกการประชุมนับได้ว่าเป็นแบบฝึกหัด ที่ดีที่สุดส�ำหรับนายทหารเสนาธิการที่จบมารับราชการใหม่ๆ จึงอยากให้พยายามหาโอกาสท�ำงานอย่างนี้ไว้ เป็นฝ่ายเสนาธิการต้องรอบคอบ” แม้ภารกิจและการงานในฐานะเจ้ากรมยุทธการทหารบกจะมากมาย แต่ความสุขอันเกิดจากความอบอุ่น ในครอบครัวที่ได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้า เป็นก�ำลังใจอันส�ำคัญอย่างยิ่งในการท�ำงาน คุณพ่อเล่าว่า “ชีวติ ช่วงนีล้ งตัว ไม่ตอ้ งอยูห่ า่ งไกลกันเหมือนทีผ่ า่ นมาอีกแล้ว ได้มบี า้ นของเราจริงๆ ก็ตอนกลับจากเขมรในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พอเริม่ ปลูกบ้าน ก็เริม่ รักบ้าน เริม่ ประหยัดรายจ่ายทีไ่ ม่จำ� เป็น ท�ำให้เทีย่ วน้อยลง แต่เหล้าก็ยงั กินอยูบ่ า้ ง
63
การเที่ยวเตร่ก็แทบจะไม่มีเลย จะไปเที่ยวก็ชอบไปกันทั้งครอบครัว ไปต่างจังหวัด ไปทะเล ไปปิกนิก ท�ำกับข้าว ไปกินกัน เรื่องเที่ยวบาร์เที่ยวคลับเรียกได้ว่าน้อยมาก ตอนหนุ่มๆ ก็เคยเที่ยวเหมือนกัน แต่ตอนหลังๆ พอรู้แล้ว ก็สรุปว่ามันไม่ใช่ความสุข มาถึงตอนนี้ส่วนใหญ่มีเวลาก็ให้กับครอบครัว” ความสุขที่แท้จริงคือความสงบ... เป็นค�ำสอนจากบิดามารดาที่ท่านจ�ำใส่ใจไว้แม้จนบัดนี้ เมือ่ คุณพ่อพ้นจากต�ำแหน่งเจ้ากรมยุทธการในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ท่านขึน้ ด�ำรงต�ำแหน่งผูช้ ว่ ยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ และอีก ๒ ปีตอ่ มา ท่านได้ขนึ้ ด�ำรงต�ำแหน่งรองเสนาธิการทหารบก รับผิดชอบงานด้านการข่าว ยุทธการ และกิจการพลเรือน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ คุณพ่อได้สรุปงานในช่วงของทั้ง ๒ ต�ำแหน่งนี้ไว้ว่า “ตอนขึน้ เป็นผูช้ ว่ ยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ งานส่วนใหญ่ตอ้ งไปท�ำร่วมกับต่างประเทศในเรือ่ งต่างๆ เพราะฝ่ายยุทธการมีโครงการพิเศษ เช่น ฝึกกับต่างประเทศ เป็นต้น มีโอกาสท�ำงานร่วมกับสิงคโปร์ เป็นประธาน คณะกรรมการเศรษฐกิจร่วม ไทย-สิงคโปร์ งานมีลักษณะสากลมากขึ้น มีการไปเยี่ยมเยียนต่างประเทศบ่อยครั้ง” ในฐานะรองเสนาธิการทหารบก ท่านที่ ๑ คุณพ่อได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดูแลงาน ใน ๓ สายด้วยกัน ได้แก่ งานด้านการข่าว ด้านยุทธการ และด้านกิจการพลเรือน ซึ่งเป็นเสมือนหัวใจของกองทัพบก ประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมาก่อนหน้านี้ ก็มีโอกาสได้น�ำมาใช้อย่างเต็มที่ ท่านเล่าให้ฟังอีกว่า “ตอนเป็นรองเสนาธิการทหารบกงานสังคมก็มากขึ้น ได้เป็นแม่งานในการจัดงาน วันกองทัพบก แต่งานทางด้านกิจการพลเรือนค่อนข้างจะไปออกงานน้อยมาก แล้วก็ไม่ฉวยโอกาสเข้าไปท�ำ เพราะว่าประการแรกต้องไปพบปะคนมาก ต้องคบพ่อค้า คบพลเรือน ต้องไปร่วมงานมวลชน ซึ่งเราไม่ค่อยชอบ เท่าไร งานทางด้านกิจการพลเรือนส่วนใหญ่จงึ เป็นเพียงคอยติดตามในเรือ่ งของหลักการในเรือ่ งหลักนิยมและนโยบาย แต่ในภาคปฏิบัติไม่ค่อยเข้าไปเล่นเองเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้ว่าคนอื่น” “เราต้องอย่าลืมว่าธงเราอยู่ตรงไหน ความมุ่งหมายเราจะท�ำเรื่องเหล่านี้เพื่ออะไร...”
ก้าวสู่ต�ำแหน่งห้าเสือ ทบ. จากต�ำแหน่งรองเสนาธิการทหารบก คุณพ่อก้าวขึ้นด�ำรงต�ำแหน่งเสนาธิการทหารบกอย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ต�ำแหน่งเสนาธิการทหารบก เป็นเสมือนสมองของกองทัพบกที่อาจกล่าวได้ว่าต้องมีความรับผิดชอบใน ทุกสายงานของกองทัพบก เช่นเดียวกับตัวผู้บัญชาการทหารบก เพียงแต่เป็นความรับผิดชอบทางฝ่ายอ�ำนวยการ ไม่ใช่ทางการบังคับบัญชา ซึ่งท่านมองว่าจ�ำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องค�ำนึงถึงเรื่องความต่อเนื่อง
64
คุณพ่อได้เล่าถึงความภาคภูมิใจในการปฏิบัติ หน้าทีต่ ำ� แหน่งเสนาธิการทหารบกว่า “การด�ำเนินการตาม แผนโครงสร้างก�ำลังรบและแผนพัฒนากองทัพ ซึ่งเราได้มี ส่วนร่วมคิดร่วมท�ำมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ยังเป็นนายทหาร ชั้นผู้น้อย อีกเรื่องหนึ่งคือ เราถือว่าตัวเราเองนั้นเป็นคน ทีม่ คี วามรอบรูเ้ พราะได้ทำ� งานในระดับกรมฝ่ายเสนาธิการ มานานและต่อเนือ่ ง ได้มคี วามเข้าใจในงานทีท่ ำ� และเชือ่ ว่า เข้ า ใจเกื อ บทุ ก สายงาน สามารถมองปั ญ หาได้ ก ว้ า ง และมองได้ไกล แต่ทั้งหมดนี้มันเกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา ท�ำให้สามารถคิดอะไรได้อย่างค่อนข้างจะรอบคอบ และมองปัญหาในทุกแง่ทุกมุม” และในปีถัดมา คุณพ่อได้ขึ้นด�ำรงต�ำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก “สิ่งหนึ่งที่ได้ริเริ่มขึ้นในระหว่างนั้น คือได้จัดให้มีการประชุมกรมฝ่ายกิจการพิเศษขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ยังคง ด�ำเนินการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ ท�ำให้เกิดการประสานงานที่แน่นแฟ้นขึ้น”
65
จากกองทัพบก สู่กองบัญชาการทหารสูงสุด จากต�ำแหน่งผูช้ ว่ ยผูบ้ ญ ั ชาการทหารบก คุณพ่อได้ขนึ้ ไปด�ำรงต�ำแหน่งเสนาธิการทหาร กองบัญชาการทหาร สูงสุดในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ แม้ว่าจะเป็นการได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา ให้ไปด�ำรงต�ำแหน่งที่มีความ รับผิดชอบสูงขึ้น แต่ส�ำหรับนายทหารที่เติบโตมาในกองทัพบกตลอดชีวิตราชการแล้ว ความผูกพันกับกองทัพบก ก็ย่อมมีเป็นธรรมดา คุณพ่อได้กล่าวถึงความรู้สึกในช่วงนั้นว่า “เราอยู่ในกองทัพบกมานาน และไม่เคยอยากจากกองทัพบก ได้เกิดจากกองทัพบกก็อยากอยู่ที่กองทัพบก เชื่อว่าเป็นความคิดของคนที่อยู่กองทัพบกเกือบจะทุกคน จะไปดี ไปชั่ว หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็คงไม่มีใครอยาก จากกองทัพบกไป อยู่ตรงไหนก็รักตรงนั้น เกิดจากตรงไหนก็อยากอยู่ตรงนั้น...” “เมื่อรู้ตัวว่าต้องจากไป แม้จะมีผู้ใหญ่บอกว่า ‘ไปเพื่อจะไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดนะ’ ก็ตาม แต่ว่า ก็ไม่ได้เกิดความปีตยิ นิ ดีอะไร เพราะค�ำนึงอยูเ่ สมอว่า การจะเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรนัน้ อยูท่ เี่ ราต้องท�ำงานให้ประจักษ์ ไม่ใช่ใครมาสัญญาว่าจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้แล้วจะได้เป็น ถ้าเราเป็นเสนาธิการทหารแล้วท�ำไม่ดีก็อย่ามา เอาเราไปเป็น เป็นไม่ได้จะไปเป็นท�ำไม ผบ.ทหารสูงสุด ถ้าเป็นแล้วท�ำไม่ดี ต้องท�ำดีถึงจะเป็น แต่เมื่อไปก็ต้องไป!!!” คุณพ่อเล่าต่อว่าเมื่อไปด�ำรงต�ำแหน่งเสนาธิการทหาร ได้เปิดหลักสูตรฟื้นฟูให้แก่ฝ่ายเสนาธิการ ได้ลงไป บรรยายด้วยตนเองบ้าง หาคนมาบรรยายบ้าง วางรากฐานในการคิดในการเขียนและการพูดแบบฝ่ายเสนาธิการ ปรับปรุงและแนะน�ำให้เกิดแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น “เป็นเสนาธิการทหารก็ได้เข้ามาคุน้ เคยกับเรือ่ งของการฝึกร่วม ทีเ่ คยท�ำก็คอื การฝึกคอบบร้าโกลด์ รวมทัง้ การ ฝึกผสมในชือ่ รหัสต่างๆ อาศัยว่าสมัยอยูก่ องทัพบกก็เป็นเจ้ากรมยุทธการ เป็นรองผูอ้ ำ� นวยการฝึกและเป็นต�ำแหน่งอืน่ ๆ มาแล้วก็ไม่มีความหนักใจอะไร ส่วนใหญ่ก็ปรับปรุงเจ้าหน้าที่และฝ่ายเสนาธิการต่างๆ ให้ท�ำงานอย่างมีแบบแผน ท�ำงานให้สมกับเป็นฝ่ายเสนาธิการอย่างแท้จริง” “การที่จะสร้างฝ่ายเสนาธิการที่ดีให้ได้นั้น ยังมีปัจจัยอีกอย่างหนึ่งคือ หัวหน้ากองหรือผู้อ�ำนวยการกอง นอกจากจะต้องมีความรู้ในเรื่องการเป็นฝ่ายเสนาธิการที่ดีแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ แต่จะต้องเป็นครูที่ดีอีกด้วย เพื่อจะ ได้สอนลูกกองที่เข้ามาใหม่ๆ ได้” “ตั้งใจไว้ว่า เมื่อกลับไปอยู่กองทัพบกแล้ว เราได้รับรู้ปัญหาของกองบัญชาทหารสูงสุดแล้ว เราจะต้องคิดว่า ปัญหาของเหล่าทัพนั้น คือปัญหาของกองบัญชาการทหารสูงสุด และปัญหาของกองบัญชาการทหารสูงสุดนั้น ก็ต้องเป็นปัญหาของเหล่าทัพด้วยเช่นกัน เป็นปัญหาที่จะต้องช่วยกันแก้ ช่วยกันอุ้มชู ไม่ใช่ว่าหน่วยใครหน่วยมัน ต่างคนต่างอยู่ ขาดการประสานที่ดีระหว่างกันอย่างที่เคยเป็น” “และเมื่อเรากลับไปอยู่กองทัพบกแล้ว ก็ตั้งใจจะท�ำตัวเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีของกองบัญชาการทหาร สูงสุด... และจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มก�ำลังความสามารถ”
66
กลับมาสู่ต�ำแหน่งสูงสุดของกองทัพบก
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล และมีการโยกย้ายนายทหารระดับสูง ครั้งใหญ่ เป็นต�ำนานแห่งการโยกย้ายข้ามห้วย สลับไขว้ ในวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๘ กองบัญชาการกองทัพบก ได้จัดให้มีพิธีรับส่งหน้าที่ผู้บัญชาการ ทหารบก คุณพ่อ “พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์” รับหน้าที่ผู้บัญชาการทหารบกท่านใหม่เป็นวันแรก ถึงแม้คุณพ่อ จะเหลืออายุราชการเพียงปีเดียว แต่ประสบการณ์รอบด้านและความรู้ความสามารถที่สั่งสมตลอดมา หลังจาก เข้ารับราชการในกองทัพบก เป็นความเหมาะสมที่จะรับต�ำแหน่งส�ำคัญในครั้งนี้ คุณพ่อได้เล่าถึงภารกิจในช่วงนัน้ ว่า “เรือ่ งแรกทีท่ ำ� คืออยากให้เกิดความร่วมมือร่วมใจซึง่ กันและกัน รูปธรรม อั น แรกที่ ท� ำ ก็ คื อ การก� ำ หนดนโยบายของผู ้ บั ญ ชาการทหารบก ซึ่ ง แตกต่ า งไปจากที่ เ คยท� ำ กั น คื อ เดิ ม จะให้ กรมฝ่ายเสนาธิการต่างกรมก็ตา่ งเขียนกันขึน้ มา แล้วรวบรวมก�ำหนดเป็นนโยบาย แต่ทเี่ ราท�ำมีขนั้ ตอนแปลกไปนิดหนึง่ คือเราเชิญ ‘ห้าเสือ’ (หมายถึง ผูบ้ ญ ั ชาการทหารบก รองผูบ้ ญ ั ชาการทหารบก ผูช้ ว่ ยผูบ้ ญ ั ชาการทหารบก ทัง้ ๒ ท่าน และเสนาธิการทหารบก) รวมทัง้ ผูใ้ หญ่ระดับผูช้ ว่ ยเสนาธิการทหารบกขึน้ มา โดยไม่ได้เชิญระดับเจ้ากรม จากนัน้ ก็มา พูดจาปรึกษาหารือกัน ว่าจะท�ำอะไรกันบ้าง ท�ำกันอย่างไร พูดกันทุกปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการพัฒนากองทัพ
67
ปัญหาการจัดหา ฯลฯ ทุกเรือ่ งยกมาคุยกัน ใครอยากยกเรือ่ งอะไรก็ยกขึน้ มา ใครมีปญ ั หาอะไรค้างคาอยูใ่ นใจก็นำ� มา พูดจากัน จากนัน้ จึงเอาข้อสรุปจากการปรึกษาหารือนี้ ส่งไปให้กรมฝ่ายเสนาธิการเขียนขึน้ มาเป็นนโยบายกองทัพบก” “ว่ากันอันที่จริงก็ไม่ได้ผิดอะไรมากไปกว่าวิธีเก่ามากมายนัก แต่ว่าสิ่งที่ต้องการคือ ต้องการให้เริ่มท�ำงาน ด้วยการช่วยกันคิด เราจะได้ชว่ ยกันท�ำ ต้องการทีส่ ดุ คือผลตรงนีเ้ ท่านัน้ เองว่า สิง่ เหล่านีท้ เี่ ราจะท�ำต่อไปพวกเราต้อง ช่วยกันคิดมา ผู้บังคับบัญชาคิดเป็น ‘WHAT TO DO’ ขณะที่ฝ่ายอ�ำนวยการคิดเป็น ‘HOW TO DO’ ” “ความที่เคยเป็นเสนาธิการมาก่อนท�ำให้เรามีความรู้กว้างขวาง ก็ต้องระวังตัว จะพูดอยู่ตลอดเวลาว่า ‘นี่เป็นเพียงความเห็นหนึ่งของ ผบ.ทบ. เท่านั้นนะ ไม่ใช่ข้อตกลงใจ’ ต้องเน้นว่าเป็นแต่ความเห็นหนึ่งเท่านั้น ทีต่ อ้ งย�ำ้ เช่นนี้ เพราะเกรงจะกลายเป็นเหมือนสมัยก่อนๆ ว่า ถ้านายพูดอะไรเป็นค�ำสัง่ หมด ต้องท�ำหมด ส�ำหรับเรา ไม่จ�ำเป็นสามารถแย้งได้ สามารถอธิบายได้ พูดกันด้วยสัมมาคารวะตามต�ำแหน่งหน้าที่ ไม่ใช่มายโส ซึ่งคงยอมไม่ได้ แต่ถ้าพูดด้วยเหตุผลของความเห็น ถ้ามีเหตุผลที่ดีกว่าก็สามารถเปลี่ยนได้ เพราะแสดงว่าเขาปรารถนาดีต่องาน”
68
“แม้ ก ระทั่ ง การย้ า ยคนที่ เ คยเกรงกั น ก็ ไ ม่ ไ ด้ ย ้ า ยอะไร พยายามที่ จ ะใช้ ห ลั ก ว่ า เราตั้ ง แม่ ทั พ แม่ ทั พ ตั้งผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการกองพลตั้งผู้บังคับการกรม เป็นไปตามล�ำดับอย่างนี้” คุณพ่อได้เล่าถึงความภาคภูมิใจในต�ำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกไว้ดังนี้ “ความภาคภู มิ ใ จประการแรก คื อ มี โ อกาสท� ำ ให้ ก องทั พ บกเริ่ ม เดิ น กลั บ ไปสู ่ แ ผน กลั บ ไปสู ่ ป ั ญ หา ระดับโครงสร้างตามแผนที่วางกันไว้แล้ว ประการที่สอง จากการกลับไปสู่แผนท�ำให้การก�ำหนดความต้องการต่างๆ ในการจัดหายุทโธปกรณ์เกิดความชัดเจนขึน้ ความต้องการนัน้ จะต้องเป็น ‘NEED TO HAVE’ ไม่ใช่ ‘NICE TO HAVE’ คือเป็นเรื่องของการ ‘ต้องมี’ ไม่ใช่ ‘มีก็ดี’ ดังนั้นต้องคิดกันให้ดีว่าเป็นความต้องการที่แท้จริงหรือเปล่า จากนั้น ก็จะต้องค�ำนึงถึงเรื่องของการซ่อมบ�ำรุงที่จะต้องท�ำกันให้เป็นระบบ” “แต่หากจะพูดถึงรูปธรรม ก็คงเป็นเรือ่ งทีส่ ามารถจัดระบบจัดระเบียบแล้วก็ทำ� งานไป เราไม่ตอ้ งการท�ำอะไร ที่มันโด่งดัง อุปนิสัยของเราจะท�ำอะไรเป็นเรื่องๆ ไป ไม่จ�ำเป็นต้องจับงานที่ท�ำแล้วจะต้องโด่งดัง ไม่ต้องการ ท�ำอย่างนั้น ถ้าจะท�ำก็อยากจะท�ำเพื่อให้กองทัพเป็นส่วนรวมขยับเดินไปข้างหน้ามากกว่า” “เรือ่ งการท�ำงานเป็นบางเรือ่ งเพือ่ ให้โด่งดัง เอาชือ่ เอาเสียง เราคิดว่ามันเป็นแค่กระพีม้ ากกว่าทีจ่ ะเป็นแก่น ซึ่งหากมองประโยชน์เพื่อกองทัพแล้ว เราก็ไม่ควรจะท�ำ” “งานที่มีความส�ำคัญสูงสุดของกองทัพอีกงานหนึ่ง คือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ ซึ่งได้ย�้ำ อยูต่ ลอดเวลา จะต้องท�ำด้วยความจงรักภักดีอย่างแท้จริง โดยมองเห็นประโยชน์วา่ สิง่ ทีพ่ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้ทรงมีพระราชด�ำริหรือทรงท�ำอยู่นั้น เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อมวลพสกนิกร เรามีหน้าที่ช่วยเหลือ ประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้นการสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริย่อมเป็นภารกิจที่พึงน�ำมาส่งเสริม พัฒนาและขยายผลในทางปฏิบัติอย่างเต็มขีดความสามารถ” “อีกงานหนึ่ง ก็คือเรื่องของโครงการลดก�ำลังทหาร เพื่อจะได้น�ำไปเพิ่มในสิ่งที่จ�ำเป็น ส่วนในเรื่องของ งบประมาณ เรายังขาดการประหยัดอยู่มาก เราเสียในสิ่งที่ไม่ควรเสียมากมาย เราได้ของที่ไม่จ�ำเป็นมามากมาย เหลือเกิน บางทีซื้อของมาแล้วก็ใช้ไม่ได้ หรือบางทีซื้อมาแล้วก็ใช้ได้ระยะสั้นๆ บางอย่างซื้อมาแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วจะเอาแต่ของใหม่ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ บางทีก็ซื้อตามความต้องการของผู้ขายมากกว่า ไม่ได้ซื้อตามความต้องการ ของหน่วยงานอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ก็พยายามแก้ พยายามท�ำให้ถูกต้อง เพราะส่งผลเสียหายให้แก่กองทัพเรา เป็นมูลค่ามหาศาล เงินทองงบประมาณของเราก็ไม่ได้มีมากมาย ถ้าเราไม่ประหยัด หรือหากต่างคนต่างจ้อง จะฉวยประโยชน์จากงบประมาณในส่วนเหล่านี้กัน ความเสียหายก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก เราจึงพยายามจะอุดรูรั่ว เหล่านี้ให้ได้ พยายามอาศัยประสบการณ์เก่าๆ ที่มีอยู่ในการที่จะแก้ไขเรื่องเหล่านี้” “สิ่งที่อยากจะท�ำและก็ได้ท�ำมาตลอดอีกเรื่องหนึ่งคือ การมีการประชาสัมพันธ์ที่ดี การมีการแสดงออก ต่อสื่อมวลชนต่างๆ ให้ถูกต้อง” คุณพ่อได้กล่าวถึงจิตส�ำนึกของความเป็นทหารไว้ว่า “เราคงต้องระดมความคิดหาวิธีการที่จะเสาะหาคนดีๆ มาเป็นทหาร การเป็นทหารก็รู้กันอยู่ว่าเงินเดือน อย่างเดียวเดี๋ยวนี้ไม่ได้ มันน้อย จึงต้องเน้นเรื่องเกียรติยศเกียรติศักดิ์ของความเป็นทหารให้มากขึ้น ทหารต้อง รักเกียรติ ต้องหยิ่งในศักดิ์ศรี เราถือว่าทหารจะต้องเป็นสุภาพบุรุษและเป็นพลเมืองดีของชาติบ้านเมือง”
69
70
71
72
“ท�ำไมเราไม่เตือนตัวเองว่า เรานัน้ ได้เคยยืนต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้เคยถวายสัตย์ ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพลแล้วว่า เราจะเป็นทหารที่มีเกียรติ และจะเป็นทหารซึ่งเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราคือทหารซึ่งพร้อมจะถวายชีวิตเพื่อสถาบันได้ แต่เรากลับไปท�ำในสิ่งที่ชั่วร้าย สิง่ ทีค่ นอืน่ เขาประณาม เรือ่ งเหล่านีต้ อ้ งปลุกกันให้ชว่ ยกันคิด มันเป็นเรือ่ งทีจ่ ำ� เป็น เป็นเรือ่ งทีต่ อ้ งท�ำ ท�ำคนเดียวไม่ได้ ต้องหลายๆ คนช่วยกันท�ำ” “ต้องคิดให้ได้ว่า ความสุขที่แท้จริงของเรานั้นอยู่ตรงไหน พ่อแม่ได้บอกเราอยู่ตลอดเวลาว่า ‘ความสุขที่แท้จริงคือความสงบ’ ” “ภูมิใจในชีวิตตัวเองที่ผ่านมา จากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ได้ผ่าน ได้เห็นเรื่องราวอันหลากหลายในอันที่จะ สร้างสมประสบการณ์ สร้างสมความแข็งแกร่งให้ชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องของความคิด ไม่ว่าจะเรื่องของการปฏิบัติ ยิ่งตอน เป็นนักเรียนนายร้อยก็ยิ่งได้รับการหล่อหลอมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น มันค่อยๆ สร้างสมขึ้นมา ทั้งหมดเป็นเรื่องของการ สร้างสม เป็นเรื่องของความอดทน เป็นเรื่องของความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว และทั้งหมดนี้หากสรุปลงแล้ว ก็เพราะเรา เป็นคนใฝ่ดี” นีค่ อื เรือ่ งราวของคุณพ่อ พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ นายทหารท่านหนึง่ เติบโตจากครอบครัวของชนชัน้ กลาง จบการศึกษาจากสถาบันอันทรงเกียรติ รับราชการไต่เต้าจากบันไดชัน้ ล่างสุดของนายทหารสัญญาบัตร เลือ่ นต�ำแหน่ง ไปตามล�ำดับที่ก�ำหนดให้โดยผู้บังคับบัญชาเสมอ ไม่มีต่อรอง ไม่มีวิ่งเต้น ตลอดชีวิตรับราชการไม่เคยเสแสร้งอวดตัว ผ่านสงครามมาหลายสมรภูมิ และยังบอกกับทุกคนเสมอว่าตนเองไม่ใช่คนเก่ง เพียงแต่ตั้งใจท�ำงานทุกชิ้นอย่าง เต็มก�ำลังความสามารถ เก็บรับและสัง่ สมประสบการณ์อย่างไม่วา่ งเว้น ยึดมัน่ ในหลักการและความถูกต้องชอบธรรม เสมอด้วยชีวิต ไม่เคยใส่ใจในเรื่องของโชคชะตา เชิดหน้ารับค�ำสั่งอย่างองอาจเสมอ และใฝ่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น สามารถเป็นแบบอย่างให้กับสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากเกษียณอายุราชการ คุณพ่อลาออกจากทุกต�ำแหน่งที่ด�ำรงอยู่ ใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย กับครอบครัวที่บ้านมีนบุรี มีความสุขกับการถ่ายรูปหลานๆ เดินทางท่องเที่ยวไปกับคุณแม่และมิตรสหายที่ท่านรัก ชวนลูกหลานไปรับประทานอาหารร้านอร่อยทีท่ า่ นชอบ ขับรถไปตีกอล์ฟด้วยตนเอง ไม่เข้าไปยุง่ เกีย่ วแทรกแซงใดๆ กับทั้งกองทัพและการเมือง สมดังคติประจ�ำใจของท่าน “ความสุขที่แท้จริงคือความสงบ และใฝ่ดีเสมอ” ตลอดเวลา ๓๗ ปี ในการรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นทุ่มเทท�ำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร จนก้าวสู่ต�ำแหน่งสูงสุดของกองทัพบก คุณพ่อคือทหารอาชีพอย่างแท้จริง นี่คือต�ำนานหนึ่งซึ่งจะเป็นต�ำนาน ที่คนรุ่นหลังสามารถยึดถือเป็นแนวทางในการด�ำเนินชีวิตได้ คุณพ่อของเรา พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
73
ช่วงเวลาแห่งความสุข
74
75
76
เกียรติยศสุดท้าย
77
78
79
80
ประสบการณ์การท�ำงานในหน้าทีฝ ่ า่ ยเสนาธิการ บรรยายโดย
พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ เสนาธิการทหาร
เมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ในหลักสูตรนายทหารฝ่ายเสนาธิการ กรมฝ่ายเสนาธิการร่วม รุ่นที่ ๑ ของ กรมยุทธการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด
ประสบการณ์การท�ำงานในหน้าทีฝ ่ า่ ยเสนาธิการ
การบรรยายในวันนี้จะเป็นการน�ำประสบการณ์ในการเป็นฝ่ายเสนาธิการมาทบทวน ให้พวกเราฟัง สิ่งที่จะบรรยายในวันนี้น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะเป็นเรื่องของประสบการณ์จาก การปฏิบัติอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่จะไม่สามารถไปค้นหาได้ในต�ำราเล่มใดๆ เรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ ได้แก่ การคิด การเขียน และการพูดอย่างเสนาธิการ การคิดอย่างเสนาธิการ
ก่อนทีเ่ สนาธิการจะคิดนัน้ จะต้องท�ำความเข้าใจถึงบทบาทหน้าทีแ่ ละความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอ�ำนวยการ ให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า ตนนั้นอยู่ในฐานะอะไร ถ้าเป็นผู้บังคับบัญชานั้น จะต้องคิดเพื่อตกลงใจ WHAT TO DO ถ้าเป็นฝ่ายอ�ำนวยการจะต้องคิดให้ได้ข้อเสนอแนะ HOW TO DO ถ้าไม่ท�ำความเข้าใจให้ดี เวลาท�ำงานอาจสับสน โดยผู้บังคัญบัญชาอาจคิดแทนฝ่าย อ�ำนวยการ หรือฝ่ายอ�ำนวยการอาจท�ำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาได้ เป็นต้น การคิดอย่างเสนาธิการก็คือ การประมาณสถานการณ์ หรือการประมาณการนั่นเอง หรือ อาจกล่ า วได้ ว ่ า การประมาณสถานการณ์ ข องผู ้ บั ง คั บ บั ญ ชาหรื อ การประมาณการของฝ่ า ย อ�ำนวยการนั้น คือ การจัดกระบวนความคิด หรือจัดระเบียบความคิดนั่นเอง ฝึกให้เราคิดว่า ควรจะคิดอะไรก่อนหลัง เช่น เมือ่ ได้รบั ภารกิจมาก็ตอ้ งคิดวิเคราะห์ภารกิจให้ถอ่ งแท้ครบถ้วนเสียก่อน แล้วจึงคิดถึงสิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยกระทบต่างๆ แล้วก�ำหนดหนทางปฏิบัติให้บรรลุภารกิจ จากนั้น จึงท�ำการวิเคราะห์ถึง ข้อดี ข้อเสียของแต่ละหนทางปฏิบัติ แล้วน�ำหนทางปฏิบัติท่ีวิเคราะห์แล้ว มาเปรียบเทียบกัน ถ้าเป็นผูบ้ งั คับบัญชาก็จะสามารถตกลงใจในหนทางปฏิบตั ทิ เี่ หมาะสม และถ้าเป็น ฝ่ายอ�ำนวยการ ก็สามารถเสนอแนะหนทางที่เหมาะสมแก่ผู้บังคับบัญชาได้ หัวใจของการคิดอยู่ที่การวิเคราะห์ภารกิจ ให้ถูกต้องครบถ้วน การวิเคราะห์ภารกิจ ไม่ถูกต้องจะท�ำให้หลงภารกิจและไม่สามารถหาข้อเสนอแนะที่ถูกต้องเหมาะสมได้เลย นอกจาก การวิเคราะห์ภารกิจแล้วจะต้องจัดระเบียบความคิดให้ดีเพื่อมิให้สับสน
81
การเขียนอย่างเสนาธิการ
ผู้เป็นเสนาธิการนั้นจ�ำเป็นต้องเขียนหนังสือหลายอย่าง เช่น การจัดท�ำรายงานการประชุม การเขียนหนังสือราชการ หรือการจัดท�ำข้อพิจารณาของฝ่ายอ�ำนวยการ (STAFF STUDY) รวมไปถึง การท�ำแผนโครงการหรือนโยบาย การจัดท�ำแผนงาน โครงการ หรือนโยบายถือว่าเป็นงานของ ฝ่ายอ�ำนวยการระดับสูงอีกขั้นหนึ่ง ฝ่ายเสนาธิการบางคนท�ำได้แต่ CURRENT SITUATION หรือ OPERATOR ไม่สามารถจัดท�ำแผนเป็น PLANNER หรือ POLICY MAKER ได้จ�ำเป็นจะต้องศึกษา หาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ส�ำหรับวันนี้ จะแนะน�ำการเขียนของเสนาธิการเพียง ๒ เรื่อง คือการจัดท�ำข้อพิจารณา ของฝ่ายอ�ำนวยการ และการบันทึกการประชุม หรือการจัดท�ำรายงานการประชุม ซึ่งมีความส�ำคัญ และจ�ำเป็นมากส�ำหรับฝ่ายเสนาธิการ การจัดท�ำข้อพิจารณาของฝ่ายอ�ำนวยการ (STAFF STUDY) การเขียนจะท�ำหลังความคิด บางท่านอาจจะสงสัยว่า เวลาท�ำข้อพิจารณาฝ่ายอ�ำนวยการ ท�ำไมจึงนิยมเสนอหนทางปฏิบตั เิ ดียว นั่นก็คือเราน�ำเอาข้อเสนอที่ดีที่สุดของการประมาณการมาเขียนเป็นข้อพิจารณานั่นเอง
คิด STAFF ESTIMATE
เขียน STAFF STUDY
ข้อเสนอที่ดีที่สุดของการประมาณการ น�ำมาจัดท�ำเป็นข้อพิจารณาของฝ่ายอ�ำนวยการ การตัง้ ชือ่ เรือ่ งต้องให้ตรงกับเรือ่ งทีจ่ ะเขียน และจะต้องเป็นการพัฒนาความคิดของคนอ่าน โดยอ่านชือ่ เรือ่ งแล้วมีความเข้าใจ การตัง้ ชือ่ เรือ่ งจึงเป็นเรือ่ งส�ำคัญมาก ถ้าตัง้ ชือ่ เรือ่ งตรงหรือถูกต้อง ก็จะท�ำให้รเู้ รือ่ งตัง้ แต่อา่ นชือ่ เรือ่ ง และเป็นการพัฒนาความคิดด้วย ในขัน้ ต้นอาจจะตัง้ ชือ่ เรือ่ งไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรเมื่อเขียนเสร็จแล้วจึงตั้งชื่อเรื่องภายหลังก็ได้ โดยน�ำเรื่องราวทั้งหมดมาสรุปเป็นชื่อเรื่อง การเขียนข้อพิจารณาของฝ่ายอ�ำนวยการจะให้สนั้ หรือยาวเพียงใดขึน้ อยูก่ บั ว่าผูบ้ งั คับบัญชา มีความชอบและต้องการอย่างไร ไม่มีการก�ำหนดตายตัว ถ้าเรื่องเดิมที่ได้รับมาสั้นมาก จะต้องขยายความให้ผู้บังคับบัญชาอ่านแล้วรู้เรื่อง แต่ถ้า เรื่องที่ได้รับมาเป็นเรื่องยาวๆ จะต้องสรุปให้สั้นกะทัดรัด ได้ใจความส�ำคัญ ผู้บังคับบัญชาอ่านแล้ว รู้เรื่อง เข้าใจได้ง่าย โดยไม่ต้องพลิกอ่านรายละเอียดมาก ความยาวของการเขียน ปกติจะเขียน ไม่เกิน ๒ หน้า ส่วนรายละเอียดให้ท�ำเป็นผนวก อนุผนวก ใบแนบ ใบแทรก หากมีความจ�ำเป็น อาจเขียน ๓-๔ หน้าก็ได้ แต่ไม่ควรเขียน ๕-๖ หน้า การเขียนข้อความในแต่ละข้อจะต้องตรงประเด็น สอดคล้องกันและรับกันเป็นเหตุและผล อันจะน�ำมาสูข่ อ้ เสนอแนะหรือข้อสรุป ซึง่ จะท�ำให้ผบู้ งั คับบัญชาอ่านแล้วเข้าใจง่าย และมักจะได้รบั การอนุมัติ ผูเ้ ขียนจะต้องรูเ้ รือ่ งทีจ่ ะเขียนอย่างละเอียดชัดเจน สามารถตอบค�ำถามหรืออธิบายเรือ่ งนัน้ ได้ว่าหมายความว่าอย่างไร อย่าตอบว่า “คงอย่างนั้นมั้ง” อย่าเป็น “เสธ.มั้ง” ฝ่ายเสนาธิการจะ “มั้ง” ไม่ได้ ต้องหาข้อเท็จจริงและเหตุผลอธิบายให้ได้
82
