Data Loading...

Uncle Story2555 edit Flipbook PDF

Uncle Story2555 edit


161 Views
1 Downloads
FLIP PDF 9.44MB

DOWNLOAD FLIP

REPORT DMCA

ค�ำน�ำ “ปู่เล่าให้ฟังเล่มแรกก็ผ่านไปแต่ไม่ค่อยเรียบร้อย ค�ำผิดและชื่อพระ ยังต้องแก้ไขอีกหลายแห่ง ทีแรกว่าจะพิมพ์เพิ่มและเป็นฉบับแก้ไข เพราะมีผู้สนใจและติดต่อมาเป็นจ�ำนวนมาก แต่เวลาก็ผ่านไปเร็ว เรื่องที่เขียนไว้ก็ยังค้างอยู่อีกหลายเรื่อง จึงคัดเอาเฉพาะที่พอมี ประโยชน์จริงๆ ส่วนเรื่องฤทธิ์เดช ประสบการณ์มีเล่าไว้พอสมควรแล้ว ปู่ต้องการให้ลูกหลานไม่หลงทางและหันมาสนใจปฏิบัติบูชากันบ้าง และต้องการให้สร้างพระแท้ๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิต เพื่อเป็นสมบัติติดตัวตลอดไป ส่วนพระสมมุติก็อาศัยเป็นพ่วงแพแล้ว ก็ต้องจากกันในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นของรักหวงแหน ที่สุดสมบัติก็ผลัดกันชม หนังสือฉบับนีต้ าปู่มองแทบไม่เห็น ไม่มีเวลาทบทวนแก้ไข เรื่องที่เขียนไว้ก็นานหลายสิบปี พวกลูกหลานมารบเร้าก็ท�ำเท่าที่พอ เป็นไปได้ เพื่อเป็นแนวทางศึกษาค้นคว้ากันต่อๆ ไป สิ่งที่ถูกต้องเป็นสัจธรรมก็ควรน้อมน�ำไปพิจารณาบอกเล่าสืบต่อกันไป ส่วนใดที่ยังบกพร่องผิดพลาดก็ช่วยกันแก้ไขเพิ่มเติม” ข้อความข้างบนนีเ้ ป็นข้อความทีท่ า่ น อ.ประถม อาจสาคร ได้เขียนเอาไว้ให้เพือ่ ใช้เป็นค�ำน�ำ ในหนังสือ ปูเ่ ล่าให้ฟงั ฉบับสมบูรณ์ ทีจ่ ดั ท�ำขึน้ เนือ่ งในโอกาสอันเป็นมงคลทีท่ า่ น อ.ประถม อาจ สาคร จะมีอายุครบ 88 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ซึง่ ในปีนที้ างคณะกรรมการทุนนิธิ สงเคราะห์สงฆ์อาพาธ อ.ประถม อาจสาคร และลูกศิษย์อาวุโสของท่าน อ.ประถม อาจสาคร ได้ร่วมกันจัดท�ำหนังสือขึ้น เพื่อเป็นการเทิดเกียรติคุณของท่าน อ.ประถม อาจสาครและเป็น การเผยแพร่ความรู้, ความจริง, สร้างปัญญาและเป็นข้อมูลที่เป็นบรรทัดฐาน/อ้างอิง ส�ำหรับ ผู้ที่ต้องการเริ่มศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับพระเครื่องจึงได้น�ำเอาข้อมูลจากหนังสือปู่เล่าให้ฟัง เล่มแรกมาปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์เข้าไปอีกเพื่อความสมบูรณ์ของ เนื้อหา จึงได้ใช้ชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า ปู่เล่าให้ฟัง ฉบับสมบูรณ์ สุดท้ายนีข้ อกราบขอบพระคุณท่าน อ.ประถม อาจสาคร เป็นอย่างสูงที่ท่านได้กรุณาให้ บทความ ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ในแวดวงพระเครือ่ งกว่า 70 ปี และค�ำแนะน�ำ เพือ่ น�ำมา เผยแพร่แก่ลูกๆ หลานๆ และขอขอบพระคุณพี่ก้อน พี่จิ๋ว คณะกรรมการทุนนิธิสงเคราะห์ สงฆ์อาพาธ อ.ประถม อาจสาคร และลูกศิษย์อาวุโสทุกๆ ท่าน ทีค่ อยให้คำ� ปรึกษาและสนับสนุน ในการจัดท�ำหนังสือเล่มนี้ คุณอนุพงษ์ สงวนทรัพยากร ทีช่ ว่ ยจัดท�ำอาร์ตเวิรค์ ให้อย่างสวยงาม และขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่ได้ร่วมบริจาคในการจัดท�ำหนังสือเล่มนี้

1

ประวัติโดยสังเขป ด้านการรับราชการ ท่าน อาจารย์ ประถม อาจสาคร เป็นชาวชลบุรี พ.ศ.2482 ท่านเริม่ รับราชการ ในต�ำแหน่งเสมียนพนักงาน สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้รบั เงินเดือน 20 บาท (ปลัดอ�ำเภอจัตวา 46 บาท นายอ�ำเภอ 140 บาท ผวจ. 400 บาท) พ.ศ.2485 ท่านสอบเข้าได้ทกี่ ระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในต�ำแหน่งเสมียน ได้รบั เงินเดือน 34 บาท จากนัน้ ท่านได้รับการโอนย้ายไปอยู่ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส�ำนักงานจังหวัดชลบุรี พ.ศ.2493 ท่านสอบเลื่อนขั้นได้และได้รับการเลื่อนขั้นเป็นชั้นตรี อัตราเงินเดือน 750 บาท และได้ย้ายไป ประจ�ำอยู่ที่ อ. ท่าอุเทน จ.นครพนม ท่านอยู่ที่ อ.ท่าอุเทน ได้ประมาณ 5-6 ปี พ.ศ.2499 ได้ยา้ ยไปประจ�ำที่ อ. ธาตุพนม อยูท่ นี่ ไี่ ด้ประมาณครึง่ ปี ก็ได้ยา้ ยไปประจ�ำการที่ จ.กาฬสินธุ์ ต่อมา ได้ย้ายไปประจ�ำที่ อ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งท่านบอกว่าต�ำแหน่งที่ได้รับนั้นเดี๋ยวเป็นผู้ช่วย เดีย๋ ว เป็นสหกรณ์อำ� เภอ สลับกันไปสลับกันมา หนักๆ เข้ากลับโดนลดชัน้ ลงเป็นสหกรณ์ตรี สาเหตุ เนื่องมาจากท่านได้ไปตรวจพบว่าลูกน้องของท่านมีการทุจริตเงินของสหกรณ์ ซึ่งการกระท�ำเช่นนี้ ควรจะได้รบั ความชอบเลือ่ นขัน้ แต่ทา่ นกลับโดนทางกรมฯ สัง่ ให้ลดชัน้ ท่าน (มันแปลกดีนะ) แต่ทา่ น ก็ขอให้ทางกรมฯ ลงโทษสหกรณ์จังหวัดด้วย ปรากฏว่าสหกรณ์จังหวัดถูกตัดเงินเดือน 20 % เป็น ระยะเวลา 3 เดือน สหกรณ์จงั หวัดถึงกับโมโหหัวฟัดหัวเหวีย่ ง ส่วนท่านรูส้ กึ ดีใจบอกว่าทางการจะได้ ทุ่นงบเงินเดือนปีละ 1,200 บาท และไชโยโห่ร้องไปรอบๆ กรมส่งเสริมสหกรณ์ พ.ศ.2502 ท่านได้ย้ายไปประจ�ำที่ จ.ระยอง ในต�ำแหน่งสหกรณ์ตรี พ.ศ.2508 ท่านสามารถสอบเลื่อนชั้นเป็นชั้นโทได้ และได้ย้ายไปประจ�ำการที่ จ.สกลนคร ในต�ำแหน่งผู้ช่วย รักษาการณ์สหกรณ์จังหวัด แต่ยังเป็นชั้นตรีอยู่เหมือนเดิม พ.ศ.2510 ท่านได้ย้ายไปประจ�ำการที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และได้ติดยศชั้นโทที่นี่ งานที่นี่หนัก ท่าน ต้องท�ำการช�ำระบัญชี ส่วนที่ท�ำการสหกรณ์ก็ถูกรื้อเพื่อท�ำการตัดถนนและขายไป ท่านพยายาม สร้างที่ท�ำการขึ้นมาใหม่ด้วยเงินของสหกรณ์เพียง 4,500 บาท เพื่อนๆ ท่านบอกว่าถูกกว่าสร้าง ศาลพระภูมิเสียอีก และท่านได้ท�ำการช�ำระสะสางบัญชีของสหกรณ์ขายข้าวบางปะกง จ�ำกัดสิน ใช้จนเป็นที่เรียบร้อย แต่ที่น่าแปลกท่านไม่ได้เงินเดือนเพิ่มเลยสักขั้น หลังจากนัน้ ได้ย้ายไปอยู่ที่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ แล้วย้ายกลับมาประจ�ำที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี • สุดท้ายท่านได้ยา้ ยกลับมาประจ�ำที่ จ.ชลบุรี ในต�ำแหน่งเจ้าหน้าทีบ่ ริหาร 4 ซึง่ ท�ำหน้าทีส่ อบสวน ข้าราชการที่กระท�ำผิดวินัย ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่นจี้ นท่านได้เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2525 รวมเวลาที่ท่านรับราชการทั้งสิ้น 43 ปี • มีสงิ่ ทีน่ า่ สังเกตอยูอ่ ย่างหนึง่ และสมควรน�ำไปเป็นเยีย่ งอย่างก็คอื ตลอดเวลาทีท่ า่ นได้รบั ราชการ อยู่นั้นท่านไม่เคยเป็นหนี้หรือกู้เงินของสหกรณ์, ไม่มีการคอรัปชั่น ที่เป็นเช่นนี้เนื่องเพราะว่า ท่านใช้ชวี ติ ในแบบพอเพียง ไม่มที งั้ ทีวี ตูเ้ ย็น หรือแม้แต่รถเครือ่ ง ใช้รถจักรยาน ในสมัยทีร่ บั ราชการ อยู่นนั้ ท่านมีสิ่งที่ชื่นชอบอยู่ 2 อย่างคือ พระ และ ปืน (ท่านมีพระมาก และมีปืนถึง 8 กระบอก) 5

ด้านศาสนา

การอุปสมบท ในปี พ.ศ. 2486 ท่านได้เข้ารับการอุปสมบทที่วัด เขาบางทราย จ.ชลบุรี โดยมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวร) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระเขมทัสสี เมฆิโย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และที่ส�ำคัญคือท่าน เป็นบุตรบุญธรรมของท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และยังเป็นศิษย์ผู้น้องของท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต อีกด้วย การสร้างพระเครื่อง ตลอดชีวิตของท่านอาจารย์ ประถม อาจสาคร ท่าน ได้สร้างพระเครือ่ งเอาไว้หลายครัง้ และมีจำ� นวนไม่มากนัก ซึ่งสามารถประมวลได้ดังนี้ ครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2483 ท่านได้เริม่ สร้างพระเป็นครัง้ แรก เมือ่ ตอนช่วงเริม่ ต้น ของสงครามอิ น โดจีน ซึ่งตอนนั้น ซึ่งท่านมีความคิ ด ที่อยากจะสร้างพระขึ้นเอง โดยท่านได้เข้าไปในห้องของ คุณแม่ท่านและได้ค้นเจอหินอ่อนอยู่ในก�ำปั่น ท่านจึงได้ น�ำเอามาแกะเป็นแม่พิมพ์ที่จะใช้สร้างพระ ซึ่งลักษณะ ของพระพิ ม พ์ ที่ แ กะนั้นท่ า นได้ แ กะเป็ น รู ป องค์ พ ระ หลั ง โค้ ง ๆ มี ลั ก ษณะเหมื อ นเมล็ ด พุ ม เรี ย งป่ า และใช้ ส่วนผสมของมวลสารที่ใช้สร้างพระท่านก็ใช้ ผงของ พระพิมพ์วดั สามปลืม้ ทีแ่ ตกหักป่น, ผงของวัดเงินคลองเตย ที่ ยั ง ไม่ ได้ ส ร้ า งพระ เกสรดอกบั ว ในสระแถวๆ บ้ า น แล้วน�ำมาบดต�ำจากนัน้ ก็น�ำไปกดเป็นองค์พระได้จ�ำนวน ประมาณ 150 องค์ พระที่ ได้ ค รั้ ง นั้น ไม่ ค ่ อ ยจะสวย และแข็งแกร่งนัก ท่านก็เลยเอารักมาทาที่องค์พระไว้ ต่อจากนั้นท่ า นได้ น� ำพระทั้งหมดไปให้พระอุปัชฌาย์ ของท่านคือท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวร) ท่านช่วยอธิษฐานจิตให้ 7 วัน นับเป็น การอธิษฐานจิตครั้งแรกของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก่อนทีจ่ ะมีการสร้างพระรุน่ สรงน�ำ้ และพระชุดอืน่ ๆ เสียอีก ส�ำหรับพระชุดนี้ไม่มีใครรู้จักและได้แจกไปจนหมด ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2493 สร้ า งเมื่ อ ท่ า นได้ ย ้ า ยไปประจ�ำ การที่ อ.ท่ า อุ เทน จ.นครพนม ในครั้งนัน้ ท่านได้เอาพระพิมพ์สุโขทัยมาใช้ 6

เป็ น แม่ แบบ โดยการน� ำ มาทา น�้ำมันแล้วน�ำไปกดกับดินเหนียว แล้วน�ำไปเผาในเตาเผาอิฐเพื่อ ท� ำ เป็ น แม่ พิ ม พ์ ส่ ว นพระที่ จ ะ สร้างก็สร้างเป็นพระเนื้อดินเผา ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นพิมพ์สมาธิกับ พิมพ์มารวิชัย ส่วนพิมพ์ปิดตา มีน้อย ส�ำหรับมวลสารนัน้ ได้ใช้ดินปั้นไหที่ ต.บ้านตาล อ.ท่ า อุ เทน ผสมกั บ ผงสมุ ด ข่ อ ยและใบลานที่ ค ้ น พบ ที่ภูเขาควาย ประเทศลาว ผงพุทธคุณซึ่งลบโดยท่าน อาจารย์ตา วัดใต้ ต.ท่าอุเทน ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่ สีทัส (ไม่เคยใช้ผงของหลวงปู่ สีทัส ซึ่งชอบมี ผู้กล่าวว่าเป็นผงโสฬสมหาพรหม ไม่มีมูลความจริง) พระรุ่นนี้สร้างขึ้นมาได้ประมาณ 5,000 องค์ ได้ถวาย พระนามท่านว่า พระผงท่าดอกแก้ว เนื้อพระมีลักษณะ แกร่งคล้ายพระรอด ส่วนที่เนื้ออ่อนกว่า มีอยู่ประมาณ 500 องค์ ได้ถวายท่าน อาจารย์ วัง ฐิติสาโร ส�ำนักสงฆ์ ภู ลั ง กา อ.บ้ า นแลง จ.นครพนม อธิ ษ ฐานจิ ต ให้ โดย เฉพาะ วิ ธี อ ธิ ษ ฐานจิ ต ของท่ า นคื อ ท่ า นน� ำ พระใส่ ใน บาตรแล้วปีนขึ้นไปบนยอดภูทั้งๆ ที่ท่านยังอาพาธอยู่ แล้วใช้สมาธิเพ่งในขณะที่พระจันทร์ทรงกลด เสร็จแล้ว ท่านบ่นว่า “นี่มึงจะแกล้งให้กูตายเร็วขึ้นหรือ” ผู้ที่ได้รับ แจกพระชุ ด นี้ ไปต่ า งก็ ไ ด้ มี ป ระสบการณ์ ต ่ า งๆ เช่ น ลูกศิษย์ท่าน อ.วัง ได้พระน�ำไปอวดกันเกิดพระหลุดมือ ตกน�้ำพระกลับไม่จม หรือด้านโชคลาภก็มีผู้ที่ได้พระ ไปแล้วถูกสลากกินแบ่ง รวมไปถึงการเล่นการพนันด้วย ส�ำหรับพระที่มีเนื้อแกร่งจ�ำนวน 5,000 องค์ ท่านได้น�ำ ไปฝากให้พระวรพรตปัญญาจารย์ (หลวงปู่เฮี้ยง) แห่ง วัดอรัญญิกาวาส จ.ชลบุรี ช่วยท�ำการปลุกเสกให้ทุกๆ คืนเป็นเวลาถึง 2 ปี แล้วจึงน�ำไปเข้าพิธีที่วัดบวรนิเวศ วิหาร กรุงเทพมหานคร แล้วมอบให้หลวงปู่เฮี้ยงเอาไว้ แจกให้กับญาติโยมตามอัธยาสัย หลวงปู่เฮี้ยงท่านเรียก พระรุ่นนี้ว่า พระเม็ดแตง ซึ่งมี ประสบการณ์ทางเมตตาสูงมาก ส่วนในด้านคงกะพันก็เป็นทีร่ ำ�่ ลือ เพราะพวกสามล้ อ ที่ ได้ รั บ แจก พระไป ชวนกั นตั้ ง วงกิ น เหล้ า กั น จนได้ ที่ ก็ ใ ช้ ข วดเหล้ า ทุ บ เป็ น ปากฉลามตรงเข้ า แทงกั น

สุ ด แรงเกิ ด จนหงายหลั ง ทั้ ง คู ่ ปรากฏเสมอกั น ไม่ มี ใ ครเป็ น อะไรพระชุดนี้เลยได้ชื่อเรียกอีก ชือ่ หนึง่ ว่า พระรุน่ สามล้อ ต่อมา ท่านอาจารย์ประถมได้ไปขอรับ พระคืนจากหลวงปูเ่ ฮีย้ ง ซึง่ เหลือ พระอยู ่ ป ระมาณ 4-500 องค์ ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านจ้างคนกลุ่มหนึ่งให้มาถากต้นไม้ ที่วัดและได้แจกพระไปคนละองค์ เกิดมีการขัดใจกัน ถึงถูกฟันด้วยมีดจนเสื้อขาดแต่กลับไม่ระคายผิว พอ ตกกลางคื นคนที่ถูกฟันก็เลยเอาปืนบรรจุก ระสุ น เต็ ม อัตราไปแก้แค้นบุกเข้ายิงคู่อริถึงที่บ้านเล่าว่า ยิงจน หมดแม็กไม่ออกสักลูก หลวงปูเ่ ฮีย้ งเรียกว่า พระเจ็ดแป๊ะ เมื่อได้รับพระคืนกลับมาแล้วก็น� ำไปให้หลวงพ่อสนธ์ วัดท่าดอกแก้ว อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ซึง่ ท่านได้เสกพระ ให้ดว้ ยคาถานวโลกุตรธรรมเป็นเวลา 1 ไตรมาส (3 เดือน) หลวงพ่อสนธ์บอกว่าท่านเสกให้ทกุ วัน พระชนิดนีห้ ายได้ หากท�ำไม่ดี เพราะตอนที่อยู่ที่ อ.บ้านนา จ.นครนายก ท่านเคยมอบพระท่าดอกแก้ว นี้ให้กับเจ้าของโรงสีข้าว ท่านหนึง่ ซึ่งได้น�ำพระนี้ไปไว้บูชาที่หิ้งพระ ส่วนที่บ้าน เจ้าของโรงสีข้าวนีก้ ็เปิดเป็นบ่อนการพนันเล่นกันประจ�ำ อยู่มาวันหนึ่งเกิดลมพายุพัดจัดของในที่บูชาล้ม จึงจัด ที่บูชาใหม่ พระทุกองค์อยู่ครบ ยกเว้นพระท่าดอกแก้ว หายไปทั้ง 2 องค์ ครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2494 ท่านทราบข่าวว่าหลวงพ่อสนธ์ ท่านเชี่ยวชาญด้าน การลงตะกรุด เก้าแป้ เก้าย้อ คือ การลงแล้วถึงเก้าครั้ง ซึ่งเป็นที่เลื่องลือทั้งสองฝั่งโขง ท่านจึงได้ไปหาตะกั่วด�ำ ภาษาพืน้ เมืองเรียกว่า “ซืน” มาแผ่เป็นแผ่นบางๆ หลาย สิบแผ่น น�ำไปให้หลวงพ่อสนธ์ท่านช่วยจัดการลงอักขระ และปลุกเสกให้เป็นอย่างดี แล้วน�ำตะกรุดที่ได้ มาหล่อ หลอมรวมกั บ พระปรุ ห นัง ที่ หั ก พังจากกรุ จ.อยุธยา จ�ำนวนหนึง่ โดยหลอม ตอนกลางคืน ปรากฏ พระจั น ทร์ เ กิ ด ทรงกลดและมี ละอองฝนบางๆ โดยหล่ อ พระ ตะกั่วเป็นพิมพ์สมาธิ จ�ำไม่ได้ว่า กี่องค์ ได้แจกหมดไปนานแล้ว

ครัง้ ที่ 4 ในปี พ.ศ. 2497 ตอนท่านย้ายไปอยู่ที่ อ.ธาตุพนม คิดว่าในยุคกึง่ พุทธกาลจะสร้างพระขึ้น เป็ น ที่ ร ะลึ ก สั ก 1 ชุ ด พระอิติเสริมฐาน จึงสะสมไคลพระธาตุพนม ได้พอสมควรก็พอดีถูกสั่ง ย้ายไปประจ�ำจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงท�ำความเพียรลบผง วิเศษด้วยแผ่นกระดานโหร โดยใช้เวลาตอนพักเที่ยงทุก วันเป็นเวลา 3 เดือนจากนัน้ ได้นำ� ไปให้อาจารย์ตรวจสอบ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จากนัน้ ได้ขอร้องสมาชิกสหกรณ์ที่ ช�ำนาญในการเดินป่า เข้าไปหาดินเจ็ดโป่งไม่ให้ซ�้ำกันที่ ดงแม่เพต (แม่เปรต) ซึ่งเป็นป่าดงดิบดุร้ายยิ่งนัก ได้รับ รายงานว่าขณะที่นงั่ พักเหนื่อยกันอยู่ที่โคนต้นไทรใหญ่ ก็ปรากฏเจ้าป่าได้มาเยือนกลางวันแสกๆ เกิดอาการ ตกใจมาก เจ้าป่าได้ถามว่า “สูมาเฮ็ดหยัง” จึงตอบไปว่า “มาเอาดินโป่ง” เจ้าป่าได้ถามต่อว่า “เอาไปเฮ็ดหยัง” จึงตอบไปว่า “นายประถมเพิ่นให้น�ำไปเฮ็ดพระ” เจ้าป่า ได้ฟังแล้วถอยหลัง 3 ก้าว แล้วกล่าวต่อไปว่า “สูอย่า เฮ็ ด อี ก เทื่ อ เด้ อ ” (ต่ อ ไปอย่ า ท� ำ อี ก นะ) แล้ ว ก็ จ ากไป ดินโป่งที่ได้มานี้ก็น�ำไปเก็บไว้ที่บ้านพักใครมาพักก็จะ ถูกเหยียบอกคล้ายถูกอ�ำ แต่คนในบ้านไม่เป็นไร เมื่อ รวบรวมผงวิเศษ ไคลพระธาตุพนม ผลึกน�้ ำผึ้งซึ่งใช้ แทนเกสร 108 จากนัน้ ได้น�ำมวลสารเดินทางมาจังหวัด ชลบุรี และรวบรวมมวลสารที่ชลบุรีได้เพิ่มเติมอีก แล้ว น�ำไปที่วัดป่าอรัญญิกาวาส อาราธนาท่านพระครูสิลิต สรคุณ (แฟ้ม) ขณะนัน้ เป็นรองเจ้าอาวาส ให้ชว่ ยจัดการ สร้างพระให้ หลวงพ่อแฟ้มท่านได้เอาพิมพ์พระปิดตา อิตเิ สริมฐานพิมพ์ใหญ่มาพิมพ์พระให้ได้จ�ำนวน 130 องค์ และได้ท�ำพิธีพุทธาภิเษก ส�ำเร็จในคืนนั้นเอง แต่ท่าน อ.ประถมเห็นว่ายังไม่ถึงจุดที่พึงพอใจ จึงได้น�ำไปถวาย ให้หลวงพ่อสนธิ์ วัดท่าดอกแก้วช่วยเสกให้อกี 1 ไตรมาส จึงเป็นอันเสร็จสิน้ พระชุดนีจ้ งึ จัดเป็นของวิเศษทีอ่ บุ ตั ขิ นึ้ อีกชนิดหนึง่ ครั้งที่ 5 ในปี พ.ศ. 2503 ท่าน ย้ายมาอยู่ที่อ�ำเภอบ้านนา จ.นครนายก ได้ให้ ช่างแกะพิมพ์พระจากงาช้างบ้าง หินอ่อนบ้าง แล้วเก็บ รักษาไว้จนปีพ.ศ. 2502 ท่านได้ย้ายมาด�ำรงต�ำแหน่ง ประจ� ำ ส� ำ นั ก สหกรณ์ จั ง หวั ด ระยอง ไม่ ใ ช่ ส หกรณ์ อ� ำ เภอบ้ า นค่ า ย ตอนนั้น ได้ เข้ า ฝึ ก สมถะกรรมฐานที่ วัดลุ่มมหาชัยชุมพล อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อเห็นว่าสมาธิ 7

พอไปได้แล้ว จึงคิดที่ จะท�ำการลบผงวิเศษ ขึ้นอีกขนานหนึ่ง ซึ่ง ตามต�ำราเรียกว่า “ผง ปถมั ง อิ ธ ะเจ” หรื อ ผงปถมังแฝดก็เรียก โดยเริ่มลงนะปถมังแล้วลบต่อไป จนถึงอิธะเจตะโสทัฬหัง คัณหาหิ ถามะสา และต่อถึง มุทจุ ติ ตัง ภัทเทเอหิ เรียกว่า “ผงอ่อนใจรัก” ผสมด้วยตัว ยาตามต�ำราบังคับ บดแล้วปั้นเป็นแท่งได้ 7 แท่ง ต่อมา ได้ถวายหลวงพ่อวัดป่า ท่านเจ้าคุณวรพรตปัญญาจารย์ (หลวงปู่เฮี้ยง) ไป 5 แท่ง ต่อมา ท่ า นได้ ก ระซิ บ ว่ า ผงแท่ ง ที่ ให้ มานั้ น ไม่ ไ ด้ ส ร้ า งพระเองแต่ หมดไปแล้วเนื่องด้วยคุณประดับ เจริญพงษ์ ปลัดจังหวัดระยอง ได้ รับบัญชาจากส�ำนักพระราชวัง ให้ ห าผงของหลวงพ่ อ แก้ ว วั ด เครือวัลย์ เพื่อน�ำไปเป็นส่วนผสมในการสร้างพระก�ำลัง แผ่นดิน (พระจิตรลดา) ท่านจึงได้มอบให้ไป 2 แท่ง ครัง้ หลังได้มาขออีกจึงให้ไปทั้งหมด เนื่องจากได้มีการเอา ผงแท่งดังกล่าวนี้ไปให้ท่านปรมาจารย์ ผ่อง จินดา แห่ง วัดจักรวรรดิร์ าชาวาส ตรวจสอบ แล้วรับรองว่าใช้ได้ ท่านได้น�ำ ผงวิ เ ศษนี้ ไ ปผสมกั บ ผงโสฬส มหาพรหมที่ใช้ในการสร้างพระ “มงคลมหาลาภ” แล้วน�ำไปสร้าง พระพิ ม พ์ เนื้ อ ดิ น เผาและพระ ปิดตาคลุกรักถวายให้ทา่ นหลวงปู่ ทิม อิสริโก ช่วยเสกให้ ทีแรกท่านปฏิเสธ ท่านอาจารย์ ก็เลยทิ้งพระชุดนี้ไว้ที่วัด ต่อมาท่านแอบไปที่วัดไปหา ก�ำนันเสถียร ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ ได้รับค�ำบอกเล่าจาก หลวงปู่ทิมว่า “ไอ้คนนี้มันเก่ง ขนาดพระยังไม่ได้เสก แสงก็พงุ่ ออกแพรวพราวไปหมด พวกเอ็งมองไม่เห็นหรอก” ซึ่ ง ถื อ เป็ นความวิ เศษของผงที่ น�ำมาผสมสร้างองค์พระนัน่ เอง ต่างหาก ซึ่งต่อมาภายหลังเรียก พระชุดนีว้ า่ พระผงโสฬสมหาพรหม

8

ครั้งที่ 6 ในปี พ.ศ. 2504 ท่านได้สร้างพระปิดตาจิ๋ว ถวายพระเดชพระคุณ พระอริ ย คุ ณาธาร ที่ พ ระอุ โบสถวั ด เทพศิ ริ นทราวาส ในคณะที่นงั่ ปรกมี พระอริยคุณาธาร (วัดเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น) พระวรพรตปัญญาจารย์ (หลวงปู่เฮี้ยง) วั ด ป่ า อรั ญ ญิ ก าวาส จ.ชลบุ รี พระอาจารย์ บุ ญ มี วั ด โพธิส์ มั พันธ์ จ.ชลบุรี โดยมีทา่ นเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต ยืนแผ่เมตตาส่งพลังจิตอยู่ภายในพระอุโบสถ ครั้งที่ 7 ในปี พ.ศ. 2505 ท่ า นท� ำ พิ ธี ส ร้ า งรู ป หล่ อ หลวงพ่อ แอ่ว อดีตเจ้าอาวาส วั ด ป่ า ประดู ่ อ.เมื อ ง จ.ระยอง และได้นิมนต์หลวงพ่อเงิน วัด ดอนยายหอม หลวงปู่นาค วัด ระฆัง หลวงปู่ทิม อิสริโก สร้าง พระเนือ้ ผงคลุกรักโดยใช้แบบพิมพ์ หลวงพ่อเงินสร้างไว้ 56 องค์ ครั้งที่ 8 ในปี พ.ศ. 2505 ท่านได้ไปเป็นพิธีกรในงานพุทธาภิเษก พระพุทธ สิ หิ ง ค์ จึ ง ได้ น� ำ พระปิ ด ตาบิ น เดี่ ย ว และพิ ม พ์ ป ิ ด ตา แขนอ่ อ น ผงโสฬสมหาพรหม ที่ ห ลวงปู ่ ทิ ม อิ ส ริโก ท่านเสกไว้แล้วกว่า 100 องค์ น�ำมาเข้าพิธี ปรากฏว่า ไม่เหลือแม้แต่องค์เดียวเพราะพรรคพวกแย่งกันไปหมด ครั้งที่ 9 ในปี พ.ศ. 2506 สร้างพระสัตตะนาเค (พระนาคปรกขนาดจิ๋ว) และ พระปิดตาเล็กเนื้อผงคลุกรัก ให้ท่านพระครูอรรถโกศล (หลวงพ่อทาบ) วัดกระบกขึ้นผึ้ง อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เพื่อช่วยหาเงินสร้างพระอุโบสถที่ยังสร้างค้างอยู่ ท่าน จึงให้ผงวิเศษไป 1 บาตร และจัดหาแม่พิมพ์ให้ ตัวท่าน เป็ น เจ้ า พิ ธี พุ ท ธาภิ เษก แต่ มี ข ้ อ แม้ ว ่ า ต้ อ งไปนิ ม นต์

หลวงปูท่ มิ อิสริโก มาเป็นประธานในการปลุกเสก ซึง่ สร้าง ครั้งที่ 13 ในปี พ.ศ. 2513 พระได้ประมาณ 5,000 องค์ พระบางส่วนได้บรรจุใต้ฐาน ท่านได้สร้างพระปิดตาจัมโบ้ 14 องค์ พระรูปสมมุติ 72 องค์ พระปิดตาหลวงปูแ่ ย้ม วัดด่านส�ำโรง หน้าเดียว พระประธาน (ปัจจุบันถูกน�ำออกมาแล้ว) และแบบสองหน้า จ�ำนวน 100 องค์เศษ พระสามเหลีย่ ม หน้าหมอนหลังอูม 10 กว่าองค์ให้ทา่ นเจ้าคุณนรฯ อธิษฐาน ครั้งที่ 10 ในปี พ.ศ. 2506 ท่านพล.ต.ต.พิบลู ภาษวัฒน์ ท่านได้สร้างพระพุทธรูป จิต ขึ้นหลายองค์เพื่อถวายตามวัดต่างๆ ซึ่งได้นิมนต์ พระ อริยคุณาธาร มาเป็นองค์นั่งปรก ในพิธีท่านอาจารย์ ทราบเช่นนัน้ จึงรีบเดินทางกลับ จ.ระยอง ตัง้ ใจว่าจะสร้าง พระขึ้นในโอกาสนี้ ซึ่งท่านเองก็มีแม่พิมพ์ ตัวผงตัวยา อยู่พร้อมมูล จึงเร่งสร้างพระขึ้นมาโดยใช้สถานที่วัด โขดทิมทาราม ใช้ดินขุยปู 108 ดินสังเวชนียสถาน 4 แห่ง กบิล ว่านต่างๆ เกษรดอกไม้บูชาพระ ผงโสฬสมหาพรหมของโยคีฮาเล็บ ครั้งที่ 14 ในปี พ.ศ. 2517 และผงรวมคณาจารย์ ต่างๆ แล้ว สร้างพระปิดตาและพระผงด�ำ พิมพ์เป็นพระ 2 แบบ คือ แบบ วัดถ�้ำผาปล่อง สร้างครั้งแรก ให้ พระควัมปติ (พระปิดตา) จ�ำนวน คุณธงชัย อุดมความสุข น�ำไปให้ 500 องค์ หลังพิธีมอบให้ พระอริยคุณาธาร น�ำไปแจก หลวงปูส่ มิ พุทธาจาโร ท่านปลุกเสกให้ ในงานทอดกฐินของ วัดเขาสวนกวาง ทัง้ หมด อีกแบบพิมพ์ ประมาณพระ 550 องค์เศษ สร้าง เป็นรูปสีเ่ หลีย่ ม ฐาน 3 ชัน้ มีเนือ้ แดงและเนือ้ ด�ำ สร้างได้ ครัง้ ที่ 2 ให้หลวงปูท่ มิ หลวงปูโ่ ต๊ะ ประมาณ 250 องค์ ส�ำหรับแจกในพิธีซึ่งแจกในงาน ปลุกเสก ให้ หลังจากแจกจ่ายพระ ไปประมาณ 108 องค์ พิธีกรรมนีจ้ ัดขึ้นที่ศาลาวัดช้าง ทีส่ ร้างครัง้ ที่ 2 จนหมดก็สร้างขึน้ อีก 300 องค์ให้หลวงปูม่ น่ ธัมมะ ต.บ้านนา จ.นครนายก จิณโน วัดเนินตามาก หลวงพ่อแพ วัดพิกลุ ทอง และหลวงปูส่ มิ พุทธา ครั้งที่ 11 ในปี พ.ศ. 2508 สร้ า งพระเนื้ อ ดิ น หลายพิ ม พ์ ในงานพุ ท ธาภิ เษก จาโร ปลุกเสกให้ พระพุทธสิหงิ ค์ จ.ระยอง พระทีส่ ร้างส่วนใหญ่นำ� ไปถวายให้ หลวงพ่อฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร และได้สร้างพระ ครั้งที่ 15 ในปี พ.ศ. 2518 เนื้อคลุกรักให้ท่านอธิษฐานจิตให้จ�ำนวนหนึง่ ไม่มากนัก สร้างพระปิดตาเนือ้ ผงคลุกรัก ขึน้ มา 3 แบบจ�ำนวน 100 องค์เศษและนิมนต์ให้หลวงปูห่ ลวงปูม่ น่ ธัมมะจิณโน วัดเนินตามาก ปลุกเสกให้ ครั้งที่ 12 ในปี พ.ศ. 2512 สร้ า งพระมหากั จ จายนะ เนื้อผงโสฬสมหาพรหมคลุกรัก จ�ำนวน 108 องค์ให้หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ฯลฯ โดยท� ำ พิ ธี พุ ท ธาภิ เ ษกที่ วัดมกุฏกษัตริยาราม พระปิดตาผงโสฬสมหาพรหม พระปิดตาผงโสฬสมหาพรหม พิมพ์เข่าตรง

พิมพ์เข่าโค้ง

9

ครั้งที่ 16 ในปี พ.ศ. 2518 สร้างพระปิดตาและสมเด็จสารพัดดีให้ คุณนิยม วุฒิธ�ำรง แล้วน�ำไปให้ท่านหลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่า อุดมสมพร ช่วยอธิษฐานจิตให้ ครั้งที่ 17 ในปี พ.ศ. 2525 สร้างพระพุทธสองศรีศตวรรษรัตนโกสินทร์ เป็น พระผงดินเผา ให้คุณ นิยม วุฒิธ�ำรง ในวาระฉลองกรุง รัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี จ�ำนวน 2525 องค์ แล้ว น�ำไปให้ หลวงปูบ่ วั วัดกระนวน จ.ขอนแก่น และหลวงพ่อ อุตมะ วัดวังวิเวการาม ปลุกเสกให้ หลังจากนั้นท่าน อ.ประถม ได้วางมือ หยุดสร้าง หยุดเป็น พิธีกร และหยุดพัก คงเหลือแต่ การเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา กว่ า 60 ปี ของที่ ท ่ า นแจกไป จ�ำนวนมาก ก็ล้วนแต่มีประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังเป็น ภาคปฏิบตั ิ เพราะท่านเป็นนักค้นคว้า นักศึกษา นักทดลอง นักปฏิบตั ิ ลงมือค้นหาค้นคว้า ศึกษาเรือ่ งมวลสาร ตัวยา และการลบผงวิเศษ พระที่ท่านสร้างส่วนใหญ่เป็นพระ คลุกรัก ส่วนพระเนื้อดินเผาจะมีบ้างในช่วงแรกๆ เช่น พระท่าดอกแก้ว พระวัดช้าง อ.บ้านา จ.นครนายก พระ

10

หลวงปู่ทิม อิสริโกบางพิมพ์ พระพุทธสองศรีศตวรรษ รัตนโกสินทร์ เป็นต้น พระคลุกรักท่านได้รบั การถ่ายทอด จากท่านอาจารย์แฟ้ม วัดป่าชลบุรี ซึ่งเป็นวัดที่สร้าง พระคลุกรักไว้มากมายหลายพิมพ์ มวลสารที่น�ำมาสร้าง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นของวิเศษ ท่านให้ความส�ำคัญทั้งการ สร้าง การเสก เพราะเมื่อเริ่มต้นดี มีอาจารย์เก่ง ของที่ สร้างออกมาจึงมีคุณภาพทุกรุ่น ท่าน อ.ประถมเป็นนัก แจกพระ แจกจนบางพิมพ์ไม่มีเหลือให้เห็น จะหามา ถ่ายรูปยังไม่ได้ นอกจากนัน้ ท่านยังศึกษาวิธีการใช้พระ ก็โดยการบอกเล่าถึงเรื่องราวประสบการณ์คือ จะต้อง รู้ว่าจะใช้พระอย่างไรให้มีคุณภาพ มีของดีแต่ใช้ไม่เป็น ก็น่าสงสาร การเล่นพระแบบตามๆ กันไป ศึกษาแต่รูป แค่สอ่ งพระ จ�ำรูป จ�ำเนือ้ จ�ำต�ำหนิ ส่องๆ กันไป ประกวด กันไป ปัน่ ราคาให้สงู พระเลยกลายเป็นของเล่นเป็นตุก๊ ตา เป็นนางงามประกวดกันรับรางวัล เมื่อได้พระมาก็ถาม ว่า มาจากรังไหน ไปตีมาจับมาเท่าไหร่ ใช้คำ� เปรียบเทียบ แค่ เดรั จ ฉาน ก็ เ ล่ นกั น แบบนี้ ในวงการจึ ง เต็ ม ไปด้ ว ย เซียนที่ต้มตุ๋น หลอกลวง ไม่มีความจริงใจในวงการ มี แต่เรื่องผลประโยชน์โฆษณาเกินจริง ท่านจึงไม่ค่อยยุ่ง กับวงการ ศึกษาหาความรู้แบบเงียบๆ ลูกหลานที่รู้และ เข้าใจจึงรบเร้าให้เขียนให้เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ของ ท่านสู่กันฟัง

สารบัญ ค�ำน�ำ ประวัติโดยสังเขป การเดินรังสีในพระเครื่อง หรือศิลปการใช้พระเครื่อง ศิลปะการใช้พระเครื่อง หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์วรวิหาร พระภควัมปติ และพระปิดทวารทั้งเก้า นางพญาพิษณุโลก กรุฐานชุกชี สมเด็จพระบัณฑูร พระพิมพ์วัดสามปลื้ม พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้า พระกริ่งคลองตะเคียน พระพิมพ์วัดเก๋งจีน จอมอภินิหารแห่งภาคตะวันออก พระเครื่องวัดสามจีน แก้ความเข้าใจผิดในเรื่องพระว่านจ�ำปาศักดิ์ และพระแก้สินบน ความพิเศษของลูกอม คุยกันเรื่องพระ ของดีหลังเหรียญ เรื่องของรัก หลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาธ จากอนุทินของหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค พระสมเด็จพิมพ์มโนมยิทธิ เรื่องของคุณ พระแท้ๆ ของพุทธ อรรถกถาธิบายตัวโลหะสร้างพระกริ่งพระชัย กรรมวิธีการเก็บตัวยาใบไม้รู้นอน 7 สิ่ง มหาพิธีกรรมสร้างและพุทธาภิเศก พระกริ่งไภษัชคุรุ พระเครื่องเจ้าคุณพรหมมุนี วัดราชประดิษฐ์ ถ้อยอัปวาทะในวงการ เกร็ดความรู้เรื่องเพิ่มเติมในการสร้างพระมงคลมหาลาภ ประสาธน์พรป้อนสุขปีใหม่ ความหมายของเลข ปัจฉิมโอวาท รายนามผู้ร่วมสมทบจัดท�ำหนังสือ ปู่เล่าให้ฟัง ฉบับสมบูรณ์

1 5 12 21 28 33 39 41 47 53 72 74 77 78 84 88 102 106 109 114 118 122 135 145 149 152 162 164 167 170 171 172 173 11

การเดินรังสีจิตในพระเครื่อง หรือศิลปการใช้พระเครื่อง ปรัศนี ประชากร (เขียนเมื่อ ปี พ.ศ. 2525) พระเครื่องเป็นอิทธิวัตถุที่นิยมฝังใจกันมาช้านาน บางคนถือเป็นสิ่งจ� ำเป็นส�ำหรับชีวิต จะขาดเสียมิได้ หากวันใดลืมแขวนพระจิตใจจะไม่สบายคล้ายขาดความ สมบูรณ์ในจิตใจ ยิง่ เคยผ่านอุปสรรค และประสบการณ์ มาแล้วยิ่งรักหวงแหนปานแก้วตา ปัจจุบันพระเครื่อง รุ่นเก่าเป็นของหายากจะหาเช่าซื้อกันแต่ละองค์ก็ต้อง จ่ายกันอย่างแรงน่าใจหาย กระนัน้ ยังมีคนใจถึงกล้าสูร้ าคา ขอให้ถูกใจเป็นสู้ ใครจะเคยคิดบ้างว่าเหรียญหลวงพ่อ กลั่ น วั ด พระญาติ การาม จังหวัดอยุธยา ราคาเดิมท�ำบุญเพียง เหรี ย ญละ 1 บาท หากงามไม่มที ตี่ ิ มีคน กล้าสู้ราคาถึงเหรียญ ละ 50,000 บาท พระสมเด็จวัดระฆังราคาเช่าซื้อกันใต้ โคนมะขาม สมัยก่อนราคาเพียงองค์ละ 40 บาท ต่อมา ราคาเหยียบเรือนแสน ถ้าประกวดชนะรางวัลที่หนึ่ง 300,000 - 400,000 เจ้าของพระยังไม่อยากพูดด้วย มันก็ราคารถยนต์นั่งอย่างชนิดดีแหละครับ คนจนไหน จะกล้าใฝ่ฝัน นี่ผมไม่ได้อธิบายถึงฮั่งเซ้งพระนะครับ เพราะไม่มีอาชีพในทางนี้ รู้สึกว่าราคาพระเครื่องมีแต่ รุดหน้าไม่มีทีท่าว่าจะตกลงเลย เพราะของฝืดลง ค่าน�้ำ เงินเสื่อมตัว จึงเกิดการอนุรักษ์พระเครื่องในลักษณะ ต่ า งๆ กั น ที่ ห วงมากและมี เงิ นก็ ห าเช่ า ตู ้ นิ ร ภั ย จาก ธนาคารพาณิ ช ย์ เ ป็ น ที่ ฝ ากเก็ บ เพื่ อ ความปลอดภั ย บางคนไม่ ย อมฝากลงทุนสร้างกุฏิทองค�ำ ให้หลวงพ่ อ ปะเหมาะแถมฝังเพชรให้ด้วยซ�้ำ การดีซายน์แบบเต็ม ไปด้วยความวิจิตร พิสดารทันสมัย ตลับพระนางพญา พิษณุโลก จะประดิษฐ์ลักษณะให้โค้งเพื่อความชัดเจน ขององค์พระและมีรองในบังคับให้อยู่ที่รูปเหรียญพระ คณาจารย์ก็มีการเลี่ยมเพื่อรักษาสุนทรียภาพให้คงทน ถาวรสืบไป ราคาพระเครื่องและเหรียญพระคณาจารย์ จะสูงต�่ำย่อมเกี่ยวกับความคมชัดเจน 12

การใช้พระเครื่องในสมัยก่อน ถือว่าไม่มีราคาค่างวดสูง ไม่มีการ ประกวด นิยมใช้พก อม คาดแขน หรื อ ถั ก ลวด เลี่ ย มเปิ ด เรี ย กว่ า พระเจ้าเปิดโลก ที่เป็นรูปเหรียญ ก็ใช้แขวนกันโทนๆ แขวนกันจน ห่ ว งหลุ ด หายไปก็ มี ม าก ยิ่ ง เป็ น พระเนื้ออ่อน เช่น พระตะกั่วสนิมแดง ถ้าถูกถักด้วย ลวด และใช้แขวนไปนานๆ ลวดจะกัดเนื้อพระจมกร่อน ไม่มีวันจะลบหายได้ รู้สึกเป็นที่น่าเสียดาย การทะนุ ถนอมองค์พระนี้มีการระมัดระวังไม่ค่อยยอมให้ชมกัน ง่ายๆ เกรงเกิดการพลาดพลั้งตกหล่น เกรงนักเลงเก่า เล่ายี่ห้อน�ำพระไปเช็ดเหงื่อทดลองเงาสว่างท�ำให้พระ เสียผิวเดิม มีเรื่องเกิดที่สนามพระคือแทนที่จะส่องด้วย แว่นขยายกลับใช้นิ้วขัดองค์พระเล่น นิสัยเช่นนี้มักเป็น สิ่งเคยชินและติดตัวเป็นที่น่ารังเกียจของสังคม บางที เคยถามว่าขัดแล้วมีอะไรเกิดขึ้น ก็ตอบไม่ได้ บอกว่าขัด ไปอย่างนัน้ เอง ให้ชมพระสนิมแดงก็ขดั ดูเพราะเคยนิสยั ต่อไปใครจะคบหาด้วย อย่างรายที่สนามพระ เจ้าของ พระโดดเข้าชกหน้าทันที และเจอหน้าทีไรตรงเข้าไปชก ที่ นั่น เพราะความแค้ น เคื อ งที่ มื อ อยู ่ ไม่ สุ ข ไปขั ด พระ สมเด็จฯ องค์โปรดเข้า ท่านเจ้าคุณ ชลประทานธนารักษ์ นักพระเครื่องอาวุโสเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนสนาม พระอยู่ที่วัดเชิงเลนคือวัดบพิตรพิมุขปัจจุบัน วันหนึ่ง ท่านน�ำพระร่วงสนิมแดงออกโชว์ พระร่วงองค์นี้ท่าน กล้าเสี่ยงโดยน�ำเพชรน�้ำหนัก 3 กะรัตแลกมา ท่านขุน นักเลงพระผู้หนึ่งรับไปดูพร้อมกับควักตะไบ ซึ่งพกติด กระเป๋าท�ำท่าจะตะไบเนื้อพระดู ท่ า นเจ้ า ขุ น ร้ อ งห้ า มเสี ย งหลง โมโหจนหน้ า เขี ย วคล�้ ำ ถลก ผ้าม่วงจะเตะตาขุนบัดซบเสีย ให้ ไ ด้ นี่ แ หละครั บ เล่ น พระก็ ทุกข์เพราะพระ โกรธกันไปมาก รายแล้ว

ที นี้ ผ มจะพู ด ถึ ง การใช้ พ ระ เครื่อง รู้สึกว่าส่วนมากยังไม่รู้จัก วิธีการใช้พระเครื่อง ใช้วิธีตาม กันไป สมั ย แห่ ง พลาสติ ก เฟื ่ อ ง ราคาค่ า งวดในการอั ด พระก็ ย่อมเยาว์กว่าการจะไปเลี่ยมเงิน เลี่ ย มทอง รอเดี๋ยวเดียวก็ได้ใช้ บางคนสงสัยถามผู้ตอบปัญหาพระเครื่องก็ยืนยันทุกครั้ง ว่าไม่เป็นไรใช้ได้ ผู้ตอบปัญหาจะกล่าวยืนยันหนักแน่น ว่าหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉมิ พลี เคยกล่าวว่าไม่มีสิ่งใดจะ มากั้นรังสีจติ ได้ แม้มภี เู ขามาขวางกัน้ ถึง 300 ลูก รังสีจติ ยังสามารถผ่านได้สบายมาก นัน่ เป็นการปล่อยรังสีจาก ผู้ทรงฌาน ผิดกับการแผ่รังสีจากพระเครื่อง เครื่องอัด เทปกับม้วนเทปมันคนละเรื่อง สภาพมันไม่เหมือนกัน อย่าว่าแต่หลวงปูโ่ ต๊ะเลย แม้เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธ โฆษาจารย์ เจริญ ญานวร ท่านก็กล่าวเช่นนั้น แต่มัน อาจเป็นคนละแง่มุม ประเทศในยุโรปได้ชื่อว่าเป็นสถาบันศึกษาค้นคว้า ในด้านวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีการก่อตั้งสมาคมค้นคว้า เกี่ยวกับวิญญาณอย่างกว้างขวาง มีการทดลองจับตัว วิญญาณโดยสร้างตู้กระจกพิเศษขึ้นแล้วน�ำคนเจ็บใกล้ จะสิ้ น ใจไปขั ง ไว้ ในตู ้ ก ระจกนั้น เพื่ อ รอดู ผ ลของการ พรากวิญญาณจากกายเนื้อ โดยผู้ทดลองไม่เคยทราบ วิญญาณเป็นกายทิพย์ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เปล่า เมือ่ อยากจะเห็นก็เห็นเหมือนกันคือ ปรากฏเป็นแสง สีเขียวเรืองออกมาจากรูจมูกของคนไข้ลอยวนเวียนอยู่ ภายในตู้กระจก พยายามจะหาทางออก แต่ก็ออกไม่ได้ เพราะติดกระจก ทีส่ ดุ ก็กลับคืนเข้าไปในรูจมูกของคนไข้อกี และอยู ่ ในลั ก ษณะออกๆ เข้ า ๆ บั ด เดี๋ ย วคนไข้ ก็ ฟ ื ้ น บัดเดี๋ยวก็เงียบสลับกันไป จนที่สุดรออยู่ไม่ได้แสงเขียว เรืองก็ดันกระจกจนเกิดการระเบิดออกไป คนไข้จึงตาย สนิท จิตเป็นธาตุกายสิทธิ์ลี้ลับและมหัศจรรย์ ผู้ที่ฝึกจิต สามารถจะใช้ให้ท�ำประโยชน์อย่างพิสดาร เช่น จิตที่ ฝึกฝนจนบรรลุขั้นทิพยจักขุญาณ ย่อมจะมีคุณสมบัติ ยิ่งกว่ากล้องส่องทางไกล สามารถมองเห็นภาพกายเนื้อ แบบดาวเทียมแต่ยังเก่งกว่าดาวเทียม คือดาวเทียมไม่

สามารถบันทึกภาพใต้พิภพแต่จิตท� ำได้ จะเป็นตอไม้ วัตถุธาตุที่ฝังจมอยู่ใต้ดินเห็นหมด เจ้าประคุณสมเด็จ พุฒาจารย์ โต พรหมรังสี สามารถเห็นสิ่งฝังในดินลึก ประมาณ 1 วา โดยอัตโนมัติ มิต้องอาศัยการเพ่งด้วย อ�ำนาจฌาน ท่านมักไปทีว่ ดั กุฎดี าว จังหวัดอยุธยาบ่อยๆ เพื่อค้นทรัพย์แผ่นดินมาบูรณะถาวรวัตถุในพระพุทธ ศาสนา ท่านนัง่ อยู่วัดระฆังไฟไหม้ที่เมืองเพชรบุรีท่านก็ เห็น หลวงพ่อธมมวิตกโกนัง่ อยู่ที่วัดเทพศิรินทร์ ไฟไหม้ เมืองอังกฤษก็เห็น ท่านฤาษีสันตจิตนัง่ จากเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่นมองข้ามทวีปถึงประเทศอังกฤษและ ยังมองดูใต้ดินลึก 9 เมตรโดยศิษย์ผู้หนึ่งมีจดหมายมา เรียนว่า บ้านพักที่ประเทศอังกฤษอยู่ไม่เป็นสุขขอให้ ช่วยตรวจดู ปรากฏว่าเห็นโครงกระดูกฝังซับซ้อนกันอยู่ ถึง 3 ชั้น ท่านให้รื้อพื้นตึกและขุดกระดูกไปฝังที่สุสาน จะอยู่สบาย และก็ถูกต้องทุกประการ เช่นนี้เขาเรียกว่า นัง่ ทางใน สามารถเห็นกายหยาบ ยิง่ ไปกว่านัน้ ยังสามารถ ดูกายทิพย์ซงึ่ มีความละเอียดแตกต่างกัน เช่นกายมนุษย์ ละเอี ย ด กายเทพละเอี ย ด กายพรหมละเอี ย ด กาย พระโสดาละเอียด กายพระสกิทาคาละเอียด กายพระ อนาคามีละเอียด กายพระอรหันต์ละเอียด ดวงตาของ ท่านผู้ทรงฌานย่อมจ�ำแนกไปตามชั้นภูมิและวาสนา บารมีคอื ตาใน ตาทิพย์ ตาแก้ว ตาพุทธะ จิตมีคณ ุ ลักษณะ แบบคลื่นส่งวิทยุทางไกลคือสามารถสนทนากันในระยะ ทางไกล และรูเ้ รือ่ งชัดเจนเหมือนคุยกันธรรมดา สงสัยว่า อาจเห็นหน้ากันเพราะแต่ละท่านล้วนได้ทิพยจักขุญาณ ท่านฤาษีสันตจิตเคยเล่าให้ฟังว่าวิชาของพระพุทธองค์ ต้องทดลองตามคัมภีร์ กาละมะสูตร ท่านก�ำหนดให้ คณะศรัทธาไปนัง่ รวมกลุ่มกันห่างจากท่าน 8 กิโลเมตร ท่านเทศนาให้ฟงั แล้วมาสอบดูปรากฏว่า ทุกคนได้ยนิ เสียง ท่านชัดเจนดี ตามหลักของตะโมภิกขุ กล่าวว่าเป็นการ ส่งเสียงทางลมปราณ จิตเป็นมโนมยิทธิ คือการแสดง ฤทธิ์ ท างใจ สามารถถอดกายทิ พ ย์ จ ากกายเนื้ อ ได้ นิยมเรียกระหว่างผู้ปฏิบัติธรรม ว่าการเดินกาย ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรง ถอดพระวรกาย ทิ พ ย์ ไ ปโปรดพระองคุ ลิ ม าน ซึ่ ง จะกระท� ำ มาตุ ฆ าต อั น เป็ น อนันตริ ย ะกรรม สิ้ น โอกาสจะ บรรลุ ม รรคผลนิ พ พานเป็ น ผล 13

ส� ำ เร็ จ สมั ย ปั จ จุ บั น หลวงพ่ อ โอภาสี ถ อดกายทิ พ ย์ ไ ปเที่ ย ว ประเทศอินเดีย หลวงพ่อธัมม- วิ ต ตโก ถอดกายทิ พ ย์ ไปเยี่ ย ม คนไข้ ที่ ป ระเทศอเมริ ก า ฤาษี แถบภูเขาหิมาลัยถอดกายทิพย์ ไปสนทนากั บ โปรเฟรสเซอร์ ที่ ประเทศอังกฤษ อาจารย์ของผมท่านหนึ่งเคยทดลอง ถอดกายทิ พ ย์ อ อกบิ ณฑบาต ท่ า นน� ำ บาตรมาตั้ ง ตรง หน้าแล้วเข้าสมาบัติว่าเดินไปรับบิณฑบาต เห็นมีอาหาร ในบาตรและแกล้งถามญาติโยมก็ยืนยันว่าท่านลงจาก เขาไปบิณฑบาต จิตส�ำเร็จเจโตปริยญาณ ผมทดลองมา 3 ครั้ง ครึ่งหนึง่ ที่อ�ำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ผม กับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งนับถือเสมือนพี่ ช่วยกันถ่อเรือ จะไปหาหลวงพ่อหวา เพื่อซักถามข้อธรรมบางประการ คือ วิชาสามกับพระนิพพาน ระยะทางห่างวัดประมาณ 5 กิโลเมตร พอกราบท่านๆ ก็อธิบายเสร็จ ท�ำเอาเรา หันมองหน้ากัน ท่านกล่าวว่าขนาดนี้ยังไม่เก่งระยะ 5-6 กิโลเมตร ทราบว่าใครจะมาหา หญิงกี่คนชายกี่คน ถ้า คิดว่าตัวเก่งต้องสอบตกแน่ ต่อมาผมลองดูระยะ 100 กิโลเมตรกับหลวงพ่อฝัน้ อาจาโร คือตัง้ ใจจะน�ำภัตตาหาร ไปถวายหลวงพ่อและพระเณร ระยะทางจากสกลนคร ถึงวัดที่ท่านพ�ำนักประมาณ 100 กิโลเมตร เกรงรถวิ่ง ไม่ทันเลยบอกว่าหลวงพ่อนิมนต์ก่อน ขณะนัน้ พระเณร เตรียมกระท�ำภัตกิจแล้ว หลวงพ่อห้ามว่าอย่าเพิ่งฉัน รออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง พระเณรนัง่ งง หลวงพ่อคอย ผมคนเดียวจริงๆ ครั้งที่สามทดลองกับหลวงพ่อ ธัมม- วิตตโก ยอดจริงๆ ครับ ใช้วิธีเรียกชื่อในใจในระยะไกล ท่ า นหั นขวั บ ทั นที่ ลองใหม่ ก็ เป็ น เช่ นนั้น ต้ อ งเข้ า ไป กราบท่าน ท่านยิ้มด้วยความปราณี ของจริงต้องพิสูจน์ ได้ แต่ที่ร้ายกว่านั้นระยะทางจากวัดป่าอุดมสมพรกับ กรุงเทพฯ มั น ใกล้ อยู่เมื่อไร มีศรัทธาที่กรุงเทพฯ จะ ท�ำบุญบ้าน พอได้เวลาสามทุ่มก็ร�ำลึกถึงว่าลืมนิมนต์ หลวงพ่อฝั้นและก็ไม่ทันเสียแล้ว รุ่งเช้าหลวงพ่อมาถึง แต่ 6 โมงเช้า ไม่ทราบว่าโดยสารยานวิเศษอะไรมา และเรื่องหลวงพ่อออกจากวัดนัน้ ดังที่สุดใครๆ จะต้อง รู้กันและกรุงเทพฯ จะต้องมีผู้ไปรับกันอย่างครึกครื้น เรื่องนี้เคยออกอากาศ ความจริงเป็นกายทิพย์ต่างหาก มิฉะนัน้ รับรองว่าเป็นการเดินกายเนื้อ เพราะผู้ที่ส�ำเร็จ 14

เพียงอภิญญา 5 นัน้ สามารถจะ กระท�ำฤทธิ์เหาะเหินเดินฟ้าได้ บันทึกตอนหนึง่ ของท่านอาจารย์ บุญนาค โฆโส สายพระอาจารย์ มั่น เรื่องเที่ยวกรรมฐาน บันทึก ไว้ว่า ขณะที่ยังเป็นสามเณรได้ ธุ ด งค์ ไ ปพบกั บ พระภิ ก ษุ ห นุ ่ ม เป็นพระภิกษุทางจังหวัดหลวงพระบาง อยูไ่ ด้ 25 พรรษา พอมาถึงริมฝั่งแม่น�้ำโขง ท่านสาธุวันดี ก็เดินข้ามแม่น�้ำ โขงไปเฉิบๆ ท่านต้องนัง่ มองอยู่ริมฝั่งน�้ำเพราะไม่มีวิชา บุกน�้ำข้ามธาร อีกตอนหนึ่งท่านได้เดินทางอย่างเหน็ด เหนื่อยยังหาที่ปักกลดเหมาะสมไม่ได้จึงด้นดั้นขึ้นภูเขา ขณะนัน้ ประมาณสี่ทุ่มแล้ว พอนัง่ ลงพักเหนื่อยเห็นพระ ภิกษุชรารูปหนึง่ เหาะลอยลงมาบนบ่าหาบผลมะเดื่อเต็ม หาบ พอเห็นพระอาจารย์บุนนาค ก็ชวนฉันผลมะเดื่อ พระอาจารย์บุญนาคปฏิเสธเพราะเป็นเวลาวิกาล และ ถามไปว่าคนหรือผี ภิกษุชราตอบว่าไม่ใช่ผีเป็นพระ รอ สักพัก ท่านก็กล่าวลา พระอาจารย์บุนนาคถามว่าจะไป ทีใ่ ด พระภิกษุชราตอบว่า จะเทีย่ วไปในจักรวาล ว่าแล้ว หาบผลมะเดื่อเหินฟ้าลับสายตาไปท่ามกลางความสลัว อ้างว้างของแสงจันทร์ สักพักเป็นงูใหญ่ตรงเข้ารัด พระ อาจารย์บุนนาคใช้หางจี้ตามรักแร้ไม่ท�ำอันตราย แล้วงู ก็หายไป (ความจริงผลไม้นนั้ เป็นยาอายุวัฒนะชนิดหนึง่ ท่านทราบว่าพระอาจารย์บุนนาค มีอายุสั้นจึงน�ำไปให้ แต่พระอาจารย์บุนนาคไม่มีวาสนาเอง) หลวงปู่องค์นี้ อายุยืนกว่า 200 ปี เรียกกันว่าหลวงปู่ด�ำ น่าจะเป็น อาจารย์ของท่านอภิชิโตภิกขุ อ�ำนาจจิตนี้หากบรรลุขึ้น แล้วสามารถที่จะอธิษฐานได้ตามความปรารถนา บรรจุ พลั ง ลงในวั ต ถุ ธ าตุ ธ รรมดาจนกลายเป็ น อิ ท ธิ วั ต ถุ อันวิเศษ คล้ายกับการอัดเทปแต่เทปเก็บไว้นานมีการ เสื่ อ ม พลั ง อธิ ษ ฐานจิ ต ของพระสุ ป ฏิ ป ั น โนหรื อ พระ อรหันต์เสือ่ มตัวช้า ถ้าผูเ้ สกสร้างรูจ้ กั การใช้ธาตุประกอบ จะเกิดผลดังนี้ อาโปธาตุคือธาตุ น�้ ำ มี ลั ก ษณะอ่ อ นโยนบั ง เกิ ด ประสิทธิภาพทางเมตตา ถ้าจะให้ กันปืนก็เป็นได้ เพราะน�้ำเป็นศัตรู กั บ ดิ น ปื น ท� ำ ให้ เ ปี ย กชื้ น ใช้ เตโชธาตุคือธาตุไฟ บังเกิดอ�ำนาจ ขับไล่ภูตผีปีศาจเพราะไฟมันร้อน

