Data Loading...

Tent card_ Primary medical care 290520 Flipbook PDF

Tent card_ Primary medical care 290520


125 Views
62 Downloads
FLIP PDF 3.43MB

DOWNLOAD FLIP

REPORT DMCA

คู่มือ การรักษาโรคเบื้องต้น

(Primary medical care: tools kits)

เอกสารสาหรับใช้ภายในบริษัทเท่านั้น ห้ามเผยแพร่ Strategic Operations HRD By CHCD

Checklist การซักประวัติอาการเจ็บป่วย

หัวข้อการซักประวัติ

- ใช้ยาเองหรือไม่? - ใครเป็นคนใช้ยานี้?

ใครคือผู้ป่วย? อาการที่เป็น? ระยะเวลาที่มีอาการ?

X

ตัวอย่างประโยค

- วันนี้มาด้วยโรคหรืออาการอะไร? - มีอาการอย่างไรบ้าง? - มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่? - เริ่มมีอาการดังกล่าวตั้งแต่เมื่อไร? - เป็นมานานเท่าไหร่? - เป็นมากี่วัน?

ทาการรักษาอย่างไรมาแล้ว?

- ใช้ยาอะไรบรรเทาอาการไปบ้างแล้ว? - ได้ไปพบแพทย์เพื่อทาการรักษามาหรือไม่?

ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ใช้ประจา?

- ปัจจุบันรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อะไรบ้าง?

มีประวัติแพ้ยาหรือไม่?

- มีประวัติแพ้ยาหรือไม่ ** (ถ้ามี) มีอาการอย่างไร

มีโรคประจาตัวหรือไม่?

- มีโรคประจาตัวหรือไม่? ** (ถ้ามี) โรคประจาตัวคืออะไร

เอกสารสาหรับใช้ภายในบริษัทเท่านั้น ห้ามเผยแพร่ Strategic Operations HRD By CHCD

ไข้หวัด เจ็บคอ

คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ไข้หวัดจากเชือ้

ไข้หวัดจากเชือ้

‘ไวรัส’

‘แบคทีเรีย’

ลิ้นไก่บวมแดง มีจุดหนองในลาคอ ต่อมทอนซิล บวมแดง อาการคอแดง เจ็บคอ มีฝ้าสีเทาที่ลิ้น

ต่อมทอนซิล บวมแดง อาการคอแดง เจ็บคอ

พบน้อย 10 – 20 %

พบได้บ่อย 80 – 90 %

ไข้หวัดแบบไหนรักษาอย่างไร? 1 มีไข้ต่าๆ น้อยกว่า 38 C 2 คัดจมูก น้ามูกไหล 3 ไอ 4 ระคายคอ เจ็บคอ คอแดง หายได้เองภายใน 3 – 7 วัน ไม่จาเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ

1 2 3 สังเกตอาการที่แ4พ้

รักษาได้เองตามอาการ การรักษาตามอาการโดยใช้ยา ปวดหั ว มีไข้ ____________

ระคายคอเจ็ บคอ ____________

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)

ยาอมแก้เจ็บคอ ระคายคอ

น้____________ ามูกไหล

ไอ ____________

ยาคลอร์เฟนิรามีน

(Chlorpheniramine)

ยาแก้ไอน้าดา (ไอแห้ง) ยาบรอมเฮกซีน (ไอมีเสมหะ)

(Loratadine)

ยาคาร์โบซิสเทอีน (ไอมีเสมหะ)

ยาลอราทาดีน

(Bromhexine)

(Carbocysteine)

มีไข้มากกว่า 38 C ไม่มีอาการไอ ต่อมทอนซิลบวม มีตุ่มหนอง ต่อมน้าเหลืองบวมหรือกดเจ็บ มีอาการ 3 ใน 4 ข้อ อาจพิจารณาใช้ “ยาปฏิชีวนะ”

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร การดูแลตัวเอง

พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ามาก ๆ ออกกาลังกายสม่าเสมอ หากมีอาการไอ ควรงดดื่มน้าเย็น งดของทอดของมัน