การจัดท�ำข้อพิจารณาของฝ่ายอ�ำนวยการ โดยทั่วไปมี ๒ แนวทาง ถ้าเป็นเรื่องไม่ซับซ้อน มากนัก จะไม่นยิ มเขียนหัวข้อ ปัญหาข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา และข้อเสนอ แต่ถา้ เรือ่ งใดมีความซับซ้อน ต้องการข้อมูลมากและต้องคิดลึกซึ้งมักจะเขียนหัวข้อให้ครบ และแสดงข้อย่อยไว้ค่อนข้างละเอียด แต่แม้จะไม่เขียนหัวข้อไว้ ล�ำดับการเขียนก็คงขึ้นต้นด้วยปัญหา ตามด้วยข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา ข้อสรุป/ข้อเสนอเช่นเดียวกัน สิง่ ส�ำคัญในการจัดท�ำข้อพิจารณาของฝ่ายอ�ำนวยการ คือทุกเรือ่ งทีเ่ ขียน จะต้องมีขมวดท้าย ขอให้ระบุให้ถูกต้องชัดเจน ว่าต้องการให้ผู้บังคับบัญชาท�ำอะไร เช่น “จึงเรียนมาเพื่อกรุณาทราบ” “จึงเรียนมาเพือ่ กรุณาอนุมตั ”ิ หรือ “กรุณาด�ำริ (เรือ่ งใดต้องระบุให้ชดั เจน)” และอย่าไปขมวดท้ายว่า “จึงเรียนมาเพือ่ กรุณาพิจารณาและด�ำเนินการต่อไป” เพราะผูบ้ งั คับบัญชาจะไม่พจิ ารณาเรือ่ งทัว่ ๆ ไป หรือเรื่องทั้งหมด แต่จะพิจารณาเรื่องที่จะอนุมัติเท่านั้น การพิจารณาด�ำเนินการเป็นหน้าที่ ของฝ่ายอ�ำนวยการ ส่วนผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ตกลงใจ สั่งการหรือรับทราบ ฝ่ายเสนาธิการจะต้องมีความละเอียดรอบคอบ ในการจัดท�ำหนังสือราชการเมื่อพิมพ์ เสร็จแล้ว จะต้องตรวจสอบข้อความทุกตัวอักษรด้วยการจีอ้ า่ นทุกตัวอักษรเพือ่ ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด อย่าอ่านแบบ SCAN ผ่านไปเป็นอันขาด การท�ำรายงานการประชุม
ถือว่าเป็นแบบฝึกหัดส�ำหรับเสนาธิการใหม่ เพราะจะได้ใช้ความสามารถในการฟัง แล้วน�ำมา สรุปเป็นข้อเขียนได้ นั่นคือ “ฟังแล้วเอามาเขียนได้” การเขียนรายงานการประชุม ต้องเขียนเป็นภาษาเขียน ภาษาราชการ อย่าใช้ภาษาพูด ต้องฟังให้เข้าใจเสียก่อน แล้วจึงน�ำมาเขียน การจะท�ำรายงานการประชุมให้ดีนั้น ผู้ท�ำจะต้องมี ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะประชุม และต้องมีการศึกษาเรื่องเดิมเสียก่อนเพื่อที่จะได้ฟังอย่างถูกต้อง เรื่ อ งเดิ ม ดั ง กล่ า วอาจหาได้ จ ากบั น ทึ ก การประชุ ม ครั้ ง ที่ ผ ่ า นมา เอกสารที่ เ กี่ ย วข้ อ ง การสอบถามบุคคล หรือหน่วยเกี่ยวข้อง รายงานการประชุ ม ที่ ดี สามารถน� ำ ไปท� ำ เป็ น ข้ อ พิ จ ารณา เพื่ อ ให้ ข ้ อ เสนอส� ำ หรั บ ผู้บังคับบัญชาตกลงใจได้ โดยไม่ต้องแก้ไข ผู้อ�ำนวยการกองต้องสามารถสอนผู้ใต้บังคับบัญชา ให้สามารถจดและท�ำรายงานการประชุมได้ ระหว่างการประชุมต้องพยายามจดบันทึกให้มากที่สุด พยายามสรุปประเด็นให้ได้ การท�ำรายงานการประชุม จะต้องรีบจัดท�ำโดยเร็ว อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะจะท�ำให้ ลืมประเด็นส�ำคัญหรือสาระส�ำคัญ การบันทึกเทปควรใช้ส�ำหรับตรวจสอบในเรื่องที่จ�ำไม่ได้หรือหลงลืม การใช้เทป อาจจะ เสียเวลาในการถอดเทป ๓-๔ เท่าของการประชุม ซึ่งท�ำให้เสียเวลามาก การเตรียมการประชุมต้องจัดท�ำเอกสารต้นเรื่องโดยเตรียมปัญหาข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา ข้อเสนอแนะไว้ให้พร้อม เพื่อให้การประชุมบรรลุความมุ่งหมาย และได้ข้อสรุปด้วยความรวดเร็ว สรุปได้ว่า เทคนิคของการบันทึกประชุม ต้องจดให้มาก จับประเด็นให้ถูกและรีบท�ำให้เร็ว
83
การพู ดอย่างเสนาธิการ
ฝ่ายเสนาธิการหรือฝ่ายอ�ำนวยการต้องพูดเก่ง พูดให้ดีมีหลักการน่าเชื่อถือ มีหลักฐาน อ้างอิงและข้อเสนอแนะให้แก่ผู้บังคับบัญชา ในการประชุมสามารถให้เหตุผลและข้อพิจารณาได้ ตรงประเด็น การพู ดในทีป ่ ระชุม
• ต้องพูดกับประธานในที่ประชุมเท่านั้น ไม่พูดหรือเถียงกับผู้เข้าร่วมประชุมด้วยกัน ต้องพูดให้ตรงประเด็น ไม่พูดนอกเรื่องหรือพูดซ�้ำซาก • อย่าพูดต้อนคนให้จนมุมหรือจ�ำนน ไม่พูดให้เกิดความโกรธความอับอายหรือเสียหน้า ในที่ประชุม • ควรพูดให้โน้มน้าวใจ มีเหตุผลให้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นด้วย • การถกเถียงในที่ประชุม ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะน�ำไปผูกใจเจ็บหรืออาฆาตกันนอกห้อง ประชุม หรือภายหลังการประชุม • ฝ่ายเสนาธิการต้องมีจิตใจกว้างขวาง มีเหตุมีผล ต้องยอมรับผลของการประชุม การบรรยายสรุป
ฝ่ายเสนาธิการต้องบรรยายสรุปได้ดี การบรรยายสรุปเป็นเรื่องที่มีความส�ำคัญส�ำหรับ ฝ่ายอ�ำนวยการมาก โดยเฉพาะจะท�ำให้ผู้บังคับบัญชาเกิดความเชื่อมั่นในฝ่ายเสนาธิการ • ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี การพูดต้องถูกต้อง ชัดเจน มีจังหวะน่าฟัง • การเตรียมตัวที่ดี คือ ต้องศึกษาเรื่องที่จะบรรยาย เขียนค�ำบรรยายและท�ำความเข้าใจ ให้ถ่องแท้ • การเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม และสามารถใช้งานได้ดี • ต้องมีการฝึกซ้อม ทดสอบ • ต้องเตรียมการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ในกรณีที่จ�ำเป็น เช่น การปรับการบรรยายให้ สั้นลงให้เหมาะสมกับเวลา และครอบคลุมในสาระส�ำคัญ • ต้องสามารถบรรยายได้ ในสถานการณ์ที่มีอุปสรรคปัญหา เช่น ไฟฟ้าดับ เครื่องเสียง ขัดข้อง • การใช้อุปกรณ์ เช่น แผ่นใสจะต้องดับไฟก่อนแล้วจึงค่อยเปลี่ยนแผ่นใส • แผ่นใสจะต้องตัวใหญ่ อ่านง่าย สะอาด ชัดเจน • ฝ่ายเสนาธิการจะต้องท�ำ BRIEFING NOTE เอง • การใช้เสียงจะต้องสามารถฟังได้ตลอดห้อง การท�ำงานฝ่ายอ�ำนวยการ
• การทีฝ่ า่ ยอ�ำนวยการ คิด เขียน พูด เรือ่ งใดให้ได้ดนี นั้ สิง่ ส�ำคัญคือ ต้องมีความรูเ้ กีย่ วกับ เรื่องนั้นๆ
84
• ฝ่ายอ�ำนวยการไม่จำ� เป็นต้องรูท้ กุ เรือ่ ง ต้องแยกให้ออกว่าเรือ่ งใดควรรูล้ ะเอียด เรือ่ งใด ควรรู้คร่าวๆ แต่สิ่งส�ำคัญก็คือต้องรู้ว่า “จะไปหาความรู้จากไหน รู้แหล่งความรู้ และจะได้ความรู้มา อย่างไรโดยรวดเร็วและทันเวลา” • ความรู้พื้นฐานของบ้านเมืองที่ฝ่ายเสนาธิการ หรือฝ่ายอ�ำนวยการต้องรู้ คือ เรื่องพลัง อ�ำนาจของชาติโดยเฉพาะด้านความมั่นคงของชาติ (การทหาร) ซึ่งได้แก่ นโยบายการทหาร การป้องกันประเทศ การใช้ก�ำลัง ไทยเรามีนโยบายไม่รุกรานใคร และต้องรู้ยุทธศาสตร์ในการ ป้องกันประเทศ การใช้กำ� ลังทหารเนือ่ งจากไทยมีนโยบายไม่รกุ รานใคร ไทยรักสงบ ดังนัน้ ไทยจึงใช้ “ยุทธศาสตร์การป้องกัน” ซึ่งฝ่ายอ�ำนวยการจะต้องรู้ ได้แก่ ๑. ยุทธศาสตร์การป้องกันร่วม (COLLECTIVE DEFENSE STRATEGY) เนื่องจากเรา พิจารณาเห็นว่า เราเป็นประเทศเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับภัยคุกคามที่จะต้องเผชิญ เราจ�ำเป็น ที่จะต้องหาพันธมิตรมาช่วย การหาพันธมิตรนั้นมีทั้งพหุภาคีและทวิภาคี (MULTILATERAL & BILATERAL AGREEMENT) เช่ น MANILA PACTS ข้ อ ตกลงถนั ด -รั ส ก์ การฝึ ก ร่ ว มและผสม คลังกระสุนส�ำรองสงคราม (WAR RESERVE STOCKPILES) เป็นต้น ๒. ยุทธศาสตร์การต่อสู้เบ็ดเสร็จ (TOTAL DEFENSE STRATEGY) การต่อสู้เบ็ดเสร็จ เป็ น การรวมพลั ง อ� ำ นาจของชาติ ทั้ ง สิ้ น เข้ า ร่ ว มในการต่ อ สู ้ เ พื่ อ เพิ่ ม ศั ก ยภาพและสามารถ ให้ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง การวางแผนการต่อสู้เบ็ดเสร็จ จะต้องท�ำทุกระดับ ตั้งแต่ระดับรัฐบาล (แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ) ระดับกระทรวง กองบัญชาการทหารสูงสุด (แผนระดมสรรพก�ำลัง) และเหล่าทัพ เป็นการผนึกก�ำลังทัง้ ก�ำลังประจ�ำการ ก�ำลังประจ�ำถิน่ และก�ำลังประชาชนเข้าร่วมกันต่อสู้ ๓. ยุทธศาสตร์การตั้งรับเขตหน้า (FORWARD DEFENSE STRATEGY) โดยปฏิบัติการรบ แตกหักในพื้นที่ตั้งรับหน้า และไม่มีการร่นถอยทางยุทธศาสตร์ ๔. ยุทธศาสตร์การป้องปราม (DETERRENT STRATEGY) การเตรียมก�ำลัง และการพัฒนา ศักยภาพในการต่อสู้ ดังพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้า ร.๖ “แม้หวังตัง้ สงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” การเข้าใจในยุทธศาสตร์จะช่วยให้ฝ่ายเสนาธิการได้คิดอย่างถูกต้อง มีหลักคิด และไม่ใช้ อารมณ์ในการก�ำหนดนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติ • ฝ่ายอ�ำนวยการจะต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ และต้องศึกษาค้นคว้าให้มีความรู้เพิ่มเติม และทันสมัยเสมอ ทั้งความรู้ด้านการทหาร เหตุการณ์ สถานการณ์ของบ้านเมือง และในปัจจุบัน สมควรจะรู้เรื่องใหม่ๆ เช่น เรื่องการสื่อสาร เทคโนโลยี และ RE-ENGINEERING เป็นต้น • กองบัญชาการทหารสูงสุด เป็นหน่วยงานที่มีปัญหาน่าเป็นห่วงคือ “มีทั้งคนล้นงาน และงานล้นคน” ถ้ามีแต่คนล้นงาน ปัญหาเดียวสามารถแก้ใขได้โดยเอาคนออก หรืองดบรรจุ ไม่นานก็หมดปัญหา หรือถ้ามีแต่งานล้นคนอย่างเดียว ก็แก้ไขได้โดยการเอาคนมาเพิ่มให้พอดี • สภาพเป็นจริงในปัจจุบัน “มีทั้งคนล้นงานและงานล้นคน” ในหน่วยงานเดียวกัน คือ ทีไ่ ม่มงี านหรืองานน้อย แต่มคี นมากจนไม่มงี านท�ำ แต่ในทีม่ งี านมากกลับไม่มคี นท�ำ เพราะถูกจ�ำกัด ด้วยงบประมาณก�ำลังพล นี่คือปัญหาที่ฝ่ายเสนาธิการจะต้องหาทางแก้ไขเสนอปัญหาที่แท้จริง และหนทางแก้ไขให้ผู้บังคับบัญชา • การปรับย้ายก�ำลังพล ควรหาคนดี มีความรู้ความสามารถมาบรรจุท�ำงาน
85
ฝ่ายอ�ำนวยการหรือฝ่ายเสนาธิการทีด ่ ี
๑. ฝ่ายเสนาธิการจะต้องท�ำตัวให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ต้น โดย จะต้องทุ่มเท มีความเสียสละให้มากเพื่อสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้น ๒. ไม่ควรยึดหลักการมากเกินไป การท�ำงานต้องมีหลักการ แต่ควรเป็นหลักการที่ช่วย ในการท�ำงาน ไม่ใช่หลักการที่ขวางกั้น หรือเป็นท�ำนบของการท�ำงาน หลักการหรือระเบียบเป็น สิ่งที่เราก�ำหนดขึ้น หากล้าสมัยหรือเป็นอุปสรรคในการท�ำงานก็สามารถแก้ไขได้ ฝ่ายเสนาธิการ ต้องมองที่ข้อเท็จจริง อย่ายึดหลักการอย่างเดียว ๓. ฝ่ายเสนาธิการ ต้องเป็นผู้แก้ปัญหา อย่าเป็นผู้สร้างปัญหาให้แก่หน่วย เรื่องใดมีปัญหา หรือแก้ไขไม่ได้ อย่าเก็บหรือทิ้งไว้ “อย่าทราบแล้วซุก” จะต้องบอกผู้บังคับบัญชาตามล�ำดับชั้น เพื่อหาทางแก้ปัญหา ๔. ฝ่ายเสนาธิการต้องมีความอดทน อดกลั้น เพราะเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชาหรือหน่วย ดังนั้นย่อมต้องถูกกระทบกระแทกเสมอ ๕. ฝ่ายเสนาธิการต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และจะต้องจ�ำไว้ว่าตนมีหน้าที่ “ประสาน ขอความร่วมมือ ขอความช่วยเหลือทุกอย่างเพือ่ ให้งานบรรลุผล” จงอย่า “ท�ำตัวเป็นผูบ้ งั คับบัญชา” การประสานงานไม่จ�ำเป็นต้องประสานด้วยหนังสือทุกครั้ง อาจจะประสานทางโทรศัพท์ก็ได้ โดยบันทึกไว้ว่า ประสานทางโทรศัพท์ ๖. ฝ่ายเสนาธิการต้องไม่กล่าวร้าย ใส่ร้าย ไม่ฟ้อง หรือซัดทอดฝ่ายเสนาธิการด้วยกัน ถ้ามีปัญหาหรือไม่เข้าใจกัน ให้รีบปรึกษาหารือกัน ถ้ายังไม่เข้าใจให้บอก CHIEF OF STAFF หรือ จนถึงระดับเสนาธิการทหาร ๗. ฝ่ายเสนาธิการอย่าเขียนให้ผู้บังคับบัญชาสั่งการหรืออนุมัติให้ฝ่ายเสนาธิการหรือ สายงานอื่นปฏิบัติงานเรื่องใด โดยที่ยังไม่ได้ประสานกันให้เรียบร้อยก่อน ๘. ฝ่ายเสนาธิการจะต้องรายงานความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นระยะๆ หลังจากทีผ่ บู้ งั คับบัญชาสัง่ การ เพือ่ ให้ทราบความก้าวหน้า หรือปัญหาของการปฏิบตั ิ ๙. สิ่งที่ท�ำให้ฝ่ายเสนาธิการ มีความก้าวหน้าในการท�ำงาน คือจะต้องพยายามศึกษางาน ในหน้าที่ให้ดีที่สุด มีความขยันหมั่นเพียร มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความมุมานะอดทน ใฝ่หาความรู้ ตลอดเวลา มีจรรยาบรรณของฝ่ายอ�ำนวยการ และความละเอียดรอบคอบ ๑๐. ฝ่ายเสนาธิการควรน�ำความรู้ความสามารถ ไปช่วยผู้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงาน ให้บรรลุผลส�ำเร็จ ไม่ควรน�ำความเก่งไปสู้กับผู้บังคับบัญชา
86
อาลั ย พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ประธานรุ่น จปร.๖
ในคืนวันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เวลาประมาณ ๐๐.๔๕ น. จปร.๖ ได้สูญเสีย พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ไปอย่างน่าใจหายและน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นประธานรุน่ จปร.๖ ทีม่ นี ำ�้ ใจดีคนหนึง่ ต่อเพือ่ นฝูงทุกคน ได้ชว่ ยเหลือเพือ่ นๆ ทั้งในเรื่องราชการและส่วนตัว อีกทั้งเสียสละเงินให้กับรุ่นมากที่สุด ท�ำให้รุ่นมีเงิน ด�ำเนินกิจการมาได้จนถึงปัจจุบัน การจากไปของ พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ครั้งนี้ ไม่สามารถที่จะ เรียกกลับคืนมาได้ คงไว้แต่ความทรงจ�ำและคุณงามความดีของเพื่อนที่พวกเราจะ จดจ�ำไว้จนชั่วชีวิต จึงขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และบุญบารมี ที่พวกเรา จปร.๖ ได้สั่งสมไว้ จงเป็นพลวปัจจัยน้อมน�ำให้ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของ พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ จงไปสู่สุคติในสัมปรายภพเถิด และหากชาติหน้ามีจริง ขอให้ได้ร่วมเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายกันอีกนะเพื่อน ด้วยความรักและอาลัย จาก นตน.๑๓ จปร.๖ ทุกคน
87
คิดถึงเพื่อนเป็ นทีส ่ ุด
๑๒ พฤษภาคม ๒๔๙๕ พวกเราได้เข้ามาเป็นนักเรียนเตรียมนายร้อย (นตน.) สังกัด กองนักเรียนเตรียมนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เป็น นตน.รุ่นที่ ๑๓ ซึ่งมีร้อยโท หม่อมหลวงชัชวาล สนิทวงศ์ (ยศในสมัยนั้น ซึ่งยศครั้งสุดท้ายของท่านคือ พลโท) เป็นผู้บังคับหมวด ปกครองพวกเรา นตน. รุ่นที่ ๑๓ ความเป็นเพื่อนของพวกเรา นตน. รุ่นที่ ๑๓ ก็เริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้น เราใช้ชวี ติ เรียนในตอนเดียวกัน ฝึกด้วยกัน เมือ่ พวกเราจบจากการเป็นนักเรียนเตรียมนายร้อย ก็ได้เลือ่ น ขึ้นเป็นนักเรียนนายร้อย ซึ่งมีชีวิต กิน นอน ฝึกวิชาเหล่า เรียนวิชา ACADEMIC และวิชาทหารร่วมกัน ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ท�ำให้ชีวิตของพวกเราแข็งแกร่งขึ้น ชีวิตการเป็นนักเรียนนายร้อย จปร. ซึง่ พวกเราเป็นรุน่ ที่ ๖ ในหลักสูตรใหม่ (จปร.๖) นัน้ ต้องเรียนอย่างหนัก และมีความสนิทสนมกันมากยิง่ ขึน้ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ พวกเราส�ำเร็จการศึกษา ได้รับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และออกไปรับราชการ ในเหล่าต่างๆ ของกองทัพบก ผมกับท่าน พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ สมัครใจรับราชการในเหล่าทหารราบ ซึ่งมีจ�ำนวน ๑๔ นาย ต้องไปสังกัดศูนย์การทหารราบ จังหวัดลพบุรี และเรียนในหลักสูตรผูบ้ งั คับหมวด (ผบ.มว.จปร.) และในขณะเดียวกันศูนย์การทหารราบ (ศร.) ก็เปิดหลักสูตรจู่โจมระยะเวลา ๘ สัปดาห์ ให้นายทหาร จากชายแดนและ นทน.ผบ.มว.จปร. รุ่นที่ ๔ ได้เข้าเรียน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ ศร.เปิดหลักสูตรนี้ให้แก่ นายทหาร โดยทีเ่ รียนจบแล้วก็ไม่ได้รบั เครือ่ งหมายเสือคาบดาบ เพราะยังไม่มี ทีม่ เี ป็นเครือ่ งหมายเสือ คาบดาบภายหลัง เพราะนายทหารราบ จปร.๖ เป็นคนคิดขึน้ ในหลักสูตรนีผ้ มกับท่านพลเอกประมณฑ์ฯ อยู่ในกลุ่มเดียวกัน สร้างที่พักด้วยกัน ออกลาดตระเวนและกินอาหารร่วมกัน ฟันฝ่าความยากล�ำบาก ทั้งกายและใจมาด้วยกัน จบหลักสูตรจู่โจมและ ผบ.มว.แล้ว ผมกับท่านพลเอกประมณฑ์ฯ ยังมาเรียน ในหลักสูตรการรบพิเศษ ซึ่งรวมหลักสูตรการกระโดดร่มและจู่โจม เข้าด้วยกันอีก จบแล้วเรายังเรียน หลักสูตร ผบ.ร้อยด้วยกัน การที่เราร่วมเรียนกันมาตั้งแต่โรงเรียนนายร้อยฯ โรงเรียนทหารราบ ท�ำให้ ชีวติ ของเราทัง้ สองสนิทสนมกันมากยิง่ ขึน้ รูอ้ ปุ นิสยั ใจคอซึง่ กันและกัน นอกจากส่วนตัวผมเองกับท่าน พลเอกประมณฑ์ฯ จะสนิทสนมกันแล้ว ครอบครัวของเราทั้งสองก็สนิทแนบแน่นกัน ตลอดระยะเวลา ตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นต้นมา ผมซาบซึง้ ในอุปนิสยั ใจคอของท่านพลเอกประมณฑ์ฯ เป็นอย่างมาก ท่านเป็นผูท้ ขี่ ยันท�ำงาน มีความรูใ้ นกิจการของฝ่ายเสนาธิการเป็นเลิศ หลังท่านจบจากโรงเรียนเสนาธิการ ทหารบกแล้วเข้ารับราชการในกรมยุทธการทหารบกจนได้เป็นเจ้ากรม บุคคลท่านนี้ถือว่าเป็นผู้รอบรู้ ในฝ่ายเสนาธิการเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้ที่ไม่ทิ้งเพื่อน เป็นที่พึ่งของเพื่อนตลอดเวลา พวกเรา จปร.๖ ตระหนักเป็นอย่างดี เป็นบุคคลตัวอย่างในการดูแลครอบครัว สมควรเอาเป็นแบบฉบับ ท่านกับผมสนิทแนบแน่นเป็นเสมือน พี่น้อง ท่านได้ดูแลผมมาตลอด ท่านเป็นผู้ที่พวกเรา จปร.๖ ภาคภูมิใจ เพราะท่านเป็นผู้เดียวใน จปร.๖ ที่ครองต�ำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก การจากไปของท่าน แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน ซึ่งพวกเราทุกคนหนีไม่พ้นก็จริง แต่เมื่อเกิดขึ้นก็ใจหาย คิดถึงว่าท่านยังอยู่กับผม เมื่อท่านจากไป ยังความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะเราเป็นเพื่อนที่ตายแทนกันได้ จะหาเพื่อนที่มีน�้ำใจอย่างนี้ ได้อีกที่ไหน ความดีของเพื่อนจะไม่มีวันจางหายไปจากใจผม จนกว่าจะพบกันอีกในชาติหน้า เพื่อนรัก เราต้องพบกันในชาติหน้า ขอให้เพื่อน ซึ่งขณะนี้อยู่บนสรวงสวรรค์ จงรอเรา เราเชื่อว่าเราต้องพบกันอีกนะเพื่อนรัก ขอให้เพื่อนเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ไปก่อน คิดถึงเพื่อนเป็นที่สุด พลเอก นิยม ศันสนาคม
อดีต ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย
88
พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ หรือพี่ประมณฑ์ฯ เป็นนายทหารรุ่นพี่ที่พวกเราชาว ยุทธการกองทัพบกทุกคน เคารพรักอย่างสูง ท่านเป็นนายทหารตัวอย่างที่ควรแก่การยกย่อง สรรเสริญ และชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการรับราชการทหารที่ท�ำคุณประโยชน์แก่กองทัพ และประเทศชาติ และด้านการประพฤติปฏิบตั ติ นด้วยบุคลิกภาพและคุณสมบัติ อันประกอบด้วย ความรู้ความสามารถ ความขยันหมั่นเพียร ความชื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ ความจริงใจ และความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งคุณธรรม จริยธรรม และการด�ำรงชีวิตครอบครัวที่เปี่ยมด้วย ความรัก และความอบอุ่น ผมมีความภาคภูมิใจที่สุดที่เป็นรุ่นน้อง และผู้ใต้บังคับบัญชาของพี่ประมณฑ์ฯ ผม โชคดีทมี่ โี อกาสรูจ้ กั และคุน้ เคยกับท่านและครอบครัว ตัง้ แต่ผมส�ำเร็จเป็นนายทหารใหม่ๆ และ ย้ายไปรับราชการที่กรมผสมที่ ๑๓ ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี ท่านเป็นทหารราบ ผมเป็นทหารปืนใหญ่ กองพันของเราอยู่ติดกัน ผมจึงสนิทสนมกับท่านและครอบครัวมา ตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ และต่อมาท่านกับผมต่างแยกกันไปตามวิถีทางการรับราชการ จนกระทั่งผม ได้มาร่วมท�ำงานกับท่านที่กรมยุทธการทหารบก เมื่อปี ๒๕๑๖ และอยู่ท�ำงานใกล้ชิดกับท่าน ตั้งแต่นั้นเรื่อยมา จนท่านได้เจริญเติบโตตามสายงานขึ้นเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก ผู้ช่วย เสนาธิการทหารฝ่ายยุทธการ รองเสนาธิการทหารบก เสนาธิการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการ ทหารบก เสนาธิการทหาร และผู้บัญชาการทหารบก กับผู้อ�ำนวยการป้องกันการกระท�ำ อันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไป และได้รับพระราชทานยศพลเรือเอกกับพลอากาศเอกด้วย ในที่สุด นับตั้งแต่ส�ำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นนายทหาร เมื่อปี ๒๕๐๒ เป็นต้นมา พี่ประมณฑ์ฯ ได้ผ่านงานในกองทัพมากมาย ทั้งงานในที่ตั้ง และงานในสนาม หลายหน้าที่ หลายต�ำแหน่ง ทั้งในยามปกติ และยามฉุกเฉิน ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ ทัง้ ทีเ่ ปิดเผยและไม่เปิดเผย ในสาธารณรัฐเกาหลี เวียดนาม ลาว กัมพูชา และตามแนวชายแดนไทย เป็นผลให้ท่านได้รับเหรียญชัยสมรภูมิจากการสู้รบ และเหรียญ พิทกั ษ์เสรีชน (ชั้น ๑) เป็นระยะๆ มาโดยตลอด ที่ส�ำคัญคือหลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียน เสนาธิการทหารบก ท่านได้ท�ำงานในกองบัญชาการปราบปรามคอมมิวนิสต์ (ซึ่งต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น กองอ�ำนวยการรักษาความมัน่ คงภายใน) กรมยุทธการทหารบก และศูนย์ปฏิบตั ิ การกองทัพบก ท�ำให้ทา่ นได้ปฏิบตั งิ านกับนักการทหารทีย่ งิ่ ใหญ่ เช่น พลเอก สายหยุด เกิดผล พลโท ศิริ เทศะภู พลเอก วิชิต วิชิตสงคราม และพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งส่งผลให้ท่าน มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์อย่างสูงทัง้ ในเรือ่ งการปฏิบตั ภิ ารกิจทางด้านการทหาร และด้านการพัฒนาประเทศ ระหว่างรับราชการ พีป่ ระมณฑ์ฯ ได้รเิ ริม่ แนวคิดต่างๆ ไว้ในหน่วยงานกองอ�ำนวยการ รักษาความมั่นคงภายใน และกองทัพ ในเรื่องการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ การป้องกัน ประเทศ การรั ก ษาความสงบเรี ย บร้ อ ยภายในประเทศ และการปฏิ บั ติ ก ารทางทหาร ในลั ก ษณะพิ เ ศษอื่ น ๆ โดยเฉพาะท่ า นมี ค วามช� ำ นาญทางด้ า นการวางแเผนปฏิ บั ติ ก าร ของกองอ�ำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน แผนการป้องกันประเทศ แผนการรักษาพระนคร และแผนการพัฒนาเสริมสร้างก�ำลังกองทัพ นอกจากนี้ ท่านมีความสามารถพิเศษในการ สือ่ สารภาษาประเทศเพือ่ นบ้าน ซึง่ ผมเคยเห็นท่านให้โอวาทหน้าแถวทหารกัมพูชาทีเ่ ราน�ำมาฝึก ด้วยภาษาเขมร กล่าวโดยรวมแล้ว พี่ประมณฑ์ฯ เป็นนายทหารอาชีพที่รอบรู้เรื่องต่างๆ อย่างแท้จริง แนวทางการปฏิบัติงานของท่านล้วนมุ่งประโยชน์ต่อกองทัพและประเทศชาติ เป็นส�ำคัญ ซึ่งแนวทาง ความรู้ และประสบการณ์เหล่านี้ ท่านได้กรุณาถ่ายทอดให้รุ่นน้องๆ ชาวยุทธการได้เรียนรู้ และส่งต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
อาลัย พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ อดีต ผู้บัญชาการทหารบก
89
พี่ประมณฑ์ฯ เป็นผู้ยึดถือ เชื่อฟัง และอุทิศตนต่อผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะ ได้รับมอบหมายภารกิจใดให้กระท�ำ ท่านจะต้องท�ำภารกิจนั้นๆ จนส�ำเร็จให้จงได้ แม้จะมีอุปสรรค หรือปัญหาข้อขัดข้องใดๆ เช่น ความเจ็บป่วย ท่านก็จะต้องทุ่มเทอย่างสุดก�ำลัง ท่านจึงได้รับ ความไว้วางใจ และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บังคับบัญชาของท่านเสมอ ส�ำหรับผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และมิตรสหาย พี่ประมณฑ์ฯ ก็ได้ช่วยเหลือสนับสนุน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดูแลเอาใจใส่ เป็นอย่างดี ซึ่งท่านเป็นที่พึ่งในยามยากของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานราชการ หรือส่วนตัว ท่านจึงเป็นที่เคารพรักและเชื่อถือศรัทธาเป็นอย่างสูงของผู้ใต้บังคับบัญชา พี่ประมณฑ์ฯ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมั่นคง ท่านได้รับการ แต่งตัง้ เป็นนายทหารราชองครักษ์ และนายทหารพิเศษประจ�ำหน่วยทหารรักษาพระองค์ในกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวม ๑๐ หน่วย พร้อมได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง จ�ำนวนมาก ซึ่งนับเป็นเกียรติยศอันสูงส่งส�ำหรับนายทหารในกองทัพ นอกจากนี้ ท่านยังได้รับ การแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายพลเรือนในต�ำแหน่งคณะกรรมการระดับชาติหลายคณะ และเป็น สมาชิกรัฐสภาหลายสมัย ซึ่งเป็นเกียรติยศแก่กองทัพเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน พี่ประมณฑ์ฯ เป็นผู้ยึดมั่นในหลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ท่านและ ครอบครัวใกล้ชิดอยู่กับวัดหงส์รัตนารามที่ฝั่งธนฯ ซึ่งท่านไปท�ำบุญอยู่เสมอๆ จากการที่ได้รู้จักและ คุ้นเคยกับท่านมากว่า ๕๐ ปี อาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นคนรักครอบครัว และเป็นผู้น�ำครอบครัวที่ดี ท่านมักเอ่ยถึงพี่แจ่ว (พลตรีหญิง คุณหญิงพวงเพ็ญ ผลาสินธุ์) ภริยาของท่าน และลูกๆ คือ น้องเบิร์ด (พลเอก ปริพัฒน์ ผลาสินธุ์) น้องเบียร์ (พลตรี ปิยพล ผลาสินธุ์) และน้องบี (นางมนทกานต์ อารีกุล) ตลอดจนครอบครัวและหลานๆ ด้วยความรัก ความห่วงใย และความชืน่ ชมยินดีอยูเ่ สมอ อันแสดงออก ถึงความผูกพัน และความอบอุ่นภายในครอบครัว ซึ่งเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้ พวกเราชาวยุทธการได้สูญเสียบุคคลผู้เป็นที่เคารพรักอย่างสูงไปแล้ว ตามวิถีแห่ง ธรรมขาติ ด้วยกฎไตรลักษณ์ และกฎแห่งกรรม ตามที่พระบรมศาสดาฯ ของพวกเราได้ทรงสั่งสอนไว้ คงเหลือแต่ความทรงจ�ำที่ดีว่า ครั้งหนึ่ง พวกเราโชคดีที่ได้รู้จัก คุ้นเคย ร่วมปฏิบัติงาน และใช้ชีวิต กับบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ผู้ควรแก่การเคารพยกย่องนับถือ และเอาเยี่ยงอย่าง พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ได้ด�ำเนินชีวิตมาอย่างครบถ้วน และสมบูรณ์แบบ เพื่อรับใช้ ประเทศชาติ และน�ำความสุขมาสู่ครอบครัว และญาติสนิท มิตรสหาย ตลอดจนผู้ที่รู้จักมักคุ้น เป็นอย่างดีที่สุดแล้ว คุณงามความดีของท่านที่ได้สั่งสมไว้ ย่อมเป็นผลบุญอันประเสริฐ ที่จะน�ำส่งให้ ดวงวิญญาณของท่าน ไปสู่สุคติในสัมปรายภพอย่างแน่นอน ด้วยความเคารพรัก ศรัทธา และอาลัยยิ่ง พลเอก โชคชัย หงส์ทอง
อดีตเสนาธิการทหาร
90