ใช้ ป ถวี ธ าตุ คื อ ธาตุ ดิ น มี ลั ก ษณะแข็ ง แกร่ ง เกิ ด สภาพ คงทน ใช้ ว าโยธาตุ คื อ ธาตุ ล มผลั ก ดั น ให้ บั ง เกิ ด การ แคล้วคลาดหรือต่อต้านกระสุนปืน ให้ถูกหนักเป็นเบา ในสภาพสูญญากาศ ฟังดูน่าเลื่อมใส แต่ทุกวันนี้ ไม่ว่าพระวิเศษเลิศล้นสักปานใดราคา แสนราคาล้านทราบว่าถึงจุดดับทุกราย น้อยนักที่จะได้ ฟังถึงปาฏิหาริย์ ทหารต�ำรวจตายไปไม่ทราบเท่าใดแล้ว ความจริง ก็ไม่อยากพูดเพราะเป็นมีดสองคม ถ้าเกิด อันธพาลทราบเรื่องนี้แล้วเกิดเชื่อต�ำรวจแย่แน่ แต่ใน ทางตรงข้าม เกิดต�ำรวจเชื่ออันธพาลก็แย่เหมือนกัน ทุกวันนี้ใช้พระกันยังไม่เป็น เป็นแต่ดูพระด้วยแว่น จัด ประกวดพระขายพระเท่านั้น นอกจากไม่เป็นแล้วยัง ชวนให้ผู้อื่นรับเคราะห์กรรมไปด้วย จึงนับว่าเป็นกรรม ที่ จ ะต้ อ งชดใช้ในการแนะแนวทางที่ผิด สมกั บ ที่ ไม่ รู ้ อยากอวดรู้ ไม่เคยศึกษาวิชากายหัตถรังสี ไม่เคยศึกษา เรื่องฉนวนกั้น ขณะที่ก�ำลังเขียนเรื่องอยู่นี้ มีเซียนพระ ชั้นกรรมการของชมรมพระเครื่องจังหวัดระยองหน้าตา เลิกลั่กเข้ามาหาตะโกนว่า อาจารย์ครับเสี่ยนวยถูกยิง ด้วยปืนเอ็ม 16 ตายคารถทั้งๆ ที่คอมีเหรียญหลวงพ่อ คงบางกระพร้อม เหรียญหลวงพ่อแดงวัดเขาบันไดอิฐ และของอื่นซึ่งวงการรับรองแล้วทั้งนั้น จึงถามว่าพระ และเหรียญที่กล่าวนัน้ เสี่ยอัดพลาสติกหมดใช่ไหม เขา ตอบว่าใช่จงึ บอกว่าช่วยไม่ได้ ใช้พระไม่เป็น จึงต้องเสียที เขา อย่าว่าแต่ระยอง แม้ชลบุรี เมืองกาญจน์ เมืองเพชร ที่ไหนๆ ก็เช่นกัน ลักษณะการเดินของรังสีจิตกับรังสีจิตที่อยู่ในสภาพ ถูกบรรจุในวัตถุมันต่างกัน ไฟฟ้าไม่เปิดสวิตมันก็ไม่เกิด แสงสว่าง การกรอกน�้ำลงในขวดเสร็จแล้วรินออกได้ แต่ถ้าปิดจุกมันก็ไหลออกไม่ได้ สายไฟฟ้าดูดคนตาย แต่ ถ้าใช้สายยางห่อหุ้มมันก็ท�ำอันตรายเราไม่ได้ ถ้าเกิดรั่ว ก็เป็นอันตราย กระแสน�ำ ้ กระแส ไฟฟ้า มีทางเดินคล้ายกระแสจิต ไปกั้ น มั น เข้ า มั น ก็ ไม่ มี ท างออก ถึ ง จะออกได้ ก็ ชั ก ช้ า ไม่ ทั น การ เป็นเช่นนี้พระสมเด็จราคาแสน จึงไม่สามารถช่วยอะไรได้ เห็นตาย สนิททุกราย ใครว่าใช้พระสมเด็จ

แล้วไม่ตายโหง อาจเป็นได้ ถ้า รู้จักการใช้ นายแพทย์ประจ�ำ วั ช รปานเคยกล่ า วว่ า ผู ้ ใดที่ มี พระร่ ว งหลั ง รางปื น สนิ ม แดง กรุ วั ด พระศรี รั ต นมหาธาตุ สวรรคโลก เรือ่ งการตายโหงแล้ว รั บ รองไม่ มี ส� ำ หรั บ เหตุ ผ ลใน ข้อนี้วินิจฉัยยากเพราะพระร่วงชนิดนี้มี จ�ำนวนน้อย ราคาสูงมาก และมักอยูก่ บั ผูม้ ชี ะตาวาสนาสูงส่ง โอกาส ที่จะผจญอันตรายมีเปอร์เซ็นต์น้อย แต่ก็ปรากฏแล้วว่า ผู้ที่แขวนพระร่วงชนิดนี้ และเป็นองค์ที่ได้รับรางวัลที่ หนึง่ ชนะการประกวดมาแล้วตายโหงไปแล้วว่าไงครับ วงการเงี ย บกริ บ ควรออกหนัง สื อ แสดงการตายของ พระเครือ่ งเสียบ้าง จะได้หยุดเล่นกันเสียที เล่นไม่ยตุ ธิ รรม เซียนพระผู้ยิ่งยงสองท่านขอสงวนนาม คนหนึ่งดูพระ สมเด็จเก่งชะมัดถูกตีที่ศีรษะเย็บ 15 เข็ม อีกคนหนึ่ง แขวนพระสมเด็จเต็มคอถูกฟาดด้วยเก้าอี้เหล็ก ฐานไป หลอกลวงเขาเย็บ 18 เข็ม เท่านัน้ ครับไม่มากมาย อะไร ทหารปฏิ บั ติ ก ารรบที่ จั ง หวั ด ชายแดนแขวนพระชนิด สายนับได้ 108 องค์ เก๊ดีผมไม่ทราบ ทราบแต่เลี่ยม อัดหมดโดนสหายตอกด้วยปืนอาก้าเบาะๆ หยุดพูดเลย ต้องเชิญอาจารย์ชุมไชยคีรีไปแสดงอรรถาธิบาย คงมี พระของท่านปนอยู่ด้วย อาจารย์ชุมบอกว่ามันถึงคราว ตาย ส�ำหรับศาสตร์นี้จะอธิบายในตอนหลัง ผมจะยก ตัวอย่างในการใช้พระอัดพลาสติกให้ดูสักหลายเรื่อง 1. รู ป ไหว้ ห ้ า ครั้ ง ของเจ้ า ประคุ ณ สมเด็ จ พระพุ ท ธ โฆษาจารย์ เจริญ ญาณวร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลือชื่อ มาช้านานในด้านกันภูตผีปีศาจ ศิษย์หน้าวัดเขา บางทรายมีอาชีพขับรถยนต์รับจ้างถูกผีเข้าขณะที่ มีรูปไหว้ห้าครั้งติดตัว เขาเชื่อพระคุณเจ้าว่าไม่มี อะไรกางกั้นกระแสจิตได้ จึงน�ำไปเลี่ยมอัดพลาสติก และได้ รั บ ผล ผี มั นคอยโอกาสมานานแล้ ว เกิ ด สงสัยจึงน� ำไปพิจารณาทางในดูปรากฏว่ารังสีจิต หมุนวนอยู่ภายในกรอบพลาสติก ไม่สามารถออก มาได้ จริงตามที่เล่าลือ อีกรายหนึ่งถูกสุนัขที่บ้าน กัดเข้าก็มีรูปไหว้ห้าครั้งอัดพลาสติกเช่นเดียวกัน ความจริ ง ของๆ ท่ า นเก่ ง ทางเขี้ ย วงา และเคย ปรากฏความศักดิ์สิทธิ์มาแล้วมากครั้ง 15

2. เพื่อนฝูงคนหนึง่ เป็นหัวหน้าส่วนรัฐวิสาหกิจ แขวน 6. มี ผู ้ แขวนพระร่ ว งหลั ง รางปื น สนิ ม แดง กรุ วั ด พระศรี รั ต น พระชั้นดีเต็มคอแท้ทั้งนั้น แนะน�ำอย่างไรก็ไม่เชื่อ มหาธาตุ สวรรคโลก องค์ชนะ เชือ่ วงการดีกว่า ถูกยิงด้วยปืนลูกกรด .22 ห้านัดเข้า การประกวด ถูกยิงนัดเดียวตาย ทุกนัดอาการสาหัส เจอหน้าเข้าตีหน้าชอบกล คาที่ พระองค์นั้นไม่ต้องบอกก็ นัง่ ทางในตอบได้วา่ เลีย่ มอัดอย่าง 3. เมื่อวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 มีคนถูกยิง แข็งแรง ตาย และยิงไม่เข้าหลายราย ผมขอร้องให้คณ ุ ชินพร สุขสถิตย์ บรรณาธิการหนังสืออภินิหารและพระ เครื่องน�ำเรื่องลงพร้อมกับถ่ายภาพคนที่ถูกยิงไม่เข้า 7. วั ย รุ ่ นที่ จั ง หวั ด สมุ ท รปราการ ได้ รั บ พระสมเด็ จ วัดระฆังขนานแท้ และดัง้ เดิมจากบรรพบุรษุ ซึง่ เคย ปรากฏว่าเป็นชายชาวชนบท แขวนพระเครือ่ ง 3 องค์ มีประสบการณ์มาแล้วมากครั้ง ครั้งแรกถูกยิงด้วย ที่จ�ำได้มีพระถ�้ำเสือ พระปิดตาวัดจากแดง จังหวัด ปืนลูกซองพก ไม่ระคายผิวหนัง ต่อมาน�ำไปเลี่ยม สมุทรปราการ และพระอะไรอีกองค์หนึ่งจ�ำไม่ได้ อั ด พลาสติ ก เพี ย งถู ก สุ นัข กั ด เบาะๆ ต้ อ งเย็ บ ถึ ง ปรากฏว่าเลี่ยมเปิดหมด ถ้าไม่เปิดรับรองสบายแน่ 8 เข็ม ส่วนที่เลี่ยมปิดตายเรียบทุกราย ไม่ตายก็สาหัส 4. ทีต่ ำ� บลบางวัว อ�ำเภอบางปะกง ชายผูห้ นึง่ มีเหรียญ 8. นักเลงพระชัน้ เซียนผูห้ นึง่ ได้พระท่าเสาเมืองกาญจน์ มาหนึ่งองค์ ทดลองความเหนียวคงโดยน�ำพระยัด หลวงพ่อดิ่งรุ่น 2481 ของแท้ติดตัวอยู่เหรียญหนึง่ ใส่ปากปลาช่อนแล้วฟันด้วยมีดอย่างแรงหลายที ่ เคยถูกแทงด้วยมีดไม่เข้า และถูกตีด้วยไม้พายจน ปรากฏว่าฟันไม่เข้าจึงน�ำไปเลี่ยมอัดพลาสติกตาม ตกเรือก็ไม่เป็นไร ต่อมาขัดสนทางการเงินจึงขายให้ คตินิยม วันหนึง่ จะอวดของดีกับเพื่อนฝูง จึงไปซื้อ นักเลงพระผู้หนึง่ ไป เขาผู้นนั้ ก็นำ� ไปเลี่ยมอัดอย่างดี ปลาช่อนมาจากตลาดลองฟันดูใหม่ ปรากฏว่าฟันเข้า ตามคติ นิ ย มได้ ผ ลทั นที ครั้ ง แรกถู ก สุ นัข กั ด เป็ น หมดลองดูถึง 10 ตัวไม่ได้ผล จึงลองแกะพลาสติก แผลเหวอะ ครั้งที่สองไปชนเหลี่ยมเสาเพียงเบาะ แล้ว ไปหาปลามาทดลองฟันใหม่ ปรากฏว่าฟันไม่เข้า หน้าผากแตก ท�ำให้ผู้เป็นเจ้าของเหรียญงงยิ่งกว่า การทดลองเช่ น นี้ ท� ำ ให้ เ พื่ อ นฝู ง เกิ ด ลาภปาก ไก่ตาแตก จนมีเพื่อนล้อเลียนว่าแขวนเหรียญเก๊ รับประทานปลาแป๊ะซะกันจนอิม่ หน�ำส�ำราญ วันนัน้ เองเซียนพระผู้นนั้ น�ำพระเครื่องชนิดต่างๆ มาแกะ 5. ที่ ต� ำ บลบางวั ว อ� ำ เภอบางปะกง มี ผู ้ แขวนพระ พลาสติกออก ได้พลาสติกประมาณครึ่งกระบุง ไตรภาคี คื อ พระสมเด็ จ พระนางพญาพิ ษ ณุ โลก พระผงสุพรรณ วงการรับรองว่าเป็นของแท้ ขณะ 9. นักเลงพระชื่อวันชัย อยู่จังหวัดอยุธยามีพระสมเด็จ นั่งดูงิ้วรบกันเพลิน มีใครไม่ วัดระฆังราคาแสนแขวนสร้อยห้อยคอ ถูกยิงเข้าทุก ทราบแสดงงิ้วนอกโรง ใช้มีด นัด นักปราชญ์ทา่ นยังเชียร์วา่ พระสมเด็จไม่ตายโหง แทงทะลุหน้าอกถึงแก่ความ เช่นนีถ้ า้ ถูกเอ็ม 16 ทีห่ น้า หน้าอาจจะไม่เละกระมัง ตาย ปรากฏว่าเป็นพระเลี่ยม เพราะท่านไม่ตายโหง แต่ที่ตายโหงมาแล้วเหลือ อั ด พลาสติ ก ตามคติ นิ ย ม คณานับ นักปราชญ์ท่านแก้ว่าได้ตรวจทางในแล้ว เป็นการใช้พระนอกครู ถึงสมเด็จฯ ปลุกเสกพระของท่าน ถึงวันละสามเวลา ไม่ขาดเกิน ก็ไม่ปรากฏนิมติ ว่าเหนียว คงตรวจหลาย องค์แล้ว อนิจจา หลงเล่นพระปลอมอยู่ได้

16

10. ที่ อ� ำ เภอธาตุ พ นม จั ง หวั ด นครพนม นายต� ำ รวจ ตระเวนชายแดนคนหนึง่ ชื่อ ส�ำราญ นามสกุล จ�ำ ไม่ได้ น�ำพระสมเด็จฯ มาให้ดู ปรากฏว่าเป็นพระ สมเด็จวัดระฆัง ไม่มกี ารเลีย่ ม ใช้ พ กกระเป๋ า เฉยๆ เล่ า ให้ ฟังว่า ใช้พระองค์เดียว ถูก ยิ ง ด้ ว ยกระสุ น เจาะเกราะ อย่างจังทีข่ า ระยะเผาขน พอ เป็ น ผื่ น เล็ ก น้ อ ยเท่ า นั้น เอง ใครว่าพระสมเด็จไม่เหนียว นอกจากของเก๊ ไม่รับรอง

นิทานเรื่องนี้ ถ้าจะกล่าวต่อไปก็นับเป็นพันๆ ราย และยังมีอยูท่ กุ วันและจะมีตอ่ ไปไม่สนิ้ สุด เป็นทีน่ า่ เศร้าใจ เพราะคบคนผิดคิดว่าเขาเป็นผู้รอบรู้เชี่ยวชาญ ที่แท้คบ เอาเถรส่องบาตรเข้าเต็มเปา ผมจึงค้นคิดวีธีการใช้พระ เครื่องไว้ดังนี้ 1. การเลี่ยมพระควรเปิดหน้า และจ�ำเป็นต้องตรวจ พลังภายในก่อนที่จะใช้ในการคุ้มครองป้องกันชีวิต ถ้าเป็นเหรียญรูปพระคณาจารย์ซึ่งมีราคาค่างวด สูงต�่ำกว่ากันตามค่านิยม ชนิดราคาเรือนพันเรือน หมื่นควรเป็นตลับทองค�ำเจาะตรงพระพักตร์ให้เป็น รูกว้างเท่ากับปลายเข็มหมุด เพื่อการแผ่พุ่งของรังสี ถ้าเหรียญราคาไม่แพงให้เลี่ยมด้วยพลาสติกสีเปิด หน้าหลังยกขอบกันสึกเพื่อเป็นการอนุรักษ์ให้ถาวร ทนทาน ถ้ า เป็ น พระชิ นตะกั่ ว สนิ ม แดงหรื อ พระ เนือ้ ผงไม่จำ� เป็นต้องเปิดหลัง คนสมัยก่อนนิยมเลีย่ ม เปิ ด หลั ง เรี ย กว่ า พระเจ้ า เปิ ด โลก เพื่ อ อาศั ย การ สัมผัสจากธาตุสี่ในการตัวขับดันรังสีพระ ความจริง นั้นเพียงรังสีขององค์ท่านก็เป็นการเพียงพอแล้ว การเจาะที่ก้นรังสีไม่ออกชัดเจน ใครจะรักพระหรือ รักชีวิตเลือกพิจารณาดูเอง

11. ที่อ�ำเภอตาคลี จังหวัดนครวรรค์ มีการจ้างนักเลง ท�ำร้ายบุคคลผูห้ นึง่ ผูด้ กั ท�ำร้ายล้วนเคยเป็นเสือปล้น และมีประวัติโชกโชนมาแล้วทั้งนัน้ แบ่งเป็นมือปืน มือมีด มือขวาน แยกย้ายกันเป็นขั้นตอน ชั้นแรก มือปืนใช้ปนื พกขนาด 11 ม.ม. ยิงถูกท้ายทอยเต็มรัก แรงผลั ก ดั น ของลู ก ปื น ท� ำ ให้ ผู ้ ถู ก ท� ำ ร้ า ยถึ ง กั บ กระเด็นตีลงั กาจากรถเครือ่ ง น่าสงสาร ตัวเล็กนิดเดียว มองไปข้างหน้าเห็นกลุม่ ดาบและกลุม่ มือขวานดักรอ อยู่อีก ได้สติจึงหลบมุดลงท่อน�้ำข้างถนนรอดไปได้ การที่ ก ลุ ่ ม ประหารวางแผนอย่ า งเข็ ม แข็ ง เช่ นนี ้ เพราะทราบว่าผู้ถูกท�ำร้ายมีพระดีเคยถูกยิงไม่ออก 2. ถ้าเลี่ยมเปิดหมดจะต้องยกขอบให้เกินองค์พระไว้ เพื่ อ ป้ อ งกั นการเสี ย ดสี ถ้ า เลี่ ย มแบบไม่ ใ ช้ ต ลั บ ความจริงคือพระสมเด็จองค์เก่าๆ ของปู่องค์เดียว เจาะหน้ า ก็ ได้ แต่ มี จุ ด บกพร่ อ งเพราะฝุ ่ นจะเข้ า เท่านัน้ ใช้เลี่ยมทองเปิดหน้าเปิดหลังมาเดิมไม่มีการ เกาะในองค์พระและดูไม่งามยากแก่การท� ำความ เปลี่ยนแปลงแต่เป็นพระสมเด็จ วัดไชโยวรวิหาร สะอาด ถ้าเลี่ยมแบบตลับนานๆ ถอดออกท�ำความ จังหวัดอ่างทอง สะอาดได้ 12. ที่จังหวัดภาคใต้ มีนายต�ำรวจ ชั้นรองผู้ก�ำกับการ ภู ธ รกั บ คณะเดิ นทางไปราชการท้ อ งที่ โดยรถจิ๊ บ 3. ผู้ที่นิยมแขวนพระมากองค์จะเลี่ยมปิดทั้งหมดก็ได้ แต่ ค วรเลื อ กองค์ ใดองค์ ห นึ่ง ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพสู ง แลนโรเวอร์ เกิดอุบัติเหตุ รถคว�่ำมีคนเจ็บและตาย และสุนทรียภาพค่อนข้างต�ำ่ เปิด ตัวท่านรองเองขาหัก ขณะที่แล่นรถเข้าตัวเมือง มี กันเลยองค์เดียวก็พอ อย่าเลี่ยม การประทับทรงเสด็จปู่ทวดเหยียบน�้ำทะเลจืดอยู่ ปิดหมดทั้งชุด และควรใช้พระ ริมถนน ร่างทรงได้เรียกให้รถหยุดแล้วเข้าไปต่อว่า ในอัตราคี่ เช่น 1 องค์ 3 องค์ ท่านรองฯ ว่าไปขังท่านไว้ออกมาช่วยไม่ได้ เพียง 5 องค์ (บางคนถือเคล็ดไม่ยอม ขาหักก็ดีแล้ว ปรากฏว่าคอของท่านรองฯ แขวน ใช้พระอัตราคู่) รูปหลวงปู่ทวดอยู่หนึง่ องค์หนึง่ จริงๆ ต้องรีบน�ำไป แกะออกด่วน 17

การใช้พระเครื่องสมัยเดิม เรื่องการอมพระ คาดพระ พกพระใส่ไถ้ใส่ถุง นับ เป็นเรื่องล้าสมัย คนสมัยเก่ามีเคล็ดวิชาเกี่ยวกับการใช้ พระเครื่องมากมาย ได้รับประสิทธิผลเป็นส่วนใหญ่ ทุก วันนี้ผู้เฒ่าผู้แก่มักพูดว่าไม่จ� ำเป็นต้องใช้การพกพระ ติดตัวน�ำไว้กับบ้านก็ใช้ได้ เด็กรุ่นใหม่ฟังแล้วก็ไม่ค่อย จะเชื่อถือเห็นว่าเป็นการพูดเล่นมากกว่า เพราะขนาด แขวนคอเป็นพวงยังเห็นไปไม่รอด แต่เป็นเรื่องจริงเขา เรียกว่าการใช้พระ โดยการอธิษฐาน ผู้อธิษฐานจะต้อง มีสมาธิจิตอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวจริงๆ ย่อมได้ผลจริง มี บุคคลหนึ่งไม่ได้ถามชื่อได้รับพระสมเด็จวัดระฆังเป็น มรดกตกทอดอยูอ่ งค์หนึง่ ปกติบคุ คลผูน้ ไี้ ม่นยิ มการแขวน พระ แต่มีความเคร่งครัดกว่าผู้ที่แขวนพระมากมายนัก คือก่อนที่จะออกจากบ้านไปกิจธุระทุกครั้งจะไม่ลืมจุด ธูปบูชาพระสมเด็จฯ เพื่อขอความแคล้วคลาด ปลอดภัย คุ้มครองชีวิต วันหนึง่ ถูกยิงด้วยปืน 3 นัดที่ตัวเป็นรอย ไหม้ 3 รอยและไม่ได้รับอันตราย สมัยเมื่อพระคุณเจ้า ธัมมวิตกโก ยังมิได้ท�ำการอธิษฐานจิตเสกพระเครื่อง และเหรียญรูปเหมือนองค์ท่าน มีนายต�ำรวจบางคนไป ขอของดี จ ากท่ า น พระคุ ณ เจ้ า ชี้ แจงว่ า ไม่ ได้ มี ข องดี อะไรแจก หากนับถือพระคุณเจ้าเพียงให้ร�ำลึกถึงฉายา ว่ า ธั ม มวิ ต กโก ก็ พ อคุ ้ ม กั น ภยั นตรายได้ ต่ อ มานาย ต� ำ รวจผู ้ นั้น ไปตามจั บ ผู ้ ร ้ า ยส� ำ คั ญ จั ง หวั ด เพชรบุ รี ที่ ป่าตาลแห่งหนึง่ เกิดต่อสู้กันตัวต่อตัว คนร้ายมีร่างกาย

“ส�ำมะยังโถมเข้ามานายทัพ ส�ำมะยังเป่าไปให้ปะจุขาด ดาบร่อนเลือดฝาดดังชาดเช็ด พรหมศรเสกคาถาว่าถอนโบสถ์ ชักกั้นหยั่นฟันควาญช้างลงซานซบ สอยดาวเห็นแม่ทัพอัปรา ก็ขับไสช้างงาเข้ามาพลัน ธรรมเถียรยืนดูอยู่ท่ามกลาง อ้ายพลายแก้วมิ่งเมืองไม่เงื่องงุย นายสอยดาวทรงกายพอหายขัด ไทยเป่าโอ้ฟ้าผ่ามาตามลม 18

ก� ำ ย� ำ แข็ ง แรงกว่ า นายต�ำ รวจกดคอนายต�ำ รวจไว้ จ ะ เชือดด้วยมีปาดตาลอันคมกริบ นายต�ำรวจเห็นจวนแจ ได้สติจึงร�ำลึกถึงพระคุณเจ้า ธัมมวิตกโก เท่านั้นเอง ผู้ร้ายถึงแก่อาการจังงังเงื้อมีดปาดตาลค้าง นายต�ำรวจ ผู้นนั้ จึงใช้วิชายูโดล๊อคคนร้ายไว้ได้ และถามด้วยความ สงสัยว่าตอนนัน้ ท�ำไมไม่ลงมือเชือดคอฉัน ผู้ร้ายตอบว่า จะเชือดได้อย่างไรกันครับ พระที่ไหนไม่ทราบมายืนอยู่ ข้างๆ ท�ำเอาผมคิดอะไรไม่ออกเรื่องนีท้ ราบจากปากค�ำ นายต�ำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งคุ้นเคยกันส่วนตัว บางคนว่า เหรียญที่อัดพลาสติกจนแน่นก็ใช้ได้ เช่น เหรียญหลวง พ่อคงบางกระพร้อม เหรียญหลวงพ่อดิ่งวัดบางวัว เขา ว่าอย่างนั้น มันออกจะขัดแย้งกับการแผ่พุ่งของรังสี ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ซักไปคงได้ความเช่นเดียวกับการ อธิษฐานโดยไม่ต้องน�ำพระติดตัว เข้าศาสตร์เดียวกับ ผู้ที่ใช้พระสมเด็จโดยไม่ต้องน�ำพระติดตัว ไม่ใช่ว่ารังสี การคุ ้ ม ครองสามารถพุ ่ ง ทะลุ พ ลาสติ ก ออกมาได้ มิ ฉะนัน้ จะเป็นการเข้าใจผิดไปอีกนาน ประเภทนี้เป็นการ ใช้พระเดี่ยวทั้งสองราย การใช้พระในสมัยก่อนนอกจาก การอธิษฐานอาราธนาโดยเคร่งครัดแล้วยังมีการผูกกลึง การคัดถอน โบราณถือว่าเวทย์มนต์คาถานั้นมีการสูบ หรื อ คั ด ถอนได้ เมื่ อ เกิ ด ดี ต ่ อ ดี ม าเจอกั นก็ จ� ำ เป็ นต้ อ ง คั ด ถอนกั น เพื่ อ ท� ำ ลายฝ่ า ยตรงข้ า ม ฉะนั้นการต่ อ สู ้ ระยะประชิดตัวในการรบสมัยโบราณจึงมีการตายกันไม่ น้อย ทั้งๆ ที่ต่างก็มีของดี ดังค�ำกลอนเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผนกล่าวถึงการคัดของดีจากคู่ต่อสู้ดังนี้

นายปราบรับฟันปังดังเหล็กเพชร เอาดาบฟาดขาดสะบั้นกระเด็นเด็ด อ้ายลาวเข็ดคิดขยาดไม่อาจรบ โดดแทงก�ำกองเข้าท้องกบ ทับศพผีนายลงก่ายกัน นายทั้งปีกขวาก็อาสัญ เอาง้าวฟันพวกไทยไล่ตะลุย ขัดใจไสช้างมาฉุยฉุย เอางาฉุ่ยสอยดาวเข้าราวนม เอาของัดงาหันฟันประสม ฟันลาวง้าวจมลงครึ่งคอ”

อันคาถาโอ้ฟ้าผ่านี้ เข้าใจว่าเป็นบทหนึ่งในคัมภีร์ รัตนมาลาคือ “โอนะโตสัพพะกิเลสัง โอนะโตสัพพะมะ มะลัง โอนะโตทิฏฐิชาลัญจะ โอนะโตจิตตังนะมามิหัง” ใช้เคล็ดจากค�ำว่าสัพ เมื่อตอนหนุ่มๆ เคยไปขอเรียน จากท่านผู้เฒ่า ท่านกล่าวว่าคาถาบทนี้ขอเพียงให้นั่ง กระดานเดียวกัน ใครอวดศักดาลองเหนียวว่าคาถาแล้ว พังทุกราย ขอเรียนก็ไม่ให้บอกว่าแก่แล้ว ต้องบอกกัน ใต้ต้นไม้ใหญ่และฟ้าจะผ่าทันทีเกรงจะวิ่งหนีไม่ทัน เลย ไม่ได้เรียนกับท่าน เมื่อมีการคัดถอนก็จ�ำเป็นต้องมีการ ผูกอย่างเหนียวแน่นเช่นกัน ใส่กุญแจสามชั้นบ้าง ใช้บท พระนารายณ์กลึงจักรคือ อะ ภะ สัง ภุ วิ สะ สุ ปุ โล กันคัดถอนกันคุณไสยตามอุปเท่ห์กล่าวว่า อย่าว่าแต่ มนุษย์เลยเทวดาท�ำมาก็ไม่ถูก มีวิธีคัดอยู่อย่างเดียวที่ จะแก้กันคือ บทพระนารายณ์คลายจักร โล ปุ สุ สะ วิ ภุ สัง ภะ อะ คณาจารย์แถบชายทะเลฝัง่ ตะวันออกนิยม ใช้บทนี้ นะกลึงฟ้า โมกลึงดิน พุทธกลึงสมุทร ธากลึง สายสิญจน์ ยะกลึงอากาศ อากาศนี้กลึงด้วย นะ โม พุท ธ า ยะ ส่วนที่ใช้กันง่ายๆ ก็คือเมื่ออาราธนาเสร็จ ให้กลั้นใจว่า โส ทา ยะ 3 ครั้ง จึงเอาพระสวมคอกัน หลวงพ่ อ เผลอหนี ไปเที่ ย ว เวลาถอดแขวนก็ บ อกว่ า ไส ยะ คือนิมนต์หลวงพักผ่อนได้ครับเหนื่อยมามาก แล้ว นอกนั้นยังมีเรื่องลี้ลับอีกประมวลแล้วล้วนเป็น เรื่อง ทุกข อนิจจัง อนัตตา คือ

วันเปื่อย

วันเหนียว

วันตาย

เป็นวันเหนียวเฉพาะตนโดยอัตโนมัติแต่ไม่ทราบว่า เป็นวันอะไรแน่ พยายามสอบถามได้ความเพียงว่าให้ สังเกตดูหากวันไหนถ่ายอุจจาระจมก็วันนั้นแหละ ไม่ ต้องมีอะไรก็เหนียว ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งไม่นิยมการใช้ พระแม้แต่เรื่องลงกระหม่อมสักยันต์ก็ไม่เคย วันหนึ่ง ถูกสุนัขกัดอย่างแรงไม่เข้าเป็นที่แปลกใจ บางคนเกิด ฟลุคไปรดน�้ำมนต์แล้วถูกรุมตีไม่เป็นไร อาจารย์องค์นนั้ ก็ ดั ง ไปพั ก หนึ่ง โดยไม่ รู ้ อิ โหน่ อิ เหน่ ถ้ า มี พ ระติ ด ตั ว ก็ เข้าใจว่าหลวงพ่อช่วย เอวันหลังท�ำไม ไม่แน่

เมื่อมีวันเหนียวก็ย่อมมีวันเปื่อยเป็นของคู่กัน อย่า ทะนงตนและอย่าสงสัยเรื่องเกิดขึ้นภายในครอบครัวนี่ แหละครับ วันหนึง่ ผมไปพบท่านเจ้ากรมแผนทีค่ นปัจจุบนั ทีบ่ า้ นสะพานจงประสาน อ.เมืองชลบุรี พอเห็นหน้าท่าน ก็ทักทันที แหมพระของพี่ถมเหนียวชะมัดตาจิ๋วถูกสุนขั กัดเย็บตั้ง 8 เข็มท�ำเอาผมงงเป็นไก่ตาแตก จึงเรียน ถามท่านว่า สุนขั มันกัดวันอาทิตย์ใช่ไหมครับ ท่านตอบ ว่าใช่ ผมก็ไม่กล่าวกระไร ท่านบอกว่ายังทะลึง่ พาไปคลีนคิ เห็นถอดพระออกจากคอ ถามว่าถอดท�ำไม ตาจิ๋วตอบ ว่าเข็มแทงไม่เข้าครับ นี่มันประกอบด้วยกฎแห่งกรรม คือนายจิ๋วเมื่อเล็กๆ มีนิสัยซุกซนชอบแหย่สุนขั ข้างบ้าน เอาใบกระดาษแหย่ให้มันกัดมันโกรธและมีความอาฆาต พอมีโอกาสเจอกันที่ถนน มันตรงเขากัดอย่างไม่เลี้ยง มันดุจริงๆ ขนาดกัดสุนขั ด้วยกันมันกินเนื้อสุนขั ตัวที่ถูก มันกัด แต่นายจิ๋วก็มีนิสัยเป็นนักสู้ไม่ถอยหนีรู้สึกตัวว่า ถูกกัดเข้า ก็รีบนึกถึงหลวงพ่อตอนนี้ไม่เข้าและชักมีด จะแทงสุนขั พอดีเจ้าของออกมาห้ามจึงเลิกกันไป พอไป ถึงคลีนิคเย็บแผลเกิดไม่เข้ายังความฉงนสนเท่ห์ให้กับ นายแพทย์ ยิ่ ง นั ก ร� ำ พึ ง ว่ า ไม่ น ่ า กั ด เข้ า เลย และก็ พระองค์นถี้ ูกกัดมามากครั้งแล้ว สบายมากไม่เป็นไรเลย นี่แหละครับเขาเรียกวันเปื่อย และอาจจะเป็นเฉพาะชั่ว ยามในคราวเคราะห์ คนเราย่อมมีทตี่ ายของตน อาจมีคนแย้งว่าทีต่ ายของ คุณแม่อยู่ที่ซอยลอยมา ถ้าอยู่ซอยจงประสานเห็นทีจะ ไม่ตายกระมังนี่เป็นการตายปกติสามัญ อยู่โรงพยาบาล อยู่ที่ไหนก็ตาย ที่ตายที่ว่านี้เป็นการตายไม่ปกติ เช่น ตายโหง ตายแบบอุบตั เิ หตุมนั มีทขี่ องมัน เพือ่ นผมคนหนึง่ ท�ำงานองค์การรถไฟ ไปราชการสงครามประเทศเกาหลี ไม่มีพระกับเขามันก็ไม่ตายเพราะไม่ใช่แดนตายของเขา คนที่มีพระเต็มคอก็ตาย เขาเลยไม่ยอมเชื่อพระตัวเอง ตัวอย่างเช่นว่านี้มีอยู่หลายเรื่อง

19

1. มีนักเลงทางต�ำบลบางทรายผู้หนึ่งเกเร และเพาะ ตรงนี้ คนไม่ ย อมเชื่ อ ท่ า นสั่ ง ให้ ล ากศพพ้ นจาก ศัตรูไว้มากมาย แกมีพระประจ�ำตัวอยู่ 3 องค์ คือ ต้นมะขามเพียงหนึ่งวาแล้วให้ยิงด้วยปืนพร้อมกัน พระร่วงสนิมแดง 1 พระปิดตาเมฆพัดหลวงปู่ทา 7 กระบอกให้ยิงตามความพอใจไม่ต้องนับปรากฏ วัดพะเนียงแตก 1 พระคงสีด�ำ จังหวัดล�ำพูน 1 มี ว่าไม่ออก ท่านให้เอาหอกและจอบตราจระเข้ซึ่งมี ปืนเบรานิงค์ตราปืนขนาด 7.65 หนึ่งกระบอกพก ความคมขนาดสับรากมะขามขาดลองฟันดู ก็ไม่เข้า ติดตัวอยู่เสมอ ก่อนจะออกตลาดทุกครั้งจะต้องแวะ พอลากคนถึ ง โคนมะขามปรากฏว่ า ทั้ ง ยิ ง ทั้ ง ฟั น ไปที่กุฏิท่านวินัยธรรม (เภา) ให้เห็นพระเสียก่อน เข้าหมด ทดลองถึง 3 ครั้ง คนจึงเชื่อและหลวงพ่อ และมักจะลองของบนกุฏิทุกครั้งด้วยปืนคู่ชีวิต คือ ขอร้องว่าสงสารอย่าทรมานแก่สังขารอันปราศจาก ยิงใส่ตัวเอง 3 ครั้งก่อนจะเดินทาง คิดว่าหากเป็น วิญญาณอย่างน้อยมันก็ตายไปแล้ว วันเปื่อยก็เพียงแค่เสียแขน ถ้าไปโดนวันเหนียวเข้า ยิง 3 นัดก็ไม่ออก โดนวันธรรมดาก็ออกกระสุนปืน นีแ่ หละครับมันเป็นเรือ่ งลีล้ บั นอกเหนือการส่องแว่น เด้งจากแขนเพียงเป็นจุดไหม้เท่านั้น จึงจะเป็นที่ ค้นหาต�ำหนิและโค๊ดจริงๆ เรื่องอะไรทั้งหลายไม่น่างง มั่นใจและออกเดินทางได้และเช้าวันหนึ่งหลังจาก มันมีสูตรมานานแล้วมิใช่เพิ่งมี หากไม่ศึกษาก็ไม่ทราบ ทดลองตัวเองด้วย 3 นัดไม่เป็นไรก็ต้องถูกยิงตายที่ ต�ำบลท่าถ่านต้องถูกมือดีคดั ของและประกอบกับเป็น วันตาย ที่ตายด้วย หากไม่ออกมามันก็ไม่ตาย 2. หลวงพ่ อ วั ด หนองบั ว ลาดหญ้ า เมื อ งกาญจน์ เ ก่ ง ทางตะกรุดฝาบาตร ท่านทรงฌานสมาบัติ วันหนึง่ มีกระทาชายสองนายมาหาท่านที่กุฏิเพื่อขอตะกรุด ฝาบาตรจากท่านคนละดอก ท่านพิจารณาอยู่สักพัก แล้วสั่งว่าวันนี้ขออย่าลองของ กระทาชายทั้งสอง นายพอรับของจากหลวงพ่อก็ดีใจลืมค�ำพูด สัญญา ความจ�ำรู้เพียงว่าของหลวงพ่อเคยลองได้ คนหนึง่ มี ดาบเล่มยาว อีกคนหนึง่ มีมีดซุยขนาดใหญ่เรียกกัน ว่ามีดการะเกด ต่างผลัดกันแทงผลัดกันฟันเป็นที่ สนุกสนาน พอถึงทางแยกสามแพร่งคนที่ถือดาบ ถู ก คนมี มี ด การะเกดแทงเต็ ม เหนี่ ย วทะลุ ห ลั ง ถึ ง หน้าอกขาดใจตายตรงนัน้ เอง ท�ำให้ตอ้ งเสียเพือ่ นรัก และตัวเองต้องติดตะรางเพราะความประมาท 3. เสือร้ายมาตายรัง เรื่องนี้เป็นที่วิพากย์วิจารณ์กัน อย่างรุนแรง เพราะเสือร้ายมาตายที่วัดหลวงพ่อ และเป็นศิษย์ก้นกุฏิเสียด้วย เรื่องเกิดขึ้นทางจังหวัด ภาคเหนื อ จะเป็ น อุ ต รดิ ต ถ์ ห รื อ ชั ย นาทจ� ำ ไม่ ไ ด้ ท�ำให้หลวงพ่อเสียหน้า มันถูกเจ้าหน้าที่ต�ำรวจไล่ล่า มาตลอดทางถูกยิงไม่เป็นไร พอถึงโคนต้นมะขามใหญ่ วัดที่เคยขุนข้าวสุก ก็ถูกยิงล้มดิ้นสิ้นใจ หลวงพ่อ ออกมาดู บ อกกั บ คนทั้ ง หลายว่ า ที่ ต ายของมั น อยู ่ 20

ศิลปะการใช้พระเครื่อง โดย อ.ประถม อาจสาคร คนไทยนิ ย มใช้ แ ละบู ช าพระเครื่ อ งพระพิ ม พ์ ม า ช้านานไม่มวี นั เบือ่ หน่ายคลายจาง ทัง้ นีน้ า่ จะเริม่ ในสมัย กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีหลังหลุดพ้นจากอิทธิพลของขอม แล้ว นิยมสร้างพระเครื่องพระพิมพ์บรรจุกรุตามเจดีย์ และศาสนสถานต่างๆ โดยการน�ำขององค์พระมหากษัตริย์ และคณาจารย์ต่างๆ นับเป็นต้น ฉบับสืบเนือ่ งกันต่อมาทุกยุคสมัย เช่ น สมั ย อยุ ธ ยาตอนต้ นที่ เรา เรียกกันว่าสมัยอูท่ อง สมัยอยุธยา กลาง สมัยอยุธยาปลาย จนถึง สมั ย รั ต นโกสิ น ทร์ ยุ ค ปั จ จุ บั น พระเครื่องนับว่ามีบทบาทเกี่ยว กับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยจนแทบจะก� ำหนดได้ ทุกครัวเรือนที่เป็นชาวพุทธ ยามสงบก็ใช้พระเครื่องเป็น สิ่งคุ้มกันในการผจญภัยต่างๆ ใช้เป็นสื่อในการท�ำมา ค้าขาย ในยามสงครามใช้สำ� หรับปกป้องคุม้ ครองประเทศ ชาติ เพราะเป็นการรบแบบประชิดตัวในดงหอกดงดาบ ใครดีใครอยู่ ใครไม่ดี ก็ตายไป ท�ำให้เกิดก�ำลังใจอัน ห้าวหาญ เป็นพละปัจจัยในการสู้รบ พระเครื่องจึงอาจ มีบทบาทในการท�ำสงคราม กู้ชาติขับไล่อริราชศัตรู ศิลปะการใช้พระเครื่องในสมัยโบราณนิยมอมไว้ ในปาก จนมีคำ� พังเพยว่า “ถึงอมพระมาพูดก็ไม่อยากเชือ่ ” ใช้ผกู แขนด้วยผ้าประเจียด ใช้คล้องสะพายแบบสังวาลย์ หรือคล้องคอ ใช้บรรจุในมงคลคาดศีรษะส�ำหรับพวก แทงกระบี่ ตี ก ระบอง เคยมี ก ารค้ น พบพระวั ด ตะไกร พิ ม พ์ ห นึ่ง นิ ย มซ่ อ นอยู ่ ในมงคลคาดศี ร ษะ เลยนิ ย ม เรี ย กกั น ว่ า พระวั ด ตะไกรหน้ า มงคล เป็ นต้ น สมั ย ต่ อ มาใช้ วิ ธี ถั ก ด้ ว ยเชื อ กหรื อ ลวดเงิ น ทอง ทองแดง หรือเลี่ยมเปิดหน้าหลัง หรือบางทีก็เจาะด้านหลังเป็น รูปใบโพ สอบถามได้ความว่าเพื่อจะให้สัมผัสกับธาตุ ทั้ง ๔ ในกายตัว ที่เจาะเป็นรูปใบโพเรียกว่า “พระเจ้า เปิดโลก” และปรากฏประสบการณ์สูง แต่ในด้านการ

อนุรักษ์แล้วใช้การไม่ได้ สุนทรีภาพขององค์พระจะสึก กร่อนมาก ในสมัยปัจจุบันพระเครื่องที่อยู่ในเกณฑ์นิยม กลาย เป็นสินค้าราคาแพงจนน่าใจหาย ยิ่งแพงยิ่งเป็นสิ่งที่ นิยมชมชอบ แม้จะไม่มปี ญ ั ญาเป็นเจ้าของก็ยงั สนับสนุน ประกอบกับพระเครื่องโบราณชักฝืดและหายาก จึงคิด อนุ รั ก ษ์ สุ น ทรี ภ าพขององค์ พ ระด้ ว ยการเลี่ ย มตลั บ อย่างดี หรือบางที่ก็ใช้พลาสติคอย่างหนาเลี่ยมปิดสนิท แบบน�้ำไม่เข้าลมไม่ออก แต่การใช้พระไม่ประสบผล คือ ถ้าเกิดอุบัติเหตุหากไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตทุกรายไป เป็น เพราะปราศจากวิทยาการในการใช้พระเครื่อง ไม่ศึกษา ถึงรังสีของพระเครื่อง และเรื่องของธาตุรู้หรือวิญญาณ ธาตุยอ่ มต้องเดินในอากาศธาตุ เมือ่ ไปปิดกัน้ พลังคุม้ ครอง ซึ่งเสมือนสนามแม่เหล็กพลังจึงไม่สามารถกระจายออก ได้ จึงท�ำให้ลดคุณภาพจนถึงปราศจากคุณภาพ ส� ำ หรั บ เรื่ อ งนี้ ได้ อ ธิ บ ายมา นานปีแล้ว มีบคุ คลเชือ่ เป็น ๒ ฝ่าย ส่วนช่างเลี่ยมพระจะไม่แนะน�ำ อะไร เพียงแต่รบั เลีย่ มอย่างเดียว หากสั่งให้เจาะก็จะทักท้วงว่าไม่มี ใครเขาเจาะกัน ดีไม่ดีเชยแหลก การกล่าวเช่นนี้ ผมจัดว่า “เป็นสือ่ มัจจุราชสีม่ มุ เมืองทีเดียว” คือเป็นเหตุให้ผจู้ า้ งเลีย่ มพระ นั้นได้ตายสนิทไม่มีทางแก้ไข ผู้ที่คบคุ้นกับผมจะเชื่อ โดยเหตุผลและประสบการณ์ ผมเองก็ได้มีผู้หวังดีมา แนะน�ำอบรมสั่งสอนเพื่อละคลายสโลแกนที่ว่า “เปิดไว้ ปลอดภัยกว่า” ซึง่ ตัวผมเองก็คดิ ค�ำนึงว่ามันเปรียบเสมือน มีดสองคม หากผูค้ ดิ มิชอบน�ำไปใช้กจ็ ะเป็นเรือ่ งน่าหนักใจ เพราะอิทธิคณ ุ ทีบ่ รรจุไว้ทา่ นมักตรงไป ตรงมา ยัดใส่ปากปลา ก็คมุ้ กันมีดได้ แขวนคอสุนขั ก็เคยลอง กันยิงได้ ท่านคุม้ หมด เว้นแต่ถึงคราวจะสิ้นอายุขัยจริงๆ 21

อั น ศิ ล ปะการใช้ พ ระเครื่ อ ง ของขลั ง มี อ ยู ่ ม ากมายหลาย ประการ สิ่ ง ที่ ส� ำ คั ญ ที่ สุ ด ก่ อ นที่ จะน� ำ พระแขวนคอฝากชี วิ ต กั น ต้ อ งศึ ก ษาหาความรู ้ ว ่ า พระที่ จ ะ น� ำ ม า แข ว นค อ มี อิ ท ธิ คุ ณ คุ้มครองทางด้านใด หรือมีผลทาง ด้านไหนสูง เช่น แคล้วคลาด เมตตามหานิยม อยู่ยง คงกระพัน ฯลฯ การตรวจพระมิใช่ตรวจเพียงวัตถุธาตุ หรือรูปธรรม คุณพระหรืออิทธิคุณเป็นนามธรรม สร้าง จากจิ ต จึ ง จ� ำ เป็ นต้ อ งตรวจด้ ว ยจิ ต อย่ า งปฏิ เ สธมิ ได้ การตรวจด้วยแว่นส่องเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเห็น หรือทราบอิทธิคุณได้ แม้จะมั่นใจว่าพระที่ได้มาเป็น ของแท้ เพราะได้มาจากวัดหรือรับมาจากมือก็ไม่ควร ประมาท จากประสบการณ์อันยาวนานพบว่า พิมพ์ใช่ ถูกต้อง แต่พลังไม่มี เพราะเหตุใด? ที่นี่มีค�ำตอบคือ

ดังนั้นการใช้พระเครื่องจึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ ละเอียดลึกซึง้ ไม่ใช่มแี ว่นส่องพระจ�ำชือ่ พระจ�ำรูปจ�ำแบบ จ�ำโค๊ดก็ถือว่าเก่งแล้ว คราวนี้ถ้าเรามีพระดีมีอิทธิคุณ และใช้ให้ถูกต้องย่อมได้รับผลสูงสุด การใช้พระเครื่อง แต่ไม่ได้เข้าอยู่ในหลักวิชา เพียงนึกคิดเอาเองหรือท�ำ ตามๆ กันไป เช่นบางคนแขวนพระคี่ คือ ๑, ๓, ๕, ๗, ๙ บางคนถือว่าพระปิดตาเป็นพระที่ขัดลาภ เช่นนี้ก็ควร ทดสอบดู คือผูใ้ ดมีพระปิดทวารวัดหนังสักร้อยองค์ พระ ปิดตาวัดทองสุวรรณารามอีกร้อยองค์ เป็นพระแท้ทงั้ สิน้ รับรองบันไดบ้านไม่แห้งแน่ ก็ลองเอาหลักแสนคูณด้วย ๒๐๐ ดูเถอะ หรือพระปิดตาหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉมิ พลี รุ่นปลดหนี้ ก็ไม่รู้ปลดหนีค้ นขายหรือคนซื้อ บางท่านก็ ยึ ด ถื อ พระพิ ม พ์ ป ระจ� ำ วั น เกิ ด เป็ น หลั ก ที นี้ พ ระนอก วันเกิด เช่น พระลีลา พระควัมปติ พระปิดทวารทั้งเก้า พระปางมารวิชัย พระตรีกาย พระนารายณ์ทรงปืน จะ จัดกันอย่างไร ก็เห็นใช้กันไปตามเขานิยม ตามหลักวิชา ที่ทดสอบด้านรังสีแล้ว พระหมวดคงกระพันเข้ากันได้ ๑. ฤกษ์ในขณะสร้างพระ พิมพ์พระ พระหมวดเมตตาก็เข้ากันได้เป็นสามัคคีธรรมไป หากไป ปั๊มพระ ไม่ถูกต้อง ตรงกับฤกษ์ จัดแบบเบญจภาคีเข้า รังสีพระจะขัดกัน ไม่ตายก็เลี้ยง ไม่ดีที่เรียกว่าลูกพิษ แม้จะผ่าน ไม่โต เพราะพระแต่ละชนิดประกอบด้วยพลังต่างกัน การปลุกเสกนานเท่าใดก็ปราศจาก ถ้าอยู่ในองค์เดียวกันย่อมไม่มีการขัดแย้ง เปรียบเสมือน อิทธิคุณ คือยังมีค่าเท่ากับศูนย์ เรามีทวี เี ครือ่ งหนึง่ จะเปิดช่อง ๓, ๕, ๗, ๙ จะไม่มชี อ่ งอืน่ เช่นเดิม มาแทรกและเลือกเปิดได้ทีละช่อง การใช้พระหลายองค์ ๒. สร้างพระไว้เกินจ�ำนวนมิได้ผ่าน ทีไ่ ม่อยูใ่ นแนวทางเดียวกัน เปรียบเสมือนมีทวี หี ลายเครือ่ ง พิธปี ลุกเสก แอบสร้างเกินไว้เพือ่ หวังผลทางพาณิชย์ เปิ ด หลายช่ อ งไม่ ท ราบจะดู ช ่ อ งไหนดี การที่ โบราณ ๓. เป็นพระเสื่อม หมดพลัง ไม่มีเทพรักษาคุ้มครอง กล่าวว่า “พระท่านเกีย่ งกัน” น่าจะเป็นข้อคิด มิใช่คำ� พูด เพราะผู้ใช้น�ำไปสู่สถานที่อันไม่สมควร ที่ ต ลกขบขั น ดั ง นั้นการใช้ พ ระองค์ เดีย วที่ มี พลั ง ครบ ๔. เป็นของท�ำเลียนแบบ ไม่ผ่านการปลุกเสก เรียกว่า ทุกด้านจึงให้ผลสูงสุด เพราะผู้ใช้จะมีจิตเป็นหนึ่งเป็น เก๊นอก เก๊ใน สมาธิ เมือ่ ประสบเหตุก็มจี ิตตั้งมัน่ ไม่ซัดส่าย หากท่านใด ๕. เป็นของท�ำเลียนแบบ แต่ผา่ นการ คิดจะศึกษาศิลปะการใช้พระเครือ่ งก็ควรใช้หลักโหราศาสตร์ ปลุ ก เสก ส� ำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญ เป็นเครือ่ งประกอบ เพราะหลักโหราศาสตร์มคี วามสัมพันธ์ ทางปรจิตจะทราบได้ว่าพลังต่าง อันแนบแน่น ตัง้ แต่การสร้าง จากของแท้ และบางครั้งมีอิทธิ การเสก การประกอบพิธี คุณสูงไม่แพ้ของเดิม หรือพลัง ปลุกเสก ฯ สูงกว่าก็ยังมี แต่ทางรูปเขาบอก ว่าเก๊

22

ก่อนอืน่ ท�ำความรูจ้ กั กับ พระประจ�ำวัน สีประจ�ำวัน ปราชญ์โบราณท่านฉลาดรอบรู้ ท่านบรรจงสร้างด้วย จิตวิญญาณ แต่ลูกหลานไม่สนใจ มองข้ามด้วยสายตา สีที่ควรเว้น ที่ดูแคลน ถ้าเห็นใครแขวนพระสีก็ว่าเชย ไม่มีคุณค่า ๑. วันอาทิตย์ พระปางถวายเนตร สีบริวารสีแดง สีที่ ไร้ราคา ฯลฯ ควรเว้นคือสีฟ้า สีแห่งธาตุวิเศษ ๕ ประการ ๒. วันจันทร์ พระปางห้ามญาติ ธาตุ วิ เศษ ๕ ประการของนัก ปราชญ์ จี น ในสมั ย สีบริวารสีเหลือง สีทคี่ วรเว้น โบราณ ก�ำหนดไว้ ๕ ธาตุดว้ ยกันคือ ดิน น�ำ ้ ลม ไฟ ทอง คือสีแดง จัดเป็นอาถรรพ์และมงคลสูงสุด และนับถือสืบต่อกันมา ๓. วันอังคาร พระปางไสยาสน์ จนถึงปัจจุบัน สีบริวารสีชมพู สีที่ควรเว้น คือสีเหลือง ๔. วันพุธ พระปางอุม้ บาตร สีบริวารสีเขียว สีทคี่ วรเว้น ๑. ธาตุดนิ สีเหลือง ตรงกับความหมายของค�ำว่า “ซิว่ ” อายุวัฒนะยืนยาว คือสีชมพู � ตรงกับความหมายว่า “ซิว่ ” อายุวฒ ั นะ ๕. วันพฤหัส พระปางสมาธิ สีบริวารสีนำ�้ ตาลหรือสีสม้ ๒. ธาตุนำ�้ สีดำ ยืนยาว ปกติ ดิน ทราย น�้ำ ย่อมเป็นสิ่งคู่กันตาม สีที่ควรเว้นคือสีด�ำ ธรรมชาติ ดินมีอายุยาวนาน น�ำ้ ก็มอี ายุยาวนาน เปรียบ ๖. วันศุกร์ พระปางร�ำพึง สีบริวารสีฟ้า สีที่ควรเว้น อายุของคนดุจเพียงดาวกระพริบแสง คือสีน�้ำเงินและสีม่วง ๗. วันเสาร์ พระปางนาคปรก สีบริวารสีด�ำหรือสีเทา ๓. ธาตุลม ไม่มสี ี จึงใช้ธาตุไม้สเี ขียวแทน ตรงกับค�ำว่า “ลก” บริวาร สีที่ควรเว้นคือสีเขียว ๘. วันราหู (วันพุธกลางคืน) พระปางปาลิไลยก์ สีบริวาร ๔. ธาตุไฟ สีแดงหรือสีแสด ตรงกับความหมายของค�ำว่า “ฮก” บารมีเกริกไกร ดาวในจักรวาลดวงใดเล่าจะมี สีน�้ำเงินหรือสีม่วง สีที่ควรเว้นคือสีน�้ำตาล อิทธิพลเท่าดวงอาทิตย์ ๕. ธาตุทอง สีขาว ตรงกับความหมายของค�ำว่า “ลก” วันคู่มิตรที่ใช้แทนกันได้ บริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ควบคู่กับบริวาร ๑. อาทิ ต ย์ เป็ น มิ ต รกั บ ครู พระปางถวายเนตรกั บ พระปางสมาธิ ๒. จั นทร์ โ ฉมตรู พุ ธ นงเยาว์ พระปางห้ า มญาติ กั บ รวมคุณวิเศษทัง้ หมดเข้าสูอ่ งค์พระ งามดัง่ จิตรกรรม ฝาผนัง ศิลปะแห่งมรดกไทย เป็นปริศนาธรรมอันลึกล�้ำ พระปางอุ้มบาตร ั ญาของผูท้ เี่ รียกตนเองว่านักพระเครือ่ ง ซึง่ จะ ๓. ศุ ก ร์ ป ากหวานอั ง คารรั บ เอา พระปางร� ำ พึ ง กั บ สนองภูมปิ ญ ได้ชว่ ยอนุรกั ษ์มรดกไทย ผมถวายพระนามพระชนิดนีว้ า่ พระปางไสยาสน์ ๔. ราหูกับเสาร์เป็นมิตรแก่กัน พระปางนาคปรกกับ “พระสมเด็จปัญจสิร”ิ นับเป็นโบราณวัตถุอันทรงคุณค่า ยิ่ง พระปางปาลิไลยก์ หากไม่พิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่าเป็นไปได้ยาก คณาจารย์ใดจะจัดสร้างพระสีพสิ ดารอะไรเช่นนัน้ การที่ ลงไว้กเ็ พือ่ ให้ครบสูตร สิง่ ทีว่ า่ นัน้ มีอยูห่ รือหาทดแทนกัน ได้ และพระพิมพ์ทสี่ ร้างจากพระราชวังหน้าก็มคี รบแทบ ทุกปางทุกสี ต้องศึกษาค้นคว้าด้วยความละเอียดอ่อน อย่ามองข้ามพระสี อย่าดูถูกว่าพระลิเก พระนอกระบบ

เพื่อให้ครบหลักเกณฑ์ทางวิชาการ จ�ำเป็นต้องเข้าใจ กับทักษาพิสดารให้เข้าใจก่อน ค�ำว่าทักษาคือ บริวาร อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี กาลกิณี มีอยูด่ ว้ ยกัน ๘ อย่าง จัดเป็นมูลพยากรณ์ในการใช้พระอย่างพิสดาร หากพิจารณา ให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าให้ผลดีเลิศกว่าการใช้พระแบบทั่วไป

23

บริวาร หมายถึงผู้แวดล้อมคอยรับใช้ ผู้ห้อมล้อม ติ ด ตาม ผู ้ ใกล้ ชิ ด และบริ ว ารทั่ ว ไป สิ่ ง อยู ่ ร อบตั ว เรา รวมถึงเสื้อผ้าของใช้ ตรงกับความหมายว่า “ลก” อายุ หมายถึ ง ความแข็ ง แรง ปราศจากโรคภั ย ไข้เจ็บ ความยั่งยืน ตรงกับความหมายว่า “ซิ่ว” อายุ ยืนยาว เดช หมายถึงอ�ำนาจ ความงาม ความสุกใส ชือ่ เสียง เกี ย รติ ย ศ ความสง่ า งาม ตรงกั บ ค� ำ ว่ า “ฮก” บารมี เกริกไกร ศรี หมายถึงความงาม ความดี ความน่ารัก ความ เจริญ ความร�่ำรวย ความส�ำเร็จ มงคล ความเป็นใหญ่ อ�ำนาจ ราชศักดิ์ มูละ หมายถึงทุนทรัพย์ เหตุ ที่ตั้ง มีพื้นฐานมั่นคง สถานที่ประกอบธุรกิจ สถานที่อยู่อาศัย อุตสาหะ หมายถึงความพยายาม ความขยัน ความ อดทน การประกอบอาชีพการงาน มนตรี หมายถึงมีผู้คอยช่วยเหลือ ให้ค�ำปรึกษา ให้ ค�ำแนะน�ำหรือเป็นที่ปรึกษา กาลกิณี หมายถึงความชั่วร้าย ความสูญเสีย ความ บกพร่อง อุปสรรค โรคร้าย สรุปต้องท�ำความเข้าใจกับตัวเองก่อน ว่าเราคือใคร มีอาชีพความเป็นอยู่อย่างไร ต้องการอะไรให้กับชีวิต แล้ ว มาพิ จ ารณาว่ า สมควรใช้ พ ระแบบไหน สี อ ะไร ประการแรกให้ตัดสีที่เป็นกาลกิณีออกไป แล้วค่อยๆ ใช้ ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองดู ก็จะประสบความส�ำเร็จขั้น สูงสุดในศาสตร์และศิลป์การใช้พระ ส�ำหรับผู้ที่ศึกษาแล้วเกิดความท้อแท้ โบราณท่าน กล่าวว่า รู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยร�ำคาญ เรื่องอะไร ที่เราไม่คุ้นเคยมันก็ดูยากไปทุกเรื่อง หาพระสีที่ต้องการ ไม่ได้ พระประจ�ำวันก็หาล�ำบาก เคยเห็นพระก�ำลังแผ่นดิน ไหม ท�ำไมต้องเป็นปางสมาธิสีน�้ำตาล พระองค์ท่าน เป็นปราชญ์ทรงรอบรู้สารพัดศาสตร์ ทรงพิจารณาแล้ว ว่าสีน�้ำตาลนี่แหละที่สะดวกเข้าได้ทั้ง ๗ วัน ยกเว้น ราหูก็ช่วยตนเองหน่อย เพื่อความสะดวกเป็นตัวอย่าง ให้พิจารณาดังนี้