โรคกระเพาะอาหาร

VS โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน

หูรูดหลอดอาหารเสื่อม ทาให้น้าย่อย ที่มีฤทธิ์เป็นกรด ไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร

โรคกระเพาะอาหาร เกิดแผลในเยื่อบุทางเดินอาหาร พบบ่อยที่สุดในกระเพาะอาหารส่วนปลาย

อาการโรคกรดไหลย้อน

อาการโรคกระเพาะอาหาร ปวด จุก เสียด แน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่

แสบร้อน บริเวณทรวงอก หรือคอ ปวด จุก เสียดใต้ลิ้นปี่

ปวดท้อง ก่อนและหลัง รับประทานอาหาร “อิ่มก็ปวด หิวก็ปวด”

ปวดจุ ปวดจุกกท้ท้อองง หลั หลังงรัรับบประทานอาหาร ประทานอาหาร 30 30––60 60นาที นาที

รู้สึกท้ท้อองอืงอืดดมีมีลลมในท้ มในท้อองง คลื่นไส้่นไส้ อาเจีอาเจี ยน ยน มีอาการคลื

เรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก ไอเรื้อรัง เสียงแหบ

ปัจจัยเสี่ยง

กินอาหาร ไม่ตรงเวลา

กินอาหารรสจัด ดื่มกาแฟ ดื่มน้าอัดลม

กินยาแก้ปวด กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs)

ความเครียด พักผ่อน ไม่เพียงพอ

หูรูด หลอดอาหาร เสื่อมตามวัย

การรักษา

รักษาอาการเบื้องต้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รับประทานยาน้าลดกรด เพื่อบรรเทาอาการ

กินอาหารแล้ว เข้านอนทันที

กินของทอด ของมัน

สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

มีอาการเป็นประจา หรืออาการรุนแรงขึ้น รับประทานยาน้าลดกรดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ถ่ายอุจจาระมีสีดา หรือมีเลือดปน

ท้องเสีย ท้องเสีย

หมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้า ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน

สาเหตุ ปวดมวนท้อง

มีไข้

อาเจียน

อาจมีอาการปวดท้อง ปวดเบ่ง มีไข้ต่าๆ อาเจียน อ่อนเพลีย มีแก๊สในกระเพาะ

อาการที่สาคัญที่สุด คือ ภาวะขาดน้า และสูญเสียเกลือแร่ที่ออกมาร่วมกับอุจจาระ

เชื้อไวรัส

เชื้อแบคทีเรีย

เชื้อปรสิต และพยาธิ

อาหารเป็นพิษ

การรักษา รักษาอาการเบื้องต้น

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง จากการสูญเสียน้าและเกลือแร่

จิบผงเกลือแร่ (ORS) สาหรับท้องเสีย

ORS

• มีไข้มากกว่า 38 C • อุจจาระเป็นมูกมีกลิ่นคล้ายหัวกุ้งเน่า • อุจจาระไหลพุ่งเหมือนน้าซาวข้าว • อุจจาระมีมูกเลือดปน

การดูแลและการป้องกัน

รับประทาน อาหารอ่อน ๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก

ห้ามรับประทาน เกลือแร่สาหรับ ออกกาลังกาย

ห้ามกินยา หยุดถ่าย

รับประทาน อาหารร้อน และปรุงสุกใหม่ ๆ

ใช้ช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาด

ท้องผูก

ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์

อุจจาระมีลักษณะ เป็นก้อนแข็ง

ถ่ายอุจจาระไม่ออก ไม่สุด หรือถ่ายอุจจาระยาก

รักษาด้วยการใช้ยา 1. 2. 3. 4.