ผมเป็นนายทหารที่เริ่มต้นชีวิตรับราชการในต่างจังหวัดเป็นเวลาหลายปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ หลังจบจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ได้ ๒ ปี ผมจึงได้ มีโอกาสปฏิบัติงานใกล้ชิดกับ “พี่ประมณฑ์ฯ” หรือ พลโท ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ผูช้ ว่ ยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการในขณะนั้น ซึ่งเหตุที่ผมจ�ำเป็นต้องใช้คําว่า “พี่” กับท่าน เนื่องจากท่านสั่งให้ผมเรียกเช่นนี้ โดยก่อนหน้านี้แม้ผมจะเป็นผู้ใต้ บังคับบัญชาโดยตรงของท่าน ในฐานะทีท่ า่ นดํารงตําแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสท�ำงานใกล้ชิดกับท่านเนื่องจากผมไปปฏิบัติงานภายนอกหน่วย ในตอนแรกที่ผมได้มาปฏิบัติงานกับท่านนั้น ก็มีความกังวลว่าตัวเองจะ มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะทํางานให้ท่านหรือไม่ แต่เพียงเวลาไม่นานนัก ผมก็รู้สึกมั่นใจการทํางานมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากท่านได้ให้คําแนะนําต่างๆ ที่มี ความสําคัญ และยังได้เรียนรู้วิธีคิด และวิธีการทํางาน รวมทั้งได้รับประสบการณ์ อย่างมากมายตลอดทั้งแปดปีที่ทํางานอยู่กับท่าน นอกจากนี้ ท่านยังได้ให้ความ เมตตาผมเสมือน น้อง หรือ ญาติ จนสามารถรับรู้และสัมผัสได้ นับเป็นช่วงเวลา ที่ผมมีความสุข และมีความสําคัญที่สุดในชีวิตการทํางานของผม ที่มีผลต่อชีวิต รับราชการของผมในอีก ๒๐ ปีต่อมา ท่านเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เป็นแบบอย่างที่ดี แม้ว่าท่านจะมีภารกิจ มากมาย แต่ท่านได้เอาใจใส่ดูแลครอบครัวเป็นอย่างดียิ่ง บุตรธิดาของท่าน ประสบความสาํ เร็จเป็นอย่างดีทกุ คน สําหรับบุตรชายทัง้ สองของท่าน ก็ได้สบื ทอด สายเลือดทหารจนปัจจุบนั มีความเจริญก้าวหน้าเป็นนายทหารระดับสูงของกองทัพ ทั้งสองคน ผมได้เห็นความทุ่มเท และอุทิศตนของท่านในการทํางานทั้งต่อกองทัพ และประเทศชาติอย่างแท้จริงจนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ท่านเป็นนักรบที่ผ่าน มาหลายสมรภูมิ สมดังค�ำขวัญของทหาร “สละชีพเพื่อชาติ” ท่านได้มีส่วนร่วม ในการวางรากฐานในการพัฒนากองทัพอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด มุ่งมั่นในการ สร้างความเข้มแข็งของกองทัพในทุกๆ ด้าน ท่านเป็นบุคคลที่ด�ำรงตนด้วยความ พากเพียร อ่อนน้อมถ่อมตน ซื่อสัตย์ สุจริต เทิดทูน และจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นอย่างยิ่ง บัดนี้ ท่านได้จากไปแล้วอย่างสงบ แต่คุณงามความดีและความเมตตา ของท่าน จะจารึกอยู่ในหัวใจของผมตลอดไป และด้วยอ�ำนาจแห่งกุศลกรรมที่ ท่านได้บ�ำเพ็ญมาตลอดชีวิต รวมทั้งอํานาจแห่งกุศลที่บรรดาญาติมิตรทั้งหลาย ได้กระท�ำบ�ำเพ็ญ จงเป็นปัจจัยหนุนเนือ่ งให้ดวงวิญญาณของท่านพลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ไปสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเทอญ
อาลัย พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
พลเอก วุฒินันท์ ลีลายุทธ
อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
91
ขออาราธนาคุณพระศรีรตั นตรัยและสิง่ ศักดิส์ ทิ ธิท์ งั้ หลายในสากลโลก และผลบุญกุศลที่ “คุณประ” (พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์) ได้บ�ำเพ็ญมาตลอดชีวิต รวมทั้งผลบุญกุศลที่ญาติมิตรทั้งหลายได้ร่วมกัน บ�ำเพ็ญให้ จงเป็นพลวปัจจัยน�ำดวงวิญญาณของคุณประไปสถิตอย่างสงบสุขในสัมปรายภพเทอญ ด้วยรักและอาลัยยิ่ง จากใจ...พยาบาลศิริราช รุ่นปี ๒๕๐๑
92
อาลัย พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
“น้องประ” เป็นเด็กทีม่ คี วามขยันในเรือ่ งของการเรียน เป็นคนทีเ่ รียนเก่งมาก ได้รบั ค�ำชมเชยจากคุณครูที่ โรงเรียนเป็นประจ�ำ เวลามีการแข่งขันเกี่ยวกับวิชาการก็มักได้รับรางวัลกลับมาอวดคุณแม่วรรณะเสมอๆ และที่จ�ำ ได้ดีคือ วันที่น้องประกลับมาบ้านและบอกคุณแม่ว่า “ประสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ ได้” คุณแม่ดีใจเป็นที่สุด พี่ๆ น้องๆ ทุกคนก็ร่วมดีใจกับน้องประด้วย น้องประกลับจากโรงเรียนนายร้อย จปร. ก็มักจะ ฝึกฝนตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ มักใช้วงกบประตูบ้านเป็นที่ดึงแขน ท�ำให้บ้านที่เป็นบ้านโบราณโยกไหวไปมา คุณแม่ร้องเสียงหลงทุกที และที่จ�ำได้อีกอย่างก็คือ น้องประ มักจะฝึกฝนร่างกายด้วยการเตะต้นกล้วยหลังบ้าน ประจ�ำ มีอยู่ครั้งหนึ่งได้เตะต้นกล้วยซํ้าๆ จนต้นกล้วยขาด แต่ขาตัวเองก็เจ็บบวม จนต้องไปโรงพยาบาล อีกเรื่อง ที่ประทับใจคือความเป็นผู้น�ำของน้องประ ก็คือตอนที่เกิดสงครามเกาหลี รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจจัดส่งทหารเข้า ร่วมรบด้วย น้องประได้รับการคัดเลือกจากกองทัพบกให้น�ำหน่วยทหารเข้าร่วมในครั้งนี้ พี่ๆ น้องๆ ต่างตื่นเต้น ดีใจเป็นอย่างมากที่น้องประ มีความเป็นผู้น�ำ จนได้รับเกียรตินี้ และหลังจากกลับจากท�ำหน้าที่ที่ประเทศเกาหลี ยังได้รับค�ำชมเชยจากผู้บังคับบัญชาถึงการปฏิบัติงานที่โดดเด่นในฐานะผู้บังคับหน่วยเป็นอย่างมาก ในวัยเด็กสมัยที่ต้องย้ายครอบครัวหลบภัยสงครามไปพักอาศัยที่ปทุมธานี “พี่ประ” เป็นพี่ที่คอยดูแล น้องเล็ก (น้องศรี) ทั้งที่น้องเล็กเป็นคนที่แก่นแก้ว ซนที่สุด แต่พี่ประเป็นคนที่ห่วงใยและมาคอยตามดูแลอยู่เสมอ พี่ประเป็นคนที่มีระเบียบวินัยมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนเรียบร้อย มักเอาหนังสือไปอ่านในบริเวณโบสถ์วัดหงส์อยู่เสมอ ใครถามก็บอกว่าเงียบ สงบดี ชอบ ความดีของพี่ประอีกเรื่องคือ คุณแม่วรรณะได้สั่งสอนลูกๆ ทุกคนให้ท�ำแต่ ความดี อย่าไปคด อย่าไปโกง ให้ขยันหมั่นเพียรท�ำงานด้วยสุจริตธรรม ตั้งแต่เด็กมา พี่ประเป็นคนที่ตรงมาก เป็น คนที่ซื่อสัตย์สุจริต ในสมัยที่เริ่มท�ำงานก็ทุ่มเทท�ำงาน เวลากลับมาบ้านมักจะบอกว่าไม่ชอบเลยที่เห็นคนท�ำไม่ดี คดโกง แต่ไม่รู้จะไปห้ามเขาได้อย่างไร คุณแม่วรรณะก็จะคอยสอนว่า เราอย่าไปตามเขา เราต้องยึดมั่นในความดี ใครจะเป็นอย่างไร ให้เป็นไปตามกรรมของเขา เราท�ำแต่ความดี ความดีนี้ก็จะหนุนส่งให้เราเป็นคนดี ค�ำสอนของ คุณแม่นี้ ในเวลาต่อมาได้ส่งผลให้พี่ประประสบความส�ำเร็จในการงานจนได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก ขอเดชะอานุภาพแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่คนไทยเรานับถือ มีคุณพระศรีรัตนตรัยดลเป็นเอก ได้โปรด เป็นพลานุภาพดลบันดาลให้ น้องประ พี่ประ จงไปสู่สุคติในสัมปรายภพตามคุณงามความดีที่ได้ประพฤติปฏิบัติไว้ นั้นด้วยเทอญ จาก แม่ชีนิรมล ผลาสินธุ์ พี่สาว นางศรีสุมน (ผลาสินธุ์) วงศ์ขจรสุข น้องสาว
93
อาลัย พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
ดิฉัน อาจารย์สมศรี วิมลลักษณ์ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ พี่แจ่ว (พลตรีหญิง คุณหญิงพวงเพ็ญ ผลาสินธุ์) ภรรยาของ พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ขอเล่าถึงความทรงจ�ำดีๆ ในครั้งนั้น สมัยที่พี่แจ่ว ก�ำลังเรียนหนังสือระดับมัธยมปลาย เราได้พักอาศัยอยู่บ้านคุณตา (พลเรือโท วิจารณ์ เทศะกรณ์ ท่านเป็นเจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ในขณะนั้น) บ้านพักของท่านอยู่แถวสะพานเสี้ยว ใกล้กับสนามหลวง พี่แจ่วเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนสายปัญญา ดิฉันเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ เวลากลับบ้านเราจะเดินกลับด้วยกันเสมอ ตอนนั้นกรมประชาสัมพันธ์ยังอยู่ที่หัวมุมถนนราชด�ำเนิน ติดกับกรมสรรพากร และส�ำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พอเราสองคนมองไปที่ป้ายรถเมล์แถวๆ หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ใกล้สะพานมัฆวานฯ ก็มักจะเห็นนักเรียนนายร้อย จปร. แต่งเครื่องแบบ ยืนอยู่ ๒ คน ได้เห็นบ่อยครั้งมากจนจ�ำได้ ตอนนั้นไม่ทราบว่าเป็นใครแต่ระยะต่อมาก็รู้จักกัน พี่ประ (พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์) เบ็นคนร่าเริง เรียบร้อย ใจดี เมื่อแต่งงานกับพี่แจ่วแล้ว ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านบางยี่ขัน ในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ พี่ประก็จะเลี้ยงอาหารเย็นทุกวันศุกร์เสมอ มักจะชวนญาติๆ ให้มารับประทานอาหารร่วมกัน พวกเราสนุกสนานและปลาบปลื้มใจมาก บางครั้ง หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ก็จะพาน้องๆ ไปเต้นร�ำกันต่อแถวๆ ถนนราชด�ำเนิน สี่แยกคอกวัว การบริการของพี่ประ สนุกสนานและปลอดภัยเสมอ (ไม่มีใครต้องจ่ายเลย พี่ประจัดการคนเดียว) ดิฉันขอแสดงความเสียใจกับลูกๆ หลานๆ และพี่น้องของท่าน พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ท่านเป็นพี่เขยที่ดีมาก เอาใจใส่ดูแลญาติพี่น้องทั้งของท่านและของฝ่ายภรรยาทุกคนอย่างดีเสมอ ดิฉันจะไม่ขอลืมความดีของท่าน ผู้เป็นที่พึ่งของน้องๆ และลูกหลานตลอดมาค่ะ อาจารย์สมศรี วิมลลักษณ์
94
อาลัยรัก พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
พี่ประ หรือ คุณลุงประ ในหมู่ญาติ เป็นค�ำที่น้องๆ หลานๆ มักเรียกท่านสั้นๆ ท่านเป็น ศูนย์รวมจิตใจของน้องๆ และหลานๆ ทุกคน ท่านเป็นคนใจดี มีเมตตาต่อญาติทกุ คน เป็นร่มโพธิร์ ม่ ไทร ของพวกเราตั้ง แต่ท่านอยู่บ้านเดิมที่บ างยี่ ขั น จนกระทั่ งย้ า ยไปอยู ่ มี น บุ รี พวกเราก็ ยังตามไป รวมใจกันที่นั่น โดยเฉพาะวันส�ำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ และวันคล้ายวันเกิด ของท่าน พวกเราก็จะไปหาท่านไม่เคยขาด พวกเราเสียใจมากที่ท่านจากไปอย่างไม่มีวันกลับ และ อาลัยรักเป็นอย่างยิ่ง กระผมผูกพันกับท่านตั้งแต่ยังเด็กสมัยเรียนมัธยม ท่านและพี่แจ่ว (พลตรีหญิง คุณหญิง พวงเพ็ญ ผลาสินธุ์) ไปเที่ยวบ้านสวนของคุณยายที่แปดริ้ว บ้านผมอยู่ไม่ไกลกันนัก ได้ไปหาท่าน และติดตามไปเที่ยวสวนผลไม้ด้วยกัน ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ไปร่วมรบกับกองก�ำลังสหประชาชาติ ในสงครามเกาหลีเป็นเวลา ๑ ปี เล่าว่าที่นั่นอากาศหนาวมากมีหิมะตกตลอด แม้แต่ล�ำธารยังเป็น น�้ำแข็ง ท่านไปปฏิบัติงานที่ใต้เส้นขนาน ๓๘ ได้เล่าถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายและความเป็นอยู่ ของคนเกาหลี ท�ำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจ เมื่อผมเข้ารับราชการทหาร ได้รับคัดเลือกไปราชการ ที่เกาหลี ในกองร้อยอิสระ ผลัดที่ ๒๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งห่างจากท่านหลายปี คุณงามความดี และความเมตตาของท่านที่มีต่อพวกเรานั้น เป็นสิ่งที่มิรู้ลืม การกระท�ำใดๆ ที่ พ วกเราเคยล่วงเกิน ท่าน ทั้ง กายกรรม วจี ก รรม มโนกรรม กระผมขออโหสิ ก รรมจากท่ า น มา ณ โอกาสนี้ ขอให้กุศลผลบุญที่ท่านได้สร้างไว้ตลอดชีวิต รวมทั้งกุศลที่ญาติมิตรได้บ�ำเพ็ญให้ จงดลบันดาลให้ท่าน พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ไปสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเทอญ พลตรี กมล วิจิตรจินดา และครอบครัว
95
เคารพและอาลัย พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ด้วยความรัก ความผูกพัน และความสนิทสนมที่มีต่อกันมายาวนาน ท�ำให้พวกเรา ครอบครัววิมลลักษณ์รู้สึกใจหายเมื่อได้ทราบข่าวว่าคุณลุง พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ได้จากไป อย่างกะทันหัน คุณงามความดี ความรักความปรารถนาดีที่ท่านมีต่อทุกคนเมื่อครั้งท่านยังมีชีวิต อยู่นั้น ล้วนแล้วยังประทับติดตราตรึงใจมาจนถึงทุกวันนี้ คุณลุงประมณฑ์เป็นแบบอย่างที่ดีในการด�ำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน และด้าน ชีวิตครอบครัว พวกเราครอบครัววิมลลักษณ์ มีความใกล้ชิดกับคุณลุง โดยเฉพาะคุณพ่อแกละ ซึ่งคุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า ได้มีความคุ้นเคยและใกล้ชิดกับคุณลุงตั้งแต่สมัยแรกๆ ที่คุณลุงคบหากับ คุณป้าแจ่ว (พลตรีหญิง คุณหญิงพวงเพ็ญ ผลาสินธุ์) ครอบครัวเราได้ไปเที่ยวที่บ้านคุณลุงอยู่ เสมอๆ ท่านเป็นคนใจดีมากและเป็นที่เคารพรักของครอบครัวเราจนเปรียบเสมือนพ่ออีกคนหนึ่ง ที่คอยสั่งสอน ชี้แนะเตือนสติ ให้ก�ำลังใจไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุข ให้กับพวกเรา หลานทั้ง สามคน กรุง ก้อง ปลา และที่ส�ำคัญ คุณลุงเป็นแบบอย่างที่น่าภาคภูมิใจ ท�ำให้กรุงและก้องมี ความฝันที่อยากจะรับราชการเป็นนายทหาร และอยากที่จะประสบความส�ำเร็จเหมือนกับคุณลุง ซึ่ง ปัจจุบันพวกเรา (กรุง ก้อง ปลา) ได้รับราชการเป็นนายทหารเหมือนกับท่าน และหลานขอให้สัญญา ว่าจะท�ำหน้าที่ในการรับราชการทหารให้ดีที่สุด ให้เหมือนกับที่คุณลุงได้เคยท�ำไว้ พวกเรารู้สึกเศร้าใจ และขอแสดงความอาลัยกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง ความ พลัดพรากที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกหนีได้พ้น ถึงแม้ว่าจะเตรียมใจยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็มิอาจหักห้ามความทุกข์โศกเหล่านี้ได้ พวกเราหวังว่า ด้วยคุณงามความดีที่คุณลุงได้กระท�ำไว้ มาตลอดชีวติ ของท่าน จะเป็นดัง่ แสงประทีปน�ำพาดวงวิญญาณของท่านไปสถิตเสถียร ณ แดนสวรรค์ ในสัมปรายภพอันสงบสุขตลอดนิรันดร์ ด้วยความเคารพรักและอาลัยยิ่ง นางจินตนาพร วิมลลักษณ์ (คุณแม่ต้อย) พันโท ประภากร วิมลลักษณ์ (กรุง) พันเอก ชุตินธร วิมลลักษณ์ (ก้อง) พันโทหญิง นิภาพรรณ พันธ์เพิ่มศิริ (ปลา)
96
อาลัยรักถึงคุณลุง... และคิดถึงคุณป้า
ความเมตตาของท่านทั้งสองเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่นั้น ล้วนแล้วยังประทับติดตราตรึงใจอยู่ในหัวใจหลานคนนี้เสมอ ตั้งแต่หนูจ�ำความได้ คุณลุงเป็นผู้ชายที่เท่ หล่อ อบอุ่น ใจดี มีความรัก ความเอาใจใส่ ดูแลคุณป้า (พลตรีหญิง คุณหญิงพวงเพ็ญ ผลาสินธุ์) ดีมากๆ เสมอต้นเสมอปลาย จะหาชายชาติทหารที่เป็นสุภาพบุรุษ รักดูแลเอาใจใส่ครอบครัว แบบคุณลุงยากมาก ตอนหนูยังเด็ก พี่เบียร์ (พลตรี ปิยพล ผลาสินธุ์) เล่าให้ฟังเสมอว่า คุณลุง คุณป้า ชอบเอาหนูไปเลี้ยง ที่บ้านสวนบางยี่ขัน คุณลุง คุณป้า ดูแลหนูตั้งแต่เล็กจนเข้าเรียนนักเรียนพยาบาล เป็นพยาบาลเหมือนคุณป้า และเป็นผู้ที่ สนับสนุนให้โอกาสหนูไปศึกษาต่อพยาบาลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ๒๕๔๐ หนูใกล้เรียนจบปริญญาโท หนูได้อยู่กับน้องบี (มนทกานต์ อารีกุล) ตอนน้องมาเรียนภาษา ที่ University of Wisconsin-Madison คุณลุงมารับหนูกับน้องบีที่ Wisconsin เพราะน้องต้องย้ายไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ Washington State University (Pullman) หนูได้ไปส่งน้องเรียนต่อด้วย ท�ำให้หนูเห็นมุมมองบริบทที่แตกต่างหลากหลาย ของรัฐต่างๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ท�ำให้หนูมีประสบการณ์มากมาย ได้เปิดโลกทัศน์อีกหลายๆ แห่งที่ไม่เคยไป จ�ำได้ ว่าคุณลุงพาไป รัฐ Illinois เมือง Chicago รัฐ Nevada เมือง Las Vegas ไป รัฐ California เมือง Hollywood เมือง San Diego สุดท้ายไปส่งน้องบีที่รัฐ Washington ไปเมือง Pullman ซึ่งมหาวิทยาลัยที่น้องอยู่ไกลมากนั่งรถนานมาก จ�ำได้ว่าเป็นช่วง เวลาที่มีความสุข สนุกสนานมากๆ ท�ำให้หนูได้ใกล้ชิด และฟังค�ำสอนเรื่องเล่าเรื่องราวต่างๆ จากคุณลุง ความรู้สึกในใจ คิดว่าท�ำไมคุณลุงเก่งจัง พอมาอยู่ใกล้ชิดเห็นได้เลยว่า คุณลุง เป็น “นักอ่าน” “นักคิด” “นักวิเคราะห์” และ “นักวางแผน” มิน่าล่ะ คุณลุงถึงเป็น เสธ.ทบ. คุณลุงเล่าให้ฟังว่าคุณลุงสอนนักเรียน เสธ. ของกองทัพบกด้วย เป็นความโชคดีของ นร.เสธ.ทบ. ได้เรียนกับครูที่เก่ง จนหนูอยากไปเรียนกับคุณลุง แต่หนูเป็นผู้หญิงเรียน เสธ. ไม่ได้ ซึ่งหนึ่งในความประทับใจ เรื่องราวที่คุณลุงเล่าคือประเทศจีน คุณลุงบอกกับหนูมานานแล้วว่าจีนเป็นประเทศที่ควรศึกษา ซึ่งในปี ๒๕๔๐ ประเทศจีน ในตอนนั้นยังไม่เจริญ ปัจจุบันเจริญมากมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยมาก คุณลุงเป็นผู้ที่มองการณ์ไกล คุณลุงได้ท�ำคุณประโยชน์มากมายแก่กองทัพบก หนูรู้สึกภาคภูมิใจมากตอนที่คุณลุง เป็นผู้บัญชาการทหารบก ท่านเป็นผู้น�ำทางทหารที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เพราะย้อนกลับไปประมาณ ๒๔ ปี ที่แล้ว คือ ปี ๒๕๓๙ คุณลุงได้จัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารกองทัพบก” (ศทท.ทบ.) เพื่อรับผิดชอบงานด้านคอมพิวเตอร์ และระบบสารสนเทศของกองทัพบก ซึ่งปัจจุบันพัฒนาเป็นศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก หนูรู้สึกเสียใจ และใจหาย การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของครอบครัว ซึ่งความพลัดพรากที่เกิดขึ้นนี้เป็น สิ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกหนีได้พ้น ถึงแม้ว่าจะเตรียมใจยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็มิอาจหักห้ามความทุกข์โศกเหล่านี้ได้ หนูขอกราบขอบพระคุณคุณลุง คุณป้าที่ให้ความรักความเมตตาหนูไข่ดาว และน้องสาวไข่หวาน (หม่อง) มาตลอด ตั้งแต่เล็กจนเติบโตมีหน้าที่การงานที่มั่นคง หนูมีความส�ำนึกอยู่เสมอว่า คุณลุงและคุณป้าเปรียบประดุจทิศเบื้องหน้า เป็นปูชนียบุคคลส�ำคัญเสมือนหนึ่งเป็นบิดามารดา หวังว่าด้วยคุณงามความดีที่คุณลุงได้กระท�ำไว้มาตลอดชีวิตของท่าน จงเป็นดั่งแสงประทีปน�ำพาดวงวิญญาณของท่านไปสถิตเสถียร ณ แดนสวรรค์ในสัมปรายภพอันสงบสุขตลอดนิรันดร์ ด้วยความรักและผูกพัน พันเอกหญิง ผศ.ดร.กุนนที พุ ่มสงวน (หลานไข่ดาว)
97
อาลัยคุณลุง พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ คุณป้าแจ่ว (พลตรีหญิง คุณหญิงพวงเพ็ญ ผลาสินธุ์) ตั้งชื่อหม่องไว้อย่างน่ารักว่า “ไข่หวาน” เพื่อให้คล้องกันกับพี่สาว - ไข่ดาว แต่พอหม่องอ้วนขึ้นก็มีคนเรียกว่า “หม่อง” แทน เพราะว่าอ้วน เหมือนกระปุกยาหม่อง ตั้งแต่หม่องยังเด็ก หม่องได้มีโอกาสไปเที่ยวกับคุณลุงบ่อยมากๆ เพราะจะไป เล่นกับน้องบี ลูกสาวของคุณลุง จ�ำได้ว่าพวกเรามีกรุง ก้อง น้องบี และหม่อง เล่นกันจนท�ำตรา เสธ. ของคุณลุงตกลงมาบิ่นช�ำรุด ตอนนั้นพวกเราตกใจกันมาก คุณยายสวง (คุณแม่ของคุณป้าแจ่ว) จึงให้ พวกเราช่วยกันซ่อมจนคล้ายของเดิม ซึ่งหม่องคิดว่าเมื่อคุณลุงได้เห็นก็น่าจะทราบ แต่ท่านก็ไม่ได้ว่า อะไรพวกเรา คุณลุงกับคุณป้าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพวกเรามาโดยตลอด ในวันที่หม่องและพี่กอล์ฟ แต่งงาน คุณลุงและคุณป้าได้กรุณาเป็นผู้ใหญ่ในพิธีปูที่นอนและได้สอนการด�ำเนินชีวิตคู่ให้กับเรา ทั้งสอง พี่กอล์ฟเล่าให้ฟังว่าคุณลุงประบอกกับพี่กอล์ฟว่า “กอล์ฟหอมลูกตลอดเลยลุงเห็น” นั่นเป็น เพราะคุณลุงจะคอยแอบมองหลานๆ อยู่ห่างๆ ตลอด สิ่งใดไม่ถูกต้องก็จะคอยสั่งสอน พวกเราภูมิใจ และซาบซึ้งใจมากที่มีคุณลุงเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงานและการด�ำเนินชีวิต ก่อนที่คุณลุงจะป่วย และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ พวกเรา มักจะรวมญาติสังสรรค์กันเนื่องในวันสงกรานต์บ้าง ปีใหม่บ้าง หม่องยังเคยชวนคุณลุงเล่นหมากรุก คุณลุงเล่นเก่งที่สุด ทั้งๆ ที่ท่านอายุมากแล้ว ท่านยังชนะตลอด คุณลุงจะคิดไตร่ตรองเสมอก่อนที่จะ เดินหมาก ทุกอย่างเป็นการสอนไปในตัวจากการกระท�ำ และแล้ววันเวลาที่ไม่คาดคิดก็มาถึง วันนั้นอ่านไลน์กลุ่มวาฬเวลได้ทราบว่าคุณลุงจากพวกเรา ไปแล้ว พวกเรารู้สึกเสียใจเศร้าใจอย่างที่ไม่สามารถบรรยายได้ หม่องขอให้คุณลุงไปสู่สัมปรายภพ ในสรวงสวรรค์ ได้ไปพบกับคุณป้าแจ่วบนสวรรค์ และคอยมองดูความส�ำเร็จของลูกหลาน หม่องและ ครอบครัวจะขอจดจ�ำและน�ำค�ำสอนของคุณลุงเพื่อเป็นแบบอย่างในการด�ำเนินชีวิตต่อไป ด้วยความเคารพรักและอาลัยยิ่ง
พันเอกหญิง กรทิพย์ - พันต�ำรวจเอก ศุภกิจ - นางสาวรวิกานต์ - นายนรวิชญ์ ต่อบุญ หม่อง - พี่กอล์ฟ และ มัดหมี่ - หมวกแก๊ป
98
รักและคิดถึงคุณพ่อ ผมเป็นคนโชคดีที่เกิดในครอบครัวที่อบอุ่น ท่ามกลางความรักดูแลเอาใจใส่ของคุณพ่อและคุณแม่ ครอบครัว ของเรามีความใกล้ชดิ และผูกพันกันมาก มีคณ ุ พ่อเป็นเสาหลักของครอบครัว ความทรงจ�ำ ของผมตัง้ แต่เด็กจนโตเกีย่ วกับ คุณพ่อเต็มไปด้วยความสุข ความอบอุน่ และความภาคภูมใิ จ ตัง้ แต่จำ� ความได้ ผมคุน้ ตากับภาพของคุณพ่อในเครือ่ งแบบ ทหาร ท�ำงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเสียสละเพื่อส่วนรวม คุณพ่อจึงเป็นต้นแบบของผมและน้องๆ ท�ำให้ผมและน้องชาย เลือกที่จะเป็นทหารเหมือนคุณพ่อ ซึ่งเราภูมิใจที่ได้เดินตามรอยเท้าของท่าน ความทรงจ�ำดีๆ เกี่ยวกับคุณพ่อรวมถึงพระคุณของท่านมีมากมายจนผมคงเขียนบรรยายไม่หมด คุณพ่อ ไม่เพียงให้ชีวิต แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะค�ำอบรมของคุณพ่อที่ผมยึดถือในการด�ำรงชีวิต ท�ำให้ ผมมีความสุขทั้งด้านครอบครัวและการท�ำงาน คุณพ่อพูดเสมอว่า “ทหารเป็นสุภาพบุรุษของโลก” ท่านหมายความว่า ทหารเป็นบุคคลที่มีความแข็งแกร่ง และ ถืออาวุธ ฉะนั้นจึงต้องมีความระมัดระวังอย่างมากในการใช้ก�ำลังที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน รวมถึงต้องเสียสละ และเอื้อเฟื้อแก่ผู้ที่อ่อนแอกว่า นอกจากนัน้ คุณพ่อยังคอยให้กำ� ลังใจผมทุกครัง้ ทีพ่ บกับปัญหาและความยากล�ำบากในการท�ำงาน ผมยังจ�ำได้ดี เมือ่ ผมได้มโี อกาสไปปฏิบตั งิ านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ใหม่ๆ ไม่ชำ� นาญพืน้ ทีแ่ ละขาดประสบการณ์ ญาติพนี่ อ้ งส่วนใหญ่ เป็นห่วงและกังวลว่าผมจะเป็นอันตราย แต่คุณพ่อเชื่อมั่นในตัวผม และสนับสนุนผมในการท�ำงานในพื้นที่ดังกล่าว ตลอดมาอีกหลายปี ท่านพูดเสมอว่า “เป็นหน้าทีเ่ รา เป็นงานของเรา ถ้าเราไม่ทำ� ก็ตอ้ งมีคนอืน่ ถูกส่งไปท�ำอยูด่ ี เราถือเป็น ส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์” ครัง้ หนึง่ ผมตกอยูท่ า่ มกลางสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดปัตตานี และมีงานส�ำคัญต้องท�ำให้สำ� เร็จ คุณพ่อ ซึง่ ติดตามสถานการณ์อยูต่ ลอดเวลาได้โทรศัพท์มาหาด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับแนะน�ำว่า “ให้ใช้ทกั ษะทีม่ ี ประกอบกับ ความรอบคอบ ท�ำภารกิจให้สำ� เร็จ ลูกน้องและตัวเองปลอดภัย” ซึง่ ผมเองไม่เคยลืมเหตุการณ์ในครัง้ นัน้ จนกระทัง่ ทุกวันนี้ ค�ำสอนของคุณพ่อด้านชีวิตครอบครัวนั้น คุณพ่อเป็นแบบอย่างที่ดีที่ท�ำให้ครอบครัวมีความสุข ท่านสอนว่า ครอบครัวคือสิ่งส�ำคัญที่สุด เปรียบเหมือนเสาเข็มและพื้นฐานส�ำคัญของชีวิต ความรักความเข้าใจภายในครอบครัว และ ระหว่างญาติพี่น้อง จึงส�ำคัญมาก คุณพ่อมักจะบอกผมซึ่งเป็นลูกชายคนโตให้เสียสละและดูแลน้องๆ ผมได้ท�ำตาม ค�ำสอนของท่านมาตลอด ท�ำให้เราพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน นอกจากนี้ผมยังน�ำค�ำสอนของท่านมาเป็นหลักในการ ครองเรือน ท�ำให้ชีวิตครอบครัวของผมมีความสุขตลอดมา ในช่วงสุดท้ายก่อนทีค่ ณ ุ พ่อจะจากไป ได้เข้ารักษาตัวทีโ่ รงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ผมขอขอบพระคุณทีมแพทย์ พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ญาติพี่น้องและผองเพื่อน ที่ดูแลคุณพ่อเป็นอย่างดีจนถึงวาระสุดท้าย ถึงแม้วันนี้คุณพ่อได้จากพวกเราไปแล้ว แต่ความรัก ความหวังดี และค�ำสอนของคุณพ่อไม่ได้จากไปไหน ยังอยู่ เป็นแสงสว่างน�ำทางให้พวกเราลูกๆ หลานๆ ตลอดไป พวกเราจะรักและดูแลกัน ด�ำเนินชีวติ ให้ดงี าม เสียสละต่อส่วนรวม และคอยช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีโอกาส เพื่อให้คุณพ่อได้มองลงมาอย่างภูมิใจ ด้วยอ�ำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและคุณงามความดีที่คุณพ่อได้สั่งสมมา ตลอดจนบุญกุศลที่ครอบครัว ญาติมิตรได้ร่วมตั้งจิตอุทิศให้ จงเป็นปัจจัยหนุนส่งให้ดวงวิญญาณของคุณพ่อสงบสุขในสัมปรายภพ หากชาติหน้ามีจริง ขอเกิดเป็นลูกคุณพ่อทุกชาติไป กราบเท้าคุณพ่อด้วยความเคารพรัก เบิร์ด หมอพร และ แพร พัด
99
สิบเอ็ดกรกฎาคราตีหนึ่ง เหล่าลูกหลานรับทราบโดยทั่วกัน บัดนี้ท่านคงอยู่กับคุณแม่ เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกตาม อาชีพทหารเป็นงานที่ท่านรัก ทั้งเกาหลี กัมพูชา ลาว เวียดนาม คุณความดีที่ท่านท�ำให้กองทัพ ผู้บัญชาการทหารบก ท่านด�ำรง คุณพ่อท่านเป็นสุภาพบุรุษ ให้รับรู้งานฝ่ายอ�ำนวยการ ท่านสอนด้วยการกระท�ำและค�ำพูด คอยเตือนย�้ำบุตรอยู่เนืองเนืองว่า บัดนี้ถึงคราซึ่งไร้คุณพ่อ คุณความดีที่ท่านท�ำให้ถาวร ขอดวงจิตคุณพ่อได้รับรู้ หากชาติหน้าฉันใดเกิดอีกที
เวลาซึ่งน�ำคุณพ่อสู่สวรรค์ ร่วมส่งท่านสู่ดินแดนแสนงดงาม เป็นคู่แท้ที่ประจักษ์ทั่วเขตขาม จวบถึงยามต้องพรากจากกันไกล เข้าสมัครร่วมรบกลางสนาม ผ่านสงครามอย่างสง่าและอาจอง ส่งผลให้ได้รับเกียรติสูงส่ง ต�ำแหน่งอันทรงเกียรติและภาคภูมิ สั่งสอนบุตรทางด้านการทหาร รวมถึงงานภาคสนามที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างให้บุตรได้ศึกษา ทหารคือ สุภาพบุรุษของโลกา เหล่าลูกหลานจะสานต่อตามค�ำสอน นิรันดรตลอดกาลเนิ่นนานปี ทิพย์จักษุแลผ่านญาณวิถี ขอพบพ่อคนดีท่านนี้เอย.