24

ผู ้ เ กิ ด วั น อาทิ ต ย์ พระปางสมาธิ สี น�้ ำ ตาลจั ด เป็ น อุตสาหะ ปางสมาธิสีแดง/ชมพูจัดเป็นเดช (ฮก) ปาง สมาธิเป็นบริวาร (ลก) ปางสมาธิสีนวล/เหลืองเป็นอายุ (ซิ่ว) พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง ชมพู ขาว เหลือง ฯ เว้นสีฟ้า ผู้เกิดวันจันทร์ พระปางสมาธิสีน�้ำตาลจัดเป็นมูละ ปางสมาธิสีเขียวเป็นเดช (ฮก) ปางสมาธิสีนวล/เหลือง เป็นบริวาร (ลก) ปางสมาธิสีเหลือง/ชมพูเป็นอายุ (ซิ่ว) พระสมเด็จปัญจสิริ สีเขียว ขาว เหลือง ชมพู ฯ เว้นสีแดง ผูท้ เี่ กิดวันอังคาร พระปางสมาธิจดั เป็นศรี ปางสมาธิ สี แดง/ด�ำ เป็ น เดช (ฮก) ปางสมาธิ สี ช มพู เป็ น บริ ว าร (ลก) ปางสมาธิสเี ขียวเป็นอายุ (ซิว่ ) พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง ด�ำ นวล ชมพู เขียว ฯ เว้นสีเหลือง ผู้ที่เกิดวันพุธ พระปางสมาธิสีน�้ำตาลเป็นเดช (ฮก) ปางสมาธิสีเขียวเป็นบริวาร (ลก) ปางสมาธิสีด�ำเป็น อายุ (ซิว่ ) พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง น�ำ้ ตาล ขาว เขียว เหลือง ด�ำ ฯ เว้นสีชมพู ผู ้ ที่ เ กิ ด วั น พฤหั ส พระปางสมาธิ สี ฟ ้ า จั ด เป็ น เดช (ฮก) ปางสมาธิสีน�้ำตาลเป็นบริวาร (ลก) ปางสมาธิ สีน�้ำเงินเป็นอายุ (ซิ่ว) พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง ฟ้า ขาว น�้ำตาล เหลือง น�้ำเงินเข้ม ฯ เว้นสีด�ำ ผู้ที่เกิดวันศุกร์ พระปางสมาธิสีน�้ำตาลเป็นมนตรี ปางสมาธิ สี เหลื อ งเป็ น เดช (ฮก) ปางสมาธิ สี ฟ ้ า เป็ น บริวาร (ลก) ปางสมาธิสีแดงเป็นอายุ (ซิ่ว) พระสมเด็จ ปัญจสิริ สีแดง เหลือง ขาว ฟ้า ฯ เว้นสีน�้ำเงินเข้ม/ ม่วง ผู้ที่เกิดวันเสาร์ พระปางสมาธิสีน�้ ำตาลเป็นอายุ (ซิ่ว) ปางสมาธิสีน�้ำเงินเป็นเดช (ฮก) ปางสมาธิสีด�ำ เป็นบริวาร (ลก) พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง น�้ำเงินเข้ม ขาว ด�ำ เหลือง น�้ำตาล ฯ เว้นสีเขียว ผู้เกิดวันราหู พระปางปาลิไลยก์ ปางอุ้มบาตร หรือ ปางนาคปรก สี แดงเป็ น เดช (ฮก) (วั น พุ ธ กลางคื น ) สี น�้ ำ เงิ น เป็ น บริ ว าร (ลก) สี ฟ ้ า เป็ น อายุ (ซิ่ ว ) เว้ น สี น�้ำตาล

พระสี ห าได้ ที่ ไหนจะบอกลายแทงให้ ก็ เจดี ย ์ วั ด ทองนพคุณเคยกรุแตกมาครั้งหนึง่ ประมาณปี ๒๕๑๑ มี พระสมเด็จสีทะลักออกมามากมาย คนเป็นพระจริงๆ จะ มีสักกี่คนครับ พอเห็นเข้าก็เบือนหน้าหนี เท่าที่พบเห็น มีสีแดงชาด (จูซาอั้ง) สีเหลืองหรดาร สีฟ้า สีเขียว ดู เหมือนจะมีครบสีนะครับ พระนีส้ ร้างทีว่ ดั ระฆัง แล้วน�ำ มาบรรจุกรุทวี่ ดั ทองนพคุณ พระเจดียใ์ หญ่วดั ทองนพคุณ นี้ ออกทุนสร้างโดยพระยาโชดึกราชเศรษฐี ผู้อุปการะ วัดทองนพคุณ นามสกุลท่านโชติพกุ นะ ท่านมีอาชีพทาง ค้าขายเครื่องกังไสลายคราม โดยติดต่อทางประเทศจีน ต่อมาท่านชราภาพลงก็รามือ ท่านมีคนสนิทผู้หนึ่งชื่อ นายกิ๊ด แซ่ตั้ง พูดจีนได้ไทยชัด เป็นผู้ติดต่อทางการค้า ระหว่างประเทศไทยกับจีน ต่อมาภายหลังนายกิ๊ดผู้นี้ ได้ร่วมงานกับเจ้าคุณกรมท่า และกรมพระราชวังบวร วิชัยชาญ ในการติดต่อจัดหาหุ่นถ้วยชาม เพื่อจัดสร้าง เครื่ อ งเบญจรงค์ขึ้นเป็นเตาแรกในสมัยรัต นโกสิ นทร์ และคงได้ พ บเห็ น การสร้ า งพระพิ ม พ์ ส มเด็ จ สี ข อง พระราชวังหน้า จึงคิดสร้างพระสีโดยใช้พมิ พ์ของวัดระฆัง เป็นหลักและแกะพิมพ์อื่นๆ เพิ่มเติม แล้วน�ำบรรจุใน องค์เจดีย์วัดทองนพคุณ พระพิมพ์นี้ได้รับการอธิษฐาน จิตจากเจ้าประคุณสมเด็จโตแน่นอน เพราะทันยุคสมัย และได้รับการพิจารณาทางนามแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย และที่ มี ม ากอี ก แห่ ง หนึ่ ง ก็ คื อ พระพิ ม พ์ ที่ ส ร้ า งจาก พระราชวังหน้า ใครว่าไม่จริงก็แล้วแต่ภมู ปิ ญ ั ญา ไม่วา่ กัน การใช้พระพิมพ์ปางสมาธิองค์เดียว เป็นพระสีน�้ำตาล ที่ว่านี้มิใช่สมเด็จธรรมดา จากการตรวจสอบทางจิต ทราบว่ า ประกอบด้วยผงวิเศษเป็นผงยาจิ นดามณี มี อานุภาพครอบคลุมไปหมด อธิษฐานจิตโดยบรมครูพระ เทพโลกอุดร ซึ่งเป็นปรมาจารย์ที่ท่านวังหน้าทรงเคารพ อย่างสูงสุด (เหมือนการอัญเชิญหลวงปู่ทวดอธิษฐาน จิตวัตถุมงคล) ราคาถูกเกินความคาดหมายและหาได้ ไม่ยากหากมีความช�ำนาญเพียงพอ องค์เดียวเกินพอ แล้วครับ เลิกเล่นเลิกหาได้แล้ว จบแล้วซึ่งวิทยาการ อายุการสร้างกว่า ๑๓๐ ปี ถ้าหาไม่ได้ก็ใช้พระก� ำลัง แผ่นดินพิมพ์สามเหลี่ยมปางสมาธิ สีของวันพฤหัสบดี ทุกองค์ หรือจะศึกษาพระสมเด็จปัญจสิริ ซึ่งมีสีตาม ต้องการในองค์เดียวก็ยังพอหาได้

พระปางสมาธิใช้ได้ทุกวัน เว้นวันพุธกลางคืน (ราหู)

พระสีประจ�ำวันพุธกลางคืน

พระสีประจ�ำวันพฤหัสบดี

พระสีประจ�ำวันเสาร์

25

สีของวัตถุมงคลที่ให้คุณต่างๆ วันเกิด

บริวาร(ลก)

อายุ (ซิ่ว)

เดช (ฮก)

ศรี

อาทิตย์

๑ แดง ถวายเนตร

๒ เหลือง ห้ามญาติ

๓ ชมพู ไสยาสน์

๔ เขียว อุ้มบาตร

จันทร์

๒ เหลือง ห้ามญาติ

๓ ชมพู ไสยาสน์

๔ เขียว อุ้มบาตร

๗ ด�ำ นาคปรก

อังคาร

๓ ชมพู ไสยาสน์

๔ เขียว อุ้มบาตร

๗ ด�ำ นาคปรก

๕ น�้ำตาล สมาธิ

พุธ

๔ เขียว อุ้มบาตร

๗ ด�ำ นาคปรก

๕ น�้ำตาล สมาธิ

๘ น�้ำเงิน ปาลิไลยก์

พฤหัส

๕ น�้ำตาล ส้ม สมาธิ

๘ น�้ำเงิน ปาลิไลยก์

๖ ฟ้า ร�ำพึง

๑ แดง ถวายเนตร

ศุกร์

๖ ฟ้า ร�ำพึง

๑ แดง ถวายเนตร

๒ เหลือง ห้ามญาติ

๓ ชมพู ไสยาสน์

เสาร์

๗ ด�ำ เทา นาคปรก

๕ น�้ำตาล สมาธิ

๘ น�้ำเงิน ปาลิไลยก์

๖ ฟ้า ร�ำพึง

ราหู (พุธกลางคืน)

๘ น�้ำเงิน ปาลิไลยก์

๖ ฟ้า ร�ำพึง

๑ แดง ถวายเนตร

๒ เหลือง ห้ามญาติ

พระประจ�ำวันจันทร์ ปางห้ามญาติ

26

พระประจ�ำวันอังคาร ปางไสยาสน์

พระประจ�ำวันพุธ ปางอุ้มบาตร

พระประจ�ำวันพฤหัสบดี ปางสมาธิ

มูละ

อุตสาหะ

มนตรี

กาลกิณี

๗ ด�ำ นาคปรก

๕ น�้ำตาล สมาธิ

๘ น�้ำเงิน ปาลิไลยก์

๖ ฟ้า ร�ำพึง

๕ น�้ำตาล สมาธิ

๘ น�้ำเงิน ปาลิไลยก์

๖ ฟ้า ร�ำพึง

๑ แดง ถวายเนตร

๘ น�้ำเงิน ปาลิไลยก์

๖ ฟ้า ร�ำพึง

๑ แดง ถวายเนตร

๒ เหลือง ห้ามญาติ

๖ ฟ้า ร�ำพึง

๑ แดง ถวายเนตร

๒ เหลือง ห้ามญาติ

๓ ชมพู ไสยาสน์

๒ เหลือง ห้ามญาติ

๓ ชมพู ไสยาสน์

๔ เขียว อุ้มบาตร

๗ ด�ำ นาคปรก

๔ เขียว อุ้มบาตร

๗ ด�ำ นาคปรก

๕ น�้ำตาล สมาธิ

๘ น�้ำเงิน ปาลิไลยก์

๑ แดง ถวายเนตร

๒ เหลือง ห้ามญาติ

๓ ชมพู ไสยาสน์

๔ เขียว อุ้มบาตร

๓ ชมพู ไสยาสน์

๔ เขียว อุ้มบาตร

๗ ด�ำ นาคปรก

๕ น�้ำตาล สมาธิ

พระประจ�ำวันศุกร์ ปางร�ำพึง

พระประจ�ำวันเสาร์ ปางนาคปรก

พระประจ�ำวันอาทิตย์ ปางถวายเนตร

พระประจ�ำวันพุธกลางคืน ปางลิไลยก์

27

หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์วรวิหาร ณ บัดนี้ปู่จะเล่าเรื่องหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ให้ บุตรหลานได้ทราบเพื่อสดับสติปัญญาแห่งการสืบค้น ของปู่เป็นระยะเวลานานปีมาก หากนักนิยมพระช่วยกัน สืบค้นแสวงหาความจริง ปู่คงไม่เหนื่อยยากตรากตร�ำ เท่าใด ก็มีอยู่บ้างแต่ก็ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง ความจริง เรือ่ งนีป้ เู่ คยเขียนลงในนิตยสารพระเครือ่ ง มาแล้ ว หยิ บ ขึ้ น อ่ า นยั ง ไม่ เป็ นที่ พ อใจ เมื่อมาเทียบค้นข้อมูลที่สะสมในภายหลัง ทราบว่ า ยั ง บกพร่ อ งไม่ ก ระจ่ า งชั ด ถึ ง กระนัน้ ก็มบี างท่านทีป่ กั ใจเชือ่ ก็นบั ว่าเป็น วาสนาของเขา และปราศจากการค้านแย้ง ส่วนใครจะไม่เชื่อปู่ก็จะไม่อ้อนวอน บุญ ใครบุญมัน เพียงทราบกันทั่วไปว่า พระ ชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เพียงแต่ไม่มีผู้ใดทราบถึงของจริง ใครพูดอะไรเชื่อหมด จนเกิดศรัทธาอย่างมหาศาล ปู่ค้นจากเหตุผลทางนาม ประกอบรูป คนทั่วไปนิยมและเชื่อทางรูปและที่เชื่อถือ ทางนามก็มี แต่ปู่วิเคราะห์ทั้งด้านรูปและนามประกอบ กันทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นอะไร แต่ความรู้สึกส่วนลึก ยั ง ไม่ เต็ ม อิ่ ม การทดสอบเพี ย งเขาเล่ า ให้ ฟ ั ง อาจไม่ ชัดเจนเท่าที่ควรแต่การทดสอบขั้นสุดท้ายก็พอทราบผล การยืนยันเท่านัน้ เมื่อปี 2546 ปู่ได้ไปนมัสการท่านอาจารย์นพพร อาทิจจวังโส อ�ำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และน�ำ พระหลวงพ่อแก้วองค์จริงไปด้วย ขอร้องให้พระอาจารย์ นิมนต์กายทิพย์มาสอบถามโดยผ่านผู้ปฏิบัติทางจิต ที่ ไม่รู้เรื่องพระคือหลวงพี่จักรี (ขณะนัน้ ยังเป็นฆราวาส) เมือ่ พิธกี ารเริม่ เข้ารูปเข้ารอยแล้ว ปูจ่ งึ กล่าว ขึ้นว่าขออนุญาตรบกวนหลวงปู่สักครั้ง คือ คนส่ ว นใหญ่ ไม่ รู ้ จ ริงพูดกันไปต่างๆ นาๆ จึ ง ของอภั ย หลวงปู ่ ณ ที่ นี้ด ้ ว ย แล้ ว แต่ หลวงปู่จะเมตตา ทันใดนัน้ หลวงปู่กล่าวขึ้น มาเองว่ า ท่ า นเกิ ด ที่ อ� ำ เภอแกลง จั ง หวั ด ระยอง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2347 28

ปู่ฟังแล้วชักงง ท่านก็เสริมว่าเนื่องจากพ่อแม่มาท�ำงาน ค้าขายและให้ก�ำเนิดท่านตามสถานที่ดังกล่าว ท่านอยู่ อ�ำเภอแกลงหลายปี และต่อมาได้ย้ายกลับไปจังหวัด เพชรบุรี (ฟังแล้วค่อยโล่งใจ) ท่านเป็นบุตรชายคนที่ 3 ในจ�ำนวนบุตรชายหญิง 6 คน และท่านสนใจเลือ่ มใสใน พระบวรพุทธศาสนาตัง้ แต่เยาว์วยั พีน่ อ้ ง อีก 5 คนไม่สนใจ (ไม่ได้ถามว่าพ่อแม่ชื่อ ไร พี่น้องชื่อไรเพราะมิใช่ประเด็นส�ำคัญ) ท่านกล่าวต่อไป พออายุครบ 10 ปี ก็ขอ ให้พ่อแม่น�ำไปฝากวัดและบรรพชาเป็น สามเณร เมื่ อ อายุ ค รบก็ อุ ป สมบทเป็ น พระภิ ก ษุ แ ละไม่ เคยลาสิ ก ขา จนท่ า น อายุได้ 97 ปี จึงมรณภาพ ปัจจุบันอยู่ขั้น สูงมาก (ชั้นสุทธาวาส) เป็นพระภิกษุอยู่ เพชรบุรี ไม่ได้ถามท่านว่าวัดใด ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ วั ด เครื อ วั ล ย์ ว รวิ ห าร จั ง หวั ด ชลบุ รี เมื่ อ อายุ ไ ด้ 27 พรรษา มาอยู่ในฐานะพระลูกวัด สมภารชื่ออะไร ไม่ได้ ถาม จนท่านอายุได้ 40 ปี จึงได้เลื่อนฐานะเป็นผู้ช่วย เจ้าอาวาส อายุได้ 48 ปี ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครู ศี ล สมาจารย์ เริ่ ม จั ด สร้ า งพระปิ ด ตารุ ่ น แรกจ� ำ นวน 900 องค์ อายุ 49 ปี เจ้าอาวาสมรณภาพ ท่านขึ้นเป็น สมภาร ถามว่าสร้างพระไว้กี่รุ่น ท่านตอบว่า 4 รุ่น มี ทั้งเนื้อผงและเนื้อโลหะ (เนื้อโลหะเป็นพระปิดตาสอง หน้า แบบเดียวกับพระพิมพ์รุ่นสอง เคยพบ 2 ครั้ง คน ทั้งแผ่นดินไม่มีใครรู้หรอก) ถามอาจารย์ของท่านคือ ผูใ้ ด ท่านบอกว่ามีอาจารย์อยู่ 4-5 องค์ แต่ขอสงวนนาม (ซึ่ ง ปู ่ ก็ รู ้ อ ยู ่ แ ก่ ใจแล้ ว จึ ง เพ่ ง จิ ต ใส่ ท ่ า น) ทั น ใดท่ า น ได้ ใ ช้ มื อ มากุ ม ศี ร ษะปู ่ และร� ำ พึ ง ว่ า เจ้ า คนนี้ ส� ำ คั ญ มาก คนอื่นๆ จึงคลานเข้ามาหวังให้ท่านลูบ ศี ร ษะ ท่ า นปฏิ เ สธเด็ ด ขาด ถามต่ อ ไปว่ า พระอุปัชฌาย์หลวงปู่เป็นใคร ท่านตอบว่า ปู่ ปุ สุ โย และได้รับฉายา อัตโน อุปสมบท ได้ 6 พรรษาสอบได้ น.ธ. เอก และสมณศักดิ์ ครั้ ง สุ ด ท้ า ยคื อ พระสุ ธี ธ รรม พระราชา คณะ

เอาละต่ อ ไปนี้จ ะเล่ น ไม้ ต าย กับหลวงปู่แก้ว เพราะเราได้รับ ข้ อ มู ล จากการพิ สู จ น์ ม าพอ สมควรแล้ว เอกชัย อาจสาคร ตัง้ ค�ำถามขึ้นว่าหลวงปู่คุ้นเคยกับ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล มหาอุ ป ราชวั ง หน้ า ใน รั ช สมั ย ร. 5 บ้างหรือเปล่าครับ ท่านรับว่าชอบพอคุ้นเคยกัน และเข้านอกออกในอยู่ประจ�ำ ถามว่าหลวงปู่เคยน�ำพระ ปิดตาสองหน้า พิมพ์สมาธิเพชรไปแจกที่พระราชวัง หน้าเท็จจริงประการใด ท่านรับว่าใช่ และถามว่าพระ ปิดตาหลังแบบพิมพ์ต่างๆ หลวงปู่มิได้สร้างเองใช่ไหม ท่านรับว่าเพียงน�ำมาแจก (พระพิมพ์ชนิดนี้สร้างขึ้นใน ปี พ.ศ. 2411 อธิษฐานจิตโดยพระอิเกสาโร พระโลกอุดร องค์ที่ 3) แล้วท�ำไมเขาเรียกว่าพระหลวงพ่อแก้วเล่า ขอรับ เขาเรียกกันเองโดยเปรียบเสมือนแก้วสารพัดนึก ส่วนหลวงปู่ชื่อจริงคือ “สุข” เวลาแจกก็ไม่ได้บอกใคร ที่สุดก็เกิดการเข้าใจผิดทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่านัน้ หลวงปู่สุข หรือหลวงพ่อแก้ว ยังสร้างปัญหาไว้อีก โดยแจกพระ โลกอุดรพิมพ์ปิดตาสี่กรให้บุคคลผู้หนึง่ ไป ไม่มีเซียนใน แผ่นดินอธิบายได้ จนมาเจอปูจ่ งึ ถึงบางอ้อ เรือ่ งนีเ้ กิดขึน้ ที่ร้านหมอเพลิน อ.พนัสนิคม คือมีคนถามหมอเพลินว่า มีคนดูพระหลวงพ่อแก้วเป็นไหม หมอเพลินเลยชี้มาที่ปู่ ปูก่ บ็ อกว่าดูเป็นแต่ไม่เหมือนคนอืน่ เขานะ ถ้าจะให้ดกู ล็ อง เอามาให้ดู เขาก็กลับบ้านรีบไปเอามาให้ดู พระองค์นี้ ผ่านตาเซียนมานับไม่ถ้วน ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าเป็น หลวงพ่อแก้ว เพราะเป็นพระปิดตาสี่กรของวังหน้า ซึ่ง ก็ไม่มีใครตอบได้ ทั้งๆ ที่เดิมทีผู้รับมรดกสืบทอด ยืนยัน ว่ า พระองค์ นี้ ได้ รั บ จากมื อ หลวงพ่ อ แก้ ว ก� ำ นันทอง สหายา คหบดี อ.พานทอง ให้คา่ ตอบแทนไป 2,500 บาท (สมัยทองค�ำราคาบาทละ 15 บาท) พอไปให้เซียนดู ก็ไม่มีใครดูออก ให้ใครดูก็ไม่รู้จัก พระจึงตกมาถึงนาย กวย นายกวยเคยใช้พระองค์นี้ ท�ำน�้ำมนต์ เพราะเป็ด ไก่เป็นโรค กินแล้วหาย ก็มีความศรัทธา แต่ให้ใครดูก็ ไม่รู้จัก จนมาถึงปู่จึงถึงบางอ้อ ก็จะไม่ดีได้ยังไงเพราะ เป็นพระของวังหน้า อธิษฐานจิตโดยบรมครูพระเทพ โลกอุดรองค์ที่ 3 (พระอิเกสาโร) หลวงพ่อแก้วเข้าวังก็ ติดออกมาแจกญาติโยม แต่ไม่ได้บอกว่าพระมาจากไหน คนได้รับก็ได้แต่นงั่ ยันนอนยันว่าได้รับจากหลวงพ่อแก้ว

แล้วไม่ให้เรียกพระว่าหลวงพ่อแก้วแล้วจะเรียกอะไร ส่วนพระของหลวงพ่อแก้วท� ำแล้วก็คงไปฝากวังหน้า วังหน้าก็แจกและไม่ได้บอกว่าจากไหน ใครได้รับก็บอก ว่าพระวังหน้าแจก เรื่องนีถ้ ้าไม่ศึกษาทางนาม โดยญาน ลาภีบุคคล รับรองไม่มีทางรู้ ไหนๆ ก็พูดแล้ว พระปิดตา วัดสมถะโกหกทั้งสิ้น แท้จริงเป็นพระปิดตาวังหน้า พระ หลวงปู่ภู่วัดนอกมีทั้งของวัดและของวังหน้า ให้สังเกต ที่รัก พระวัดก�ำแพงถอดแบบจากพระปิดตาวังหน้าเป็น พระมหาอุด ทีนดี้ ้านหน้าเหมือน แต่เป็นหลังแบบนัน้ คือ พระโลกอุดรทั้งสิ้น และพระพิมพ์หลวงปู่เอี่ยมเนื้อผง คลุกรักเป็นบรมครูพระเทพโลกอุดรองค์ที่ 1 (พระโสณะ) อธิษฐานจิต พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง เนื้อ ขาวลงรักด�ำบ้างสีเลือดหมูปิดทอง เซียนพระชอบท�ำเป็นดูพระเก่งว่าเป็นพระหลวงปู่ กลิ่น ซึ่งมรณภาพเพียงปี พ.ศ. 2493 เท่านัน้ พระเก่า จนรักล่อนบอกว่าเป็นพระหลวงปู่ทองสุก ซึ่งเริ่มสร้าง ในปี พ.ศ. 2512 ราคาบูชาที่วัดองค์ละ 100 บาท จะ เก่าเป็นร้อยปีอย่างไร พระปิดตาท่านเจ้าคุณวรพรต ปัญญาจารย์ อาจารย์ของปู่ท่านบอกกับปู่ว่า ไม่มีผง หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ผสมเลยเป็นผงของหลวงพ่อ พลับ วัดใหม่พระยาท�ำ แม้แต่พระผงคลุกรักซึ่งปู่สร้าง เอง เช่น หลวงปู่สิม พุทธาจาโร พระหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านเจ้าคุณนร ธัมวิตตักโก มันยังช่วยกันดันโอนสังกัด ไปเป็นพระหลวงปู่ทิม อิสริโก หน้าตาเฉย (เพราะพระ หลวงปูท่ มิ มีราคา) ไม่เคยมาถามไถ่ มันสุดชัว่ จริง สะสม แต่ความเลวร้าย หนีให้ไกล ที่นี้เป็นตาของปู่เรียกว่าอัดให้อยู่ จึงเรียนถามว่า หลวงปู่ขอรับขณะหลวงปู่ยังมีชีวิตได้เคยไปที่บ้านยาย กระผมบ้างหรือเปล่า ท่านตอบโดยไม่ต้องไตร่ตรองว่า เคยไปหลายครั้ง หากท่านตอบว่าบ้านเอ็งอยู่ไหนข้าฯ จะไปรู้หรือที่นี่มันดอยเชียงดาว ปู ่ จ ะลุ ก ขึ้ น ยื น ประกาศความ เป็นโมฆะ ไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้นเชื่อ พระพุทธองค์ในหลักกาลามะสูตร เพียงอย่างเดียว

29

เรื่ อ งมี อ ยู ่ ว ่ า นานปี ม าแล้ ว ขณะนัน้ คุณยายของปู่อายุได้ 80 ปีเศษ ปู่ขณะนัน้ อายุ 20 ปีเศษ คุณยายเห็นปู่ชอบเล่นพระท่าน เลยเล่าให้ฟงั ว่า เมือ่ ครัง้ ท่านอายุ ได้ประมาณ 8 ขวบ หลวงพ่อแก้ว (สุข) ได้แวะเวียนมาที่บ้านบ่อย ครั้ง โดยที่พี่ชายของคุณยายชื่ออั๊งเป็นศิษย์สะพายย่าม คอยติดตามรับใช้หลวงปู่แก้ว ก๋งอั๊งท่านนี้ปู่เกิดไม่ทัน ถามท่านว่าตอนนัน้ หลวงพ่อแก้วอายุประมาณกี่ปี คุณ ยายบอกว่าประมาณ 60 ปี เห็นจะได้ รูปร่างประเปรียว ผิวเนื้อค่อนข้างด�ำ ใจดี เคยให้พระปิดตาไว้หลายองค์ คุณยายเป็นเด็กน�ำไปเล่นหมากเก็บ ตกใต้ถุนหมดไม่รู้ ว่าเป็นของดี (สภาพบ้านเดิมอยู่ในป่าชายเลนมีน�้ำขึ้น น�้ ำ ลง) ปู ่ จึ ง เชื่ อ สนิท คุ ณ ยายไม่ โกหก ท่ า นปฏิ บั ติ ศี ล เป็นประจ�ำ การทีป่ จ่ ู ะปักใจเชือ่ ใช้เวลาประมาณ 60 ปี ส�ำหรับ พระบางพิมพ์ซึ่งหายากและพิสูจน์ยากมาก พระรุ่นแรก พบอยู่ในห่อพระของญาติผู้ใหญ่บ้านอยู่ไม่ห่างกันเท่าไร บุตรชายคนเล็กน�ำมาให้ชม ปู่ยังไม่ปักใจเชื่อเพราะผิด จากลักษณะที่ร�่ำลือเชื่อถือกันทั่วไป จากนั้นเป็นระยะ เวลาห่างกันประมาณ 20 ปี ตอนขนย้ายไปจังหวัดระยอง มีการวิเคราะห์พระโนเนมที่ไม่มีคนทราบกัน เป็นการ พบครั้งที่ 2 เจ้าของพระชื่อจุ๊ย เป็นคนปากคลอง ชอบ พิสจู น์พระเช่นเดียวกับปู่ ได้คน้ พบพระปิดตาด้วยทางจิต ได้ความว่าเป็นพระหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ อีกนัน่ แหละ ไม่เหมือนทีเ่ ขานิยมเล่นกัน จึงต้องทดสอบอาทิตย์ละครัง้ รวมกั บ พระอื่ น ก็ ค งยื น ยั น เช่ น เดิ ม และที่ ส�ำ คั ญ ก็ คื อ เหมือนกับองค์ที่ปู่พบครั้งแรกและเจ้าของพระได้มอบให้ โป๊ยเสี่ยบุตรชายเจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ โดยการแลก ไม้ซุง 4 ท่อนต่อมาก็ค้นพบพระพิมพ์รุ่นสองในระยะ เวลาไม่ห่างกันนัก ก็คือที่เซียนพระเรียกว่าพระปิดตา วังหน้านัน่ เอง เป็นพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก ท่านบอกว่า เป็ น รุ ่ น สองสร้ า งส�ำ หรั บ คนตั ด ไม้ ตั ด ฟื น ป้ อ งกั น สั ต ว์ อสรพิษ เมื่อปู่แน่ใจแล้วก็สั่งเพื่อนซึ่งรับราชการอยู่กรม ส่งเสริมสหกรณ์ ก.ท.ม. ซึง่ เป็นเซียนพระโดยบอกลักษณะ ให้เขาช่วยค้นหาให้ในที่สุดไปได้ที่จังหวัดนนทบุรี ปู่ก็ ให้พระนางพญาพิษณุโลก พิมพ์ใหญ่เข่าโค้ง กับพระ สมเด็ จ พิ ม พ์ ใหญ่ กรุวัดกลางคลองข่อย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ตอบแทนไป น่าเสียดายจนป่านนีก้ ็ยังดูกันไม่ 30

เป็น เป็นแต่คอยตะแคงฟังราคาจากอาจารย์ก�ำมะลอ จะบัญชาเลยผิดใจกันและลืมชื่อเสียแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2493 ปู่ถูกย้ายไปด�ำรงต�ำแหน่งที่อ�ำเภอ ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ได้น�ำพระเก่าแท้ของน้าชาย ติดไปด้วย ไม่ทราบอาจารย์เช่นกัน จึงให้อาจารย์ซึ่ง บวชเป็นชีปะขาวท่านลองถามดู ท่านบอกว่ามหานิยมดี จริงๆ ปรากฏนิมิตเป็นอักษรโรมัน K ซึ่งปู่ตีความว่า แก้ว และตอนอยู่จังหวัดระยองได้พบอีก 1 องค์เจ้าของ บอกว่าเป็นพระเก่าแก่ทางชลบุรี เสียดายได้ไม่เช่าไว้ ลักษณะพระหกเหลี่ยม เนื้อผงไม่ได้คลุกรัก และลงรักไว้ เนื้อแท้ๆ สีเดียวกับรุ่นสองแน่นอน ต่อมาย้ายกลับมาอยู่ชลบุรี ยังได้พบพระรุ่นแรก ขนาดและเนือ้ พระใกล้เคียงกันแต่เป็นรูปพระสังกัจจายน์ เลยลองอธิฐานดู น�ำพระรุน่ แรกมาวางเคียงไว้ทหี่ อ้ งนอน นิมิตเห็นไก่ป่า 2 ตัว บินไล่กัน และเพียงเดือนเดียวกัน มีอาคันตุกะเดินทางมาจากโคราช ลักษณะเป็นเสี่ยหนุ่ม มาขอบูชาพระเทพโลกอุดร และอวดพระที่เลี่ยมทองค�ำ ติดสร้อยเพียงองค์เดียวเหมือนกันเปี๊ยบ บอกว่ารักและ หวงแหนมากและยืนยันว่าเป็นพระของหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์มีคนทั้งแผ่นดินไม่รู้จักหายากมาก ปู่บอกว่า รู้จักและน�ำมาเทียบกัน รู้สึกเขามีความปิติยินดีมาก มีท่านผู้หนึ่งคือคุณไชยยศ ภูมิรัตน์ ชอบพอกับปู่ มากกว่า 30 ปี ท�ำงานอยู่ ป.ต.ท. ตอนนี้ออกจากงาน นานปีแล้ว ท่านผู้นี้ไม่ใช่เซียน ชอบทุบเซียนและเชื่อ โดยนั บ ถื อ ปู ่ เป็ น อาจารย์ เรื่ อ งพระหลวงพ่ อ แก้ ว วั ด เครือวัลย์ ท่านเชื่อใจปู่สนิท เพราะท่านเล่นทั้งรูป-นาม ต่อมาท่านก็ได้พระพิมพ์แรกถึง 3 องค์ไปลอง ผู้โกหก เป็ น เซี ย นเขาบอกว่ า เป็ น หลวงปู ่ ท า วั ด พะเนี ย งแตก นครปฐม อีกคนหนึ่งบอกว่าเป็นพระทางฉะเชิงเทรา โอ! เก่งจังเก่งแท้ๆ ระยะทางวัดฝีเท้าม้า ระยะเวลาวัดใจ คน ที่สุดความจริงก็ปรากฏ พระที่เรียกว่าหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ออกจากวัดพระแก้ว ออกมาเป็นพันกองขาย คุณไชยยศเก็บได้เป็นร้อย ให้ปู่ 20 องค์ คุณไชยยศ ออกตัวไป 1 องค์ สองแสนบาท ไม่ขายมากเกรงโดน ฆ่าภายหลัง ล้วนเป็นพระวังหน้าทั้งสิ้น เก่าหลังแบบ และขนาดแตกต่างกัน อธิษฐานจิตโดยพระอิเกสาโร

พระโลกอุดรองค์ที่ 3 ปู่ให้เซียน หลวงพ่อแก้วพิจารณา ท่านว่า แขนลึกไม่พอ ก็มีพิมพ์เดียวซะ เมื่ อ ไหร่ งั้ นท� ำ ปลอมแขนลึ ก ก็ แท้หมดกระมัง เล่นเอาซีดเพราะ สนนราคาเป็นล้าน วางเกลื่อน องค์ละ 5 บาทก็หาได้ พระมาก ราคาถูก เหมาเป็นของปลอม พระเก๊สร้างน้อยราคาแพง ว่าแท้ ตายไปสุดคณานับ ไม่รู้จักเข็ด ส�ำหรับพระพิมพ์ แบบที่ 2 ลักษณะคล้ายกันแต่เป็นเนื้อผงยาวาสนาเป็น พระโลกอุดร เนื้อคลุกรักเป็นพระหลวงพ่อแก้ว เก่งไม่ เท่ากันและราคายังแตกต่างกัน คือพระโลกอุดรจะถูกกว่า ไม่มีราคา นี้ซิความเก่งของเซียนพระ ปู่ได้เห็นว่าเขา ไม่รู้อะไรเลยแม้น้อยนิด ต้องเลิกหารือไปตราบสิ้นดินฟ้า พระรุ ่ น สองยั ง มี บ างคนเรี ย กเป็ น พระหลวงพ่ อ ปาน คลองด่าน ไม่ทราบว่าอาจารย์ท่านใดแนะน�ำไว้ ปู่อยู่ คลองด่าน 7 ปี ไม่เคยทราบว่าหลวงพ่อปานสร้างพระ สักองค์ มีแต่ศิษย์ท่านคือหลวงพ่ออิ่ม และพระอาจารย์ ลิ ที่สร้างพระเครื่องเป็นที่ทราบกันทั่วไป ประสบการณ์ มีมากในรุ่นที่ 2 ซึ่งสร้างขึ้นจ�ำนวนมาก รุ่นอื่นๆ มีน้อย หรืออาจมี แต่ไม่ทราบว่าเป็นพระอาจารย์ใด คนบางวัว ก็เรียกพระหลวงพ่อปาน เล่ากันว่าพวกเรือหอย (เรือ บรรทุกข้าวเปลือก) นิยมกันมาก ตีรันฟันแทงกันมามาก แมลงวันไม่ได้กินเลือด และเกี่ยวกับเรื่องกันอสรพิษ คุณสนัน่ ส�ำลีวศิ ษิ ฐ์ กับเสีย่ เฉลิม เซียนพระต�ำบลบางวัว นับถือปูพ่ อสมควรเล่าให้ฟงั ว่า พระทีเ่ ขาเรียกว่าหลวงพ่อ ปานนี้ เสีย่ เฉลิมเคยรูจ้ กั กับพระภิกษุทวี่ ดั บางเกลือรูปหนึง่ ท่ า นชอบท� ำ ตะไล บางครั้ ง ดิ น ปั ๊ ม ก็ ป ะทุ ขึ้ น แต่ ไม่ มี อันตรายแม้ครั้งเดียว ต่อมาน�ำไปแลกพระสมเด็จและ น�ำมาพกอังสะต�ำดินปืนฟุบ่ เดียวต้องไปนอนโรงพยาบาล ส่วนเซียนสนัน่ มีเรื่องเกี่ยวกับอสรพิษเล่าว่ามีชายผู้หนึง่ เป็นคนบางวัว มีอาชีพจับงูเห่าขายเลี้ยงชีพ ไปได้พระ ชนิดนี้มา พกติดตัวงูหนีหมด เซียนสนัน่ จึงทดลองดูโดย ไปจับงูเห่าได้ตัวหนึง่ แล้วเอาพระแช่น�้ำสักพักสาดใส่งู งูเห่าดิ้นบิดไปมานานพอสมควรจึงเลื้อยหนี ต่อมาเอา งูเห่ากัดแมว แมวไม่ใช่กระต่ายและม้า ไม่มีการต่อต้าน พิษงูมันก็ชักแหง็กๆ จะตายเอา เซียนสนัน่ เอาพระแช่ ในขันน�้ำแล้วน�ำน�้ำกรอกปากแมวสักพักแมวก็ร้องแป้ว วิ่งหนีไป ปู่จึงห้ามการเล่นพิเรนท์แบบนี้อีก และบอก

เขาว่านีค้ ือพระหลวงพ่อแก้วที่แท้จริง ต่อมาข่าวรั่วออก ไปมีเซียนพระแถวพนัสนิคมฝีมือปลอมพระเก่งพอดู ไป น�ำพระว่านจ�ำปาสักมาอัดพิมพ์ขึ้นหลายองค์น�ำมาขาย ปู่ถึงบางวัว ก็ปู่ช�ำนาญพระชนิดนี้เพราะอยู่อีสานถึง 8 ปี หากจับพลังจะเสียที จึงปฏิเสธอย่างสุภาพ เซียนผูน้ ี้ เรียกปู่ว่าพี่ไม่สู้ฝีมือการคลุกรัก แต่ก็เก่งกว่าเซียนพระ ท่าพระจันทร์ทั้งหมด จึงดูพระนางพญากรุฐานชุกชีออก และอธิบายได้เรียกว่าพอตัว อีก เรื่ องหนึ่งมี นักเลงลั่ก กั๊ก ที่บ างวัวผู ้ห นึ่ง ใช้พ ระ เพียงองค์เดียว และน�ำติดตัวมิได้ขาด วันหนึง่ ถอดพระ ไว้แล้วลงอาบน�้ำด�ำว่ายที่คลองบางวัว มีเด็กแสนแก่น คนหนึง่ ดอดขโมยไป ท�ำให้นกั เลงผู้นนั้ เสียใจ จนเลิกเป็น นักเลงไปเลย เด็กผู้นั้นรู้สรรพคุณพระหลวงพ่อแก้วดี ลักษณะพระแน่นอนมิได้องค์กลมคล้ายผลมะกอก วัน หนึง่ มีคนขายยาเร่มาแสดงโดยการเอางูกับพังพอนสู้กัน เด็กแสนแก่นนึกสนุก ตรงเข้าคว้าหัวงู เพราะเชื่อว่ามีดี พ่อค้ายาเร่จำ� ต้องเลิกแสดงบ่นเพียงว่าไม่อยากติดตะราง พระหลวงพ่อแก้วรุ่นแรก ไม่สวยงามอะไร เป็นฝีมือ ชาวบ้านพิมพ์ประกบ ตอนสมัยที่คุณย่า (คือแม่พี่จิ๋ว) ยั ง มี ชี วิ ต อยู ่ และมี ผ งโสฬสมหาพรหมเหลื อ จากการ สร้างพระพิมพ์หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ประกอบ กับผงปถมังอิธะเจ เหลือจากถวายท่านเจ้าคุณวรพรต ปัญญาจารย์ วัดอรัญญิกาวาส ชลบุรี จึงมาผสมส่วน 50/50 จัดสร้างพระดังกล่าวขึ้นจ�ำนวน 56 องค์ เท่า จ�ำนวนพระพุทธคุณให้คุณประภาษ รุจิราลัย น�ำเข้าพิธี พุทธาภิเษกโดยหลวงพ่อเล็ก วัดเจริญภูผา (จุมปะ) หาดใหญ่ หลวงพ่อเล็กทักว่ายังไม่ทนั กระท�ำพิธปี รากฏรังสีรงุ่ โรจน์ ปรากฏเหนือกล่องบรรจุพระและ มีเพียงกล่องเดียว เป็นการพบรังสี แบบหลวงปูท่ มิ ได้พบเห็นในพระปิด ตาบินเดีย่ ว จึงเกิดการฮือฮาและ มีผู้อยากได้ จึงส่งคุณประภาษ แจกไปพอสมควร จึ ง เหลื อ พระจ�ำนวนไม่มาก เมื่อน�ำพระ ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ปรากฏว่าสูสีกับพระหลวง พ่อแก้วรุ่นแรก และแจกจนเหลือไม่กี่องค์และคงไม่ ใช้ กั น เพราะราคาสู ญ แต่ ก ว่ า จะส� ำ เร็ จ เหนื่ อ ยยาก ไม่ง่ายดายเหมือนการแบมือขอ เพียงไม่ถึง 1 นาทีก็ 31

ส�ำเร็จ พระหลวงพ่อแก้วสร้างด้วยตัวยาศักดิ์สิทธิ์นาๆ ชนิด เช่น ไม้แยงแย้ ไม้ไก่กุก ว่านดอก ใบไม้รู้นอน เจ็ดอย่าง ผงอิธะเจ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะหลวงปู่ท่าน สั่งว่า เวลาอาราธนาพระให้ใช้ค�ำว่า “อิธะคะมะ”) ซึ่ง ก็คือหัวใจอิธะเจนั่นเอง อย่าสนเท่ห์ (ส่วนพระปิดตา หลวงปู ่ เ ฮี้ ย งได้ รั บ ค� ำ ยื น ยั นจากท่ า นว่ า มิ ไ ด้ ผ สมผง หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ คนเล่นพระล้วนโกหกมดเท็จ ไร้สัจจธรรม ไม่น่าคบหาสมาคม และมีคนดีน้อยมาก เช่น ชอบตั้งวัดตั้งอาจารย์ตามใจชอบ เพื่อเงินตัวเดียว ท�ำได้ทั้งสิ้น ปราศจากความละอาย ในเมื่อปราศจาก หิรโิ อตัปปะ ความเป็นมนุษย์ก็สูญสิ้นโดยปริยาย กลาย เป็นอมนุษย์ในที่สุด อบายภูมิเป็นที่รองรับในภพใหม่ก็ เธอประสงค์เช่นนัน้ ก็ได้ผลเช่นนัน้ ยากปฏิเสธ) เมื่อไป พบเห็นพระปิดตาเนื้อคลุกรักพิมพ์แปลก ไม่เคยศึกษา หาความรู้ก็แสดงความโง่ออกมา เห็นว่าวัดปากทะเล จังหวัดเพชรบุรี เป็นถิ่นก�ำเนิดของหลวงปู่แก้ว (สุข) ก็ บอกแล้วว่าทีเ่ กิดทีอ่ ำ� เภอแกลง จังหวัดระยอง โดยไม่เคย มีผู้รู้มาก่อน คนเล่นพระนิสัยมักง่ายชอบง่ายๆ ใช้หูเล่น ส่วนมากไม่ชอบการสืบหาความจริงให้เสียเวลาในการค้า ชาตินจี้ ึงรู้อะไรไม่จริงชอบฟังอาจารย์ก�ำมะลอ ซึ่งมีอยู่ ดาดดื่ น ใช้ ร ถบั ส ร้ อ ยคั นขนไม่ ห มด วั ด ปากทะเลนั้น หลวงพ่อแก้ว (สุข) ไม่เคยจ�ำพรรษาและเหตุใดเค้าโครง ของพระพิมพ์จึงแตกต่างกับวัดเครือวัลย์ ความจริงท่าน ชื่อปลอดเป็นชาวอ�ำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ในสมัย รัชกาลที่ 5 ทีท่ ราบเรือ่ งอดีตก็เพราะปูข่ องปูเ่ ป็นโยมอุปฐาก เคยนิมนต์มาพักบ้านปลายสะพานศรีนคิ ม (สะพานเก๋ง) คนในสกุลอาจสาครทราบเรื่องดี ท่านสร้างลูกอมขึ้น 2

32

ชนิดคือลูกดินและลูกโสฬส ชนิดแรกอยู่ยงคงกระพัน ชนิดหลังกันการกระท�ำย�่ำยีและคุณไสยนาๆ ชนิด ท่าน เคยกล่าวว่า ขนาดน�้ำมันพรายไม่ต้องมาป้ายหรอก ต่อ ให้น�ำมาราดเป็นปี๊บก็ไม่ต้องกลัว ท่านไม่เคยสร้างพระ เพราะแกะแม่แบบไม่เป็น และไม่ช�ำนาญมาก่อน นีค่ ือ เรือ่ งจริง การศึกษาพระเครือ่ งหากรูค้ วามจริงแล้วน่าเบือ่ สะอิดสะเอียนในการรวมกลุม่ กันโกหกหลอกลวงรับประกัน ไม่ขึ้นสวรรค์หรอก ขืนขึ้นไปสวรรค์จะสกปรกแปดเปื้อน ต้องจัดทัวร์นรกจึงจะถูกต้องและสมปรารถนาในโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งมีพร้อมบริบูรณ์ทุกประการ ส� ำ หรั บ ผู ้ ที่ ยั ง มี ศ รั ท ธาในอิ ท ธิ คุ ณของหลวงปู ่ สุ ข (แก้ว) อ่านเรือ่ งนีแ้ ล้วก็อย่าเพิง่ ท้อแท้ เพราะในวาระในหลวง ทรงครองราชย์ ค รบ 60 ปี ก็ มี เ หตุ ห ลายประการ บังเกิดขึ้น คือมีผู้น�ำพระของหลวงปู่สุขที่ช�ำรุดจ�ำนวน หลายองค์มาให้ปู่ สภาพของพระไม่สามารถซ่อมใช้ได้ จึงมีวิธีเดียวคือ น�ำไปบดให้ละเอียดแล้วผสมคลุกรัก แล้วพิมพ์ใหม่ ผงที่บดได้ก็ดูน้อยนิดพอเป็นชนวน จึง รวบรวมผงวิเศษจากพระวังหน้าที่ช�ำรุด ผงหลวงปู่ทวด จากวัดปิ่นบังอร ผงยาวาสนา ผงราชวรมันสรรพสิทธิ์ มาผสมรวมกันพิมพ์เป็นองค์พระขึ้น แล้วเชิญหลวงปู่ โลกอุดรองค์ที่ 3 มาเป็นประธาน หลวงปู่สุขอธิษฐาน จิต ผลออกมาหลังเสร็จพิธี ได้ผล 100 % พี่ก้อนผู้เป็น ฌานลาภีบคุ คล พิจารณาแล้วบอกว่าเยีย่ ม และหลวงปูส่ ขุ เคยมาบอกพี่ก้อนล่วงหน้าแล้วว่าจะได้พระของหลวงปู่ และเป็นพระปิดตาองค์เล็กๆ

พระภควัมปติและพระปิดทวารทั้งเก้า พระภควัมปติ พระควัมปติ พระควัมบดี แปลว่า ละม้ายแม้นพระศาสดาต่างมีความหมายเป็นนัยเดียวกัน ส่วนพระปิดทวารทั้งเก้านั้นมิใช่พระควัมปติ ทั้งไม่มี ส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดทั้งความหมายในรูปแห่งกฤตยาคม ซึ่งจะได้กล่าวในตอนท้าย พระภควัมปติก็คือพระมหา กัจจายนะเถระ พระควัมปติมีหลายองค์และพระมหา กัจจายนะก็มีอยู่หลายองค์ด้วยกัน จะได้ชี้ให้เห็นว่าด้วย การจ�ำแนกตามเหตุผลเพื่อสิ้นซึ่งวิจิกิจฉา

กล่าวตามพระราชพงศาวดารรามัญ ยุคสมัยสุโขทัย

จั ก ด� ำ เนิ น ความในเรื่ อ งราวพระเจ้ า ราชาธิ ร าช กล่าวโดยลักษณะบุรพเหตุความเบื้องต้น เป็นสังเขป ใจความว่า ยังมีพระมหาเถระองค์หนึง่ เป็นพระอรหันต์ มีนามปรากฏว่าพระควัมบดี เป็นบุตรรามัญชาวเมือง สเทิม พระผูเ้ ป็นเจ้ากอร์ปด้วยอรหันตคุณ คือได้อภิญญา หก และปฏิสมั ภิทาญาณทัง้ สี่ มารดาของพระมหาเถระเจ้า นัน้ ถึงแก่มรณภาพ พระผูเ้ ป็นเจ้าเล็งดูดว้ ยทิพยจักษุญาณ แจ้งว่ามารดายังหาได้ไปเกิดในเทวโลกใหม่ ยังท่องเที่ยว ถือปฏิสนธิก�ำเนิดเป็นมนุษย์อยู่ บัดนี้ไปบังเกิดในรามัญ ประเทศ พระผู้เป็นเจ้ามีความปรารถนาจะให้ประโยชน์ แก่มารดาและกษัตริยเ์ ศรษฐีคหบดีพราหมณ์ประชาราษฎร์ หญิงชายชาวเมือง จึงเข้าฌานสมาบัติถืออภิญญาเป็น บาท ออกจากฌานแล้วก็ส�ำแดงอิทธิปาฏิหาริย์เหาะมา ยังเมืองสเทิม สมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราชบรมบพิตร ได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระผู้เป็นเจ้าก็เลื่อมใสในพระอร หั ต ตคุ ณ แล้วพระเจ้าอโศกมหาราชจึงตรั ส ถามพระ มหาเถระว่ า เมื่ อ พระศรี ส รรเพชรโลกาจารย์ มี พ ระ ชนมายุเสด็จทรมานอยู่นั้น มีพระพุทธบัณฑูรท�ำนาย ไว้ประการใดบ้าง พระมหาเถระเจ้าถวายพระพร ตาม กระแสพระพุทธพยากรณ์ตรัสท�ำนายไว้ว่าเมื่อพระองค์ ยังมีพระชนมายุอยูน่ นั้ เสด็จมาในอรัญประเทศนีอ้ นั ชือ่ ว่า ป่าเมาะตะมะ ยังมีมหายักษ์ทั้งแปดเห็นสมเด็จพระพุทธ เจ้ามีพระรูปสิริวิลาสงามหาที่สุดมิได้ ประดับไปด้วย

ฉัพพรรณรังสีเลื่อมประภัสสรเปล่งจากพระวรกายข้าง ละวา มหายักษ์ทั้งแปดเห็นแล้วก็เลื่อมใสยินดี จึงเก็บ เอาใบพลวงมาแปดใบท�ำเป็นเพดาน เอาศิลามีพรรณ อันขาดมากระท�ำเป็นพระแท่น อาราธนาสมเด็จพระ พุทธเจ้าให้เสด็จสีทนาการเหนือเศวตบัลลังก์ศิลา แล้ว มหายักษ์ทั้งแปดจึงเก็บเอาผลหว้าป่ามากระท�ำเป็นน�้ำ อัฐบานถวายสมเด็จพระพุทธเจ้า แล้วจึงเอาน�้ำมันมา ตามเป็นประทีปถวายสมเด็จพระพุทธเจ้า พระองค์จึง ตรัสพระธรรมเทศนาโปรดมหายักษ์ทั้งแปด ยังมหายักษ์ ทั้งแปดให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์และศีลห้า แล้วทรงท�ำนาย แก่มหายักษ์ทั้งแปดว่า ดูกรมหายักษ์ ผลานิสงฆ์ที่ท่าน ทั้งปวงได้กระท�ำพุทธบูชาแก่ตถาคตในครั้งนี้ นานไป ท่านทั้งแปดจะได้เกิดเป็นพระมหากษัตราธิราช กอร์ป ด้วยตบะเดชะอันล�ำ้ เลิศประเสริฐและประเทศป่าอันนีจ้ ะ มีมหากษัตริยอ์ งค์หนึง่ เสด็จมาสร้างพระนคร ชือ่ ว่าเมือง เมาะตะมะและสมเด็พระพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาแก่ มหายักษ์แล้วก็เสด็จโปรดเวนัยสัตว์ทั้งปวง เมื่อพระองค์ มีพระชนม์ได้แปดสิบพระพรรษา ก็เสด็จเข้าสูป่ รินพิ พาน ฝ่ายมหายักษ์ทงั้ แปดครัน้ สิน้ ชีวติ แล้ว ก็ไปบังเกิดเป็นเทว บุตรในสวรรค์ หมายเหตุ พระควัมปติรูปนี้ นิพพานหลังพระพุทธองค์ ทรงสาธยายเรือ่ งราวแต่หนหลังได้ดว้ ยอดีตสังญาณแห่ง อภิญญาสมาบัติ และไม่ปรากฏพระนามเดิมว่าพระมหา กัจจายนะ

33

กล่าวตามประวัติแห่งสมัยพุทธกาล

พระกัจจายนะในสมัยพระพุทธกาล มีปรากฏอยู่ ด้วยกันหลายองค์ (โดยเหตุที่มีนามซ�้ำกัน) และองค์ที่ จะกล่าวต่อไปนี้ เดิมชื่อ กาญจนมาณพ เพราะเหตุที่มี ผิวกายอันเหลืองอร่ามดุจเนื้อทองนพคุณ เมื่ออุปสมบท แล้วสหพรหมจารีบริษัทขนานนามท่านว่า “พรหมปุตต เถระ” อันเนือ่ งมาแต่วรรณะพราหมณ์ (เป็นเชือ้ สายของ พรหมโดยสมมุติ) อีกอย่างหนึง่ เรียกว่า ภควัมปติ เหตุที่ มีสรีระงดงามละม้ายแม้นพระบรมศาสดา และเพื่อมิให้ ซ�้ำกับพระกัจจายนะองค์อื่น ภิกษุทั้งหลายถวายนามว่า พระมหากัจจายนะเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ปโุ รหิต กัจจยา นะโคตร แห่งนครอุชเชนี ในรัชสมัยพระเจ้าจันทปัต โชติ ได้ศึกษาเจนจบในไตรเทพแห่งส�ำนักตักกสิลา ครั้น กาลต่อมาบิดาถึงแก่กรรมได้รับต�ำแหน่งปุโรหิตาจารย์ แทน พระเจ้าจันทโชติใคร่จะสดับสัจธรรมแห่งสมเด็จ พระบรมศาสดา จึงมีพระราชด�ำรัสให้กัจจายนะปุโรหิต เป็นศาสนทูตอัญเชิญเสด็จพระบรมศาสดาเพื่อประกาศ ธรรม ณ อุชเชนีนคร กัจจายนะปุโรหิต เลื่อมใสในพระ ธรรมค�ำสอน จึงกราบทูลลาเพื่ออุปสมบทพร้อมด้วย บริวารอีก ๗ คน ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงเดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดาพร้อมด้วยบริวาร ได้ อุปสมบทโดยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา สดับธรรมบรรลุ อรหัตรผลทั้งแปดองค์ ครั้นถึงวาระอันควรจึงทูลเชิญพระบรมศาสดาเพื่อ เสด็จไปประกาศธรรม ณ อุชเชนีนคร พระบรมศาสดา ทรงรับสั่งว่า ท่านจงไปเถิด เมื่อท่านประกาศธรรมแล้ว องค์พระมหากษัตริย์และปวงชน ณ ที่นั้นจะเลื่อมใส ความสันนิษฐานนี้เพราะเหตุที่พระมหากัจจายนะเถระ เคยเป็นอาจารย์ใหญ่ในนครนัน้ มีคนนับถือเชื่อฟังมาก ทั้งมีความสามารถในเชิงอรรถาธิบายด้วยทรงแตกฉาน ในวิชาตรรกวิทยาและจิตวิทยา และประสพผลส�ำเร็จ ในการเผยแพร่ธรรมในครั้งนั้น เมือ่ สมความปรารถนาแล้วจึงเดิน ทางกลับมาเฝ้าสมเด็จพระบรม ศาสดา ท่านเป็นผูฉ้ ลาดในเชิงอรรถา ธิบาย คืออธิบายค�ำย่อให้พิสดาร 34

และได้รับการสรรเสริญจากพระบรมศาสดาว่า เป็น เยีย่ มกว่าสาวกองค์อนื่ ในด้านนีม้ ขี อ้ ความสาธกคือ ท่าน ได้อธิบายภัทเทกรัตตสูตร์ให้พิสดาร ถูกต้องตามพระ พุ ท ธประสงค์ ยั ง มี ภ าษิ ต อื่ นของพระเถระอั น พระธร รมสังคาหคณาจารย์ยอขึ้นสู่สังคีติคือ มุธปินฑิกสูตร์ และอุทเทสวิภังคสูตร์ที่แจกธรรมอันพระบรมศาสดา ทรงแสดงแล้วโดยย่อเหมือนกัน และมธุรสูตร์แสดงถึง ความไม่แตกต่างกันแห่งวรรณะ ๕ เหล่าหรือเมื่อสาวก องค์ใดติดขัดข้องใจในปัญหาธรรม เพื่อความอธิบาย อันกระจ่างแจ้ง พระบรมศาสดามักจะมีพระด�ำรัสให้ไป ทูลถามพระมหากัจจายนะเถระทรงอรรถธิบาย มี เรื่ อ งที่ ท ่ า นอธิ บ ายภั ท เทกรั ต ตสู ต ร์ ใ ห้ พิ ส ดาร ใจความแห่งเรื่องนัน้ มีว่า วันหนึง่ พระบรมศาสดาแสดง ธรรมว่า ผู้มีปัญญาไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ ควรมุ่งหมายถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะว่าสิ่งใดที่ล่วงไป แล้ว สิง่ นัน้ ก็ละเสียแล้ว สิง่ ใดยังมาไม่ถงึ สิง่ นัน้ ก็ยงั ไม่ได้ ไม่ถึง ผู้ใดแจ้งธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้นๆ ใน กาลนัน้ ๆ ไม่ง่อนแง่นไม่คลอนแคลน ครั้นรู้ธรรมแล้วพึง ให้ธรรมนัน้ เจริญอยู่เนืองๆ ความเพียรควรท�ำเสียวันนี้ และใครเล่าจะพึงรู้วา่ ความตายจะมีต่อพรุง่ นี้ ผลัดเพีย้ น ต่อมัจจุราชไม่มีเลย ผู้รู้เป็นคนสงบระงับ ย่อมกล่าว สรรเสริ ญ ผู ้ มี ค วามเพี ย รไม่ เ กี ย จคร้ า นทั้ ง กลางวั น กลางคืน อยู่ด้วยความไม่ประมาทดังนี้ ว่ามีราตรีเดียว อันเจริญ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วก็เสด็จสู่วิหารที่ประทับ ภิกษุทั้งหลายไม่ได้ช่องที่จะทูลถามข้อความพิสดาร เห็น ความสามารถของพระมหากัจจายนะเถระ จึงเข้าไป อาราธนาขอให้ท่านอรรถาธิบาย ท่านอธิบายให้ฟังว่า ท่านผู้มีอายุเรารู้ความแห่งธรรมที่ทรงแสดงแล้วโดยย่อ นัน้ ความพิสดารว่า เมื่อบุคคลคิดว่าในกาลไกลล่วงแล้ว ตากับรูป จมูกกับกลิ่น หูกับเสียง ลิ้นกับรส กายกับสิ่ง จะพึงสัมผัสด้วยกาย ใจกับอารมณ์ ที่เกิดขึ้นกับใจของ เรามีแล้วอย่างนั้น ความก�ำหนัดพอใจในสิ่งเหล่านั้นก็ ผูกพันวิญญาณแล้วเป็นเหตุให้เพลิดเพลิน อย่างนีเ้ ชือ่ ว่า ตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่คิดอย่างนั้นย่อมไม่ก�ำหนัด เมือ่ ไม่กำ� หนัดแล้วย่อมไม่เพลิดเพลิน อย่างนีเ้ ชือ่ ว่าไม่ตาม คิดถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว บุคคลตั้งจิตไว้เพื่อหมายจะได้สิ่งที่ ตนยังมิได้ ว่าในกาลข้างหน้าตากับรูปเป็นต้นของเราจับ เป็นอย่างนี้ เพราะความตั้งจิตอย่างนัน้ เป็นปัจจัย ผู้นนั้

มธุราชอวันตีบุตรเสด็จไปทูลถามว่า ข้าแต่สมณะ พวก พราหมณ์ถือว่าพวกเขาเป็นผู้ประเสริฐบริสุทธิ์เกิดจาก พรหม ท่ า นเข้ า ใจว่ า อย่ า งไร ตอบว่ า นั้น เป็ นความ บันลือของเขา และได้ชักอุทาหรณ์มาแสดงเป็นข้อๆ ที่ วรรณะ ๕ เหล่าไม่ต่างอะไรกันเลย ให้พระเจ้ามธุรา ชอวันตีบตุ รเห็นโดยแจ้งชัด ทรงพระโสมนัสตรัสสรรเสริญ ธรรมของพระเถระเจ้า แล้วทรงแสดงพระองค์เป็นมหา อุบาสก ถึงพระเถระเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็น สรณะ พระมหาเถระทรงห้ามว่าอย่าถึงองค์ทา่ นเป็นสรณะ เลย จงถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะของท่านเถิด พระเจ้ามธุราชตรัสถามว่า ขณะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับ ณ ที่ใด ท่านทูลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเสียแล้ว พระเจ้ามธุราชตรัสว่า ถ้าพระองค์ใดทรงสดับว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ใดแม้ทางจะไกลเท่าใด พระองค์คงจักเสด็จไปเฝ้า ให้จงได้ บัดนีพ้ ระผูม้ พี ระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินพิ พาน แล้ว พระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นนั้ แม้ ปรินิพพานแล้ว กับพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะ พระมหากัจจายนะเถระนิพพานก่อนพระพุทธองค์ ข้อความในพระสูตร (มธุรสูตร) นี้กล่าวไว้ชัดเจนว่า ข้อความอันปรากฏในมหาสาวกปรินิพพานปริวัตร์ว่า พระมหากัจจายนะได้มีชีวิตอยู่มาภายหลังพระพุทธเจ้า พระมหากัจจายนะเถระเจ้า อาศัยอยู่ที่สุนทราวาสพิ ปรินิพพาน จารณาอายุสังขารควรจะนิพพานแล้ว จึงเข้าไปทูลลา พระบรมศาสดา แล้วกลับมานิพพานที่สุนทราวาสนั้น ข้ อ ข้ อ งใจของผู ้ เขี ย น พระมหากั จ จายนะองค์ นี้ สมเด็ จ พระบรมศาสดาเสด็ จ ไปท� ำ ฌาปนกิ จ พระศพ ไม่มีค�ำว่าเถระต่อท้าย ต้องมิใช่องค์เดียวกัน สถานที่อยู่ พระมหาเถระเจ้าเสร็จแล้ว รับสั่งให้รวบรวมอัฐิธาตุของ คนละแห่งไม่เหมือนกัน แต่อรรถธิบายความแห่งมธุรสูตร พระมหาเถระมาบรรจุไว้ ณ พระสถูปในโฆสิตาราม นี้ เช่นเดียวกัน อาจเป็นการอรรถธิบายต่างกรรมต่างวาระกัน แสดงความชัดว่าพระมหากัจจายนะเถระนิพพานก่อน ข้อทีข่ อ้ งใจก็คอื ค�ำว่า หูพญา ตาแร้ง จมูกมด น่าจะเป็น พุทธปรินิพพาน แม้ในบาลีมหาปรินิพพานสูตรก็ดี บาลี ค�ำพังเพยทีไ่ ม่ถกู ต้อง เพราะพระเจ้ามธุราชเป็นถึงท้าวพญา ปัญจสติกขันธกะก็ดี ไม่ได้กล่าวถึงพระมหากัจจายนะเถระ มหากษัตริย์ หูมิได้หนวกและตามิได้บอด จนไม่สามารถ เลย ซ�ำ้ กล่าวชัดว่า พระอนุรทุ ธะเป็นพระเถระผูใ้ หญ่รอง ทราบว่าพระบรมศาสดาแห่งศากยวงศ์คือผู้ใด ประกาศ ธรรมมานานเพียงใด ไม่ทราบแม้ขา่ วการปรินพิ พาน การ พระมหากัสสปลงมาในขณะนัน้ ถวายพระเพลิงอันบันลือไปทัว่ ทัง้ ชมพูทวีป จนเป็นเหตุให้ มั ล ละกษั ต ริ ย ์ ก รี ฑ าทั พ เตรี ย ม พระมหากั จ จายนะเถระ ไพร่พลเพื่อรณรงค์แย่งพระบรม นิ พ พ า น ห ลั ง พ ร ะ พุ ท ธ อ ง ค ์ สารีริกธาตุ ไม่มีเหตุผลน่าเชื่อว่า ข้ อ ความควรสาธกดั ง ปรากฏ ในฐานะแห่ ง องค์ ก ษั ต ริ ย ์ ยั ง ไม่ ในมธุรสูตร มีความว่าสมัยเมื่อ ทราบเรื่อง ยังมีเรื่องที่กล่าวไว้ พระมหากั จ จายนะอาศั ย อยู ่ ที่ ในพระธั ม มปทั ฎ ฐกถาแปล คุนธาวันแขวงมธุราชธานี พระเจ้า