เส้นใยหรือไฟเบอร์ เช่น ยาไซเลียม (Psyllium) ยาระบายกลุ่มกระตุ้น เช่น ยาบิซาโคดิล (Bisacodyl) ยาเซนโนไซด์ (Sennosides) ยาช่วยหล่อลื่นอุจจาระ เช่น มิเนอรอล ออยด์ (Mineral Oils) ยาเหน็บและการสวนอุจจาระ เช่น ชุดสวนอุจจาระสาเร็จรูปที่มีส่วนผสมของยาบิซาโคดิล (Bisacodyl) หรือกลีเซอรีน (Glycerin)

(แนะนาให้ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชก่อนใช้ยาทุกครั้ง)

ไม่อั้นอุจจาระ

ยาระบาย

หลีกเลี่ยงการใช้ยา ระบายติดต่อกันเป็น ระยะเวลานาน

ดื่มน้ามาก ๆ

ออกกาลังกาย อย่างสม่าเสมอ

รับประทานอาหาร ที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้

ปวดศีรษะ อาการ

ปัจจัยกระตุ้น ปวดศีรษะจาก

 ปวดตุ๊บ ๆ ข้างเดียวตามจังหวะชีพจร

ไมเกรน

 อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน  ทนต่อแสงจ้า เสียงดังไม่ได้  ตาพร่า ปวดเบ้าตา

ปวดศีรษะจาก

 ปวดตื้อ ๆ บีบ ๆ ที่ขมับ หน้าผาก ท้ายทอย

ความเครียด

 บางทีปวดข้างเดียวหนัก ๆ ฝั่งเดียวกันกับ

กล้ามเนื้อที่ตึงเป็นพิเศษ  ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

สังเกต อาการสาคัญ

เกิดจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ นั่งหน้าคอมนานหรือ ใช้สายตามากเกินไป

 ปวดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

การรักษา

เกิดจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน เช่น มีประจาเดือน กินยาคุม อากาศร้อน แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นบางชนิด เช่น น้าหอม

อาการปวดทั่วไป • เริ่มต้นปวดเล็กน้อยและไม่รุนแรง • สามารถดาเนินชีวิตและทางานได้ปกติ

อาการปวดรุนแรง • ปวดเป็นประจา • ปวดจนไม่สามารถทางานได้ปกติ

ใช่

การเลือกใช้ยา

รับประทานยาแก้ปวด

พาราเซตามอล อาการไม่ดีขึ้น ใช่

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ใช่

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร รับประทานยาแก้ปวดต้านการอักเสบ กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค

การป้องกันและบรรเทาอาการปวดหัว

นอนพักผ่อน ให้เพียงพอ

ออกกาลังกาย สม่าเสมอ

สร้างความผ่อนคลาย ให้ตัวเอง

พักสายตา ไม่จ้องคอมเป็นเวลานาน

หลีกเลี่ยงเสียงดัง ที่มีแสงจ้า

อาการปวดทางกระดูก ข้อและกล้ามเนื้อ สาเหตุ

อาการปวด เริ่มจากการที่เนื้อเยื่อเสียหายจากการบาดเจ็บซ้าๆ การทากิจกรรมมากเกินไป หรือจากการใช้งานในท่าทาง ทีผ่ ิดของอวัยวะในร่างกาย

• การใช้งานของกล้ามเนื้อมากเกินไปทาให้

อักเสบ เช่น ออกกาลังกาย ยกของหนัก

• อิริยาบถในการเคลื่อนไหวไม่เหมาะสม • ได้รับอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม ตกจากที่สูง

ของหล่นทับ

การรักษา สังเกต อาการสาคัญ

อาการปวดทั่วไป

อาการปวดจากการบาดเจ็บ

• อาการปวดไม่รุนแรง สามารถทางานได้ปกติ • ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อไม่มีอาการอักเสบ

• มีอาการปวด บวม แดง ร้อน • มีรอยฟกช้าหรือมีสีผิดปกติบริเวณที่ปวด • ปวดมากจนขยับร่างกายส่วนนั้นๆ ไม่ได้เลย

ใช่

การเลือกใช้ยา

ใช่

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

รับประทานยาแก้ปวด

พาราเซตามอล

+ อาจใช้ยาครีมนวดร่วมด้วย

อาการไม่ดีขึ้น ใช่

รับประทานยาแก้ปวดต้านการอักเสบ กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