ด้วยความอาลัย และเคารพรักอย่างสูง แพทย์หญิงเจียมรัตน์ ผลาสินธุ์
100
คุณพ่อในความทรงจ�ำ ตั้งแต่ยังเด็ก คุณพ่อมักจากพวกเราไปเพื่อปฏิบัติภารกิจที่ไกลจากบ้าน และเสี่ยงภยันตรายหลายครั้งหลายครา มีบางครั้ง ที่ไม่สามารถติดต่อกันได้ ทางบ้านต้องคอยเฝ้าชมข่าวโทรทัศน์ในตอนเย็นทุกวัน ติดตามดูด้วยความเป็นห่วงใยว่าสถานการณ์ ในประเทศที่คุณพ่อไปปฏิบัติงานนั้นยังปลอดภัย ทุกครั้งที่คุณพ่อกลับมาก็มักจะมีของฝากมาให้คุณแม่และลูกๆ เสมอ ยามใดที่ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า คุณพ่อมักจะพาพวกเราเดินทางไปเที่ยวในที่ต่างๆ ไปน�้ำตก ไปทะเล สมัยก่อน ร้านค้าในต่างจังหวัดไม่ค่อยมี ครอบครัวเรามักจะท�ำอาหารไปรับประทานกันเอง ปูเสื่อนั่งล้อมวงคุยกันท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม คุณพ่อชอบเล่าเรื่องในอดีตสมัยเด็กๆ ที่ยากล�ำบาก และต้องต่อสู้กับอุปสรรคจนก้าวมาได้ถึงทุกวันนี้ เรื่องเล่าชีวิตของ คุณพ่อสนุกและมีเกร็ดความรู้แทรกไปด้วย คุณพ่อเป็นเขยใหญ่ของทางญาติฝั่งคุณแม่ (พลตรีหญิง คุณหญิงพวงเพ็ญ ผลาสินธุ์) มีผู้คนรักมากมาย ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์หลังจากที่คุณพ่อได้ท�ำงานอย่างเคร่งเครียด ก็มักจะเรียกบรรดาคู่เขยมาสังสรรค์ที่บ้าน ในตอนนั้นพี่เบิร์ด เบียร์และเพื่อนๆ นักเรียนทหารก็มาค้างที่บ้านเสมอ คุณพ่อมักจะเรียกพวกเรามานั่งด้วย ระหว่างนั้นคุณพ่อก็จะ สอนคติชีวิต วิธีการท�ำงาน ข้อควรประพฤติปฏิบัติ รวมทั้งถ่ายทอดประสบการณ์ให้พวกเราได้ฟังและน�ำไปคิด คุณพ่อมักจะกล่าว ทิ้งท้ายว่า “...เหล้าทานได้ แต่ห้ามเมา...” เมื่อเลิกสังสรรค์ แม้ว่าจะดึกแค่ไหน พวกลูกๆ มีหน้าที่ต้องเก็บโต๊ะอาหาร ล้างจานทั้งๆ ที่ แม่ครัวทีบ่ า้ นก็มี แต่คณ ุ พ่อห้ามไปรบกวนเขา ให้ลกู ๆ ท�ำกันเอง จนโตคุณพ่อจึงบอกว่าทีใ่ ห้ทำ� เช่นนีเ้ พราะอยากจะฝึกให้ลกู ๆ มีความ รับผิดชอบ ไม่ว่าจะดึกขนาดไหน ดื่มมากขนาดไหน ยังต้องมีสติ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน คุณพ่อเป็นคนที่ยุติธรรมกับลูกๆ มาก ลูกทุกคนต้องมีเท่ากัน ได้เท่ากัน ท่านเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มอบความเอื้ออาทร ให้กับทุกๆ คน ทั้งลูกตนเอง ลูกสะใภ้และลูกเขย คุณพ่อมักกล่าวว่า “...พาเขามาจากบ้านพ่อแม่เขา เราต้องดูแลเขาให้ดี...” ท่านรักครอบครัวมากและสอนให้ลูกๆ รักครอบครัวของตนเองเช่นกัน คุณพ่อเป็นผู้มองการณ์ไกลไปข้างหน้าได้อย่างแม่นย�ำ ท่านคิดอะไรเป็นระบบเป็นระเบียบ คาดการณ์อะไรไม่เคยผิดพลาด เป็นนักวางแผนแม้เรื่องเล็กๆ อย่างเช่นเมนูอาหารที่บ้านในแต่ละมื้อ ท่านจะก�ำหนดรายการและให้จ�ำนวนดาวในแต่ละชนิดอาหาร เช่น กับข้าวชนิดไหนอร่อย ก็ให้ ๕ ดาว ดังนั้น เมื่อรวมจ�ำนวนดาวแล้ว เมนูอาหารในแต่ละวันต้องได้ดาวไม่น้อยกว่ามาตรฐานที่ท่าน ก�ำหนดไว้ ท�ำให้อาหารบนโต๊ะได้ทั้งคุณภาพอาหารและความอร่อย ง่ายต่อการตัดสินใจเลือกอาหารในแต่ละวันด้วย ความห่วงใยของคุณพ่อ ไม่ได้มีให้แต่ลูกๆ เท่านั้น ยังส่งไปถึงหลานๆ ด้วย คุณพ่อสอนเสมอว่า “...เราเสี่ยงได้ทุกเรื่อง แต่เรื่องลูกๆ ของเราห้ามเสี่ยง...” เพราะฉะนั้นเมื่อมีหลาน มาตรการความปลอดภัยในบ้านจึงต้องเพิ่มอีกมากมาย ตั้งแต่ปลั๊กไฟ ไปถึงระเบียงบ้าน โดยเฉพาะบ้านเราอยู่ใกล้น�้ำ คุณพ่อมักจะคอยเตือนให้ระวังเป็นพิเศษ คุณพ่อรับราชการมาด้วยความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจท�ำงานอย่างทุ่มเท ใช้ความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งเติบโตมาอยู่ในต�ำแหน่งที่สูงสุดของกองทัพบก นับเป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล หลังจากเกษียณอายุราชการ คุณพ่อลาออกจากทุกต�ำแหน่งทีเ่ ป็นอยู่ กลับมาใช้ชวี ติ อย่างสงบเรียบง่าย ขับรถไปตีกอล์ฟด้วยตนเอง มีความสุขกับการถ่ายรูปหลานๆ พาลูกหลานไปรับประทานอาหารอร่อยๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่วิจารณ์กองทัพ อยู่อย่างสงบดังคติประจ�ำตัวของท่าน “...ความสุขใดๆ ไม่เสมอเหมือนความสงบสุข...” ความรัก ความเอื้ออาทร ค�ำสอน และบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของคุณพ่อที่มีให้แก่ลูกๆ และหลานๆ มาโดยตลอดนั้น ลูกและ หลานขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง จะเป็นสิ่งที่คอยเตือนใจให้เรามีความผูกพันและระลึกถึงคุณพ่อตลอดไป รักคุณพ่อมาก
เบียร์ – ดาว – พริม – บีม พลตรี ปิยพล - วรวรณ ผลาสินธุ์ นางสาวพริมา ผลาสินธุ์ นายพีรวิชญ์ ผลาสินธุ์
101
ค�ำไว้อาลัย แด่ คุณพ่อ ผู้เป็ นทีร ่ ักและเคารพ
เนือ่ งจากหนูเกิดหลังจากทีค่ ณ ุ พ่อกลับมาจากราชการทีป่ ระเทศกัมพูชาได้ไม่นาน ตอนทีย่ งั เด็กอยู่ จึงถูกเพื่อนคุณพ่อหลายท่านแซวเล่นอยู่เสมอว่า เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาจากถังขยะในกรุงพนมเปญ แต่หนู ไม่เชื่อหรอกค่ะ เพราะทั้งคุณพ่อและคุณแม่ได้ให้ความรักความอบอุ่นที่มากมายกับหนูมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อของหนู คุณพ่อให้เหตุผลว่า “มนทกานต์” มีความหมายว่า “ผู้มีรัศมีอ่อน คือ ดวงเดือน เหมือนชื่อคุณแม่ “พวงเพ็ญ” และมีค�ำว่า “มน” ออกเสียงเหมือนในชื่อคุณพ่อ “ประมณฑ์” แต่หนูก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า มันหมายความอีกอย่างว่า “ผู้เป็นที่รักของประมณฑ์” ตอนยังเป็นเด็ก แม้คณ ุ พ่อยังต้องไปท�ำงานตามชายแดนอยู่ แต่เมือ่ กลับมาบ้านก็จะใช้เวลาอยูก่ บั พวกเราตลอด คุณพ่อคอยสั่งสอนและให้ค�ำแนะน�ำอยู่เสมอ มีครั้งหนึ่ง หนูมีปัญหากับเพื่อน บอกว่า เป็นลูกผู้ดี ไม่ใช่พวกเดียวกัน คุณพ่อจึงสอนว่า ค�ำว่า “ผู้ดี” นั้น หมายถึง คนที่ประพฤติตัวเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม สุภาพเรียบร้อย มีมารยาท มีน�้ำใจ โอบอ้อมอารี ถ้าใครมีคุณสมบัติเหล่านี้ ก็เป็น “ผู้ดี” ได้ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องฐานะทางสังคม จึงถือว่าเป็นเรื่องดี ไม่ต้องไปสนใจกับค�ำของเพื่อน แม้เวลางานคุณพ่อจะดูเป็นคนดุและเข้มงวด แต่เวลาที่คุณพ่ออยู่บ้าน โดยเฉพาะกับลูกสาว คุณพ่อมักจะใจดีและอ่อนโยนอยูเ่ สมอ แค่เห็นน�ำ้ ตานิดหน่อยคุณพ่อก็ยอมหมด เช่น ตอนทีค่ ณ ุ พ่อตัดสินใจ เลิกสูบบุหรี่ มันเกิดขึ้นหลังจากที่หนูบอกว่า ถ้าคุณพ่อไม่เลิกสูบหนูจะไม่ให้คุณพ่อหอมแก้ม คุณพ่อ ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว และหยุดสูบโดยทันที คุณพ่อได้สั่งสอน และด�ำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พวกเราพี่น้องในทุกด้าน ทั้งความซื่อสัตย์ สุจริต คุณธรรม ความดี ความโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น ความขยันขันแข็ง รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมาย ความสุภาพอ่อนน้อม ความรักต่อครอบครัว และส�ำคัญที่สุดคือ ความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ “พ่อเชื่อว่าหนูจะสามารถเป็นทุกอย่างที่หนูต้องการได้” เป็นค�ำพูดให้ก�ำลังใจที่หนูไม่เคยลืม แต่หนูอยากจะบอกว่า การได้เป็นลูกสาวอันเป็นทีร่ กั ของคุณพ่อนัน้ แหละคือสิง่ ทีห่ นูตอ้ งการและภูมใิ จทีส่ ดุ แล้วค่ะ มนทกานต์ อารีกุล
102
กราบขอบพระคุณ
ครอบครัวของพลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ขอขอบพระคุณคณะแพทย์ และคณะพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่ได้ให้การดูแลรักษาสุขภาพของท่านเป็นอย่างดียิ่งตลอดมา ตั้งแต่ครั้ง ยังรับราชการ จนถึงช่วงเกษียณอายุพักผ่อนที่บ้าน ตลอดจนคณะแพทย์-พยาบาล และเจ้าหน้าที่ วอร์ด ๒๐/๑ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทีไ่ ด้ให้ความเอาใจใส่ดแู ลอย่างดียง่ิ ตลอดระยะเวลาในช่วงสุดท้าย ที่ พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ เข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นคนไข้ใน ระหว่างต้นเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และขอขอบพระคุณญาติมิตรทุกท่าน ที่กรุณามาเยี่ยม และโทรศัพท์สอบถามให้ก�ำลังใจตลอดระยะเวลาดังกล่าว ขอกราบขอบพระคุ ณ แขกผู ้ มี เ กี ย รติ ทุ ก ท่ า น ที่ ไ ด้ ใ ห้ เ กี ย รติ ม าร่ ว มบ� ำ เพ็ ญ กุ ศ ล ในพิ ธี พ ระราชทานน�้ ำ หลวงอาบศพ พระพิ ธี ธ รรมสวดพระอภิ ธ รรม และสวดพระอภิ ธ รรม ร่วมเป็นเจ้าภาพในการสวดพระอภิธรรม ร่วมท�ำบุญ ตลอดจนมาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ นับเป็นเกียรติแก่ พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ เป็นอย่างยิ่ง ขอขอบพระคุ ณ กั ล ยาณมิ ต รทุ ก ท่ า น ที่ ก รุ ณ าให้ ค� ำ ปรึ ก ษา ให้ ค วามอนุ เ คราะห์ อ�ำนวยความสะดวกในการจัดงานและในการจัดท�ำหนังสืออนุสรณ์ ขอกราบขอบพระคุณ พระภิกษุ จีรเดช อภิเตโช (เนตรรังษี) ญาติที่เคารพของครอบครัว ที่กรุณาเป็นที่ปรึกษา ให้ค�ำแนะน�ำ และหาข้อมูลจากญาติผู้ใหญ่หลายท่าน มารวบรวมเพื่อบันทึกลงในหนังสืออนุสรณ์นี้ รวมถึงผู้ที่ เขียนค�ำไว้อาลัย และอนุญาตให้ลงพิมพ์บทความต่างๆ ทุกท่าน ครอบครัวผลาสินธุ์ รู้สึกซาบซึ้งในความมีมุทิตาจิต ความรัก ความอาลัยที่ท่านมีต่อ พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ เป็นอย่างยิ่ง ขอกุศลผลบุญอันเกิดจากเมตตาจิตของท่านทั้งหลาย จงส่งผลให้ท่านและครอบครัวประสบความสุข ความเจริญ และความส�ำเร็จที่พึงประสงค์อันดีงาม ตลอดไป หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องหรือผิดพลาด ขอกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ ครอบครัว พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์
103
บทน�ำ
คลองบางหลวง สายน�้ำแห่งต้นตระกูล เคยชวนคุณพ่อคุยถึงเรื่องเก่าๆ ในอดีต คุณพ่อ มักจะเล่าถึงความประทับใจสมัยที่คุณพ่อยังเยาว์วัย วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ในช่วงเวลานั้นและเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเดิม ของคุณพ่อที่คลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ ใน ภาษาราชการ บ้านที่คลองบางหลวงนี้ เป็นของ คุณพระ ฤชาประมวญ (สวาสดิ์ สายบัว) และ นางฤชาประมวญ (เข็ม สายบั ว ) ซึ่ ง เป็ น คุ ณ ตา-คุ ณ ยายของท่ า น ตั้ ง อยู ่ ใ นซอย กุฎีเจริญพาศน์ หรือซอยอิสรภาพ ๒๘ ในปัจจุบัน ในอดีต เป็นบ้านหลังใหญ่ มีบริเวณกว้างขวาง ร่มรื่น และสงบสุข คลองบางหลวงทัง้ สองฝัง่ ซ้ายขวาเรียงรายไปด้วยบ้านขุนนาง ส่วนที่ลึกเข้าไปข้างในนั้นยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยสวนผลไม้ คลองบางกอกใหญ่ หรือชือ่ ในอดีตว่า คลองบางหลวง เดิมเคยเป็นส่วนหนึง่ ของแม่นำ�้ เจ้าพระยาสายหลักตามธรรมชาติ มาก่อน กล่าวคือ บริเวณแม่น�้ำเจ้าพระยาสายปัจจุบันตั้งแต่ ปากคลองบางกอกน้อย ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปจนถึงปากคลองบางกอกใหญ่ดังที่เห็นในปัจจุบันนั้น ใน อดีตเคยเป็นแผ่นดิน และแม่น�้ำเจ้าพระยาเดิมจะอ้อมเลี้ยว จากหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคุ้งกว้างมาทะลุออก ข้างวัดท้ายตลาด ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ. ๒๐๗๗ - พ.ศ. ๒๐๘๙) โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัด ระหว่างคุ้งแม่น�้ำทั้งสองในบริเวณดังกล่าว เพื่อย่นระยะทาง และอ�ำนวยความสะดวกให้กับบรรดาพ่อค้า ทูตานุทูตชาว ตะวันตก ทีเ่ ริม่ เข้ามาติดต่อค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีกบั อาณาจักรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาเมื่อกระแสน�้ำส่วนใหญ่ เปลี่ยนทิศทางมาไหลผ่านคลองขุดใหม่ คลองลัดนี้ก็ค่อยๆ กว้างใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นแม่น้�ำ ส่วนแม่น�้ำเจ้าพระยาเดิม ก็ เริ่ ม เล็ ก ลงจนกลายเป็ น คลองบางกอกน้ อ ยและคลอง บางกอกใหญ่ ถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ราชส�ำนัก ได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงธนบุรี คลองบางกอกใหญ่กลายมาเป็น ชุมชนของข้าหลวง และโปรดเกล้าฯ ให้บรรดาชาวจีนซึ่งได้ ** อ่าน สาแหรกตระกูล หน้า ๓๐-๓๑
104
เคยช่วยเหลือพระองค์มาตัง้ บ้านเรือนอยูร่ มิ คลองบางกอกใหญ่ ผู้คนจึงนิยมเรียกกันติดปากว่า “คลองบางข้าหลวง” หรือ “คลองบางหลวง” สืบมา คุณตาของคุณพ่อ (พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์) คือ คุณพระฤชาประมวญ รับราชการในกระทรวงยุติธรรม ในช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องถึงต้นรัชกาลที่ ๖ ในยุคนั้น กรุงเทพมหานครยังแบ่งเป็น ๒ ฝั่งคือ ฝั่งพระนคร และฝั่งธนบุรี คุณพ่อ (พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์) เกิดใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เติบโตมาในบ้านของคุณพระฤชาประมวญ บ้านหลังใหญ่ซงึ่ รายล้อมไปด้วยบ้านของลูกๆ ของคุณพระฯ ซึ่งแต่งงานแยกครอบครัวออกมาแล้วอีก ๒-๓ หลัง สร้างอยู่ ในบริเวณเดียวกันนั้น หลานๆ ของคุณพระฯ ทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก จากแต่ละบ้านต่างมารวมเล่นด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ มีทั้งการเล่นในบ้าน เล่นกลางแจ้งบนบก ทั้งว่ายน�้ำเล่น อย่างโลดโผน เช่น ด�ำน�ำ ้ ว่ายข้ามคลอง หรือว่ายน�ำ้ ไปเกาะ เรือพ่วง เกาะเรือโยง (เรือบรรทุกข้าวเปลือก) กันอย่าง สนุกสนาน เรียกได้วา่ เป็นชีวติ เยาว์วยั ทีม่ คี วามสุขและอบอุน่ ไปด้วยญาติมิตร คุณพ่อจึงมีเกร็ดต่างๆ ที่สนุกสนานมา เล่าให้ลูกหลานฟังมากมาย เป็นความทรงจ�ำที่น่าประทับใจ และเป็นสิง่ ทีค่ ณ ุ พ่อรัก ผูกพัน ภาคภูมใิ จของท่านตลอดมา** ในโอกาสนี้ จึงขอน�ำเรื่องเกี่ยวกับคลองบางหลวง ในอดีตมาลงประกอบในหนังสืออนุสรณ์เล่มนี้ โดยขอคัดลอก บางส่วนจากหนังสือเรือ่ ง “เด็กคลองบางหลวง เล่ม ๑ และ ๒” ของนักประพันธ์นามปากกา “กาญจนาคพันธุ์” ซึ่งอยู่ใน หนังสือชุด ๑๐๐ ปี ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เพื่อให้เห็นภาพของวิถีชีวิตของเด็กๆ ที่เติบโตมาในย่าน คลองบางหลวงในอดีตได้อย่างชัดเจน และเพื่อแทนความ ระลึกถึงคุณพ่อ พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ ทีร่ กั และเคารพยิง่ ของลูกๆ และหลานๆ ทุกคน
เด็กคลองบางหลวง “กาญจนาคพันธุ์”
ปากคลองบางหลวงฝั่งธนบุรีในอดีต
(ภาพจาก : สำ�นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
1
บทคั ด ลอกส่ ว นหนึ่ ง จากหนั ง สื อ เมือ่ วานนี...้ ตอน เด็กคลองบางหลวง ของ ขุนวิจติ รมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ)์ นำ�มาเรียบเรียงโดยได้รับอนุญาตจาก คุณพงศ์ศักดิ์ กาญจนาคพันธุ์ ทายาท เจ้าของลิขสิทธิป์ จั จุบนั : ตุลาคม ๒๕๖๓
·‹ÒàµÕ¹ ÇÑ´¾ÃÐવؾ¹
ค
ม อญ
วั ด ลอง
อ ร� ณ
ÇÑ´ÍÃØ³
ÇÑ´ãËÁ‹¾Ôàù·Ã
·‹Ò»Ò¡¤ÅͧµÅÒ´
ÇÑ´Ë§Ê µÖ¡¾
¹.Á
ÇÑ´»ÃÐÂÙÃǧÈ
.Ê.
ÇÑ´ºØ»¼ÒÃÒÁ
ÇѴ͹§¤ÒÃÒÁ
า ง หลวง
น
ง สํ า
เหร
องบ
้ํ า ช ล างน
คลองบา ง
ง หว า
สะแ ก
ง บา
ÇѴ˹ѧ ÇÑ´¹Ò§¹Í§ ÇÑ´ÃÒªâÍÃÊ
แผนที่แสดงรายละเอียดพื้นที่คลองบางหลวงและพื้นที่ใกล้เคียง (จัดทำ�ขึน้ ใหม่โดยอ้างอิงฉบับกรมแผนที่ พ.ศ. ๒๔๔๕) เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
2
า ง ลํ า ภู ล า ง
ไ ก
ใ ห ญ
คล
ÇÑ´ºÒ§ÊÐá¡ã¹
น
คล อ ง บ ÇÑ´àÇÌØÃÒªÔ³
ค ล อ ง ต น ไ ท ร
คล อ งบ า ง ลํ า ภู
ล า ง
บ
คล อ
ÇÑ´¹Ò§ªÕ
ÇÑ´·Í§¹¾¤Ø³
งสา
ÇÑ´ËÔÃÑÞÃÙ¨Õ
ÇѴ⾸ԹÔÁÔµ
ก
คลอ
ไ ค ลองบา ง
อ
วั ด ลอ ง
ÇÑ´¾ÔªÑÂÞÒµÔ
ส
ÇÑ´¨Ñ¹·ÒÃÒÁ ÇÑ´ÃÒª¤ÄË
µÅÒ´¾ÅÙ
ค
ºŒÒ¹µŒ¹Ê¡ØÅ·Ñ§Êغصà ¤Ò¹àÃ×Í ÇÑ´ÍÔ¹·ÒÃÒÁ
ÇÑ´ºÒ§ÊÐ᡹͡
คลอ
ÇÑ´·Í§¸ÃÃÁªÒµÔ
ม
ºŒÒ¹¡Ñ»µÑ¹à¨¡
ºŒÒ¹à¡Ô´¡ÒÞ¨¹Ò¤¾Ñ¹¸Ø âç¶‹Ò¹
ก
งด า น
Çѧ
า รา
จี ย ก
ง
ลอ
¹
ÇѧËÁ‹ÍÁ਌ҵ،Á
ºŒÒ¹¡ÄɳÒÁÃÐ
า
ค
ºŒÒ¹¾ÃÐÂÒ¾ÔવÏ
คล
ÇÑ´ÍÑ»ÊÃÊÇÃä
¾ÒÈ
ºŒÒ¹¾ÃÐÂÒªÅÁÒäÏ
งล ําเ
ºŒÒ¹¾ÃÐÂÒ»ÃÐªÒªÕ¾Ï ÇÑ´ÊÁØ·¸ÒÃÒÁ
ริ ญ า ษี เ จ อง ภ
อง
บา
ัง ÇÑ´»Ãдً¹Í¡
ÇÑ´¹ÇŹôÔÈ
ªÒÏ
ÇÑ´ÃÒÁÑÞ ส ม เ ด็ จ ค ล อ ง บ า น ºŒÒ¹¾ÃÐÂҪŸÒÃÏ ·ÕèNjҡÒÃÍÓàÀÍ
ÇÑ´Êѧ¢¡ÃШÒÂ
คล
ัด ห องว
ÇÑ´»Ãдً㹷ç¸ÃÃÁ
ÃÔÞ
ÇÑ´¾ÅѺ
ค
ÒÃÒ
ผ บุ ป
อ บ อํ า เ ภ
คล น
·‹ÒÃҪǧÈ
ÃÐÂ
Ò¹à¨
ÇÑ´¡ÑÅÂÒ³ÁÔµÃ
ง ลอ
Êо
ÇÑ´¨Ñ¡ÃÇÃôÔ
Ô·¸Ôì
»ÃÐÊ
ÇԪѠ»‡ÍÁ
¾ÃÐÃÒªÇѧà´ÔÁ ºŒÒ¹ËÁÍ»ÅÑ´àÅ ÇÑ´âÁÅÕâÅ¡
อ ยใ ห ม
คลอง
ภ เ อํ า
อ
µÅÒ´¹ŒÍÂ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยูห่ วั เสด็จเปิดสะพานเจริญพาศน์ ข้ามคลองบางกอกใหญ่ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ (ภาพจาก : ส�ำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
พระอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม ปัจจุบัน ตั้งอยู่ริมคลอง บางกอกใหญ่ฝั่งซ้าย เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
3
ปี พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นปีที่ข้าพเจ้ามาอยู่กรุงเทพพระมหานคร
ที่เขียนมานี้ ลางทีท่านอาจนึกว่าข้าพเจ้ามาจากชนบทบ้านนอก ความจริงเปล่า ข้าพเจ้าเกิด ในคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวงนี้เอง นั่งเรือจ้างจากบ้านมาราว ๒๐ นาที ก็ถึงกรุงเทพฯ เมื่อพูดถึงคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง เลยทำ�ให้นึกไปว่าเหตุใดคลองเดียวกันนี้ จึงเรียกเป็นสองชื่อ ถ้าใช้อย่างเป็นหลักฐานก็เรียกว่า “คลองบางกอกใหญ่” เช่น อำ�เภอบางกอกใหญ่ หรือหนังสือหมอปลัดเล พิมพ์ที่โรงพิมพ์ปากคลองบางกอกใหญ่ เป็นคำ�คู่กับคลองบางกอกน้อย แต่ ชาวบ้านทั่วๆ ไปมักเรียก “คลองบางหลวง” กันทั้งนั้น นึกไปนึกมาจับเค้าได้ที่สุนทรภู่แต่ง นิราศเมืองเพชร ไว้ สุนทรภู่ไปทางคลองนี้ กล่าวถึง วัดหงส์ วัดพลับ วัดสังข์กระจาย คลองบางลำ�เจียก คลองเตย (ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคลองที่เรียกคลองต้นไทร จวนถึงตลาดพลู) ชื่อที่สุนทรภู่กล่าวมานี้อยู่ทางขวาของสุนทรภู่ทั้งหมด แต่ถ้าเอาทางต้นคลองมาออก แม่น้ำ�เจ้าพระยาเป็นฝั่งซ้าย ทางฝั่งขวาของคลองหรือทางซ้ายของสุนทรภู่ก็มีอะไรแยะ แต่สุนทรภู่ ไม่กล่าวถึง กล่าวแต่ทางฝั่งซ้ายหรือทางขวาของสุนทรภู่ทางเดียว ถ้ามองจากประทุนเรือไปทางขวาทางเดียว เมื่อพ้นคลองต้นไทรไปแล้ว มีกลอนว่า ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป ไทยเหมือนกันครั้นว่าขอเอาหอห้อง มีเงินงัดคัดง้างเหมือนอย่างเจ๊ก ถึงวัดบางนางชีมีแต่สงฆ์ หรือหลวงชีมีบ้างเป็นอย่างไร ก็มืดค่ำ�อำ�ลาทิพาวาส ถึงวัดบางนางนองแม้นน้องมี
ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก ต้องขัดข้องแข็งกระด้างเหมือนอย่างเหล็ก ถึงลวดเหล็กลนร้อนอ่อนละไม ไม่เห็นองค์นางชีอยู่ที่ไหน คิดจะใคร่แวะหาปรึกษาชี เลยลีลาศล่วงทางกลางวิถี มาถึงนี่ก็จะต้องนองน้ำ�ตา
ตามกลอนนี้กล่าวถึงบางหลวง พอเลี้ยวเข้าคลองไปก็เป็นหมู่บ้านเจ๊กขายหมู (ข้าพเจ้าเคย เห็นที่ใกล้ๆ กันนั้นมีวัดซึ่งชาวบ้านเรียกว่าวัดหมู คือวัดอัปสรสวรรค์) แล้วถึงวัดนางชี วัดนางนอง เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
4
ซึ่งข้าพเจ้ารู้จักหมด คลองดังกล่าวนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า “คลองด่าน” เหตุที่เรียกว่าคลองด่านเข้าใจว่า ที่ปากคลองนั้นคงต้องมีด่านตรวจเก็บภาษี ใน นิราศนรินทร์ ซึ่งแต่งก่อน นิราศเมืองเพชร ราว ๔๐ ปี นายนรินทร์ธิเบศร์ลงเรือไป ทางเดียวกับสุนทรภู่ มีกล่าวถึงวัดหงส์ วัดสังข์กระจาย เหมือนกัน แล้วกล่าวถึงบางยี่เรือ (อยู่ทางซ้าย ของนายนรินทร์หรือทางฝั่งขวาของคลอง ซึ่งสุนทรภู่ไม่กล่าวถึง) บางยี่เรืออยู่ใกล้ตลาดพลู แล้วก็มี โคลงว่า มาด่านด่านบ่ร้อง ตาหลิ่งตาเหลวปัก ตาเรียมหลั่งชลตัก ไฟด่านดับแดไหม้ นางนองชลน่านไล้ ไหลเล่ห์ชลลบปราง แสนโศกสั่งสารปาง นาสิกเรียมซับน้ำ�
เรียกพัก พลเอย ปิดไว้ ตวงย่าน มอดม้วยฤๅมี ลบบาง แม่คล้ำ� จากพี่ ปลอบแม่ เนตรหน้านางนอง
โคลงนีก้ ล่าวถึงด่าน แสดงว่าทีป่ ากคลองนัน้ ต้องมีดา่ นแน่ ทีร่ มิ ตลิง่ หรือริมฝัง่ คลองมี “ตาเหลว” ปักไว้ เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าที่นี่เป็นด่านภาษี ตาเหลวนั้นเป็นซีกไม้ไผ่หักไขว้กันเป็นรูปสามเหลี่ยม ยอดแหลมราว ๔-๕ แหลม (เหมือนจักร) เท่าที่เห็นปักไว้ตามเรือก็มี คือเรือลำ�ใดจะขายของ เจ้าของ ก็เอาตาเหลวปักไว้ที่เรือเป็นเครื่องหมาย แพทย์แผนโบราณสมัยก่อนนั้น เวลาต้มยาหม้อให้คนไข้ เขา เอาใบตองปิดปากหม้อ เอาเชือกผูกติดให้แน่น แล้วเอาเส้นตอกมาขัดเป็นรูปตาเหลวเล็กๆ เสียบติดไว้ที่ ใบตองปิดปากหม้อ ลางทีเรียกกันว่า “เฉลว” ก็มี เมื่อเด็กๆ ข้าพเจ้าเคยกินยาหม้อปักเฉลวนี้เหมือนกัน เรือทุกลำ�ที่ผ่านด่าน ต้องหยุดให้เจ้าพนักงานตรวจและเก็บภาษี ตามที่เคยได้ยินได้ฟังก็ว่า “สิบหยิบหนึ่ง” เช่น มะพร้าว ๑๐ ผล เจ้าพนักงานก็เอาไว้หนึ่งผล เรือทุกลำ�จะผ่านด่านภาษีไปเฉยๆ ไม่ได้ จนถึงมีคำ�พูดเล่นกันว่า “พายเรือออดๆ ทำ�ไมไม่จอดด่าน ฉันจอดไม่ได้ ฉันอายหัวล้าน” เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
5
ตาม นิราศนรินทร์ นี้ ปรากฏด่านไม่รอ้ งเรียกให้หยุด ลางทีจะเป็นเพราะเรือนายนรินทร์เป็นเรือ ตามเสด็จ คืออยู่ในกระบวนเสด็จของกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรกั ษ์ในรัชกาลที่ ๒ ด่านจึงไม่เรียกตรวจ พ้นจากด่านไปแล้ว นายนรินทร์ข้ามไปกล่าวถึงวัดนางนองเลย ซึ่งก็เป็นทางเดียวกับสุนทรภู่ แต่นายนรินทร์จบั เอาเฉพาะสถานทีท่ จ่ี ะเข้ากับคำ�พรรณนาความเศร้าโศกถึงเมียอย่างเดียว ที่ใดไม่มที าง ที่จะเลี้ยวเข้ามาหาเมียได้ก็ไม่กล่าว ต่างจากสุนทรภู่ซึ่งพยายามเก็บในทางอุปไมยให้เป็นคติต่างๆ ว่าถึงคำ� “บางหลวง” ตาม นิราศเมืองเพชร ก็คงต้องเป็นตำ�บลที่อยู่แถวปากคลองด่านนั้นเอง ในสมัยโบราณอาจเรียกคลองด่านว่าคลองบางหลวงก็ได้ ส่วนที่คลองด่านหรืองคลองบางหลวงกลายมา เป็นคลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางกอกใหญ่กลายมาเป็นคลองบางหลวงนั้น จำ�ได้ว่ามีกล่าวใน พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ ทรงเล่า คลับคล้ายคลับคลาว่า คลองบางหลวงเคยอยู่ข้างใน (หมายถึง คลองด่าน) ครั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาเอากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง และตั้งพระราชวังแถว ป้อมวิชัยประสิทธิ์ปากคลองบางกอกใหญ่ คนเลยเอาชื่อคลองบางหลวงมาใช้เรียกคลองบางกอกใหญ่ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าแผ่นดิน “หลวง” มาอยู่ที่ปากคลองบางกอกใหญ่ คลองบางกอกใหญ่ก็กลายเป็น คลองบางหลวงไป คลองบางหลวงแท้ดั้งเดิมจึงได้ชื่อใหม่เป็นคลองด่าน ที่เล่ามานี้เป็นแต่เคยจำ�ได้เลาๆ จากหนังสือเก่าๆ ที่เคยอ่านมา แต่บัดนี้ไฟไหม้เสียหมดแล้ว จะค้นดูให้แน่อีกก็ไม่ไหว ขาดหนังสือที่ตนมีทั้งเก่าทั้งใหม่อยู่มากมาย ค้นอะไรเป็นได้หมดทันที จะ รวบรวมอีกก็หาไม่ได้เป็นอันต้องจนใจ คลองบางกอกใหญ่ ซึ่งจะเรียกง่ายๆ ว่าคลองบางหลวง เมื่อข้าพเจ้าเห็นตอนเด็กๆ นั้น แตกต่างกับปัจจุบันอย่างไรบ้างไม่ทราบ เพราะข้าพเจ้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้นั่งเรือผ่านมาร่วม ๖๐ ปี แล้ว จะผ่านก็เพียงนั่งรถข้ามสะพานเจริญพาศน์ หรือสะพาน (อะไรจำ�ไม่ได้) แถวตลาดพลู ข้ามไป บางแคชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ได้เห็นแต่บ้านเรือนขณะข้ามสะพานแวบเดียว แต่เนื่องจากข้าพเจ้าเกิด ในคลองบางหลวง จึงขอเล่าเท่าที่เห็นและจำ�ได้ คลองบางหลวงในสมัยเมือ่ ข้าพเจ้าเป็นเด็ก ออกจะเป็นคลองบรรดาศักดิส์ กั หน่อย ทัง้ นีเ้ พราะ ตลอดทัง้ สองฝัง่ คลองมีบา้ นใหญ่บริเวณกว้างขวางสะอาด เป็นบ้านขุนนางข้าราชการหรือไม่กผ็ มู้ ฐี านะดี หลังบ้านมีสวนผลไม้ตั้งอยู่เป็นระยะๆ ไปตลอดจนออกแม่น้ำ�เจ้าพระยา บ้านเล็กเรือนน้อยมีน้อย จนแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
6