ก็เพลิดเพลินในสิ่งนัน้ ๆ อย่างนีช้ ื่อว่ามุ่งหมายในสิ่งที่ยัง มาไม่ถึง บุคคลไม่ตั้งจิตเช่นนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลินใน สิ่งนัน้ ๆ ผู้เห็นปานนี้ย่อมชื่อว่าไม่มุ่งหมายในสิ่งที่ยังมา ไม่ถึง ตากับรูปอย่างละสอง อันใดเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ถ้าว่าความก�ำหนัดพอใจในสิง่ นัน้ ๆ ผูกพันวิญญานได้แล้ว บุคคลก็เพลิดเพลินในสิง่ นัน้ ๆ ผูเ้ ห็นปานนัน้ ชือ่ ว่าง่อนแง่น คลอนแคลนในธรรมทีเ่ กิดขึน้ เฉพาะหน้า ถ้าความก�ำหนัด พอใจในสิง่ นัน้ ไม่ผกู พันวิญญาณได้ บุคคลก็ไม่เพลิดเพลิน สิง่ นัน้ ผูเ้ ห็นปานนีช้ อื่ ว่าไม่งอ่ นแง่นคลอนแคลนในธรรม ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าตน ท่านผู้มีอายุ เราเข้าใจเนื้อความ แห่งธรรมทีท่ รงแสดงแล้วโดยย่อ ตามความพิสดารเหล่านี้ ถ้าท่านทัง้ หลายประสงค์จะเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาทูล ถามความนัน้ เถิด ภิกษุทงั้ หลายได้ลาท่านมาเฝ้าพระบรม ศาสดา ทูลข้อความนัน้ ให้ทรงทราบ พระองค์ทรงตรัส สรรเสริญว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหากัจจายนะเถระเป็น ผู้มีปัญญา และเมื่อพวกเธอมาถามตถาคต ตถาคตก็แก้ เหมือนมหากัจจายนะเถระแก้แล้ว ท่านทัง้ ปวงจงจ�ำไว้เถิด

พระปิดตาสี่กร กรุวังหน้า

35

แปลภาคที่ ๒ ถึงพระโสไรยเถระทีก่ ล่าวอ้างอิงถึงอภินหิ าร และความสวยงามมีเสน่ห์ของพระมหากัจจายนะเถระ ความว่า ครัง้ หนึง่ สมเด็จพระผูม้ พี ระภาคเจ้า เสด็จประทับ อยู่ ณ เมืองสาวัตถี พระมหากัจจายนะเถระเจ้าได้เดิน ทางไปยังโสไรยนคร แลก็ในขณะนัน้ ได้สวนทางกับโสไรย เศรษฐีบุตร ซึ่งก�ำลังนัง่ เล่นอยู่บนเกวียนน้อยพร้อมด้วย สหายคอยเวลาจะอาบน�้ำอยู่ ทันใดนัน้ โสไรยเศรษฐีบุตร เหลือบแลมาพบเห็นพระผูเ้ ป็นเจ้าก็ตลึงตะลาน พิจารณา เห็นความสง่างามแลผิวพรรณอันเปล่งปลัง่ ดุจทองค�ำเข้า เช่นนัน้ จึงนึกร�ำพึงแต่ในใจว่า “พระเถระรูปนีค้ วรจะมา เป็นภริยาแห่งเรา หรือสีแห่งสรีระของภริยาเราพึงเป็น เหมือนสีแห่งสรีระของพระมหาเถระนัน้ ” แล ขณะทีเ่ พียง แต่รำ� พึงอยูภ่ ายในใจเท่านัน้ พลันก็บงั เกิดความมหัศจรรย์ ขึน้ ในบัดดล ร่างของโสไรยเศรษฐีบตุ รได้แปรสภาพกลาย เป็นเพศหญิงไปทันที เมื่อเธอรู้สึกตัวเช่นนัน้ ก็รู้สึกมีความละอายใจและ เศร้าหมอง รีบลงจากเกวียนแล้วหลบหน้าไป มิใช่แต่เพียง เท่านัน้ แม้กระทัง่ คนทีร่ จู้ กั มักคุน้ กับเธอก็ไม่สามารถจ�ำได้ เมือ่ เห็นหน้าก็พากันทักด้วยอาการตืน่ ๆ ว่า “อะไร? นัน่ ๆ” แล้วนางที่กลายเพศจากชายเพราะอกุศลกรรมที่ได้ล่วง เกินพระผู้เป็นเจ้า ก็มุ่งเดินทางเข้าสู่ตักกะสิลานคร ฝ่าย บรรดาพรรคพวกทีไ่ ปด้วยกันนัน้ เมือ่ เห็นโสไรยเศรษฐีบตุ ร หายไป ก็พากันค้นหาทัว่ บริเวณมิได้พบ ส�ำคัญว่ามีกจิ รีบ กลับบ้านก่อน ครัน้ อาบน�ำ้ เสร็จเรียบร้อยแล้วต่างก็พากัน มุ่งตรงไปที่บ้านของโสไรยเศรษฐีบุตร พบแต่บิดามารดา เมือ่ สอบถามไม่ได้ความยังความโศกเศร้าเสียใจให้แก่บดิ า มารดาผู้ชราภาพเป็นอันมาก ถึงกับได้ประกอบการกุศล เพื่ออุทิศไปให้เขา

เถระเจ้า และในวันนัน้ เองเป็นเหตุให้เกิดการกลายเพศขึน้ จนกระทัง่ บัดนี้ ได้เดินทางมาเพือ่ กิจธุระยังนครตักกะสิลา และก�ำลังมุง่ หน้าจะผ่านทีอ่ ยูแ่ ห่งนางไป นางจึงสัง่ คนใช้ ให้ไปเชิญสหายผู้นนั้ เข้ามาพบ แต่สหายผู้นนั้ ก็มิสามารถ จดจ�ำนางได้ แม้วา่ นางจะพยายามทบทวนความหลังและ บอกเหตุการณ์ทเี่ ป็นไปในโสไรยนคร ตลอดจนเรือ่ งภายใน ครอบครัวบิดาของนางให้สหายผูน้ นั้ ฟัง เขาก็มยิ อมเชือ่ ว่า นางคือโสไรยเศรษฐีบตุ ร กระทัง่ นางได้ทบทวนความหลัง ถึงเมื่อวันที่นางกับเขาได้นั่งเกวียนร่วมกัน จนพบพระ มากัจจายนะเถระเจ้า แล้วนางก็หายไป ซึง่ สหายผูน้ นั้ ยังทรงจ�ำ เรือ่ งราวได้เป็นอย่างดี ดังนัน้ นางจึงเล่าความจริงทัง้ หมด ให้สหายฟัง ถึงเหตุทไี่ ปคิดล่วงเกินพระมหากัจจายนะเถระ เจ้า จึงได้เกิดอาเพศมีอนั เป็นไป และต้องกลับมาอยูใ่ นเพศ หญิง ดังทีส่ หายได้เห็นอยูข่ ณะบัดนี้ เมือ่ สหายผูน้ นั้ ได้สดับ เหตุการณ์ทนี่ างบอกเล่าจนตลอดเรือ่ ง จึงได้แนะแนวทางที่ คิดจะแก้ไขกับนางโดยโอกาสทีข่ ณะนัน้ พระผูเ้ ป็นเจ้าก�ำลัง อยูท่ นี่ ครตักกะสิลา และเขารับอาสาจะนิมนต์ทา่ นมาเพือ่ ถวายภัตตาหารทีเ่ รือนของนาง แล้วให้นางสารภาพความ จริง ท่านคงอภัยให้ เมื่อนัน้ แหละนางจะได้กลับเพศเป็น ชายตามเดิมซึง่ ความคิดอันแยบคายของเขานีน้ างก็ตกลง ปลงใจเห็นดีด้วย และได้จัดท�ำไปตามที่คิดกันไว้

เรื่องก็ด�ำเนินไปสมตามความคาดหมายทุกประการ กล่าวคือพระมหากัจจายนะเถระเจ้าได้ทราบเรื่องเข้า ท่านก็อภัยโทษที่ได้คิดล่วงเกินท่าน ซึ่งท่านเองก็ไม่เคย คิดให้ร้ายกับผู้ใด ด้วยสัจจะอัน นี้ขอให้นางได้กลับเป็นเพศชาย ตามเดิมเถิด สิ้นค�ำอธิษฐานนาง ก็กลับเป็นโสไรยเศรษฐีบุตรตาม เดิม เมื่อได้เห็นอานิสงส์ดังนั้น เรื่องได้ล่วงเลยมาเป็นเวลาช้านาน ภายหลังปรากฏ จึงตัดสินใจขออุปสมบทในส�ำนัก ว่านางที่กลายเพศจากชาย เมื่อแยกจากพรรคพวกที่ ของท่าน ภายหลังต่อมาก็ได้บรรลุ โสไรยนครและมาอยู่ที่นครตักกะสิลา ได้ตกเป็นภริยา อรหันตภูมิพร้อมด้วยปฎิสัมภิทาทั้งหลาย ของบุตรชายเศรษฐีผู้หนึ่ง และเกิดบุตรสองคน อนึ่ง ขณะที่อยู่ในเพศชายนัน้ ได้บุตรกับภริยาสองคน จึงมีทั้ง เพราะเหตุที่องค์ท่านมีกายวิภาคสง่างาม ละม้าย สิ้นรวมสี่คน ในสองเพศ วันหนึง่ ขณะที่นางทอดสายตา แม้นพระบรมศาสดา จนกระทั่งเป็นเหตุให้โสไรยเศรษฐี มองดูผคู้ นสัญจรไปมาบนท้องถนน ได้เห็นสหายของนาง บุตรต้องตกระก�ำล�ำบากเพราะการล่วงเกินท่านจนกลาย ทีน่ งั่ อยูบ่ นเกวียนด้วยกันในวันทีพ่ บกับพระมหากัจจายนะ เพศเป็นหญิงไป และไม่ว่าท่านจะไป ณ ที่ใด เทวดาและ 36

มนุษย์ทงั้ หลาย พากันตืน่ ตลึงในความสง่างามของท่าน จน ส�ำคัญผิดไปว่าพระพุทธองค์เสด็จ เพราะในกระบวนพระ สาวกของพระพุทธองค์ในยุคนัน้ มีทา่ นองค์เดียวทีม่ คี วาม สง่างามเป็นทีส่ องรองจากพระพุทธองค์ จนเกิดการทักผิด กันขึน้ เทวดาและมนุษย์ทงั้ หลายจึงพากันถวายพระนาม ท่านว่าพระภควัมปติ (เพราะเหตุที่มีรูปงดงามละม้าย แม้นพระบรมศาสดา) หรือพระควัมบดี แต่นิยมเรียกกัน แต่เฉพาะปางทีพ่ ระมหากัจจายนะเถระก�ำลังยกพระหัตถ ขึน้ ปิดพระพักตร์อธิษฐานจิตให้พงุ พลุย้ เท่านัน้ แลก็เพราะ เหตุนที้ ่านจึงได้เนรมิตกายาให้กลายร่างเป็นต�่ำเตี้ยมีพระ อุทรอันพลุย้ เพือ่ สิน้ ความสง่างามคนเรียกเพีย้ นกันไปว่า พระสังข์กระจาย ซึง่ ค�ำนีไ้ ม่มมี าแต่เดิม แลก็นา่ ประหลาด ทีป่ างอธิษฐานยกพระหัตถปิดพระพักตร์ คนกลับเรียกว่า ปิดตาและในลักษณะการเช่นว่านีไ้ ม่เห็นว่ามีอาการใดทีจ่ ะ ละม้ายแม้นพระบรมศาสดาเลยกลับเรียก พระภควัมปติ ช่างน่าประหลาด

หลังจากอักขรบรัมหิของศาสนาพรหมดึกด�ำบรรพ์ขาด ความนิยมลงเนื่องจากสระมีไม่ครบเป็นอุปสรรคในเรื่อง ไวยากรณ์ อนึง่ การสร้างผงลงเลขยันต์ประเจียดพิสมรอย่า พึงเข้าใจว่าเป็นหลักสูตรของท่าน หากเป็นเพียงมติของ เกจิอาจารย์รจนาขึ้นโดยอาศัยสูตรของท่านมาดัดแปลง ประกอบขึน้ ท่านเป็นพระอรหันตขีณาสพใยจะมาคลุกคลี กับศีลลัพพตปรามาส อันเป็นเดรัจฉานวิชา (แปลว่า วิชาที่กั้นขวางทางพระนิพพาน มิใช่วิชาของเดียรถีหรือ สัตว์เดียรฉานตามที่บางท่านยังเข้าใจผิด) ท่านมิได้วาง หลักสูตรผงอิธะเจมหาราชอะไรหรอก พูดเสียให้เข้าใจ มันเป็นวิชามาร มิใช่วชิ าแห่งความหลุดพ้นหรือวิมตุ ิ เช่น คนเราพอเรียนหนังสืออ่านออก เขียนได้ เราจะแต่งโคลง กลอนอะไรก็ได้ เขียนร้อยแก้วร้อยกรองได้ทั้งนัน้ หากมี พรสวรรค์ ไม่เคยมีครูบาอาจารย์คนใดมาสอนให้ผู้เขียน บรรยายถึงวิชาการพระเครื่องเลย ดังนี้เป็นต้น มันเป็น เรื่องของโลกียวิสัยทั้งสิ้น

นอกจากพระผู้เป็นเจ้าจะมีรูปโฉมสง่างามเป็นเสน่ห์ ต้องตาคน เทศนามีสำ� นวนโวหารอันไพเราะฉลาดในการ อรรถาธิบาย ท่านยังเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาในด้าน พระพุทธศาสนาไว้ด้วย โดยวางหลักสูตรบาลีไวยากรณ์ ไว้ส�ำหรับผู้ที่ปรารถนาจะศึกษาพระปริยัติธรรมได้ศึกษา กัน ตามที่เรียกกันว่ามูลกัจจายนะสูตร นับว่าท่านเป็นผู้ เชี่ยวชาญในด้านอักษรศาสตร์เทียบระดับศาสตราจารย์ ทีเดียว ยอดเยี่ยมทั้งด้านคันธะธุระและวิปัสนาธุระ หาก ท่านอุปสมบทก่อนพระสารีบุตรก็ไม่แน่นักว่าต�ำแหน่ง อรรคสาวกฝ่ายขวาจะตกกับผูใ้ ด เพือ่ เป็นอนุสรณ์ให้ระลึก ถึงพระนามขององค์ท่านที่เป็นบรมครูและบูรพาจารย์ สูตรเหล่านีจ้ งึ ยังคงใช้เรียกกันมาตราบเท่าทุกวันนี้ ในยุค ปัจจุบันได้แก้ไขดัดแปลงใหม่โดยสมเด็จพระมหาสมณะ เจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพื่อให้เหมาะสมกับ อักขรสมัยในยุคนี้ เมื่อเรียนกันมาเดิมใช้ภาษาขอมใหญ่ หรือขอมธรรม เพื่อความกระจ่างแจ้งจะอธิบายเพิ่มเติม สักเล็กน้อย เมือ่ สมัยพุทธกาลภาษาขอมไม่มใี ช้ในประเทศ อินเดีย คงศึกษาอักขรพรหมิหรือบรัมหิ ซึง่ ต่อมากลายเป็น บาลีอนิ โด หลักฐานจากจารึกในมหาสถูปสัญจิปรากฏอยู่ ส่วนอักขรขอมนัน้ วิวัฒนาการมาจากภาษามคธโบราณ

ถึงอย่างไรก็ตาม ผูท้ จี่ ะเป็นอาจารย์สร้างผงวิเศษ หรือ จะลงประเจียดพิสมร จ�ำเป็นต้องเรียนรู้สูตรมูลกัจจายน์ เสียก่อน มิฉะนัน้ จะลงให้ถูกต้องได้ผลขลังโดยสมบูรณ์ มิได้ และก่อนทีจ่ ะมีการลงผงก็ดี ลงอักขรเลขยันต์กด็ ี จ�ำ ต้องกล่าวประณามกถาบูชาพระมหากัจจายนะเถระเจ้า ก่อนเป็นปฐม เพื่อขออนุภาพแห่งองค์วิสุทธิเทวา (พระ อรหันตขีณาสพที่อยู่ในโลกอุดร)

ปณามกถา

เสฏฐั นติ โ ลกะมะหิ ตั ง อภิ วั นทิ ยั ค คั ง พุ ท ธั ญ จะ ธัมมะมะลัง คะณะมุตตะมัญจะ สัตถุสะตัสสะ วะจะ นัต ถะวะรั ง สุ โ พธุ ง วั ก ขามิ สุ ต ะหิ ต ะเมตถะ สุ ส นธิ กัปปัง เสยยัญชิเน ริตะนะเยนะพุทธาละภันติ ตัญจา ปิตสั สะ วะจะนัตถะวะรัง สุโพธะเนนะ อัตถัญจะ อักขรปา เทสุ อะโมหะภาวา เสยยัตติโก ปะถะมะโต วิวธิ งั สุเณยยะ

ค�ำนมัสการพระควัมปติ

ตีณิอักขรา ควัมปติ สวัสสติ สุคะตังถานัง นะมามิ สุคะตังเถรัง มหาชาตัง มหาตะปัง ผะเลนะ ผะละเตเชนะ โหนตุเม ชะยะมังคะลัง

37

ค�ำกล่าวบูชาพระภควัมปติ

ธั ม มะจั ก กั ง ปะทั ง สุ ต ะวา พุ ช ฌติ ชิ ต วา อั ต ตั ง ปะทัง สันติเก อะระหาโลเก โลกานังหิตะการะณาภันเต ควัมปตินามะ ตีสุโลเกสุปากะโต พรหมะปุตโตมหาเถ โร อะระโหเชฏฐะโกมุนิ นัตถิเถโร สะโออินทคันธัพพา อสุราเทวา สักโก พรหมาภิปูชิโต นะโมพุทธัสสะควัมปติ สสะ นะโมธัมมัสสะ ควัมปติสสะ นะโมสังฆัสสะควัม ปติสสะ สุขา สุขะวะรัง ธัมมัง ธัมมะจักกัง ปะวะรัง วะ รังนิฏฐาตัง

พระปิดทวารทั้งเก้า

พระปิดทวารทั้งเก้าคืออะไร? พระปิดทวารทั้งเก้า มีลักษณะการแตกต่างกับพระควัมปติ ซึ่งยกพระหัตถ ปิดเฉพาะพระพักตร์ แต่พระปิดทวารทั้งเก้าจะยกพระ หัตถปิดทั้งเก้าทวาร หากขาดการพิจารณาโดยถี่ถ้วน จะคิดเห็นไปว่าเป็นพระชนิดเดียวกัน พระควัมปติเป็น พระอรหันตสาวกจะไปแผลงบาลีเป็นภควาไม่ได้เป็น อันขาด เพราะมิใช่องค์พระผู้มีพระภาคเจ้า พระปิด ทวารทัง้ เก้านัน้ คือ องค์บรมโพธิสตั ว์เจ้าปางสถิตในครรภ์ แห่งพระพุทธมารดา จากพระบาลีที่ว่า “อุมังคลามหา สัมพุทธธานัง ชะละมาลาติมาระภะเว” (คาถาพระเจ้า ในครรภ์) ขอให้พิจารณาถึงทารกในครรภ์ จะมีลักษณา การนั่งยองย่อภายในมดลูก ตาทั้งสองจะไม่ลืมส่องดู สิ่งใดๆ หูทั้งสองจะไม่รับการฟัง จมูกทั้งสองจะไม่รับ อากาศ ปากจะไม่เอื้อนเอ่ย ทวารหนักเบาจะไม่ท�ำงาน เป็นการปิดสนิทซึ่งทวารทั้งเก้า ซึ่งมิเกี่ยวกับอินทรีย์ สังวร คนเราที่ตาบอดก็ไม่จ�ำเป็นต้องส�ำรวมในการมอง คนที่หูหนวกก็ไม่จ�ำเป็นต้องส�ำรวมในการฟัง จึงไม่มี ความหมายดังที่มีผู้คิดเห็นกัน อย่าคิดว่าพระภควัมปติ ก็ดี พระปิดทวารทัง้ เก้าก็ดี การทีย่ กมือปิดเป็นการส�ำรวม อะไร เราต่างหากทีค่ วรส�ำรวม ฝ่ายพระคณาจารย์ซงึ่ เป็น ปราชญ์แห่งปริศนาธรรมจึงน�ำมาสร้างเป็นประติมากรรม ขนาดเล็ก ความเบือ้ งแรกทีแ่ ท้จริงแห่งบทพระคาถานัน้ มี อานุภาพทางมหานิยม และลักษณาการที่ถูกต้องจ�ำเป็น ต้องนัง่ ยองย่อแบบทารกในครรภ์ แต่ปวงปราชญ์มีน้อย ที่สร้างถูกแบบมีอยู่ไม่มาก เช่นพระปิดทวารวัดท่าพระ

38

บางกอกน้อย ธนบุรี พระปิดทวารหลวงพ่อปาน วันใหม่ ตาดวง อ�ำเภอพระประแดง สมุทรปราการ พระปิดตาวัด ราชนัดดา ล้วนนัง่ ยองย่อทัง้ สิน้ ต่อมาคณาจารย์ไม่รคู้ วาม น�ำมาดัดแปลงเป็นรูปนัง่ ขัดสมาธิและเน้นหนักไปในด้าน มหาอุดคงกระพัน โดยเข้าใจผิดแห่งความหมายเดิม ยังมี คณาจารย์ที่โฉดเขลาเบาปัญญาใช้วิชามารเข้าประกอบ คล้ายจะให้เป็นเครื่องมือโจร คือใช้เสกด้วยวิชามหาตัน อันวิชาเช่นว่านี้อุดจนกระทั่งการคลอดบุตร อุดลาภผล การท�ำกิน ดีอย่างเดียวคือการเป็นนักเลงเที่ยว เรื่องพระ เครื่องเป็นเรื่องยากมาก คณาจารย์บางท่านก็ไม่มีเจตนา ที่จะให้เป็นเช่นนัน้ ไม่เคยอธิษฐานให้อุดลาภอุดผลเพราะ เล็งเห็นแล้วว่าปุถุชนยังต้องอาศัยปัจจัยในการด�ำรงชีพ และหวังความเจริญเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป็นรูปเช่นนี้แล้ว จะเรียกว่าภควาได้ไหม? ไม่ได้เพราะยังเป็นปางแห่ง พระโพธิสัตว์เจ้า เพียงเริ่มเท่านัน้ ยังไม่บรรลุอนุตรสัมมา สัมโพธิญาณ จะไปเรียกนักเรียนเตรียมทหารว่านายพลเอก ยังไม่ได้ เรียกพระปิดทวารทั้งเก้าตามชื่อวันนัน่ แหละถูก ต้อง พิจารณาดูสร้างกันไว้หลายคณาจารย์หลายจังหวัด หลายประเทศหลายสมัย ดีบา้ งร้ายบ้าง เทพสิง ธรรมสิง ปีศาจสิง ผีทั้งนัน้ จนบางคนนึกกลัวไปก่อนก็มี การที่จะ กล่าวตายตัวลงไปนัน้ อาศัยตานอกเดาเหตุไม่ได้ จ�ำเป็นต้อง พิจารณาทางนามเท่านัน้ เป็นสิ่งมองไม่เห็นจริงๆ หรือมิ ฉะนัน้ ลองใช้ดู ว่าจะคล่องหรือฝืดสักเพียงใด เพราะพอ จะทดสอบได้ อย่าเพิง่ ตีตนไปก่อนไข้ และหวังแต่พงึ่ ผูอ้ นื่ เสมอไป พระคาถาประกอบก็ใช้บทนีแ้ หละต้องโฉลกและ ตรงตัว เว้นแต่จะต้องการผลทีม่ หาอุดจึงควรเปลีย่ นคาถา ไปทางมหาอุด.

นางพญาพิษณุโลก กรุฐานชุกชี

เมื่ อ ประมาณปี พ.ศ. 2515 ทางวั ด นางพญา พิษณุโลก พระอาจารย์ม้วน ปริมุตตโต เจ้าอาวาส ได้ จัดหาเงินเพื่อบูรณะศาสนาวัตถุ ในการนี้ได้จัดสร้าง พระนางพญารุน่ ใหม่ขนึ้ เพือ่ ทีจ่ ะให้บงั เกิดประสิทธิภาพ จึงเสาะหาพระนางพญากรุเก่าที่ช� ำรุดมาบดผสมเนื้อ พระ จึงท�ำการเจาะฐานชุกชีองค์สมเด็จนางพญา เป็น พระพุทธรูปใหญ่ ประดิษฐ์ ณ วิหารวัดนางพญา สร้าง โดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่ออุทิศพระราชกุศล แด่สมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี พระราชชนนี เท่าที่ทราบ ฐานชุกชีนี้มีการเปิดมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยท่านผู้หญิง ละเอี ย ด พิ บู ล สงคราม เมื่ อ สมั ย สงครามอิ น โดจี น โดยน�ำพระพิมพ์สว่ นหนึง่ แจกแก่บรรดาทหารยานเกราะ ทางวัด จึงทราบว่าภายใต้ฐานชุกชียังซุกซ่อนด้วยอิทธิ วัตถุอันล�้ำค่า แต่ไม่มเี หตุทจี่ ะเปิดออก ในการนีม้ ีผู้รู้เห็น เป็นส่วนมาก ต่างจะมาขอพระฟรี หรือสนนราคาให้ ต�่ำมาก ทางเจ้าอาวาสไม่ยินยอม ราษฎรชาวพิษณุโลก จึงพากันลงชื่อยื่นค�ำร้องลงชื่อ 200 คน ร้องเรียนไปยัง พล.ต.ต. ชุมพล โลหะชาละ ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง แทนที่จะยื่นไปทางกรมการศาสนาหรือกรมศิลปากร จึงได้เกิดมีการสอบสวนขึ้น ยังไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการ กระท�ำโดยทุจริต เพราะเปิดเผยมีผู้รู้เห็น ทั้งเป็นอ�ำนาจ ของทางวัด มิได้น�ำเป็นประโยชน์ส่วนตน ของกลางมิได้ ถูกยึดและได้น�ำเข้าพิธีพุทธาภิเศกในการสร้างพระนาง พญารุ ่ น ใหม่ อี ก ด้ ว ย จะเป็ นด้ ว ยสาเหตุ ใดไม่ ป รากฏ ทางวั ด ไม่ ย อมแจกแก่ ช าวพิ ษ ณุ โลก กลั บ มอบให้ นัก

พระเครื่องจังหวัดพระนคร จ�ำนวนพระเท่าที่สอบถามดู ประมาณหนึง่ กล่องแม่โขง เป็นการบังเอิญทีน่ กั พระเครือ่ ง ผู้นนั้ รู้จักกับข้าพเจ้า และเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง พระถูก วางขายที่ ส นามพระวั ด มหาธาตุ ไม่ มี ผู ้ ส นใจเท่ า ไร เพราะมีจ�ำนวนมากเกินไป จะมีแต่พวกเล่นพระรุ่นใหม่ ที่แสวงหาของเก่าไม่ได้ แม้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรก็ ประเมินอายุเพียง 50 ปี คนขายก็บอกให้ข้าพเจ้าเก็บไว้ ข้ า พเจ้ า ก็ เ ช็ ค ด้ ว ยแว่ น ขยายและพลั ง จิ ต ส� ำ นึ ก ว่ า เป็ นของเก่ า แน่ น อน จึ ง เก็ บ ตามก� ำ ลั ง ครั้ ง ละไม่ เ กิ น 5,000 บาท เก็ บ จนหมดพระ และน� ำ ให้ อ าจารย์ ที่ เคารพนั บ ถื อ ตรวจโดยฌาน ปรากฏว่ า พระเก่ า ไม่ ใช่ 50 ปี แต่หลายร้อยปี มีอานุภาพรอบด้านคือ เมตตา มหานิยม แคล้วคลาด คงกระพัน และอุด จึงมอบให้ไป บูชาบ้าง รู้สึกท่านชอบอกชอบใจมาก ต่อมาได้ไปหา ท่านอาจารย์ชุม ไชยคีรี ซึ่งเป็นอาจารย์ทางไสยศาสตร์ ของข้ า พเจ้ า ท่ า นอาจารย์ ล ้ อ ว่ า อย่ า ให้ เหมื อ นกั บ พระนางพญาของอาจารย์นะ อาจารย์มีพระนางพญา เหมือนกัน แต่เพียงเอาดินจังหวัดพิษณุโลกมาสร้างขึ้น ก็ขอร้องให้ท่านอาจารย์ลองช่วยตรวจให้แน่นอน พอ ท่ า นหลั บ ตาสั ก พั ก ก็ บ อกว่ า เอ พระนี่ อ อกจากชุ ก ชี และยังได้น�ำเข้าพิธีอีกด้วย ใช้ได้ไม่ต้องไปเข้าพิธีที่ไหน อีกแล้ว และได้รับกระแสข่าวว่าพระจ�ำนวนหนึ่งถูก ขโมยไปขายทีว่ ดั แห่งหนึง่ ต�ำบลบางสะพานใหญ่ จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ทางวัดรับซื้อไว้และก�ำลังจะน�ำเข้าพิธี รวมกับพระอื่นที่สร้างใหม่ เพื่อแจกในงาน ใครก็ไม่เคย 39

เห็นเลยขอร้องให้พระเกจิอาจารย์ซงึ่ มาร่วมพิธตี รวจสอบ ทางฌานได้ผลตรงกันว่า เป็นพระเก่าหลายร้อยปีแล้ว จึงสัง่ คนขายพระให้ไปตามพระคืนมาได้บางส่วน พระนาง พญารุ่นนี้ไม่มีผู้นิยม เพราะไม่รู้จักแพร่หลาย แต่น่า อัศจรรย์ที่อานุภาพสูงกว่าพระนางพญากรุแรก ซึ่งมีแต่ ทางต่อสูเ้ พียงด้านเดียว โดยทีเ่ ป็นพระหน้าศึกและคนมา หลงใหลว่าเป็นพระเมตตามหานิยม โดยอุปาทานจากค�ำ ว่า นางพญา นับว่าเป็นการผิดพลาดโดยสิ้นเชิง

วิเคราะห์

พระนางพญารุ่นนี้ จัดเป็นรุ่นสอง สร้างโดยสมเด็จ พระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) ในฐานะที่ เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้า และเป็นสมัยเดียวกับนางพญา วัดโพธิญาณ พิษณุโลก เพราะได้พระนางพญา วัดโพธิญาณพิมพ์ใหญ่ปะปน มาด้วยองค์ หนึ่ง คงหลงหูหลงตาหลังจากพระถูกคัด แล้ว นับว่าเป็นหลักฐานที่เทพเจ้าทรงบันดาล ทั้งเข้าใจ ว่าเป็นพระที่สร้างโดยดินจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีหิน กรองทรายแก้วคล้ายดินจังหวัดพิษณุโลกเนื้อพระจึง กระเดียดไปทางพระวัดกร่างสุพรรณบุรี ซึ่งก็มีผู้ยืนยัน ว่าจะดูพระรอดให้อาศัยเนื้อพระคงกรุเก่า จะดูพระนาง พญาให้อาศัยเทียบเนื้อพระวัดกร่าง ข้าพเจ้ายังละเอียด ไปกว่านัน้ ส�ำหรับพิมพ์หน้าฤาษีหรือพิมพ์พเิ ศษ พิจารณา จากปฏิ ม ากรรมผู ้ แ กะแม่ พิ ม พ์ โดยลั ก ษณะลี ล าอั น เข้มแข็งและพระพักตร์ นับเป็นฝีมือของช่างหลวงที่ แกะพระพลายเพชร หลายบัว โดยแน่แท้ ยังมีบางท่าน พลั้ ง ปากออกมาว่ า ด้ า นหลั ง ขององค์ พ ระบางองค์ มี โลงผี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระวัดกร่าง ท�ำไมเรียก 40

เช่นนั้นก็ไม่ทราบ แลดูไม่สุภาพและหยาบคาย น่าจะ เป็นอาถรรพ์อะไรสักอย่าง ที่เกิดเอกลักษณ์เช่นนัน้ แต่ ข้าพเจ้ามิได้สนใจเรื่องนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้เรียนแบบเนื้อ ใช่พิมพ์ใช่ในเก๊ ได้พิจารณาแล้วมีทั้งเนื้อว่าน, เนื้อผง, เนือ้ อิฐ, เนือ้ กระเบือ้ ง ตามต�ำรับพระนางพญา ส่วนใหญ่ เป็นเนื้อดินผสมผงวิเศษปนว่าน เนื้อปนว่านจะมีรอย ช�ำรุดตามขอบข้างหรือตัวองค์พระ เพราะว่านเป็นพันธุ์ ไม้ แต่ น� ำ มาตากแห้ ง แล้ ว บดผสมเนื้ อ ดิ น แล้ ว น� ำ ไป เผาไฟสูงขนาด 800 - 1000 องศาฟาเร็นไฮท์ เนื้อว่าน จะกลายเป็นขี้เถ้าและรูพรุน ผิดกับนักเลงพระคิดว่า เนื้อว่านนั้นท�ำให้พระเกิดความมันหนึก ซึ่งด้านความ จริงและหลังวิทยาศาสตร์ และเป็นไปไม่ได้ เนื้อผงนัน้ ผสมดินน้อยจะเอาอย่างไรก็ไม่แกร่งเท่าที่ควร พระที่ เนื้อสวยคือดินล้วนหรือดินส่วนใหญ่เนื้อจะแกร่งมาก เช่นพระนางพญารุ่นแรก เป็นดินกรอง และพระที่ออก จากฐานชุกชี เมื่อแรกเห็น จะไม่มีความน่ารักอันใด จะ แห้งซีดเซียว พระชุดนี้เสียท่าเหมือนกัน คนขายน�ำไป แช่แล็คเกอร์เพื่อจะให้เกิดความมัน ท�ำให้ผิวเสียไปบ้าง ความจริงต้องใช้แปรงปัดเบาๆ จะเกิดเงาสว่าง พระใหม่ จะมีเนื้อฝืด ท�ำอย่างไรก็ไม่สวยได้ อย่าไปแต่งแหละดี ดูงา่ ย ถ้าแต่งต้องแต่งเป็นมีเทคนิค ทาน�ำ้ มัน แช่นำ�้ หมาก ก็ มี แต่ เนื้ อ เปี ย กหรื อ เนื้ อ กระด้ า ง แม้ เช็ ด เหงื่ อ ก็ ต ้ อ ง เช็ดเป็น มิฉะนัน้ ไขมันทีเ่ หงือ่ จะจับองค์พระสกปรก พระใน ฐานชุกชีอายุ 100 ปี เก่าเท่ากับพระในกรุ 10 ปี เพราะขาด ความร้อน ความเย็นชืน้ ใน 3 ฤดู กาลเวลาจะผ่านไปนาน เท่าใด คงสภาพอยูอ่ ย่างนัน้ สิง่ ทีเ่ ผาไหม้จะตายตัว ไม่มกี าร เผาต่อไปอีก ดินไม่สุกต่อไปอีก คงสภาพ คงมีความแห้ง ไปตามกาลเวลาเท่านัน้ ส�ำหรับเซียนพระทั้งหมดในจังหวัดชลบุรี ยังมีผู้รู้จัก พระกรุนี้ คือนายมังกร ยิม้ ตระการ หรือเซียนเล้ง เมือ่ มี คนน�ำไปให้ดู นับว่าเก่งกาจพอใช้ นอกนัน้ ไม่รู้เรื่องและ ไม่มองเสียด้วย คงจะเป็นอาถรรพ์ ท่านไม่ต้องการให้อยู่ กับคนน�ำไปเป็นสินค้า พระกษัตริย์สร้างนี้ ข้าพเจ้าเก็บ ไว้เพื่อท่าน เป็นระยะเวลา 12 ปี มิเช่นนัน้ ท่านอาจไม่มี ความสามารถสืบค้น หรือกว่าจะมีความรู้คงใช้เวลาต่อ อีกไม่น้อยกว่า 50 ปี หรือกว่านัน้ หรือไม่มโี อกาสจะรูไ้ ด้ ตลอดกาล เพราะเขาไม่ลือกัน

สมเด็จพระบัณฑูร

พระกรุวังหน้า วัดบวรสถานสุทธาวาส พิมพ์พระพุทธ

ค�ำว่าพระพิมพ์วังหน้า เป็นค�ำเรียกติดปากนักนิยม พระพิมพ์พระเครื่องตลอดมาแทบทุกยุคสมัย บางครั้ง พิจารณาดูแล้วก็มีอยู่บ้างที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง เช่น พระพิมพ์ปิดตาสองหน้าเนื้อเคล้ารักที่เรียกกันว่า พระปิ ด ตาวั งหน้า โดยอาการเดาไปหาวัด ให้ ท ่ า นอยู ่ ไม่ได้วิเคราะห์ว่า เป็นฝีมือช่างหลวงหรือเปล่าและเป็น พระที่ขึ้นที่กรุใด วัดใดและเมื่อใด ก็เชื่อกันสืบมามันง่าย ดี แต่ถา้ น�ำพระปิดตาวังหน้าแท้ๆ ไปถามกันก็ไม่รจู้ กั แถม ตัดบทว่าปลอม หากจะซักว่าปลอมอย่างไรโดยใครก็ตอบไม่ ถูก จึงเข้าลักษณะอย่างทีพ่ ระคุณเจ้าธัมวิตโกกล่าวว่า “ของ จริงนิง่ เป็นใบ้ ของพูดได้นนั้ ไม่จริง” และหากเป็นพระ พิมพ์สกุลวังหน้ายุครัตนโกสินทร์ ก็มกั จะตีให้เป็นของกรม พระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เพียงพระองค์เดียว หรือ ว่าเป็นมหาอุปราชวังหน้าองค์อื่นไม่มี พระพิ ม พ์ ส กุ ล วั ง หน้ า นั้น มี ก ารสร้ า งชึ้ น หลายยุ ค หลายสมั ย และแพร่ ห ลายมากเริ่ ม ตั้ ง แต่ ส มั ย กรุ ง กรุ ง ศรี อ ยุ ธ ยาเป็ น ราชธานี แต่ก็ไม่มีประวัติศาสตร์ บันทึกไว้ อาจจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องราวส�ำคัญ ทั้งการ บันทึกเรื่องราวกับการเขียนเชิงโบราณคดีน่าจะเป็นสิ่ง ที่ท�ำได้ ข้อสังเกตว่าพระพิมพ์ใดอยู่ในสกุลวังหน้าคือ จะต้องเป็นฝีมือช่างหลวง การแกะสลักแม่พิมพ์มักจะ บรรจงปราณีต ถ้าเป็นพระพิมพ์ขนาดเขื่องจะมีฐาน ผ้าทิพย์รองรับองค์พระ โดยเฉพาะเนื้อหาก็มีมากหลาย ชนิด เช่นเนือ้ ดินเผา ส่วนใหญ่จะเป็นพระปางประจ�ำวัน ต่างๆ ต่อมานิยมเรียกกันว่า “พระโคนสมอ” แต่เดิมมิได้

พระกรุวังหน้า วัดบวรสถานสุทธาวาส พิมพ์พระปิดตา

เรียกเช่นนัน้ ยังมีเนื้อชิน เนื้อผง เนื้อเงิน เนื้อแก้วผลึก ส�ำหรับเนือ้ ทองค�ำมีพบน้อย ก่อนทีจ่ ะกล่าวถึงพระพิมพ์ วังหน้าสมัยโบราณที่ส�ำคัญยิ่งชนิดหนึง่ จ�ำต้องกล่าวถึง ความเป็นมาของค�ำว่า “วังหน้า” ตามกฎมณเฑียรบาล ให้ทราบพอเป็นสังเขป

ต�ำแหน่งวังหน้า

การที่ อ งค์ พ ระมหากษั ต ริ ย ์ แต่ ง ตั้ ง รั ช ทายาทเพื่ อ สืบราชสมบัติ เป็นโบราณขัติยราชประเพณีมาแต่สมัย กรุงสุโขทัย และได้กระท�ำเป็นราชประเพณีสืบต่อมา จนถึงสมัยอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่เรียก โดยสามัญว่า สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง พระองค์ได้ทรงยก พระราชโอรสอั น ประสู ติ จ ากพระมเหสี ให้ มี พ ระ เกียรติยศใหญ่ยงิ่ และรองลงมาก็คอื พระโอรสอันประสูติ จากแม่ ยั่ ว เมื อ ง โดยตรากฎมณเฑี ย รบาลขึ้ น ไว้ เมื่ อ จุลศักราช 720 (พุทธศักราช 1901) ทางล�ำดับพระ อิสริยศพระราชโอรสว่า “พระราชกุมารอันเกิดด้วย พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า พระราช กุ ม ารอั น เกิ ด จากแม่ ยั่ ว เมื อ ง เป็ น พระมหาอุ ป ราช” แต่มิได้ก�ำหนดเป็นต�ำแหน่งรัชทายาท จนถึงแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทรงตราต�ำแหน่งพระ ไอยการต�ำแหน่งพลเรือนขึ้น เมื่อพุทธ ศักราช 1998 ทรงก� ำ หนดให้ พ ระเจ้ า ลู ก ยาเธอ ซึ่ ง ได้ เฉลิ ม พระราช มณเฑียรแล้ว ทรงศักดินา หนึง่ แสน และด�ำรงพระราช อิ ส ริ ย ศเป็ น พระมหาอุ ป ราช เป็ นต� ำ แหน่ ง รั ช ทายาท แห่งบัลลังก์ 41

พระกรุวังหน้า วัดบวรสถานสุทธาวาส พิมพ์พระกัจจายนะ

พระกรุวังหน้า วัดบวรสถานสุทธาวาส พิมพ์พระกัจจายนะ

ต่อมามีคำ� เรียกพระมหาอุปราชว่า ฝ่ายหน้า เนือ่ งจาก ถื อ เอาการที่ พ ระมหาอุ ป ราชเป็ น แม่ ทั พ เสด็ จ น� ำ ทั พ ล่ ว งหน้ า ไปก่ อ นทั พ หลวง ในเวลาสงครามเป็ น หลั ก และเรียกที่ประทับของพระองค์เป็นสามัญว่า “วังหน้า” เนือ่ งจากวังทีป่ ระทับของพระมหาอุปราช ตัง้ อยูด่ า้ นหน้า พระราชวังหลวง จนถึงสมัยพระเพทราชาจึงปรากฏ พระนามพระมหาอุ ป ราชในพระราชพงศาวดารว่ า “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทุกพระองค์ย่อม ทรงพระปรี ช าสามารถรอบรู ้ ใ นขบวนพิ ชั ย สงคราม ตลอดทั้งสรรพศาสตร์ส�ำหรับองค์พระมหากษัตริย์ มี พระราชครู ปรมาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ไสยศาสตร์ พราหมณ์ ราชบั ณฑิ ต โหราจารย์ ขุ น ศึ ก ช่ า งฝี มื อ ครบครัน บทบาทในการสร้างพระพิมพ์พระเครือ่ งส�ำหรับ สืบทอดในรูปของอุเทสิกเจดีย์หรือเพื่อใช้ในในราชการ สงคราม จึงมักตกเป็นภารกิจขององค์พระมหาอุปราข จึงไม่ได้ยินค�ำว่า พระพิมพ์วังหลวง ซึ่งเป็นพระมหา กษั ต ริ ย ์ ส ร้ า ง แต่ ค วามจริ ง นั้น มี คื อ พระพิ ม พ์ ส มั ย สุโขทัย มีพระพิมพ์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พระพิมพ์ วัดเชตุพนล้วนฝีมือช่างหลวง ยิ่งเป็นชนิดว่านหน้าทอง หน้าเงินยิ่งมีน�้ำหนักที่ ค วรเชื่ อ ได้ ม ากและคนยั ง เรี ย ก ติดปากกันว่าพระสมเด็จเชตุพน พระสมเด็จวัดประยูรวงศ์ฯ เพิ่งมาเลิกกันในสมัยปัจจุบัน ในสมัยอยุธยาพระกษัตริย์ สร้างก็มีมาก เช่นกรุพระงั่ว กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ กรุชุมนุมสงฆ์ กรุวัดราชบูรณะ กรุต่างๆ ตามที่กล่าวนี้ ไม่เรียกว่าสกุลวังหน้า

42

ในรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถที่ 2 หรือที่สามัญ ชนเรียกว่า “สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม” (พระพิมลธรรม ศิลป์) พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 20 แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ เสด็จครองราชย์ประมาณจุลศักราช 964 ปีขาล จัตวา ศก ตรงกับพุทธศักราช 2145 นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 404 ปี ในรัชกาลนีไ้ ด้มกี ารสร้างเงินกระษาปณ์ขนึ้ ใช้เป็น เอกลักษณ์ของแผ่นดิน เนื่องในพระราชพิธีราชาภิเษก เรียกว่าเงินกลมพดด้วงตรายันต์รัศมีเปลวเพลิง อันเป็น เงินกลมพดด้วงชนิดเดียวซึ่งมีนามอุโฆษในความขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเป็นชนิดบากขาซึ่งเป็นคะแนนด้วยแล้ว เป็นที่หวงแหนของผู้เฒ่าผู้แก่ยิ่งนัก คือถือกันว่าป้องกัน ปืนไฟได้ ถ้าเป็นชนิดธรรมดานิยมใช้เป็นเงินก้นถุง ถือ เป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์อนั เป็นศิรมิ งคล และในพระราช พิธีหล่อพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ประจ�ำรัชกาล มีบทบังคับ ให้ผสมเงินกลมตรายันต์รัศมีเปลวเพลิงกับเงินกลมตรา ราชวัตรลงในเบ้าหลอมด้วยพิธีหล่อพระกริ่งปวเรศและ พระกริง่ พระสังฆราชแพ วัดสุทศั น์ฯ ได้มบี ทบังคับไว้เช่น กัน ส่วนเงินกลมพดด้วงชนิดอืน่ ไม่ได้บงั คับ เชือ่ กันมาแต่ โบราณว่าเงินกลมตรายันต์เป็นเงินที่ได้ผา่ นการปลุกเสก และเฉลิมฉลองเป็นพิเศษ แตกต่างกับเงินพดด้วงในรัชกาล อืน่ และเนือ่ งในวโรกาสอันส�ำคัญนีย้ งั ให้จดั ให้มีการสร้าง พระพิมพ์ขึ้นเป็นที่ระลึกถึง 4 แบบด้วยกัน เพื่อเป็นการ เฉลิม พระเกียรติในการเสด็จครองราชย์และสร้างเงิน ตราประจ�ำแผ่นดิน คือ 1. ปางยืนร�ำพึงถึงหมู่สัตว์ 2. ปางนัง่ ประทับใต้ควงไม้ไทร 3. ปางมารวิชัยซุ้มรัศมีเปลวเพลิง 4. ปางมารวิชัยทรงพิมพ์สามเหลี่ยม สันนิษฐานว่าพระพิมพ์สกุลวังหน้าทั้ง 4 พิมพ์นี้ เมื่ อ เสร็ จ จากพิ ธี ส ่ ว นหนึ่ง ได้ น� ำ ออกแจกจ่ า ยบรรดา ทหารและข้าราชการและพสกนิกรที่เห็นสมควร ส่วนที่ เหลือได้น�ำบรรจุบนเพดานวังโบราณ และติดผนังโบสถ์ มิได้บรรจุเข้ากรุเจดีย์ จนถึงต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จึ ง มี ก ารน� ำ พระพิ ม พ์ ส กุ ล วั ง หน้ า เข้ า ฝากกรุ เจดี ย ์ ใน จังหวัดพระนครเช่น วัดประยูรวงศาวาส วัดสระเกศ

วัดเทวราชกุญชร และอาจจะมีวัดอื่นอีกเช่น วัดพระ เชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ท่าเตียน เป็นต้น ส่วนในต่างจังหวัดมีพบที่วัดกระทงลอย จังหวัดสระบุรี วัดอรัญญิก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจากการพบ ครั้งหลังที่ปรากฏพบจ�ำนวนพระมากที่สุด (สงสัยมีการ ลักขุด) ที่วัดป่าแตง ต�ำบลคลองสระบัว จังหวัดพระ นครศรีอยุธยา ในพ.ศ. 2512 โดยมีผู้น�ำมาขายที่สนาม พระวัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานครในราคาเหมา คิดเฉลีย่ แล้วตกองค์ละ 5 บาท ขึ้นวางแผงขายในราคาองค์ละ 15 บาท มีพระอยู่ 2 พิมพ์ คือพิมพ์ซุ้มรัศมีเปลวเพลิง พิมพ์เล็กกับพิมพ์วัดตะไกรหน้ามงคล ซึ่งเนื้อหามิได้ เหมือนพระวัดตะไกรกรุเก่า เป็นพระลงรักปิดทองเนื้อ ค่อนข้างละเอียด ผมเก็บพิมพ์ซุ้มรัศมีเปลวเพลิงซึ่งชาว พระเครื่องตั้งชื่อหรือถวายพระนามให้ท่านไม่สู้จะน่าฟัง ว่า พระพิมพ์ซุ้มไข่ปลา เพราะจิตไม่เชื่อว่าจะเป็นพระ พิมพ์รนุ่ เดียวกับทีข่ นึ้ จากกรุวดั ประยูรวงศ์ฯ อาจเป็นการ สร้างล้อเพราะพระวัดตะไกรก็เป็นการสร้างล้ออยู่ชัดๆ แล้ว แต่ก็นับว่าเป็นพระเก่าพอสมควร ปัจจุบัน (ราวปี พ.ศ. 2527) สนนราคาตกองค์ละ 400-450 บาท ซึ่งขึ้น ราคาหลายเท่าตัวแต่ก็ยังน่าเล่นกว่าพระบางชนิด พระ พิมพ์ที่ขึ้นจากกรุวัดประยูรฯ เมื่อ 80 กว่าปีล่วงมาแล้ว เป็นการสร้างอย่างรีบเร่งไม่มีการกรองดิน มีการผสม ผงวิเศษ และว่านมีเมล็ดแร่แลดูหยาบ ทัง้ มีปริมาณน้อย แต่ได้รับความนิยมในอันดับสูง สมศักดิ์ศรีพระกษัตริย์ สร้าง เรียกกันว่า “พระสมเด็จวัดประยูรวงศ์ฯ” พิมพ์นยิ ม คือ พิมพ์ซุ้มไทรย้อยซึ่งเป็นพิมพ์ใหญ่ และพิมพ์รัศมี เปลวเพลิงซึ่งเป็นพิมพ์เล็ก ส�ำหรับพิมพ์ใหญ่ความนิยม เทียบเท่าพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เล็กความนิยมเทียบเท่า พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม โดยในขณะนัน้ พระสมเด็จ วัดระฆังมีค่านิยมองค์ละ 40 บาท พระสมเด็จวัดบาง ขุนพรหมมีค่านิยมองค์ละ 15 บาท สมัยที่ค่าน�้ำเงินยังมี ราคาสูง ทองค�ำบาทละ 15 บาท ทัง้ มีการนิยมแลกเปลีย่ น กัน เป็นความรูท้ ไี่ ด้จากพระยาชลประทานธนารักษ์ ผูใ้ ห้ ความรู้เกี่ยวกับทัศนะพระเครื่องคนแรกของผม ท่านว่า คนเรามันชอบไปคนละทาง ฝ่ายบู๊หันมาเล่นพระสมเด็จ วัดประยูรวงศ์ฯ ฝ่ายบุ๊นก็นิยมเล่นพระสมเด็จ แลกกัน ตามความพอใจ เพราะในขณะนัน้ พระสมเด็จพอจะหาได้

ไม่ยากนัก เป็นขณะที่พระผงสุพรรณยังไม่มีค่านิยม เล่า กันว่ามีคนที่ไม่มีความคิด น�ำพระผงสุพรรณมาโขลกต�ำ ให้วัวควายกินเพื่อความคงกระพัน ให้มันชนหรือขวิดกัน หรือใช้แทนค่าเรือจ้างข้ามฟาก ซึ่งค่าเรือข้ามฟากใน ขณะนัน้ มีราคาเพียง 1-2 สตางค์เท่านัน้ และต่อมา ใน ปี พ.ศ. 2470 พระกรุวัดพลับหรือวัดราชสิทธารามแตก กรุ ทีเ่ รียกกันว่ากรุกระรอกด่อน มีการตวงขายกันกระป๋อง แป้งนวล 1 กระป๋องเพียงราคา 6 สลึง ได้เรียนถามถึง คุณวิเศษจากท่านเจ้าคุณเรือ่ งพระสมเด็จวัดประยูรวงศ์ฯ ท่ า นอธิ บ ายว่ า มั น เป็ น เรื่ อ งที่ เ กิ ด จากประสบการณ์ หลายรายด้วยกัน มีคนถูกลอบยิงด้วยปืน ไม่เคยมีผไู้ ด้รบั อันตราย ปรากฏว่าส่วนมากยิงไม่ออก เลยเกิดการดังขึน้ ส�ำหรับด้านเมตตา มหานิยม ก็ได้รับผลดี เมื่ อ ประมาณ 40 ปี ม านี้ ผ มอยู ่ จั ง หวั ด ระยอง มี ผู้น�ำพระพิมพ์สกุลวังหน้ากรุวัดประยูรวงศ์ฯ ซึ่งเป็น พิมพ์กลางมาให้ชม เรียกว่าแห่นนั่ แหละ เป็นพระที่งาม ผ่านการใช้น้อย เพื่ออยากจะทราบว่าเป็นพระกรุใด ก็ บอกเขาไปว่า เป็นพระวัดประยูรวงศ์ฯ เขาบอกว่าแห่มา แล้วทุกคนลงความเห็นว่าเป็นพระซุม้ ยอเมืองก�ำแพงเพชร ความจริงแห่มามากแล้วก็ไม่ควรจะมาแห่ต่ออีก เพราะ ความรูม้ นั ไม่ได้ระดับกัน และพระชนิดนีช้ นชัน้ หลังก็แทบ จะไม่รู้จักกันแล้ว นอกจากจะไม่ใช่พระพิมพ์ซุ้มยอแล้ว เนื้อดินยังไม่ใช่ดินของจังหวัดก�ำแพงเพชรเสียอีกด้วย และเข้าได้เล่าให้ฟังว่าพระพิมพ์องค์นี้ได้ถูกล้อมกรอบที่ เมืองกาญจน์ด้วยปืนถึง 10 กระบอก และถูกยิงไม่ออก จริง ซึง่ ก็มใิ ช่คณ ุ วิเศษของพระพิมพ์ซมุ้ ยอ เพราะพระพิมพ์ ซุม้ ยอยิงออก แต่แคล้วคลาด จากประสบการณ์ที่เคยรับ ทราบมา เพราะเหตุที่พระกรุวัดป่าแตง จังหวัดพระนครศรี อยุธยา ขึ้นจากกรุมากด้วยปริมาณพระยังไม่ทันกระจาย ออกสู่มวลชน ราคาจึงยังต�่ำอยู่เป็นธรรมดา และไม่เคย ทราบถึงภูมิหลัง อีกประการหนึง่ ก็มีความรู้เพียงตาเนื้อ โดยอาศัยเลนซ์ขยายจึงชอบที่จะเล่นพระเนื้อสวย แต่ใจ ผมยังรักทีจ่ ะเล่นแบบเนือ้ หยาบอยูอ่ ย่างเดิม มันไม่สำ� คัญ ที่เนื้อ ไม่จ�ำเป็นต้องน�ำเข้าประกวดกับแบบของเล่น

43

อธิบายทรงพิมพ์

ก็มี หากใช้ความสังเกตจะเห็นพุ่มไทรย้อยยื่นออก เป็นซุ้ม มองเห็นรากไทรย้อยลางเลือน พระพักตร์ กลมมนลงรักปิดทองมาเดิม เป็นพิมพ์ที่มีประสบการณ์ตามทีไ่ ด้กล่าวมาแล้ว ต้นไทรย้อยเป็นเอกลักษณ์ ของค�ำว่า “เจ้าป่า” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ท�ำไมจึงมีความหมายเกี่ยวกับพิมพ์พระ จะได้ชี้แจง ให้ทราบจากผลการวิเคราะห์ทางนาม ขนาดสูง 3.5 ซ.ม. ความกว้างของฐาน 2 ซ.ม.

1. ปางยืนร�ำพึงถึงหมู่สัตว์ พระหัตถ์ทั้งสองยกไขว้ ที่พระอุระ เป็นพระประจ�ำ วั น ศุ ก ร์ สั ณ นิ ษ ฐานว่ า องค์ ป ระธานการสร้ า งน่ า จะเกิ ด วั น ศุ ก ร์ พิ ม พ์ นี้ มี 2 ขนาดคื อ ชนิด ธรรมดา และพิมพ์ต้อ ชนิดธรรมดา ส่วนกว้างวัดจากฐาน 2.2 ซ.ม. ส่ ว นสู ง 5.4 ซ.ม. 3. ปางมารวิชัยซุ้มรัศมีเปลวเพลิง พิมพ์นี้มี 2 แบบ ส่วนพิมพ์ต้อมีส่วนสูงขนาด 5 ซ.ม. สร้างด้วยเนื้อ ดินผสมผงและว่านเผาไฟ เนื้อดินค่อนข้างหยาบ มองเห็ น เมล็ ด แร่ ป ระปราย ลงรั ก ปิ ด ทองมาเดิ ม พระพิมพ์ปางร�ำพึงยืนประทับภายในซุ้มเรือนแก้ว ลักษณะพระพักตร์กลมมน สอดแทรกด้วยปริศนา ธรรมมาจากค�ำว่า “พระเจ้าทรงธรรม” พระองค์ ย่ อ มทรงร� ำ พึ ง ถึ ง ปวงพสกนิ ก ร หวั ง ให้ อ ยู ่ เ ย็ น เป็นสุข ปราศจากทุกข์ภัย และด�ำรงอยู่ในทศพิธรา คือแบบที่ปรากฏเฉพาะซุ้มรัศมีเปลวเพลิงกับแบบ ชธรรม ขนาดส่ ว นสูง 5.2 ซ.ม. ความกว้างของ ที่ ป รากฏซุ ้ ม รั ศ มี เ ปลวเพลิ ง ประกอบเงิ น กลม ฐาน 2 ซ.ม. ต ร า ยั นต ์ ช า ว พ ร ะ เค รื่ อ ง เรี ย ก ต า ม กั น ว ่ า “พระซุ ้ ม ไข่ ป ลา” เป็ น พิ ม พ์ ที่ ส อดแทรกปริ ศ นา 2. ปางนั่ง ประทั บ ใต้ ค วงไม้ ไ ทร หรื อ พระพนั ส บดี ธรรมหรื อ อธิ บ ายเป็ น ภาษาธรรมไว้ รั ศ มี เ ปลว ค�ำว่าพนัสบดีหมายถึงต้นไทร และมีความหมายว่า เพลิงนัน้ ย่อมหมายถึงพระปัญญาธิคณ ุ อันรุง่ โรจน์ยงิ่ จ้ า วป่ า เป็ น พระพิ ม พ์ ป างมารวิ ชั ย ชนิด เข่ า นอก แสงรังสิมนั ต์ ส่องชีม้ รรคาประทานความสว่างแก่สตั ว์ ลั ก ษณะลี ล าเคร่ ง เครี ย ดตื่ นตั ว พระกรเบื้ อ งขวา โลกผูบ้ อดเขลา ขจัดโมหะมูลด้วยสัลเลขธรรมให้แจ้ง โค้งแบบเบ็ดกุง้ แสดงอาการยกขึน้ น้อยๆ เส้นพระกร สลัดพ้นจากโอฆะ ส่วนกลุม่ เม็ดกลมนัน้ หมายถึงการ คม พระกรเบื้องซ้ายวางพาดพระชานุลักษณะโค้ง สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกในคราวสร้างเงินกลมตรายันต์ เข้ า หาองค์ พ ระเล็ ก น้ อ ยไม่ เ หยี ย ดตรงที เ ดี ย ว อันเป็นเหตุให้ทราบถึงความหมายของแผ่นดินและปี ประทับใต้ควงไม้ไทรย้อยเรียกว่า “ซุ้มไทรย้อย” พ . ศ . ที่ ส ร ้ า ง เ ส ร็ จ ใ นตั ว นี่ คื อ พ ร ะ ป รี ช า โดยประทับนัง่ อยู่เหนือรัตนบรรลังก์ ประกอบด้วย ญาณของสมเด็ จ พระเจ้ า ทรงธรรม นอกจาก ภูษาทิพย์รองรับด้วยโกมุท คือบัวชัน้ เดียวก็มี สองชัน้ มีผลในด้านคุม้ ครองแล้ว ยังปรากฏผลทางเมตตา มหา นิยม และดีเด่นในทางโภคทรัพย์อีกด้วย การลงรัก ค่อนข้างเบาบางเพียงอาศัยปิดทองค�ำเปลวได้เท่านัน้ เนือ้ หาคงเป็นไปในท�ำนองเดียวกัน ขนาดความสูง 2.2 ซ.ม. ความกว้างของฐาน 1.5 ซ.ม. พระศรีสรรเพชร อยุธยา พิมพ์ซุ้มไทรย้อย

44

พระศรีสรรเพชร อยุธยา พิมพ์ซุ้มไทรย้อย

4. ปางมารวิชัยทรงพิมพ์สามเหลี่ยม เรียกตามความ นิยมว่า นางพญาวัดโพธิ์ หรือนางพญาวังหน้า ค้น

พบที่ ก รุ วั ด พระเชตุ พ น วิมลมังคลาราม หรือวัด โพธิ์ ท่าเตียน เล่ากันว่า ในคราวที่ ลู ก ระเบิ ด ลง ที่สะพานพระพุทธยอด ฟ้ า เนื่ อ งในสงคราม มหาเอเชี ย บู ร พา ปี พ.ศ. 2484 เกิดการสั่น สะเทือนเป็นเหตุให้เกิด รอยร้ า วที่ พ ระนาภี พ ระพุ ท ธไสยาสน์ และมี ก าร ขุดเจาะได้พระพิมพ์รูปสามเหลี่ยมเป็นจ�ำนวนมาก เรียกกันว่านางพญาวัดโพธิบ์ า้ ง นางพญาหน้าครุฑบ้าง เป็นพระเนื้อดินเผาซึ่งสร้างจากพระพิมพ์โคนสมอ ขนาดเล็ก และน�ำมาตัดขอบออกเป็นรูปสามเหลี่ยม ขณะที่ ดิ น ยั ง หมาดตั ว จะสั ง เกตเห็ น รอยตั ด ตอก อยู่ ทุกองค์จะมีส่วนไม่เท่ากันเพราะมิใช่ถอดจาก พิมพ์ส�ำเร็จ และมีการสร้างล้อขึ้นในสมัยนั้นเอง บางท่านก็วา่ พระทีส่ ร้างล้อขึน้ เป็นของพระเกจิอาจารย์ เพราะเป็นสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาหาพระใช้ยาก ส่วนมากไม่มกี ารลงรักปิดทอง คงจะเอาของจริงมากดท�ำ เป็นแม่พมิ พ์ อย่าเพิง่ ไปตีเป็นของปลอมง่ายแบบสัพเพ ร่า ของจริงมีรกั ทองเก่า บางองค์มคี ราบกรุจบั บางครัง้ บางคราว ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกตก็อาจวิเคราะห์ในสิง่ ที่ ผู้อื่นคาดไม่ถึง ในการซ่อมชุกชีฐานพระประธาน หรือพระระเบียงแม้จะเป็นพระเจดีย์ทองวัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม จะต้องมีพระในกรุเล็ดลอดออก มาทุกครั้งจริงๆด้วย จึงท� ำให้ผมพบพระพิมพ์ทั้ง 4 แบบนี้ อ ยู ่ ในสถานที่ แห่ ง เดี ย วกั น โดยมิ ค าดคิ ด ความเก่าของเนื้อหาเหมือนกันทุกประการ แต่มา แยกบรรจุกรุ จึงท�ำให้คิดไปว่าเป็นพระที่สร้างขึ้น คนละคราว พระพิ ม พ์ น างพญาวั ด โพธิ์ ปรากฏ ประสบการณ์มากในครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา และที่ เป็ น เรื่ อ งเป็ น ราวก็ คื อ ท่ า นจอมพลแปลก พิ บู ล ลงคราม ถู ก นายพุ ่ ม ทั บ สายทอง คนรั บ ใช้ ในบ้ า นยิ ง ด้ ว ยปื น พกขนาด 7.65 ม.ม. ในระยะ เผาขน 3 นัด 2 นัดแรกพลาดเป้า นัดที่ 3 กระสุน ปืนถากหน้าอกเสื้อขาดเลือดออกเล็กน้อย เสื้อตัว นัน้ ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเพื่อ เป็นประวัติศาสตร์ และมีบุคคลผู้หนึง่ เคยเล่าให้ฟัง

ว่ า เคยถู ก ยิ ง ด้ ว ยปื น พารา เบลลั่มขนาด 9 ม.ม. ถูกที่ ท้ายทอยผมขาดกระจุยแต่ ไม่ระคายผิวหนัง และมีคน ถูกฟันด้วยมีดสับหมูถึง 6 ที ไม่เข้า ทีที่ 7 ไปสรรเสริญคุณ มารดาฝ่ายตรงข้ามเข้าให้ จึง ถูกฟันเป็นแผลฉกรรจ์ ขนาด ขององค์พระนัน้ ไม่เท่ากันทุก องค์ พอประมาณได้ดงั นี้ ขนาดความสูง 3 ซ.ม. ความ กว้างของฐาน 2.5 ซ.ม.