การปฏิบตั ติ วั เพื่อบรรเทา อาการ

พักการใช้อวัยวะ ที่บาดเจ็บ

ประคบเย็น ประคบร้อน

ปรับอิริยาบถ ให้เหมาะสม

หลีกเลี่ยงการ ออกกาลังกายหนัก

หลีกเลี่ยงการ ยกของหนัก

ปวดท้องประจาเดือน อาการ

ปวดเกร็ง หรือปวดบีบบริเวณท้องน้อย ซึ่งอาจปวดร้าวไปถึง หลัง ก้น หรือต้นขา รวมทั้งมีความรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ บางรายอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นก่อนหรือในช่วงระหว่างการเป็นประจาเดือน

สาเหตุ เนื่องจากมีการหดรัดตัวหรือเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก บริเวณรอบ ๆ เยื่อบุมดลูก โดยเมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมา จะทาให้เกิดการหลั่งสารที่มีชื่อว่า “โพรสตาแกลนดิน

(Prostaglandin)” ซึ่งสารนี้จะไปออกฤทธิ์กระตุ้นให้มีการหดรัดตัว ของกล้ามเนื้อมดลูก ทาให้เกิดอาการปวดและการอักเสบตามมา

การรักษาเบื้องต้น การเลือก ใช้ยา

ยาหลักในการรักษา

ยาทางเลือก

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร รับประทานยาแก้ปวดต้านการอักเสบ กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น มีเฟนามิค แอซิด (พอนสแตน) ไอบูโพรเฟน

กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยากลุ่ม NSAIDs ได้ เช่น แพ้ยา โรคกระเพาะอาหาร รับประทานยาแก้ปวด

พาราเซตามอล

(ยาเหล่านี้สามารถยับยั้งการสร้างโพรสตาแกลนดินได้)

วิธีบรรเทาอาการปวดท้องประจาเดือน

นวดเป็นวงกลม บริเวณหน้าท้อง

ประคบน้าอุ่น ที่ท้องน้อย

อาบน้าอุ่น หรือแช่น้าอุ่น

รับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์

ดื่มน้า ปริมาณที่เพียงพอ

ปวดฟัน สาเหตุของอาการปวดฟัน

ฟันผุ

ฟันคุด

ฟันแตกร้าว

เหงือกอักเสบ

เนื้อเยื่อโพรงฟัน อักเสบ

ฟันสึก

การรักษาเบื้องต้น อาการปวดรุนแรง

อาการปวดทั่วไป สังเกต อาการสาคัญ

• เริ่มต้นปวดเล็กน้อยและไม่รุนแรง • สามารถทางานได้ปกติ

• ปวดจนไม่สามารถนอนหรือทางานได้ปกติ • บวมแดงหรือร้อนบริเวณเหงือก • มีหนองบวมบริเวณเนื้อเยื่อรอบฟัน

ใช่

ใช่

รับประทานยาแก้ปวด

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

พาราเซตามอล

การเลือกใช้ยา

อาการไม่ดีขึ้น ใช่

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

รับประทานยาแก้ปวดต้านการอักเสบ กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน

หมายเหตุ: การรับประทานยาแก้ปวด สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะไม่ใช่

การรักษาที่สาเหตุ ดังนั้น หากมีอาการปวดฟัน ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทาการรักษา

วิธีป้องกัน และบรรเทา อาการปวดฟัน

ประคบเย็น ข้างที่ปวด

บ้วนปากด้วยน้าเกลือ เพื่อกาจัดเศษอาหาร ช่วยให้เหงือกชุ่มชื้น

กาจัดเศษอาหาร โดยใช้ไหมขัดฟัน หรือแปรงฟัน

ลดการ กระทบกระแทก ฟันซี่นั้น ๆ

หลีกเลี่ยง ของเย็นจัด ร้อนจัด ของหวาน

ผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ แพ้เหงื่อ ฝุ่น ละอองเกสร ขนสัตว์

สาเหตุ การเกิดผื่น

แพ้พิษจากแมลงกัดต่อย สัมผัสสารเคมี เช่น เครื่องสาอาง สบู่ โลชั่น แพ้ยา อาหาร แอลกอฮอล์

เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ

ผื่นคันทั่วไป

ผื่นผิวหนังอักเสบ

ลักษณะ รอยโรค

สังเกต อาการสาคัญ

การเลือก ใช้ยา

• ผื่นบวมนูนแดง หรือเป็นปื้นนูนแดง ไม่มีขุย • มีอาการคัน เกิดขึ้นเร็ว และอาจกระจายทั่วตัว • ผื่นจะคงอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เมื่อผื่นหายผิวจะราบไม่ทิ้งรอย

อาการคันไม่รุนแรง มีผื่นเล็กน้อย ทาคาลาไมน์โลชั่น หรือทายาหม่อง บรรเทาอาการคัน

• บริเวณผื่นมีตุ่มแดง ตุ่มน้าเล็ก ๆ ใส ๆ เกิดขึ้น • มีอาการคัน ลอกเป็นขุย หรือตกสะเก็ด • อาจมีรอยแตกเป็นร่องบริเวณผิวหนังชัดเจน หรือมีน้าเหลืองไหลซึมออกมา

อาการคันรุนแรง มีผื่นบริเวณกว้าง ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร  ยาทาแก้คันกลุ่มสเตียรอยด์  รับประทานยาแก้แพ้ผื่นคัน

วิธีป้องกันและบรรเทาอาการ

หลีกเลี่ยงสาเหตุ ที่ทาให้เกิดผื่น

ไม่แกะเกา อาจทาให้ผิวหนัง อักเสบจากการเกา

หลีกเลี่ยง การอาบน้าอุ่น หรือแช่น้าร้อน

รักษาความ ชุ่มชื้นของผิว โดยการทาครีมบารุง

ใช้สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่มีน้าหอม และสารกันเสีย

ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยง ความเครียด

โรคกลาก VS โรคเกลื้อน โรคกลาก

โรคเกลื้อน

เชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ สัมผัสกับคนที่เป็นโรคกลาก หรือสัตว์เลี้ยง มีเหงื่ออกมาก ผิวหนังอับชื้นง่าย ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่า

เชื้อรากลุ่มมาลาสซีเซีย เฟอร์เฟอร์ สิ่งแวดล้อมมากระตุ้นให้เกิดโรค เช่น ความร้อน มีเหงื่อออกมาก ผิวหนังอับชื้นง่าย

สาเหตุ การเกิดผื่น

ลักษณะ รอยโรค

สังเกต อาการสาคัญ

• ผื่นวงแหวน มีขุยที่ขอบ • ทีผ่ ิวหนังมีผื่นเป็นวงแหวนสีแดง • ทีห่ นังศีรษะมีผื่นเป็นวงกลม มีขุยขาว และมีผมร่วง อยูใ่ นบริเวณผื่น • ที่เล็บมีสีขาวขุ่น และผิวเล็บไม่เรียบ

การเลือก ใช้ยา

• • • •

ผื่นวงกลม หรือวงรีหลาย ๆ วง ผื่นมีสีขาว หรือสีน้าตาล หรือสีชมพูแดง มีขอบเขตชัดเจน มีขุยละเอียด ผื่นขยายขนาดใหญ่ขึ้น

ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ยาทาชนิดครีมฆ่าเชื้อรา อาจใช้ร่วมกับยารับประทานสาหรับฆ่าเชื้อรา

วิธีป้องกันและบรรเทาอาการ

หมั่นรักษาความ สะอาดของร่างกาย ให้สะอาดอยู่เสมอ

สวมเสื้อผ้าที่สะอาด ระบายอากาศได้ดี

อย่าปล่อยให้ผิวหนัง อับชื้น

ไม่ใช้ของส่วนตัว ร่วมกับผู้อื่น

เชื้อกลากบนศีรษะ ไม่ย้อมผมหรือดัดผม จนกว่าจะหายดี

เมื่อ “แพ้ยา” ต้องทาอย่างไร? การแพ้ยา (Drug allergy) เป็นอาการที่เกิดจาภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ตอบสนองต่อยา ซึ่งเป็นอันตราย และไม่สามารถคาดเดาได้แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แตกต่างจาก ผลข้างเคียงของยา (Side effects) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากฤทธิ์ของยา ไม่ได้เกิดจากภูมิคุ้มกัน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก

อาการแพ้ยา ตาบวม หายใจไม่ออก ปากบวม

สังเกตอาการที่แพ้ ผื่นขึ้น

สิ่งที่ควรทาเมื่อแพ้ยา

แน่นหน้าอก

การป้องกันการแพ้ยา สอบถามประวัติแพ้ยาผู้ป่วยทุกครั้ง ก่อนส่งมอบยา

หยุดยาทันที

ถ่ายรูปผื่น สังเกตอาการที่แพ้

ยาที่มักพบ อาการแพ้ยา

ถ่ายรูปยาที่สงสัย หรือจาชื่อยา

รีบพบแพทย์ หรือเภสัชกร

อ่านฉลากยาอย่างละเอียดทุกครั้ง แยกอุปกรณ์นับเม็ดยาสาหรับยา แต่ละชนิด เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ทาความสะอาดอุปกรณ์นับเม็ดยา ก่อนและหลังใช้

ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillins) เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ไดโคลฟีแนค (Diclofenac)

“ยาหมดอายุ” ดูอย่างไร? ยาของคุณหมดอายุหรือยัง? การสังเกตวันหมดอายุของยาสามารถดูข้อมูลได้จากกล่องบรรจุฉลากยา หรือบนแผงยา ซึ่งจะพบ  วันผลิต manufacturing date หรือ mfd.  วันหมดอายุ Expiration date, Exp. Date, Expiring, Use by, Use before, Before

การอ่านวันหมดอายุ : จะเริ่มจากวัน เดือน ปี อาจจะ พ.ศ. หรือ ค.ศ.

วันที่ผลิต / MFG 2403XX วันหมดอายุ / EXP 2403XX

**กรณีมีเดือนและปี ให้นับวันสุดท้ายของเดือนนั้น ๆ เป็นวันหมดอายุ ตัวอย่าง : EXP. 03/21 หมายถึงวันที่ 31 เดือนมีนาคม ค.ศ. 2021

ยาน้าทั่วไป

อายุไม่เกิน 6 เดือน หลังจากเปิดใช้

ยาเม็ดแบ่งบรรจุ หรือยานับเม็ด อายุไม่เกิน 1 ปี หลังจากเปิดแบ่งบรรจุ

ยาเม็ดที่อยู่ในแผง วันหมดอายุระบุไว้บนฉลาก หรือบรรจุภัณฑ์

ยาหยอดตา ยาป้ายตา น้ายาล้างตา อายุไม่เกิน 1 เดือน หลังการเปิดใช้

ยาครีม หลังเปิดใช้แล้ว ควรเก็บไว้ไม่เกิน 6 เดือน วันหมดอายุ 31/06/23

เริ่มเปิดใช้วันที่ 07/08/20

จะหมดอายุวันที่ 07/08/21

ตัวอย่าง การเขียนฉลาก วันหมดอายุ 100 เม็ด

100 เม็ด

100 เม็ด

ยาเสื่อมสภาพ

(suspension) • มีตะกอนที่ก้นขวด ตะกอนจับตัวเป็น เกร็ดหรือเป็นก้อน ยามีการแยกชั้น ควรทิ้งทันที

(tablet)

(oral solution) • หากมีสี กลิ่น รส ความใสเปลี่ยนไป จากเดิม ไม่ควรใช้อีกต่อไป

• เม็ดมีลักษณะเยิ้ม เม็ดบวม บุบหรือ แตก แสดงว่ายาเสื่อมสภาพ ไม่ควรใช้

• สีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว (เสื่อมสภาพจากการ ได้รับความชื้น) เม็ดยาที่สีเปลี่ยนไป สีที่เคลือบเม็ดยาเป็นรอยแตก เม็ดยานิ่ม กว่าเดิม หรือแตกร่วน ห้ามนามาใช้

(cream, ointment) • มีลักษณะแห้ง หรือใสกว่าปกติ จับตัว เป็นก้อน หรือเป็นผงตะกอน สัมผัสกับ ผิวหนังแล้วมีความสาก ควรทิ้งไป

ควรสังเกตลักษณะยาก่อนใช้ทุกครั้ง

คู่มือ การรักษาโรคเบื้องต้น บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จากัด (มหาชน) Strategic Operations HRD By CHCD