ทีเ่ ป็นดังนีเ้ ห็นจะเป็นด้วยเหตุสองประการ ประการทีห่ นึง่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาเอา กรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง และตั้งพระราชวังอยู่ในคลองบางหลวง ประการที่สอง แม่น้ำ�เจ้าพระยาฝั่ง ตะวันตกที่มักเรียก “บางกอก” นั้น เป็นสวนผลไม้ทุกอย่างที่มีในเมืองไทย มีอาณาเขตยาวตามลำ�แม่น้ำ� ประมาณหยาบๆ ตั้งแต่ราวพระประแดงมาจนถึงเมืองนนทบุรี และยืนขึ้นไปจนถึงเมืองสมุทรสงคราม ที่บางช้าง ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยังกล่าวว่า สวนผลไม้ที่บางกอกนั้น ยาวตั้งแต่เข้าเขตบางกอกมาจนถึงตลาดขวัญ นนทบุรี เป็นระยะยาวราว ๖๕๐ เส้น แสดงว่าทางฝัง่ ตะวันตกของแม่น�ำ้ เจ้าพระยาเป็นทีอ่ ดุ มสมบูรณ์ ส่วนทางตะวันออกของแม่น�ำ้ เจ้าพระยา (คือกรุงเทพฯ ปัจจุบัน) เป็นทะเลตม คือเป็นที่ลุ่มต่ำ�มาก มีแต่ท้องทุ่ง เช่น ทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง) ทุ่งพญาไท ทุ่งส้มป่อย ทุ่งมักกะสัน ทุ่งมหาเมฆ ฯลฯ จะอาศัยพื้นที่ดินทำ�มาหากินได้ ไม่สะดวกเหมือนทางฝั่งตะวันตก ดังนั้นผู้คนจึงตั้งบ้านเรือนมีเรือกสวนผลไม้ดีๆ อยู่ทางฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคลอง บางหลวง แม้ต่อมาจะย้ายเมืองหลวงมาตั้งทางฝั่งตะวันออก แต่ขุนนางข้าราชการตลอดจนผู้มีฐานะดี มีรกรากมั่นคงอยู่ในคลองบางหลวงแล้ว ก็ยังคงอยู่ในคลองบางหลวงอีกมากสืบต่อๆ กันมาจนถึงสมัย ข้าพเจ้าเป็นเด็กดังกล่าวแล้ว เมือ่ กล่าวถึงคลองบางหลวง ก็เห็นจะต้องจับเรือ่ งตัง้ แต่ปลายคลองด่านทีม่ าออกคลองบางหลวง เพราะบางหลวงตัง้ ต้นมาแต่ปลายคลองด่านนัน้ (หรือพูดอีกนัยหนึง่ ก็วา่ คลองด่านคือคลองบางหลวงเก่า แต่กินเขตแค่ไหนไม่รู้ จึงมาจับเอาปลายคลองด่าน) มีหมู่บ้านทำ�สวนผลไม้กับสวนพลู สวนผลไม้ ก็คือผลไม้ต่างๆ ที่เรารู้จักกันดีนั่นแหละ ส่วนสวนพลูปลูกอย่างเดียวทั้งขนัดสวน ขนัดหนึ่งยกร่องราว ๓-๔ ร่อง ปลูกพลูเป็นระยะยาวไปบนพื้นร่องเป็นแถว พลูเป็นไม้เลื้อย ต้องมีไม้ปักให้ตรงสำ�หรับเลื้อย ขึ้น ไม้นี้เรียกว่า “ค้างพลู” ที่ยกร่องนั้นเขาเอาตุ่มใหญ่ฝังลงไปในดินเพียงปากตุ่ม มีไม้ปิดทุกร่อง เวลา คนจะถ่ายทุกข์ก็ถ่ายลงในตุ่มนั้น ซึ่งมีน้ำ�อยู่ประมาณค่อนตุ่ม ทั้งนี้อย่างเพิ่งเข้าใจว่าเป็นส้วม เพราะ ส้วมเขาก็มีอยู่ต่างหาก เขาถ่ายทุกข์ลงตุ่มไว้ทำ�ปุ๋ย คือราวเวลาเย็นเขาก็คนตุ่ม เอาเครื่องตักมีคันยาว ตักขึ้นมารดโคนต้นพลู ใบพลูจะได้ใหญ่และงาม ส่วนที่ต้นพลูเขาก็มีโพงวิดน้ำ�ในท้องร่องขึ้นรด เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
7
ท่านผู้อ่านคงนึกว่า ในขนัดสวนพลูคงเหม็นคลุ้งไปหมด ความจริงไม่เหม็นเลย ข้าพเจ้า ไปที่สวนพลู ซึ่งเจ้าของสวนเป็นญาติหลายต่อหลายครั้ง ไม่รู้สึกว่าเหม็นเลย สมัยนั้นคนกินหมากกัน ทั้งเมือง แต่ก็ไม่เคยได้ยินใครรังเกียจว่าพลูเขาใช้อุจจาระทำ�ปุ๋ย ในตอนปลายคลองด่านนี้มีวัดอยู่ติดๆ กันสามวัด คือวัดนางนอง วัดนางชี และวัดอัปสรสวรรค์ ถัดมาก็เป็นหมู่บ้านจีนขายหมูตามนิราศ แต่มีไม่มากนัก จากนั้นมาจนจดคลองบางหลวง มีบ้านใหญ่ ทางฝั่งขวา เป็นบ้านขุนนางใหญ่ชื่อพระยาพิเชตพิเศษพิสัยวินิจฉัยโกศล ราชทินนามนี้ยาว ชาวบ้าน เรียกกันไม่ค่อยถูก จึงมักเรียกกันง่ายๆ ว่า “พระยาสามพิ” ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๖ พระยาพิเชตฯ ได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี และธิดาของท่าน มีบุญ ได้เป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี คลองบางหลวงจึงเริ่มมีไฟฟ้า คือทางการปักเสาไฟฟ้า เป็นคูก่ นั สองฝัง่ คลอง ตัง้ แต่ปากคลองบางหลวงทีอ่ อกแม่น�ำ้ เจ้าพระยา เป็นระยะเรือ่ ยมาจนถึงคลองด่าน ขึงลวดระหว่างเสาติดดวงไฟฟ้าตรงกลางคลองตลอด เวลากลางคืนคลองบางหลวงจึงสว่างไสวขึ้น แต่สมัยที่คลองบางหลวงตามไฟฟ้านี้ ข้าพเจ้าไปอยู่กรุงเทพฯ ก่อนนานแล้ว จากนี้ไปจะได้เล่าถึงบ้านเรือนสองฟากคลองบางหลวง ตั้งแต่ปากคลองด่านบ้านพระยา พิเชตฯ เรื่อยไปจนออกแม่น้ำ�เจ้าพระยา แต่จะกล่าวทางฝั่งขวาก่อน ต่อจากบ้านพระยาพิเชตฯ ออกมา ทางคลองบางหลวงแล้วเป็นบ้านผู้มีฐานะดีราว ๔-๕ บ้าน ก็ถึงตลาดพลู ซึ่งเป็นตำ�บลสำ�คัญมีชื่อเสียง ตัวตลาดพลูนั้นความจริงไม่มีพลู มีขายแต่ของใช้ของกินทุกอย่างเหมือนตลาดทั่วๆ ไป ในตลาดมีโรงบ่อนใหญ่สำ�หรับเล่นถั่วและโป ที่เล่นถั่วเป็นห้องโถงใหญ่ พื้นปูเสื่อน้ำ�มันเรียบ มีเจ้ามือและหัวเบี้ยรวมสองคนนั่งคู่กัน ถัดจากสองคนนี้ทั้งซ้ายและขวาเป็นคนแทง นั่งเรียงกันโค้งเป็น วงกลมใหญ่ราว ๓๐ คน แล้วยังมีคนนั่งและยืนซ้อนต่อออกไปข้างหลังอีกมาก ที่หน้าเจ้ามือมีเบี้ยจั่น ขนาดย่อมกองอยู่เป็นกองโต วิธีเล่นเจ้ามือจะผลักกองเบี้ยจั่นให้ห่างออกไปจากหน้าตัก แล้วเอาถ้วย ขนาดกลางคว่ำ�ลงครอบไปที่กองเบี้ย เลื่อนถ้วยที่ครอบเบี้ยออกไปจากหน้าตัก แล้วเอาถ้วยขนาดกลาง คว่ำ�ลงครอบไปที่กองเบี้ย เลื่อนถ้วยที่ครอบเบี้ยออกไปให้พ้นกอง จากนี้คนก็เริ่มแทง เรียกว่ามีสี่ประตู คือ หนึ่ง หรือสอง หรือสาม หรือสี่ เมื่อคนแทงทั่วกันแล้ว เจ้ามือก็เปิดถ้วยออก เอาไม้บางๆ เล็กๆ ยาวสักคืบเศษ เขี่ยเบี้ยออกทีละสี่เบี้ย (ซึ่งกลายมาเป็นสำ�นวนว่า “แจงสี่เบี้ย”) จนครั้งสุดท้ายถ้าเหลือ เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
8
สี่เบี้ย ก็เรียกว่าออกสี่ ถ้าเหลือสามเบี้ย ก็เรียกว่าออกสาม ดังนี้ จากนี้ก็เป็นหน้าที่ของหัวเบี้ย ซึ่งมีคันไม้ ยาวราววาเศษ ที่ปลายมีลวดติดเป็นห่วงกลม หัวเบี้ยจะเอาไม้เขี่ยเงินที่คนแทงวางไว้ เขี่ยกองนี้ไปใส่ กองนั้น เขี่ยกองนั้นไปใส่กองโน้น คิดหักกลบลบกันไปว่าใครถูกหรือไม่อย่างไร ด้วยความรวดเร็ว ชำ�นิชำ�นาญ สักครู่เดียวก็เสร็จ เงินที่กินก็เอาห่วงคล้องลากมาที่หน้าตัก แล้วเริ่มออกใหม่ เงินที่แทงถั่วนี้ ดูเหมือนจำ�กัดว่าต้องแทงอย่างน้อยตั้งแต่เฟื้องสลึงขึ้นไป เงินเฟื้องสลึงสมัยนั้นจึงเห็นงอมากต่อมาก ที่งอก็เพราะโรงบ่อนทุบให้งอ เพื่อสะดวกแก่การเอาไม้ห่วงลากไปลากมา มิฉะนั้นลากยาก เพราะ เหรียญเฟื้องเหรียญสลึงแบนติดพื้น ในโรงบ่อนรอบๆ วงถั่ว มีเล่นโปเป็นวงเล็กๆ ๓-๔ วง สำ�หรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อย แทงทีละอัฐ ทีละไพได้ คนเล่นไม่มากนัก ข้าพเจ้าเคยเข้าไปในโรงบ่อนตลาดพลูนี้หลายครั้ง คือเข้าไปกับคนจ่ายตลาด ยืนดูเขาเล่น ช้าบ้างเร็วบ้าง และที่เล่านี้ก็เล่าตามที่ได้เห็น ท่านผู้ใดอยากรู้รายละเอียด อาจหาอ่านในหนังสือ ประชุม พงศาวดาร ได้ ดูเหมือนภาคที่ ๑๖ ที่ตลาดพลูนี้มีของดีอีกอย่างหนึ่งคือหมี่ เรียกว่าหมี่ตลาดพลู มีชื่อเสียงนัก ข้าพเจ้าเคยไป ดูเขาผัด ดูแล้วประหลาดใจ คือกระทะที่ผัดนั้นใหญ่เหลือเกิน ข้าพเจ้าเป็นเด็กโอบปากกระทะไม่รอบ เวลาเขาผัดนั้นเส้นหมี่กับเครื่องลงไปอยู่ก้นกระทะนิดเดียว แทบไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะกระทะลึกมาก เสร็จแล้วเขาช้อนมาใส่กระทงใบตองขนาดกลาง ดูมากเหมือนกัน หมี่ตลาดพลูนี่ผัดไม่หยุดมือ เพราะ รสดีมีคนติดกันทั่วไป ติดกับตัวตลาดพลูต่อออกมา เป็นลานกว้างใหญ่ยาวไปตามริมคลอง ที่ตรงนี้เป็นที่ซื้อขาย พลูแท้ มีเรือจอดเรียงราย ขนเข่งพลูขึ้นลงกันชุลมุน คือพวกสวนพลูเอาพลูมาขาย พวกพ่อค้าแม่ค้า รับพลูไปจำ�หน่าย พลูเป็นของกินกับหมากทุกครัวเรือน สินค้าพลูจึงเป็นสินค้าใหญ่อย่างหนึ่ง ชื่อ “ตลาดพลู” ก็ไปจากที่เขาซื้อพลูกันตรงนี้ ต่อจากที่ซื้อขายพลู เป็นวัดอยู่เรียงกันไปเป็นสามวัด คือ วัดใต้ วัดกลาง และวัดบางยี่เรือ ที่มีชื่ออยู่ใน นิราศนรินทร์ ชื่อวัดทั้งสามวัดนี้เป็นชื่อชาวบ้านเรียก ส่วนที่เรียกเป็นทางการนั้น วัดใต้ เรียกวัดจันทาราม วัดกลางเรียกวัดอินทาราม วัดบางยี่เรือเรียกวัดราชคฤห์ (วัดที่อยู่เรียงกันสามวัด เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
9
และชื่อวัดเรียกกันเป็นสองชื่อนี้ จะถูกต้องหรือสับกัน ข้าพเจ้าไม่มีหนังสือค้นเพราะไฟไหม้หมด และถ้าค้นก็จะเสียเวลามาก) แถวๆ วัดบางยี่เรือดูเหมือนมีโรงพักพลตระเวน (คือสถานีตำ�รวจ) อยู่ด้วย ต่อจากวัดมีบ้านเรือนไม่กี่หลังก็ถึงที่เรียกว่า “คานเรือ” คือเป็นที่เอาเรือใหญ่ เช่น เรือเอี้ยมจุ๊น หรือเรือบรรทุกของ ฯลฯ ขึ้นซ่อม เพราะในสมัยนั้นมีเรือใหญ่บรรทุกข้าวเปลือกจากเหนือตามลำ�น้ำ� เจ้าพระยามาขึ้นโรงสีไฟในกรุงเทพฯ มาก ถนนยังไม่มี รถไฟก็เพิ่งเริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๓ วิธีเอาเรือขึ้นคาน เขาวางรางคู่เหมือนรางรถไฟ จากบนบกข้างในลาดลงมาถึงน้ำ�ลึกลงไป ซึ่งเข้าใจว่ามีฐานเหล็กรับอยู่ใต้น้ำ� ที่รางมีแท่นเหล็กเป็นขอบสี่ด้านมีลูกล้อ เวลาจะเอาเรือขึ้นก็เอาแท่น เหล็กลงมาจนถึงใต้น้ำ� ให้เรือขึ้นอยู่ตามยาวบนแท่นเหล็ก แล้วกว้านด้วยโซ่ขึ้นไปตามราง จนถึงโรงลึก ข้างใน เคยเห็นในโรงมีเรืออยู่ ๒-๓ ลำ� เข้าใจว่ามีทางแยกไปได้ เมื่อเรืออยู่บนแท่นหรือคานในโรงแล้วก็ ซ่อม มีตอกหมัน ยาชัน ขูดเพรียง ทาน้ำ�มันยาง ฯลฯ จนเสร็จแล้ว ก็เอาเรือลงน้ำ�ตามวิธีที่เอาเรือขึ้นไป ต่อจากคานเรือเป็นบ้านคหบดีและข้าราชการบรรดาศักดิ์ ๒-๓ บ้าน แล้วก็มาถึงบ้านพ่อค้า พลูใหญ่ ที่เป็นต้นสกุลทังสุบุตร ข้างบ้านนี้เป็นคลองซอยเล็กๆ คั่นวัดใหม่ท้องคุ้ง ตามชาวบ้านเรียก แต่ทางการเรียกวัดเวฬุราชิณ ต่อจากวัดเวฬุราชิณเป็นบ้านข้าราชการบรรดาศักดิอ์ กี ๓-๔ บ้าน ก็ถงึ บ้านหรือวังหม่อมเจ้าตุม้ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ วังหม่อมเจ้าตุ้มอยู่ปากคลองบางไส้ไก่ เป็นคลองขนาดย่อม ซึ่งในคลองนี้ มีสวนพลูมากเหมือนกัน ข้ามคลองบางไส้ไก่มาอีกฟากหนึ่งที่ทำ�งานรัฐบาล ดูเหมือนเป็นอำ�เภอ (บางกอกใหญ่) ติดกับอำ�เภอต่อไปเป็นโรงเรือ และเป็นย่านทหารเรืออยู่มาก โรงเรือนั้นเป็นที่เก็บเรือของทหารเรือ ต่อไปเป็นบ้านพระยาชลธารฯ นายทหารเรือ ต้นสกุลชลานุเคราะห์ ต่อไปเป็นบ้านพระยา (อะไรจำ�ไม่ได้) แล้วถึงวัดทีช่ าวบ้านเรียกกันว่าวัดมอญ หรือวัดรามัญ ซึง่ มีชอ่ื เต็มว่าวัดรามัญประดิษฐ์ แถววัดรามัญนี้ เป็นหมู่บ้านมอญ ต่อจากวัดรามัญไปเป็นบ้านเรือนธรรมดาหลายหลัง แล้วถึงวังกรมหมื่นพิทยาลงกรณ (น.ม.ส.) ต่อจากวังไปเป็นตึกใหญ่รูปร่างไปข้างแบบฝรั่ง เป็นตึกพระยาราชาฯ สกุลบุนนาค ตั้งอยู่ที่ ปากคลองวัดดอกไม้หรือคลองบุปผาราม เป็นคลองเล็กเข้าไปบ้านสมเด็จ (เจ้าพระยา) ข้ามปากคลอง เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
10
บุปผารามไปอีกฝั่งหนึ่ง เป็นบ้านเรือนไม่กี่หลัง ถึงบ้านข้าราชการใหญ่สังกัดกรมพระตำ�รวจหลวง ต่อจากนี้ไปเป็นโรงสีไฟใหญ่ อยู่ติดกับวัดกัลยาณมิตร ยาวตามคลองบางหลวงไปออกแม่น้ำ�เจ้าพระยา ที่กล่าวมาแล้วเป็นทางฝั่งขวาของคลองบางหลวง ต่อนี้ไปเป็นฝั่งซ้าย เริ่มจากปากคลองด่าน มาเหมือนกัน ตรงกับบ้านพระยาพิเชตฯ เป็นบ้านพระยา...ราชทินนามจำ�ไม่ได้แน่ แต่ดูเหมือนเป็น พระยาประชาชีพบริบาล บ้านนี้ยาวมากมาตามลำ�คลอง ถัดมาก็เป็นข้าราชการบรรดาศักดิ์และบ้าน ผู้มีฐานะดีหลายบ้าน เรื่อยมาจนตรงกับตลาดพลู ต่อจากบ้านดังกล่าวแล้วก็เป็นโรงสีไฟตรงกับแถววัด แล้วเป็นบ้านผู้มีฐานะดีจนถึงคลองต้นไทร แล้วถึงคลองเล็กอีก ต่อจากคลองเป็นบ้าน แล้วถึงโรงถ่าน ใหญ่ รับซื้อถ่านและขายถ่าน สมัยนั้นถ่านเป็นเชื้อไฟสำ�หรับทำ�อาหารทุกครัวเรือน ต่อจากโรงถ่านมาเป็นบ้านอาข้าพเจ้า แล้วบ้านบิดาข้าพเจ้า อยู่ตรงข้ามกับบ้านต้นสกุล ทังสุบุตรดังกล่าวแล้ว ข้างบ้านข้าพเจ้ามีคลองเล็ก ต่อไปเป็นบ้านผู้มีฐานะดี เป็นคนจีนแต่คล้าย คนไทย ต่อไปเป็นโรงมุงสังกะสีใหญ่โล่งๆ เป็นที่เก็บของขนขึ้นลงอยู่บ่อยๆ ถัดโรงนี้ไปเป็นคลอง บางลำ�เจียก ชื่อ “บางลำ�เจียก” นี้เป็นชื่อตำ�บลด้วย อย่างบ้านข้าพเจ้าก็เรียกว่าอยู่ตำ�บลบางลำ�เจียก อำ�เภอบางกอกใหญ่ ปากคลองบางลำ�เจียก ต่อไปเป็นบ้านต้นสกุลกฤษณามระ จากนี้เป็นบ้านเรือนไปอีกหลายหลัง ก็ถึงบ้านใหญ่เป็น บ้านหลวงฤทธิณรงค์รอน คนเก่าๆ เรียกกันว่า “กัปตันเจ๊ก” คำ� กัปตัน แปลว่านายร้อยเอก ซึ่งสมัยนั้น ยังเรียกกันเป็นภาษาฝรั่งอยู่ คำ� “เจ๊ก” นั้นเป็นชื่อ แต่ตัวคุณหลวงเองไม่ใช่เจ๊ก เป็นคนไทยแท้ๆ ข้าพเจ้าเมื่อเป็นเด็กยังเคยเห็นตัวคุณหลวง ตอนนั้นท่านไม่ได้รับราชการแล้ว ต่อไปเป็นบ้านเรือน ๒-๓ หลัง ถึงบ้านใหญ่เป็นบ้านเรียกกันว่าบ้านคุณพิณ (ดูเหมือนมีชอ่ื เต็มว่าหม่อมราชวงศ์พณ ิ เทพเฉลิม สกุลสนิทวงศ์) บ้านนี้มีลานยาวมากไปตามริมคลอง มีเรือยนต์งามๆ จอดอยู่หน้าบ้านลำ�สองลำ�เสมอ ส่วนตัวเรือนอยู่ลึกเข้าไปข้างใน ลานบ้านตามริมคลองปลูกต้นไม้ มีซุ้มไม้สะอาดร่มรื่นดี ต่อจากบ้าน คุณพิณไป ๒-๓ บ้าน เป็นบ้านพระยาชลมารคฯ อยู่ติดกับวัดสังข์กระจาย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการ อำ�เภอบางกอกใหญ่ ปากคลองบางไส้ไก่ อีกด้านหนึ่งของวัดสังข์กระจายเป็นคลองเข้าไปวัดพลับ ต่อจากคลองไปมีบ้านเรือน ๒-๓ หลัง ถึงหมู่บ้านแขกเจ้าเซ็น มีกะดีเจ้าเซ็นอยู่หลังหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้อยู่เยื้องเล็กน้อยกับวัดรามัญ ถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้ทำ�สะพานข้ามคลองบางหลวงตรงนี้ เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
11
เรียกว่าสะพานเจริญพาศน์ นับเป็นสะพานถาวรใหญ่ยาวข้ามคลองเป็นสะพานแรก ต่อจากหมู่บ้านแขกเจ้าเซ็นไปเล็กน้อยเป็นบ้านข้าราชการ เจ้าของบ้านเรียกกันง่ายๆ ว่า “สับน้อย” สับ เป็นคำ�ฝรั่ง ละมาจาก Sub Lieutenant แปลว่านายร้อยตรี เพราะสมัยนั้นยังใช้คำ� ภาษาฝรั่งดังกล่าวแล้ว “น้อย” เป็นชื่อ บ้านนี้เข้าใจว่าเป็นต้นสกุลแสงมณี ต่อจากบ้านสับน้อยไปไม่ช้า ก็ถึงวัดหงส์ แล้ววัดท้ายตลาดติดต่อกัน วัดท้ายตลาดเป็นชื่อชาวบ้านเรียก ทางการเรียกวัดโมลีโลก ต่อจากวัดท้ายตลาดไปเป็นโรงพิมพ์หมอปลัดเลมิชชันนารีอเมริกันที่มีชื่อเสียงมาก จากนี้ไปก็เป็น ป้อมวิชัยประสิทธิ์ออกแม่น้ำ�เจ้าพระยา เคหสถานบ้านเรือนสองฟากคลองบางหลวงทีเ่ ล่ามานี้ ถ้าแห่งใดคลาดเคลือ่ นไปก็ขออภัยด้วย เพราะเขียนจากความจำ�เมื่อ ๗๐ ปีกว่ามาแล้ว ปัจจุบันบ้านเรือนนอกจากวัดคงเปลี่ยนแปลงไปมาก หรือเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดก็ว่าได้ ทั้งสองฟากคลองบางหลวงมีคลองมาก นอกจากคลองบางไส้ไก่ซึ่งค่อนข้างใหญ่แล้ว นอกนั้น เป็นคลองเล็กๆ คลองเล็กเหล่านีผ้ า่ นสวนผลไม้ซง่ึ อยูห่ ลังบ้านริมคลองทัง้ สิน้ และทีแ่ ยกออกจากคลองเล็ก เป็นคลองน้อยๆ เรียกว่า “ลำ�กระโดง” ซึ่งแบ่งเป็นเขตสวนของแต่ละเจ้าของก็มี สวนนั้นติดต่อกันตลอด ข้าพเจ้าเคยเดินจากหมู่บ้านแขกมาทางหลังวัดพลับ วัดสังข์กระจาย เรื่อยมาตามคันสวนจนถึงบ้าน และเคยเดินจากตลาดพลูมาทางวัดใต้ วัดกลาง วัดบางยี่เรือ จนถึง วัดใหม่ท้องคุ้งซึ่งอยู่เยื้องบ้านข้าพเจ้า สวนนั้นแบ่งออกเป็นส่วนๆ เรียกว่าขนัด ขนัดหนึ่งยกร่อง เป็นสาม หรือสี่ หรือห้า และมีคันสวนคั่นเป็นขนัดๆ ไป คนมีเงินอาจมีสวนถึงเจ็ดหรือแปดขนัด ติดต่อกัน นอกจากสวนพลูในคลองด่านกับสวนพลูในคลองบางไส้ไก่แล้ว สวนในคลองบางหลวงเป็น สวนผลไม้ทั้งหมด มีทุเรียน มะม่วง ขนุน ลิ้นจี่ ลำ�ไย ฯลฯ ชาวคลองบางหลวงจึงเป็นพ่อค้าแม่ค้า ผลไม้กนั ทัว่ ไป เพราะต่างมีสวนกันแทบทัง้ นัน้ แม้แต่ภรรยาข้าราชการก็คา้ ขาย ไปขายเองก็มี ให้ขา้ ทาส บริวารในบ้านไปขายก็มี สินค้าผลไม้ที่ขายนั้นบรรทุกเรือสำ�ปั้น หรือเรือแจวไปขายที่ท่าเตียน ซึ่งตรงนั้น มีตลาดเรียกว่า “ตลาดท้องน้ำ�” มีเรือต่างๆ จอดเกาะกันเป็นแพออกมาเกือบครึ่งแม่น้ำ�เจ้าพระยา นอกจากผลไม้สวนที่เรียกว่า “สวนใน” คือบางกอกแล้ว ยังมีผลไม้ที่เรียกว่า “สวนนอก” คือบางช้างอีก เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
12
มีผลไม้มาทางคลองภาษีเจริญ (ต่อคลองด่านเข้าไป) เช่น มะม่วงบางช้างมีชื่อ นอกจากนี้ยังมีพวก ผักต่างๆ เช่น หอม กระเทียม ฟัก แฟง แตงกวา ฯลฯ มาทางภาษีเจริญเหมือนกัน ยังมีสินค้าอีกอย่างหนึ่งคือปลามาจากท่าจีน (สมุทรสาคร) ผ่านคลองบางหลวง เรือบรรทุก ปลานั้นเป็นเรือยาวสัก ๔-๕ วา เกลี้ยงๆ ไม่มีประทุนหรืออะไรกั้น ใส่ปลาต่างๆ เต็มลำ�เรือ บางลำ� มีปลาใหญ่ยาวเกือบตลอดลำ�เรือ ในเรือมีคนแจวหัวคนหนึ่ง แจวท้ายคนหนึ่ง แจวเร็วอย่างยิ่ง ออกจาก ท่าจีนย่ำ�รุ่งมาถึงปากคลองตลาด (ซึ่งสมัยนั้นเป็นท่าปลา) ราวสองโมงเช้าเท่านั้น ข้าพเจ้าได้เห็น เรือแจวบรรทุกปลานี้แทบทุกวัน พอเห็นปราดเดียวก็ผ่านหน้าบ้านไปไกลแล้ว ที่ปากคลองบางหลวงทั้งสองฟากมีเรือประทุนขนาดใหญ่ ทั้งทางหัวเรือและท้ายเรือมีขยาบ ซึ่งเลื่อนออกมาจากประทุนได้สำ�หรับกันแดดกันฝน อยู่กันเป็นประจำ�เหมือนครัวเรือน ทางฝั่งซ้ายจอด ตั้งแต่หน้าวัดหงส์ ไปจนถึงบ้านหมอปลัดเล ทางฝั่งขวาก็จอดเรียงกันไปตลอดแนววัดกัลยาณมิตร จดปากคลอง เรือเหล่านี้มีมะพร้าวกับเครื่องปรุงอาหาร เช่น พริก กะปิ น้ำ�ปลา ฯลฯ ขายเป็นประจำ� อยูก่ บั ที่ ของเหล่านีส้ ว่ นใหญ่มาทางสวนนอก คือ บางช้าง ท่าจีน ฯลฯ ในคลองบางหลวงไม่มสี วนมะพร้าว จะมีปลูกก็ตามคันสวนบ้างเล็กน้อย ที่ปากคลองบางหลวงจึงเป็นเหมือนตลาดขายของดังกล่าว สรุปความว่า ในคลองบางหลวงที่ข้าพเจ้าเกิด มีสวนพลู สวนหมาก ซึ่งเป็นของเคี้ยวกัน มาทุกบ้านเรือนแต่โบราณ และอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยสวนผลไม้ ส่วนผักต่างๆ มีต่อออกไปทางคลอง ภาษีเจริญ มะพร้าวทางบางช้าง ปลา กะปิ น้ำ�ปลา ทางท่าจีน ของเหล่านี้ผ่านคลองบางหลวง ส่งที่ ตลาดพลูและเลยไปตลาดท้องน้ำ�ที่ท่าเตียน กับตลาดปลาที่ปากคลองตลาด ของที่เป็นอาหารลงเรือพายเร่ขาย ของจีนมีก๋วยเตี๋ยว ของไทยมีขนมจีนน้ำ�ยา ซึ่งมักร้อง ขายว่า “ขนมจีนแม่วัณฬา น้ำ�ยาพระอภัย ถั่วงอกเสาวคนธ์ พริกป่นหัสไชย” กับมีของหวานเบ็ดเตล็ด มีกล้วยแขก ข้าวเม่าทอด มีอ้อยกับของอื่น ซึ่งมักร้องว่า “อ้อยจีนบางใหญ่ อ้อยไทยบางคูวัด ข้าวหลามตัดวัดระฆัง ขนมฝรั่งกุฎีจีน” เวลากลางคืนมีจีนขายข้าวต้มปลา อาหารที่กล่าวมานี้ล้วนเป็น ของมีชื่อในสมัยนั้น
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
13
รูปลักษณะเรือนปั้นหยาในอดีต
บ้านทรง “มนิลา” ริมคลอง บางกอกใหญ่ที่ยังคงหลงเหลือ อยู่จนถึงปัจจุบัน
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
14
ว่าถึงรูปร่างลักษณะของบ้านเรือนสองฟากคลองบางหลวงนั้นมีต่างๆ กัน ส่วนมากเป็น บ้านขุนนางข้าราชการและบ้านผู้มีฐานะดี ทั้งนี้คงสืบเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาตั้ง พระราชวังทีป่ ากคลองบางหลวง ผูค้ นจึงมาอยูท่ างคลองบางหลวงมาก ฝัง่ แม่น�ำ้ เจ้าพระยาทางตะวันออก (คือกรุงเทพฯ) ยังเป็นที่ลุ่ม มีแต่ทุ่งไปทั้งนั้น บ้านเรือนริมฝั่งคลองบางหลวงมักมีลานกว้างขวาง ตัวเรือนอยู่ลึกเข้าไป ท่าน้ำ�ริมคลองทำ� เป็นที่นั่งเล่น มีม้ายาวมีพนักอยู่สองข้างบ้าง ตั้งเสาทำ�เป็นซุ้มไม้เลื้อยบ้าง ที่ลานหน้าบ้านปลูกต้นไม้ ใหญ่น้อยงามๆ ดูร่มครึ้ม ทำ�ให้บังตัวเรือนไม่เห็นถนัดก็มาก รูปร่างเรือนส่วนมากเป็นเรือนทรงไทย ทำ�เป็นสองอย่าง อย่างหนึ่งหันจั่วมาทางคลอง อีก อย่างหนึ่งหันข้างมาลงคลอง นอกจากเรือนทรงไทยก็มีแบบอื่นๆ ทำ�ให้หลังคาทั้งสี่ด้านเบนเข้าหากัน ไม่มีจั่ว เรียกกันว่า “ปั้นหยา” บางแบบเรียกว่า “มนิลา” ไม่รู้ว่ารูปร่างอย่างไร บางแห่งก็สร้างแบบ เรือนไทยแต่มีสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติมอื่นๆ อีก ดูคล้ายๆ กับเป็นแบบสมัยใหม่สำ�หรับสมัยนั้น บางแห่งเป็น ตึกใหญ่มีลวดลายฝรั่ง แต่เท่าที่เห็นชัดเจนเป็นตึกพระยาราชาฯ สกุลบุนนาค เรือนส่วนมากหรือแทบทั้งหมดมุงจาก แต่ไม่ใช่มุงอย่างรุงรัง มุงอย่างงามมีระเบียบ และที่ ทำ�ให้ดีก็มีไม้ไผ่ผ่าซีกทับจากเป็นรูปตาตารางตลอดที่มุ่งนั้นว่าทำ�ให้ภายในเรือนเย็นดี มีมุงกระเบื้อง บ้างก็น้อย มุงสังกะสีแทบไม่มีเลย นอกจากที่เป็นโรงเก็บของบางแห่ง กระเบื้องเท่าที่เห็นเป็นกระเบื้อง ไม้บ้าง (คือทำ�ด้วยไม้) กระเบื้องดินเผาบ้าง โบสถ์วิหารวัดใหญ่ๆ มุงกระเบื้องเคลือบบ้าง กระเบื้อง ซีเมนต์ดูเหมือนยังไม่มีใช้กัน เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
15
ที่เล่ามานี้กล่าวตามที่เห็นเมื่อยังเป็นเด็ก ไม่รู้จักอะไรมากนัก เพียงแต่นั่งเรือผ่านๆ ยังนึก จำ�ได้ ต่อไปนี้จึงจะกล่าวเฉพาะบ้านข้าพเจ้าเองที่ยังจำ�ได้ติดตา และเป็นบ้านที่มีลักษณะอย่างที่เรียกว่า ทรงไทยแท้ บ้านข้าพเจ้าอยู่ติดกับคลองเล็กๆ ปากคลองออกคลองบางหลวง ตามคลองลึกเข้าไปก็เป็น ลำ�กระโดงสวน คลองอยู่ทางซ้ายของตัวบ้าน ตัวเรือนมีหน้าจั่วหันลงคลองบางหลวง เรียงติดๆ กัน สามหน้าจั่ว มองทางหน้าบ้านทางซ้ายสุดเป็นเรือนที่อยู่ ถัดออกมาตรงกลางโล่งๆ เป็นอย่างที่เรียกว่า หอกลาง ทางขวาเป็นเรือนที่อยู่ เป็นเรือนฝากระดานทั้งหมด ใต้ถุนสูง เรือนที่อยู่ทั้งสองเป็นเรือนขนาด สามห้อง หลังซ้ายยกพื้นสูงขึ้นไปจากหอกลาง ตอนลึกเข้าไปเป็นห้องนอน อีกสองห้องต่อออกมา เปิดโล่งมีหน้าต่าง เป็นที่ทำ�ทองเครื่องรูปพรรณของแม่เลี้ยงข้าพเจ้า ซึ่งเป็นช่างทองฝีมือดี มีผู้จ้างทำ� สายสร้อย ตุ้มหู กำ�ไลมือ กำ�ไลตีน แหวนฝังเพชรพลอยต่างๆ อยู่เสมอ ในการทำ�ทองนั้นมีเครื่องมือขนาดเล็กมาก ทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเลยก็รู้สึกว่าเป็นงานประณีต ละเอียดลออที่สุด ข้าพเจ้าชอบดูเวลาทำ�แหวนมีหนามเตย เอาเพชร หรือมรกต หรือทับทิมใส่ กว่าจะ ได้ที่ต้องขยับดูแล้วดูอีกเป็นเวลานาน บางทีหนามเตยไม่สนิท บางทีวางเพชร ฯลฯ เอียงไป ต้องใช้ แว่นขยายดูอยูต่ ลอดเวลา ถ้าเป็นเพชรเม็ดเล็กหลายเม็ด เอาผงชนิดหนึง่ สีน�ำ้ เงินใส่ลงไปทีก่ อ้ นกระเปาะ แล้วจึงฝังเพชร ผงนั้นเรียกว่า “ซับ” จะทำ�ให้เพชรดูงามขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่ชอบดู ก็คือที่เรียกว่า “เป่าแล่น” ใช้เวลาต่อห่วงสร้อยหรืออะไรติดกัน วิธที �ำ คือเอาน้�ำ ประสานแต้มเข้าไปทีข่ อ้ ต่อ เอาห่วงวางลง บนแผ่นโลหะทีท่ �ำ ไว้ มีตะเกียงจุดไฟ มีหลอดโลหะกลมๆ เล็กๆ ยาวเป่าไฟเป็นลำ�ยาวไปทีห่ ว่ ง สักครูห่ ว่ งก็ ติดกัน บางทีท�ำ กำ�ไลมือ กำ�ไลตีน ด้วยโลหะอย่างใดอย่างหนึง่ เป็นแกนข้างใน แล้วแผ่ทองคำ�หุม้ เป่าแล่น ตรงรอยต่อตลอด เสร็จแล้วก็ดูเป็นทองทั้งอัน เมื่อข้าพเจ้าโตเป็นหนุ่มแล้วได้ดูเพลงเล่นตอนสร้อยฟ้า ศรีมาลา ทะเลาะกับนางเม้ย นางไหม ร้องโต้ตอบกัน ฝ่ายหนึ่งจะเป็นนางเม้ยหรือนางไหนจำ�ไม่ได้ ร้องว่า “อีผู้ดีเป่าแล่นใส่แกนกลาง ถือยศ ถืออย่างว่าเป็นนาย ... เอ้ชา ฉะชา” ได้ฟังเท่านี้ก็เข้าใจ เพราะได้เห็นการทำ�ทองดังกล่าว หมายความ ว่าที่แท้นั้นเลว ไม่ดีจริง แล้วมาทำ�ตัวเป็นผู้ดี ปัจจุบันถ้าพูดอย่างที่เขาร้องเพลงนี้ ร้อยทั้งร้อยเห็นจะ ไม่เข้าใจว่าหมายความอย่างไร เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
16
ต่อจากเรือนหลังซ้ายก็เป็นหอกลาง เป็นห้องโถงใหญ่ปูกระดานเรียบ ด้านหลังมีฝากระดาน ติดต่อกันตลอดทั้งสามหลัง มีประตูลงไปข้างล่าง ด้านหน้ามีฝากระดานมาจนสุดหอกลาง หอกลาง เป็นที่สำ�หรับมีงาน มีคนมากๆ เรือนหลังขวายกพื้นสูงเท่ากับเรือนหลังซ้าย ทำ�เป็นระเบียงยาวตั้งแต่สุดตัวเรือนข้างใน เรื่อยมาจนเกือบสุดตัวเรือนด้านหน้า แล้วหักมุมเป็นระเบียงต่อไปจนสุดตัวเรือนด้านริมคลองเล็ก ถัดระเบียงเข้าไปเป็นห้องสามห้องตามลำ�ดับ แต่ไม่มีฝาผนังกั้น ประตูเรือนอยู่ห้องสุดออกมาข้างนอก เข้าออกทางด้านหอกลาง เข้าประตูไปเป็นห้องที่หนึ่งมีม่านกั้น ต่อไปเป็นห้องที่สองมีม่านกั้น ห้องนี้ วางข้าวของเครื่องเรือน จากม่านที่สองเข้าไปเป็นห้องที่สาม ตั้งเตียงนอนหมอนมุ้ง มุมหนึ่งจัดเป็น ห้องพระ ตามระเบียงเรือนหลังขวาด้านหอกลางวางตะเกียงลาน หม้อน้ำ�ใหญ่ที่เรียกว่า “หม้อคะนน” เชี่ยนหมาก ที่ชามีปั้นและถ้วยชง กระโถน ฯลฯ ส่วนระเบียงตอนที่หักมาตามเรือนด้านริมคลองเล็ก วางของที่ใช้ในการทำ�สวนและภาชนะสำ�หรับใส่ของขาย ต่อจากระเบียงด้านหน้านี้เป็นนอกชานลดพื้นต่ำ�ลงมา ยาวตามระเบียง แล้วหักตรงออกไป ทางคลองบางหลวง ยาวราวสองวากว่า แล้วหักมุมมาตามคลองบางหลวง ยาวเท่าระเบียงด้านหน้า แล้วหักกลับเข้าไปเกือบสุดพื้นหอกลาง (ใกล้ระเบียง) เป็นรูปสี่เหลี่ยมใหญ่ ปลายนอกชานด้านริมคลองเล็ก ด้านริมคลองบางหลวง และด้านที่หักกลับเข้ามาหาหอกลาง ทำ�รั้วลูกกรงเป็นซี่ถี่ๆ สูงเลยหัวคนเล็กน้อย ปลูกไม้เลื้อยดอกหอมแต่บางตาไม่ทึบตลอดทั้งสามด้าน ที่พื้นนอกชานริมรั้วตั้งกระถางไม้ดอกหอมต่างๆ ตรงมุมนอกชานตั้งตุ่มใหญ่สำ�หรับอาบน้ำ� ที่ติดกับ ระเบียงตั้งอ่างเปล เลี้ยงปลาเงินปลาทองตัวใหญ่มาก ๒-๓ ตัว ที่นอกชานนี้เป็นที่ตากผ้าตากของ เวลา กลางคืนเดือนหงายเป็นที่นั่งนอนเล่นอย่างสุขสำ�ราญ รั้วนอกชานที่มาติดกับหอกลางมีประตูสำ�หรับ ขึ้นเรือนพร้อมทั้งบันได เวลาขึ้นเรือนถึงนอกชาน มีช่องที่อาจเลี้ยวขึ้นหอกลางโดยไม่ต้องขึ้นระเบียง เรือนหลังขวา ลานหน้าบ้านเป็นทางลงไปท่าน้ำ� ทำ�เป็นเก้าอี้ยาวนั่งสองฟาก ทางขวาของทางเดินลงท่าน้ำ� จวนถึงริมคลองเป็นครัว ส้วมทำ�เป็นที่ต่างหากอยู่หลังบ้าน เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