วิเคราะห์ทางนาม

การวิเคราะห์พระเครื่องโดยทั่วไป มักจะใช้สายตา ประกอบแว่นขยาย เพื่อหาจุดบกพร่อง สนิมคราบกรุ ความแห้งหนึก เนื้อหา ทรงพิมพ์ จุดต�ำหนิ เรียกว่า วิเคราะห์ทางรูป หรือพบกันครึ่งทาง ส่วนที่ละเอียดไป กว่านัน้ คือการวิเคราะห์ทางนาม ซึ่งยากที่จะกระท�ำได้ รูปนามเป็นของคู่กัน พระสวยแต่ปราศจากคุณวิเศษก็ เท่านัน้ ที่เชื่อถือต่อกันมาก็โดยประสบการณ์ ค�ำร�่ำลือ หรือจินตนาการเป็นส่วนใหญ่ ความรู้เช่นนี้บางคราว ก็พอจะเข้ารูปเข้ารอยกันได้ เช่นพระท่ากระดานเมือง กาญจน์หรือพระปรุหนัง อยุธยา เข้าใจกันว่าเป็นพระ เหนียวคง ดีเด่นในด้านคุ้มครองก็ถูก แต่การไปเข้าใจว่า พระนางพญาพิษณุโลกกรุแรกดีทางเมตตา พระซุ้มกอ ก�ำแพงเพชรดีทางโชคลาภ โดยไปจินตนาการถึงค�ำว่า ทุ ่ ง เศรษฐี เช่ นนี้ก็ เป็ นการสวนทางกั น จะไปนึก ว่ า พระนางพญาพิษณุโลกองค์ประธานสร้างคือ สมเด็จ พระวิสุทธิกษัตรี พระราชชนนีของสมเด็จพระนเรศวร มหาราชเจ้า เจตนาเพื่อใช้ในราชการสงครามโดยเฉพาะ ตรวจแล้วตรวจเล่าก็ไม่มีผลในด้านเสน่ห์ เมตตา มหา นิยม คงพบแต่ด้านคงกระพันโดยเฉพาะ ส่วนพระพิมพ์ ซุ้มกอนัน้ กลับขาดคุณวิเศษทางลาภและมหานิยม แต่ ไปออกฤทธิ์ทางด้านคุ้มกัน ส่วนพระนางพญาที่ขุดค้น พบในชุกชีวิหารพระนางพญา ซึ่งสมเด็จพระนเรศวร เป็นองค์ประธานการสร้างพร้อมกับนางพญา วัดโพธิญาณ มีคุณวิเศษพร้อมทุกสิ่งอย่าง กลับดูกันไม่เป็นและไม่ ยอมรับกัน ทัง้ ๆ ทีป่ รากฏหลักฐานแน่ชดั ก็อาจจะดูไม่ถงึ จะเล่ น แบบที่ ดู ง ่ า ยๆ เช่ นนี้ก็ ไม่ จ� ำ เป็ นต้ อ งศึ ก ษากั น 45

หรอก พระในสต๊ อ คไม่ มี ก็ ไม่ อ ยากตี งู ให้ ก ากิ น แบบ การค้ามากว่าทีจ่ ะเป็นนักนิยมพระเครือ่ งโดยแท้จริง ความ คิดเห็นและทัศนคติเก่าๆ ล้วนปราศจากเหตุผล มีเล่ากัน ว่าในลานทองจารึกของพระพิมพ์กรุทงุ่ เศรษฐีมอี ยูค่ ำ� หนึง่ ว่า “มีกไู ว้ไม่จน” ค�ำนีก้ จ็ ริง แต่ไม่ใช่วา่ ท่านจะบันดาลให้เรา ถูกหวยรวยโชค แต่ขอให้คดิ ดูพระพิมพ์ซมุ้ กอแท้ๆ งามๆ องค์หนึง่ มีราคาเหยียบแสนบาทหรือกว่านัน้ ก็ลองมีสัก 500 องค์จะไปจนได้อย่างไร หรือใครทีเ่ กลียดพระมหาอุด ว่าปิดกัน้ โชคลาภ พระบางองค์มไิ ด้สร้างในรูปมหาอุดแต่ ดีทางอุดปืนก็มี ที่สร้างเป็นแบบมหาอุดกลับดีทางเมตตา โชคลาภก็มกี ารตรวจพบมาแล้ว ลองใครมีพระมหาอุดวัด ทองสุวรรณาราม หรือพระมหาอุดวัดหนังสักหลายองค์ ก็จะสบายไปนาน คือได้เงินใช้หลายแสนบาทง่ายๆ การ รูเ้ รือ่ งพระนัน้ มิใช่ของง่ายของกล้วย ถ้ามันง่ายจริงคงมิได้ ยินค�ำว่า “ทุบเซียน” เป็นแน่ การอาศัยเพียงรูปถ้าคิดเพียง การซือ้ ขายก็ตดั ปัญหาไปได้ แต่การทีจ่ ะหาพระใช้สกั องค์ เพือ่ เป็นทีพ่ งึ่ ยามคับขัน จะต้องเรียนรูไ้ ปกว่าการศึกษาพระ เครือ่ งจากต�ำรามากมาย เพราะประเมินผลออกมาแล้วได้ ผลทุกรายคือตาย ยิง่ เป็นพระประกวดติดรางวัลยิง่ แน่ขดั เพราะมิได้มกี ารตรวจเช็คว่าพระนัน้ เสือ่ มสิน้ แล้วหรือยัง และการใช้นนั้ ถูกต้องหรือไม่ ฉะนัน้ ในสมัยที่ผมยังชอบเล่นพระ จึงต้องมีการเช็ค ให้รู้ทั้งรูปและนาม เคยตรวจพระโดยฆราวาส ชีปะขาว พระภิ ก ษุ ส งฆ์ ที่ เราพอจะอาศั ย ได้ แต่ ก็ ท� ำ ได้ ไม่ ม าก เนือ่ งจากความเกรงใจการตรวจแต่ละครัง้ ท�ำได้ไม่มากเคย ตรวจด้วยอาโปกสิณ เตโชกสิณ ทางใน แต่ละท่านต่างก็ มีความช�ำนาญไปตามทีเ่ คยปฏิบตั ิ บางท่านก็เห็นเป็นแสง รังสีของพระ แล้วก็แปลให้เราฟังบางท่านก็ให้นมิ ติ ปรากฏ ขึ้นเองในรูปปริศนาธรรม เช่นผมมีพระปิดตาเก่าแก่เป็น

พระกรุวังหน้า วัดบวรสถานสุทธาวาส พิมพ์ขุนแผน

46

ของดั้งเดิม ไม่ทราบว่าสร้างโดยพระคณาจารย์ท่านใด ก็ ลองให้ท่านอาจารย์ชีปะขาวลองก�ำหนดจิตดู ปรากฏขึ้น อักษรเค ตัวเดียวเท่านัน้ ด้านมหานิยมดีจริงๆ ผมก็แปล ว่าพระหลวงพ่อแก้วเท่านัน้ เอง ส่วนพระหลวงพ่อแก้วที่ เล่นกันอยูล่ องไปหาอาจารย์ทเี่ ก่งๆ ตรวจดูเอาเองแล้วกัน แล้วจะรู้เอง และผมก็ลองให้อาจารย์ตรวจดูพระสกุลวัง หน้าสมเด็จวัดประยูรวงศ์ฯ เมือ่ ปี พ.ศ. 2502 ปรากฏตาม นิมิตแห่งเตโชกสิณ ดังนี้ 1. เห็นพระปิดทวารลอยหมุนคว้างอยู่เบื้องบนอากาศ ด้วยความรวดเร็ว แล้วนิมติ หายไปเกิดเป็นนิมติ ใหม่ 2. เห็นพระป่าจีวรคร�ำ่ รูปหนึง่ นัง่ อยูใ่ ต้ควงไม้ไทรก�ำลัง เจริญฌานแผ่รังสีจิตเป็นปริมณฑลสุดสายตา 3. ปรากฏเสียงบอกว่า “สรรพอันตรายต่างๆ ไม่แผ้วพาน” 4. คุณวิเศษท่วมท้นไปทุกอย่างทุกประการและอยู่ใน เกณฑ์สูงมาก ต่อมาในปีพ.ศ. 2517 ผมได้พระพิมพ์ซุ้มไทรย้อย มาอีกองค์หนึง่ น�ำไปให้อาจารย์ท่านหนึง่ ตรวจคุณวิเศษ จริตของอาจารย์ท่านนี้ชอบซอกแซกดูว่าใครสร้างใคร เสก ผมบอกว่ า ตรวจให้ ดี น ะอาจารย์ เขาว่ า พระนี้ดี ทางปืน ท่านก็จับพระไปก�ำอยู่สักครู่หนึ่ง พอลืมตาขึ้น ก็บอกว่า ปืนแปนอะไรฟ้าผ่ายังไม่กลัวเลย ท่านบอก ว่า พระพิมพ์สกุลนี้มิได้เสกในโบสถ์ ไปเสกกันในเชตุวัน ใต้ร่มไทร เป็นที่สงบมีต้นไม้ใหญ่ๆ เห็นช้างผูกอยู่ 3 เชือก มีเสาธงสีเหลืองตั้งตระหง่าน มีสมณะชรา 3 รูป ก�ำลังสร้างพระพิมพ์อยู่ ดินนัน้ น�ำมาจากองค์พระปฐม เจดีย์ ขณะที่เสกนั้นปรากฏรังสีคล้ายสายฟ้าวิ่งพล่าน ไปหมดขนาดนี้ไม่ต้องสงสัยแล้ว

พระศรีสรรเพชร อยุธยา พิมพ์ห้ามญาติ

พระกรุวังหน้า พิมพ์พระกัจจายนะ

พระพิมพ์วัดสามปลื้ม เรื่ อ งพระพิ ม พ์ ก รุ วั ด สามปลื้ ม หรื อ วั ด จั ก รวรรดิ์ ราชาวาส ได้ มี ผู ้ เขี ย นเรื่ อ งลงในวารสารพระเครื่ อ ง ภายในระยะเวลา 50 ปี นับว่ามากเอาการ พอจะลืมก็ เขียนกันอีก แต่มันก็อีหรอบเดิมไม่เห็นมีอะไรเพิ่มพูน ความรู้ ความจริงผมไม่อยากจะเขียนเรื่องราวซ�้ำกับผู้ใด เขียนทีไรมันจะต้องขัดแย้งกันทุกคราว ขอให้ท่านผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณเอาเถิดว่าใครผิดใครถูก การฟัง ความแต่เพียงข้างเดียว มีโจทก์ไม่มีจ�ำเลยหรือมีจ�ำเลย ไม่มีโจทก์คู่ความ ศาลจะวินจิ ฉัยอรรถคดีได้อย่างไร การ เล่นพระคล้อยตามกันไปหมดไม่มีการค้านแย้ง หรือ สภาใดมีแต่ฝ่ายรัฐบาลไม่มีฝ่ายค้าน มันจะเป็นสภาได้ อย่างไร มันก็คือเผด็จการนัน่ เอง วงการพระเครื่องวันนี้ มีทั้งเผด็จการและมาเฟีย สามารถปั้นผีลุกปลุกผีนงั่ ได้ พูดถึงพระพิมพ์สามปลื้ม ผมมีความรักและศรัทธามาก เริ่มสนใจในสมัยกรุแตกในปี พ.ศ. 2483 ตอนนั้นเริ่ม สนใจพระเครื่องแล้ว พระแตกกรุออกมาไม่นานก็เกิด สงครามมหาบูรพาเอเชีย ยิ่งเห็นคุณสาวๆ ห้อยพระ สมเด็จและพระพิมพ์วัดสามปลื้มองค์โตโชว์ออกนอก เสื้อยังพิศวาสองค์พระมากกว่าคุณผู้หญิง จ้องมองแต่ องค์พระอันงามสง่า ใครไม่รู้อาจหาว่าจ้องมองคุณเธอ คุณเธอนัน้ ปราศจากความหมาย ในสมัยนัน้ ยังมีการใช้ รถราง ใครๆ ก็ พ ากั น เฮโลไปเช่ า พระพิ ม พ์ ส ามปลื้ ม ไม่ขาดสาย ผมอยู่บ้านนอกนานๆ จะเข้ากรุงสักครั้ง พระพิ ม พ์ ชุ ด นี้ ไ ด้ ใ ช้ ป ระโยชน์ ใ นการสงครามและ ปรากฏเกียรติคุณอย่างไพศาล มีพิมพ์ทั้งหมดประมาณ 6 พิมพ์ คือพิมพ์เศียรโล้น พิมพ์สามเหลี่ยมฐานผ้าทิพย์ พิมพ์สามเหลี่ยมฐานบัวฟันปลา พิมพ์สามเหลี่ยมทรง เจดีย์ พิมพ์ห้าเหลี่ยม พิมพ์กลีบบัว พิมพ์เบ็ดเตล็ด เช่น พิ ม พ์ ยื น พิ ม พ์ ม หากั จ จายนะเถระเจ้ า เนื้ อ หามี เนื้ อ น�้ำมันสีขาวอมเหลือง เนื้อขาวล้วนผงฟู เนื้อว่านสีออก ด�ำ เนื้อชินตะกั่ว น�ำออกจากกรุได้พระจ�ำนวนประมาณ 50,000 องค์ แตกหักเสียหายเป็นส่วนมาก ที่ซ้อนกัน เป็ นชั้ น แกะออกก็ มั ก จะสลายตั ว ทั้ ง นี้ เพราะถู ก อบ ความร้อนภายในกรุ อัตราค่าบูชาจากวัดพิมพ์ธรรมดา

องค์ละ 4 บาท พิมพ์เศียรโล้น 20 บาท แพงกว่ากัน 5 เท่าเพราะเป็นพิมพ์นิยมและมีขนาดเดียว ส่วนพิมพ์อื่น บางพิมพ์มีถึง 3 ขนาดคือขนาดเล็ก ขนาดกลางและ ขนาดใหญ่ เมื่ อ ผมได้ ท ราบข่ า วว่ า คุ ณ พงษ์ อุ ช ชิ น พี่ ส าวของผมได้ รั บ พระพิ ม พ์ สามปลื้ ม มามากเพราะคุ ้ น เคย กั บ ท่ า นเจ้ า อาวาส ผมก็ ใ ช้ วิ ธี เรียนลัดไปขอจากพี่สาว ได้พระ มา 10 องค์ ปรากฏบางองค์รัก ร่อนจนหมด ทางวัดทาแชลแล็ค ไว้ ถึงจะแท้ก็ยังขาดสุนทรียภาพ บางส่วนคือรักและทองเก่า ผมก็เสาะหามาได้อกี รวมแล้ว ประมาณ 50 องค์เศษ ใช้บูชาติดตัวบ้างเพื่อนฝูงคนไหน อยากได้ก็แจกฟรีไป แต่ผมไม่มีพิมพ์เศียรโล้น เมื่อใคร อยากได้ พิ ม พ์ เศี ย รโล้ น ผมก็ โ กนเกศให้ คื อ น� ำ พิ ม พ์ กลีบบัวมาโกนพระเกศออกใช้รักทาปิดทองแล้วโรยแป้ง เพื่อนก็ชอบอกชอบใจ จะด่าผมก็ไม่ได้เพราะผมให้ฟรีไม่ ได้หลอกขาย มิช้ามินานพระพิมพ์ 50 กว่าองค์ก็เหลือ เพี ย งองค์ เดี ย ว ผมจึ ง ไปหาท่ า นเจ้ า คุ ณชลประทาน ธนารักษ์ ขอพระพิมพ์เศียรโล้นจากท่าน 1 องค์ ท่านเรียก พระปิ ด ตาหลวงพ่ อ ภู ่ วั ด นอก ชลบุ รี จ ากผม 1 องค์ ตกลงแลกเปลี่ยนกัน ผมมีเพื่อนนิยมพระเครื่องผู้หนึ่ง อายุมากกว่าผม มีประสบการณ์แพรวพราว คุยให้ผม ฟังว่าการเล่นพระหรือเครื่องลายครามมักจะมีการชิงดี ชิงเด่นกัน เช่นฝ่ายหนึง่ มีถ้วยลายครามที่หาได้ยากแล้ว เราไม่มี ใช้วิธีแกล้งขอยืมดูแล้วแกล้งท�ำตกแตกยอมใช้ เงินเพื่อมิให้เกินหน้ากัน เขาเองก็ชอบพระพิมพ์เศียรโล้น มากแต่ก็หาไม่ได้ ผมก็ฝากเขาไปเลี่ยม เขาแกล้งท�ำตก แตกเป็นเสีย่ งๆ แล้วต่อไว้หยาบๆ ผมตามไปดูทชี่ า่ งเลีย่ ม เห็นพระเข้าก็โวยจะเอาเป็นเอาตาย รับพระมาไว้บ้าน แล้วผมก็น�้ำตาไหลริน ท่วมฟ้าท่วมดิน ไม่อยากจะกิน จะนอน จุดธูปขึ้น 3 ดอกสักเคเทวา หากผู้ใดกลั่นแกล้ง ข้าพเจ้าขอให้มีอันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม อยู่มาไม่ช้า นานเพื่อนผู้นั้นก็มีอันเป็นไป เกิดอุบัติเหตุรถยนต์เกิด 47

พลิกคว�่ำตายหมดทั้งครอบครัว ไม่มีเหลือสักคน ครอบครัวร้าง ไปเลย ตั ว เองอกพั ง เป็ น เสี่ ย ง แบบพระพิมพ์เศียรโล้น ผมทราบ ข่าวยังคิดเสียใจ จนกระทั่งทุก วันนี้ยังไม่เห็นท่านผู้ใดมาชี้แจง ให้ ผ มฟั ง ว่ า องค์ เศี ย รโล้ นคื อ ท่านผู้ใด ผมเพียงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น องค์เถระเกต แห่ ง วั ด สามปลื้ ม ปรมาจารย์ ผู ้ วิ เศษของเจ้ า 3 กรม (วังหลวง วังหน้า วังหลัง) ตามประวัติเถระเกตไม่เคย จัดสร้างพระพิมพ์พระเครื่อง เคยลงเครื่องพิชัยสงคราม ให้ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงห์เสนีย์) ศิษย์ เอกเท่านัน้ ทั้งสอนวิชาแต่งกองทัพ เสกปูนกินกับหมาก เสกน�้ำมันจันทน์ น�้ำมันงา ลบลงผงทัพหน้าทัพหลวง เท่านัน้ และก็เป็นสมัยรัชกาลที่ 3 ท่านมีชีวิตยืนยาวทัน เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทั้งเป็นที่เคารพของของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ อีกด้วย บางครั้งมีคนมากวนท่านเจ้าประคุณ สมเด็ จ ฯ จนไม่ มี เวลาว่ า ง ท่ า นจะกล่ า วว่ า “หากมี เรื่องเดือดร้อนอันใดให้ไปหาเถระเกตเถิด” ผงทัพหน้า ทัพหลวงนัน้ ต่อมาท่านเจ้าพระยาบดินทรฯ ได้นำ� มาสร้าง พระเครื่องขึ้นหลายชุด มีอยู่ชุดหนึง่ ลักษณะคล้ายพระ วัดตะไกร อยุธยา มีตะปูเสียบทีฐ่ านด้านล่างขององค์พระ ชาวบ้านพากันเรียกว่า “พระกันตะปู วัดตึก” วัดตึกนี้ น่าจะเป็นวัดเทพลีลา ซึ่งท่านเจ้าพระยาเป็นผู้สร้างขึ้น ไว้และยังมีผู้รู้ซึ่งเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟัง ว่าผงวิเศษยังเหลืออยู่ที่วัดประมาณครึ่งกาละมังขนาด ย่อม เจ้าอาวาสรักษาไว้เป็นอย่างดีไม่ยอมแบ่งปันแก่ผใู้ ด บอกว่ามีหน้าที่รักษาของ ได้รับฟังเมื่อ 40 ปีล่วงมาแล้ว และพระกรุบึงพระยาสุเรนทร์ก็สร้างด้วยผงทัพหน้าทัพ หลวงเช่นกัน อยู ่ ม าวั น หนึ่ ง ราวต้ น ปี พ.ศ. 2536 นั ก นิ ย ม พระเครื่องท่านหนึ่งไปได้พระพิมพ์สามปลื้มเศียรโล้น นอกกรุมา 1 องค์ ได้น�ำมาให้ผมพิจารณาทั้งทางนอก และทางใน พิจารณาจากรูปธรรมปรากฏว่าเป็นพระเก่า แต่ ไม่ ไ ด้ บ รรจุ ก รุ ดู ง ่ า ยเมื่ อ น� ำ พระมาผั ส สะกั บ มื อ ปรากฏเป็นรังสีของบรมครูพระเทพโลกอุดร ถามเขาว่า ได้มาอย่างไร เขาบอกว่าเก็บมาจากกะบะพระ เขาตี เป็นพระปลอม พระนี้หากบรรจุกรุนับเวลาที่กรุแตกถึง 48

ปัจจุบันก็เป็นระยะเวลาถึง 53 ปี คนเล่นพระอายุ 50 ปี ยังเกิดไม่ทัน ยิ่งพระชุดนี้เคยออกมาครั้งหนึ่งในสมัย รัชกาลที่ 6 เป็นพระวางเพดานไม่ได้บรรจุกรุยิ่งไปกัน ใหญ่ เคยได้เห็นและรับทราบจากนักนิยมพระเครื่องรุ่น เก่า นีค่ งเสด็จออกมาจากพวกซ่อมแซมมือบอนนัน่ เอง ของผมเหลือพระสามปลืม้ ในกรุอยู่ 2 องค์เป็นพิมพ์เศียร โล้น 1 องค์ พิมพ์สามเหลี่ยม 1 องค์ไม่เคยตรวจเอง ให้ อ าจารย์ ต รวจก็ อ อกทางฤทธิ์ ต ่ า งๆ ของผู ้ อื่ น ไป ตรวจดูกป็ รากฏนิมติ เป็นพระเจดียห์ ลายองค์ ปรมาจารย์ ผู้เสก (ไม่ใช่สร้าง) เหาะปาฏิหาริย์อยู่บนยอดเจดีย์ ตี ปัญหาไม่ออกว่าเป็นท่านผู้ใด เมื่อพบจุดแล้วผมจ�ำเป็น ต้ อ งหาข้ อ ยุ ติ ด ้ ว ยการน� ำ พระพิ ม พ์ โลกอุ ด รและพระ พิมพ์สามปลื้มไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางจิตซึ่งไม่รู้จักพระ และไม่เล่นพระลองตรวจเทียบกันดู ปรากฏว่าเป็นพระ ทรงฤทธิ์อธิษฐานจิตโดยพระอาจารย์องค์เดียวกัน พระ ชนิดออกมาเมื่อสมัยพระพิมพ์สามปลื้มยังไม่แตกกรุ ก็ ไม่เรียกพระพิมพ์สามปลื้ม แต่เรียกว่าพระพิมพ์วังหน้า ไม่ได้บอกว่าใครเป็นผู้เสก ประสบการณ์ดีเด่นในด้าน คุ้มครอง จะเป็นปืน มีด ไม้ ไม่ได้ระคายผิวทั้งสิ้น อีก ทั้งในด้านเมตตาก็ดีเด่น การทดสอบครั้งหลังสุดก่อนจะ น�ำเรื่องลง คือการน�ำพระพิมพ์เศียรโล้นองค์ที่แตกจาก กรุและองค์ที่อยู่นอกกรุไปทดสอบเปรียบเทียบปรากฏว่า สร้างเสกพร้อมกัน ณ สถานที่เดียวกันแน่นอนไม่แปร เปลี่ ย น เป็ น พระทรงฤทธิ์ อ อกด้ า นคงกะพั นน� ำ หน้ า คล้ายอธิษฐานไว้ส�ำหรับการสงครามโดยเฉพาะ เพียง ข้ อ ส�ำ คั ญ อี ก ประการหนึ่ง ยั ง ไม่ ส ามารถสื่ อ ได้ คื อ องค์ เศียรโล้นนั้นเป็นผู้ใดแน่ จะเป็นเถระเกตหรือบรมครู พระเทพโลกอุดร หากการนัง่ ชนิดสื่อเจรจากับองค์ท่าน ได้จะปรากฏชัดออกมาทันที แต่ฌานต้องสูงกว่านี้ เพียง สั นนิ ษ ฐานว่ า น่ า จะเป็ น รู ป องค์ ป รมาจารย์ เ ถระเกต เพราะท่านเป็นเจ้าของผงวิเศษทัพหน้าทัพหลวงเป็นรูป ระลึกถึงองค์ท่าน และเป็นเรื่องของการดีซายน์แม่แบบ ซึ่ ง ส่ ว นใหญ่ เป็ น เป็ น พระบรมสาทิ ส ลั ก ษณ์ ข ององค์ สมเด็จพระผู้มีพระภาคย์เพียงเอากันแน่ชัดว่าบรมครู พระเทพโลกอุดรเป็นผู้อธิษฐานจิต ส่วนการสร้างเป็น เรือ่ งของกรมช่างสิบหมูแ่ ห่งพระราชวังหน้า จึงประกอบ ทั้งด้านรูปธรรมและนามธรรม ไม่ใช่พูดเหลวไหลและ ตามกันไปโดยปราศจากความคิด เรียกการเสกเป็นการ สร้าง เช่นเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างพระพิมพ์ ท่านเจ้า

คุณนรฯ สร้างพระพิมพ์ หลวงพ่อเกษม เขมโก สร้าง พระพิมพ์ ท่านสร้างพระที่ไหนล้วนแต่สร้างให้ท่านเสก ทั้ ง สิ้ น พระพิมพ์สามปลื้มนอกกรุนี้คนตาถั่ ว มองเห็ น บอกว่าพระใหม่ คิดว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญมีสายตา อันคมกริบดุจเหยี่ยวนกเขา พอให้ส่องแว่นดูชักเสียง อ่ อ ย พอให้ นั่ง ตรวจดู แทบสลบ การท� ำ ตั ว เป็ น ลิ ง ติ ด แป้นจะเล่นพระก้าวหน้าต่อไปไม่ได้ ของถูกความร้อน อบอยู่ในกรุเป็นเวลาช้านานพระเนื้อน�้ำมันจะเกิดการ แห้งกรอบเปราะ พระวางทิ้งไว้บนเพดานจะแห้งตัวโดย ธรรมชาติ จะไปกะเกณฑ์ให้เหมือนกันได้อย่างไร ไม่เชื่อ ก็อย่าเชื่อ เพียงเป็นพระเล็กๆ น้อยๆ เก่งกว่าคนทั่วไป นิดๆ ก็อยากวิเคราะห์กับเขาบ้าง วิเคราะห์มวลสาร ถามว่าเคยสร้างพระและผสมมวลสารมานานแล้วหรือก็ เปล่าทั้งสิ้น เช่นนัน้ ก็ด้นเดาเอาใช่ไหม มันต้องวิเคราะห์ จากภาคปฏิ บัติ ทั้งรูป ทั้งนาม ผนวกกับหลั ก วิ ช าอี ก 14 ประการจึงสรุปผลได้ชัดเจน ไม่ก�ำมะลอดังที่เป็น อยู่ในขณะนี้ เข้าใจผิดว่าตัวเองเป็น “เซียน” ให้แปล ค�ำว่าเซียนก็แปลไม่ถูก ความหมายคือ “โจ๊วซือ” หรือ ปรมาจารย์ ดั น เขี ย นเรื่ อ งว่ า เซี ย นก็ คื อ เทพหลอกให้ คนอ่ า น เทพค� ำ จี น เรี ย กว่ า “ซิ้ ง ” แหกตาศึ ก ษาเสี ย บ้างและยกย่องคนมีวิชาการทางพระเครื่องนี่นับเป็น เทพเจ้าเชียวนะ อย่างนี้มันต้องทดสอบศาสตร์แรกว่า ด้วยเภสัชกรรมศาสตร์แผนโบราณ หลานเขยของผม เป็นประธานเภสัชกรรมศาสตร์แผนโบราณ ทดสอบ วิชาใบไม้รู้นอน 7 สิ่ง ตอบได้ 4 สิ่งเท่านั้น อาจารย์ เทพ สาริกบุตร ท่านพระครูบุญเรือง นักสร้างพระและ ผมนับถือท่านทั้งสองพอสมควร ท่านยังถามผมว่า อัน ใบหงอนไก่ใหญ่นนั้ ยังสงสัยจะใช่ต้นหงอนไก่ที่ปลูกกัน ตามบ้านหรือเปล่านะ ไม่เห็นมันรู้นอนนี่ มันไม่ใช่หรอก ครับต้นมันโตขนาดวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ถึง 12 นิ้วฟุต ทีเดียวมีฝักคล้ายหงอนไก่ มันรู้นอนใบจะหุบเมื่ออาทิตย์ อัศดง ต้นชิงหายผีล่ะสบายมากครับเพียงแต่ตากแห้ง แล้วดูไม่ออก ถ้าจะเก็บล่ะก็ต้อง เก็ บ เป็ น และต้ อ งทราบวิ ธี เ ก็ บ วิธีพลีด้วย เพียงแค่นี้ก็เข่าทรุด ยังดื้ออยู่อีก ยื่นกระดานลบผง พร้อมแท่งดินสอพองให้ลงเรียก สุตรดูที ตอนนี้ชักยั๊วะ ก็ชี้หน้า บอกว่ า เพี ย งแค่ ยั ง ไม่ เป็ น องค์

พระยังไม่รู้ยังจะมีหน้ามาคุยแล้วยังศาสตร์อื่นอีก เพียง ลบผงเป็นไม่สามารถสร้างพระได้ ส่วนการเสกเป็นอีก เรื่องหนึ่งอย่าไปปนกัน จะเกิดการเข้าใจผิดเพี้ยนตาม ผู้เขียน ผมเขียนเรื่องยากครับ ไม่แน่ใจแล้วไม่เขียนเช่น เรื่องพระพิมพ์สามปลื้มต้องรอถึง 53 ปีนะครับถึงจะ เขียนออก นี่แหละครับคนเล่นพระอยู่กับบ้านคนเดียว คุณประชุม กาญจนวัฒน์ กับ อ. มานัส โอภากุล ท่าน ดูถูกและด่าเอา ขืนเล่นกับวงการผมก็โง่ตายห่ะ เล่นกับ วงการมาก่อนบ้าง ไม่ผา่ นวงการก็ไม่รู้ เรือ่ งราวอะไรเรียก ชื่อพระไม่ถูก เล่นส่องจนสายตาเอียงหมดแว่นไปกว่า โหล แล้วก็เบื่อหาอาจารย์ที่รู้จริงไม่ได้ จึงไม่มีอาจารย์ และมิได้ตั้งตนเป็นอาจารย์ การเล่นพระทั่วไปในปัจจุบัน ปราศจากจุดยืน มา อ้างโน่นอ้างนี่ว่าเป็นจุดยืนนัน้ ไม่ใช่เพียงแต่ว่าต่างก็สุด โต่งกันไปคนละทาง ใช้ไม่ได้มันต้องอาศัยสายกลางจึง จะไปรอด ไม่มีพระปลอมปรากฏขึ้น ขืนปรากฏขึ้นก็ให้ อยู่กับก๋งเท่านั้น นี่พระปลอมยังขายดิบขายดีแสดงว่า ดูพระกันไม่เป็นถูกเขาหลอกโดยวาทะ สุดโต่งประการ แรกก็คือพวกวงการพระเรียนความรู้จากคนขายพระ มาก่อน พวกนี้ชอบตั้งวัดและโมเมสิ่งที่ไม่รู้ว่า “พระ เกจิอาจารย์” ผูท้ ไี่ ม่มคี วามรูท้ างภาษาเคยเรียกว่า “เกสิ” อันค�ำว่าเกจิอาจารย์ย่อมหมายถึงอาจารย์จ�ำพวกหนึ่ง ไม่บอกว่าเป็นอาจารย์อะไรเชี่ยวชาญไปในศาสตร์แขนง หนึ่งเท่านั้น เรียกว่าตอบแบบก� ำปั้นทุบดิน ก็บอกว่า ไม่รู้ไม่ทราบจะเป็นไรไป แต่ทุกคนไม่ยอมรับว่าเป็นผู้ไม่รู้ รับแห่พระเสียด้วยคิดเงินค่าแห่ด้วย กดราคาด้วยถ้า เป็นพระแท้หรือปัดเป็นพระเก๊ไปก็มี ล้วนแต่มีศีลธรรม เอาพิมพ์ เนื้อหา ต�ำหนิ เป็นเครื่องตัดสิน ถ้าจะถามว่า พระนี้มีคุณวิเศษเหลืออยู่หรือเปล่า ใบ้หรือเปล่า ปลอม เก่าหรือเปล่า จะตอบว่าเรื่องนี้เล่นแค่ชอบใจ ตนไม่มี ความรู้ทางปรจิตและไม่เชื่อเอาด้วย ตัวเองยังสกปรก ลามกมากมายเหลือจะกล่าว ไม่สามารถกระท�ำได้ และ ที่กระท�ำกันอยู่นนั้ ไม่เชื่อ แม้ญาณหรือฌานเป็นสิ่งมีจริง น่าจะเป็นเรื่องของพระอรหันต์ที่สิ้นอาสวแล้วเป็นการ เข้าใจผิดและคิดเล่นพระแค่เพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง มิใช่ จุดยืนแห่งพลังอิทธิคณ ุ เพราะตนเองไม่สามารถตรวจได้ และยังไม่ศรัทธาเอาด้วย จุดยืนคือการขายพระนอกนัน้ ไม่รับทราบ ความเป็นจริงแล้วพระเครื่องราง (เรียกให้ 49

เต็มยศ) เป็นอิทธิวัตถุที่บรรจุด้วยธาตุรู้ พลังของธาตุรู้ จะกระจายเป็นคลื่นแม่เหล็กเพียงแต่มองไม่เห็นด้วย ตาเนื้อ จัดเป็นคลื่นส่งชนิดละเอียดบ้าง ส่งได้กว้างและ ไกลบ้าง พลังส่งอ่อนบ้าง จิตคือธาตุรู้ของคนเรานับเป็น คลื่นรับกระแส จะทราบได้ทันทีหากเป็นจิตที่ฝึกให้สงบ ปราศจากโลภะ โทษะ โมหะ ขณะพิจารณาองค์พระ พอจิตเป็นประภัศสรหรือจิตบริสุทธิ์เกิดขึ้น จะรับทราบ ทันที เป็นวิทยาศาสตร์ทางใจ มิใช่เรื่องของการสิ้นกิเลส สังโยชน์ ถ้าคิดทุจริตจะต้มเขาจิตเช่นนี้จะไม่เกิด คน ไม่มีศีลนอกศาสนา บางคนเสกหนังบังฟันได้มิเก่งกว่า อีกหรือ ปล่อยคุณไสยเป็นเรื่องจริง เพียงแต่เป็นการฝึก จิตแบบมิจฉาทิษฐิยังสามารถท�ำได้ การตรวจพระจึงจะ สมบูรณ์ทั้งรูปและนาม เรียกว่าดูพระเป็น ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ตรวจตะบันหั่น แหลก พระปลอมเอาเข้าพิธีก็ว่าเป็นพระแท้ไม่สนใจใน ด้านรูปทรงพิมพ์ ถ้าจะให้ดีควรแยกแยะว่า นีข่ องใหม่ ท�ำเทียมแต่เข้าพิธี แล้วปัญหาก็จะหมดไป กลับน�ำไป อวดเซียนพระ ท่านเซียนก็ตีอกชกหัวร้องว่า เข้าป่าไป แล้วๆ นี่มันพระนับพันขายนี่หว่ายังงี้เข้าป่าแน่ๆ เพลง เขาว่ารักไม่เข้าใจกัน ขาดความสัมพันธ์ ฯลฯ แล้วยังมี บ้างเป็นบางรายถึงกับท�ำต�ำราตรวจพระโดยวิธีปลุกพระ มองดูแล้วก็สดุ จะข�ำ ก็มนั พระคนละชนิดดูไม่เป็นอยูแ่ ล้ว ดันไปปลุกเป็นพระชนิดเดียวกันอีกจะไหวหรือ เขานัง่ ดู รังสีนิมิตครับ จึงว่ามันสุดโต่งกันไปคนละทาง มันต้อง เดินสายกลางครับมันแย่ทั้งคู่ ผมจึงเล่นพระอยู่กับบ้าน คนเดียว “นั่งฟังเสียงฝนภายในหอน้อยแต่เพียงเดียว ดาย” ไม่ชอบเรื่องปวดหัวหงุดหงิดใจ

6. ติดผนังโบสถ์ เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เช่นพระพิมพ์วัดเก๋งจีน จังหวัดระยอง 7. ฝากชุกชีพระประธานในพระอุโบสถ อย่าไปคิดว่าจะต้องบรรจุกรุเสมอไป นอกนัน้ เก๊หมด อาจเป็นการเข้าใจผิด เอาละครับแฟนๆ ทัง้ หลาย วงการ และส�ำนักวัดจักรวรรดิราชาวาสหรือวัดสามปลื้ม เขา ก็พยายามหาหลักฐานเพื่อหาข้อยุติ โดยอ้างว่าคุณยาย นิ่ม ชุวานนท์ เป็นผู้บอกเล่าและพบเห็นมากับตา แต่ ผมมีความเห็นค้านแย้งครับ วงการว่า “พระวัดสาม ปลื้ม” เป็นพระเครื่องสีขาวอีกกรุหนึง่ ซึ่งมีผู้นิยมเสาะ หากันมาก เดิมทีเข้าใจว่าเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) เป็นผู้สร้างไว้ต่อมาภายหลังได้ปรากฏหลักฐานที่เชื่อ ถือได้ทางวัดว่า ผู้สร้างพระเครื่องเนื้อผงขาวที่แท้จริง คือ “พระอาจารย์พรหม” กับ “พระอาจารย์ช้าง” ซึ่ง ต่างก็เป็นพระอาจารย์ทรงคุณแก่กล้าในวิทยาคม อยู่ที่ “คณะกุฏิ” ณ วัดสามปลื้ม เมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 โดย พระธรรมานุกูล (ด้วง) เป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณนัน้ จึงสรุปได่วา่ พระเนือ้ ผงสีขาว (ค่อนข้างเปราะหักง่าย) ที่ เรี ย กว่ า พระวั ด สามปลื้ ม ซึ่ ง สร้ า งโดยพระอาจารย์ พรหมและพระอาจารย์ชา้ งนัน้ ได้ก�ำเนิดเมือ่ พ.ศ. 2414 โดยมีการพบพระเครื่องสกุลนี้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน โดย เฉพาะครั้งสุดท้ายคือ พ.ศ. 2483 นั้น ได้พระเครื่อง วัดสามปลื้มขึ้นจากเจดีย์องค์ที่ 3 ถึง 50,000 กว่าองค์ ทีเดียว

พระพิ ม พ์ วั ด สามปลื้ ม เป็ น พระเครื่ อ งสมั ย รัตนโกสินทร์ มีด้วยกัน 6 พิมพ์ คือ 1. พิมพ์กลีบบัว เศียรโล้น (พิมพ์นนี้ ิยมกันมาก) 2. พิมพ์กลีบบัว “เศียร เมื่อสร้างพระพิมพ์เสร็จแล้วท�ำอย่างไร 1. เพื่อแจกจ่ายทั่วไปบางส่วน เช่นพระพิมพ์สมเด็จ แหลม” 3. พิมพ์ “ห้าเหลี่ยม” 4. พิมพ์ “บัวฟันปลา” 5. พิมพ์ “สามเหลี่ยม” และ 6. พิมพ์พิเศษท�ำเป็นพระ วัดใหม่อมตรสนอกกรุ ปางต่างๆ อีกหลายแบบด้วย พระเครื่องวัดสามปลื้ม 2. ท�ำการบรรจุกรุเจดีย์ เรียกว่า อุเทสิกเจดีย์ 3. เก็บซ่อนบนเพดาน เช่นพระพิมพ์ทคี่ น้ พบบนเพดาน นอกจากชนิดเนื้อผงสีขาวแล้ว ชนิดเนื้อผงด�ำ หรือชนิด เนื้อตะกั่ว หรือแม้แต่เนื้อชินก็สร้างไว้ ส�ำหรับอิทธิคุณ พระอุโบสถ นัน้ ดีเด่นทางแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เป็นที่เชื่อถือ 4. ฝากกรุต่างๆ 5. ฝังดิน ได้แก่ พระร่วงเนื้อตะกั่ว เดิมเห็นว่าไม่สวย ได้อีกกรุหนึง่ เรียกว่าฝากพระธรณี 50

ทีนี้โปรดวิเคราะห์ความเห็น ความรูข้ องผมดูบา้ งนะครับ อย่า เชื่ อ อะไรง่ า ยๆ ต้ อ งเล่ นกั น ให้ ถึ ง ลู ก ถึ ง โคน ตามประวั ติ ที่ มี มานี้ เ ขี ย นขึ้ น ไม่ น าน โดยคุ ณ ยายนิ่ม ชุวานนท์เป็นผู้บอกเล่า ว่าในขณะที่ทางวัดท�ำการบรรจุ พระพิ ม พ์ วั ด สามปลื้ ม เข้ า กรุ เจดี ย ์ อายุ ข องท่ า นได้ ประมาณ 8 ขวบเป็นปี พ.ศ. 2414 แลเห็นท่านอาจารย์ พรหมและท่านอาจารย์ช้างเป็นผู้ท�ำการบรรจุ มิได้เห็น ท่านก�ำลังสร้างพระพิมพ์หรือปลุกเสกพระพิมพ์ หาก วันนัน้ เปลีย่ นเป็นอาจารย์แดงอาจารย์ดำ � อาจจะกลายเป็น ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้สร้างพระพิมพ์ก็อาจเป็นได้ ค�ำพูดนี้ จึงปราศจากน�้ำหนักเท่าที่ควร นัน่ เป็นเพียงการคุมพระ พิมพ์เข้าเข้ากรุเจดีย์เท่านัน้ เอาละครับการบรรจุเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2414 นี่ แ หละครั บ เป็ น การยื น ยั น อย่ า ง แนบแน่ น ว่ า เป็ นการสร้ า งพระพิ ม พ์ วั ด สามปลื้ ม ขึ้ น ที่ พ ระราชวั ง หน้ า เพราะตอนนั้น พอดี เชี ย วครั บ ทาง พระราชวังหน้ามีการสร้างพระพิมพ์กันขนานใหญ่ ที่น�ำ บรรจุเพดานวัดพระแก้ว แล้วมีเด็กทารกเรียกว่า “พระ ลิเก” นั่นแหละครับ ที่นี้เกิดมีผู้มาถามผมว่า ก็เค้าว่า ท่านอาจารย์พรหมท่านอาจารย์ช้างเป็นผู้สร้างนีน่ าผม จะรีบตอบว่าถ้าเช่นนัน่ ท่านอาจารย์ทั้งสองมิใช่ใครอื่น ท่านรับราชการอยู่ในกรมช่างสิบหมู่แห่งพระราชวังหน้า นัน่ เองไหงมาแต่งตัวเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า ผู้ถามก็ติงว่า ผมพูดแขวะ พูดเพี้ยนไปเสียแล้ว ผมจะถามสวนขึ้นว่า ใครเพี้ยนกันแน่ แม้รูปธรรมนามธรรมก็ยังพูดไม่รู้เรื่อง การสร้างเขาต้องใช้ช่างสิบหมู่แห่งพระราชวังหน้าเป็น ผู้ดีซายน์แม่แบบคุลีการมวลสารโขลกต�ำเข้าเครื่องอัด ก็มันพิมพ์ของวังหน้าชัดๆ เรียกว่าพิมพ์นักการทหาร จริงอยู่การสร้างพระใครๆ ก็สร้างได้ไม่เลือกฆราวาส บรรพชิต แต่พิมพ์นี้เป็นแม่พิมพ์เฉพาะของวังหน้าใครๆ ก็ รู ้ กั น ผมจึ ง ต้ อ งประท้ ว งว่ า เช่ นนั้น อาจารย์ พ รหม อาจารย์ช้างก็คือช่างสิบหมู่แห่งพระราชวังหน้าสิครับ ไม่ ใช่ ท ่ า นอาจารย์ ทั้ ง สองแน่ นนอน ถ้ า ท่ า นทั้ ง สอง สามารถเช่ นนั้นก็ ต ้ อ งจะต้ อ งมี ก ารออกพระพิ ม พ์ รุ ่ น ต่อมาอีกมากแบบด้วยกัน มีใครบ้างที่สร้างหรือเสกพระ พิมพ์เพียงครั้งเดียว แม้แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (มา) แห่งวัดสามปลื้ม จัดสร้างพระพิมพ์แบบพระชัยวัฒน์ไว้

กี่พิมพ์ เมื่อสร้างพระพิมพ์ขึ้นที่ พระราชวั ง หน้ า ควรทราบว่ า ปรมาจารย์แห่งพระราชวังหน้า อันเป็นบรมครูของกรมพระราช วังบวรวิชัยชาญน่ะคือใคร ก็คือ บรมครูพระเทพโลกอุดรนั่นเอง ผมจึงขยิกท้าให้ผู้เชี่ยวชาญทาง จิตช่วยกันลองพิสูจน์ดูให้เป็นที่ประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่ท่าน อาจารย์พรหมท่านอาจารย์ชา้ งแน่นอน ใช้หลักกาลามสูตร พิสูจน์ก่อนจึงเชื่อดีกว่ากระมังครับ ในเมื่อบรมครูพระ เทพโลกอุดรทรงอธิษฐานจิตให้ไว้ เหตุใดจึงต้องน�ำมา บรรจุกรุเจดียว์ ดั สามปลืม้ เนือ่ งจากทางวัดเหลือผงวิเศษ ทั พ หน้ า ทั พ หลวงอยู ่ จ� ำ นวนหนึ่ง มิ ได้ ใช้ ท� ำ ประโยขน์ อะไร และอาจมีศิษย์วัดสามปลื้มท่านหนึ่งหรือหลาย ท่านที่ไปรับราชการที่กรมช่างสิบหมู่และมีส่วนร่วมรู้ เห็นในครั้งนี้ (ขุน หลวง พระ พระยา ในสมัยก่อนล้วน ส�ำเร็จการศึกษาจากวัดทั้งสิ้น ไม่มีมหาวิทยาลัยแบบ ปัจจุบัน) และมีศรัทธาที่จะสร้างพระพิมพ์บรรจุกรุเจดีย์ เพื่ อ ถื อ เป็ น อุ เทสิ ก เจดี ย ์ ช นิด หนึ่ง เมื่ อ เสร็ จ จากการ อธิ ษ ฐานจิ ต จึ ง น� ำ มาบรรจุ ไว้ ที่ วั ด สามปลื้ ม ต้ นก�ำ เนิด แห่ ง ผงวิ เศษดั ง กล่ า ว พระวิ เศษพิ ม พ์ นี้ ส ร้ า งขึ้ น เป็ น จ�ำนวนมาก จ�ำเป็นต้องใช้ผงพระบาลีมูลกัจจายน์ ผง อาขยาดเป็นผงพืน้ ผสมด้วยผงทัพหน้าทัพหลวงใช้น�้ำมัน ตั้ ง อิ๊ ว เป็ นตั ว ประสาน ส่ ว นผงสี ข าวฟู ใช้ น�้ำ อ้ อ ยเป็ น ตัวประสาน ซึ่งจะต้องประกอบด้วยปูนขาวด้วยทั้งสอง เนื้อ เป็นปูนเพชร มิใช่เป็นปูนเปลือกหอยอันเป็นซาก เดรัจฉานบริสุทธิ์ ส่วนมวลสารอื่นน่าจะมีผสมเป็นส่วน น้อยและไม่คอ่ ยปรากฏ จ�ำไว้ครับการสร้างเป็นรูปธรรม การเสกเป็นนามธรรม ไม่เหมือนกันครับ อีกทั้งผู้เขียนประวัติยังกล่าวอีกว่า พระพิมพ์ชนิดนี้ มีพระพุทธคุณดีเด่นทางแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ท่ า นทราบไหมครั บ ว่ า เป็ น การกล่ า วที่ ผิ ด หลั ก วิ ช า เที่ยงแท้แน่นอน เพราะปราศจากพื้นฐานในทางนี้พระ พิ ม พ์ พ ระเครื่ อ งเป็ น เพี ย งอิ ท ธิ วั ต ถุ มิ ใช่ เป็ นตั ว แทน พระพุทธองค์ จะมีได้ก็เพียงอิทธิคุณเท่านั้น ผู้บัญญัติ ศัพท์นี้มิได้เป็นชาวพุทธ ไม่รู้เรื่องของพุทธ พระพิมพ์ พระเครื่องใม่ใช่เรื่องของพุทธ หากจะถือว่าเป็นส่วนของ พุทธ ก็ต้องแยกนิกายเป็นตันตระยานฝ่ายทิเบต ฝ่าย 51

เถรวาทไม่มีมาแต่กาลก่อน มักจะคล้อยไปในทางไสย นอกจากการอธิ ษ ฐานจิ ต จึ ง ไม่ ส ามารถมี พุ ท ธคุ ณ ใน ตนเองได้ มีเพียงธาตุรู้ของผู้เสก เมื่อใครมาหาผมที่บ้าน แล้วพูดค�ำว่าพุทธคุณ ซึง่ ก็รอ้ ยทัง้ ร้อย ผมจะถามขึน้ ทันที ว่าค�ำว่าพุทธคุณหมายถึงอะไร จะพากันอึกอักทุกท่าน จะบอกว่าเป็นพลังแห่งกฤตยาตมก็ไม่ถนัด ต้องเทศให้ ฟังเป็นกัณฑ์ยาวหากยกย่องเป็นพุทธคุณ ปลัดขิก ลิง เสือ เสือครัว ตระกรุดเรียกอย่างไรล่ะ อึกอักอีกเพราะ พื้นฐานสะสมไว้ด้วยอาจารย์ก�ำมะลอ ค�ำว่า “พุทธคุณ” ก็คอื คุณโดยเฉพาะแห่งพระพุทธองค์ ไม่มใี นพระอรหันต์ พระสุปฏิปันโน ยิ่งพระเครื่องรางด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ พระพุทธคุณก็คือ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ มีในพระเครื่องได้หรือ มีได้อย่างไร แล้วคุณของพระอรหันต์ล่ะ ก็คือ เตวิชโชหรือวิชา 3 ฉฬภิญโญ อภิญญา 6 สุกขวิปัสสโก พระอริยบุคคลล่ะ อริยคุณ ยังไม่ก�ำหนดชั้นเป็นพระอรหันต์อาจเวียนกลับ ได้ ควรเรียกว่า “อิทธิคุณ” ครับ ค�ำว่าคงกระพันชาตรีก็ ไม่ควรเรียกก่อนตรวจคุณสมบัติขององค์พระ หากถึงขั้น ชาตรีแล้วไม่ต้องกล่าวถึงค�ำว่าคงกระพัน เพราะว่าสูง กว่าคงกระพันอยูแ่ ล้ว ชาตรีคอื มหาเบา แบ่งเบา เหนียว พิเศษ มีในพระโลกอุดร พระหลวงพ่อโต พระคงล�ำพูน นอกจากไม่แตกยังถูกหนักเป็นเบา ส่วนคงกระพันเหนียว อย่างเดียว ถูกตีสลบแต่ไม่แตกเท่านัน้ อย่าเรียกรวมกัน เช่นค�ำว่าเมตตามหานิยมก็อย่าเรียกพร�่ำเพรื่อก่อนตรวจ พลังอิทธิคุณ เมตตามันก็เรื่องของเมตตา มหานิยมมันก็ อีกเรื่องหนึง่ บทพระคาถามันก็แตกต่างกันไป เมตตาคือ ท�ำให้เขาสงสารแต่กไ็ ม่นยิ มชมชืน่ สักเท่าใดนักพอช่วยได้ ก็ชว่ ย เสน่หก์ เ็ ฉพาะส่วนต่างเพศ มหานิยมไม่เห็นสงสาร แต่นิยมชมชอบอยากจะเชียร์อยากสนับสนุน เป็นพลัง คลืน่ รังสีทแี่ ผ่ซา่ นกว้างไกลกว่า กระแสเมตตามากหลาย เท่า ใช้กับคนหมู่มากยังครับที่ยังกล่าวไว้ยังไม่พอ พระ พิมพ์สามปลืม้ ยังมีเมตตาละเอียดรังสีนวลดุจแสงจันทรา อีกด้วยครับเรียกว่า “พักรบ” ก็ “พบรัก” ทีเดียวหากใช้ เป็นเห็นไหมครับระหว่างคนเล่นทางรูปกับคนเล่นทั้งรูป และนามมันต่างกัน แฟนๆ ครับ คุณจะไปกับฉันหรือจะ ไปกับเขา หากคุณจะไปกับฉันจะพาไปพบเรื่องขวางๆ ที่ ท้าพิสูจน์ ไม่ได้พาเธอไปพบความสุขนะครับ เอาละยังมีปญ ั หาอีกเรือ่ งหนึง่ คุณเองก็ยงั ไม่เชีย่ วชาญ ช�ำนาญ ผมชอบมาตั้ง 53 ปีส�ำหรับพระพิมพ์วัดสาม 52

ปลื้ม ปัญหามีอยู่ว่า ถ้ามีคนน�ำพระพิมพ์สามปลื้มกลีบ บัวมาโกนเกศออกหลอกต้มคุณจะมีวิธีพิจารณาอย่างไร ขอตอบว่าถ้าคุณมีพิมพ์กลีบบัวเศียรโล้นอยู่แล้ว น�ำมา เปรียบเทียบกันก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่มีจะท� ำอย่างไร ไม่ยากครับแม้พิมพ์เศียรโล้นและเศียรไม่โล้นจะมีขนาด เดียวกันก็ตาม ทรงพิมพ์กลีบบัวเช่นกัน มีฐานผ้าทิพย์ เช่นกัน แต่ตัวองค์พระซิไม่เท่ากัน องค์พระเศียรโล้นจะ ปรากฏทรงพิมพ์คล้ายคนธรรมดามากที่สุด คล้ายพระ สาวกหรือพระอรหันต์ ส่วนพิมพ์กลีบบัวชนิดธรรมดา จะมีลักษณะเป็นปฏิมากร แข็งแรงล�่ำสัน ไม่คล้ายคน หรอกครับ คล้ายพระประธานหรือองค์เทพ พระพักตร์ เทวดา ส่วนพิมพ์เศียรโล้น มีหน้าแก่และหน้าหนุ่ม พระ พักตร์อรหันต์ จ�ำไว้นะครับ พระพิมพ์สามปลื้มเหมาะ ส�ำหรับทหาร ต�ำรวจ ชายชาตรี แต่ต้องใช้พระเป็นนะ ครับ เดี๋ยวนี้ใช้พระกันไม่เป็นกันแทบทั้งแผ่นดินแล้ว โปรดศึกษาค�ำสอนของพระพุทธองคเรื่องธาตุจตุววัต ฐานดู เ องเถอะครั บ มี ข องดี อ ยู ่ ม ากมายไม่ ใช้ ก ลั บ ไป เชื่อเหตุผลบ้าๆ จากคนเขลาผมปล่อยตายไปมากแล้ว ครับ นายพันนายพล อยากตายก็ตายไป ผมไม่เสียดาย หรอกครับ ไม่สงสารอีกด้วย มานะทิฐิยากที่จะแนะน�ำ ให้คล้อยตาม ส่วนที่เชื่อผมก็มมี ากพอสมควรครับ ศึกษา เอาเองเรือ่ งวิชากายหัตถรังสีฝา่ ยโยคะศาสตร์กไ็ ด้ ไม่พดู ด้วยแล้ว พูดมา 30 ปีแล้ว พระสมเด็จ พระวัดปากน�้ำ พระเบญจภาคี โป้งเดียวจอดสิ้น ก็ไม่รู้เรื่องลงข่าวทีไร ตายทุกที เฮียแคล้วถูกยิงตายไปโทษเวรโทษกรรมโน่น ใช้พระไม่เป็นไม่พูดแบบถามว่าไปไหนมา ตอบ 12 ชั่ง 6 ต�ำลึง พูดกันไม่รู้เรื่อง ดันไปตั้งทฤษฎีว่า พระสมเด็จ วัดระฆัง มีแคล้วคลาดกับมหานิยมเท่านัน้ จะไปหามา ท�ำไม พระหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉมิ พลี กับพระหลวงพ่อ คูณ วัดบ้านไร่ หรือพระหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระก็พอ ไปเสาะหาอะไรให้มากความ เพราะหนังดีมากถ้าใช้เป็น สนนราคาก็ไม่แพงเกินไป พระสมเด็จวัดไชโยวรวิหาร (ผมไม่เรียกพระสมเด็จวัดเกศ ไม่มี) หักแบ่ง 4 อมเข้า ปากตีกันลานวัดราบ ไม่เห็นได้แผล นักเลงรุ่นเก่าบอก เหนียวใจขาด และไม่ตายโหง ไหงดันไปตั้งทฤษฎีใหม่ว่า ไม่ใช่พระคงกระพัน เรื่องนีช้ ักหนักเข้าเหลวซักต่อไปถึง ไหล ไม่ยอมบอกว่าไม่มีความรู้ทางด้านนี้ เชื่อกันต่อไป เถอะครับผมหนีแน่ คุยเพียงเท่านีน้ ะครับ หมายเหตุ : จากการตรวจทางญาณสมาบัติครั้งหลังสุดทราบ ว่าพระพิมพ์สามปลืม้ เศียรโล้น เป็ยรูปสมมุตขิ องพระโมคคัลลีบตุ ร ติสสะเถระ ซึง่ เป็นพระอุปชั ญาย์ของคณะพระธรรมฑูต จากนิมติ คณะพระธรรมฑูตทั้งห้าองค์ก�ำลังก้มกราบ

พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้า ค�ำพังเพยมีอยู่ว่า ดีนักมักอาภัพ ช้างเผือกเกิดแต่ ป่าสูง อัญมณีล�้ำค่าเกิดภายใต้พื้นพสุธา ยั ง มี พ ระพิ ม พ์ ส มเด็ จ ฯ อยู ่ ส กุ ล หนึ่ง ซึ่ ง ไม่ เป็ นที่ รู้จักมักคุ้นของชาวนักเลงพระทั้งหลาย โดยที่ลางคน ก็พิจารณาออก เนื่องจากการเพียบพร้อมด้วยพหูสูตร ภูมิปฏิภาณและมีความช�ำนัญเฉพาะด้าน แต่ลางคนก็ ปราศจากภูมปิ ญ ั ญาทีจ่ ะอ่านออก ได้แต่ เพียงนิ่งอึ้งอยู่เป็นเวลานานนับชั่วโมง ดั่งถูกมนต์สะกด ด้วยอ�ำนาจอุปาทานที่ ยึ ด มั่ น อย่ า งแนบแน่ น ว่ า พระสมเด็ จ วัดระฆังไม่มีการบรรจุกรุ ทั้งที่ไม่ยอม ค้นคว้าเพิ่มเติมแต่อย่างใด นีก่ ็เป็นกาล เวลาครบ 100 ปีแห่งวันสิ้นชีพตักษัยของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ แล้ว ก็วกไปเวียนมาเพื่อการค้าเพียงประการ เดียว แทนที่วิทยาการจะก้าวหน้าดูเหมือนจะหดจู๋ลง เรือ่ งใดๆ ในโลกหากยังไม่มกี ารยุตไิ ม่ควรกัน้ วงล้อมตายตัว แม้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งพิสูจน์ได้ยังไม่ ยอมกัน้ วงล้อม นับประสาอะไรกับวิชาการพระเครือ่ งซึง่ ไม่มีผู้ใดได้รับปริญญาบัตรเลยสักคนเดียว จะก�ำหนด กฎเกณฑ์ได้โดยพลการ ตราบใดที่เจดีย์ยังมิได้ถูกท�ำลาย จนครบถ้วนควรกล่าวเป็นกลางไว้ เรื่องราวของพระ สมเด็จฯ อันทรงอิสริยยศนี้ เลือกผู้เป็นเจ้าของตามกุศล แต่หนหลัง ทั้งมิได้แพร่หลายดาษดื่นเช่นลักษณะสามัญ จะมีอยู่บ้างก็แต่เพียงข้าราชส�ำนักในรัชกาลก่อน และก็ มักจะมีการเก็บตายเป็นส่วนใหญ่ นับเป็นพระพิมพ์สมเด็จฯ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อการบรรจุกรุโดยเฉพาะ ที่เหลือแจกในวัง เป็นส่วนน้อยแทบจะหาดูไม่ได้ จากการพิจารณาเนื้อหา ในองค์พระกล่าวได้ว่าเป็นพระพิมพ์สมเด็จเนื้อปูนสอ เป็นส่วนใหญ่ ลางองค์เคลือบรักสีเลือดหมูมาแต่เดิม ลาง องค์เพียงสลัดรักไว้ ลางองค์ก็มิได้เคลือบทาอะไร ค�ำว่า ปูนสอหมายถึงปูนขาวที่ผสมทรายเพื่อใช้ประโยชน์ใน การก่อสร้างโดยการใช้น�้ำอ้อยเป็นสื่อน�ำเพื่อการแข็งตัว และตามทีม่ ผี กู้ ล่าวว่าพระสมเด็จฯ มีสว่ นผสมของปูนสอ

คือปูนที่กะเทาะร่วงหล่นลงมาเอง นัน้ ผู้เขียนขอคัดค้านและบอกได้ เลยว่าผู้กล่าวไม่เคยสร้างพระมา ก่อน ได้แต่สร้างในแผ่นกระดาษ เพราะปูนตามที่กล่าวนั้นเป็นปูน สิ้นยางเสื่อมสภาพ สลายตัวแล้ว ย่อมไม่มีสมรรถนะในการเกาะตัว อีกต่อไป หากจะสร้างพระพิมพ์สมเด็จฯ เนือ้ ปูนสอต้องเป็นการผสมสด มวลสาร จึงจะเกาะตัวยึดแน่น และทนทานเป็น มิ่งขวัญมากกว่า 100 ปี นับว่าเป็นการ สร้างพระพิมพ์สมเด็จฯ แบบประยุกต์ จากการสันนิษฐานน่าจะเป็นการคลุก มวลสารวิเศษให้เข้ากันโดยมิต้องใช้การโขลกบด แล้วน�ำ ลงกดในแม่พมิ พ์เพือ่ เป็นการกระจายผงวิเศษให้แทรกซึม ครอบคลุมไปทั่วองค์พระ เพราะวิธีการที่ใช้ข้าวสุกปูน ขาวกล้วยน�้ำมันทังส์เป็นเนื้อหานั้น จ�ำเป็นต้องใช้การ โขลกบดจนมีสภาพเหนียวดุจเส้นขนมจีนนับเวลานาน ถึง 2 - 3 ชั่วโมง จึงจะใช้การได้เป็นการยากที่ผงวิเศษ จะซึมซาบได้ทั่วถึงเว้นแต่จะใช้ผงวิเศษเป็นจ�ำนวนมาก และสร้างพระเพียงจ�ำนวนน้อยองค์ ผู้เขียนเองพยายามที่จะขุดค้นของดีเมืองไทยด้วย ปากกาด้ า มเล็ ก ๆ เพื่ อ หิ ต านุ หิ ต ประโยชน์ แ ก่ บ รรดา คุ ณท่ า นทั้ ง หลายที่ มี ค วามศรั ท ธาในองค์ เจ้ า ประคุ ณ สมเด็จฯ และมีหลายท่านที่มีเพชรน�้ำหนึง่ ที่ทรงคุณค่า อยู่ในความครอบครอง เพียงแต่ยังมิได้น�ำออกเจียระไน ประดับเป็นหัวแหวน และเพื่อเป็นการเชิดชูในองค์ท่าน มิให้ต้องอาภัพอัปภาคย์จนเกินควรดุจดั่งเพชรในโคลน ตมในท�ำนองที่ว่า “หัวแหวนค่าเมืองตรูตราโลก ทองบ่ รองรับพื้นห่อนแก้วมีสี” และเพื่อเป็นสิ่งเทิดทูนปลอบ ประโลมมิง่ ขวัญสมกับเป็นปูชนียวัสดุคา่ ควรเมือง ผูเ้ ขียน ขอถวายพระนามว่า “พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้า” 53

ก็ด้วยเหตุใดฤา ? จู่ๆ ปรัศนี ประชากร ก็มากล่าว ความขึ้นลอยๆ โพล่งขึ้นมาประดุจท้องฟ้าปราศจาก เมฆหมอก พลันปรากฏสายฝนโปรยปรายจากผืนฟ้าอัน ดาระดาดไปด้วยดวงสุมาลี ในขณะที่นายพลกองซุนจ้าน นายทัพฝ่ายหัวเมือง ชนบทประสบความปราชั ย อย่ า งยั บ เยิ นจากกองทั พ นายพลอ้ ว นเสี้ ย วและในขณะที่ถูกพิชิตโดยจอมทวน สะเปอร์ทองค�ำ บุนทิว ทันใดนัน้ ปรากฏอาชาสีขาวตัวหนึง่ ถูกควบขับแซงขึ้นตัดหน้าจอมทวนแห่งมหานครปุดไฮ อย่างชนิดบ้าบิ่นไร้ระบบการควบขับอาชา พิจารณาจาก สาระรูปของผู้ควบขับเห็นมีเพียงเสื้อเกราะเก่าๆ ขาดๆ และคร�่ำคร่า ปราศจากสะเปอร์ระบุต�ำแหน่งอัศวิน มัน คือทหารเลวชัดๆ ในมือถือทวนยาวเล่มหนึง่ เสียงวิพากษ์ วิจารณ์ยังเกิดขึ้นอย่างเซ็งแซ่จากบรรดาแม่ทัพนายกอง ตลอดพลทหารแห่ ง ทั พ ของนายพลเสี้ ย ว นั่น มั น ผู ้ ใด ใครกันเล่า บริโภคหัวใจเสือดีมังกรเข้าไปหรือไร ไม่รู้จัก ตายบังอาจประมือด้วยจอมทวนแห่งยุค แต่เอ๊ะ 10 เพลง ก็แล้ว 20 เพลงก็แล้ว จนกระทั่ง ถึ ง 60 เพลง ดู นั่ น มั น ดั น เอา บุ น ทิ ว จอมทวนใกล้ จ ะตกฝั ่ ง แม่น�้ำอยู่รอมร่อ มันแทงเอาแต่ ฝ่ า ยเดี ย วโดยบุ นทิ ว ไม่ มี ท างโต้ แม้สัก 1 กระบวนเพลง มันใคร กันเล่า หากปัญญาชนผูม้ ใี จรักในวิทยาการพระเครือ่ งยัง ไม่ทราบนามจอมทวนพเนจรผู้นนั้ แล้ว ยังไม่คู่ควรและ มีระดับพอจะศึกษาวิทยาการพระเครื่องได้ วิทยาการ พระเครื่ อ งยากยิ่ ง นั ก ถ้ า สมมุ ติ ว ่ า ผู ้ เ ขี ย นสมั ค รตั ว เป็นศิษย์ถามปัญหาอะไรขึ้นมา น่ากลัวพระอาจารย์ สั่ น หน้ า กั น หมด มิ ฉะนั้นก็ พ าลโกรธเป็ น ฟื น เป็ น ไฟ เพื่อตัดความ โดยเฉพาะพระสมเด็จฯ เพียงเรื่องเดียว ศึกษามากว่า 30 ปียังไม่จบ และมีข้อยุติรู้เพียงนิดเดียว นับว่าน้อยเหลือประมาณ ผู้เขียนมิใช่เตียวจูล่ง พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้าก็มิใช่ เตียวจูล่ง หรือกวนอู อันสมญานามหรือพระนามที่จะ น� ำ ถวายเพื่ อ เป็ นการเทิ ด ทู น ในพระบรมฉายาลั ก ษณ์ แห่งองค์พระสมณโคดม ขออย่าให้กลายเป็นเรื่องงิ้วไป เช่นถวายพระนามพระพิมพ์สมเด็จฯ บางองค์ว่า กวนอู 54

โดยลดฐานันดรศักดิ์เพียงพระอนุชาของพระเจ้าเล่าปี่ กษัตริย์จนๆ หรือถวายพระพิมพ์นางพญาเนื้อด� ำผ่าน ที่พระพักตร์ว่า เจ็งฮองเฮา นับเป็นการหมิ่นพระบรม เดชานุภาพ เป็นอัปวาทะอย่างแรงกล้า หลักการถวาย พระนามที่ถูกต้องกลับไม่น�ำมาใช้ เช่นจะถวายพระนาม พระพิมพ์นางพญาพิษณุโลกว่า พระพิมพ์สมเด็จนาง พญา ผู้ใดเห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากพระพิมพ์นางพญา เป็นพระกษัตริย์สร้างโดยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ถ้า ไม่ถูกต้อง การเรียกพระพิมพ์หลวงพ่อจิตรลดาว่า พระ สมเด็จจิตรลดาก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เพราะต่างก็เป็น พระกษั ต ริ ย ์ ส ร้ า งและมี ฐ านันดรศั ก ดิ์ ร ะดั บ เดี ย วกั น และพระพิมพ์ผงสุพรรณไม่ใช่ผงแต่เป็นดินเผาธรรมดา จะเรี ย กเป็ น พระพิ ม พ์ ส มเด็ จ สุ พ รรณก็ ไม่ ผิ ด เพราะ สมเด็จพระราเมศวรเป็นประธานในการสร้าง เรียกผง สุ พ รรณสิ ผิ ด อี ก อย่ า งก็ คื อ การเรี ย กโดยมิ ใช้ ป ั ญ ญา ไตร่ตรอง เช่นไปเรียกพระพิมพ์ของหลวงพ่อแดง วัด เขาบันไดอิฐว่า พระสมเด็จหลวงพ่อแดง จนหลวงพ่อ แดงตกใจบอกว่า ฉันเป็นเพียงพระครูเท่านัน้ ให้เรียกพระ ผงญาณวิลาศ เช่นนี้ผู้เขียนเลื่อมใสอย่างเต็มขั้น เพียง เรียกชื่อพระยังไม่เป็นจะศึกษาอะไรกัน หากไปเรียก วิชาการประมง มัศยาวิทยา คงเรียกปลาในท้องทะเล เป็นปลาจาระเม็ดหมด เรียกอะไรก็เรียกกันไปเถอะล้วน เป็นสมมติและบัญญัติทั้งนัน้ ขอเพียงอย่าเรียกเป็นการ ดูหมิ่นและเล่นกันจนเหลิงเพราะต่างก็โตรู้ความแล้ว อยู่มาวันหนึง่ ที่วัดอินทรวิหาร จะประกอบพิธีกรรม พุทธาภิเศกพระเครือ่ งและเหรียญท่าน พระครูธรรมานุกลู (หลวงปู่ภู) มีข่าวว่าจะเปิดให้บูชาพระสมเด็จฯ รุ่นเก่า ข่าวแพร่กระจาย ไปทัว่ ทุกทิศานุทศิ ฝูงชนชาวนักเลงพระ หลัง่ ไหลไปชมกันแออัด ผูเ้ ขียนเอง ก็ไปสังเกตการณ์ตามวิสยั รักชอบ ในทางนี้พร้อมด้วยคุณกมล ทอง ประกอบ ผู้จัดการฝ่ายขาย และ คุณอนันตชัย แห่งบริษัทสยาม กลการ ขณะนัน้ เป็นเวลาประมาณ 12.30 น. เราทั้งหมดได้ไปยังกุฏิ ท่านเจ้าอาวาสเพือ่ ชมพระเครือ่ ง ได้พบกลุม่ นายทหารบก คณะหนึ่ง ทราบว่ า เดิ นทางมาจากจั ง หวั ด นครสวรรค์ หัวหน้าคณะมียศเป็นร้อยเอก อายุใกล้ 60 ปี ศึกษา

ทางจิตปฏิบัติในพระกรรมฐานและมีความช�ำนัญการ พิจารณาพระสมเด็จฯ ได้ความว่าตรวจพระมาแต่ตอน สายๆ บนกุฏมิ ผี คู้ นมากหน้าหลายตา นับแต่เสีย่ รถเบ๊นซ์ แขวนตลับทอง เซียนพระ ฯลฯ วันนั้น ผู้เขียนแขวน พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้ากุฏทิ องค�ำเป็นเอกะ มิได้ประกอบ ด้วยภาคีซีโต้ดังเช่นเขาอื่น เมื่อเห็นว่างพอสมควรจึง ขอร้องให้พจิ ารณาพระทีต่ ดิ ตัวไปโดยกล่าวว่าเป็นพระใหม่ เป็นการสร้างอุปาทานแก่ผู้ตรวจ ก่อนที่จะถึงมือผู้ตรวจ มีคนรายล้อมหลายชั้น เซียนผู้หนึง่ รับไปพิจารณาดูพลัน มองหน้าแล้วพ้อว่า อะไรกันพระใหม่ ผู้เขียนไม่ตอบโต้ ครั้ น พอวางพระลงในมื อ ผู ้ ต รวจก็ มี อ าการเป็ น ไป มี อาการเกร็งตัวและเปลี่ยนทีท่าคล้ายองค์สมเด็จฯ พลาง ร่ า ยพระชิ น ะปั ญ ชรกถาลั่ นกุ ฏิ ไปหมด เป็ น ไปอย่ า ง คล่องแคล่วรวดเร็วจนผู้เขียนคิดว่าน่าจะขาดใจตายเสีย ก่อนเป็นแน่ ฝ่ายเจ้าคุณเจ้าอาวาสถึงกับจ้องมองชนิด สายตาลอดแว่น จนสิ้นโองการแล้วก็ยังนัง่ อยู่อย่างนัน้ โดยอาการหลับตาพิจารณาอย่างติดอกติดใจต่อไป ขณะ นัน้ บรรยากาศเงียบกริบไปหมด สักครู่ผู้ตรวจก็ลืมตาขึ้น ผู้เขียนถามว่าเป็นอย่างไรแท้หรือปลอม ท่านตอบอย่าง ยิ้มแย้มว่า “สุดยอดแล้วครับ” ยากที่จะพบเห็น วันนี้ มี ว าสนาได้ พ านพบของดี เป็ น จ� ำ นวนมาก แต่ ก็ เพี ย งสมเด็ จ ที่มีผงเก่าผสมหรือบ้างก็ส�ำเร็จ จากการประทั บ ทรงปลุ ก เสก ส�ำหรับสมเด็จเช่นองค์นี้หายาก จริงๆ หลายวันนานปีจึงจะพบ และมีอาการเช่นนี้ปรากฏเสมอ ไปส�ำหรับการตรวจของผม ทันใดนัน้ นายทหารยศร้อยโท ผู้หนึง่ รับพระไปพิจารณา พลางถามขึ้นว่า “คุณเอาสีทา ไว้หรือ” แสดงว่ารักหรือชาดก็ยังไม่รู้จัก ผู้เขียนตอบว่า รักแดงและขอพระคืน ที่ประชุมต่างพากันวิจารณ์อย่าง เซ็งแซ่ จีนคนหนึง่ กล่าวขึ้นว่า “กวกพะมาตั้งแต่สายถึง เที่ยงเห็งสวกมงไล่องเลียว” ที่ประชุมฮาครืน เรื่องมันก็ คล้ายเตียวจูล่งดันเอาจอมทวนบุนทิวร่นไปตกฝั่งแม่น�้ำ นั่นแหละครับ ผมก็ยังทดสอบต่อโดยค้นหาพระพิมพ์ สมเด็จวัดระฆังชนิดที่ตรวจทางฌาน ประกอบตานอก เอาองค์ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ กดพิมพ์เองออกทดสอบ โดยที่ผู้เขียนเคารพเชื่อภูมิจากการบ�ำเพ็ญสมาบัติมาถึง 60 ปี ใช้เวลาการทดสอบประมาณ 15 นาที ตรวจถึง

3 ยก ปรากฏว่าพระพิมพ์สมเด็จวัดระฆังแท้ๆ ยอมแพ้ ทั้ง 3 ยก เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามผู้เขียนมิได้โฆษณาขาย ให้เงินเท่าไรก็ไม่ขาย เช่าก็ไม่เช่า สมเด็จเจ้าฟ้าเอย วัด ระฆัง บางขุนพรหมกรุเก่า มีพอใช้แล้ว เรื่องอันเป็น ปัจจัตตังรู้ได้เฉพาะตัวเช่นนี้เป็นเรื่องของความลึกลับ ยากที่จะบรรลุได้ทั่วไปทุกตัวตน เป็นเรื่องของนามใน ภาคพระอภิธรรม เรื่องรูปเป็นของหยาบ รูปไม่สามารถ บอกอะไรได้ น อกจากอนุ ม านเอาตามเหตุ อาศั ย การ สังเกต ความแม่นย�ำในทรงพิมพ์ เนือ้ หามวลสารคราบฝ้า ความแห้ง ความหนัก ความแกร่ง มือผีก็ยังล้อเลียน ได้ใกล้เคียงของจริง หากวางทฤษฎีตายตัวลงไปย่อม ชี้ ช ่ อ งทางการปลอมแปลงให้ รั ด กุ ม แนบเนี ย นยิ่ ง ขึ้ น ส�ำหรับเรื่องรูปผู้เขียนเอง ส่องแว่นจนสายตาเอียงมา นานแล้ว บางคนชอบกล่าวว่าผมไม่เชื่อทางใน ผู้เขียน จะช่วยเสริมว่า พระพุทธคุณผมก็ไม่เชื่อ พระพุทธเจ้า ผมก็ไม่เชื่อเกิดไม่ทัน พระอภิธรรมและกฎแห่งกรรมก็ ไม่เชื่อ หลวงพ่อหลวงปู่ทั้งหลายก็ไม่เชื่อ เพราะอ�ำนาจ กฤตยาคมเป็นนามธรรมไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เนื้อ ไม่ควรแขวนพระให้หนักคอ เขาหลอกเรามานาน แล้ว และเราควรเลิกนับถือศาสนาพุทธกันได้แล้ว นี่ มั น เป็ น อวิ ช ชาปฏิ บั ติ ต นไม่ ถึ ง ยังอวดดี มั่วสุมอยู่แต่สิ่งสกปรก โสมม เรียนไปจนตายก็เข้าไม่ถึง พระภายใน พระพุ ท ธองค์ ท รง ตรัสห้ามมิให้สอนคนดื้อรั้น แต่ นัน่ แหละครับของจริงย่อมมีเท็จ เป็ น สิ่ ง คู ่ กั น บางท่ า นอาจพบ แต่ของเท็จมามากก็ได้จึงขอให้คติว่า ใครที่รับจ้างนั่ง ทางในตรวจพระโดยอามิสนับเป็นเท็จ ใครที่ตรวจพระ โดยมิต้องพักผ่อนจิตเป็นเท็จ การตรวจทางในมีทั้งหมด 4 ขั้น การปลุกพระมีทั้งหมด 4 ขั้น มีขั้นที่ควรเชื่อและ ไม่ควรเชื่อ นับเป็นการศึกษาของศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง พวกเรารวมทั้ ง ตั ว ผู ้ เขี ย นนั บ ว่ า ศึ ก ษามายั ง ไม่ จ บขั้ น ยังต้องพึ่งพาท่านผู้รู้ในการตรวจสอบทุกแง่ทุกมุมเพื่อ อุดช่องโหว่รูรั่ว ตัวอย่างของการพลาดพลั้งด้วยการ พิจารณาเพียงรูปได้ตายโหงไปแล้วมากราย บางรายก็ ถูกท�ำร้ายเย็บแผลถึง 15 เข็ม 18 เข็ม ย่อมทราบดีอยู่ แล้วว่าเป็นใคร หากอยู่ในวงการที่แท้จริงไม่จ�ำเป็นต้อง เอ่ยนามให้อับอาย ทั้งๆ ที่แขวนพระสมเด็จเต็มคอ บาง 55

รายก็ปางตายเช่นคุณวันชัยไปถูกยิงตัวพรุน ท�ำให้เกิด การสงสัยแก่อนุชนรุ่นหลังในการที่ผู้อาวุโสของวงการ กล่าวว่า พระสมเด็จฯ เป็นจอมจักรพรรดิแห่งพระเครือ่ ง มีคณ ุ ค่าสูงส่งราคาเป็นเรือนหมืน่ เรือนแสน แต่ไม่เหนียว เขาจึงยิงเข้า ไม่แคล้วคลาดจึงยิงถูก ไม่เมตตาจึงถูก ยิง ไม่มีมหาอุดจึงยิงออก ตกลงไม่มีอะไรสักอย่าง แล้ว จะว่าอย่างไรกัน มีไปท�ำไมกันอัปยศเปล่าๆ ผู้เขียนจะ กระซิบให้เป็นทาน ก็ไปด่าท่านอยู่ทุกวันนะซีครับ อย่า ว่าแต่พระเลยสัตว์เดรัจฉานมันยังโกรธ โคนันทวิศาลยัง ไม่ยอมลากเกวียน ค�ำหนึง่ ก็ประณามท่านสัตว์เดรัจฉาน ชั้นต�่ำ สองค�ำก็ประณามเป็นวัตถุธาตุธรรมดา สมมติ ว่าไปได้พระมาองค์หนึ่งแทนที่จะกล่าวว่าเปลี่ยนมาได้ แลกมาได้ บูชามาได้ กลับใช้ค�ำว่าจับมาได้ หลวงพ่อ หลวงปูท่ า่ นเป็นผูร้ า้ ยหรือจึงถูกจับ หรือเป็นสัตว์ประเภท ใด ถ้าใครคนหนึ่ง เชิญคุณมาพบแล้วพูดต่อหน้าธาร ก�ำนัลว่าจับคุณมา คุณจะรูส้ กึ อย่างไร กล่าวว่าตีมาได้บา้ ง ท่านเป็นผึ้งหรือแตน ? ผึ้งแตนนัน้ เป็นเดรัจฉานชั้นใด ผลเกิดจากเหตุ เหตุชั่วผลย่อมจะดีไปไม่ได้ นี่เป็นหลัก ของพระพุทธศาสนา จ�ำไว้พระก็มีหัวใจ (มีเทพสิง)

องค์นกี้ ันสายฟ้าได้ มิใช่พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้าเป็น สมเด็จวัดระฆัง ให้พจิ ารณารายละเอียดในเรือ่ งพระ พิมพ์สมเด็จอัสนี)

อนึ่ง คราใดที่มีการพิมพ์พระในขณะที่ฟ้าคะนอง หรื อ ปรากฏอั ส นี บ าตตกลงใกล้ ห รื อ ไกลจากบริ เวณ มณฑลพิ ธี ก ารสร้ า งพระพิ ม พ์ นัก ปราชญ์ ผู ้ ร อบรู ้ ค ง แก่เรียนในกรรมวิธี จะพิจารณารอจังหวะอันควร พลัน อธิ ษ ฐานฤทธิ์ ด ้ ว ยพลั ง สมาธิ จิ ต เตรี ย มบริ ก รรมพระ คาถามหาโสฬศมงคลก่อนเป็นปฐม ระลึกถึงคุณแห่ง สมเด็จพระมหาทีปงั กรเจ้า แลใน วาระใดทีก่ ระแสร์สรุ สีหนาทแห่ง สายอัสนีบังเกิดขึ้น ยังความสั่น สะเทือนของคลืน่ เสียงสัมพันธ์กบั วาระที่กดพิมพ์พระ ปกาสิตแห่ง ค�ำอธิฐานประกอบกับอาถรรพ์ ในมงคลวั ส ดุ ม วลสารวิ เศษอั น ประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ อันเป็นอทิสมานกับสายฟ้า จะส�ำแดงปรากฏการณ์เหนือธรรมขาติขึ้นในรูปลักษณะ แห่งสายฟ้ามิผดิ เพีย้ น จากการประทานแห่งเทพอัสนีบาต เหตุผลในการถวายพระนามสมเด็จเจ้าฟ้า บางลักษณะจะเห็นเป็นภาพสายฟ้าแล่นผ่านพระเกตุจรด 1 องค์ประธานในการสร้างพระพิมพ์ คือ สมเด็จกรม ขอบซุ้มเรือนแก้ว เรียกว่า อัสนียอดเกตุ, หากเป็นเส้น พระราชวังบวรสถานมงคล (ลิ้นด�ำ) สายผ่านลงเบื้องพระหนุ เรียกว่า อัสนีคางเครา, ผ่าน 2 พระคณาจารย์ปรก คือ สมเด็จพุฒนาจารย์โต พรหม ทาบพระอุระ เรียก อัสนีพระอุระ, ผ่านสู่ขั้นฐาน เรียก รังสี (โอรสในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ มี อัสนีฐานทิพย์, ผ่านขอบซุ้มเรือนแก้ว เรียกว่า อัสนีขอบ ฐานันดรศักดิ์เป็นเจ้าฟ้าชาย) ซุ้ม หรืออัสนีเรือนแก้ว 3 พระคณาจารย์ ป รก คื อ กรมหมื่ น บวรรั ง ษี สุ ริ ย ะ พันธ์ (กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) พระโอรสใน สิทธิการิยะ ท่านผู้เฒ่ากล่าวเป็นค� ำพังเพยสืบกัน สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ มีฐานันดร ต่อมาว่า บุคคลใดมีวาสนาพบเห็นพระพิมพ์ในลักษณะ ศักดิ์เป็นเจ้าฟ้าชาย รวมเป็นไตรภาคีเจ้าฟ้า ดังกล่าว ท่านให้บูชาติดตัวไว้อย่าประมาท หากมีธุระที่ 4 ในปีการสร้างพระพิมพ์ แม้ฟ้ายังอวยชัย อัสนีบาต จะไปแลหวาดเสียวด้วยภัยจากสายฟ้า ให้อาราธนาขอ ตกหลายแห่งมากเป็นประวัตกิ ารณ์ และปรากฏสาย พรจากองค์พระ ร�ำลึกถึงบารมีแห่งองค์สมเด็จพระมหา อัสนีในองค์พระพิมพ์มากกว่าพระสมเด็จชนิดอื่นๆ ทีปังกรเข้าและสมเด็พุฒาจารย์ (ขอให้ พิ จ ารณารู ป พระสมเด็ จ วั ด ระฆั ง พิ ม พ์ ท รง โต พรหมรังสี แล้วบริกรรมพระ เจดีย์ภาพขยายจากหนังสือพระเครื่องปริทัศน์เล่ม คาถาดังนี้ “อากาเสจะ ทีปงั กะโร” หนึง่ จะเห็นอัสนีกรอบซุ้มทางด้านซ้ายมือ ผู้เขียน ภาวนาไปเถิ ด มิ เ ป็ น อั น ตราย วิจัยได้ว่า ผู้กดพิมพ์เก่งเอาการ การกดพิมพ์อยู่ใน จากสายฟ้า เชื่อมามากแล้วอย่า วาระแห่งฟ้าคะนอง มวลสารแร่ธาตุวัสดุวิเศษรวม สนเท่หเ์ ลย หากพบเห็นพระอัสนี ตัวอยู่ทางด้านซ้ายมือเป็นส่วนใหญ่ พระสมเด็จฯ พิมพ์นนั้ ฉาบไล้ด้วยรักสีเลือดหมู 56

และดูดั่งเมฆยามสนธยา ให้ถวายพระนามว่าสมเด็จ สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในสมัยที่ยัง อัสนีเจ้าฟ้าแดงเถิดเป็นมหามงคลนาม ยากที่บุคคลจะ ด�ำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมหมื่นบวรวิชัยชาญแห่ง พบเห็นเป็นมหาวิเศษยิ่งนัก ท่านว่าเกิดมาไม่เสียชาติแล พระราชวังหน้า ทรงเลื่อมใสในปฏิปทาจริยาวัตรแล คุณวิเศษในองค์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี อย่าง นอกจากนี้ยังมีพระมงคลทิพยมุนี (ท่านเจ้ามา วัด เอกอุ ทรงรับสัง่ ให้ชา่ งสิบหมูแ่ กะแม่พมิ พ์พระสมเด็จขึน้ จักรวรรดิราชาวาส) และเจ้าคุณพระพุทธบาทปิลันท์ ถวาย เพื่อเป็นการเสริมสร้างในด้านพุทธศิลป์ให้เลอเลิศ วัดระฆังโฆสิตาราม ร่วมอยู่ในคณะปรกด้วย นับเป็น สมศักดิ์ศรี สิ่งอุกฤษพิสดารจริงๆ ประเพณีอันสืบเนื่องมาแต่ครั้งโบราณกาล เชื่อกัน ถึงกาลเวลาจะผ่านพ้นไปถึง 100 ปีเศษ ทั้งมิได้ ว่าการสร้างพระพุทธรูปบูชา พระพิมพ์ พระเครือ่ งตลอด มีจดหมายเหตุส�ำคัญในการสร้างพระพิมพ์ไว้โดยเฉพาะ แม้กระทั่งภาพพระบทเพื่อสืบพระศาสนายุกาลให้ด�ำรง โดยพระราชประสงค์เป็นการภายในเล็งเห็นการณ์ไกล คงอยู่ตราบ 5,000 พระวัสสานับแต่วันปรินิพพาน นับ โดยลักษณะแห่งอนาคตังสญาณ หลีกเลี่ยงจาการขุด เป็ น อานิ ส งส์ ป ระการหนึ่ง ทั้ ง เป็ น พระราชประเพณี ค้นท�ำลายในขณะที่ยังไม่ถึงกาลอันควร ก็เป็นหน้าที่ของ นิยมประจ�ำองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นองค์ ชนรุน่ หลังจะใช้ความสามารถคลีค่ ลายขุดค้นขึน้ จากการ อัครศาสนูปถัมภกตลอดถึงผู้มีอิทธิพลทางฝ่ายการทหาร บอกเล่าประกอบการสันนิษฐาน และฝ่ายการปกครอง ด้วยเหตุนสี้ มเด็จกรมพระราชวังบวร พอเป็นแนวทาง ในการสัมภาษณ์ สถานมงคล จึงทรงมีพระศรัทธาปสาทะในอันที่จะเสริม พระภิกษุชรารูปหนึง่ (ท่านพระครู สร้างพระบวรพุทธศาสนาให้เป็นผลยืนยาวสืบต่อในด้าน บุญมา วัดสังข์กระจาย) จากการ ปูชนียวัตถุ เพือ่ หวังอานิสงส์เพิม่ พูนพระบารมีในอนาคต ประพฤติพรหมจรรย์อนั เคร่งครัด ชาติ ได้ทรงค้นคว้ารวบรวมมวลสารวัสดุมงคลวิเศษอันมี ในพระกรรมฐานจวบอายุลว่ งเข้า บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์มหาพิชัยสงครามฉบับพระราชวัง 80 ปีปลาย จากสภาพ เด็กและ หน้า โดยอาศัยวาสนาบารมีซึ่งฟ้าลิขิตขึ้น ประกอบด้วย สามเณรในวัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) ยังได้รบั การบอก ผงวิ เศษส� ำ หรั บ ใช้ ในการสร้ า งพระพิ ม พ์ ส มเด็ จ พระ เล่าสืบต่อจากพระครูผู้เฒ่าถึงเรื่องการสร้างพระพิมพ์ พุฒาจารย์โตโดยเฉพาะ อิงต�ำหรับการสร้างพระพิมพ์ วังหน้า (พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้า) หากใช้หลักเกณฑ์ นางพญา จังหวัดพิษณุโลก อันเป็นพระพิมพ์กษัตริยส์ ร้าง การค� ำ นวณโดยการอนุ ม าน พระภิ ก ษุ ช ราสมณศั ก ดิ์ เพื่อผลแห่งความวิเศษ ทรงรับสั่งระดมชาวช่างสิบหมู่ พระครู ท ่ า นนี้ ย ่ อ มชาตะภายหลั ง จากเจ้ า ประคุ ณ สม แกะแม่พิมพ์เพิ่มเติมขึ้นมากมายหลายแบบ บางพิมพ์ก็ เด็จฯ สิ้นชีพิตักษัยไปแล้วประมาณ 20 ปี และเมื่อท่าน ปรากฏสัญลักษณ์แห่งพระราชวังหน้าอย่างเด่นชัด ระดม มี อ ายุ ค รบอุ ปสมบท ก็เป็นกาลเวลาที่เจ้าประคุ ณ สม การสร้างพระพิมพ์โดยแยกย้ายไปตามสถานทีอ่ นั ควร คือ เด็จฯ สิ้นชีพิตักษัยไปแล้วถึง 40 ปี แต่พระครูผู้เฒ่าผู้ เล่าความขณะนัน้ มีอายุ 70 พรรษา 50 ย่อมมีอายุก่อน ที่เจ้าประคุณสมเด็จสิ้นชีพิตักษัยถึง 30 ปี ได้ทันทราบ เหตุ ก ารณ์ ในครั้ ง นี้ กล่ า วว่ า การสร้ า งพระพิ ม พ์ ค รั้ ง มโหฬารได้กระท�ำขึ้นในวังหน้า จ�ำนวนพระมากมาย กองมหึมา และเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหม รังสี สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ท่านเจ้ามา พระสมเด็จปูนสอ มีส่วนในการปลุกเสกด้วย กรมพระยาปวเรศ

57

แล้ว และขออภัยในความโง่เขลามิเท่าทันในเหตุ 1 วัดบวรสถานสุทธาวาส สร้างพระพิมพ์ปดิ ตาวังหน้า ความจริง และในขณะนี้ก็มีคนเรียกว่าพระพิมพ์ พิมพ์โคนสมอ พิมพ์หลวงพ่อโต พิมพ์ปรกโพธิฐ์ านผ้า วัดสุทัศน์ ผู้เขียนก็เพียงยิ้มๆ เขาก็เก่งเท่าผู้เขียน ทิพย์ พิมพ์ประจ�ำวันแต่ละวัน พิมพ์ประจ�ำวันรวม เมื่อ 15 ปีก่อน ทั้ง 7 วัน พิมพ์พระกุกกุสันโท พิมพ์พุทธคยา พิมพ์ ประทับเรือกัลยา พิมพ์ทรงเจดีย์ฐานหมอน พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ 9 ชั้น พิมพ์ยอดขุนพล พิมพ์ปรกโพธิ์ สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงเป็นนัก ปกครองและนักการทหาร ช�ำนาญการทหารแบบยุโรป พิมพ์ทรงเจดีย์ ชนิดธรรมดา พิมพ์อรหังฐานคู่ ทั้ ง ได้ ท รงศึ ก ษาร�่ ำ เรี ย นพระคั ม ภี ร ์ ม หาพิ ชั ย สงคราม สืบเนื่องมาจากกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ใน 2 วัดระฆังโฆสิตาราม สร้าง รัชกาลที่ 1 อันเป็นพระคัมภีร์ลับประจ�ำพระราชวังหน้า พระพิมพ์ทรงพระประธาน โดยเฉพาะ ส่วนพระอาจารย์ประจ�ำพระองค์เล่ากันว่า ฐานขาโต๊ะใหญ่ พิมพ์นิยม ชื่อ “ขุนเณร” เก่งกาจปานจะมุดน�้ำด�ำดินได้ทีเดียว มี สามชั้ น ทรงพระประธาน ความเป็นมาในเครือเดียวกับเถรเกตุ ซึง่ เป็นพระอาจารย์ พิ ม พ ์ นิ ย ม ช นิ ด ส า ม ชั้ น ประจ�ำตัวของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ได้ประกอบเครื่อง ธรรมดา พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ พิชัยสงครามส�ำหรับออกศึกให้แก่ท่านเจ้าพระยา และ ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงฐาน การที่กล่าวกันถึงเรื่องพระพิมพ์วัดสามปลื้มอย่างไม่มี เส้นด้าย พิมพ์ทรงเจดีย์ขอบลึก การลงเอยก็น่าจะลงเอยกันเสียที ไม่ต้องไปอ้างคุณยาย 3 วัดบวรนิเวศน์ สร้างพิมพ์พระประธานฐานขาโต๊ะ นามสกุลชุวานนท์อะไรนัน่ เพราะมันเป็นเรื่องการสร้าง ชนิด ธรรมดา พิ ม พ์ ส มเด็ จ กรมพระปวเรศวริ ย า พระพิมพ์ของท่านเจ้าคุณพรหมในสมัยหลัง เถรเกตุ ลงกรณ์ ส� ำ หรั บ แม่ พิ ม พ์ ก รมพระยาปวเรศและ เป็นตัวจักรกลส�ำคัญในการสร้างพระพิมพ์วัดสามปลื้ม แม่พิมพ์พระประธานฐานขาโต๊ะ เข้าใจว่าแม่พิมพ์ ได้รจนาผงวิเศษขึ้นต�ำหรับหนึง่ ชื่อว่า ผงวิเศษทัพหน้า ทัพหลัง มอบให้เจ้าพระบดินทร์เดชา ในการสร้างพระ ยังคงเก็บรักษาไว้ทวี่ ดั ต่อมา พิมพ์และผงวิเศษนี้ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดเทพลีลา พระครู สั ง ฆรั ก ษ์ ไ ด้ น� ำ มา (วัดตึก) ต�ำบลหัวจระเข้ ประมาณครึ่งตุ่มเล็กๆ ส่วน สร้างพระพิมพ์แจก ในสมัย พระพิมพ์ชนิดเศียรโล้นนั้นคือองค์พระอาจารย์เถรเกตุ สงครามอิ น โดจี น ส� ำ หรั บ มี คุ ณ วิ เศษกว่ า พระพิ ม พ์ ช นิด ธรรมดาด้ ว ยการผสม พิมพ์ปวเรศเมื่อเร็วๆ นีท้ าง ผงนะปถมังลงไปในเนื้อหา เมื่อกล่าวถึงเถรจะเล่าเลย วัดได้สร้างขึน้ เป็นของรุน่ ใหม่ ไปสักหน่อย ค�ำว่าเถรนี้ต�่ำกว่าพระสงฆ์ธรรมดาและ เพื่อน�ำเงินบูรณะวัด พิมพ์ที่ ท่านพระครูสังฆรักษ์น�ำมาสร้างพระพิมพ์แจกนั้น สูงกว่าเณรโดยอาวุโส ชอบอาศัยอยู่ตามปริวาส นุ่งสบง ต่ อ มาทางวั ด สุ ทั ศ น์ เทพวรารามได้ ส ร้ า งขึ้ น บ้ า ง ไม่มีอังสะ ประพฤติพรหมจรรย์ ค�ำกลอนเสภาตอนหนึง่ จึงเป็นการสับสนกันไปบ้าง เมื่อประมาณ 15 ปีมานี้ มีอยู่ว่า “จะกล่าวถึงขรัวสังข์บางกะจะ ลดศักดิ์จาก พระลงเป็นเถร” คือไม่สามารถ ผู ้ เ ขี ย นมี โ อกาสได้ พิ จ ารณาพระพิ ม พ์ ส มเด็ จ ฯ ประพฤติ ต นตามพระวิ นั ย สงฆ์ ของนายแพทย์ผู้หนึง่ ลงความเห็นว่าเป็นพระพิมพ์ บางข้อได้ แต่ก็ไม่ยอมสึกเพราะ วัดสุทศั น์แต่กร็ สู้ กึ เก่ามากเกินอายุพระพิมพ์วดั สุทศั น์ ไม่ขาดจากพระโดยปาราชิก และ นายแพทย์ผู้นนั้ ไม่ยินยอมอย่างยิ่ง เพราะมีหลักฐาน ที่วัดราษฎร์บ�ำรุง จังหวัดชลบุรี ว่าเจ้าคุณปู่ซึ่งเป็นข้าราชส�ำนักในรัชสมัยก่อนได้รับ เคยมีหลงเหลืออยู่องค์หนึ่ง ชื่อ พระราชทานในวัง จะเป็นพระพิมพ์วัดสุทัศน์ไปได้ ขรั ว ตาเชย เคยมี ห นัง สื อ พิ ม พ์ อย่างไร จนบัดนีน้ ับว่าผู้เขียนเขี่ยผงออกจากตาได้ 58

รายวันออกข่าวเกรียวกราวอยู่คราวหนึ่งว่าพระภิกษุ ส� ำ เร็ จ ฉัน ได้ แม้ ก ระทั่ ง น�้ ำ เหลื อ งผี โดยไม่ มี อั นตราย ขรัวตาเชยอาศัยอยู่ที่วัดราษฎร์บ�ำรุง มาช้านานแล้ว ความเป็นมาแต่เดิมผู้เขียนก็ไม่เคยสนใจสืบทราบ ถึง คราวสาทร์ ผู้เขียนเคยน�ำอาหารไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ตามประเพณีจีน ขรัวเชยเป็นต้องแอบมาเมียงมองอยู่ ใกล้ๆ บางทีก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากรอท่าไว้ก่อน ครั้น ลาธูปครั้งสุดท้ายเสร็จก็จัดการเซ่นไหว้ขรัวเชยต่อตาม ประเพณี เป็นที่น่าเวทนามาก ทรัพย์สมบัติของขรัวเชย มีเพียงสบงเก่าๆ ตัวเดียว นอกนัน้ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น มิได้ อาศัยเลี้ยงชีพโดยการบิณฑบาต เพียงอาศัยข้าวสุกวัด พอปะทังชีวิตไปวันหนึ่งๆ ท่านพระครูสุนทรธรรมรส วัดราษฎร์บ�ำรุง เป็นผู้มีจิตเมตตาการุณอย่างสูง มักให้ ข้าวปลาขรัวเชยอยู่เสมอ บางคืนขรัวเชยก็ย่องไปหา ท่านพระครูถึงบนกุฏิ ท่านพระครูบอกให้ท�ำสมาธิ แกก็ ท�ำแต่รู้สึกว่ามีอาการหอบผิดธรรมดา พอออกจากสมาธิ ขรัวเชยก็ฉวยได้อีโต้ตรงเข้าราวีกับแตงโมใบใหญ่นงั่ ฉัน หน้าตาเฉย ท่านพระครูได้แต่มองดูด้วยความเวทนา ตลอดชีวิตของขรัวเชยมีศิษย์อยู่ผู้เดียวคือ เซียนสู แห่ง ชลบุรี ขึ้นชื่อว่าเซียนสูนกั นิยมทางในเป็นต้องยกนิ้วให้ ขรัวเชยอบรมเซียนสูจนได้ฌานสมาบัติขั้นต้น ส่วนคน อื่นๆ ไม่มีใครเชื่อน�้ำมนต์ขรัวเชยเห็นเป็นพระบ้า อยู่ มาวันหนึ่งเซียนสูเข้ามาพบขรัวเชย ถูกขรัวเชยชี้หน้า และกล่าวว่า เมื่อเช้านี้มึงปล่อยให้ลูกเที่ยวซุกซนหากกู ไม่ช่วยไว้ทันป่านนี้มึงต้องเสียน�้ำตาแล้ว ความจริงเช้า ที่เกิดเหตุนนั้ ได้มีรถเก๋งคันหนึง่ ชนบุตรของเซียนสูอย่าง รุนแรงจนเด็กกระเด็นไปตกที่บาทวิถีข้างทางเท้า และ ไม่เป็นอันตรายแม้แต่น้อย เซียนสูก�ำลังจะน�ำความไป เล่าให้ขรัวเชยฟังกลับถูกดักคอเสียก่อน ทั้งๆ ที่ขรัวเชย ผู้นี้มิได้ออกตลาดไปไหนมาไหนใครๆ ก็ทราบกันอยู่แล้ว เซียนสูยกนิว้ ให้วา่ เก่งทีส่ ดุ ในภาคตะวันออก ภายหลังต่อ มาขรัวเชยจะท�ำท่าใดไม่ทราบได้ ออกจากวัดราษฎร์บ�ำรุงไปอยู่ใน ถ�ำ้ บนภูเขาเขียวและตายภายในถ�ำ้ นัน้ เรือ่ งของเถรก็หมดเพียงเท่านี้

ในปีการสร้างพระพิมพ์อัสนีบาตตกหลายแห่ง ลุศักราช 1230 ปีมะโรง สัมฤทธิศก เป็นปีที่ 18 วัน อาทิตย์ เดือน 5 ขึ้น 3 ค�่ำ (ความจริงเป็นวันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2411) เวลา 7 ทุ่มเศษ ฝนตกฟ้าลงที่ วัดเชตุพน พระเจดีย์หมู่ 5 องค์ ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ใหญ่ 1 องค์ เล็ก 1 องค์ แตกแยกแต่ยอดถึงคอระฆัง แห่งหนึง่ ลงทีว่ ดั บวรสถานสุทธาวาส ช่อฟ้าหักกระเบือ้ ง หลังคาร่วงยาวประมาณ 4 ศอก กว้างประมาณ 2 ศอก แห่งหนึ่ง ลงที่วัดมหาธาตุ กุฎเล็กหน้ากุฏิพระศาสนา นุรักษ์ถูกอกไก่ปั้นลมปูนแตก กระเบื้องร่วงตลอดถึงเชิง กลอนแห่งหนึง่ ลงที่วังพระเจ้าราชวรวงศ์เธอกรมหมื่น ภูวนัยนฤเบนทราธิบาล ถูกเสาธงแตก เสาตะเกียงแตก ถึงดินแห่งหนึง่ ลงที่บ้านพม่าคอกกระบือถูกต้นมะขาม แตกถึงพื้นดินแห่งหนึ่ง ลงที่แพหน้าบ้านพระยาบุรุษ รัตนราชพัลลภ หลักแพแตกตลอดถึงน�้ำ แห่งหนึ่ง ลง ที่เรือบรรทุกน�้ำอ้อยของพระภาษีสมบัติบริบูรณ์ ทอดอยู่ กลางน�้ำวัดอรุณราชวราราม เสากระโดงหัก จีนตายด�ำ ไหม้ทั้งตัวแห่งหนึง่ ลงที่วัดอินทราราม ถูกเสาข้างหน้า พระอุโบสถแตกตั้งแต่บัวรับข้างบนลงมาจนถึงพื้นดิน แห่งหนึง่ ลงที่วัดหงษารามถูกต้นสนที่หน้าพระอุโบสถ แห่งหนึ่ง ลงที่บ้านเสื่อริมวัดคฤหบดีถูกต้นมะพร้าวใน สวนแห่งหนึง่ ลงที่สวนนายมากบางพลัด ถูกต้นหมาก ต้นหนึง่ แห่งหนึง่ ในวันเดียวกันรวม 12 แห่ง ณ วั น ศุ ก ร์ เดื อ น 6 ขึ้ น 3 ค�่ ำ ตรงกั บ วั นที่ 24 เมษายน 2411 เวลาเช้า 2 โมงเศษฝนตกหนัก ฟ้าลงที่ ต�ำหนักเจ้าจอมข้างใน ในพระบรมมหาราชวังถูกอกไก่ ปูนพังกระเบื้องหัก ฝาผนังแตก ผ้าสบงไหม้ 10 ผืน แห่งหนึง่ ลงที่วัดบุปผารามถูกพระอุโบสถข้างตะวันตก แห่งหนึง่ ลงที่วัดสระเกศถูกเสาโคมที่ชานกุฏิพระสมุห์ ฉัตร เสาโคมหักแห่งหนึง่ ลงทีพ่ ระทีน่ งั่ ไพศาลทักษิณ ใน พระบรมมหาราชวังที่หอเจ้า ถูกริมช่อฟ้าด้านตะวันออก โคมตั้งแตก กระจกติดฝาผนังแตก บาน 1 ตู้ใส่เทียน พรรษาฝากระจกแตก 2 บานแห่งหนึ่ง ในวันเดียวกัน รวม 5 แห่ง

59

วันอาทิตย์เดือน 6 ขึ้น 5 ค�่ำ วันที่ 26 เมษายน 2411 เวลา 8 ทุ ่ ม เศษ ฝนตกหนัก ฟ้ าลงที่ พระที่ นั่ง ดักลมริมพลับพลาทุ่งท้องสนามหลวง ถูกบัวถัดยอดด้าน ตะวันออกเฉียงเหนือ กรอบหน้าบัวตะวันออกแตก บัว ตะวันตกถึงกรอบหน้าเชิดแตก ฝาผนังพังแตกแห่งหนึง่ ลงที่พระที่นงั่ วสันตพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ถูกริม ช่อฟ้าข้างใต้ใกล้ที่ทรงบาตร กระเบื้องกระจายกว้าง 1 ศอก ลงมาถึงชายกรอบข้างกรงนกแห่งหนึง่ ลงที่ป้อม อินทรรังสรรค์ถูกเสาธงยอดเสาหัก กลางเสาแตกตลอด ถึงเสาตะเกียงแห่งหนึ่ง ลงที่สวนนายขุนเณร บางซื่อ ถูกต้นหมาก ต้นมะพร้าวหักทับต้นทองหลาง เป็นลาย เหมือนขวานสับตามต้นลงมาแห่งหนึง่ ยาว 2 คืบศอก ถึ ง พื้ นดิ น ลงที่ ส วนอ� ำ แดงนาก บางซื่ อ ฝั ่ ง ใต้ ถู ก ใบ มะพร้าวเกรียม 1 ต้น ใบหมากเกรียม 3 ต้นแห่งหนึง่ ในวันเดียวกันรวม 6 แห่ง จึงรับสั่งให้ข้าหลวงไปเที่ยว สืบตามหัวเมืองใกล้ๆ ก็มีใบบอกเข้ามาว่า ฟ้าลงเมืองละ 2 แห่ง 3 แห่ง 4 แห่ง ทุกบ้านทุกเมือง

มาบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งน่าจะเป็นองค์ที่มีเส้นสายสุนี พาดพิงถึงกรอบซุ้ม ปาฏิหาริย์จึงครอบคลุมบริวารทั้ง บ้านให้ได้รับความปลอดภัย ความจริงน่าจะเกิดอัคคีภัย ลุกท่วมด้วยซ�้ำไป นี่เป็นการหยอกเล่นเล็กน้อย แต่คนที่ อาศัยเรือนเป็ดเป็นคนนอกก็ได้รับความคุ้มครองน้อยไป หน่อยพอดั้งจมูกแตก ตามบันทึกกล่าวว่าหาตายไม่ ถ้า ผู้ใดที่เป็นบุตรหลานข้าราชส�ำนักค้นพบพระพิมพ์สมเด็จ อัสนีเจ้าฟ้าที่มีการลงชาดจอแส ขอให้น�ำมาบูชาถวาย พระนามว่าสมเด็จเจ้าฟ้าแดงเถิด เป็นมหามงคลนาม มีแขวนติดตัวบูชาเพียงองค์เดียวก็ไม่น้อยหน้าผู้ใดนัก

ตั้งกรมเจ้านาย ปี พ.ศ. 2394

ครั้ นทรงตั้ ง พระราชาคณะผู ้ ใหญ่ เ สร็ จ แล้ ว ฝ่ า ย อาณาจักรก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระบรมวงศา นุวงศ์เพิ่มพระนามขึ้นบ้าง เลื่อนเป็นต่างกรมขึ้นบ้าง ได้จารึกพระนามลงในแผ่นพระสุพรรณบัฏทุกพระองค์ ฯลฯ โปรดเกล้าให้ตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโช รสรัตนราชกุมารผูใ้ หญ่ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระ ครั้นมาถึงวันอาทิตย์เดือน 11 ขึ้น 4 ค�่ำ วันที่ 20 ปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมหมื่นบวรวิชัยชาญ กันยายน 2411 เวลา 4 ทุ่มเศษฝนตกหนัก ฟ้าลงที่หอ นัง่ บ้านพระยาเจริญราชไมตรี แปลานแตกกระจายขาด ถวายพระนามกรมพระราชวังบวรที่สวรรคตแล้ว เสมอจั่ว 3 ตัว จั่วแตกไปซีก 1 ถูกปั้นลมแถบข้างเหนือ ครั้นมาถึง ณ วันพุธ เดือน 4 แรม 5 ค�่ำ วันที่ 10 เป็นสะเก็ดกระจายไปทั้งสิ้น กระเบื้องร่วงลงมาสิ้น 2 มีนาคม 2394 จึงได้ตั้งพระราชพิธีสงฆ์จารึกพระนามใน ห้องครึง่ เสาดัง้ แตกกระจายเหมือนสับฟากตลอดลงมาถึง แผ่นพระสุพรรณบัฏเนือ้ เก้าโดยวิเศษ แล้วถวายพระนาม หลังรอด เสาในบ้านประธานมุขข้างเหนือตั้งแต่ท้องรอด กรมพระราชวังแผ่นดินต้นว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุร แตกขาดกระจายลงมาเสมอพื้นดิน เหลือโคนเสาเป็นก สิงหนาท กรมพระราชวังแผ่นดินที่ 2 ว่า กรมพระราชวัง ลีบจ�ำปนอยู่ 2 ศอกเศษ ปลาเค้าตายอยู่ริมเสา ปลา 1 บวรมหาเสนานุรกั ษ์ กรมพระราชวังแผ่นดินที่ 3 ว่า กรม กุ้ง 12 ตัว ที่เสาและฝาหอนั่งด้านตะวันออก แตกยับ พระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์ เป็นหลายแห่ง คนนอนอยู่ที่เฉลียงด้านข้างอสนีบาตลงก็ มีมาก หามีอันตรายไม่ แต่คนนอนอยู่ในประทุนเรือเป็ด เป็นที่น่าสังเกตว่าได้ทรงสถาปนาถวายพระนาม ห่างประมาณ 5 วา สะเก็ดปั้นลมกระเด็น ไปถูกโครง กรมพระราชวั ง บวรที่ ส วรรคตไปแล้ ว เท่ า นั้ น มิ ไ ด้ จมูกแตกมากหาตายไม่ สถาปนาต�ำแหน่งพระราชวังหน้าส�ำหรับแผ่นดินที่ 4 ทั้งนี้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการที่ถวายพระนาม มิทรงยินยอมรับต�ำแหน่ง เนื่องจากมีข่าวล่าลือเป็นอัป ว่า “พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้า” หาได้อุตริตั้งขึ้นลอยๆ วาทะว่าพระราชวังหน้าจะช่วงชิงราชสมบัติ กรมหมื่น ไม่ พระยาเจริญราชไมตรีนี้ น่าจะเป็นข้าราชส�ำนักฝ่าย บวรวิชยั ชาญจึงด�ำรงต�ำแหน่งพระราชวังหน้าโดยปริยาย ต่างประเทศ และคงได้รับแจกพระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้า สนองพระเดชพระคุณเป็นการภายใน

60

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต จึงรับสั่งให้พระยาบุรุษ จุดเทียนชัย และห้ามมิให้ ถวายพระหนทาง แล้วก็ทรงเจริญพระกรรมฐานสมาธิ ภาวนานิง่ ศรีษะสู่ทิศอุดร ผันพระพักตร์ต่อทิศประจิม พอย�ำ่ ค�ำ่ ปฐมยามแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวเสด็จสู่สวรรคต ตั้งแต่วันทรงพระประชวรมาจน สวรรคตได้ 37 วัน อยูใ่ นราชสมบัติ 18 พรรษา พระบาท สมเด็ จ พระจอมเกล้ า เจ้ า อยู ่ หั ว ประสู ติ วั น พฤหั ส บดี เดือน 11 ขึ้น 14 ค�่ำ ปีชวด ฉศก ศักราช 1166 (วันที่ 18 ตุลาคม 2347) สิริพระชนมายุได้ 65 พระพรรษา (ปี พ.ศ. 2411)

พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีอาณาประชาราษฎร์ ได้ ไม่เกิดการยุคเข็ญ ก็ให้ว่าขึ้นในท่ามกลางประชุมนี้ อย่าได้มีความเกรงขามเลย

พณ ฯ หัวเจ้าท่าน ที่สมุหพระกลาโหมเห็นเจ้าและ ขุนนางพร้อมกันแล้ว จึงกล่าวขึ้นในท่ามกลางประชุมว่า เมือ่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ยังทรงพระชนมายุอยู่ ก็ได้โปรดอนุญาตไว้ว่า ผู้ที่จะด�ำรงทรงแผ่นดินต่อไป ให้ประชุมปรึกษากันให้ พร้อมเพรียง จะเห็นพระเจ้าน้องยาเธอ หรือพระเจ้าลูกยา เธอ พระเจ้าหลานยาเธอ องค์หนึง่ องค์ใด ซึ่งทรงพระ สติปัญญาวัยวุฒิรอบรู้สรรพสิ่งทั้งปวง ควรจะปกป้อง สมณชีพราหม์อาณาประชาราษฎร์ได้ ก็ให้ยกพระองค์ นัน้ ขึ้นเถิด มิได้ทรงรังเกียจที่จะให้แก่พระเจ้าลูกยาเธอ ฝ่ายเดียว สุดแต่การสโมสรเห็นพร้อมเพรียงกัน อันใด จะได้ความสุขทั่วหน้ากัน ก็ตามใจพระวงศานุวงศ์และ ท่านเสนาบดี บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต แล้ว แผ่นดินยังว่างเปล่าอยู่ ท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในที่ ประชุมนี้ จะเห็นเจ้านายพระองค์ใดที่จะเป็นที่พึ่งแก่

กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์จึงกล่าวขึ้นอีกว่า เห็นแต่ กรมหมืน่ บวรวิชยั ชาญ ควรจะรับราชการในหน้าทีอ่ ปุ ราช ได้ ด้วยได้ศกึ ษาเล่าเรียนวิชาทหารอย่างยุโรปช�ำนิชำ� นาญ และการช่างต่างๆ ก็ได้เรียนรู้ตามแบบอย่าง พระบาท สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกระท�ำมา และจะให้ คุ้มครองข้าไทในกรมนัน้ ด้วย ขอให้ยกกรมหมื่นบวรวิชัย ชาญขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเถิด ฯ ล ฯ

ฝ่ายกรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ซึ่งมีพระชนมายุยิ่ง กว่าพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง จึงกล่าวขึ้นในที่ประชุม ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้ามีพระเดชพระคุณได้ ท�ำนุบ�ำรุงวงศานุวงศ์และชุบเลี้ยงมุขมนตรีใหญ่น้อย ขึ้นเป็นอันมาก มีพระคุณล้นเหลือ ไม่มีสิ่งใดจะทดแทน พระคุณนัน้ ได้ ขอให้ยกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าฯ กรมขุนพินติ ประชานารถซึ่งเป็นพระราชโอรสผู้ใหญ่ขึ้น เป็นพระเจ้าแผ่นดินเหมือนหนึง่ ได้ทดแทนพระคุณท่าน ขณะนัน้ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ที่สมุหพระกลาโหม เห็นว่ายังทรงพระเยาว์อยู่ ให้ช่วยกันท�ำนุบ�ำรุงจนกว่า สัง่ ให้หมูอ่ งครักษ์และกรมอาสา 8 เหล่า กรมทหารอย่าง จะทรงเจริญขึ้น ยุโรปทั้งปวงในพระบรมมหาราชวัง และพระบวรราชวัง ตั้งกองจุกช่องล้อมทั้งวงชั้นนอกชั้นใน ให้กวดขันมั่นคง พณ ฯ หัวเจ้าท่าน ท่านเจ้าพระยาศรีสรุ ยิ วงศ์ จึงซ�ำ้ ถาม ขึ้นกว่าแต่ก่อน แล้วพณฯ หัวเจ้าท่าน เจ้าพระยาศรี พระบรมวงศานุวงศ์และมุขมนตรีทงั้ หลายว่า กรมหลวง สุริยวงศ์ สั่งให้สังฆมนตรีไปเชิญเสด็จกรมหมื่นบวรรังษี เทเวศรวัชรินทร์ตรัสดังนี้ ท่านทัง้ ปวงจะเห็นควรประการ สุริยพันธุ์และพระราชาคณะฐานานุกรมฝ่ายธรรมยุติกา ใดก็ให้ว่าขึ้น ท่านทั้งหลายก็ยินยอมพร้อมกันแล้ว ท่าน ซึ่งไปประชุมเยี่ยมฟังพระอาการอยู่ที่พระที่นั่งอนันต เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงว่าขึ้นอีก แผ่นดินที่ล่วงแล้วแต่ สมาคม ตรงหน้าพระมหาเสวตฉัตรพร้อมด้วยพระบรม ก่อนๆ มา มีพระมหากษัตริย์แล้วก็ต้องอุปราชฝ่ายหน้า วงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองผู้ใหญ่ผู้น้อย มาอยู่ในที่ประชุม เป็นเยี่ยงอย่างมาทุกๆ แผ่นดิน ก็ครั้งนีจ้ ะควรแก่ท่านผู้ นัน้ คอยฟังค�ำปรึกษา ใดที่จะเป็นอุปราชฝ่ายหน้า

การปรึกษาตกลงยินยอมพร้อมกันในที่ประชุมแล้ว กรมหมืน่ บวรรังสีสรุ ยิ พันธุแ์ ละพระราชาคณะฐานานุกรม ก็สวดชัยมงคลขึ้นพร้อมกัน หมายเหตุ สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลได้รับ สถาปนา หลังจากการสร้างพระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้าแล้ว 61