17
รูปร่างลักษณะบ้านเรือนทีข่ า้ พเข้าอยูเ่ มือ่ เด็กๆ ทีว่ า่ เป็นแบบไทยแท้นน้ั เนือ่ งจากได้อา่ นเสภา ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างจะไปลักนางวันทอง สังเกตดูอะไรๆ คล้ายคลึงกันมาก ดังจะกล่าวต่อไปนี้ เมื่อขุนแผนเข้าบริเวณบ้านขุนช้าง และสะกดผู้คนแล้ว ก็มีกลอนว่า พรึงรอดออดอ่อนกลอนลั่น ขวัญขุนช้างนั้นไปสู่เถื่อน กอดวันทองฝันอยู่ฟั่นเฟือน ก็เขยื้อนเหยียบไม้ขึ้นหยุดยืน นี้แสดงว่าขุนแผนไม่ได้เข้าทางประตู แต่ปีนขึ้นไป ทีนี้ก็ถึงกลอนว่า โจนลงกลางชานร้านดอกไม้ ของขุนช้างปลูกไว้อยู่ดาษดื่น รวยรสเกสรเมื่อค่อนคืน ชื่นชื่นลมชายสบายใจ กระถางแถวแก้วเกดพิกุลแกม ยี่สุ่นแซมมะสังดัดดูไสว สมอรัดดัดทรงสมละไม ตะขบข่อยคัดไว้จังหวะกัน ตะโกนาทิ้งกิ่งประกับยอด แทงทวยทอดอินพรมนมสวรรค์ บ้างผลิดอกออกช่อขึ้นชูชัน แสงพระจันทร์จับแจ่มกระจ่างตา ยี่สุ่นกุหลาบมะลิซ้อน ซ่อนชู้ชูกลิ่นถวิลหา ลำ�ดวนกวนใจให้ไคลคลา สาวหยุดหยุดช้าแล้วยืนชม กลอนตอนนีแ้ สดงว่าขุนแผนปีนขึน้ ไปบนรัว้ นอกชาน แล้วโจนลงมาทีก่ ลางนอกชาน ซึง่ เป็นทีต่ ง้ั กระถาง ดอกไม้คล้ายบ้านข้าพเจ้า ต่อไปมีกลอนว่า ถัดถึงกระถางอ่างน้ำ� ปลาทองว่ายคว่ำ�เคล้าคลึงสม พ่นน้ำ�ดำ�ลอยถอยจม น่าชมชักคู่อยู่เคียงกัน นี้ตรงกับกระถางเลี้ยงปลาทองบ้านข้าพเจ้า ซึ่งอยู่ริมนอกชาน ข้าพเจ้าจำ�ได้ว่าเคยเอาโกร่งเล็กๆ (สำ�หรับบดยา) กับลูกบด มาบดข้าวสุกให้ละเอียด แล้วคลึงเป็นก้อนเล็กๆ ให้ปลาทองกินทุกวัน บ้างแหวกจอกออกช่องภูเขาเคียง วัดเหวี่ยงแว้งหางระเหิดหัน บ้างกินไคลไล่เคล้าพัลวัน ถัดนั้นแอกไถละไมงอน กลอนตอนแรกหมายถึงปลาทอง ตอนสุดท้ายหมายถึงเครือ่ งทำ�นา ตรงกับทีร่ ะเบียงบ้านข้าพเจ้าเป็นที่ไว้ เครื่องทำ�สวน กลอนต่อไปกล่าวถึงเครื่องช้าง เครื่องม้า แล้วก็ถึงกลอน เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
18
........................................ ถัดนั้นย่างเยื้องชำ�เลืองมา สะเดาะดาลบานเบิกกลับแลบัง เห็นฝูงสาวสะพรั่งอยู่พร้อมหน้า พ้นเหล่าสาวนอนสลอนมา ถึงห้องแก้วกิริยาเข้าทันใด กลอนนี้ข้าพเจ้ายังมองไม่เห็นว่าเรือนขุนช้างเป็นอย่างไร ขอตัดข้ามห้องแก้วกิริยามาเข้ากลอนใหม่ว่า เดินถือฟ้าฟื้นขึ้นหอกลาง ของขุนช้างสร้างขึ้นไว้ใหม่ใหม่ หอนั่งตั้งฉากพับไว้ ขุนทองกรงทองใส่สะอาดตา กระจกใหญ่ใส่รูปฝรั่งนั่ง ในตาตั้งค้อนคมดูสมหน้า ชมพลางทางเดินเพลิดเพลินมา รีบเร่งเร็วหาเจ้าวันทอง ขุนแผนขึ้นหอกลางนี้ก็ตรงกับบ้านข้าพเจ้าที่มีหอกลาง แต่รูปบ้านขุนช้างจะเป็นอย่างไรแน่ไม่ทราบ สมมุติว่าห้องแก้วกิริยาอยู่เรือนหลังซ้าย ก็เห็นจะพอไปกันได้ แล้วจึงมาหอกลาง “เห็นทาสหญิง นอนกลิง้ หอกลางหลับ” ทาสหญิงบ่าวไพร่ทบ่ี า้ นข้าพเจ้านอนทีห่ อกลางหลายต่อหลายคน เพราะไม่มหี อ้ ง สำ�หรับนอน สมัยนั้นยุงไม่ค่อยมี นอนหอกลางก็สบาย “สะเดาะฉับเดินไปเข้าในห้อง” ที่บ้านข้าพเจ้า ต้องขึ้นระเบียงทางด้านหอกลาง แล้วจึงจะถึงประตูเรือนหลังทางขวาสะเดาะเข้าไปได้ เครื่องแก้วแพรวพรายอยู่ก่ายกอง ฉากสองชั้นม่านมู่ลี่มี ม่านนี้ฝีมือวันทองทำ� จำ�ได้ไม่ผิดในตาพี่ เส้นไหมแม้นเขียนแนบเนียนดี สิ้นฝีมือแล้วแต่นางเดียว ม่านนี้ตรงกับที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า พอเข้าห้องไปก็มีม่านกั้น แต่เป็นม่านผ้าลายๆ จะเป็นลายอะไร จำ�ไม่ได้ แต่วันทองไม่ได้ทำ� กลอนชมม่านที่หนึ่งแล้ว ขุนแผนก็ฟันม่าน เข้าไปถึงม่านชั้นที่สอง “น่ารัก ปักเอี่ยมลออออง น้องเอ๋ยช่างฉลาดล้ำ�มนุษย์” กลอนกล่าวชมม่านที่สองแล้ว ขุนแผนก็ฟันม่าน ถึงม่าน ชั้นที่สามกั้นเป็นห้องนอนขุนช้างกับวันทอง ที่ข้าพเจ้าว่าบ้านข้าพเจ้าคล้ายบ้านขุนช้างดังกล่าวแล้ว ก็เริ่มแต่ “โจนลงกลางชานร้าน ดอกไม้” ต่อไปห้องนางแก้วกิรยิ าจะอยูต่ รงไหนยังนึกไม่เห็น แต่เมือ่ เดินถือฟ้าฟืน้ ขึน้ หอกลางจนสะเดาะ เข้าไปในห้องนั้นตรงกับบ้านข้าพเจ้าไม่ผิด ต่างกันตรงที่บ้านข้าพเจ้ามีม่านกั้นสองชั้น เพราะเป็น เรือนสามห้อง ส่วนบ้านขุนช้างมีม่านสามชั้น ก็คงเป็นสี่หรือห้าห้อง ทั้งหมดนี้แสดงว่า บ้านไทยแท้ เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
19
คงมีรูปลักษณะอย่างที่ได้เทียบเคียงระหว่างบ้านขุนช้างกับบ้านข้าพเจ้าดังกล่าวมานี้ ส่วนบ้านแบบไทย ของคนอื่นเป็นอย่างไรไม่ทราบแน่ แต่เห็นจะคล้ายๆ กัน ที่น่าสังเกตก็คือ ในตัวเรือนที่แบ่งเป็น ห้องไม่มีฝากั้น แต่ใช้ม่านกั้น ว่าถึงเครื่องเรือนหรือของใช้ในเรือน ในเสภา ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง ก็ตาม ตอนพลายงามเข้าเรือนศรีมาลาก็ตาม ไม่มีกล่าวถึงตู้โต๊ะเก้าอี้เลย แสดงว่าในสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่ ๓ นั้น ตามบ้านไม่ใช้ตู้โต๊ะเก้าอี้กัน บ้านข้าพเจ้าก็ไม่มีตู้โต๊ะเก้าอี้เหมือนกัน เวลานั่งปกติ นั่งกับ พื้นกระดานซึ่งเรียบและขึ้นมัน เครื่องนุ่งห่มเสื้อผ้าใส่หีบ เป็นหีบเหล็กขนาดใหญ่มาก บ้างเป็นหีบไม้ ส่วนสิ่งของอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ วางบนโต๊ะเตี้ย (ซึ่งมักเรียกว่าม้า) คือเป็นโต๊ะเล็กๆ กว้างราวศอกหนึ่ง ยาวราวแขนหนึ่ง สูงสักคืบเศษ ทำ�ด้วยไม้สีดำ�เนื้อละเอียด (ดูเหมือนเรียกไม้ชิงชันหรืออะไรไม่ทราบ) ระหว่างขาโต๊ะทัง้ สีแ่ กะสลักเป็นลวดลายโตๆ ทีท่ �ำ อย่างดีกฝ็ งั มุก เรียกว่าโต๊ะมุก ในเสภา ขุนช้างขุนแผน ตอนนางวันทองจะไปกับขุนแผน มีกลอนว่า ว่าพลางลุกย่างเข้าในห้อง หาของค้นลูกกุญแจไข เปิดหีบหอมฟุ้งจรุงใจ ล้วนใหม่ใหม่ไหมด้ายมีหลายพรรณ หยิบหยิบแล้วก็จีบประจงพับ หับหีบไขต่อขมีขมัน ผ้าหอมย้อมสีระยับมัน น้ำ�มันจันทน์ประทิ่นกลิ่นขจร เช็ดหน้าผ้าไหมฝรั่งห่อ ไขต่อหีบทองเถือกสลอน เพชรนิลมรกตอรชร พิรอดร่อนเรือนเพชรพะพรายตา เก็บรอมห้อมห่อผ้าห่มแน่น ช้านักขุนแผนจะคอยท่า ตามกลอนนี้จะเห็นผ้าผ่อนสิ่งของอะไรใส่หีบทั้งนั้น และไม่มีกล่าวถึงตู้ตลอดจนโต๊ะเก้าอี้เลย ตอน พลายงามเข้าห้องศรีมาลา มีกลอนว่า อัจกลับตามวางกระจ่างแสง เจ้าตกแต่งเครื่องเรือนไว้หนักหนา เครื่องแป้งจัดตั้งไว้หลังม้า ขันล้างหน้าพานรองของผู้ดี เครื่องนากเครื่องทองสองสำ�รับ เรียงลำ�ดับวางไว้เป็นที่ที่ โถขี้ผึ้งแป้งร่ำ�น้ำ�มันตานี โต๊ะหวีตั้งเรียงไว้เคียงกัน เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
20
โตกพานหีบปัดจัดตั้งซ้อน ทั้งผ้าผ่อนพับเรียบทุกสิ่งสรรพ์ เครื่องไหว้พระนั้นจัดอัฒจันทร์ คันฉ่องแกะงาเป็นหน้าพรหม กระจกใหญ่ใส่ตั้งทั้งไม้สอย อุบะห้อยรื่นรวยดูสวยสม สะอาดสะอ้านลานตาน่านิยม พลางชมม่านกางข้างที่นอน ตามกลอนนี้ก็คล้ายกับตอนก่อน คือไม่กล่าวถึงตู้ กล่าวแต่หีบใส่ของ ที่น่าสังเกตก็คือ คำ�ว่า “ม้า โต๊ะ ตั่ง พาน” ในสมัยขุนช้างขุนแผนมาจนสมัยข้าพเจ้า เป็นเด็ก ปลายรัชกาลที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน ใช้สับสนผันแปรกันมาเรื่อย ที่วางเครื่องแป้งใน ขุนช้างขุนแผน เรียกม้า สมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กเรียกม้า หรือ “ม้าเครื่องแป้ง” ต่อมาอีกราว ๒๐ ปี ที่วางเครื่องแป้ง เปลี่ยนรูปแบบใหม่เป็นอย่างโต๊ะสูง ถ้าทำ�ให้งานก็ทำ�เป็นขาคู้ ตัวโต๊ะมักมีลิ้นชัก บนโต๊ะสุดไปข้างหลัง เสริมตั้งขึ้นไปสูงราว ๕-๖ นิ้ว ทำ�เป็นอย่างชั้นยาวตลอดสำ�หรับวางของ เช่น ขวดน้ำ�หอม ฯลฯ ตรงกลางที่เสริมต่อจากตัวโต๊ะขึ้นไปนั้นสำ�หรับเป็นที่ติดกระจกเงา ตั้งแต่มีโต๊ะแบบใหม่นี้แล้ว คำ�ว่าม้าเครื่องแป้งก็ไม่เรียกกัน เปลี่ยนเป็นเรียก “โต๊ะเครื่องแป้ง” เหมือนกันหมด ความต่างกันระหว่างม้าเครื่องแป้งกับโต๊ะเครื่องแป้งก็คือ ม้าเครื่องแป้งเป็นของสำ�หรับ นั่งแต่งตัวกับพื้นกระดานตามแบบโบราณ ส่วนโต๊ะเครื่องแป้งเป็นของสำ�หรับยืนแต่งตัว ซึ่งเริ่มเข้าแบบ สมัยใหม่ คำ�ว่าม้ากลายมาเป็นที่สำ�หรับนั่งเตี้ยๆ ค่อนข้างยาว ทำ�ด้วยไม้ เช่น ม้านักเรียน ฯลฯ มีพนัก ข้างหลังสำ�หรับพิง หรือมีเท้าแขนสุดทัง้ สองข้าง บางอย่างทำ�ด้วยโครงเหล็กให้ดงู าม เท้าแขนเป็นเหล็ก พื้นที่นั่งเป็นไม้ พนักเป็นไม้ ลางทีเรียกกันว่าเก้าอี้ เช่น เมื่อสร้างถนนราชดำ�เนินใหม่ๆ มีตั้งไว้ตามโคน ต้นมะฮอกกานีตลอดสาย บางอย่างทำ�ด้วยซีเมนต์ ทีน่ ง่ั เป็นหินขัด มีพนักบ้าง เกลีย้ งๆ ไม่มเี ท้าแขนบ้าง เรียกกันว่า “ม้าหิน” สรุปความว่า ม้าซึ่งเป็นที่วางของ เช่น เครื่องแป้ง ฯลฯ เกือบสูญไปก็ว่าได้ กลายเป็นม้าสำ�หรับนั่งหมด โต๊ะมีหลายอย่าง ใช้เป็นที่สำ�หรับวางสิ่งของ สมัยข้าพเจ้าเป็นเด็ก ที่บ้านไม่มีโต๊ะ (อย่างที่ เข้าใจกันในปัจจุบนั ) แต่ทเ่ี คยเห็นเป็นโต๊ะบูชา ตัง้ พระพุทธรูป กระถางธูป เชิงเทียน แจกันปักดอกไม้ ฯลฯ ซึ่งเรียกว่า “โต๊ะหมู่” โต๊ะหมู่เป็นโต๊ะขนาดย่อมรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทุกตัว หลายโต๊ะตั้งรวมกันเป็นหมู่ ถ้าเก้าตัวเรียกหมู่เก้า เจ็ดตัวเรียกหมู่เจ็ด จนถึงหมู่ห้า เป็นอย่างน้อย (ในบ้านหมู่อะไรจำ�ไม่ได้) เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
21
โต๊ะหมู่นี้เป็นโต๊ะเกลี้ยงๆ ก็มี สลักเสลาเป็นลวดลายปิดทองก็มี นอกจากโต๊ะหมู่แล้วเคยเห็นโต๊ะบูชาแบบจีน เป็นโต๊ะสูงตัวเดียว มีผ้าห้อยหน้าปักเป็นรูปภาพ ต่างๆ บนโต๊ะตั้งลับแลหรือตุ๊กตารูปเซียน มีเครื่องบูชาพวกลายครามหรือสีต่างๆ ได้เห็นตามวัดเวลา มีงาน คือจัดตั้งประกวดกันเนื่องจากเล่นเครื่องลายคราม ตามบ้านทั่วๆ ไปไม่มีโต๊ะอย่างนี้ นอกจาก บ้านขุนนางใหญ่ๆ หรือคนมั่งมีเล่นเครื่องลายครามบางบ้านเท่านั้น โต๊ะอีกอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านทั่วๆ ไปมักมีก็คือโต๊ะเตี้ย ที่เรียกว่าโต๊ะไม้ชิงชันกับโต๊ะมุกดังกล่าว มาแล้ว สำ�หรับวางของเบ็ดเตล็ด ที่บ้านข้าพเจ้ามีหลายตัว แปลกตรงที่คล้ายกับสิ่งที่เรียกว่าพาน ขนาดเล็ก ทำ�ด้วยเงินหรือทองบ้าง เครื่องประกอบยศของขุนนางข้าราชการชั้นสูง ที่ได้รับพระราชทาน “โต๊ะทอง” รูปร่างก็คือพานทองเล็กๆ นั่นเอง โต๊ะทองนั้นผู้มั่งมีเป็นเศรษฐีอาจทำ�เป็นเครื่องใช้สำ�หรับ บ้านก็ได้ แต่ว่าโดยทั่วไปตามบ้านมักใช้โต๊ะเงินหรือพานเงินสำ�หรับวางของเล็กน้อย นอกจากโต๊ะหมู่เครื่องบูชาก็มีโต๊ะเตี้ย เพราะเรานั่งที่พื้นกระดานกันทั้งนั้น การนั่งกับพื้น แบบไทยนี้ มีคำ�กล่าวซึ่งข้าพเจ้าได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่า เป็นเครื่องสังเกตในการหาลูกสะใภ้กัน คือการที่ จะไปสู่ขอลูกสาวบ้านใด ถ้าบ้านนั้นพื้นกระดานเป็นมันสะอาด ก็แปลว่าลูกสาวบ้านนั้นขยันขันแข็ง การบ้านการเรือนดี ควรขอเป็นสะใภ้ได้ แต่ถ้าพื้นกระดานเป็นฝุ่นละอองสกปรก ก็ไม่เอาเป็นลูกสะใภ้ แสดงว่าเป็นคนขี้เกียจ ไม่เอาการบ้านการเรือน โต๊ะต่างๆ ที่ใช้และเข้าใจกันในปัจจุบัน เช่น โต๊ะรับแขก โต๊ะอาหาร โต๊ะเขียนหนังสือ ฯลฯ ดูจะเกิดพร้อมๆ กับที่ม้าเครื่องแป้งเปลี่ยนเป็นโต๊ะเครื่องแป้งดังกล่าวแล้ว แสดงว่าคนเริ่มนั่งเก้าอี้ โดยรูปเรือนได้เปลี่ยนจากแบบไทยแท้เข้ามาหาสมัยใหม่ แต่เรือนไทยในครั้งโน้นที่ไม่ใช้โต๊ะเก้าอี้ คือ นั่งกับพื้นอย่างเก่า ก็ยังมีอีกมาก ตั่งในสมัยโบราณกินความไปถึงโต๊ะ เตียง ม้า แท่น ปนๆ กันไป เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็ก ไม่รู้ว่าตั่งเป็นอะไรแน่ เพราะไม่สนใจ และไม่เป็นเรื่องสนุกสนานสำ�หรับเด็ก ซึ่งความสนุกมีแต่ วิ่งโดดน้ำ� เล่นน้ำ�จนตะไคร่น้ำ�จับลูกคางเขียว หรือพายเรือ หรือโดดท้องร่องสวน จึงเพียงแต่ ฟังเขาเรียกกันเท่านั้น ที่เรียกตั่งในบ้านข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันเหมือนโต๊ะ แต่สูงกว่าโต๊ะเตี้ย เป็นที่ตั้ง กรงเลี้ยงหนูถีบจักร เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
22
พูดถึงหนูถีบจักร ลางทีคนสมัยนี้จะไม่รู้จัก ข้าพเจ้าเห็นตั้งแต่เด็กแล้ว ต่อมาก็ยังไม่เคยเห็น ที่ไหนอีกเลย หนูถบี จักรเป็นหนูตวั เล็กๆ ขนขาว มีอยู่ ๒-๓ ตัว เลีย้ งไว้ในกรงทองเหลือง ยาวราวศอกเศษ กว้างราวคืบเศษ สูงราวศอก ในกรงมีที่ให้หนูอยู่ กับมีทองเหลืองเป็นราว โตขนาดหลอดดูดน้ำ�อัดลม ติดขวางกึ่งกลางกรง ที่ราวทองเหลืองนี้มีทองเหลืองทำ�เป็นซี่ๆ รูปกลมขนาดส้มเขียวหวานอย่างใหญ่ หัวท้ายซี่มาบรรจบกัน แต่เว้นเป็นรูกลางช่องไว้สำ�หรับใส่ราวทองเหลืองให้หมุนได้ เรียกว่าจักร หนูที่เลี้ยงไว้ในกรงนั้นชอบกระโดดขึ้นไปบนจักร เอาตีนถีบซี่ทำ�ให้จักรหมุนเร็ว โดยตัวหนูอยู่กับที่ รูส้ กึ ว่ามันสนุกของมันมาก กรงหนูถบี จักรนีต้ ง้ั บนทีซ่ ง่ึ ผูใ้ หญ่เขาเรียกอีกอย่างหนึง่ ว่าตัง่ เป็นของทำ�ง่ายๆ คือ เอาไม้สองแผ่น กว้างยาวราวห้านิ้ว ขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตั้งให้ห่างกันเป็นขา แล้วเอาแผ่นกระดาน ยาวสักคืบ กว้างขนาด ๕-๖ นิ้ว วางทับ เอาตะปูตอก ใช้สำ�หรับนั่งเตี้ยๆ หรือทำ�อะไรก็ได้ อย่างนี้ เขาเรียกตั่งเหมือนกัน แต่ปัจจุบันได้ยินเรียกกันว่าม้า ต่อมาถึงสมัยทีข่ า้ พเจ้ารูจ้ กั อ่านหนังสือ ได้พบค�ำว่าตัง่ ในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ ซึง่ รวมความว่าตัง่ เป็นทีน่ งั่ ตอนสรงพระกระยาสนาน (อาบนำ�้ ) เรียกตัง่ อุทมุ พร หรือตั่งไม้มะเดื่อ สรงแล้วก็เสด็จประทับพระที่นั่งอัฐทิศ ซึ่งท�ำด้วยไม้มะเดื่อรูปแปดเหลี่ยม ใน ลิลิต พระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๗ ของเสด็จในกรมพระนราธิปฯ ว่าตอนสรงประทับตั่งไม้ชัยพฤกษ์ รูปวงเดือน รายละเอียดดูเหมือนต่างกันเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ตั่งดังกล่าวในพระราชพิธีราชาภิเษก เป็นเหมือนม้านั่งหรือแท่น (ไม่มีเท้า) เรื่องตั่งถ้าจะตีความหมาย ก็เป็นของสำ�หรับตั้งหรือวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเดียว ต่างกับโต๊ะ ที่สำ�หรับวางของหลายๆ อย่าง ที่พูดเรื่องม้า โต๊ะ ตั่ง พาน มายืดยาวนี้ ก็เพราะได้ยินเรียกต่างๆ กันมาแต่เด็ก จนปัจจุบัน ดูสับสนกันอยู่มาก ได้เล่ามาแล้วถึงม้าเครื่องแป้งนางศรีมาลา ต่อไปนี้จะกล่าวถึงม้าเครื่องแป้งในบ้านข้าพเจ้า เมื่อเป็นเด็ก เพราะดูอะไรก็คล้ายกัน ซึ่งคงเป็นแบบไทยๆ ทั่วไป ม้าเครื่องแป้งอยู่ในห้องเรือน เป็นโต๊ะเตี้ยแบบโต๊ะมุกนั่นแหละ ตรงกลางโต๊ะค่อนไปข้างหลัง ตัง้ กระจกคันฉ่อง คนสมัยนีเ้ ห็นจะรูจ้ กั น้อยเพราะเลิกใช้กนั มานานแล้ว กระจกคันฉ่องมีขาตัง้ รูปปีกกา เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
23
ทัง้ ทางซ้ายและทางขวาติดกับกรอบสีเ่ หลีย่ ม ตัวกระจกมีกรอบและติดในกรอบนอกด้วยหมุดตรงกึง่ กลาง กรอบกระจกทั้งสองข้าง ทำ�ให้กระจกกระดกตั้งตรงหรือเอนไปข้างหน้าข้างหลังได้ กระจกคันฉ่อง นางศรีมาลาแกะด้วยงาเป็นหน้าพรหม คงหมายถึงกรอบนอกมียอดแกะเป็นหน้าพรหม นางศรีมาลา เป็นลูกสาวเจ้าเมืองก็ ใช้ของดีๆ ส่วนตามชาวบ้านธรรมดานั้นกรอบเป็นไม้สีดำ�เกลี้ยง ชั้นดีหน่อย ก็เป็นมุกเป็นชิ้นๆ ทำ�ให้งามขึ้น ทางขวาของกระจกคันฉ่อง ตั้งโถแก้วเจียระไนสีเขียวใบไม้อ่อนสามใบเถา มีฝาปิด (เข้าใจว่า เป็นของนอก) โถใบใหญ่ใส่แป้งนวลเม็ดใหญ่ ใบกลางใส่แป้งนวลเม็ดเล็ก ดูเป็นสีชมพูนิดๆ ใบเล็ก ใส่น้ำ�มันตานี เป็นน้ำ�มันใส่ผม (เทียบได้กับครีมปัจจุบัน) โถสามใบเถานั้น ใบใหญ่ขนาดเท่าผลน้อยหน่า แล้วย่อมลงเป็นลำ�ดับ วางเรียงกันเต็มโต๊ะหรือม้าพอดี ทางซ้ายของกระจกคันฉ่องวางขันล้างหน้า เป็นขันย่อมๆ มีพานกลีบบัวรอง ถัดขันล้างหน้า ออกมาเป็นผอบ (ตามที่ได้ยินเรียก) ใส่ดินสอพอง ซึ่งทำ�เป็นแผ่นกลมแบนขนาดเงินเหรียญ ต่อออกมา เป็นตลับขี้ผึ้ง ตรงกลางถัดกระจกคันฉ่องออกมาวางพาน (ทีเ่ รียกว่าโต๊ะ) สำ�หรับวางแปรงและหวี หวีสมัยนัน้ มี ๒-๓ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวราวหกนิ้ว หัวท้ายมนมีแกนกลาง สองข้างเป็น ซี่ถี่ยิบ เรียกว่า “หวีเสนียด” สำ�หรับสางผม อีกอย่างหนึ่งเป็นหวีรูปโค้งตัดเป็นครึ่งวงกลม ทำ�ด้วย ไม้อะไรไม่ทราบเป็นสีน้ำ�ตาล ซี่ตามริมสองข้างสั้น แล้วค่อยๆ ยาวไปจนยาวมากตรงกลาง ปลายซี่หวี เป็นเส้นตรงเสมอกัน ซี่ไม่ถี่เหมือนหวีเสนียด เป็นหวีสำ�หรับหวีผมแท้และใช้กันทั่วไป ที่ทำ�ด้วยกระก็มี นอกจากหวีบนพานก็มีมีดโกน แหนบ และขนเม่น ขนเม่นใช้เกี่ยวกับไรผมแบบโบราณ แต่สมัยข้าพเจ้าเป็นเด็ก ผู้หญิงเปลี่ยนทรงผมไม่ใช้ขนเม่นกันแล้ว ต่อพานหวีออกมาตั้งขวดน้ำ�อบ มีน้ำ�อบไทยอย่างหนึ่ง กับน้ำ�อบฝรั่งสองอย่าง อย่างหนึ่ง เป็นขวดสี่เหลี่ยมใหญ่ มีตราปิดเป็นลายดอกไม้ หอมเหมือนดอกกุหลาบ เรียกว่า “น้ำ�ดอกไม้เทศ” น้ำ�ดอกไม้เทศนี้ใช้เป็นกระสายยาได้ อีกอย่างหนึ่งเป็นน้ำ�อบฝรั่ง ขวดเล็กแบนๆ หอมมาก มีตรา รูปแหม่มดีดพิณ เรียกกันว่า “น้�ำ ดีดพิณ” น้�ำ อบอย่างอืน่ จะมีใช้กนั ทีไ่ หนบ้างหรือไม่ไม่ทราบ แต่น�ำ้ ดีดพิณนี้ จะนิยมกันมาก จนถึงเพลงฉ่อยแก้กนั สมัยนัน้ ฝ่ายหญิงยังร้องว่า “ให้มาดมทีต่ นี จะหอมน้�ำ ดีดพิณชืน่ ใจ” เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
24
ม้าเครือ่ งแป้งทีบ่ า้ นข้าพเจ้าเท่าทีเ่ ห็นจำ�ได้เลาๆ มีดงั กล่าวแล้ว บ้านทัว่ ๆ ไปเห็นจะเหมือนกัน จะต่างกันบ้างก็ที่บ้านขุนนางใหญ่หรือคนมีเงินใช้ของมีราคาสูงขึ้นไป เช่น ม้าเครื่องแป้งนางศรีมาลา โถแป้งอาจเป็นโถที่เรียกว่า “โถปริก” คือฝาที่ยอดทำ�ด้วยทอง แต่ส่วนใหญ่ก็มีของแบบเดียวกัน ดังกล่าวแล้ว ของทีเ่ รียกว่าเครือ่ งสำ�อางอย่างปัจจุบนั ไม่มเี ลย แต่ได้เห็นมีทห่ี ญิงสาวเขาใช้กนั บ้างอย่างหนึง่ สำ�หรับแต่งปาก เรียกว่า “ลิ้นจี่” เป็นแผ่นกระดาษบางแข็งๆ กว้างยาวเป็นสี่เหลี่ยมราวสักครึ่งฝ่ามือ มีสีแดง เวลาต้องการใช้ก็ฉีกออกมานิดหนึ่ง ทาที่ริมฝีปากก็เป็นสีแดง (แบบลิปสติก) ตามปกติคนไทย กินหมาก ถ้ากินมากๆ ไม่ขาดปาก ริมฝีปากก็แดงเพราะหมากจับปาก แต่ส่วนมากเป็นคนมีอายุ ส่วนหญิงในวัยสาวมักกินหมากน้อยกันเป็นส่วนมาก ริมฝีปากจึงเป็นอย่างธรรมดา ดังนั้นถ้าจะ แต่งตัวให้ริมฝีปากแดง ก็ใช้ลิ้นจี่ทาให้ดูเป็นสีแดงขึ้น ในเรื่อง พระอภัยมณี ตอนพระอภัยมณีลอบชม นางสุวรรณมาลีที่เกาะแก้วพิสดาร มีกลอนว่า ........................................... แต่เดินชายชมนางไม่วางตา พระโอษฐ์เอี่ยมเทียมสีลิ้นจี่จิ้ม เป็นลักยิ้มแย้มหมายทั้งซ้ายขวา ขนงเนตรเกศกรกัลยา ............................................ คำ�ว่า “ลิ้นจี่จิ้ม” ตามกลอนนี้ก็หมายถึงเอาลิ้นจี่ทาดังกล่าวแล้ว แสดงว่าหญิงสาวสมัยนั้นมาจนถึงสมัย ข้าพเจ้าเป็นเด็กใช้ลิ้นจี่ทาปากกัน (เหมือนสมัยปัจจุบันนี้ใช้ลิปสติก) แต่ทาเป็นบางครั้งบางคราว ไม่ได้ ทาเป็นประจำ� บางคนใช้ลิ้นจี่ทาแก้มนิดหน่อยก็มี ให้ดูแดงเรื่อๆ เป็นสีเนื้อ ลิ้นจี่นี้ทำ�มาจากเมืองจีน จีนคงนิยมใช้กันมาก ดูตัวนางเอกงิ้วปากแดงแก้มแดงทุกตัว ในสมัยต่อมา เมื่อม้าเครื่องแป้งเปลี่ยนเป็นโต๊ะสูงดังกล่าวแล้วข้างต้น ของบนโต๊ะเครื่องแป้ง ก็ยังคงเป็นแบบเดียวกับม้าเครื่องแป้ง มีเปลี่ยนแปลงบ้างก็เล็กน้อย คือบนโต๊ะข้างหนึ่ง คงมีโถแก้ว เจียระไนสามใบเถาอย่างเดิม อีกข้างหนึ่งที่เคยตั้งขันล้างหน้ามีพานรอง ฯลฯ นั้น เอาขันล้างหน้า ขึ้นไปวางบนชั้นเล็กที่อยู่หน้ากระจก ของอื่นไม่ใช้ก็มีที่ว่าง จึงต้องขวดแก้วเจียระไนสามใบเถาเข้าคู่กับ โถแก้วเจียระไน บนชั้นเล็กหน้ากระจกตั้งขวดน้ำ�อบฝรั่งขวดเล็กขวดน้อย ซึ่งมีเพิ่มขึ้นหลายอย่าง (น้ำ�ดีดพิณหายไป) กับกระปุกน้ำ�มันใส่ผมอย่างใหม่ (ไม่ใช่น้ำ�มันตานี) และตลับอับแป้ง กลางโต๊ะถัด เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
25
ชั้นเล็กออกมาตั้งพานหวี แต่หวีไทยที่เล่ามาแล้วไม่ใช้กัน เปลี่ยนไปเป็นหวียาวกับหวีมีด้ามอย่างใน ปัจจุบัน ดูเหมือนเป็นของนอกเหมือนกัน โถแก้วสามใบเถาคงใช้แต่ใบใหญ่ใส่แป้งนวล ขวดแก้ว สามใบเถาก็ใช้แต่ใบใหญ่ใส่น้ำ�อบไทยใบเดียว เป็นอันว่าโถแก้วเจียระไนสามใบเถากับขวดแก้วเจียระไน สามใบเถา ตั้งไว้โก้ๆ มากกว่า รูจหรือลิปสติกเริ่มมีประปราย แต่ดูไม่ค่อยใช้กัน หญิงสาวเริ่มไม่กินหมาก ปากปล่อยตามธรรมชาติ ลิ้นจี่หายไป โต๊ะเครื่องแป้งอย่างสูงเปลี่ยนเป็นโต๊ะเตี้ยลงมา และทำ�รูปร่างแปลกๆ ต่างๆ อย่างที่เห็นใน ปัจจุบัน มีแท่นเล็กๆ ตั้งหน้าโต๊ะสำ�หรับนั่งแต่งตัว สรูปแล้วก็ว่า เดิมใช้ม้าเครื่องแป้งนั่งแต่งตัวกับ พื้นกระดาน แล้วเปลี่ยนเป็นโต๊ะสูงยืนแต่งตัว แล้วเปลี่ยนมาเป็นโต๊ะมีแท่นนั่งแต่งตัว ของบนโต๊ะเลิกใช้ พวกโถสามใบเถา ขวดสามใบเถา เปลี่ยนเป็นพวกขวด ตลับ กระปุก อับ เครื่องสำ�อางแบบใหม่ต่างๆ สำ�หรับใช้แต่งหน้า แต่งตา แต่งปาก ฯลฯ ทีเ่ รียกว่า make-up คำ�ทีเ่ รียกม้าเครือ่ งแป้งหรือโต๊ะเครือ่ งแป้ง ก็คงเป็นด้วยถือแป้งคือ “แป้งนวล” เป็นสำ�คัญ อย่างที่มีคำ�พูดกันว่า “เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เอาแป้งนวลมาขายชาววัง” ปัจจุบนั แป้งไม่เป็นหลัก เพราะพวกเครือ่ งสำ�อางมากมายเข้ามาแทนทีบ่ นโต๊ะ โต๊ะเครื่องแป้งก็เลยไม่ใช้เรียกกัน เปลี่ยนมาใช้เป็นโต๊ะเครื่องสำ�อาง ถ้าเทียบม้าเครื่องแป้งที่บ้าน ข้าพเจ้าสมัยเป็นเด็ก กับโต๊ะเครื่องแป้งหรือโต๊ะเครื่องสำ�อางสมัยปัจจุบันจะผิดราวฟ้ากับดิน ในเสภา ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง ไม่กล่าวถึงม้าเครื่องแป้งเลย เมื่อถึง ห้องนอนก็ฟันม่านฟันมุ้งที่เตียง และก็ไม่กล่าวรายละเอียด แต่ตอนพลายงามเข้าห้องนางศรีมาลา กล่าวถึงม้าเครื่องแป้งถึงม่าน แล้วถึงเตียงนอนค่อนข้างละเอียดไว้ดังนี้ เตียงจีนตีนตั้งบนตัวสิงห์ ฉลุลายพรายพริ้งพร้อมทั้งเครื่อง แลวิจิตรปิดทองดูรองเรือง มุ้งเหลืองแพรดอกกระเด็นลอย หน้าระบายลายทับสลับสี มุ้งผู้ดีมีแส้หางม้าห้อย ตามปกติม้าเครื่องแป้งกับเตียงนอนอยู่ห้องเดียวกัน และเตียงนอนนั้นต้องรวมถึงมุ้งด้วย เตียงนอน ของนางศรีมาลาซึง่ เป็นลูกสาวเจ้าเมืองก็ใช้ของดีเป็นพิเศษ ของขุนนางชัน้ สูง ผูม้ ฐี านะหรือคนมัง่ มีอน่ื ๆ ก็คงใช้ของอย่างดีมรี าคาคล้ายๆ กัน สุดแต่ชอบ ว่าโดยทัว่ ๆ ไปแล้วก็มเี ตียงมีมงุ้ เหมือนกัน ต่างกันที่ รูปร่างลักษณะและของมีราคามากน้อยเท่านั้น เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
26