มหาพิธีกรรมพุทธาภิเศกพระพิมพ์ สมเด็จเจ้าฟ้า

สถานมณฑลมณฑลพิธีประกอบพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ ควรจะเป็นวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) มากกว่ า ในพระที่ นั่ง วสั นต์ พิ ม านในพระบรมราชวั ง และมหาพิธีกรรมชนิดที่ฟ้ายังอวยชัยครั้งนั้นนับได้ว่า เป็นพระราชพิธีฉบับหลวงทีเดียว แต่เหตุไฉนจึงมิได้มี การจารึกบันทึกหลักฐานไว้โดยละเอียด อาจเป็นเพราะ มิ ยิ น ยอมในการสร้ า งลายแทงสนั บ สนุ น การขุ ด ค้ น ท�ำลายให้เร็ววันขึ้น จึงคล้ายเป็นเสมือนคลื่นกระทบฝั่ง แล้วสลายตัวลงในห้วงมหรรณพ องค์ประธานแห่งพิธี ได้แก่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ขณะที่ด�ำรงพระ ราชอิสริยยศเป็นกรมหมืน่ บวรวิชยั ชาญ) พระคณาจารย์ ปรกได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี กรมหมืน่ บวรรังสีสุริยพันธุ์ (ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จ พระมหาสมณะเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) พระ มงคลทิพย์มุนี (ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ วัดจักรวรรดิราชาวาส) พระพุทธบาทปิลันท์ (ต่อมาได้ เลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ วัดเชตุพน) พรั่งพร้อม ด้วยพระวิปัสสนาจารย์พระเถราจารย์ ทั้งฝ่ายอรัญวาสี และคามวาสีแห่งแผ่นดินที่ 4 ส่วนพระพิธีธรรมจตุร วรรคนั้น ย่อมคัดเลือกจากพระราชาคณะชั้นสัญญา บัตร ประกอบด้วยโหราบัณฑิตย์พราหมณาจารย์ พรั่ง พร้อม แบ่งแยกหน้าที่เป็นหมวดหมู่ ฝ่ายหนึง่ จัดสังเวย ฤกษ์กล่าวสรรเสริญปวงเทพเทวาถ้วนทั่วท้องจักรวาล ฝ่ายหนึ่งเป่าสังข์แกว่งบัณเฑาะ ฝ่ายหนึ่งมี หน้าที่ชัก ประค�ำภาวนา ครัน้ ได้มหาอุดมมงคลฤกษ์พธิ จี ดุ เทียนชัย บัณฑิตย์ลั่นฆ้องชัยเป็นปฐมฤกษ์ พราหม์แกว่งบัณเฑาะ เป่ า สั ง ข์ ชาวประโคมบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ ม หาชั ย สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงจุดเทียนชัย อธิษฐานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคุณพระรัตนตรัย พระ พิธีธรรมเจริญพระคาถาจุดเทียนชัยด้วยบทพุทโธสัพพัญ ตะยาโน ธัมโมโลกุตโรวโร ฯลฯ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีใน บาทแรก พระสงฆ์ราชาคณะ 10 รูปเจริญ พระปริตร เริ่มด้วยพระธรรมจักร์กับปวัตนสูตร์และต่อด้วยบทอื่น จนจบสิ้นโองการ ครั้นแล้วพระพิธีธรรมจตุรวรรคขึ้นนัง่ บนตั่ง บัณฑิตย์กล่าวค�ำอาราธนาพระ พุทธาภิเศกปริต การเจริญสาธยายในบาทแรกย่อมเป็นบทในพระคัมภีร์ ปฐมรัตนมาลา ครั้นจบวรรคหนึง่ ย่อมแว่วเสียงกังสดาร 62

และฆ้องชัยแจ้งสัญญาเป็นการพัก แล้วสลับเปลี่ยนพระ พิธีธรรมจตุรวรรคชุดใหม่ย่อมเจริญพระคัมภีร์ภาณวาร อันนิยมสืบเนื่องมาแต่ครั้งโบราณกาลเรียกว่าสวดท้อง ภาณ ครั้นแล้วจึงสวดบทชัยน้อยชัยใหญ่น�ำบทการสวด พระทิพย์มนตร์และสาวัง ซึ่งในพระราชพิธีหลวงจ�ำเป็น ต้ อ งใช้ ขาดมิ ได้ จากนั้น พระพิ ธี ธ รรมจตุ ว รรคแห่ ง วัดระฆังโฆสิตารามก็เริ่มสาธยายพระชินะปัญชรกถา อั น เป็ น พระคาถาที่ ใช้ ส มโภชน์ พ ระพิ ม พ์ ส มเด็ จ โดย เฉพาะ จนสุดท้ายย่อมจบลงด้วยพระสูตรบัน้ ต้นโพธิสตั ว์ อันกล่าวถึงบารมีแห่งพระโพธิสัตว์เจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธะ เรียกว่าบารมี 30 ทัศ ต่อ มาในสมัยสมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์เทพวราราม ได้ทรงดัดแปลงเป็นคัมภีร์พุทธาภิเศก โดยเปลี่ยนค�ำว่าอิ ติปโิ สภความาเป็นนิสสังสยังโขโณภควา การทีจ่ ะคัดลอก พระคัมภีรพ์ ทุ ธาภิเศกสมัยใหม่ไปลงในการสร้างพระสมัย เก่าจึงน่าจะเป็นคนละเรื่องและสิ้นเปลืองหน้ากระดาษ โดยเปล่าประโยชน์ เช่นนี้เรียกกันว่านัง่ ปรก ครั้นเสร็จสิ้นพิธีการปรกแล้วต้องรอระยะเพื่อฤกษ์ ดั บ เที ย นชั ย (เที ย นชั ย ที่ ฤ กษ์ จุ ด และฤกษ์ ดั บ จะต้ อ ง ถื อ เวลาโดยเคร่ ง ครั ด ) ระหว่ า งนี้ พ ระคณาจารย์ จ ะ ประพรม น�ำ้ พระปริตรไปยังบรรดาวัตถุพทุ ธาธิคณ ุ ทัง้ หลาย ทั้งปวงในบริเวณมณฑลพิธีเพื่อความเป็นสิริ พร้อมทั้ง จุณเจิมเป็นการเฉลิมมิ่งขวัญ ครั้นได้ฤกษ์ดับเทียนชัย พระคณาจารย์ผู้ได้รับหน้าที่ต้องเตรียมใบพลูร่วมใจ 7 ใบ แบ่งออกเป็นสองส่วนถือเตรียมไว้ แง้มตู้เทียนออก พระพิธีธรรม สวด นัทถิเม ฯลฯ ไปจนถึงยถาทีโปจะนิพ พุโต แปลว่า ดับสนิท พระคณาจารย์ก็ใช้ใบพลูดับเทียน ชัยจนปราศจากเชื้อไฟ การนั่งปรกก็คือการนั่งทานพระพุทธาภิเศก หาก ไม่สามารถท่องพระพุทธาภิเศกได้จบอย่างคล่องแคล่ว ก็นั่งปรกไม่ได้ การปรกสมัยใหม่นี้ประกาศเสียหรูหรา ว่า “มหาพุทธาภิเศก” เป็นการโฆษณาต่อผู้ที่ไม่สันทัด ในกรณีเพียงแต่พุทธาภิเศกก็ท�ำให้ถูกเถอะ อยากจะจับ ความจริงก็ลองให้พระคณาจารย์ท่องคัมภีร์พุทธาภิเศก ให้ฟัง ถ้าท่องได้แบบการสวดปาฏิโมกข์ก็ใช้ได้ แต่เท่า ที่ผู้เขียนคลุกคลีอยู่ในด้านนี้ ยังไม่เคยพบในชีวิต เห็น มีแต่หลวงพ่อธัมมะวิตตักโกองค์เดียวเท่านัน้ ที่นงั่ ปรก

เป็น คือท่านสามารถท่องพระคัมภีร์พุทธาภิเศกได้ และ ท่านใช้การสวดเองให้พระพิธีธรรมเป็นฝ่ายทาน ท่านนัง่ หันหลังให้กบั บรรดามวลสิง่ วัสดุทงั้ หลายทีน่ ำ� เข้าพิธี มิได้ ตั้งหน้าตั้งตาเพ่งเล็ง เพื่อหลีกเลี่ยงต่อศีลพตปรามาส เพียงท่านอธิษฐานจิตและบ�ำเพ็ญกรณีอยู่อย่างมาก 3 ชั่วโมง ก็นับว่าขลังแล้ว และมิได้ใช้ผู้ใดมาช่วย และ การ ที่หนังสือเขียนขายกล่าวว่า เจ้าประคุณสมเด็จปลุก เสกพระพิมพ์ของท่านวันละ 3 เวลามิได้ขาด แต่ตัวพรุน สมเด็จคนละองค์กระมัง ? กล่าวไปเป็นการเสียศักดิ์ศรี ของสมเด็จปู่ ไปดูพระอะไรมาก็ไม่ทราบแล้วมาโมเมกับ ท่าน บาปนะจะบอกให้ ในพิธกี รรมพุทธาภิเศกจะมีเวลาว่างเพือ่ การพักผ่อน และมีการผลัดเปลี่ยนพระคณาจารย์ปรก ในระหว่าง ที่พักผ่อนนี้ พระคณาจารย์ที่ตั้งใจช่วยเหลือด้วยความ ศรัทธาจะท�ำการปลุกเสกมวลวัสดุสิ่งของที่น�ำมาเข้าพิธี ผู้เขียนคาดเดาว่า เจ้าประคุณสมเด็จโต พรหมรังสี จะ ต้องปลุกเสกพระคาถาของท่านดังนี้ 1 พระคาถาลงผง วิเศษ 2 พระคาถาเกสาผิด 3 พระคาถาธรรมมิกราช 4 พระคาถาพรหมสี่หน้า และท่านเจ้ามาจะต้องเสก พระคาถาทัพหน้าทัพหลัง อันเป็นวิทยาการของส�ำนัก วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส ส่วนองค์อื่นผู้เขียนมิสามารถ คาดเดาได้ เพียงสรุปผลได้ว่าพระพิมพ์สมเด็จคลาสสิค นี้ มีอานุภาพของพระกริ่งปวเรศ พระสมเด็จวัดระฆัง พระชัยวัฒน์ท่านเจ้ามา วัดสามปลื้ม ประยุกต์เข้าด้วย กัน ครั้นแล้วกลายเป็นพระพิมพ์ที่มีกฤตยาคมผิดแผก แตกต่ า งกั บ พระพิ ม พ์ ช นิด อื่ น คื อ เมตตาเจื อ อ� ำ นาจ ซึ่ ง เป็ นการยากที่ จ ะประมวลกระแสพลั ง ซึ่ ง เป็ น ฝ่ า ย ตรงข้าม และหักล้างกันเข้ามาอยูใ่ นรูปเดียวกันได้ เพราะ เมตตาเป็นกระแสแห่งอาโปธาตุ มหาอ�ำนาจเป็นกระแส แห่งเตโชธาตุ จ�ำต้องแยกกันอยู่ หากแทรกเข้าด้วยกัน จึงนับเป็นกฤตยาคมแฝด พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้าจึงมี พุทธาธิคุณพิเศษชนิดหนึง่ นัน่ คือ “ทรงเดช” คือรับเอา กฤตยาคมของพระกริง่ ปวเรศเข้าให้อย่างเต็มเปา ส�ำหรับ รังสีของพระพิมพ์สมเด็จวัดระฆังโดยเฉพาะ มีรังสีขาว นวลบริ สุ ท ธิ น่ า รั ก เยื อ กเย็ น ส่ ว นรั ง สี ข องพระพิ ม พ์ สมเด็จเจ้าฟ้า มีรังสีอยู่เป็นชมพูเรื่องามตายิ่งนัก ทั้งรัก ทั้งเกรงใจทีเดียว ท่านผู้ตรวจกล่าวว่าเป็นการประชุม ธาตุที่สมบูรณ์ที่สุด

ว่าด้วยผงวิเศษส�ำหรับใช้สร้างพระ พิมพ์สมเด็จฯ เรื่ อ งผงวิ เศษส� ำ หรั บ ใช้ ในการสร้ า งพระพิ ม พ์ ส ม เด็จฯ นับว่ามีผู้รู้จักน้อยมากนอกจากผู้ที่เล่าเรียนสืบกัน ต่อมา เลยกลายให้อาจารย์ก�ำมะลอคุยทับลงไปว่าเป็น ผงวิเศษ 5 ประการ ก็เพียงผงพุทธคุณประการเดียวก็ ยังมีพุทธานุภาพถึง 56 ประการ อุปเท่ห์ท่วมท้องช้าง หากพระสมเด็จสร้างด้วยผงวิเศษตั้ง 5 ประการ ผู้ที่ใช้ พระสมเด็จก็น่าจะเป็นซุปเปอร์แมนเป็นแน่แท้ ไม่ศรีษะ แตกและตัวพรุนง่ายๆ และเพียงผงปถมังประการเดียว ก็อาจเอาพระลูบหน้าให้เห็นเป็นนนทยักษ์หรืองาแซงได้ แล้ว เอาพระอมใส่ปากก็น่าจะล่องหนได้ ก็ลองดูประไร แล้วค่อยเชื่อ เพราะเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านท�ำของขึ้น นีเ่ ป็นยาพิษขนานร้ายแรงส�ำหรับเบือ่ คนทีจ่ ะศึกษาความ รู้ในเรื่องพระสมเด็จฯ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้รจนาผงวิเศษขององค์ท่าน ขึ้นเองโดยเฉพาะ โดยอาศัยเค้าจากผงวิเศษทัพหน้า ทัพหลังซึ่งรจนาโดยพระอาจารย์เกตุ ซึ่งเป็นอาจารย์ ประจ�ำตัวเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ผงวิ เศษชนิด ดั ง กล่ า วจั ด อยู ่ ใน จ�ำพวกหัวใจต่างๆ ใช้การลงง่ายๆ มิตอ้ งใช้วชิ าบาลีมลู กัจจายนะสูตร เข้าประกอบ จะให้ผใู้ ดลงก็ได้ จึง ได้ผงวิเศษส�ำหรับใช้ในการสร้าง พระพิมพ์อย่างมากมายและเพียง พอ มีข้อความดังต่อไปนี้ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะอะ อุ อิสวาสุ อาปามะจุปะ ทิมะสังอังขุ สังวิธาปุกะยะ ปะ สะธะวิปิปะสะอุ อะสังวิสุโลปุสะพุภะ นะมะนะอะ นอ,กอ,นะ,กะ,กอ,ออ,นอ,อะ นะอะกะอัง อิติอะระหัง พุทธัง สรณังคัจฉามิ อิติอะระหังธัมมังสรณังคัจฉามิ อิติอะระหังสังฆังสรณังคัจฉามิ ติติอุนิ จิเจรุนิ จิตตัง เจตะสิกกัง รูปังนิพพานัง นามะรูปังทุกขัง นามะรูปัง อนิจจัง นามะรูปังอนัตตา อะยัง อัตตะภาโว อะสุจิ อะ สุภงั อะระหังหรินงั หัคตา สัมมาสัมพุทโธ พุทธสังมิ มัง คะลังโวเจติ อิติอะระหัง อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ 63

พระคาถานี้เป็นของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม สมเด็จพระราชาคณะ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ รจนาขึ้นโดยย่อหลักแห่งวิชาไสยศาสตร์ พุทธศาสตร์ ในพระไตรปิฎก ครบถ้วนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ มีครบในการพิจารณาพระไตรลักษณ์ กล่าวถึงความ ไม่เที่ยงแห่งรูปนาม กล่าวถึงเจตสิก รูป นิพพาน กล่าว ถึงองค์คุณต่างๆ จนครบถ้วน กล่าวถึงการตั้งธาตุ เริ่ม จากแม่ธาตุ คือนะโมพุทธายะ ธาตุทั้งสี่คือ ดิน น�้ำ ลม ไฟ ประกอบด้ ว ยธาตุ พ ระกรณี แ ละธาตุ แ ก้ ว ไพฑู ร ย์ เป็นธาตุหนุนให้เกิดรังสีแพรวพราว อันเป็นแก่นแห่ง วิชาไสยศาสตร์ หากบุคคลใดมิรู้จักธาตุการใช้ธาตุยัง เป็นอาจารย์มิได้ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ใช้พระคาถานี้ลง ลบเป็นผงวิเศษ โดยใช้ดินสอพองมาปั้นเป็นแท่งขนาด พอเหมาะมือ ผสมด้วยน�้ำข้าวพอปั้นติดตากให้แห้งแล้ว น�ำใบต�ำลึงมาคั้นเอาแต่น�้ำเอาแท่งดินสอลงย้อมเพื่อกัน มิให้ติดมือ ใช้เขียนลงในกระดานมะละกอหรือที่เรียก กันว่ากระดานโหร ลงลบไปได้ผงมากๆ ส�ำหรับใช้ใน การสร้างพระ กล่าวกันว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้สอน ให้พระภิกษุสามเณรผู้เป็นสานุศิษย์ใกล้ชิดเป็นผู้ลงผง การลงก็ใช้ลงด้วยสูตรธรรมดา เช่นลงนะโมพุทธายะ ก็ว่านะกาโรโหติสัมภะโวมาบังเกิดเป็นนะ โมกาโรโหติ สัมภะโวมาบังเกิดเป็นโม ลงจนหมดหน้ากระดานก็ลบ ด้วยอนุปะติฏฐานังวุตตะโยคะโต อุทธาหรณ์อันใดเป็น ไปบ่มิได้แล้วอาจาริยะพึงให้ส�ำเร็จด้วยสูตรนี้ ก่อนจะ ลบให้เรียกสูตรที่ลงก่อนสักสามครั้ง แล้วก็เขียนต่อโดย เริ่มวรรคใหม่จนกว่าจะจบ แล้วจึงน�ำผงมูลกัจจายนะ สูตรผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันเป็นอันดีแล้วน�ำขึ้นถวาย เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านจะน�ำผงแท่งเข้าใจว่าเป็นผง พุทธคุณขูดผสมลงแต่น้อยแล้วอธิษฐานจิตมอบให้น�ำไป สร้างพระพิมพ์ต่อไป จะเอาผงสักเท่าใดก็ได้ อั น อุ ป เท่ ห ์ ข องผงวิ เศษนี้ ใช้ ส� ำ หรั บ ผสมน�้ ำ มนต์ อาบกินแก้โรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด ตลอดจนโรคเรื้อรังบาง อย่างก็สามารถจะช่วยบ�ำบัดได้ เช่น วัณโรค ใช้ผงผสม น�้ำมนต์แก้โรคปวดบวมสารพัดพิษทั้งหลาย ใช้ผัดหน้า ทาตั ว เป็ น เมตตามหานิ ย มคุ ้ ม ครองป้ อ งกั น สรรพภั ย ทั้งมวล พระคาถานี้ใช้ท� ำน�้ำมนต์ปัดเป่าแก้อาถรรพ์ คุณไสยที่ถูกกระท� ำนานาชนิด เกิดถ้อยร้อยความท� ำ 64

น�้ ำ มนต์ อ าบด้ ว ยพระคาถานี้ มี ชั ย ชนะ ใช้ ป ลุ ก เสก เครื่องรางของขลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ผู้ใดจะกระท�ำ ให้ร�ำลึกถึงพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ผูป้ ฐมบูรพาจารย์เพือ่ ขอความส�ำเร็จ ใช้ลงแผ่นโลหะเช่น ตะกั่วม้วนเป็นตะกรุดไว้ส� ำหรับติดตัวคุ้มกันสรรพภัย หรือจะแช่เป็นน�้ำมนต์ก็ได้ พระคาถานี้ผู้ใดหมั่นจ�ำเริญ ภาวนาไว้ เสมื อ นทรงจ� ำ พระไตรปิ ฎ กได้ ทั้ ง 84,000 พระธรรมขันธ์ กระท�ำวิชาการใดๆ ให้จ�ำเริญพระคาถา นี้ ก่อนเป็นประสิทธิทุกประการ เช้าเย็นให้หมั่นเจริญ พระคาถานี้ จะเจริญด้วยลาภยศเป็นที่รักชอบของคน ทั้งหลาย ปรารถนาสิ่งใดให้ภาวนาพระคาถานี้แล้วนึก เอาเถิด จะส�ำเร็จสมหวังทุกประการเมื่อทุกข์ภัยมาถึง ตั ว หรื อ จะถอนแก้ ป ั ด เป่ า ให้ ใช้ พ ระคาถานี้ ให้ มั่ น เถิ ด สามารถใช้ได้ทุกประการแล เป็นพระคาถาประจ�ำพระ พิมพ์สมเด็จฯ ใช้ปลุกเสกพระสมเด็จได้ดีเลิศ แม้ผู้ใด ลงผงวิเศษนี้ได้สร้างพระพิมพ์ย่อมยจะมีพุทธาธิคุณเช่น เดียวกับพระพิมพ์สมเด็จฯ นัน่ แล ผู้เขียนครอบมาแล้ว เรียนมาแล้ว ลงผงมาแล้ว ได้มาซึ่งพระพิมพ์สมเด็จดี กว่าพระชินะปัญชรคาถาถึง 80% แต่ต้องประกอบด้วย อโลภะ อโทสะ อโมหะ มีบา้ งพอประมาณมิเป็นไร เพราะ ยังเป็นโลกีย์ชน และพระคาถานี้ผู้ใดมิมีพระสมเด็จที่แท้ จริงไว้บูชา ก็ไม่ควรอนาทรร้อนใจ คนสมัยโบราณไม่ ค่อยนิยมใช้พระชอบใช้พระคาถา ท่านกล่าวว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างส�ำเร็จด้วยจิตทั้งสิ้น ในสมัยปราบฮ่อปราบเงี้ยว สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เฒ่า ผู ้ แ ก่ บ างท่ า นไม่ นิ ย มใช้ เครื่ อ งรางก็ ได้ ใช้ พ ระคาถานี้ บริกรรมโดยการสวดมนต์เมื่อตอนเช้าตรู่ครั้งหนึ่งและ เมื่อตอนพลบค�่ำอีกครั้งหนึ่ง กล่าวกันว่าทุกท่านแคล้ว คลาดต่ออาวุธปืนไฟและโรคภัยไข้เจ็บนานาประการ ไม่มีการตายโหงเลย หากท่านผู้ใดอยากจะศึกษาผู้เขียน ขอมอบเป็นวิทยาทานมิหวงห้าม หากผู้ใดยังยืนกรานว่า เจ้าประคุณสมเด็จสร้างพระพิมพ์ของท่านด้วยผงวิเศษ 5 ประการและไม่ยอมเชื่อในด้านพระอภิธรรมว่ามีจริง (ผมไม่เชื่อทางใน) ก็โปรดผ่านไปได้ หาเรียนต�ำราเก่งๆ จากนักปราชญ์วชิ าพระสมเด็จฯ เอาเองเถิด เพราะผูเ้ ขียน มีภูมิปัญญาเพียงเล็กน้อย อย่ามาเชื่อกันง่ายๆ ควรเปิด บทกาลามสูตรพิจารณาให้เข้าใจเสียก่อน ศึกษาหลายๆ ทางอย่าเอาเพียงส่องแว่น ส่องจนตายก็แค่นั้นแหละ การ เรียนวิชาไสยศาสตร์นเี้ รียนได้หลายแนวด้วยกัน คือ

1 เรียนครอบจากอาจารย์โดยตรง 2 เรียนโดยถือต�ำราเป็นครู เรียกว่าครูพักอักษร 3 เรียนโดยลักฟังหรือแอบจดจ�ำมาจากผู้อื่น เรียกว่า ครูพักลักจ�ำ

เทวดาเสีย 1 จบ กล่างองการท้าวมหาพรหม คือ อง การ พินธุนาถัง อุปปันนังพรหมาสะหะปะตินามัง อาทิ กับเป สุอาคะโต ปัญจะปะทุมังทิสวา นะโมพุทธายะ วันทะนัง กล่าว 5 ครั้ง ระลึกขอความส�ำเร็จจากเจ้า ประคุณสมเด็จฯ โต แล้วท่องพระคาถา 1 จบ สูดกลืน เข้าไป (ความจริงควรท่องพระคาถาให้คล่องเสียก่อน จะไม่ขลุกขลัก) เสร็จแล้วกล่าวค�ำว่า สิทธิกิจจัง สิทธิ กัมมัง สิทธิการิยะตะถาคะโต สิทธิเตโชชะโยนิจจัง สิ ทธิลาโภนิรันตะรัง สัพพะกัมมังประสิทธิเม สัพสิทธิภ วันตุเม (หากจะลบผงควรลงด้วยอักขระขอมใหญ่หรือ ขอมธรรมก็ได้) แล้วผูกด้วยพระคาถากันเสื่อม คือมะ อะอุโสทายะ 3 ครั้ง เรียนไว้เถิดเป็นมหาวิเศษยิ่งนัก ของอื่นไม่ต้องเรียนแล้ว

เมื่ อ จิ ต เชื่ อ แล้ ว จะบั ง เกิ ด พลั ง สมาธิ ซึ่ ง มี อ ยู ่ ใ น ตัวเองตามธรรมชาติ ย่อมบังเกิดความขลังเช่นเดียวกัน หมด การสวดพระชินปัญชรกถาก็เป็นการดีเป็นการ สรรเสริ ญ และขอพรจากพระอรหั น ต์ ขี ณ าสพเป็ น การอธิษฐานจิต แต่ถ้าจิตยังไม่ ถึ ง ขั้ น ก็ อ ย่ า งนั้ น เอง เพราะ มิ ใ ช่ เป็ นตั ว พระคาถาโดยตรง จ� ำ เป็ นต้ อ งอาศั ย วิ สุ ท ธิ จิ ต ซึ่ ง คนอย่างเราๆ ยังเป็นไปได้ยาก พอสรรเสริ ญ จบก็ ไปเรี ย กท่ า น วิธีพิจารณาพระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้า เป็ น สั ต ว์ นี่ ซี มั น จะได้ อ ะไรกั น เฉพาะพิมพ์นิยมเป็นลักษณะเช่นพระพิมพ์สมเด็จ ควรจะคิดให้มากๆ วัดระฆังทุกประการ เพราะใช้แม่พิมพ์เดียวกัน นอกนัน้ ยังมีพิมพ์ที่พิสดารอื่นๆ อีกหลายพิมพ์ พิมพ์เจ้าฟ้าแดง หากจะเรียนพระคาถานี้ให้เลือกเอาวันพฤหัสบดี ดูได้จากภาพถ่ายปั๊มสามทหาร ชนิดพิมพ์งามดูลักษณะ หรือวันที่เป็นศรีแก่วันเกิดของผู้จะเรียน อาบน�้ำช�ำระ และผิวและภาพถ่ายรูปพระสมเด็จบางขุนพรหมของ กายให้สะอาด นุ่งขาวห่มขาวด้วยผ้าสไบเฉียง สมาทาน หนังสือพิมพ์ฟ้าเมืองไทย องค์ชนะการประกวดรางวัล ศีลห้าศีลแปดแล้วพึงปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ (พุทธ ที่ 1 และที่ 3 องค์ชนะรางวัลที่ 2 ไม่ใช่ผิวสมเด็จเจ้า มามกะเขาไม่ดื่มเหล้าเช่นเดียวกับพวกมุสลิม) จัดที่บูชา ฟ้า พระสมเด็จสกุลนี้มีทั้งลงรักและมิได้ลงรัก ถ้าลงรัก มีรูปปั้นหรือรูปถ่ายเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ต้องเป็นรักแดง ส่วนมากรักลอก ตั้งเป็นประธานจัดบายศรีปากชาม 1 คู่ มะพร้าวอ่อน ออก หมดแล้วเพราะความนาน 1 คู่ ปอกเปลือกเหลือผิวเขียวไว้แง้มปากเสร็จในตัว ของอายุพระ จึงเป็นพระที่คล้าย กล้วยน�้ำไทยหรือกล้วยน�้ำว้าเลือกดูผลงามๆ 1 หวี ผล ถูกลอกรักออก ถ้าเนื้อผสมปูน ไม้ ที่มีรสหวาน 9 สิ่ง (ทับทิมขาดมิได้) เครื่องกระยา ขาว ด้านหลังจะมีปูนผิวเคลือบ บวช (คือฟักทองแกงบวชหรือกล้วยบวชชีก็ได้) 1 ชาม ไว้ ความเก่าของพระท� ำให้ปูน ข้าวปากหม้อ 1 ที่ หมากต�ำเสร็จ 1 ค�ำ น�้ำชาพร้อมทั้ง ผิว เสื่อมตัว แลคล้ายกระเบื้อง กา 1 ที่ น�้ำเย็น 1 แก้ว พานมีเชิง 1 ใบ ส�ำหรับวางผ้า โป๊สเล็นเก่าและต้องมีรอยคล้ายหนอนด้น ทั้งรอยนั้น ขาวผ้าแดง ผืนขนาดผ้าเช็ดหน้าอย่างละผืน พร้อมด้วย จะไม่เหมือนกันทุกองค์ ส่วนที่สร้างด้วยเนื้อผสมเกสร เงินค่าครู 12 บาท และวางพระคาถาทับลงไป ส�ำหรับ จะไม่มีการเคลือบปูน ผิวจะมีรอยปูไต่ทุกองค์ปรากฏ เงินนัน้ เสร็จแล้วให้ซื้อของใส่บาตรอุทิศถึงเสด็จปู่พรหม ทางด้ า นหลั ง ซึ่ ง มี ค วามงามไปคนละอย่ า ง และใช้ รังสี ผ้าขาวผ้าแดงไว้ส�ำหรับลงยันต์หวั เสาปลูกเรือนก็ได้ อนุมานในการพิมพ์แบบอืน่ ๆ ได้ โดยหากใช้ความสังเกต ควรกระท�ำก่อนเที่ยง เลยไปแล้วเป็นวิกาลโภชนา และ ให้ดีแล้วจะหยิบเพชรในตมได้ในราคาไม่แพงและได้ ห้ามมิให้ใช้มัจฉะมังสาหาร เพราะท่านเป็นพระพรหม ของดีใช้ ปลอมเท่าไรก็ไม่เหมือน ของปลอมมีบ้างแล้ว ชั้นสุธาวาส ไม่ฉนั เนื้อสัตว์ ต่อจากนัน้ ให้จุดธูป 5 ดอก แต่ มั น เป็ น เรื่ อ งนอกต� ำ รา คนจึ ง ไม่ ส นใจกั น ผู ้ ที่ รู ้ มี เทียน 2 เล่ม ว่านะโม 3 จบ บูชาพระรัตนตรัย สัคเค น้อยตัว 65

สีขององค์พระ 1 สีแดงดั่งเมฆยามสนธยา 2 สีเหลืองดั่งพระจันทร์เพ็ญ 3 สีขาวนวล 4 สีเทาดังหมอกอรุณ 5 สีลายคล้ายนกกระทา 6 สีคล้ายหน่อไม้สดปลอกเปลือก 7 สีขาวอมเหลือง 8 สีใบลานตากแห้ง 9 สีดอกพิกุลแห้งหรือสีช็อคโกแลต มวลสารวัสดุมงคลวิเศษ 1 นุ่น ทั้งใยและเมล็ด ใยนุ่นมีคุณภาพในทางประสาน ตัวของเนื้อพระ เมล็ดนุ่นมีน�้ำมันพืชช่วยให้เกิดการ หนืดนุ่ม เคยค้นพบทั้งเมล็ดที่ไม่บดละเอียด นุ่นเป็น อาถรรพ์วัสดุ เนื่องจากเป็นของเบาเป็นความหมาย ของค�ำว่า “ชาตรี”” คือ การแบ่งเบา ชาตรีเป็นกฤต ยาคมที่เหนือคงกระพัน คือถูกหนักเป็นเบา ที่เรียก กันว่าคงกระพันชาตรีนนั้ ไม่ถูก พระบางชนิดมีเพียง คงกระพัน บางชนิดมีทั้งคงกระพันและชาตรี เช่น พระคง พระหลวงพ่อโต จะทนไม้ดีกว่าพระเครื่อง ชนิดอื่น หากเป็นพระชนิดคงกระพันจะถูกตีสลบ โดยมิได้มีบาดแผลเท่านัน้ มิสามารถยืนหยัดอยู่ได้ 2 ผงใบลานจารึกพระไตรปิฎกและสมุดข่อยเผาไฟ เรียกว่าเชื้อสูตรเชื้อธรรม มีส่วนให้องค์พระเกิดสี เทาหม่น 3 ปูนขาวแช่น�้ำจืดแล้ว มิใช้ปูนตาย ปูนสอ อะไรนัน่ เพราะจะใช้ผสมองค์พระไม่รวมตัว ไม่เชื่อทดลอง ดูก็ได้ 4 น�ำ้ มันทัง น�ำ้ มันงา ท�ำให้เกิดการยึดตัวและเกิดความ หนืดนุ่มในเนื้อพระ 5 ข้าวสุกหรือข้าวตากแห้งที่สะสมไว้ 6 ผงพระอักขระวิเศษซึง่ รจนาโดยเจ้าประคุณสมเด็จฯ โต ประกอบด้วยผงมูลกัจจายนะ 7 กบิลว่าน เกสรดอกไม้ ตัวยาต่างๆ 8 สารสีเขียวก้านมะลิสด เรียกว่าอินทรักษา 9 สารสีฟ้า คือชินสี เป็นมงคลวัสดุตามศัพท์ส�ำเนียง ว่า “ชินสีห์” แทนพระนามแห่งองค์พระบรมศาสดา หมายถึงพรหมรักษา 66

10 ดินเหลือง จันทรรักษา แทนตรีจันทร์ คือ อัฌทะ จันทราปะนะชายะเต 11 สารแดง พบเป็นเกล็ดเล็กๆ แห้งซีด คือจูซา ค�ำไทย เรียกว่าชาดจอแส ค�ำว่าจูหมายถึงรัตนชาติ เป็น สมุนไพรชั้นสูง มีอยู่ในผืนแผ่นดินใหญ่จีน สีแดง คล้ายเลือดหมูมีแม่น�้ำเงินแทรกอยู่ประปราย ราคา ปัจจุบันในท้องตลาดหนักบาทละ 600 บาท เท่า ราคาทองค�ำ เป็นมงคลวัสดุทางโภคทรัพย์ (ชาวจีน ถือว่าสีแดงเป็นสีแห่งมงคล) ชนิดรองมีชื่อว่างึ่นซา ค�ำว่างึ่นแปลว่าเงิน แต่กลับมีเจ้าน�้ำเงินน้อยกว่า ชนิดแรก ทั้งราคาก็ผิดกันมาก เรียกว่าชาดหรดาร มีปรากฏอยู่ในการสร้างพระของเกจิอาจารย์สมัย ก่อน เช่นหลวงพ่อหม่น วัดคลองสิบสอง ล�ำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และพระเครื่องของวัดสะพานสูง วัดสามพระยารุ่นเก่า ที่ปรากฏสีแดงเรื่อในเนื้อของ องค์พระ เป็นอาถรรพ์วสั ดุแทนดวงอาทิตย์อทุ ยั จาก ค�ำว่าพินธุสุริยาปะนะชายะเต 12 ค�ำฝอยหรืออั้งฮวย เป็นมงคลวัสดุชนิดดีเยี่ยมเกิด ในลุ่มน�้ำคูลู ประเทศธิเบต เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง สีแดงคล้ายหญ้าฝรัน่ เท่าทีป่ รากฏพบเห็นในพระสม เด็จฯ บางองค์ โปรดอย่าเข้าใจว่าเป็นเนื้อพริก พริก เป็นอัปมงคลวัสดุ ทิ้งไว้นานมีสีด�ำ เป็นของเผ็ดร้อน โปรดอย่าไปคิดนอกคอกแบบเปลือกกล้วยหอมสด และเนื้อปนกระยาสารทเลยไม่มีดอก ให้ท่าน เอา กระยาสารทมาส่วนหนึ่งแล้วผสมปูนขาวลงต�ำใน ครก ต�ำไปสักพักขว้างหัวสุนขั ร้องลั่นทีเดียว เพราะ ปูนกับน�้ำตาลถูกกันไม่ได้เป็นแข็งตัวทันที 13 เจ้าน�้ำเงิน อาถรรพ์วัสดุทางโภคทรัพย์ 14 ผงทองค�ำบางสะพาน ต้องเป็นผงทองธรรมชาติ มิใช่ผงตะไบทองเหลืองแบบพระพิมพ์วัดสุทัศน์ มัก จมอยู่ในเนื้อเนื่องจากเนื้อทองมีส่วนที่เป็นน�้ำหนัก กว่าวัสดุชนิดอื่น 15 หินอ่อนชิ้นเล็กๆ จะแท้หรือปลอมก็ตอนนี้แหละ จะปรากฏมี อ ยู ่ ในองค์ พ ระสมเด็ จ ถึ ง 99% หาก พิ จ ารณาเพี ย งผิ ว เผิ น จะแลดู ค ล้ า ยก้ อ นผงที่ บ ด ไม่ละเอียด หรือคล้ายพระธาตุ เป็นชิ้นส่วนที่ส่ง เสริ ม สั ญ ลั ก ษณ์ อั นงดงามแก่ พ ระพิ ม พ์ ส มเด็ จ ฯ ก่อนที่จะย่อยเป็นชิ้นส่วน ต้องน�ำหินอ่อนดังกล่าว มาทั้งแผ่นจารึกพระคาถา พระยาธรรมิกราชลบ

ถมจนได้ที่ จึงน�ำไปย่อยเป็นชิ้นส่วน (พระยาธรรมิก ราช มีหน้าที่บันดาลความเป็นตายแก่มนุษย์ตามยุค คราวที่ยังไม่ถึงเวลา เช่นโรคระบาด แผ่นดินถล่ม ซึ่งเป็นการตายหมู่และตายห่าตายโหง) พระคาถา ดังนี้ สุสุ ระระ ทาทา อะอะ สะสะ โสโส โนโน โร อัสสะ ใช้ลงหินอ่อนแช่นำ�้ กันและแก้กนั อหิวาตกโรค (อยู่ตรงนี้เองที่กล่าวกันว่า พระพิมพ์สมเด็จแก้กัน อหิวาตกโรคได้ ผู้เขียนได้หักพระสมเด็จดูหลายองค์ ก็พบเห็นจริงอย่างว่า) กันพยาธิทั้งปวงได้ ก็ท่านเจ้า ประคุณสมเด็จฯ ได้จารึกหินอ่อนแช่ไว้เป็นทานใน สระน�้ำวัดระฆังนัน่ เอง 16 ทรายจตุรงค์และทรายเบญจรงค์ พระสมเด็จที่แท้ จริง ไม่ว่าจะเป็นวัดระฆัง วัดบางขุนพรหม มีทราย เป็นส่วนประกอบทัง้ สิน้ ด้วยเหตุนพี้ ระสมเด็จจึงมีนำ�้ หนัก มิใช่หนักนัน้ เกิดจากอ�ำนาจกฤตยาคม เพราะ สภาวธรรมเช่ นนั้น ไม่ มี น�้ ำ หนัก อะไร โดยเฉพาะ พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้ามีทรายและแร่ธาตุเต็มยศ ทีเดียว และเป็นทรายชนิดเดียวกับที่ใช้สร้างพระ พิมพ์ขุนแผนและพระนางพญา พิษณุโลก (พระ กษัตริย์สร้าง) พระนางพญา พิษณุโลกนัน้ สมเด็จ พระราชชนนี พ ระนางเจ้ า ศรี วิ สุ ท ธิ ก ษั ต ริ ย ์ แห่ ง พิษณุโลก (พระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวร) เป็ น ประธานในการสร้ า ง ส่ ว นพระสกุ ล ขุ น แผน สุพรรณบุรีนนั้ สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นประธาน ในการสร้าง สมเด็จพระวนรัตน์ วัดป่าแก้ว ทรง เป็นประธานในการปลุกเสก มวลสารจึงมีลักษณะ เช่นเดียวกัน และจัดอยู่ในบันทึกพระคัมภีร์พิชัย สงครามสืบต่อกันมา ประเภทของทรายมีดังนี้คือ ทรายแก้ว มีลักษณะสดใสดั่งเพชร ทรายนิลหรือ ตุ๊กต�่ำมีลักษณะสีด�ำมัน ทรายค�ำมีลักษณะสีเหลือง คล้ า ยบุ ศ ราคั ม ทรายแดงเกิ ด อยู ่ ต ามบ่ อ แร่ ดี บุ ก เป็นก้อนสีแดงคล้ายทับทิม มีผู้ทึกทักว่าเป็นรัตน ชาติทับทิม ทรายแดงจะไม่มีลักษณะโตพอจะท� ำ หัวแหวนได้ เป็นทรายเม็ดเล็กๆ ถ้าผูเ้ ขียนพบจะเอา รักป้ายทับ เพื่อกันคนบ้าคลั่งในด้านวัตถุ เช่นนี้เรียก ว่าทรายจตุรงค์ หากเพิ่มทรายสีช�้ำเลือด (มีปรากฎ ในพระนางพญา) ผู้เขียนเรียกทรายชนิดนี้ว่าทราย มรกต ท�ำไมมรกตจึงไม่มีสีเขียวดั่งปีกแมลงทับล่ะ

ตระกูลของมรกตมีอยู่ 13 ชนิด มีอยู่ชนิดหนึ่งมีสี ดั่งเห็ดตับเต่าเป็นมรกตชั้นสูงรองจากมรกตครุฑธิ การ เรียกว่ามรกตนาคสวาท เป็นอาภรณ์ ประดับ แห่งองค์กษัตราธิราช หากหาไม่ได้ให้ใช้ทรายสีขาว ขุ่นคือทรายเงินแทน หากมีครบครันนับเป็นยอด พระสมเด็จฯ ทีเดียว ทรายมีความดีอย่างไร พระ เดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะวิตตักโกกล่าวว่า กรวด ทรายคือแม่พระธรณีปถวีธาตุ ประเสริฐยิ่งนัก ใจดี ดั่งพ่อแม่บังเกิดเกล้า ใครจะเหยียบย�่ำ จะถ่ายรด ไม่ถือโทษโกรธเคือง อย่าเห็นว่าเป็นดินทราย ไม่มี หั ว ใจ ความจริ ง มี เจ้ า ของรั ก ษาคื อ แม่ พ ระธรณี เพียงแต่ขอพรใส่ศรีษะเดินทางไปในที่เปลี่ยว ยัง คุ ้ ม กั น ภยั นตรายนานาประการได้ อย่ า เห็ น เป็ น ของเล่น และท่านสั่งให้คุณโกศล ปัทมสุนทร น�ำ ก้อนกรวดที่มีอยู่ทางอ�ำเภอบางบ่อมาจ�ำนวนหนึ่ง เสกเป็นปถวีธาตุในครั้งสุดท้ายของการเสกของดี จัดเป็นวัตถุพุทธาธิคุณ ยากที่ผู้ใดจะได้ของแท้ไว้ เป็นสมบัติ ไม่มีทางตรวจสอบได้เพราะมันคือก้อน กรวดธรรมดา ท่านว่ากันได้แม้กระทั่งรังสีนิวเคลียร์ ทราย จตุรงค์ก็คือปถวีธาตุ ประกอบด้วยอาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ถ้าหากเป็นชนิดเบญจรงค์ก็เพิ่ม อากาศธาตุเข้าไปด้วย และตามต�ำราบังคับให้เสกด้วย พระคาถาพรหมสี่หน้า พระคาถามีดังนี้คือ สะหัส สะ สีเส ปิเจ โปโส สีเส สะตัง มุขัง มุเข มุขา สะ ตังชิวหา ชีวะกับโป มหิทธิโก นะสักโกติ จะวัณ เณตุง ทิสาเสลิง สัตถุโน คุณันติ เสกทรายหว่าน ทั่วทิศหาอันตรายมิได้เลย ฟังนะครับ พระพิมพ์ สมเด็จรูปสี่เหลี่ยม ทรายจตุรงค์ คาถาพรหมสี่หน้า ถึงพร้อมด้วยองค์สี่ คืออริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นัน่ แล

67

สถานสถิตของพระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้า

จากการสันนิษฐานอาจมีหลงเหลืออยู่ตามเพดาน พระราชวั ง และวั ง บางแห่ ง แต่ บ างส่ ว นก็ ถู ก รื้ อ ค้ น ออกมาเป็นระยะเวลานานปีแล้ว เช่นค้นพบที่เพดาน วังบูรพาภิรมย์ ในคราวที่รื้อวังสร้างเป็นโรงภาพยนตร์ แกรนเธียเตอร์ ได้พบพระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้าซุกซ่อน อยู่ประมาณ 2 ตุ่ม นับเป็นจ�ำนวนพระพิมพ์หลายพัน องค์ ค้นพบที่เพดานพระอุโบสถวัดไทร จังหวัดราชบุรี 1 บาตรดินโบราณจ�ำนวนพระพิมพ์ประมาณ 500 องค์ มีฝ้ากรุจับแน่นหนาไม่ชวนมอง มิได้มีบันทึกให้ทราบ ความเป็นมาแต่อย่างใด เพียงแต่มีผู้สันนิษฐานว่าอาจ จะเป็ น พระสมเด็ จ รุ ่ น เก่ า เมื่ อ มี ค นต้ อ งการหนัก เข้ า ก็ประสบกั บ วั ด ไทรฝีมือราชบุรี ในการท�ำ บุญองค์ ล ะ 300 บาท หลังจากเลิกเห่อแล้วเลยขยาด ไม่ทราบว่าไป โดนวันไทรไหนเข้า เพราะมีหลายวัดด้วยกัน เท่าที่สืบ ทราบ วัดไทรราชบุรีไม่มีการจ�ำหน่ายพระสมเด็จฯ เพียง แต่ท่านเจ้าอาวาสระบุเงื่อนไขว่าต้องน�ำตลับทองค�ำไป รับและต้องใช้เป็นกุฏิตลอดกาล มิใช่ถอดพระออกผลัด ให้คนอืน่ ไปรับอีก และจะเลือกแจกเฉพาะผูท้ เี่ ห็นสมควร เท่านัน้ โดยถือว่าเป็นสาธารณสมบัติ แต่ก็มีการผิดหวัง ส�ำหรับผู้ที่จะเล็งผลเลิศในด้านการค้า เพราะพิจารณา ไม่ออกเอาจริงๆ ครั้งหนึง่ เล่าว่าทหารอากาศกลุ่มหนึง่ เจาะพระเจดีย์ได้แถวมฤคทายวัน หัวหิน ได้พระพิมพ์ สมเด็จเจ้าฟ้ามา 1 บาตร มอบให้เจ้าอาวาสวัดหนึ่งที่ อ�ำเภอพระประแดง เจ้าอาวาสก็ใจดีแจกจนพระหมด และคุยเสียด้วยว่าพระพิมพ์นี้อายุ 70 ปี ถ้านับเวลาที่ แตกจากกรุเดิมก็คงจะเป็นระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ส�ำหรับพระอารามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอยู่ด้วยกัน 5 พระอาราม โปรดเกล้าให้สร้างพระเจดีย์ ขึ้นทางด้านหลังพระอุโบสถอีกหลายวัดประมาณ 16 องค์ด้วยกัน ผู้เขียนจะไม่ระบุชื่อ วัดเพื่อหลีกเลี่ยงการลอบขุดค้น ท�ำลาย พระราชาคณะบางท่าน ก็ทราบเรื่องเคยคุยกับผู้เขียนว่า เรารู ้ แต่ ชี้ บ อกไม่ ได้ ก ลั ว ขโมย แต่พระเจดีย์เหล่านี้จะทันบรรจุ พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้าหรือไม่ยัง 68

เป็นที่สงสัย เพราะตามพระราชพงศาวดารกล่าวถึงการ เสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั นัน้ เป็นระยะเวลาหลังจากการสร้างพระพิมพ์สมเด็จเจ้า ฟ้าไม่นานเท่าไร เป็นเพียงสันนิษฐานว่าน่าจะมีพระพิมพ์ สมเด็จฯ วัดระฆังบรรจุอยู่บ้าง เพราะในสมัยดังกล่าวมี พระคณาจารย์และส�ำนักสร้างพระพิมพ์ส�ำนักใดดีเด่น ไปกว่าส�ำนักวัดระฆังโฆสิตาราม การสร้างพระเจดีย์ก็ ย่อมมีการบรรจุพระพิมพ์พระเครื่องเป็นหลักธรรมดา ทั้งเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็ทรงเป็นที่โปรดปรานและไว้ วางพระราชหฤทัยซึ่งก็เป็นที่ทราบดีอยู่ทั่วไปแล้ว เว้น แต่ทรงพิมพ์จะแตกต่างกันออกไปตามความประสงค์ ของเจ้าภาพซึ่งต้องการ ซึ่งทางเจ้าภาพจะต้องลงมือ สร้างเองเพียงแต่อาศัยผงวิเศษของส�ำนักวัดระฆังและ รวบรวมผงวิเศษจากแห่งอืน่ สมทบ โดยเพียงเจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นองค์ประธาน ในการปลุกเสกให้เท่านัน้ เช่น พระพิมพ์สมเด็จตะกัว่ ถ�้ำชาของวัดบวรมงคล (วัดลิงขบ) ลักษณะของกรอบซุ้มจะผิดเพี้ยนกับของวัดระฆัง และ วัดนี้ได้รับการบูรณะในรัชสมัยแผ่นดินที่ 4 ส่วนการที่มี ผู้สันนิษฐานว่าพระพิมพ์กลีบบัวของวัดบวรมงคล เป็น พระพิมพ์ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างนัน้ ผู้เขียนเองยัง ข้องใจ พิจารณาจากมวลสารและพุทธาธิคุณแล้วเห็น ว่ า อ่ อ นแอนัก ไกลกั บ พระสมเด็ จ อื่ น มากมายที เดี ย ว หากจะหันมาพิจารณาพระพิมพ์วัดราชนัดดาซึ่งแตกกรุ ออกมาในเร็ววันนี้ จะพบความแห้งประกอบด้วยทราย จตุรงค์แบบพระพิมพ์นางพญาพิษณุโลก รังสีกฤตยาคม เท่าเทียมพระสมเด็จฯ ยังจะน่าคิด เพราะปรากฏว่าเจ้า ประคุณสมเด็จฯ ชอบมานั่งเล่นที่วัดนี้เสมอ ส่วนการ จะสร้างพระพิมพ์ทางวัดก็จัดการสร้างขึ้นเอง ไฉนจะ ต้องมาใช้ท่านผู้เฒ่าเพียงแต่ท่านแนะน�ำในการสร้างผง วิเศษและช่วยเป็นประธานในการปลุกเสกก็วิเศษแล้ว มีผู้ทดสอบพระพิมพ์วัดราชนัดดานอกกรุ พิมพ์ก�ำแพง พลูจีบแล้วปรากฏว่าเป็นพระพิมพ์ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ปลุกเสก และยังพบพระพิมพ์แบบสมเด็จดินเผาอีกหลาย แบบมีทั้งแบบสี่เหลี่ยมและแบบสามเหลี่ยม เป็นสิ่งน่า คิด ขณะนี้ราคาอย่างสูงไม่เกินองค์ละ 5 บาท ยังขาย ยาก ของดีเป็นเช่นนี้แหละ ทางวัดราคาตั้งแต่องค์ละ 200 บาทถึง 900 บาท ให้สังเกตเนื้อแห้งแร่ชัดและ จัดการตรวจสอบทางพุทธคุณประกอบจะตกใจมาก หาก ศึกษาจนช�่ำชองมีเงิน 5 - 10 บาทก็หาพระชั้นดีใช้ได้

มัวแต่อาศัยความเห็นผู้อื่นบางทีมีเงินเป็นแสนจะหา พระดีสักองค์ก็ไม่ได้ มีแต่ของอย่างว่า คราวหนึง่ ผู้เขียน ไปเที่ยวสนามพระเห็นพระสมเด็จวัดระฆังชนิดลงรัก ปิดทองทิ้งอยู่ในตู้ของตาแป๊ะแก่ผู้หนึง่ ไปทีไรก็เห็นอยู่ อย่างนัน้ แสดงว่าเป็นพระเก๊แล้ว เนื้อก็มองไม่เห็น ปิด ทองเต็มไปหมด และนักเลงพระก็เข็ดขยาดพระปิดทอง มามากแล้ว เจอแต่ทีเด็ดทั้งนั้น วันหนึ่งผู้เขียนเห็นว่า ปล่อยโอกาสให้นานเกินควรแล้ว สมควรเชิญท่านได้แล้ว จึงลองถามสนนราคาดู ตาแป๊ะแกพูดออกมาได้ว่า 80 บาท ความจริงพระขนาดนีไ้ ม่เกินองค์ละ 5 บาท หาก 10 บาทก็ดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว เมื่อใช้แว่นตรวจไม่ได้ ก็ลอง ก�ำหนดจิตดู เป็นสมเด็จวัดระฆังจริงๆ น่ะแหละ เลยมีส ปอนเซอร์จ่ายให้ไป 20 บาท พอเข้าตลับทองเท่านัน้ มีผู้ ตีราคาให้ 30,000 บาท ไม่เห็นมีผู้ใดว่าปลอมยิ่งไปตรวจ ทางในยิ่งแน่ชัด เป็นองค์ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ลงมือกด พิมพ์เองในพระอุโบสถ เห็นเหมือนกันทุกท่าน อย่าว่าแต่ 30,000 บาทเลย ท่านตั้งใจมอบให้เราแล้วเราต้องรักษา จนถึงที่สุดถึงจะตกรถขอยอมเดิน ไม่ต้องแห่แล้วถ้าดูกัน เก่งจริงคงไม่ถึงเรา อุตส่าห์ให้โอกาสตั้ง 3 เดือน (แต่ก็ ยังแพ้เจ้าฟ้าแดง) การศึกษาเรื่องพระสมเด็จบางครั้งก็ เลยเถิดไป เช่นกล่าวว่าพระหลวงพ่อโตวัดบางกระทิง เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นผู้สร้าง ก็ตรวจดูทางในไม่ใช่ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็ไม่ทราบจะให้เชื่ออย่างไร หรือ ไปโมเมว่าพระหลวงพ่อโตที่สร้างติดแผงในพระอุโบสถ วัดระฆังและพระเจ้าสิบชาติของวัดระฆังเป็นพระเจ้า ประคุณสมเด็จฯ สร้างไว้ น่าจะคิดว่าวัดระฆังนัน้ สร้าง มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมมีชื่อเรียก ว่าวัดบางหว้าใหญ่ มีเจ้าอาวาสครองวัดมากี่รุ่นแล้วก็ไม่ ทราบ คิดเพียงสมัยรัตนโกสินทร์ซงึ่ สมเด็จพระสังฆราชสี เป็นเจ้าอาวาสครองวัด ก็น่าจะมีพระพิมพ์ชนิดนี้ปรากฏ อยู่แล้ว หรือว่าคนสมัยโบราณสร้างพระไม่เป็น เป็นแต่ สมเด็จโตผูเ้ ดียว ก็พระพิมพ์พระเจ้าสิบทัศนัน้ เขาใช้แทน กระเบือ้ งมุงหลังคาโบสถ์ พระหลวงพ่อโตก็เป็นพระพิมพ์ สมัยอยุธยา วัดไหนก็มีอยู่ดาษดื่น พระพิมพ์พระเจ้าสิบ ชาติหรือสิบทัศนัน้ เป็นศิลปะยุคแผ่นดินรัชกาลที่ 4 หรือ ? พระพิมพ์หลวงพ่อโตของเจ้าประคุณสมเด็จฯ นัน้ มีอยู่ แต่มักเป็นพระผงสีขาวและเป็นปางสมาธิแบบพระสกุล ขุนแผนท่านก็สร้างเป็นเนื้อผงเช่นกัน แต่ไม่นิยมมากนัก เพราะมิใช่เป็นพระปางประจ�ำวันพฤหัสบดีอันเป็นวัน ชาตะขององค์ท่าน

ขอย้อนกล่าวถึงมหาพิธีกรรมพุทธาภิเศกพระพิมพ์ สมเด็จเจ้าฟ้าอีกครั้ง ครั้นเสร็จพิธีแล้วพระวิปัสสนา จารย์ทรงคุณวุฒิทั้งหลายเมื่อยามจะอ� ำลาสู่ส�ำนักเดิม อาจมีบางท่านประสงค์จะได้พระพิมพ์เพื่อบรรจุเป็น อุเทสิกะเจดีย์สืบพระบวรพุทธศาสนา ในท้องถิ่นธนบุรี นนทบุรี พระนคร และพระนครศรีอยุธยา และโดยเฉพาะ วัดระฆังโฆสิตารามย่อมมีส่วนในการนี้ด้วย ในขณะที่ พระพิมพ์ยังไม่มีการบรรจุเจดีย์ มีส่วนหนึง่ ถูกบรรจุใน ไหกระเทียมฝังไว้ริมเขื่อนวัด ต่อมาจึงได้สร้างเจดีย์ขึ้น บรรจุพระพิมพ์ที่เหลือ ต่อมาตลิ่งเกิดท�ำลายลงโดยคลื่น ในแม่น�้ำเจ้าพระยาอันเชี่ยวกราก พระพิมพ์บางส่วนซึ่ง บรรจุไว้ในไหกระเทียมร่วงหล่นลงสูก่ น้ แม่นำ�้ โดยปราศจาก ผู้รู้เห็น พรานเบ็ดแถวหน้าวัดได้เกี่ยวติดเบ็ดปลาเข้าได้ โดยบังเอิญ และน�ำออกแจกจ่ายโดยไม่คิดมูลค่าและ ไม่น่าจะมีการปลอมแปลงโดยมิได้ประโยชน์ตอบแทน กาลเวลาล่วงไปก็ร้อน ถึงองค์เจดีย์ท�ำท่าจะทรุดตกน�้ำ ตามไหกระเที ย มไปอี ก สมเด็ จ พระพุ ท ธโฆษาจารย์ เจริ ญ อิ ศ รางกูร ณ อยุธยาเป็นเจ้าอาวาส ครองวัดระฆัง ได้สงั่ รือ้ เจดียแ์ ละ น�ำพระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้าออกกอง ไว้ตามชุกชีฐานพระประธานและ ตามโคนไม้ภายในบริเวณวัด ใน ครั้งกระนัน้ ปราศจากผู้คนเหลียวแล แลเป็นสมัยที่ท่าน เจ้าคุณพระเทพสิทธินายก (หลวงปู่นาค) บรรพชาเป็น สามเณร ต่อมาได้มีผู้ศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนา สร้างเจดีย์บรรจุพระพิมพ์เหล่านัน้ ทั้งหมด แต่เจดีย์นนั้ มีอายุอยู่ได้ไม่นานก็ต้องถูกรื้อเพื่อสร้างเป็นถนนทางเดิน เท้า พระพิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้าถูกทอดทิ้งอีก หลวงปู่นาค กล่าวว่าเป็นพระพิมพ์ชนิดต่างๆ หลายแบบจะเป็นพระ สมเด็จหรือไม่ ก็ไม่ทราบ ท่านได้เลือกไว้บ้าง ต่อมาก็มี ผู้ขอไปจนหมดสิ้น ทางวัดก็สิ้นศรัทธาเพราะท่านจะไม่ จ�ำพรรษา ที่วัดระฆังเสียเป็นแน่ ท่านมิได้สังกัดโดยตรง ครานี้เองชาวบ้านต่างก็พากันมาขนเอาไปอย่างเสรี บาง คนได้ไปเป็นปี๊ป แต่ก็เหลือใช้เพียงแต่รอว่าหากวัดใดมี การสร้างเจดีย์ก็จะน�ำเข้าบรรจุเท่านัน้ จึงเป็นการยากที่ จะสันนิษฐานว่าจะอยู่ในเจดีย์ใดบ้าง พระพิมพ์เหล่านี้ แทบจะเรียกว่าเป็นพระกรุน�้ำ เพราะถูกบรรจุกรุใกล้ริม แม่น�้ำเจ้าพระยา ได้รับความชื้นชั่วนาตาปี สุนทรียภาพ 69

ทรุดโทรมลงอย่างน่าเวทนา และตอนที่ชุลมุนวุ่นวายใน ระยะนี้เจดีย์ของคุณยายข�ำก็พลอยถูกรื้อออกบ้าง พระ พิมพ์เลยรวมสับสนปนเปกันโดยไม่มีการสนใจ แต่ของ คุณยายข�ำนัน้ มีการสร้างจากแม่พมิ พ์ของวัดระฆังเท่านัน้ มิได้สร้างแบบพิมพ์อื่น ต่อมาพระพิมพ์รุ่นนี้ถูกน�ำเข้า บรรจุเจดียจึงไม่พน้ ทีจ่ ะมีพระคุณยายข�ำปะปนอยู่ พิมพ์ก็ พิมพ์เดียวกัน ความเก่าก็พอๆ กัน อิทธิคุณก็ไม่เลว มอง ดูผิวเผินแล้วคล้ายคลึงกันยิ่งนัก เนื่องจากคุณยายข�ำแก กว้างขวางในวงการพระคณาจารย์อยู่มิใช่น้อย เป็นการ แน่นอนว่าแกจะต้องท�ำพิธอี ปุ สมบทพระเครือ่ งของแกให้ เป็นการถูกต้อง (ท่านเจ้าประคุณชลประทาน ธนานุรักษ์ กล่าวกับผู้เขียนว่า พระสมเด็จยายข�ำนะหรือ ยิงไม่ออก เลยนะ) แต่เราก็ต้องใช้ความช�ำนาญและประสบการณ์ ในการพิจารณาให้ถกู จุด แม้แต่ผเู้ ขียนเองก็ยงั รูส้ กึ หนักใจ ไม่น้อย เพราะไม่สามารถหักดูทุกองค์ได้ ถ้าหักพลาด ไปก็แย่เหมือนกัน แต่ก็พอสู้ไหวเพราะเหมือนกันเพียง ผิ ว นอกเท่ า นั้น เคยมี น ายทหารชั้ นนายพลผู ้ ห นึ่ง เช่ า พระสมเด็จวัดระฆังมาในราคา 80,000 บาท พอตกหัก จึงทราบว่าเป็นพระสร้างด้วยปูนพลาสเตอร์ นัน่ แหละ ทรงพิมพ์ความเก่าความนึกนุ่มและอิทธิคุณไม่ต้องกล่าว ถึ ง ละ การรื้ อ เจดี ย ์ ค รั้ ง หลั ง นี้ มี ผู ้ ยื น ยั น ว่ า อยู ่ ในราว ปี พ.ศ. 2460 ที่อยู่ใกล้จึงทราบ ที่อยู่ไกลไม่ทราบก็ไม่ ทราบจริงๆ เพราะถือว่าเป็นเรื่องไม่ส�ำคัญและไม่มีการ ออกข่าว ต่อเมื่อพระพิมพ์ถูกบรรจุกรุและเก็บง�ำกันหมด แล้ว เริ่มมีราคาเช่าซื้อกันเป็นมูลค่าองค์ละ 5 บาท ผู้ เล่าตอนนัน้ เป็นเพียงพลทหารเรือกรมอู่ บ่นว่าไม่มีเงิน และเสียดายนักหนาจนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อวันรัชฎาภิเศกล้นเกล้าในรัชกาลองค์ปัจจุบัน มี หนังสือพิมพ์รายวันลงข่าวว่ามีการพบกรุพระพิมพ์สมเด็จ นับเป็นข่าวเกรียวกราวอยู่พักหนึ่ง ว่าเกิดปาฏิหาริย์มี พระพิมพ์สมเด็จลอยแพมาจากวัดระฆังมุ่งตรงมายัง ท่าน�้ำหน้ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ มีผู้คนพากัน เก็บได้เป็นจ�ำนวนมาก หัวหน้าแผนกท่านหนึง่ แห่งมหา วิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ได้กว้านเช่าไว้ได้หลายองค์ และได้นำ� พระสมเด็จดัง่ กล่าวไปให้ผสู้ นั ทัดกรณีพจิ ารณา ลงความเห็นว่าเป็นพระสมเด็จวังหน้า อาจสร้างเสร็จ แล้วบรรจุไว้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยที่นนั้ แต่เดิม เป็นกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ต่อมาพระพิมพ์ 70