เตียงนอนบ้านข้าพเจ้ามีขากลึงเป็นปล้องๆ สีน�้ำตาลอ่อน มีเสาสี่มุม มีไม้ท�ำเป็นราวรอบ สี่เหลี่ยมตามขนาดเตียงติดที่ปลายเตียง มีไม้ขวางตรงกลาง มุ้งเป็นผ้าสีขาวบางเป็นริ้วๆ ครอบลงไป เข้ากับเตียงพอดี ปลายมุ้งหรือตีนมุ้งยาวถึงพื้นกระดานเรือน ที่มุ้งข้างบนมีผ้าลูกไม้ท�ำเป็นระบาย ซ้อนเหลื่อมกันสองชั้น กว้างทั้งหมดราวคืบหนึ่ง ติดรอบทั้งสี่ด้าน มุ้งด้านหน้าเตียงท�ำให้ปิดทับกันและ แหวกเปิดได้อย่างม่านไข ที่ปลายเสาเตียงด้านหน้าทั้งสองข้างมีเชือกห้อยยาวสักศอกเศษ ปลายเชือก ผูกติดกับขอทองเหลืองซึ่งข้างบนเป็นห่วงเล็กๆ ส�ำหรับร้อยเชือก ตัวขอตั้งแต่ห่วงลงมามีไหมสีแดง หรือไหมพรมถักเป็นลายพันย่นๆ ติดแน่นตลอดจนถึงที่เป็นรูปโค้งไปจนจดปลายซึ่งขดม้วนเป็น วงกลมเล็กๆ ขอทองเหลืองทัง้ สองข้างใช้ส�ำหรับเกีย่ วมุง้ เวลาแหวกออกไปทัง้ สองข้างให้อยูอ่ ย่างม่านไข ที่ขอทองเหลืองข้างหนึ่งมีแส้ม้าคล้องห้อย ส�ำหรับใช้ปัดไล่ยุง ขอทองเหลืองส�ำหรับเกี่ยวมุ้งนั้น ดูเหมือนเป็นของจีน เห็นมีขายตามร้านขายของเบ็ดเตล็ดอยู่มาก แส้หางม้าดูมีขายน้อยเป็นบางแห่ง เข้าใจว่าเป็นของไทยท�ำ มุ้งเตียงลางทีก็เป็นผ้าโปร่งอย่างละเอียด ในห้องนอนมีพัด เช่น พัดด้ามจิ้ว พัดขนนก หรือพัดใบตาล อยู่ด้วยเสมอ สรุปความว่า เตียงนอนราวสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่ ๓ มาจนถึงปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ มีลักษณะ เป็นแบบไทย ใช้กันทั่วไป แต่ในราวปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง เริ่มมีเตียงนอนแบบใหม่ขึ้นประปราย เตียงนอนแบบใหม่เป็นเตียงเหล็กทำ�มาแต่นอก ถอดออกได้เป็นชิ้นๆ ทั้งเตียง ส่วนขาเตียง เป็นเหล็กกลมยาวราวสองศอกพวกหนึ่ง ทั้งสี่ขาทำ�เป็นสองตอนติดกัน มีปุ่มสี่เหลี่ยมคั่นตอนที่จะเป็น ขาสูงราวศอกคืบ ที่ปุ่มเหลี่ยมด้านในทำ�เป็นช่องและทำ�ให้เว้าเข้าไปเกือบเป็นรูปกลมทั้งสี่ขา ส่วนล่าง ของขาที่จะตั้งกับพื้นมีลูกล้อติดหมุนได้รอบตัวทั้งสี่ขา มีเหล็กอีกพวกหนึ่งเป็นท่อนยาวเท่ากันสองท่อน เป็นท่อนสั้นเท่ากันสองท่อน มีรูปเป็นแผ่น งอหักเป็นมุมฉาก ทีป่ ลายท่อนเหล็กสองข้างทัง้ สีท่ อ่ น ทำ�ยืน่ ออกไปเป็นรูปกลมสำ�หรับเวลาประกอบเตียง ก็ใส่ลงไปในปุ่มเสาเตียงที่ทำ�เว้าเป็นรูปกลมไว้สำ�หรับกันโดยเฉพาะ เพื่อให้ขอบเตียงทั้งสี่ด้านยึดกัน แน่นสนิท เหล็กขอบเตียงด้านยาวทัง้ สองข้างเจาะเป็นรูหา่ งกันราวสององคุลตี ลอด แล้วมีเหล็กอีกพวกหนึง่ ขดเป็นสปริงแข็ง หัวท้ายเป็นขอเกี่ยวเข้ากับรูขอบข้างหนึ่ง แล้วจึงขวางมาเกี่ยวเข้ากับรูตรงกันข้าม เป็นแถวไป นี้ก็คือพื้นเตียง เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
27
ขาเตียงที่ต่อขึ้นไปจากปุ่มสี่เหลี่ยมราวคืบเศษทั้งสี่มุมนั้น มีเสาเตียงเป็นเหล็กกลมตั้งขึ้นไป สูงราวสามศอกเศษเท่ากัน ยอดเสามีเดือยเป็นเกลียวยาวสักสามองคุลี แล้วมีเหล็กเส้นยาวสองอัน เท่ากัน ที่ปลายสองข้างมีห่วงวางสวมลงไปที่เดือยยอดเสา กับเหล็กเส้นอีกสองอันยาวเท่ากัน ที่ปลาย สองข้างมีห่วง วางซ้อนลงไปทางด้านสกัด แล้วมีเหล็กเส้นอีกสองอัน ปลายสองข้างเป็นขอ วางขวาง เหล็กเส้นยึดเสาเตียง ทั้งหมดนี้ก็เท่ากับเป็นเพดานเตียง ระหว่างเสาเตียงด้านสกัดทางหัว มีพนักท�ำเป็นแผงเหล็กเส้นขด เป็นลายห่างๆ สูงราวศอกเศษ ทางท้ายเตียงก็มีแผงอย่างเดียวกันแต่เตี้ยกว่าทางหัว เพดานมุ้งที่จะครอบเตียงเหล็กนี้ ตรงมุมทั้งสี่ เจาะเป็นรูส�ำหรับให้สวมลงไปที่เดือยหัวเสาเตียง แล้วมีหัวเม็ดทองเหลืองรูปคล้ายดอกบัวตูมมีเกลียว หมุนติดกับเดือยทั้งสี่เสา มุ้งเตียงเหล็กนั้นเขาท�ำให้แหวกได้อย่างม่านไขตามที่ใช้กันมา มีขอเกี่ยวมุ้ง มีแส้หางม้า มีพัด ดังที่กล่าวมาแล้ว เตียงเหล็กดังกล่าวทาสีทุกชิ้น ส่วนมากมักเป็นสีเขียว และที่เสาเตียงตอนกลางลงสีเป็น ลายช่อดอกไม้พันเสา ท�ำให้ดูเหมือนเอาเถาไม้เลื้อยมีดอกสีต่างๆ มาพันให้งามขึ้น ที่พนักหัวท้าย มีทองเหลืองประกอบเป็นลวดลายต่างๆ กัน เตียงเหล็กนีป้ ระมาณว่าเริม่ แพร่หลายในราว ๖๐-๗๐ ปีมานี้ ได้เห็นตามห้างร้านแถวถนนพาหุรัดและส�ำเพ็งมีขายกันมาก เข้าใจว่าในระยะนั้นคงเป็นที่นิยมกัน ผู้ที่จะมีเตียงนอนใหม่ มักหันมาใช้เตียงเหล็กแทบทั้งสิ้น เตียงนอนไม้แบบไทยค่อยๆ หมดไป การใช้ เตียงเหล็กนั้นสะดวกตรงที่ถอดออกได้เป็นชิ้นๆ ทั้งตัว ประกอบก็ง่าย เมื่อประกอบเป็นเตียงแล้ว จะเคลื่อนย้ายหันเหไปทางไหนล�ำพังคนเดียวก็ง่ายอีก เพราะที่ขามีล้อหมุนได้รอบตัว ผู้ที่ใช้เตียงเหล็ก บางคนเอาแผ่นกระดาน ๔-๕ แผ่น ปูตามยาวพอดีกับเตียงให้เป็นพื้นเตียงก็มี คงไม่ชอบสปริงของ ส�ำหรับเตียงที่มันอ่อนยุบได้ ต่อจากสมัยเตียงเหล็กราว ๔๐ ปีมานี้ เตียงนอนเริม่ เปลีย่ นรูปใหม่ประปราย เป็นเตียงไม้อย่าง ที่นิยมกันในปัจจุบัน คือเป็นเตียงเตี้ยแบบแท่นไม่มีขา ไม่มีเสา หัวท้ายเตียงมีพนักกั้นเป็นรูปเหลี่ยม รูปโค้งง่ายๆ แล้วต่อมาก็ดัดแปลงพนักให้งามๆ แปลกๆ การเปลี่ยนแปลงเข้าหาสมัยใหม่นี้ไล่เลี่ยกับ โต๊ะเครื่องแป้งอย่างสูงเปลี่ยนเป็นโต๊ะเตี้ย และเริ่มใช้เครื่องส�ำอางของฝรั่งดังกล่าวมาแล้ว เป็นอันว่า เตียงเหล็กหมดความนิยมสูญไป เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
28
ส่วนสำ�คัญที่เตียงนอนสมัยใหม่ไม่มีเสา ก็มาจากเราเลิกใช้มุ้งผ้าหรือแพรอย่างแต่ก่อน เรือน สมัยใหม่เปลี่ยนมาทำ�เป็นมุ้งลวดติดที่บานหน้าต่างและบานประตู กันยุงหมดทั้งห้อง ของในห้องนอน เช่น แส้หางม้า พัดอย่างเก่า เลิกใช้กัน หันมาใช้พัดลมไฟฟ้าแทน หรือไม่ก็ติดเครื่องปรับอากาศ สรุปความว่า ของใช้ในห้องนอน เช่น ม้าเครื่องแป้ง เตียงนอน ฯลฯ ในสมัยข้าพเจ้าเป็นเด็ก ร่วม ๘๐ ปีมาแล้ว ค่อยๆ ห่างออกจากลักษณะของไทยแท้และใกล้เข้าไปทางฝรั่งเป็นชั้นๆ จนในที่สุด ถึงสมัยปัจจุบัน ลักษณะที่เป็นไทยนับว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ เพราะความเป็นอยู่เปลี่ยนไปตรงกันข้าม คือ เข้าไปหาฝรั่งเต็มตัว นับตั้งแต่บ้านเรือนซึ่งห้องนอนทำ�ติดกับห้องน้ำ� พร้อมด้วยสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า ชักโครก ฯลฯ และมีเครื่องสำ�อางอยู่ในห้องน้ำ�พร้อมเสร็จ คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเห็นลักษณะของไทยแท้ ย่อมคิดไม่ถึงเลยว่ามันกลับกลายเป็นคนละแบบอย่างเหลือเชื่อ
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
29
แม่น้ำ�เจ้าพระยา มองเห็นพระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม ทางฝั่งธนบุรี ฝั่งซ้าย ของแม่น้ำ�มีเรือสินค้า ทอดสมออยู่
ภาพจาก : สำ�นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ปากคลองบางหลวง ฝั่งธนบุรีในอดีต
ภาพจาก : สำ�นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
30
ทีห่ น้าบ้านริมคลองบางหลวง มีสะพานยืน่ ออกไป มีบนั ไดทอดลงน�ำ้ ทางด้านขวาของสะพาน มีหลักปักเรียงกันไปเป็นแถว ๔-๕ หลัก ส�ำหรับเป็นที่เอาไว้จอดเรือ เช่น เรือจ้าง เรือส�ำปั้น ฯลฯ เป็นช่องๆ ไป ที่หัวเรือมีโซ่ผูกติดกับเขื่อน มารดาข้าพเจ้าเล่าว่าแต่ก่อนเคยเลี้ยงลิง ทำ�แป้นปักไว้ที่เขื่อนให้ มันอยู่ มีโซ่ล่าม คงเป็นตอนที่ข้าพเจ้ายังไม่เกิด เพราะเมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กไม่เห็นมีลิงเลย ได้เห็น บางบ้านมีลิงอยู่หน้าบ้านเหมือนกัน แต่น้อยบ้าน เขาว่า “เลี้ยงลิงขายหน้าวันละห้าเบี้ย” จึงไม่ค่อย มีใครอยากขายหน้า มารดาข้าพเจ้าเล่าว่าเช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมา เห็นในเรือสำ�ปั้นเต็มไปด้วยผักตบชวา เมื่อเอาผักตบชวาออกปรากฏว่า แผ่นกระดานที่ปูเรือสำ�ปั้นหลายแผ่นหายไปหมด ก็แปลว่าลิงนั้นซน เอากระดานเรือทิ้งลอยน้ำ�ไป และเก็บผักตบชวาจากน้ำ�ขึ้นมาใส่แทน อาจเป็นเพราะเหตุนี้เลยไม่เลี้ยงลิง ในสมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กนั้นจำ�ได้ว่ามีภาษีเรือแล้ว คือต้องนำ�เรือทุกลำ�ไปที่กรมเจ้าท่าหรือ อะไรไม่แน่ ให้เขาตรวจแล้วทำ�เลขทะเบียนติดไว้ที่เรือ วิธีทำ�ก็คือขุดเนื้อไม้ที่แคมเรือลงไปเป็นร่อง ตามรูปตัวเลขไทยเป็นลำ�ดับไป (อย่างทะเบียนรถยนต์) แล้วทาสีขาวที่ร่องตัวเลขนั้น ทำ�ให้ตัวเลขเด่น เห็นง่าย ถ้าเป็นเรือแจวชนิดที่เรียกว่าเรือจ้าง รับผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่จะลงมานั่งในเรือสลับกันตลอด ทั้งลำ�และบนกระทง ไว้ระยะห่างกันพอนั่งสบายๆ รวมได้กี่คน สมมุติว่า ๑๐ คน ก็ขุดเนื้อไม้ทำ�เป็น ตัวหนังสือบอกว่า “บรรทุก ๑๐ คน” อีกส่วนหนึ่งต่างหากจากเลขทะเบียน เรือจ้างลำ�ใดบรรทุกเกิน ๑๐ คนจะถูกปรับ และถ้าเกิดเหตุอันตรายเรือล่ม ก็มีโทษมากขึ้น เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
31
เรือจ้างสมัยนั้นเห็นปฏิบัติกันเป็นสองตอน คือตั้งแต่ตลาดพลูมาตามลำ�คลอง ข้ามฟากไป ท่าเตียน หรือท่าตรงข้าม หรือท่าปากคลองตลาดตอนหนึ่ง แต่ถ้าผู้ใดมีบ้านอยู่เลยตลาดพลู หรือไป ทางคลองด่าน คลองภาษีเจริญ ฯลฯ ต้องลงเรือจ้างที่ตลาดพลูเข้าไปอีกตอนหนึ่ง หรืออยู่ในตลาดพลู เข้าไป จะออกมาเลยตลาดพลูไปทีต่ า่ งๆ ก็มาเรือจ้างตอนในมาขึน้ ทีต่ ลาดพลู เปลีย่ นลงเรือจ้างตอนนอก ดังกล่าวแล้ว ที่บันไดท่าน้ำ�ทางขวาเป็นหลักออกไปตามแนวหน้าบ้าน เยื้องกันไปมาใกล้กันบ้างห่างกัน บ้าง ๔-๕ หลัก สำ�หรับเป็นทีห่ ดั ว่ายน้�ำ วิธวี า่ ยน้�ำ เริม่ จากใช้ผลมะพร้าวห้าวสองผลผูกติดกันไว้ระยะห่าง สักคืบหนึ่ง เอาผ้าพันรอบผูกตลอด เอาตัววางระหว่างผลมะพร้าว หน้าอกพาดที่ผ้าพันเข้าสองรักแร้ พอดี เป็นการหัดให้กระทุ่มน้ำ� ผู้ใหญ่คอยเอามือรองหน้าอกไว้ เครื่องทำ�ให้ตัวลอยมีอีกอย่างหนึ่ง คือเขาเอาสังกะสีมาบัดกรีให้เป็นวงกลม โปร่งด้านใน ด้านในเรียบ ด้านนอกทำ�เป็นเหลี่ยมหกเหลี่ยม ทาสีต่างๆ มีขายตามร้าน เวลาหัดให้เด็กว่ายน้ำ�ก็เอามาสวมให้เด็กเพียงหน้าอก แต่สู้ผลมะพร้าวไม่ได้ เพราะเอามือคอยช้อนหน้าอกเด็กไม่สะดวกเหมือนผลมะพร้าว เลยมักเอามาใช้เมื่อเด็กว่ายน้ำ�ได้แล้ว หลังจากที่หัดให้เด็กมีผลมะพร้าวพยุงตัวว่ายและกระทุ่มจนผู้ใหญ่ไม่ต้องคอยระวังแล้ว ก็หัดให้เด็กโผ ไปจับหลักที่ปักไว้ใกล้ๆ แล้วโผไปจับหลักที่ไกลออกไป โผไปโผมาทุกวันจนเริ่มว่ายน้ำ�ได้แข็ง ส่วนข้าพเจ้านั้นบิดาเอาลงเรือบดเล็กที่บ้าน พายออกไปราวกึ่งคลองบางหลวง แล้วทำ�เรือล่ม ให้ข้าพเจ้าว่ายน้ำ�มายังบันไดท่าน้ำ� ทำ�ดังนี้หลายวันจนว่ายน้ำ�แข็ง เด็กในคลองบางหลวงหัดว่ายน้ำ� ด้วยลูกมะพร้าว และโผไปจับหลักเหมือนกันทุกบ้านทั้งชายและหญิง แปลว่าว่ายน้ำ�กันเป็นทุกคน ในคลองบางหลวงสมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กดูจะมีปลาชุมมาก คนในบ้านและข้าพเจ้าตกปลากัน เสมอ เวลาตกปลาก็ขุดดินเอาไส้เดือนมาใส่กะลา เอาขี้เถ้าโรยไส้เดือน ไส้เดือนจะดิ้นเหมือนอย่างที่พูด ถึงอาการกิริยาของคนว่า “เป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า” เวลาโรยขี้เถ้าแล้วจับตัวมันขึ้นมาง่าย เด็ดเป็นท่อนๆ เกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อล่อปลา เวลาตกปลาเป็นต้องได้ปลาอะไรต่ออะไรเสมอ ส่วนในลำ�คลองเห็นมีเรือทอดแหทุกวัน เป็นเรือสำ�ปัน้ ขนาดกลางหรือเรือมาด เมียพายถือท้าย ผัวยืนทอดแหทางหัว เหวี่ยงแหไปทีหนึ่งดึงขึ้นมาเห็นติดปลามากบ้างน้อยบ้างเสมอ นอกจากเรือ ทอดแห ยังมีพวกถือสวิงใหญ่ลุยน้ำ�ช้อนปลาให้เห็นแทบทุกวัน เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
32
ที่มุมวัดใหม่ท้องคุ้งมีต้นไม้ใหญ่ต้นอะไรก็ลืม ขึ้นอยู่ริมตลิ่ง มีกิ่งก้านสาขาแผ่คลุมพื้นน้ำ� ตรงนัน้ ร่มอยูต่ ลอดเวลา คนทอดแหมักไปทอดทีต่ รงนัน้ เสมอ อันนีต้ อ่ มาทำ�ให้ขา้ พเจ้าได้คดิ ในคำ�พังเพย ที่ว่า “น้ำ�ร้อนปลาเป็น น้ำ�เย็นปลาตาย” กล่าวคือที่ริมไม้นั้นน้ำ�เย็น ปลาชอบมาอยู่ คนทอดแหจึง มาทอดที่นั้นเสมอ ในคลองบางหลวงบางบ้านเขาทำ�แพผักบุ้ง คือปักหลักที่หน้าบ้านใกล้ตลิ่งสองหลัก ทอดไม้ไผ่ ล้อมสามด้าน มีผกั บุง้ เต็ม จะเป็นการทำ�เพือ่ ให้ปลามาอาศัยหรือเพือ่ จับปลามาเป็นอาหารได้งา่ ยก็ไม่ทราบ นอกจากนี้ยังมีกุ้งอีกอย่างหนึ่ง คงมีชุมมากเหมือนกัน เวลาเย็นๆ ค่ำ�ๆ เห็นคนลุยน้ำ�งมกุ้ง บ่อยๆ มักงมตามเสาเขื่อนเสาสะพาน ได้กุ้งก้ามกรามตัวโตๆ เสมอ ในฤดูหนาวมีคนงมกุ้งมาก ทั้งๆ ที่ หนาวเขาก็ทนได้ เขางมเอาไปขายทีต่ ลาด ซึง่ สมัยนัน้ กุง้ ปลาต่างๆ มีวางขายเหลือเฟือ ราคาในสมัยนัน้ ต่างกับสมัยนี้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ กุ้งก้ามกรามตัวใหญ่มีขายกันเกลื่อนตลาด ราคาในสมัยนั้น เห็นจะราวตัวละเฟื้อง (ประมาณ ๑๒ สตางค์) ปัจจุบันกุ้งใหญ่อย่างที่เคยเห็นเคยกินสมัยนั้นเรียกได้ว่า เกือบไม่มีในท้องตลาดเลย วันหนึ่งข้าพเจ้าไปกินอาหารในร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างสมัยใหม่ทุกอย่าง ร้านหนึ่ง เห็นมีกุ้งเลยเรียกมากิน ราคาตัวละ ๔๐ บาท คนลงเรือทอดแห คนลุยน้�ำ ใช้สวิงช้อนปลา และคนลุยน้�ำ งมกุง้ ซึง่ มีอยูท่ กุ วันในคลองบางหลวง ไม่ใช่คนที่อยู่ตามบ้านใหญ่ๆ ริมคลอง ส่วนมากเป็นคนมีที่อยู่ไกลๆ ลึกเข้าไปในคลองทางหลังสวน หรือหลังวัด การทอดแหหรือช้อนปลาหรืองมกุง้ เป็นการทำ�มาหากิน คือใช้เป็นอาหารด้วยและนำ�ไปขาย ทีต่ ลาดด้วย การทอดแหนัน้ ทอดมาจากที่ไกล เช่น มาจากทางวัดหงส์ ทางคลองบางไส้ไก่ เรือ่ ยมาจนถึง ตลาดพลู คนช้อนปลา คนงมกุ้งมีข้องผูกติดหลังสำ�หรับใส่กุ้งปลาก็มาไกลๆ เหมือนกัน ลุยน้ำ�ช้อน ปลาหรืองมกุ้งตามริมตลิ่งผ่านบ้านข้าพเจ้า ในเวลาที่เขาช้อนปลาหรืองมกุ้งนี้ ถ้าซื้อเขาก็ขาย ที่บ้าน ข้าพเจ้าก็เคยซื้อ คือเห็นคนงมกุ้งอยู่ที่เขื่อนใต้สะพาน ขอซื้อตัวสองตัวเขาก็ขาย อันที่จริงการลุยน้ำ�ช้อนปลาและงมกุ้งนี้ นึกดูแล้วน่ากลัวอันตรายมาก ข้าพเจ้าเคยได้ฟัง ผู้ใหญ่แถวบ้านมานั่งคุยกับมารดาและคนอื่นๆ ในบ้านว่า คืนหนึ่งเขานั่งเรือมา (ดูเหมือนแถวบ้าน ข้าพเจ้าเอง) เห็นคนช้อนปลาผุดทะลึ่งขึ้นมาพ้นน้ำ� ที่ตัวมีงูรัดตะพายแล่ง แล้วก็จมลงไป สักครู่ทะลึ่ง ขึ้นมาอีก ทีนี้จมหายไปเลย เขาเข้าใจว่าจะเป็นงูงวงช้างหรืออะไรพวกนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังครั้งเดียว เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
33
แล้วก็ไม่ได้ยนิ หรือปรากฏว่ามีเรือ่ งอย่างนัน้ อีกเลย คนช้อนปลางมกุง้ ข้าพเจ้าเห็นมาแทบทุกวัน งูงวงช้าง ก็เคยได้เห็นเหมือนกัน แต่เห็นครั้งเดียว เลยจำ�ไม่ได้ว่าเห็นที่เลนหน้าบ้านเวลาน้ำ�ลงแห้งหรือที่สวน ตัวใหญ่สีดำ� แต่เขาว่าไม่ใช่งูพิษ ไม่กัดคน มันชอบหมกตัวอยู่ตามซอกตามโพรงริมตลิ่ง คอยกินปลา หรืออะไรพวกนั้น ตามเรื่องที่เขาเล่าให้มารดาข้าพเจ้าฟังนั้น เห็นจะเป็นเพราะคนช้อนปลาไปถูกมันเข้า คือ เวลาช้อนปลา คนช้อนปลาจะเอาสวิงเสือกลงไปที่โคนเสาเขื่อน ขยับไปมา ๒-๓ ครั้ง แล้วยกสวิงขึ้น ปลาจะติดสวิงขึ้นมา คนช้อนก็จับใส่ข้องที่ผูกไว้ข้างหลัง คนหาปลาเคราะห์ร้ายคนนั้นคงเสือกสวิงไป ถูกมันเข้าแรงๆ มันเลยออกมารัดเอาจนจมน้ำ�ตาย ที่หน้าบ้านข้าพเจ้าเคยเห็นงูอีกชนิดหนึ่ง ตัวขนาดย่อมๆ สีขาวๆ เหลืองๆ แรกเห็นแต่ กลางตัวลอยอยู่ในน้ำ� หัวหางจมอยู่ในน้ำ�มองไม่เห็น ข้าพเจ้านึกว่างูตายลอยน้ำ�มา แต่คนในบ้านมาดู เขาบอกว่า “งูปลา” คือ เป็นงูชนิดหนึ่งไม่มีพิษ ไม่ทำ�อันตรายคน มันกินปลาจึงเรียกงูปลา ดูอยู่ สักครู่หนึ่งมันผงกหัวขึ้นมา แล้วก็เลื้อยว่ายน้ำ�ไป เป็นอันว่าในคลองบางหลวงไม่มีสัตว์น้ำ�ที่เป็นอันตราย มีงูงวงช้างกับงูปลา แต่ก็น้อยเต็มที เกี่ยวกับอาหารการกิน ปลาเป็นอาหารหลักคู่กับข้าวมาแต่ดึกดำ�บรรพ์ ดังมีคำ�พูดติดปากกัน มาตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นเด็กว่า “มากินข้าวกินปลากันเสียที” หรือ “กินข้าวกินปลามาแล้วหรือยัง” ปัจจุบัน ยังได้ยนิ อยูบ่ า้ งประปราย นอกจากนีก้ ม็ เี ป็นสำ�นวนว่า “ข้าวใหม่ปลามัน” ตลอดจนมีค�ำ ร้องเล่นในสมัยนัน้ ว่า “เฉิบเฉิบ ข้าวไม่เปิบ กินข้าวเปล่าเปล่า พ่อแม่เขาว่า ทำ�ตาขาวขาว” ว่าตามธรรมดาสามัญ ที่ชาวบ้านใช้ปลาเป็นอาหารกินกันเป็นพื้นมีไม่กี่ชนิด ได้แก่ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาทู ปลาหมอ ปลาสลิด ปลาดังกล่าวนี้ยักย้ายปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง ราคาก็ถูก (คือถูกสำ�หรับสมัยโน้น) และตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น เช่น ปลาดุกราวตัวละสลึง (๒๕ สตางค์) ปลาช่อนราว ตัวละสองสลึง ปลาหมอตัวละสองไพ (ราวหกสตางค์) ปลาสลิดราวตัวละสองไพ ปลาทูราคาถูกที่สุด ตัวละห้าโสฬส (มักเรียกว่าฬส) บ้าง ตัวละอัฐบ้าง ตัวละไพบ้าง มีกล่าวในหนังสือ ประถม ก กา (แบบเรียนซึ่งเข้าใจว่าแต่งในสมัยรัชกาลที่ ๓ และข้าพเจ้า ก็เคยเรียน) ว่า “เต่านาแลเต่าดำ� อยู่ในน้ำ�กะจระเข้ ปลาทูอยู่ทะเล ปลาขี้เหร่ไม่สู้ดี ซื้อเขาเบาราคา เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
34
ปลาขีข้ า้ ใช่ผดู้ ”ี แต่ถงึ จะอย่างไร ปลาทูกเ็ ป็นยอดของสำ�รับทุกบ้าน คือคนไทยทุกคนก็วา่ ได้ชอบกินน้�ำ พริก มีผักจิ้มน้ำ�พริกกินกับปลาทูเป็นอร่อยยอดเยี่ยมยิ่งกว่าปลาใดๆ ทั้งหมด อาหารประจำ�สำ�รับมีคำ�เรียกว่า น้ำ�พริกปลาทู ขาดไม่ได้ต้องมีอยู่เสมอ การที่ชอบกินน้ำ�พริกเป็นประจำ� จึงเกิดเป็นสำ�นวนล้อผู้ชาย มีเมียคนเดียวว่า “กินน้ำ�พริกถ้วยเดียว” ปลาที่ใช้เป็นอาหารยังมีอีกหลายชนิด ทั้งน้ำ�จืดและน้ำ�เค็มมากมาย แต่ที่มาทำ�ใส่สำ�รับ แปลกออกไปบ่อยๆ ก็มีไม่กี่อย่าง เช่น ปลาเทโพ (ราคาแพงหน่อย ราวตัวละ ๒-๓ บาท ใช้สำ�หรับ แกงชนิดหนึ่งมีรสดี เครื่องปรุงสำ�หรับแกงปลาเทโพนี้ ถ้าไม่ใช้ปลามาแกง แต่ใช้เนื้อหมูแทน เรียกว่า แกงหมูเทโพ) ปลากะพง (มีทั้งถูกที่สุดตัวละเฟื้องขึ้นไป จนถึงแพงที่สุดตัวละ ๙-๑๐ บาท) ปลากราย ปลาสวาย (ราคาตัวละราวสองบาท ต่ำ�ลงมาก็ราวตัวละสลึงคล้ายๆ กัน) ที่ชอบกันมากมีปลาจะละเม็ด อีกอย่างหนึ่ง ราคาถูกเหมือนกัน มีปลาอีกชนิดหนึง่ เป็นปลาประวัตศิ าสตร์ส�ำ คัญ คือปลาตะเพียน ในสมัยอยุธยาพระเจ้าท้ายสระ ( ทรงราชย์ พ.ศ. ๒๒๕๑-๒๒๗๕ ) โปรดเสวยปลาตะเพียน ออกกฎหมายห้ามมิให้ราษฎรกินปลาตะเพียน ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องปรับโทษไหมเป็นเงินห้าตำ�ลึง (๒๐ บาท) นับว่าเป็นเงินมากทีเดียวสำ�หรับสมัยนั้น แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็ก ค่าปลาตะเพียนตกต่ำ�ลงมาเหลือเพียงตัวละเฟื้องเดียวเท่านั้น (๑๒ สตางค์) ใครอยากกินสักกี่ตัวก็ได้ มีขายตามตลาดทั่วไป โดยเฉพาะปลาตะเพียนนี้แม้ค่าจะตกต่ำ� ก็ยังมีอะไรดี ชอบกล คือโบราณเอาใบลานมาสานเป็นรูปปลาตะเพียนตัวใหญ่กับตัวเล็กๆ ห้อยติดเป็นพรวน ทาสี สวยงาม สำ�หรับใช้แขวนที่เปลเด็กหรือให้เด็กดูเพลินๆ เป็นของทำ�ขาย และชาวบ้านนิยมซื้อมาใช้กัน ทุกบ้าน ปลาทีน่ ยิ มกินกันเป็นอาหารมีอกี พวกหนึง่ เป็นพวกปลาแห้งและปลาเค็ม ปลาแห้งนัน้ ทำ�ด้วย ปลาชะโดหรือปลาช่อน เอามาผ่าทำ�ให้แบนเป็นริ้วๆ ใส่เกลือตากแห้ง ชาวบ้านมักเรียกตามริ้วว่า “ปลาสี่ปลาห้า” กินอร่อยดีมาก คนเจ็บป่วยเป็นไข้ หมอให้กินข้าวกับปลาแห้ง ไม่แสลง ปลาเค็ม เอาปลากุเลาปลาอินทรีมาทำ� กินกับข้าวสวยหรือข้าวต้มอร่อยดีเหมือนกัน ปลามีอีกมากมาย และใช้ทำ�อาหารเป็นอย่างๆ ไป แม่ครัวโบราณเขารู้ดีว่า ปลาชนิดนั้น ต้องทำ�อาหารอย่างนัน้ มีวธิ ปี รุงต่างๆ กัน โบราณถือกันว่าผูท้ ท่ี �ำ อาหารเป็น และได้ชอ่ื ว่าเป็นแม่ครัวจริง เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
35
ต้องแกงบวนเป็น ถ้ายังแกงบวนไม่เป็น ก็ไม่ถือว่าเป็นแม่ครัวแท้ แม่ครัวแท้สมัยนั้นดูเหมือนเป็น ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภรรยาเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เขียนตำ�ราอาหารเป็นคนแรกที่เรียก แม่ครัวหัวป่าก์ สมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กปลาตัวโตๆ ทั้งนั้น ราคาก็เป็นอย่างที่กล่าวมาแล้ว ขายกันเกลื่อนตลาด ปัจจุบันตัวเล็กลงมาก ราคาก็สูงขึ้นไปตั้ง ๒๐-๓๐ เท่า ซ้ำ�ในท้องตลาดก็ไม่ค่อยมี ทั้งนี้คงเป็นเพราะ พลเมืองมากขึ้น ปลาเกิดไม่ทัน แล้วยังปรากฏว่าน้ำ�ในแม่น้ำ�ลำ�คลองตลอดจนในทะเลเป็นพิษ คือเป็น น้ำ�โสโครกไปจากท่อถนน และน้ำ�เสียไปจากโรงงานต่างๆ มากเข้า ทำ�ให้น้ำ�เป็นพิษ ปลาตายถึงกับ ทะเลไทยไม่มีปลา จนเรือประมงต้องออกไปหาปลาล้ำ�เขตประเทศอื่น เกิดเป็นเรื่องขึ้นบ่อยๆ เวลานี้การรักษาความสะอาด ไม่ทำ�ให้น้ำ�ลำ�คลองตลอดจนทะเลเป็นพิษ จึงเป็นเรื่องสำ�คัญ ที่สุด มิฉะนั้นคำ�ว่า “ในน้ำ�มีปลา” ใน ศิลาจารึก ที่ชอบยกมาอวดอ้างความสมบูรณ์ของเมืองไทย จะหมดความหมาย กลายเป็นคำ�โอ้อวดลอยๆ เท่านั้นเอง พวกในบ้านคลองบางหลวง สมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กเท่าที่สังเกตดูเป็นพวกกลางเก่ากลางใหม่ ซึ่งแยกออกได้กว้างๆ เป็นสองพวก ที่ว่าแยกเป็นสองพวกนี้ เดี๋ยวจะคิดไปว่าเป็นการแบ่งชั้นวรรณะ ความจริงไม่ใช่ พวกคลองบางหลวงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นแต่แยกกันในตัวโดยอาชีพต่างกัน กล่าวคือพวกที่อยู่บ้านริมคลองบางหลวงทั้งสองฟาก ซึ่งมักมีสวนผลไม้เหมือนกัน เจ้าบ้านที่เป็นชาย มักเป็นขุนนางข้าราชการ ส่วนภรรยาค้าขายของสวนก็มี ถ้าไม่ค้าขายเองก็ให้ที่ผู้ถือสวนไป นี้เป็น พวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งมีบ้านอยู่หลังบ้านริมคลองบางหลวงลึกเข้าไป เป็นบ้านใหญ่ๆ ก็มาก ข้าพเจ้าเคยไปที่บ้านลึกเข้าไปในสวนนี้ ๒-๓ บ้าน โดยเป็นญาติกัน เจ้าของบ้านและภรรยา ตลอดจนลูกหลานเป็นชาวสวนแท้ คือเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายของสวน ไม่ได้รับราชการ พวกชาวสวนแท้นี้ มีบ้านอยู่ริมคลองบางหลวงก็มี แต่มีน้อย ว่าตามที่เป็นมาแต่โบราณ พวกบ้านในคลองบางหลวง ทั้งหมดเป็นชาวสวนทั้งนั้น ดังที่มีคำ�พูดว่า “สวนในบางกอก สวนนอกบางช้าง” ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเอากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง และตั้งพระราชวัง ที่ปากคลองบางหลวง บรรดาขุนนางข้าราชการก็มาตั้งบ้านเรือนอยู่ทางฝั่งคลองบางหลวง และใน คลองบางหลวงทั้งหมดก็ว่าได้ (ฝั่งทางกรุงเทพฯ ปัจจุบันนั้น เป็นท้องทุ่งแทบทั้งหมด มีจีน ลาว ญวน ฯลฯ อยู่) แปลว่าความเจริญอยู่ทางคลองบางหลวงเรื่อยมา เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
36
ภาพวาด พระราชวังพระเจ้ากรุงธนบุรี และป้อมวิชัยประสิทธิ์ (วิไชยประสิทธิ์) ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จิตรกรรม ฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดอัมพวัน เจติยาราม จังหวัดสมุทรสงคราม ภาพจากหนังสือ ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑ คอลัมน์ "พระเจ้าตาก กับพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพฯ ตอนต้น" โดย ปรามินทร์ เครือทอง
หลังป้อมวิชัยประสิทธิ์คือบ้านหมอปลัดเล (จนถึงปี ๒๔๘๑ จึงโอนให้กองทัพเรือ)
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
37
แม้เมื่อสร้างกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ แล้ว ทางคลองบางหลวงก็ยังคงเป็นภูมิลำ�เนาของ เจ้านายขุนนางข้าราชการอยู่มาไม่ขาด จนถึงรัชกาลที่ ๔ พระราชวังเดิมก็เป็นที่อยู่ของกรมหลวง วงศาธิราชสนิท สกุลบุนนาค ซึง่ เป็นสกุลขุนนางผูใ้ หญ่ชน้ั สมเด็จเจ้าพระยา ก็อยูท่ บ่ี า้ นสมเด็จ กินออกมา ทางคลองวัดบุปผารามถึงคลองบางหลวง หมอปลัดเลซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกันสำ�คัญที่สุดคนหนึ่ง ก็มาตัง้ บ้านเรือนและโรงพิมพ์อยูท่ ป่ี ากคลองบางหลวง (คือโรงพิมพ์หมอปลัดเลปากคลองบางกอกใหญ่) และบ้านหมอปลัดเลก็เคยเป็นสโมสรของพวกฝรั่งมาชุมนุมรื่นเริงกันเป็นประจำ� ข้าพเจ้าเคยเห็นบ้านหมอปลัดเลนีน้ บั เป็นร้อยๆ ครัง้ เพราะต้องลงเรือผ่านอยูเ่ สมอ เป็นบ้านใหญ่ แบบบ้านฝรั่งสมัยนั้น หลังคาไม่เป็นจั่วแหลมแบบไทย มีมุขลาดมาจากหลังคาค่อนข้างยาว หลังคา มุงกระเบื้องไทย ตอนที่เห็นหมอปลัดเลตายไปนานแล้ว แต่บ้านยังอยู่ ไม่ทรุดโทรมแต่เก่ามากกว่า ลูกสาวคนเล็กของหมอปลัดเลอยู่ มีคนไทยอยูด่ ว้ ย ๒-๓ คน ทีห่ น้าบ้านเป็นทีจ่ อดเรือของพวกชาวบางช้าง ทีน่ �ำ ของสวน เช่น มะพร้าว มาขายเรียงไปเป็นแถวถึงวัดท้ายตลาด ลูกสาวหมอปลัดเลได้คา่ เช่าจอดเรือ เป็นผลประโยชน์ เหตุที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาตั้งพระราชวังที่ปากคลองบางหลวง ก็เห็นจะเป็นด้วย คลองนี้เป็นคลองใหญ่และอุดมสมบูรณ์ ดังเราจะเห็นว่าตั้งแต่ปากน้ำ�เจ้าพระยาเข้ามา จนกระทั่งถึง เมืองนนท์ และต่อๆ ไป ไม่มีคลองใดใหญ่คับคั่งไปด้วยผู้คนอุดมสมบูรณ์เท่าคลองบางหลวงเลย จึงเป็น คลองสำ�คัญที่สุดมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เมือ่ พระมหาราชองค์นน้ั มาตัง้ พระราชวังทีป่ ากคลองบางกอกใหญ่ จนกลายเป็นคลองบางหลวง แล้ว ชาวคลองบางหลวงก็ได้เป็นพวกขุนนาง ข้าราชการสืบเทือกเถาเหล่ากอกันมาพวกหนึ่ง กับเป็น ชาวสวนสืบอาชีพตามเดิมอีกพวกหนึ่ง จึงกลายเป็นสองพวกดังกล่าวแล้ว และความกลายไปในตัวเองนี้ จึงดูคล้ายกับทำ�ให้วัฒนธรรมเปลี่ยนไปด้วย ซี่งเมื่อจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ เท่าที่ข้าพเจ้าเห็นมาแต่ เด็ก ก็เช่นบ้านข้าพเจ้าซึ่งอยู่ริมคลองบางหลวง กับบ้านลุงแจ้งซึ่งอยู่ข้างในติดกับบ้านข้าพเจ้า มีอะไรๆ ที่ต่างกันเห็นได้ชัดหลายอย่าง เป็นต้นว่าบ้านหรือเรือนลุงแจ้ง เป็นเรือนใต้ถุนสูงอย่างไทย ยาวไปตาม ยาวของคลอง หน้าจั่วอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ตัวเรือนส่วนในค่อนข้างกว้างและยาว แบ่งเป็นสามห้อง ซ้ายขวาเป็นห้องมีฝา ตรงกลางเป็นห้องโล่ง มีหน้าต่างข้างหลัง ต่อจากตัวเรือนลดพื้น เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
38
ลงมาเป็นระเบียง หลังคาก็ลดลงมาค่อนข้างกว้างและยาวเท่าตัวเรือน ระเบียงมีฝาสองข้าง มีนอกชาน ลดพื้นต่อออกมาจากระเบียง แต่ไม่กว้างนัก มีบันไดขึ้น ตัวเรือนมุงหลังคาจาก ครัวอยู่ต่างหาก แปลว่า รูปร่างของเรือนเป็นแบบบ้านชาวสวนที่เห็นคล้ายๆ กันหลายแห่ง มีลานบ้านกว้าง รับแขกที่ระเบียง รูปเรือนต่างกับบ้านข้าพเจ้าซึ่งดูคล้ายๆ กับบ้านขุนช้างดังกล่าวมาแล้ว ว่าถึงการแต่งตัวแต่งเครื่องประดับ ลูกของลุงแจ้งสามคนไปอยู่ในวังหมด นายชำ�นิเวลามา บ้านนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อนอกแบบราชการ คือแต่งอย่างข้าราชการธรรมดาทั่วไป ส่วนที่อยู่ในวังจะมี เครื่องแบบอะไรหรือไม่ไม่ทราบ นายชำ�นิอยู่กระทรวงวัง ดูจะมีหน้าที่เกี่ยวกับฝ่ายในด้วย คือนายชำ�นิ เคยเล่าให้บิดาข้าพเจ้าฟังว่า เวลาเจ้านายฝ่ายในป่วยไข้ มีหมอหลวงเข้าไปรักษา นายชำ�นิเคยชิมขี้ ของเจ้านาย คือเอานิ้วควักขี้ออกมานิดหน่อย และแตะที่ลิ้นแล้วบอกหมอว่ามีรสชาติอย่างไร เห็นจะเป็น วิธีรักษาอย่างหนึ่งของหมอเพื่อพิจารณาสมุฏฐานของโรค เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กจำ�ได้ว่า เวลาไปนั่งตักหรือไปนั่งชิดกับผู้ใหญ่ บางคราวผู้ใหญ่เขาว่า “เอ ตัวร้อนนี่ ไปขี้เสียไป๊” คำ�พูดเช่นนี้ได้ยินบ่อย แสดงว่าขี้เป็นของสำ�คัญเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมาแต่ โบราณนานแล้ว นายชำ�นิคงเป็นคนคุมหรือกำ�กับไปกับหมอหลวงที่จะเข้าไปฝ่ายใน จึงต้องไปชิมขี้ นายชำ�นิบอกว่า ชิมขี้คราวใดพะอืดพะอมออกมารากแตกทุกที ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่ใช่หน้าที่ประจำ� เพราะกระทรวงวังมีข้าราชการที่มีคำ� “นาย” นำ�หน้าหลายคน เช่น นายชำ�นิบริบาล นายชำ�นิมณเฑียร ฯลฯ คงเป็นเวรผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปทางฝ่ายใน น้องสาวอีกสองคนที่อยู่ในพระบรมมหาราชวังนุ่งผ้าโจงกระเบนสีกรมท่า ใส่เสื้อขาวแขนยาว ห่มสไบขาวสะพายเฉียง ไม่มีเครื่องประดับอะไรเลยเหมือนกัน ส่วนพี่หนอมซึ่งเป็นลูกหรือหลาน ลุงแจ้งไม่ทราบแน่ แต่เป็นพี่น้องญาติสนิทกับคนทั้งสาม เวลามาที่บ้านนุ่งผ้าถุงสีดำ�บ้าง นุ่งผ้าลาย โจงกระเบนบ้าง ใส่เสื้อหลวมๆ แขนสั้นเลยบ่าลงมาหน่อย ข้อมือซ้ายขวาใส่สายสร้อยเอี้ยวเส้นโต เท่านิ้วชี้ ใส่สร้อยคอเส้นใหญ่ ใส่แหวน แปลว่าแต่งผิดกับพี่น้องทั้งสองไปคนละทาง เปรียบกับทางบ้านข้าพเจ้า พวกผู้หญิงไม่มีใครใส่สายสร้อยข้อมือเส้นโตอย่างพี่หนอมเลย มีแต่ใส่สร้อยข้อมือเส้นเล็กๆ มือซ้ายหรือมือขวาข้างเดียว โดยเฉพาะมารดานั้น เท่าที่ข้าพเจ้าเห็นและ จำ�ความได้ อายุมารดาเห็นจะราว ๓๐ เศษ นับว่ายังสาว แต่ตามปกติอยู่กับบ้านไม่เห็นแต่งเครื่องประดับ เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
39
อะไรเลย นอกจากไปในงานก็แต่งบ้างนิดหน่อย เวลานำ�ผลไม้ไปส่งที่ท่าเตียน เห็นมีหีบเหล็กบางๆ เบาๆ (ดูเหมือนเป็นของทำ�มาแต่นอก) ในหีบมีเหล็กคั่นกลางแบ่งครึ่ง ซีกหนึ่งใส่เศษเงินอันละอัฐอันละไพ อีกซีกหนึ่งใส่พลูจีบหมากเจียน ตลับเงินใส่ยาจืดยาฉุน ตลับขี้ผึ้งสีปาก ซึ่งข้าพเจ้าเคยเปิดเล่นดู เห็นมีรูปตุ๊กตาทำ�ด้วยไม้เล็กๆ ขนาดปลายนิ้วก้อย นั่งพับเพียบเท้าแขน อีกมือหนึ่งยกขึ้นกวัก ได้ยิน เรียก “นางกวัก” สำ�หรับให้ขายของดี เวลาไปท่าเตียนก็มีหีบหมากไปเท่านั้นเอง มารดาเลี้ยงข้าพเจ้า ก็เห็นใส่สร้อยข้อมือเล็กๆ สายเดียว พูดถึงหีบได้เห็นหีบหรืออะไรไม่ทราบ อยู่บนโต๊ะทำ�ทอง โต๊ะทำ�ทองนั้นก็คล้ายโต๊ะเขียน หนังสือ แต่พื้นโต๊ะตรงกลางทำ�เว้าเข้าไปเป็นรูปครึ่งวงกลม ถ้าจะแบ่งริมโต๊ะก็เป็นสามส่วน คือทาง ซ้ายและทางขวากับตรงกลางเป็นระยะเท่าๆ กัน ต่างที่เว้นเว้าเป็นครึ่งวงกลมนั้น มีแผ่นหนังสีขาวมีรูป เหมือนถุง ตอกตะปูตามริมแผ่นหนังติดกับขอบที่เว้าติดๆ กันไปรอบครึ่งวงกลม ส่วนที่เว้าริมขอบโต๊ะก็ ขึงให้ตึง จึงเป็นเหมือนถุงลึกลงไปราวสักคืบกว่า ส่วนเว้าของโต๊ะริมข้างในตรงกลาง มีท่อนไม้แบนยาว สักฝ่ามือ กว้างราวองคุลีหนึ่ง ตีตะปูติดกับโต๊ะยื่นออกมา ใช้เป็นที่ตะไบทอง เวลาตะไบทองเศษทอง ขี้ตะไบร่วงลงไปในถุง หรือตัดทองเป็นท่อนเล็กๆ สั้นๆ ก็ตัดที่โต๊ะนี่ ปล่อยให้ร่วงลงไปในถุง เวลาจะใช้ ก็เอาปากคีบหยิบขึ้นมาทีละชิ้น มาทำ�เป็นห่วงหรือขอสายสร้อย ซึ่งใช้น้ำ�ประสานเป่าแล่นให้ติดกัน เป็นห่วงๆ คล้องกันตลอดสาย บนโต๊ะนี้มีเครื่องมือทำ�ทองอะไรต่ออะไรจุกจิกมาก ล้วนสำ�หรับทำ�ของที่ประณีตงดงาม ข้าพเจ้าพูดถึงหีบหรืออะไรก็คือว่า บนโต๊ะนี้มีของสิ่งหนึ่งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวราวๆ สัก ๘-๙ นิ้วฟุต กว้างราวสักสามนิ้วฟุตเศษ สูงราวสักนิ้วเศษๆ แปลว่าแบนมาก ดูเหมือนทำ�ด้วยเหล็กทาสีดำ� และ ดูจะเป็นของมาแต่นอกด้วย ข้างบนของนีต้ รงกลางมีแผ่นเหล็กขวาง ติดหูเป็นห่วงยาวตลอดของความกว้าง พอเอานิ้วสอดยกได้ สองข้างแผ่นเหล็กขวางนั้นทำ�เป็นฝาปิดเปิดได้ ข้าพเจ้าเปิดดูเห็นใส่เศษทอง ชิน้ เล็กน้อย ห่วงขออะไรต่างๆ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นของมาแต่นอก เพราะทำ�เรียบร้อยงามดี แต่จะเรียกว่าหีบ หรืออะไรก็ไม่ทราบ ได้เห็นเมื่อเป็นเด็กแล้ว จากนั้นมาก็ไม่ได้เห็นอีกเลย ตามที่เล่ามานี้ จะเห็นว่าพวกบ้านในคลองบางหลวงนั้นแตกต่างกันโดยลักษณะที่เป็นไปเอง คือพวกบ้านริมคลองบางหลวง ซึ่งมักเป็นภรรยาหรือบุตรหลานขุนนางข้าราชการ ไม่ค่อยแต่งเครื่อง เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
40
ประดับ จะใส่สร้อยข้อมือก็เป็นสายเล็กๆ ติดตัวเป็นประจำ� ใส่แหวนบ้าง ตุ้มหูไม่ค่อยใส่กัน ส่วนพวก บ้านลึกเข้าไป คือเป็นชาวสวนแท้ ชอบแต่งทองมาก ใส่สร้อยข้อมือสายใหญ่ๆ ใส่สร้อยคอ ใส่แหวน เป็นประจำ� ถ้าจะเทียบอย่างปัจจุบันนี้ก็คล้ายๆ กับเป็น “ตู้ทองเคลื่อนที่” ตามที่มักพูดกัน ตุ้มหูนั้นมักใส่กัน แต่ไม่มากนัก ที่ไม่ค่อยใส่ตุ้มหูกัน เพราะมันหลุดตกหายง่ายอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเพราะกลัวคนร้ายกระชากเอาหูขาด คือเคยมีเรื่องที่ตลาดพลู ตามธรรมดาในตลาดผู้คน จอแจมากหน้าหลายตา มีพวกขีย้ าพวกกุย๊ โรงบ่อน (ตลาดพลูมโี รงยาฝิน่ และโรงบ่อนถัว่ โป) ปะปนอยูด่ ว้ ย ตุ้มหูเป็นของที่กระชากเอาไปได้ง่าย พวกชาวสวนแท้บางคนไปที่บ้านข้าพเจ้า เห็นใส่สร้อยเฉวียงบ่า เรียกว่า “สร้อยตัว” ก็มี ใส่คาดเอวเรียกว่า “สร้อยเอว” ก็มี แต่คนที่ใส่สร้อยตัวหรือสร้อยเอวเส้นโต มักเป็นคนมีอายุหรือผู้ใหญ่มากแล้ว สาวๆ ไม่ใส่ ลักษณะเช่นนี้ เวลามีงานวัดหรืองานอะไรที่มีคนมาชุมนุมกันมากๆ อาจชี้ได้ว่าคนนี้ชาวสวน คนนั้นไม่ใช่ชาวสวน ซึ่งแท้จริงก็เป็นชาวสวนบ้านคลวงบางหลวงเหมือนกัน แต่ลักษณะการแต่งตัว และเครื่องประดับนิยมต่างกัน จึงเป็นเหมือนคนละพวก แม้กระนั้นเขาก็ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามกัน เพราะเท่ากับเป็นที่รู้กันดีว่า ชาวสวนต้องแต่งตัวอย่างนั้น พี่หนอมบ้านลุงแจ้งใส่สร้อยข้อมือเส้นใหญ่ๆ ทั้งสองข้าง ใส่สร้อยคอเส้นใหญ่ มาคลุกคลีอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าแทบทุกวัน พวกบ้านข้าพเจ้าไม่แต่ง ก็ไม่มีใครคิดว่าแกเป็นชาวสวนเลย ต่างสนิทสนมกลมเกลียวกันเป็นอย่างดี
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
41
ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งทรงผนวช วัดเบญจมบพิตร ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นภาพงานเฉลิมฉลอง ด้านขวา ของภาพจะเห็ น พ่ อ ค้ า ชาวจี น หาบซาลาเปานึ่ ง เร่ ข าย แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวจีนในอดีตที่อพยพเข้ามา ตั้งรกรากท�ำมาค้าขายในสยาม
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
42
ตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นเด็กอยู่ริมคลองบางหลวงมา ก็เริ่มเห็นคนจีนพายเรือขายของในคลองก่อน และเขาเรียก “จีน” บ้าง “เจ๊ก” บ้าง และถ้าเรียกกลับกันก็ฟังพิลึกไม่เข้าใจ เช่น ในคลองพูดถึงคนพายเรือ ไม่เป็นว่า “พายเรือเป็นจีนใหม่” ไม่พูดว่า “พายเรือเป็นเจ๊กใหม่” เลย หรือเมื่อเข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ เราเรียกคนลากรถว่า “รถเจ๊ก” ไม่เรียกว่า “รถจีน” สองคำ�นี้ถ้าเรียกกลับกันเสีย จะฟังพิลึกแล้วทำ�ให้ แปลกหู และคิดไปว่าเป็นความหมายอีกอย่างหนึ่งไม่ตรงกับที่เข้าใจกัน แล้วยังได้ยินคำ�พูดหมายถึงจีนหรือเจ๊กว่า “ลมพามา” บ้าง “เสื่อผืนหมอนใบ” บ้าง คำ�ว่า “ลมพามา” หมายถึงว่าสมัยโน้นจีนมาเรือสำ�เภา ซึ่งต้องอาศัยลมจึงมาถึงเมืองไทยได้ เป็นลมมรสุมพัด จากเหนือมาใต้ในราวเดือนสาม (กุมภาพันธ์) หรือเดือนสี่ (มีนาคม) ดังมีบท เห่เรือ ว่า “เดือนสาม สำ�เภามา มีใบชาชาติจะหลัน” คำ�ว่า “เสื่อผืนหมอนใบ” หมายถึงว่าเวลามามีแต่เสื่อกับหมอนสองอย่าง ติดตัวมาเท่านั้น ไม่มีสิ่งของเงินทองอะไรมาด้วย มาเพียงหวังจะทำ�มาหากินตั้งตัวเอาในเมืองไทย ดังมีคำ�ของพวกที่มาเมื่อถึงเมืองไทยแล้วพูดว่า “เห็นต้นไม้เขียวๆ แล้วเป็นไม่อดตาย” ทั้งนี้เพราะใน เมืองจีนอัตคัดฝืดเคือง หากินลำ�บาก แต่เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ พอสำ�เภาแล่นเข้าอ่าว ก็เห็นต้นไม้ เขียวๆ รอบไปหมด จีนที่มาเมืองไทยได้ยินออกชื่อชาติหลายพวก เช่น ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง แคะ แต้จิ๋ว ไหหลำ� ที่ได้ยินอยู่เสมอก็เพียงห้าพวกนี้เท่านั้น ข้าพเจ้าเคยได้อ่านในหนังสือฝรั่ง พบเขาเขียนว่า จีนมาถึง เมืองไทยแล้ว กระจายกันไปอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ ทุกทิศทุกทาง และเริ่มทำ�มาหากินไปตามที่ตนถนัด เป็นชาวนา เป็นชาวสวน เป็นช่างต่างๆ เป็นชาวประมง เป็นพวกเลีย้ งสัตว์ทเ่ี ป็นอาหาร เป็นพวกขายของ
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
43
เป็นพวกกุลีหรือกรรมกร เป็นพวกชาวทะเลเดินเรือสำ�เภา ฯลฯ ซึ่งถ้าจะให้เขียนให้ละเอียดก็ยืดยาวนัก จีนที่มีฐานะดีมั่งมี ไม่มีเข้ามา มีแต่พวกเสื่อผืนหมอนใบ แต่อาศัยที่เขาขยันขันแข็ง มีมานะอดทนจริงๆ เริ่มแต่ขายของเบ็ดเตล็ดไปก่อน และประหยัดการกินอยู่ใช้จ่ายไม่ฟุ่มเฟือย เก็บหอมรอมริบไว้ จนมีเงิน ตั้งตัวเป็นหลักฐานได้ ว่าตามที่ข้าพเจ้าได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก จนไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เท่าที่นึกจำ�ได้ก็เป็น เช่นนั้นจริงๆ ในคลองบางหลวงก็มีเรือขายของเล็กๆ น้อยๆ ราคาถูกๆ มาก ในตลาดก็อยู่กันเป็น พะเพิงหรือห้องแถวเก่าๆ ขายของเบ็ดเตล็ดราคาถูกๆ เหมือนกัน ในกรุงเทพฯ มีเจ๊กขายของกินสำ�หรับ เด็กๆ เจ๊กแลกข้าวพอก จีนแลกใบชาตามวัด ฯลฯ ซึ่งข้าพเจ้าจะเล่าเมื่อเริ่มไปเข้าโรงเรียนในกรุงเทพฯ เขาเป็นชาติประหยัดอดออมถนอมใช้ จริงๆ ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยจนตั้งร้านตั้งห้าง และได้เป็น นายอากรผูกขาดสินค้าหลายอย่าง เป็นเจ้าสัวมั่งมี ตลอดจนได้รับยศบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางใหญ่โต มากต่อมาก ตามต่างจังหวัดก็ได้เป็นเจ้าบ้านการเมืองหรือเจ้าเมืองไม่ใช่น้อย ข้าพเจ้าได้เคยเห็นพยานหลักฐาน ที่เป็นการเริ่มตั้งตัวของจีนมาหลายแห่ง รวมทั้งที่ผู้ใหญ่ เขาเล่าและในหนังสือก็มี ว่าเขาเริ่มต้นอย่างไรถึงได้มาเป็นเศรษฐี ที่ได้เห็นเองตามแพในแม่น้ำ�ลำ�คลอง หรือบ้านเรือนใหญ่ๆ บนบก เขามีทะนานปิดทอง หรือไม้คานกระบุงปิดทอง ตั้งไว้เหมือนกับเป็นที่บูชา ส่วนหนึ่งต่างหาก แสดงว่าเขาเริ่มทำ�มาหากินมาด้วยการพายเรือค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือหาบของ เดินค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ค่อยๆ เก็บหอมรอมริบมามากขึ้นๆ จนกระทั่งสร้างบ้านเรือนใหญ่โต หรือ ตั้งห้างมีคนนับหน้าถือตากันทั่วไป ในสมัยที่ข้าพเจ้ารับราชการในกระทรวงพาณิชย์ ตอนประกาศใช้กฎหมาย ชั่ง ตวง วัด ให้ใช้ของใหม่ เลิกใช้ของเก่าหมด ข้าพเจ้าได้ออกสำ�รวจตามจังหวัดต่างๆ ได้พบทะนาน ไม้คาน กระบุง ตาชั่ง ปิดทองมากต่อมาก ของแบบเก่ายึดหมด ให้ใช้แบบใหม่ เจ้าของเขาขอร้องว่าพวกปิดทอง เหล่านี้ขออย่าริบเลย เขาไม่ได้ใช้ดอก เป็นแต่เก็บรักษาไว้บูชาเป็นที่ระลึกว่า เขาตั้งตัวได้ก็เพราะ ของเหล่านี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าเคยยากจนมา ไม่ควรถือตัวยกตัวว่าร่ำ�รวยเหยียดหยามเพื่อนบ้าน ทั้งเป็นตัวอย่างให้ลูกหลานรู้จักตัวเองและประพฤติตามด้วย ข้าพเจ้าเลยต้องยอมให้เขา เพราะพวก ของปิดทองเขาไม่ได้ใช้จริงๆ เขาใช้ของใหม่ตามกฎหมายทั้งนั้น เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
44
ทีผ่ ใู้ หญ่เล่ามีสองสามคน แต่นกึ ไม่ออก ทีจ่ �ำ ได้ดเู หมือนจะมี “อากรตือ” คนหนึง่ เป็นนายอากร อะไรก็จำ�ไม่ได้อีก ว่าอยู่ทางแถวสะพานเหล็กคลองขุดใหม่ มีของพวกนี้ปิดทองเป็นที่ระลึกเหมือนกัน ส่วนที่เป็นหนังสือ มีใน จดหมายเหตุเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าฯ (รัชกาลที่ ๖) ครั้งดำ�รงพระยศเป็นองค์รัชทายาทสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเมืองระนอง ถึงบ้านเจ้าเมืองระนอง มีความซึ่งขอคัดมาละเอียดว่า ที่บ้านนี้ เมื่อเจ้าคุณระนองเฒ่า บิดาเจ้าคุณดำ�รง มาตั้งอยู่ มีอยู่ด้วยกัน ๑๗ หลังคาเรือน เท่านั้น และอยู่ในกลางป่า เมื่อผมมาเมื่อ ๒๐ ปีล่วงมาแล้ว ผมก็ยังได้เห็นป่าติดกับกำ�แพงบ้าน มาบัดนี้บ้านนี้กลายเป็นเข้ามาอยู่ในกลางเมือง ตึกใหญ่ผมก็จำ�ได้ว่าได้เห็นครั้งนั้น และผมยังจำ�ได้ว่า ได้ยินว่าในเรือนนั้นมีของสำ�คัญอยู่อันหนึ่ง คือ ไม้คาน ซึ่งเจ้าคุณระนองเฒ่าได้ใช้หาบแร่ดีบุกเมื่อยัง หนุ่มๆ อาศัยความอุตสาหะพากเพียรของท่าน ท่านจึงได้มั่งมีจนมีบุญมาถึงได้เป็นเจ้าเมืองระนอง ท่านจึงเก็บไม้คานนั้นมาปิดทองรักษาไว้เป็นของสำ�คัญ เพราะเป็นสิ่งซึ่งทำ�ให้ท่านได้ก่อร่างสร้างตัว และตั้งตระกูลขึ้นได้แน่นแฟ้นในเมืองไทย แต่ไม้คานอันนี้ ในเวลานี้จะยังอยู่หรือไม่ ผมไม่กล้าถาม ตอนเสด็จฮวงซุ้ยที่ฝังศพพระยาดำ�รงสุจริต (คือเจ้าคุณเฒ่า) ทรงกล่าวถึงตระกูลนี้ไว้หลายชั้น ยืดยาว (คือตระกูล ณ ระนอง) เช่น พระยารัษฎานุประดิษฐ์ เทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต พระยารัตนเศรษฐี เจ้าเมืองระนอง ฯลฯ ทรงลงท้ายไว้ว่า ยิ่งนึกไป ก็ยิ่งปลื้มแทนในการที่ตระกูลนี้ได้มาตั้งขึ้นได้ในกรุงสยาม เพราะความอุตสาหะ และ ความสามารถของท่านเจ้าคุณเฒ่า และน่ายินดีที่บุตรหลานของท่านล้วนแต่เป็นผู้มีสติปัญญาสามารถ และมีน้ำ�ใจจงรักภักดี ตั้งใจทำ�ราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็น ประโยชน์แก่บ้านเมืองตลอดมา ความมั่งคั่งรุ่มรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีของจีนในเมืองไทย ตามที่ข้าพเจ้าได้ยินชื่อและ ฟังผู้ใหญ่เล่าเมื่อเด็กๆ นั้น ดูเหมือนปรากฏมากขึ้นตั้งแต่ราวสมัยรัชกาลที่ ๒ เป็นต้นมา จนถึงสมัย ข้าพเจ้าเป็นหนุ่มโตแล้วยังพูดถึงอยู่บ่อยๆ มาเรื่อยๆ ในพวกพ่อค้าใหญ่ที่ทำ�การค้าใหญ่ๆ ขายของ อย่างดีมีราคา โดยมากเรียกกันว่า “เจ้าสัว” เช่น เจ้าสัวยิ้ม ที่ขุดคลองภาษีเจริญ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยา เจ้าสัวยม ที่ขุดคลองสาธร เจ้าสัวเนียม ที่ได้เป็นชื่อตรอกเจ้าสัวเนียมสามเพ็ง เจ้าสัวพุก ที่เป็น เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
45
พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ต้นตระกูลโชติกะพุกกณะ) เจ้าสัวฟัก (เป็นพระยาโชฎึกฯ เหมือนกัน และ ต้นสกุลโชติก) เจ้าสัวหง ว่ากันว่าเริ่มอาชีพด้วยหาบแลกข้าวพองขาย ในพวกนายอากรผูกขาดสินค้านอกจากอากรตือ (ที่เล่ามาแล้ว และว่าเริ่มด้วยอาชีพแลก ข้าวพองขายเหมือนกัน) ก็มีอากรเต็ง (ดูเหมือนเป็นพระโสภณเพชรรัตน และเป็นต้นตระกูลโสภโณดร) ท่านผู้นี้ มารดาเลี้ยงข้าพเจ้าว่า ได้ฟังมาจากใครคนหนึ่งพวกช่างทองเหมือนกันเล่าว่า อากรเต็งมัก นุ่งกางเกงขายาวผ้าฝ้าย ใส่เสื้อกุยเฮงผ้าฝ้ายเหมือนกัน(คือแต่งตัวอย่างชาวบ้านเสมอ เขาว่าพวกเจ้าสัว นายอากรมักแต่งตัวปอนๆ ง่ายๆ เหมือนชาวบ้านธรรมดา) วันหนึ่งอากรเต็งแต่งตัวตามเคย ถือไม้ตะพด เดินเข้าไปในห้างพระปฏิบัติราชประสงค์ เยอรมัน (ห้าง บี.กริม เก่า ที่ตั้งอยู่ปากคลองตลาดฝั่งเหนือ ติดกับสุนันทาลัยคือโรงเรียนราชินีปัจจุบัน) ซึ่งขายของฝรั่งล้วนแต่อย่างดีเลิศและเพชรนิลจินดา มากมาย ไปเดินดูของต่างๆ แล้วมาหยุดยืนดูเพชรใหญ่น้อยที่ใส่โชว์ ไว้ในตู้กระจกเครื่องเพชร เจ้าหน้าที่ ขายของเห็นคนแต่งตัวปอนๆ มายืนมองไปมาที่ตู้เครื่องเพชร ก็เดินมาไล่ออกไปจากห้าง อากรเต็ง ไม่ได้พูดอะไร พลางเอาไม้ตะพดฟาดตู้เครื่องเพชรจนตู้พังกระจกแตกกระจาย แล้วก็ยืนเฉยอยู่ ไม่หนี หรือทำ�อะไร เจ้าหน้าที่ขายของรีบวิ่งขึ้นไปบอกพระปฏิบัติฯ เจ้าของห้าง คุณพระวิ่งลงมาดู เห็นเป็น อากรเต็งมหาเศรษฐีที่คนทั้งเมืองได้ยินชื่ออยู่บ่อย และคุณพระก็รู้จักดี อากรเต็งจึงเล่าให้ฟังว่ามาหา ซื้อของ พอดีเห็นเพชรเม็ดใหญ่ก็หยุดดู จนกระทั่งถูกไล่ออกจากห้าง ราคาค่าเสียหายเท่าไร ตลอดจน ต้องทำ�ใหม่เป็นเงินเท่าใด จะใช้ให้หมดเดี๋ยวนี้ทันที คุณพระขอโทษขอโพยอากรเต็ง และสั่งเจ้าหน้าที่ ขายของทุกคนว่า ตั้งแต่นี้ไปไม่ว่าใครแต่งตัวอย่างไรให้เข้าห้างได้หมด (คือแต่ก่อนห้างพระปฏิบัติฯ นี้ คนเข้าห้างล้วนแต่ชั้นสูงแต่งตัวงามๆ ทั้งนั้น) เพราะเป็นห้างฝรั่งที่ขายแต่ของดีมีราคาเท่านั้น ชาวบ้าน ธรรมดาไม่มีใครกล้าเข้า อากรเต็งแต่งตัวปอนๆ เข้าไปจึงถูกไล่ออกจากห้าง มารดาว่าตั้งแต่นั้นมา ใครๆ ก็เข้าได้ มารดาเลี้ยงว่าตนเองยังเคยแต่งตัวธรรมดาๆ หิ้วของเข้าไปหาซื้ออะไรบางอย่างก็มี แม่ค้าแถวนั้นกระเดียดกระจาดเข้าไปก็มี เรื่องอากรเต็งเข้าห้างพระปฏิบัติฯ นี้ สมัยนั้นเห็นจะเล่าลือ รู้กันทั้งเมือง พวกเศรษฐีใหญ่สมัยข้าพเจ้าเป็นเด็ก ว่ากันว่าเวลากลางคืนของที่ติดตัวตกดิน ยังเอาแบงก์ (ธนบัตร) ใบละพันจุดไฟส่องหา เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
46
พวกเศรษฐีมหาเศรษฐีอื่นๆ ก็มีขุนพัฒน์แหยม นายอากรบ่อนเบี้ย (โรงบ่อน) เข้าใจว่าชื่อ “แหยม” ส่วนคำ�ว่า “ขุนพัฒน์” (ขุนพัฒนสมบัติ) เป็นบรรดาศักดิ์เฉพาะผู้ที่เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย เรียก “ขุนพัฒน์” ทั้งนั้น ยี่กอฮงเป็นนายอากรหวย ซึ่งมีบรรดาศักดิ์ “ขุนบาน” (ขุนบานเบิกบุรีรัตน์) เป็น บรรดาศักดิ์เฉพาะผู้ที่เป็นนายอากรหวย เรียก “ขุนบาน” คู่กับ “ขุนพัฒน์” ทั้งนั้นเหมือนกัน ยี่กอฮง ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระอนุวัตราชนิยม ต้นตระกูล... นายฉลองนัยนาถ(ชื่ออะไรก็ลืม) ตั้งธนาคาร ที่เรียกว่า “ยู่เสงเฮง แบงก์” ฮั่วเสง (ชื่ออะไรก็ลืม) ตั้งโรงจำ�นำ�ใหญ่ที่สุด เรียกว่า “โรงจำ�นำ�ฮั่วเสง” ต้นตระกูลโทณวณิก หลีเต๊กออ เป็นพ่อค้าข้าวสารใหญ่ที่สุด ดูเหมือนมีโรงสีไฟด้วย ตั้งโต๊ะกัง (ชื่ออะไรก็ลืม) เป็นห้างขายทองคำ�ลือชื่อที่สุด หลวงนาวา (ชื่ออะไรก็ลืม) สร้างตลาดใหญ่มีชื่อที่สุด คือ ตลาดบางรักปัจจุบันนี้ เคเถา (ชื่ออะไรก็ลืมอีก) เป็นบริษัทเดินเรือทะเลมีชื่อเสียงมาก เรียกกันว่า “ห้าง เคเถา” เซียวฮุดเสงตั้งโรงพิมพ์พิมพ์ทั้งหนังสือจีน หนังสือไทย และหนังสือรายเดือนชื่อ ผดุงวิทยา กับหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ จีนโนสยามวารศัพท์ เป็นต้นตระกูลสีบุญเรือง เคียมฮั่วเฮง (ชื่ออะไรลืม) ตั้งห้างขายสรรพสินค้าเรียกว่า “ห้างเคียมฮั่วเฮง” ฯลฯ เท่าที่ออกนามมานี้ว่าตามที่นึกได้เวลาเขียน ยังมีเจ้าสัวนายอากรนายห้างอยู่อีกแต่นึกไม่ออก อนึ่งชื่อหรือบรรดาศักดิ์หรือนามสกุลอาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ได้ เพราะหนังสือที่มี และค้นดูได้ถูกไฟไหม้หมด ถ้าผิดพลาดก็ขออภัยด้วย อนึ่งบางรายอาจเปลี่ยนชื่อใหม่ ข้าพเจ้าเรียก ตามชื่อเก่าที่จำ�ได้ คนรุ่นใหม่ไม่รู้จัก ได้ยินแต่ชื่อใหม่ ซึ่งความจริงเป็นอันเดียวกันก็คงมี ยกตัวอย่าง เช่น “ห้อยเทียนเหลา” เป็นสถานที่ขายอาหารฝรั่ง อาหารจีน ฯลฯ มีชื่อเสียงเลื่องลือมาก ภายหลัง เขาเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็น “หยาดฟ้าภัตตาคาร” ว่าถึงราคาของทั้งที่พายเรือเร่ขาย และที่ตลาดพลูในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก ราคาเพียงฬส อัฐ ไพ เฟื้อง สลึง อย่างมากที่สุดก็ถึง ๕ บาทเป็นอย่างแพงเหลือเกินแล้ว และต่อมาจะขึ้นไปก็เพียง เล็กๆ น้อยๆ จนถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้ายังกินข้าวต้มเปล่าชามละ ๑ สตางค์ ไข่เค็มฟองละ ๓ สตางค์ กางเกงแพร เสื้อเชิ้ตตัวละ ๕๐ สตางค์ อย่างแพงก็ ๑ บาท ชุดสากลขาวธรรมดาราว ๓-๔ บาท ผ้าอย่างอื่นที่ดีขึ้นไปก็ไม่เกิน ๑๐ บาท ต่อจากนั้นมาราคาก็ค่อยๆ ขึ้นไปทีละน้อย แล้วมาขึน้ พรวดพราดเอาสักสีห่ า้ ปีมานีเ้ อง จนปัจจุบนั เล่าให้คนรุน่ ใหม่ฟงั แล้วเหลือเชือ่ อย่างทีข่ า้ พเจ้า เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
47
เล่ามาแล้วว่า กุ้งก้ามกรามตัวใหญ่ที่สุดตัวละเฟื้อง (๑๒ สตางค์) วันหนึ่งเข้าไปในภัตตาคารสมัยใหม่ เห็นรายชื่ออาหารมีกุ้งเผาและเครื่องจิ้ม ก็เรียกมากินเพราะไม่ได้กินมานาน ราคาตัวละ ๔๐ บาท ในท้องตลาดเวลานี้อาหารพวกกุ้ง ปลา ปูตัวเล็กลงกว่าเก่าหลายเท่า แล้วก็ยังไม่ค่อยมีขายเสียอีกด้วย ไปตัดชุดสากลที่เคยตัดอย่างดีชุดละ ๘ บาท เวลานี้ผ้าพวกเดียวกันนั้นชุดละ ๘๐๐ บาท ! ที่เล่ามานี้กระเดียดไปทางเศรษฐกิจการเงิน ที่ข้าพเจ้าได้เห็นได้รู้จักมาตั้งแต่เป็นเด็ก คลองบางหลวง ทั้งของเร่ขายและตลาดพลู รวมทั้งที่อื่นๆ อีกมาก รู้สึกว่าได้เห็นเจ๊กเห็นจีนมากแทบ เท่าๆ กับคนไทย และท�ำการค้าขายเป็นส่วนมาก ไปตลาดพลูเข้าร้านไหนมักเป็นคนจีนเป็นเจ้าของ ร้านไปเสียทั้งนั้น ตั้งแต่สมัย “ลมพามา” หรือ “เสื่อผืนหมอนใบ” จนกระทั่ง “จักรพามา” ในสมัยนี้ เจ้าของร้านก็ยังคงเป็นจีนอยู่ไม่ใช่น้อย ดูพอๆ กับที่ได้เห็นเมื่อเด็กๆ อีก ทั้งนี้เห็นจะเป็นด้วยคนจีนมี ความอุตสาหะมานะเพียรพยายามใช้จา่ ยประหยัด ท�ำให้เศรษฐกิจการเงินอยู่ในก�ำมือ จนเป็นเรือ่ งส�ำคัญ ทีส่ ดุ เรื่องหนึ่งในปัจจุบันนี้ เมื่อข้าพเจ้าเริ่มเข้าโรงเรียนปฐมมหาธาตุ มีหนังสือที่เรียกว่า บทดอกสร้อย ให้นักเรียนร้อง เป็นประจำ�มากหลายบท บทหนึ่งว่า นกเอยนกกระจาบ เห็นใบพงลงคาบค่อยเพียรขน มาสอดสอยด้วยจะงอยปากของตน ราวกับคนช่างพินิจคิดทำ�รัง เวลานี้ยังพิมพ์กันอยู่หรือทิ้งไปแล้วก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าเล่าเรื่อง “เมื่อวานนี้” เริ่มแต่คลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง เป็นเรื่องของ “เด็กคลองบางหลวง” ว่าได้รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟังและได้ทำ�มาอย่างไร เป็นคลองที่มีบ้านเรือนคนใหญ่โต มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมไทยแท้ และในเวลานี้คงเลิกถอนเปลี่ยนแปลงจากที่เป็นมา ดั้งเดิมไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว นับเป็นหมดตอน “เด็กคลองบางหลวง” เสียตอนหนึ่ง ต่อไปก็จะเป็น “เด็กปฐมมหาธาตุ” แล้วเป็น “เด็กมัธยมสวนกุหลาบ” และต่อๆ ไป เป็นชีวติ ใหม่ ผิดกันไกลจากชีวิตคลองบางหลวง เพียงแม่น้ำ�เจ้าพระยาคั่นหน่อยเดียวเท่านั้นเอง มีอะไรต่ออะไร ที่เปลี่ยนแปลงไปอีกมากมายทุกตอน ...
เ
ลอ ด็ ก ค
งบา
งหลวง
48