เหล่านี้อาจร่วงหล่นอยู่ในน�้ำ เป็นของแท้ไม่แปลกปลอม เมือ่ ผูเ้ ขียนทราบข่าวก็นกึ ออกว่าก่อนหน้าจะมีขา่ วประมาณ 10 วัน ได้พบพระสมเด็จพระราชวังหน้าชุดนี้กองอยู่ โดยปราศจากผู้เหลียวแล (ไม่เหลียวแลมาตั้งแต่ครั้ง อยู่วัดระฆังแล้ว) ผู้เขียนพิจารณาดูก็ทราบว่าเป็นพระ พิมพ์สมเด็จเจ้าฟ้า แต่กายวิภาคดูทรุดโทรมน่าเวทนา จึ ง ไปยื นดู ว ่ า ผู ้ ใดจะมี ว าสนาและดู พ ระเป็ นกั น บ้ า งก็ เห็นมีน้อยคนเต็มที ส่วนมากพากันเบือนหน้าหนีหมด เพราะความเข็ดขยาด ผู้เขียนก็คันปากเต็มทนอยากจะ กล่าวความจริงแต่ระงับเสียได้ ครั้นจะลงมือเองก็เห็น ว่าเป็นสมบัติของส่วนรวมประการหนึง่ หาไว้ก็มีแต่คน ขอฟรี และยังแถมสวดลับหลังให้ช�้ำใจเสียอีก เฉยเสีย บ้าง และสอบถามได้ความว่าอารามบอยรุ่นใหญ่อยาก จะเที่ยวงานวันรัชฎาภิเศกแต่ขัดข้องด้วยทุนทรัพย์ตัว เองยังต้องอาศัยหลวงพี่หลวงน้าอยู่ มองไปมองมาก็เห็น เพียงเจดีย์คร�่ำคร่าปราศจากผู้คนเหลียวแลอยู่ 2 - 3 องค์ หรือบางทีจะมีของดีซุกซ่อนอยู่พอจะเกื้อกูลอาตมา ได้บา้ ง ครัน้ ปลอดผูค้ นก็พจิ ารณาองค์ทเี่ ก่าทีส่ ดุ นัน่ แหละ ไม่ต้องออกแรงเท่าไรเพียงดึงอิฐออกสองสามก้อน พระ พิมพ์สี่เหลี่ยมก็ร่วงพรูลงมาและก็มีจ�ำนวนไม่มากไปกว่า 100 องค์ ครั้นน�ำมาเสนอที่สนามพระก็มีแต่คนเบือน หน้าหนี ต้องเป็นชนิดเนื้อขาวแตกลายงาจึงจะเล่นกัน นีไ่ ม่ใช่ของเล่น (ท�ำนองทีว่ า่ เห็นโตดีวา่ โตบ้า ทีโตบ้ากลับ ว่าโตดี) ที่สุดก็ต้องจ�ำวัดในกระบะ อาภัพแท้ๆ นักเลง พเนจร สงสารจริงๆ คิดว่าถ้าเหยียบย�่ำกันนักจะเก็บ ให้หมดและไม่แจกใครเสียด้วย คนขายก็ดูเป็นเซียนผู้ หนึง่ เห็นว่าของจริง ขายก็ไม่ออกพูดก็ไม่เชื่อจึงรับเหมา พระทั้งหมดที่เหลือจ�ำนวน 40 องค์ ผนวกกับพระมือผี อีก 60 องค์ รวมเป็นพระ 100 องค์ คิดว่าต้องหาวัดให้ หลวงพ่ออยู่คนจึงจะเชื่อ จึงไปชวนเด็กกระโจนน�้ำแถว หน้ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ให้ร่วมมือกัน โดย พกพระติดตัวกระโจนลงในแม่น�้ำท�ำเป็นงมได้ เท่านั้น แหละคนเชื่อ นี่แสดงว่าการเล่นพระของคนสมัยนี้เล่น ตามอุปาทาน แม้ของปลอมเขาสร้างอุปาทานให้ก็เชื่อ มิได้เล่นโดยไตร่ตรองและใช้สติปัญญา บางคนฉลาดแต่ ก็ไม่เฉลียว ลองคิดดู ถ้าพระสมเด็จจมน�้ำอยู่หลายสิบปี จะคงสาระรูปอยู่ได้อย่างไร กระแสในล�ำน�้ำเจ้าพระยา พั ด จั ด เพี ย งใด ถ้ า หลวงพ่ อ มี อิ ท ธิ ฤ ทธิ์ ห นัก หน่ ว งดั่ ง ทอดสมอเหล็กก็ยังจะต้องถูกขี้ตะกอนดินทับถมจนหนา

กว่า 1 วา หรือมิฉะนั้นก็ต้องถูกกระแสน�้ำพัดพาออก นอกอ่าวไทยไปสู่มหาสมุทรมานานนม ฝูงปลาวาฬและ ปลาฉลามคงน�ำไปเลีย่ มตลับให้ลกู หลานแขวนคอกันเป็น ระนาว ท�ำไมไม่คิด ต่อมาก็มีพระสมเด็จกรุน�้ำหรือกรุ ธรรมศาสตร์เกิดอยู่พักหนึง่ แต่เปลี่ยนโฉมเป็นพระมือผี แล้วใครเขาจะเชื่อว่าเป็นของดี ถึงกระนัน้ ก็ยังหลอกลวง คนโง่และขายจนหมด เป็นการปล้นทรัพย์อย่างเลือดเย็น วจีทุจริต มโนทุจริต กายทุจริต เกิดชาติหน้าจะเสียรู้คน ร�่ำไป และไม่ได้เกิดในพระพุทธศาสนา เงินทองทุกบาท

ทุกสตางค์บริโภคเข้าไปเกิดเป็นเมล็ดโลหิต ก็เป็นโลหิตที่ ชั่ว ใช้สืบพันธุ์ออกมาก็เป็นพันธุ์ชั่ว นับเป็นคนนอกพระ ศาสนา ผลเกิดจากเหตุ เหตุชั่วผลก็ชั่ว เรื่องการตั้งชื่อ วัดแล้ว ไม่มีที่ใดเกินสนามพระวัดมหาธาตุ หนังสือที่ใช้อ้างอิง 1 สาสน์สมเด็จ 2 พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์

สมเด็จปูนสอ พิมพ์หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์

71

พระกริ่งคลองตะเคียน

หาท�ำเนียบวัดคลองตะเคียนไม่พบ จะมีวัดหรือไม่ ยังไม่ปรากฏหลักฐานอันแท้จริง ทราบแต่เพียงเป็นพระ เครื่องของจังหวัดอยุธยา เป็นที่ขึ้นชื่อลือนามมานาน แล้ว ปฐมบูรพาจารย์ผู้ปลุกเสกพระกริ่งคลองตะเคียน มีนามว่า หลวงพ่อด�ำ สมณศักดิแ์ ละฉายา ค้นไม่พบ ยัง มีนกั เลงดีถือตนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาการพระเครือ่ ง ขัน้ สุดยอด หัวเราะเยาะคุณลุงแก่ๆ คนหนึง่ ที่เรียกพระ กริ่งคลองตะเคียนว่า พระหลวงพ่อด�ำ ความจริงถูกของ ลุงแกที่เรียกเช่นนัน้ หลวงพ่อด�ำมีอายุพรรษาอ่อนกว่าเจ้า ประคุณสมเด็จโต พรหมรังสี 20 พรรษา เป็นพระคณาจารย์ ที่มีอายุคราวเดียวกับหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี จึงนับได้ว่าพระกริ่งคลองตะเคียน เป็นพระเครื่องในยุค รัตนโกสินทร์ พุทธลักษณะเท่าที่คน้ พบมีสองปาง คือปาง มารวิชยั และปางสมาธิ ประทับใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ลักษณะ ละม้ายไปทางพระคง จังหวัดล�ำพูน แต่บางและเส้นคม กว่า จารึกพระอักขระรอบขอบข้างและด้านหลังองค์พระ ก้นบุ๋ม ภายในบรรจุด้วยเมล็ดกริ่ง ขนาดและชนิด มี 3 ขนาด คือ ขนาดใหญ่ ขนาด กลาง และขนาดเล็ก ขนาดใหญ่เขื่องกว่าชนิดธรรมดา ประมาณเท่าตัว ขนาดกลาง มีทงั้ แบบหน้าเดียวและสอง หน้า ขนาดเล็กมีหน้าเดียว สี เท่าทีค่ น้ พบ มีสแี ดง สีขาว สีเขียวอมด�ำ และสีดำ � 72

กรรมวิธีการสร้างพระกริ่ง คลองตะเคียน

พระกริง่ คลองตะเคียนเป็นพระเครือ่ งดินเผา พืน้ ฐาน ของเนื้อผงก็คือดินอาถรรพ์ต่างๆ ซึ่งตามต�ำราบังคับไว้ ดังนี้ 1 ดินเจ็ดทุ่ง (เป็นมงคลวัสดุทางพืชมงคล) 2 ดิน เจ็ดท่า (เป็นมงคลวัสดุทางค้าขาย) 3 ดินเจ็ดป่า (เป็น มงคลวัสดุทางกันสัตว์ร้าย) 4 ดินเจ็ดโป่ง (เป็นวัสดุ อาถรรพ์ทางกันภัยภูตผีปีศาจ) 5 ดินอุดรูหนู 6 ดินอุด รูปนู า (ดินทัง้ สองชนิดนีเ้ ป็นอาถรรพ์วสั ดุในทางมหาอุด) 7 ดิ นขุ ย ปู ป ่ า (เป็ น วั ส ดุ อ าถรรพ์ ท างแคล้ ว คลาด) 8 ดินรังหมาร่าปิดพระกรรณ์ (เป็นมงคลวัสดุทางคุ้มกัน ภยันตรายน้อยใหญ่) 9 ดินรังหมาร่าปิดพระเนตร (เป็น มงคลวัสดุทางก�ำบัง) รวมดินมงคลและดินอาถรรพ์ 9 ชนิด น�ำมาคลุกเคล้าจนปราศจากแร่กรวดทราย เก็บไว้ ตอนหนึ่ง ต่อจากนั้นพึงลบลงนะพระอักขระวิเศษ จะ เป็นนะใดนะหนึง่ ก็ได้ แต่จะสร้างจนครบ 108 นะหรือ ไม่ ยังรวบรวมได้ไม่ครบ เมื่อได้ผงวิเศษพอควรแล้วน�ำ มาคลุกเคล้ากับดินวิเศษบริกรรมปลุกเสกจนได้ที่ น�ำ แผ่นทองแดงมาลงอักขระยันต์ หล่อหลอมเทเป็นเมล็ด ไข่ปลา เตรียมบรรจุเป็นเมล็ดกริ่ง ท่านให้หาไม้มงคล 9 ชนิดคือ 1 ไม้ราชพฤกษ์ 2 ไม้ชัยพฤกษ์ 3 ไม้กันเกลา 4 เถากันภัย 5 ไม้นนทรีย์ 6 ไม้โพธิ์ 7 ไม้รัง 8 ไม้เกตุ 9 ไม้จิกน�ำมาลงพระอักขระนวหรคุณปลูกศาลเพียงตา ตัง้ ราชวัตรฉัตรธง ล้อมสายสิญจน์ น�ำพระทีพ่ มิ พ์เสร็จลง

พระอักขระ บรรจุเมล็ดกริง่ ตากแห้งสนิท สุมเผาไฟจนสุก ระอุดี ครัง้ แรกได้พระสีแดง ต่อมาใช้วธิ เี ผาด้วยทรายขาว ได้พระสีขาว ต่อมาใช้แกลบข้าวเหนียวกันยาเผาได้พระสี ด�ำสนิท จึงถือเป็นมาตรฐานในการเผาครัง้ ต่อไป ต่อมารุน่ หลังได้ววิ ฒ ั นาการโดยใช้ใบไม้มงคล 9 ประการน�ำมาคัน้ เอาน�ำ้ ผสมดินวิเศษ คลอโรฟิลล์ของใบไม้ซงึ่ เป็นสีเขียวได้ แทรกซึมเข้าเนือ้ ดิน เมือ่ น�ำไปเผาจึงเกิดสีดำ� อมเขียว เป็น สีทงี่ ามมาก แต่ทนี่ ยิ มสร้างส่วนใหญ่กค็ อื สีด�ำ เพราะต้อง โฉลกกับนามของปฐมบูรพาจารย์ผู้ปลุกเสก

ท่าน ว่าลาภดี บางท่านว่าหากินฝืด แต่ทางนักเลงมิใช่อนื่ ไกล เป็นด้วยอุปเท่หแ์ ห่งพระอักขระวิเศษ ซึง่ แตกต่างชนิด กันนัน่ เอง ควรพยายามศึกษา อ่านอักขระธรรม อักขระขอม แลพระอักขระวิเศษให้ได้เสียก่อนทีจ่ ะสถาปนาตนขึน้ เป็น เซียนพระ และใครเรียกพระหลวงพ่อด�ำอย่าไปหัวเราะ เยาะว่าเขาเป็นกบในกะลา ใครเป็นกบกันแน่

อิทธิคุณขั้นพื้นฐานคือคงกระพันอันเกิดจากความ ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ข องเมล็ ด กริ่ ง นอกจากนั้น แล้ ว แต่ คุ ณ ภาพ ของพระอักขระวิเศษ ซึ่งมีอุปเท่ห์แตกต่างกันออกไป หา เหมือนกันไม่ ขอให้พจิ ารณาพระอักขระด้านหลังแล้วจะพึง ทราบเอง ถ้าเป็นนะค�ำนึงหา หรือนะอิธะเจ คุณภาพ ก็ไม่ แพ้พระหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์เลย หากเป็นนะมหาอุด ทางปืนก็ปลอดภัย จะหาความเมตตาก็หายาก จึงเป็นเรือ่ ง ถกเถียงและคลางแคลงใจส�ำหรับผูใ้ ช้ ไปถูกนะบางตัวเข้า เจ้าของบอกว่า พระกริง่ หลวงพ่อคลองตะเคียนรักษาชีวติ จากโรคภัยไข้เจ็บได้ดี บางท่านบอกว่าเป็นพระมงคลให้มไี ว้ บูชา จะได้พระเครือ่ งอืน่ ๆ มาเป็นสมบัตอิ ย่างง่ายดาย บาง

73

พระพิมพ์วัดเก๋งจีน จอมอภินิหารแห่งภาคตะวันออก ค�ำว่าอภินิหารหรือปาฏิหารย์ น่าจะหมายความถึง ปรากฏการณ์ที่นอกเหนือธรรมชาติ จะเป็นการบังเอิญ หรือฟลุค๊ ยังต้องพิจารณาอย่างเป็นสาระ ต้องเขียนจาก ความจริงมิใช่บทนิยาย เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อแต่มันก็ เป็นมาแล้ว เรื่องการยิงไม่ออก ฟันแทงไม่เข้า ผู้เขียน ยังไม่อยากจะนับเป็นอภินิหาร เพียงตีความว่าของนั้น ศักดิส์ ทิ ธิแ์ ละมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ของอ�ำนาจกฤตยาคม เท่านัน้ จากการค้นคว้าศาสตร์เร้นลับของผู้เขียน เริ่มตั้งแต่ อายุ 18 ปี ถืง 52 ปี ในปัจจุบนั นับว่ามีประสบการณ์พอ สมควร เฉพาะพระสมเด็จฯ ที่ใช้บูชาประจ�ำตัวก็ยังต้อง เล่ากันมากมาย นอกจากพระสมเด็จฯ แล้วยังมีพระม้ามืด ชนิดหนึง่ เปรียบเสมือนเพชรน�้ำหนึง่ อันประเมินคุณค่า มิได้ แต่ไม่มผี รู้ จู้ กั หรือรูจ้ กั ก็เป็นส่วนน้อยกว่าน้อย ผูเ้ ขียน ยอมรับนับถือเป็นอันดับสุดยอดของพระเมืองไทย โดย ปราศจากความตะขิดตะขวง พระ พิมพ์ชนิดนี้เป็นพระพิมพ์ใช้ติด ผนังพระอุโบสถ (ธรรมบูชา) สร้าง ขึ้ น โดยพระคณาจารย์ ลึ ก ลั บ มิ ใช่ อ าจารย์ ชื่ อ เสี ย งเกริ ก ไกร อย่างที่เขาเชียร์กัน ท่านชื่อว่า หลวงปู่สังข์ และหลวงปู่นาก ไม่ ทราบว่าผู้ใดเป็นศิษย์อาจารย์กัน เพราะเป็นเรื่องของ ต้นยุครัตนโกสินทร์ และวัดนี้ก็ร้างไปร่วมร้อยปีแล้ว ปัจจุบันแปรเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลประจ�ำจังหวัด มี อาณาเขตติดต่อกับวัดป่าประดู่ ยังคงทิ้งสัญญลักษณ์ คือ พระเจดีย์เก่าแก่ยืนหยัดทมึนอยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย ปลายยอดช� ำ รุ ด เป็ นที่ พั ก พิ ง ของนกเขาชวา แต่ เดิ ม ยอดเจดีย์เป็นทองค�ำบริสุทธิ์กล่าวกันว่ามีน�้ำหนักถึง 20 กิโลกรัม เนื่องจากเปล่าเปลี่ยว ร้างรา ปราศจากผู้คน สนใจ ในยามวิกาลคืนหนึง่ เมื่อ 40 ปี ล่วงแล้ว ถูกมือดี ลักลอบท�ำลายขายกินสิน้ ไปแล้ว ต่อมาประมาณ 20 ปีมานี้ เกิดพายุและอัสนียบาตผ่าแกนเจดีย์สัมฤทธิ์พังลงมา 74

เด็กเก็บไปขายเจ๊กได้ 8 บาท ทั้งๆ ที่มีน�้ำหนักโขอยู่น่า เสียดายจริงๆ ขณะนีว้ ดั ถูกรือ้ ถอนเพือ่ ท�ำเป็นโรงพยาบาล ประจ�ำจังหวัดระยอง ท่านพระครูพิสิษฐศุภการ ผู้ช่วย เจ้าอาวาส วัดป่าประดู่ เป็นแม่งานควบคุม น�ำพระประธาน ไปประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดไตรมิตร (วัดขวากลิง) อ�ำเภอเมืองระยอง ส่วนพระพิมพ์หลายชนิด มีผู้ที่ช่วย รื้อถอนขอไปบูชาบ้าง พวกเด็กๆ น�ำไปเล่นกันบ้าง จน บางคราวขุดค้นพบตามสนามหญ้าโรงเรียนเทศบาลวัด ป่าประดู่ เป็นของไม่อยู่ในความสนใจของผู้ใด ทั้งน่า เชื่ อ ว่ า ต้ อ งมี จ� ำ นวนไม่ น ้ อ ยกว่ า 84,000 องค์ ตาม จ�ำนวนแห่งพระธรรมขันธ์ เนื้อหาขององค์พระแบ่งออก เป็นสองชนิดคือ เนื้อชินชนิดหนึ่ง เนื้อตะกั่วชนิดหนึ่ง มี ทั้ ง ที่ ป ิ ด ทองและไม่ ป ิ ด ลั ก ษณะขององค์ พ ระมี อ ยู ่ หลายปางด้วยกัน เป็นปางประจ�ำวัน ทั้ง 7 ปางป่าเร ไลย์ ปางถวายพระเพลิง พระพุทธบาทจ�ำลอง พระเจดีย์ พระมาลัยโปรดสัตว์ นางกวัก สุนทรีวาณี นางภิกษุณี ล้วนแต่มีพุทธานุภาพแตกต่างกัน วัดนี้ชาวบ้านนิยม เรี ย กกั น ว่ า วั ด เก๋ ง หรื อ วั ด เก๋ ง จี น แต่ น ามเดิ ม คื อ วั ด จันทร์อุดม ไม่มีผู้นิยมเรียกและบางคนไม่ทราบด้วยซ�้ำ ไป เล่ากันว่าหลวงปู่สังข์ท่านนี้เอาการอยู่ คือไม่ยอม ลงโบสถ์กับเจ้าคณะแขวง เวลาจะนิมนต์ถึงกับต้องเอา หอกยอขึน้ หลังช้างไปจึงจะยอม ต่อมาสิน้ บุญท่านทัง้ สอง แล้ว ไม่มผี ใู้ ดกล้ารับต�ำแหน่งเจ้าอาวาสแทน วัดจึงร้างรา ไปในที่สุด ทุกวันนี้วิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ของท่านผู้เฒ่า ทั้ ง สองยั ง คงวนเวี ย นอยู ่ ใ นบริ เวณนั้น เอง ปรากฏมี คนไข้ของโรงพยาบาลหลายคนพบเห็นท่านในลักษณะ ของพระภิกษุชราห่มจีวรย้อมกลักสีคร�ำ ่ เนือ่ งจากการสร้าง โรงพยาบาลใช้ อิ ฐ หั ก กากปู น ของพระอุโบสถเดิมถมท�ำถนน พระพิมพ์ถกู เหยียบย�ำ่ ตามพืน้ ดิน มิได้ท�ำการสวดถอนโบสถ์ถอน เสมาถูกต้องตามพิธีการ ความ ไม่ราบรื่นในโรงพยาบาลจึงมีอยู่ เสมอ อยูด่ ๆี ไฟลุกขึน้ ก็มี

ในขณะทีผ่ เู้ ขียนยังเยาว์วยั ได้ไปนมัสการท่านเจ้าคุณ พระชลธารธรรมวาที อดีตเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บ�ำรุง จังหวัดชลบุรี เพื่อเสาะค้นของดี ท่านได้มีมุทิตาจิตมอบ พระพิมพ์ให้ผู้เขียนองค์หนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า นี่เขา เรียกว่า พระวัดเก๋งจีน เมืองระยอง นอกจากพระวัดเก๋ง ก็ มี พ ระวั ด บางเชื อ กหนัง เท่ า นั้น ที่ เชื่ อ ถื อ ได้ ผู ้ เขี ย น จึงอาราธนา ให้ท่านเล่าประวัติให้ฟัง ท่านเล่าว่า เมื่อ หลายปีมาแล้วมีพระรุกขมูลรูปหนึ่ง จาริกรอนแรมมา ปักกรดบ�ำเพ็ญสมณธรรม ที่บริเวณวัดร้างอ�ำเภอเมือง ระยอง (คื อ วั ด เก๋ ง จี น ) ได้ ป รากฏนิ มิ ต รอั น อั ศ จรรย์ ขณะบ�ำเพ็ญเพียร ครั้นกลับถึงวัดที่จ�ำพรรษาในจังหวัด อยุ ธ ยา ก็ น� ำ ความไปบอกเล่ า ให้ พ ระภิ ก ษุ รู ป หนึ่ง ซึ่ ง เป็นสหธรรมมิกฟัง ว่าวัดร้างแห่งหนึง่ ในภาคตะวันออก คือจังหวัดระยอง มีของดีวิเศษสุดกว่าแห่งใดเท่าที่เคย พานพบมา แม้พระในจังหวัดอยุธยาก็ไม่สามารถเท่า เทียมได้ ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า จังหวัดอยุธยา เป็นเมืองพระ มีทั้งพระกรุและพระเกจิอาจารย์มากมาย พระภิกษุผู้ได้รับการบอกเล่าได้จาริกมาถึงถิ่นวัดเก๋งจีน ร้าง ผลักบานประตูพระอุโบสถเข้าไป พบเห็นพระพิมพ์ เรียงรายอยูต่ ามแผ่นฝาผนังสุดคณานับ แต่กไ็ ม่มปี ญ ั ญา จะฉกฉวยเอาเป็นสมบัติ เนื่องในการส�ำรวมแห่งศีลใน ข้ออทินนาทาน จึงลุกขึ้นเฉวียงบ่ากระท�ำอัญชลีแด่พระ ผู้มีพระภาคเจ้าอันเป็นองค์สมมุติ ถือพระประธานใน พระอุโบสถ พลันอธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนา ทันใดนั้น ได้ ยิ น เสี ย งแป๊ ะ หล่ น อยู ่ ใกล้ ๆ กั บ ตั ว องค์ ท ่ า น ครั้ น เหลือบมองก็เห็นเป็นพระพิมพ์องค์หนึ่ง ท่านถือเป็น นิมิตรว่าเจ้าของเขาอนุญาตแล้ว จึงเก็บใส่ย่ามและเดิน ทางกลับอยุธยา ครั้นเรือยนต์แล่นมาถึงต� ำบลลานเท อันเป็นคุ้งน�้ ำกว้างใหญ่ไพศาล เกิดอุบัติเหตุเรือยนต์ พลิกคว�่ำกลางล�ำน�้ำ ผู้คนจมน�้ำตายไปหลายคน พระ ภิกษุรูปนัน้ ว่ายน�้ำไม่เป็น เสมือนเป็นดอน ได้ปล่อยตัว ให้ ก ระแสน�้ ำ พั ด ไปตามยถากรรม จี ว รหรื อ ก็ อุ ้ ม น�้ ำ ปานห่มมุ้งเราดีๆ นี่เอง ท่านรู้สึกตัวคล้ายฝันไป กระแส น�้ำได้พานพัดเข้าสู่ตลิ่งโดยมิได้ส�ำลักน�้ำแม้สักอึกเดียว นีจ่ ึงจะเรียกว่าอัศจรรย์ และพระภิกษุรูปนัน้ ยังสงสัยว่า จะเป็นด้วยบารมีของท่านหรือบารมีแห่งพระพิมพ์จึง ยกมืออธิษฐานแล้ววางย่ามซึ่งบรรจุพระพิมพ์เพียงองค์ เดียวลงสู่แม่น�้ำ และแล้วย่ามนั้นก็ลอยทวนน�้ำวนเป็น ทักษิณาวรรต เป็นที่อัศจรรย์ จากนั้นข่าวก็แพร่หลาย

เลื่ อ งลื อ กั น อยู ่ พั ก หนึ่ ง ครั้ น ผู ้ เ ขี ย นนมั ส การลากลั บ ที่ พั ก ได้ไปตรวจค้นดูตามห่อพระบน หิ้ ง บู ช าได้ พ บเห็ น พระชนิ ด ดังกล่าวอยู่ที่บ้านหลายองค์ จึง คิ ด ว่ า ปู ่ ย ่ า ตาชวดเราก็ หู ต าไว เป็ น ผู ้ รู ้ ส ถานะการณ์ เดิ น ทาง จากชลบุรีไปถึงเมืองระยองน�ำพระพิมพ์มาไว้เป็นสมบัติ กับเขาเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ละโมภน�ำมาแต่พอควรแก่ อัตภาพ (ผู้เขียนเคยคิดจะเก็บให้หมดวัดเพื่อแจก ไม่ใช่ ขายแต่ ก็ ห มดหวั ง ) ต่ อ มาเกิ ด กรณี พิ พ าทระหว่ า ง ประเทศไทยกับอินโดจีน มีการทิ้งระเบิดกันขนาดเบาะๆ ผู ้ เขี ย นมี เพื่ อ นรั ก อยู ่ ค นหนึ่ง ขณะนี้ ยั ง มี ชี วิ ต นามกร ว่า จ�ำลอง วีระแพทย์โกศล ทันตแพทย์ประจ�ำโยคีทอง พูน ตะแกไม่ชอบทางนักเลงแต่ผู้เขียนก็อดห่วงไม่ได้ และมอบพิมพ์นาคปรกให้ไว้ติดตัวองค์หนึ่ง คราวหนึ่ง ระเบิดลงที่กษัตริย์ศึก เจ้าเพื่อนเกลออยู่ในกลุ่มนัน้ ด้วย ตูมเดียวเท่านั้นถูกเข้าอย่างเต็มรักถึงเหาะได้ พอหล่น ลงมาลืมตาดูถึงกับขนหัวลุก เพราะปรากฏว่านับได้ถึง 70 ศพ ตัวขาดแขนขาดดาษดาไม่มีเหลือหลอ ไหงต่าง คนก็มีของดีไงล่ะ ตัวเองศรีษะบวมปูดนิดหน่อยไม่ถึง สิ้นสติ และไม่แตก เดี๋ยวนี้ผู้เขียนยังถามถึงและไปค้นดู ที่บ้านไม่เห็นพระพิมพ์องค์นนั้ เขานับถือไม่จริงกระมัง ท่ า นจึ ง ไม่ อ ยู ่ ด ้ ว ย ต่ อ มาผู ้ เขี ย นย้ า ยมารั บ ราชการที่ จังหวัดระยอง ก็เป็นเวลาที่พระอุโบสถถูกรื้อถอนสร้าง เป็นโรงพยาบาลไปแล้ว ความหวังก็อันตรธานไป (ใคร อยากได้ไปขอที่รองเจ้าอาวาสวัดป่าประดู่ เชื่อว่าคงมี เหลืออยู่) ได้เคยสนทนากับท่านพระครูปัญญาภิมนต์ อดี ต เจ้ า อาวาสวั ด โขดทิ ม ทาราม อ� ำ เภอเมื อ งระยอง ท่านเล่าให้ฟังว่าเมื่อครั้งเป็นเด็กเลี้ยงควาย ท่านเคย มีพระพิมพ์วัดเก๋งแบบถวายพระเพลิงติดตัวอยู่เสมอ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าของดี วันหนึ่งนอนหลับเพลินอยู่บน ขน�ำนาเป็นเวลาแดดร่มลมตก นกจะร้องหรือไม่ทราบ เจ้าเพื่อนเกลอคนหนึ่งนึกสนุกจะแกล้งเล่น ได้น�ำฟาง ที่ตากแดดแห้งสนิทมากองสุมไว้ใต้ขน�ำนาที่ท่านนอน แล้วจุดไฟ เพื่อจะให้ท่านเกิดการตกใจอย่างสุดขีด แต่ เพียรจุดสักเท่าใดไฟก็ไม่ติดลุกดับ ลุกดับ จนไม้ขีดหมด กล่อง แล้วเล่าให้ท่านฟัง ต้องหัวเราะกันยกใหญ่ และก็ พระพิมพ์ชนิดเดียวกันนี้คนกรุงเก่าน�ำไปบูชาไว้ที่บ้าน 75

เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ก็เห็นปลอดภัย บริเวณข้างเคียง เป็นเถ้าถ่านหมดทั้งที่มีพระดีๆ บูชา อัศจรรย์ไหม? วัน หนึ่ ง นายช่ ว ง ปิ ด ตะสุ ว รรณ อดี ต คนขั บ รถประจ� ำ โรงพยาบาลจังหวัดระยอง มาเล่าให้ผเู้ ขียนฟังว่า เกีย่ วกับ เรื่ อ งของพระพิ ม พ์ วั ด เก๋ ง นี้ ได้ ทราบจากหญิงสาวบ้านปากคลอง กระซิ บ ว่ า มี พ ระดี อ ยู ่ อ งค์ ห นึ่ง ขอดู ก็ ไ ม่ ย อมให้ ดู ในฐานะที่ นายช่ ว งแกนิ ย มพระเครื่ อ งจึ ง สันนิษฐานในใจว่า อาจเป็นพระ กริ่งรุ่นเก่า เมื่อทนรบเร้าไม่ได้ หญิงสาวนัน้ จึงหยิบพระให้ชม นายช่วงบอกว่าที่แท้เป็น พระพิ ม พ์ วั ด เก๋ ง และหล่ น เหลื่ อ นกราดอยู ่ ในบริ เวณ โรงพยาบาลนัน่ เอง สอบถามได้ความว่าหลายคืนมาแล้ว พอถึ ง เวลาประมาณ 4 นาฬิ ก าเป็ นต้ อ งสดุ ้ ง ตื่ น จะ คล้ายหลับก็ไม่ใช่ตื่นก็ไม่เชิง ปรากฎเป็นพระภิกษุชรา ห่มจีวรสีกรักคร�่ำมายืนที่หัวนอน และร�ำพรรณว่าอีหนู เอย ช่วยหลวงปูด่ ว้ ยล�ำบากเหลือเกิน และเป็นอยูเ่ ช่นนัน้ วันหนึง่ อดรนทนไม่ได้จงึ ถามว่าจะให้หนูชว่ ยหลวงปูอย่างไร พระภิกษุชราตอบว่า เจ้าจงไปทีป่ ากทางเข้าวัดตรีรตั นาราม หลวงปูอ่ ยูท่ นี่ นั่ หญิงสาวตอบว่าหนูเป็นหญิงกลัวอันตราย พระตอบว่าไม่เป็นไรหรอกไม่มใี ครท�ำร้ายเพราะเวลาวิกาล หญิงนัน้ จงตัดใจรวบรวมความกล้าเดินทางออกจากบ้านซึง่ อยูใ่ กล้กบั วัดตรีรตั นาราม เพือ่ จะทราบข้อเท็จจริง พอไป ถึงทางเข้าวัดได้ปรากฎแสงสว่างพวยพุง่ ขึน้ เหนือกอหญ้า สว่างไปหมดจนสามารถมองเห็นองค์พระพิมพ์ จึงน�ำมา เก็บบูชาไว้ที่บ้าน และแกถือว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ของแก ก็น่าจะเป็นเช่นนัน้ ผู้เขียนจึงขอร้องให้นายช่วงไปหามา ตามแต่จะได้ ซึ่งก็พอสมความปรารถนาอยู่บ้าง

ต่ อ มาผู ้ เขี ย นโยกย้ า ยไปอี ก หลายจั ง หวั ด และมา ตกอยู่ที่ต�ำบลคลองด่าน ได้มอบพระพิมพ์ชนิดนี้ให้กับ นาวาเอกพิเศษประชุม เวสม์วบิ ลู หัวหน้ากองสารวัตรช่าง กรมอู่ทหารเรือ ไปหนึ่งองค์ ท่านก็เชื่อและน�ำติดตัว เวลาจะท� ำ การที่ ส� ำ คั ญ เล่ า ให้ ผู ้ เขี ย นฟั ง ว่ า วั น หนึ่ง ก�ำลังลองเครื่องเรือรบในล�ำน�้ำเจ้าพระยาท่านนัง่ อยู่ใน ห้องเครื่อง ท�ำท่าใดไม่ทราบกระแสน�้ ำอันเชี่ยวกราก พัดเรือพุ่งเข้าจะชนเรือรบอีกล�ำหนึ่ง เป็นภาวะอันสุด จะหลีกเลี่ยง จนทหารในเรือหน้าเสีย เพราะถ้าชนกัน ก็จะเกิดการเสียหายทั้งสองฝ่าย ค่าซ่อมก็มิใช่เล็กน้อย ความผิดก็อาจมีฐานประมาทเลินเล่อ ท่านน.อ.ประชุม ร�ำลึกถึงพระพิมพ์วัดเก๋งขณะที่เรือห่างกันเพียง 1 เมตร เรือหยุดกึกทันที นิง่ เลยน�ำ้ พัดไม่ไป เอ๊ะถ้าจะมีเบรคพิเศษ สู้กระแสน�้ำได้กระมัง เปล่าอภินิหารน่ะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ถามท่านดูก็ได้นนี่ า ก็เมื่อตอนเขาฮิตเอาพระไปลองปืนกันที่อู่ตะเภา มี เงื่อนไขว่า ถ้ายิงไม่ออก 3 นัด ได้เงินคนละ 5 แสน มี คนเอาพระพิมพ์วัดเก๋งไปลอง แล้วหัวเราะกันเฮๆ ทุก องค์ยิง 2 ครั้ง ไม่ออก ครั้งที่ 3 ออกผิด เพราะท่านไม่ ยอมให้ได้สตางค์ วาสนาไม่ถึง ไม่เช่นนัน้ อยู่ดีๆ ก็มีเงิน ล้านง่ายๆ ต่อมาปรากฎว่าผู้น�ำไปลองนัน้ เป็นเพื่อนกับ ผู้เขียนและไม่นับถือพระพิมพ์วัดเก๋งหรอก เพราะไม่ งามเรียกว่าเขาไม่เล่นกัน แขวนแต่พระภาคีอะไรก็ไม่ ทราบซื้อหามาองค์ละแพงๆ ถูกคนบุกยิงในที่ท� ำงาน 5 นัด เข้าทั้ง 5 นัด อาการปางตาย นี่อย่าไปลองท่าน มี ของดีไม่รู้จักใช้ ไปเชื่อของห่วยอะไรไม่ทราบ

นางภิกษุณี วัดเก๋งจีน 76

พระเครื่องวัดสามจีน ธรรมทุกองค์ เปรียบเสมือนได้ผ่านมือจากการปลุกเสก เป็นรายองค์ทีเดียว

พระเครื่ อ งวั ด สามจี น หรื อ วั ด ไตรมิ ต ร เป็ น พระ เครื่องที่อยู่ในความนิยมและเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นัก นิยมพระเครือ่ งทัง้ หลาย การทีน่ ำ� มาเขียนทัง้ ๆ ทีม่ ผี เู้ ขียน กันมามากมายแล้วก็ตาม หาเหมือนกันไม่ ความเชี่ยว ชาญและประสบการณ์อนั เป็นภูมหิ ลังของท่านผูอ้ า่ นทีไ่ ม่มี โอกาสเขียนบรรยายคงจะเป็นที่พอใจ หรือทักท้วงก็ตาม แต่ความพอใจ เพียงเพือ่ เทิดทูนสมบัตอิ นั ล�้ำค่าถูกยกย่อง ให้ตรงต่อข้อเท็จจริงตามสถานอันควร

พระเครื่องวัดสามจีนสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั ในปี ร.ศ. 112 เนือ่ งใน กรณีเกิดพิพาทกับฝรัง่ เศส พระเครือ่ งชนิดนีไ้ ม่ปรากฏว่ามี การบรรจุกรุ พุทธคุณ เป็นพระเครือ่ งทีม่ เี จตนารมย์สร้าง เพือ่ การสงคราม จึงหนักแน่นและให้ผลสูงในทางคุม้ ครอง มีหลายท่านเคยถูกฟันด้วยดาบอันคมกริบ ปรากฏว่าไม่ ระคายผิวหนังและทีถ่ กู ยิงด้วยปืนหลังม้าในระยะเผาขน ก็ ไม่ปรากฏอันตรายแต่ประการใด จากการคุม้ ครองของพระ เครือ่ งวัดสามจีนเพียงองค์เดียวเท่านัน้ พุทธคุณเช่นนีเ้ ท่า เทียมกับพระเครื่องวัดจักวรรดิ์ราชาวาส หรือที่เรียกว่า พระวัดสามปลื้ม พระวัดสามจีนมีพิมพ์เดียวและสร้าง ครั้งเดียวเท่านัน้

ต่ อ มาในรั ช สมั ย พระบาทสมเด็ จ พระมงกุ ฎ เกล้ า เจ้าอยู่หัว ในคราวเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการสร้าง พระเครื่องชนิดผงว่าน 108 ขึ้นที่วัดเสาธงทอง จะเป็น เสาธงทองลพบุรีหรือเสาธงทองใด ไม่ปรากฏเพราะมี หลายวัดด้วยกัน ลักษณะองค์พระค่อนข้างหนาเตอะ เตี้ยป้อม ฝีมือทราม เก่งทางคงกะพันกันแก้แมลงสัตว์ กั ด ต่ อ ย บางท่ า นเข้ า ใจผิ ด ว่ า เป็ นครู ข องวั ด สามจี น พุทธลักษณะ อาศัยเค้าโครงจากองค์พระพุทธชินราช วั ด สามจีนเป็นพระปลุกเสกรวมพระคณาจารย์ จึงไม่ จังหวัดพิษณุโลก โดยถือเศษชินช�ำรุดก้นกรุมาผสมเป็น ปรากฏนามอาจารย์ผู้สร้าง เชือ้ ชนวนในการหล่อหลอมเป็นองค์พระ แม่พมิ พ์แกะด้วย ฝีมือช่างหลวง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม ยังมีพระเครื่องชนิดหนึง่ รูปร่างคล้ายพระวัดสามจีน เกล้าเจ้าอยูห่ วั ละเอียดปราณีตไปทุกชิน้ ส่วน พระพักตร์ สร้างด้วยเนือ้ ตะกัว่ ทาทองปรอทสีแดงๆ ลักษณะเล็กกว่า กลมป้อม ปรากฏพระเนตร พระขนง พระนาสิกและ พระวัดสามจีน ฝีมือทราม หลังเรียบ เป็นพระวัดกัลยา พระโอษฐ์ ชัดเจน ปางมารวิชัย ประทับเหนือโกมุทรัต ต่ อ มาเรี ย กเพี้ ย นกั น ไปว่ า พระวั ด สามจี น ทองแดง นบรรลังก์ พระหัตถ์ทรงผลสมอ (ปางฉันสมอ) ล้อมรอบ ความจริงไม่ใช่ อิทธิคุณไม่ปรากฏ เป็นเพียงพระติดผนัง ด้วยเรือนแก้วอันวิจิตร ลักษณะพิมพ์ทรงค่อนข้างบาง โบสถ์สร้างขึ้นในสมัยหลัง เปราะและหักง่ายอันเกิดจากส่วนผสมของโลหะธาตุ พลวง ด้านหลังมีรอยคล้ายกากะบาด จารึกด้วยอักขระ พระเครือ่ งวัดสามจีน นิยมเรียกกันว่า พระวัดสามจีน หลังเข็ม เป็นพระเครื่องที่มีส่วนผสมของดีบุก พลวง และเศษชินพระช�ำรุดในกรุวดั พระศรีรตั นมหาธาตุ จังหวัด พิษณุโลก ชุบด้วยปรอทตามกรรมวิธีการสร้างพระพิมพ์ ในสมัยโบราณ

77

แก้ความเข้าใจผิดในเรือ่ งพระว่านจ�ำปาสักและพระแก้สนิ บน วิทยาการด้านพระเครื่องเสื่อมลง ไม่มีการค้นคว้า แก้ ไขปรั บ ปรุ ง ในขณะเดี ย วกั น ยั ง พยายามส่ ง เสริ ม ยัดเยียดความผิดต่างๆ ให้เพิ่มพูนมากขึ้น และผู้คนก็ คล้อยตาม เช่น อุตริมนุษยธรรมขนานนามพระปิดตา (ปิดทวารทั้งเก้า) ของวัดทองหรือวัดสุวรรณารามว่า “วั ด ทองยั นต์ ยุ ่ ง ” ก็ ยั นต์ อ ะไรที่ ไม่ ยุ ่ ง ยั ง มี อ ยู ่ อี ก หรื อ ท�ำไมไม่เรียกพระวัดโพธิ์นิมิตยันต์ยุ่งบ้าง เพราะมันยุ่ง ครือกัน แต่กลับไปเรียกว่าพระสมเด็จวัดโพธิ์นิมิต ไม่ ทราบว่ า เจ้ า ประคุ ณสมเด็จองค์ใดสร้างขึ้นไว้ คล้ า ย กับว่าเล่นได้ตามใจคือไทยแท้ เช่นนี้ก็จบสิ้นกันเท่านั้น แม้แต่การประกวดพระที่วัดใหม่พิเรนทร์ โพธิ์สามต้น ยังกล้าเขียนป้ายพระปิดทวารทั้งเก้าว่า พระภควัมปติ พระปิ ด ทวารทั้ ง เก้ า ก็ ส ่ ว นหนึ่ง พระภควั ม ปติ ก็ ส ่ ว น หนึง่ ล้วนคนละเรื่อง บางคนยังเรียกเป็นภควา คือเอา พระสาวกมาแทน พระพุทธองค์ มันไม่ถูก คนละเรื่อง สาวกก็สว่ นสาวก หนักเข้าเอาอุทบั ทมมาเป็นสูญนิพพาน ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยลบผงวิเศษ คนก็เชื่ออีก เพราะอะไร ก็ คนเขาไม่รู้ เขาว่าอะไรก็เชื่อหมด และชอบกล่าวกัน ว่าพระเครื่ององค์นี้ คงกระพันชาตรี คงกระพันก็ส่วน คงกระพัน ชาตรีก็ส่วนชาตรี คนละเรื่อง อย่าไปอุตริ เรียกเข้า คงกระพันคือวิชาเหนียวคง มีความหนักเบาตาม อ�ำนาจแห่งกฤตยาคม เช่น เข้าเป็นยางบอน เหนียวหนัง ลืน่ แกร่งเหมือนฟันหิน ชาตรีคอื วิชาแบ่งเบา มาจากวิชา พระเจ้า แบ่งเบาของฝ่ายมุสลิม ขึ้นต้นว่า เอกังกิงบาตุ รง ฯลฯ ส่วนของฝ่ายไทย มีชาตรีหินทุ่มไทย คาถามหา หมืน่ เอิกเกริกพระราม วิชาชนิดนีต้ อ่ ให้เอาหินขนาดหนัก สิบกิโลหรือเพลาเกวียนตีถกู เต็มเหนีย่ วจะไม่เป็นอันตราย เป็นวิชามารชนิดหนึง่ แต่แพ้ของเบาเช่นไม้โสนหรือหมอน ยัดด้วยนุ่น ถูกเข้าจะชักตาตั้งเลยทีเดียว พระเครื่อง ชนิดนี้น้อยชนิดนักที่จะมีทั้งคงกระพันและชาตรี พระ ชนิดนีน้ กั เลงรุ่นก่อนเรียกว่าพระตะพด พบเห็นในพระ คงและพระหลวงพ่อโต กล่าวกันว่าถ้าตีหมู่กันแล้ว โดน ตะพดเข้า สลัดหัวสามที ตรงเข้าตะลุมบอนได้อีก ส่วน ที่มีพุทธาธิคุณด้านคงกระพันฝ่ายเดียวถูกตีเหยียดเพียง 78

ไม่แตกเท่านัน้ และยังมีอีกค�ำหนึง่ คือ เมตตามหานิยม ก็ผิดอีก เมตตาก็ส่วนเมตตา มหานิยมก็ส่วนมหานิยม พระเครือ่ งส่วนมากก็มเี พียงเมตตา คือท�ำให้คนรักสงสาร อยากจะอนุเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นสิ่งเฉพาะตัว เสน่ห์ก็อีกเรื่องหนึง่ เป็นการรักใคร่ทางเพศตรงข้าม แต่ ฝ่ายเดียวกันอาจเขม่นได้ ส่วนมหานิยมนัน้ ท�ำยาก คือ อ�ำนาจพลังจิตหรือจิตตานุภาพกว้างขวางกว่ากันมากนัก เปรียบเสมือนหมอดูเผชิญพ่อมดทีเดียว สามารถแผ่ไป ยังชนส่วนใหญ่ สัพเพชนาพหูชนา เช่นเรานิยมชมชอบ อยากจะเลือกเขาเป็นผู้แทนราษฎร เขาน่าสงสารหรือ ? เขาจนหรือ ? เปล่าทั้งสิ้น แต่ชอบเขา นี่เรียกว่ามหา นิยม พระเครื่องบางองค์มีทั้งเมตตาและมหานิยม เช่น พระเครื่องของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหม รังสี พระเครื่องบางชนิดก็ไม่มีมหานิยม แต่มีหลักอยู่ ว่า จะให้เขาเมตตาเราก็ต้องเมตตาต่อเขา จะให้เขานิยม เราเราก็ต้องนิยมเขา จึงจะได้ผล ให้กระแสธารแห่งจิต นัน้ ประสานเข้าด้วยกันทั้งสองฝ่าย ผู้ที่จะสมัครผู้แทน มักจะไหว้เราก่อน ไม่ใช่มายืนเต๊ะท่า และอิทธิคุณนั้น จึงจะมีส่วนสนับสนุน ไม่ใช่ใช้พระสมเด็จฯ วัดระฆัง แล้วถูกฟันศรีษะถูกยิงตัวพรุน นับว่าใช้พระยังไม่เป็น และไม่บังเกิดประโยชน์อันใด นอกจากมีไว้เพื่อประกวด แทนนางงามและเล่ น กั น เหมื อ นเด็ ก เล่ น ขายของ เท่านัน้ เอง คราวหนึง่ ผูเ้ ขียนไปเดินเล่นในสนามพระวัดมหาธาตุ เห็นมีผู้คนมุงกันแน่นถนัด พบเห็นพระพิมพ์กองใหญ่ ปักป้ายอรรถาธิบายว่า “พระพิมพ์ว่านจ�ำปาสัก อายุ 600 ปี ราคาองค์ ล ะ 15 บาท “ ฝู ง ชนต่ า งแย่ ง กั น เช่าซื้อเป็นโกลาหล ผู้เขียนพิจารณาดูเห็นเป็นพระขี้ ครั่งฝังดินเค้าหน้าแบบลาว จึงหยิบมาพิจารณาองค์ หนึง่ ก�ำหนดจิตดูทราบทันทีว่ายังไม่ได้ผ่านการอุปสมบท ก็เลี่ยงเลยไป เหตุไฉนจึงพากันเรียกพระพิมพ์ชนิดนี้ว่า พระว่านจ�ำปาสัก ข้อมูลมีอยู่ว่าในสมัยสงครามอินโด จีน กองทัพภาคบูรพาได้ตะลุยเข้าถึงแคว้นจ�ำปาสัก (น่า

จะเป็นจัมปาสักซึ่งเป็นสกุลของญวนสาขาหนึง่ ) ได้พบ พระพิมพ์ชนิดนี้กองอยู่ตามถ�้ำตามเขา และน�ำมาใช้ เกิดผลในด้านคุ้มครอง อันพระพิมพ์ชนิดนี้มีอยู่เฉพาะ แคว้นจ�ำปาสักหรือ ? ที่อื่นหามีไม่ ? เปล่า ส่วนใหญ่ เป็ น พระพิ ม พ์สมัยลานช้าง นับแต่จังหวัด ภาคตะวั น ออกเฉียงเหนือแทบทั้งหมด ตลอดจนราชอาณาจักรลาว และจังหวัดภาคกลางบางแห่งของประเทศไทย ท�ำไมจึง เป็นเช่นนั้น เนื่องด้วยการรบศึกสงครามในสมัยก่อน มี ก ารกวาดต้อนทรัพย์สินผู้คนซึ่งตกเป็นฝ่ า ยแพ้ เป็ น ผลพลอยได้จากสงคราม การเคลื่อนย้ายโดยขบวนการ เช่นนี้ย่อมน�ำมาพร้อมด้วยประเพณี วัตถุและศิลปกรรม และยังตั้งชื่อถิ่นอาศัยใหม่โดยอาศัยชื่อของถิ่นเดิมเพื่อ เป็นเครื่องระลึกเตือนใจ เช่นต�ำบลหนองต�ำลึง อ�ำเภอ พานทอง จั ง หวั ด ชลบุ รี ได้ มี ก ารขุ ด ค้ น พบพระพิ ม พ์ โคนสมอเนือ้ ว่านเป็นจ�ำนวนมาก สืบสวนได้ความว่าพระ พิมพ์ชนิดนี้ได้เคลื่อนย้ายมาจากแคว้นหลวงพระบางใน การกวาดต้อนผู้คนสมัยเจ้าอนุเวียงจันทร์ และส่วนหนึง่ อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อ�ำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ตั้ ง ชื่ อ ต� ำ บลที่ อ ยู ่ เช่ น บ้ า นผ้ า ขาวน้ อ ย บ้ า นกุ ด โง้ ง บ้านเซิด ฯลฯ ได้สร้างเจดีย์บรรจุพระพิมพ์โคนสมอ เนื้อว่านไว้ที่วัดกลางทุมมาวาส และที่ต�ำบลบ้านใหญ่ อ�ำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายกก็เช่นเดียวกัน มี ก ารบรรจุ พ ระพิ ม พ์ เนื้ อ ว่ า นไว้ ที่ วั ด รั ง สี โสภณ เป็ น พระพิ ม พ์ ช นิ ด เดี ย วกั บ ที่ ขุ ด ค้ น พบในจั ง หวั ด ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนพระพิมพ์เนื้อว่านอีกชนิด หนึ่งเป็นพระพิมพ์ที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ขุดค้นพบ ในจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดก�ำแพงเพชรเป็นส่วนมาก ที่แตกต่างกันก็คือมีการบุทองค�ำชนิดทองใบใหญ่และ เงินที่องค์พระ นิยมเรียกกันว่าพระว่านหน้าเงิน พระ ว่านหน้าทอง ซึ่งในที่นคี้ วรแยกออกจากกัน ผู ้ เ ขี ย นเริ่ ม อพยพไปอยู ่ อ� ำ เภอท่ า อุ เทน จั ง หวั ด นครพนม และอ�ำเภอธาตุพนม พยามยามศึกษาค้นคว้า ความเป็นมาของพระว่าน วันหนึง่ สหายซึ่งเป็นหญิงได้ ชวนอาจารย์ซึ่งบ�ำเพ็ญสมณธรรมในถ�้ำภูมะโน อ�ำเภอ มุกดาหารพร้อมด้วยนายทหารอีก 3 นาย มาชวนผูเ้ ขียน ไปขุดพระพิมพ์ที่ภูมะโน ครั้นไปถึงเข้าจริงกลับใช้ให้ ผู้เขียนเฝ้าถ�้ำ นอกนั้นพากันไปขุดพระบนภูเขามะโน และในถ�้ำที่ผู้เขียนเฝ้าปรากฏว่ามีพระพิมพ์เนื้อว่านอยู่

มากมายหลายชนิด อาทิเช่น พิมพ์โคนสมอ พิมพ์สกุล ขุนแผน พิมพ์ท่ากระดาน พิมพ์ซุ้มยอ ผู้เขียนเห็นเข้าก็ อยากได้จึงรวบรวมซ่อนไว้ส่วนหนึง่ ประมาณ 1 ชั่วโมง คณะขุ ด พระก็ ก ลั บ มายั ง ถ�้ ำ การขุ ด พระเป็ น ไปด้ ว ย ความยากล�ำบาก เพราะตัวอาจารย์ห้ามมิให้น�ำพลั่ว สนามไปด้วย และให้ตัวดีเฝ้าถ�้ำเสียด้วย พออาจารย์ กับพวกมาถึงปากถ�้ำก็กล่าวเปรยขึ้นว่า “มีคนก�ำลังจะ เอาพระออกจากถ�้ ำ ไปเป็ น สมบั ติ ” ก็ จ ะมี ใครเสี ย อี ก ละนอกจากตัวผู้เขียนเอง ผู้เขียนนึกละอายจึงคืนพระ ทั้งหมดปฏิญาณด้วยทิฐิว่า องค์เดียวก็จะไม่ขอ และ ถามนายทหารว่าได้มามากไหม ? นายทหารยื่นให้ดู พระ 1 ถุงประมาณ 20 องค์เป็นพระพิมพ์ชนิดโคนสมอ เก่ า มาก บอกว่ า อาจารย์ สั่ ง ให้ แจกกั นคนละ 1 องค์ ถ้าเหลือให้น�ำไปบูชาพระธาตุพนม และแจกจ่ายกันไป ผู้เขียนไม่เอา แต่ถามว่าขุดได้มาอย่างไร อาจารย์ว่าได้ นั่งทางฌานพบอยู่บนภูมะโน 2 กรุ ปากกรุมีหินแผ่น ใหญ่ ปิดไว้ มิได้สร้างไว้เป็นเจดีย์ และท่านต้องถามเสีย ก่อนว่าจะออกจากกรุหรือไม่ ถ้าพระจะออกจากกรุจะ ส�ำแดง นิมิตก้าวย่างออกจากกรุจีวรสะบัดพลิ้วทีเดียว ตกลงเสียเที่ยวเปล่ากลายเป็นคนเฝ้าถ�้ำ คิดในใจว่าสัก วันเถอะน่าจะต้องค้นหาให้ได้ ต่อมาผู้เขียนอพยพไป อยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งเต็มไปด้วยถ�้ำเขาและความลี้ลับ ได้ความว่ามีพระพิมพ์เนื้อว่านศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นที่ต�ำบล บ้านเมย แต่นานปีมาแล้ว (เมยคือควายป่าชนิดหนึ่ง) เรื่องมีอยู่ว่าชาวบ้านแถบนั้นนิยมรับประทานเนื้องูสิง หรืองูเห่าตาลาน เนื้อมันแซ่บกว่าไก่ ล่าจนงูจนมุมเลื้อย ลงรู จึงใช้จอบเสียมขุดตามลงไป แทนที่จะพบงูกลับ พบพระพิมพ์เนื้อว่านจ�ำนวนหนึง่ เมื่อน�ำมาลองยิงด้วย ปืนแก๊ปปรากฏว่ายิงไม่ออก ถือกันว่าเป็นของดี พิจารณา จากทรงพิมพ์เป็นปางนาคปรกสกุลช่างอยุธยา รังสีแดง ดุจอาทิตย์อุทัย พระคณาจารย์ผู้สร้างใช้เพ่งด้วยเตโช กสิณจนบังเกิดอุคหนิมติ ปรากฏ และจากการสืบสวนจาก บรรดาท่านที่เคารพ ทราบว่าที่ บ้ า นนาจานไกลออกไปจากตั ว เมืองกาฬสินธุ์ประมาณ 40 กิโล เมตร แล้วตัดป่าเขาไปอีกประมาณ ครึ่ ง วั น มี ส ถานที่ ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ อ ยู ่ แห่งหนึง่ ชาวบ้านเรียกกันว่าภูปอ เดิ ม มี พ ระจ�ำ พรรษาอยู ่ พร้ อ ม 79

ด้วยอุบาสกอุบาสิกา ใกล้จะเป็นส�ำนักสงฆ์อยู่แล้ว จะ ด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฏชัด ต่อมาก็ร้างราถูกทอดทิ้ง อยู่กลางป่าดงพงไพรอย่างโดดเดี่ยวเอกา เพียงได้เค้า ว่ า บนภู สู ง นั้น มี พ ระพุ ท ธรู ป ศิ ล าแลงปางไสยาสน์ อ ยู ่ องค์หนึ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้ที่ขึ้นไปบนภูขึ้นไปนมัสการ ด้วยบทพระพุทธคุณ พอจบจะหายเหนื่อยเมื่อยล้าเป็น ปลิ ด ทิ้ ง และแม่ ชี จ ะให้ ร างวั ล พระพิ ม พ์ เนื้ อ ว่ า นเก่ า แก่ให้แก่ผู้ที่มีศรัทธาไปถึงคนละ 1 องค์ ไม่มีเกินกว่า นั้น ต่อมาส�ำนักก็ร้างรา เมื่อผู้เขียนกับคณะออกเดิน ทางจากกาฬสินธุ์ จ�ำเป็นต้องค้างแรมที่บ้านนาจาน ได้ สอบถามความรู้เรื่องนี้กับเจ้าอาวาสผู้เป็นปฐมก�ำเนิด ค้นพบพระพิมพ์ว่านภูปอ ท่านเล่าให้ฟังว่าเดิมทีท่าน ได้ขึ้นไปบ�ำเพ็ญสมณะธรรมที่ภูปอเมื่อหลายปีมาแล้ว วันหนึ่งขณะที่จิตสงบได้ปรากฏนิมิตขึ้นตรงหน้าคล้าย ใบไม้ผุดขึ้นมา ขณะนั้นท่านยังมิได้ลืมตาแต่อยากจะ ลองดูว่าที่เห็นนั้นเป็นรูปหรือเป็นนาม จึงเอื้อมมือไป จั บ ก็ ป รากฏเป็ น วั ต ถุ ธ าตุ ช นิด หนึ่ง ลั ก ษณะหงิ ก หงอ คล้ายใบไม้ ครั้นพิจารณาดูแจ่มแจ้งก็เห็นว่าเป็นพระ พิมพ์ เมื่อลืมตาแล้วนิมิตนั้นก็หายไป ต่อเมื่อหลับตา สงบอารมณ์นิมิตนัน้ ก็บังเกิดขึ้นอีก ท่านจึงหลับตาหยิบ พระพิมพ์เหล่านั้นรวบรวมได้ประมาณ 1 ย่าม และ ลองขุดดู เห็นว่ามีศิลาแผ่นใหญ่ปิดขวางอยู่ จึงระดม อุบาสก อุบาสิกาช่วยกันโกยพระพิมพ์ดังกล่าวขึ้นจาก หลุมจนหมดสิ้น และท่านก็มาจ�ำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านนา จาน เนื่องจากบนภูนั้นแร้นแค้นอัตคัดด้วยการบริโภค ขบฉัน และเทพผู้รักษาภูเป็นผู้ที่เคร่งครัดถือระเบียบ หากความเพียรย่อหย่อนแล้ว เป็นอันว่ายากที่จะอาศัย อยู่ต่อไป ผู้เขียนถามว่า ยังพอมีพระพิมพ์เหลืออยู่บ้าง หรือไม่ ท่านว่าพอมีแต่ไม่แจก เพราะมัวแต่แจกก็ไม่ เป็นอันบ�ำเพ็ญกิจของสงฆ์ และท้าว่าหากโยมเก่งก็ไป เอาเองซิ ผู้เขียนถามว่าพระพิมพ์ชนิดนี้มีความวิเศษ อย่างไรจึงหวงแหนนัก ท่านตอบว่า 1 ปืนยิงไม่ออก 2 สุนขั กัดไม่เข้า 3 ท�ำน�้ำมนต์สะเดาะได้ และเก่งทาง กันอสรพิษ มีทั้งเมตตาและมหานิยม ผู้เขียนก็ลากลับ และไปอาศัยศาลาวัดบ้านนาจานนอนพัก ได้เรียกชาว บ้านมาประชุมสอบถามถึงเรื่องนี้ ชาวบ้านผู้แก่เฒ่าพา กันตกใจห้ามปรามว่าพอเอ่ยชื่อถึงภูปอไม่มีใครเขากล้า ยุ่งเกี่ยวแล้ว เนื่องจากเมื่อ 2 - 3 ปีก่อน ชาวบ้านนา จาน ส่วนมากเป็นหนุ่มสาววัยรุ่นหลายคนพากันไปเที่ยว 80

หาหน่อไม้บนเขา ในจ�ำนวนนัน้ มี ห ลานสาวและบุ ต รสาวของ ผู ้ เ ล่ า ร่ ว มไปกั บ เขาด้ ว ย 2 คน เมื่ อ ลู ก สาวผู ้ เ ล่ า พบเห็ น พระพุ ท ธรู ป องค์ ใ หญ่ ก็ เ กิ ด ศรั ท ธาก้ ม ลงกราบไหว้ ต าม ประเพณีชาวพุทธ แต่ถึงคราว เคราะห์ร้ายหลานสาวเกิดปากไม่ดี กล่าวขึ้นว่า “ไป นบไหว้เฮ็ดหยัง พระนอนปากบ่ได้” (ไปกราบไหว้ท�ำไม พระนอนพูดไม่ได้) เท่านัน้ เองศิลาก้อนใหญ่หลุดร่วงจาก ผนังถ�ำ้ และกลิง้ ไล่ผพู้ ดู ถึงจะพยายามวิง่ หนีไปในทิศทาง ใดก็ยังกลิ้งไล่อยู่เช่นนัน้ ด้วยความตกใจกลัวไปสุดทาง ที่หน้าผาและตกผาตายคาที่ ส่วนบุตรสาวของผู้เล่าซึ่ง ไปด้วย ตกใจจนเสียสติคลุ้มคลั่งอยู่จนถึงวันที่เล่าเรื่อง และพรรคพวกที่ไปด้วยกันต้องพาน�ำกลับมาส่งถึงบ้าน ในที่ประชุมพากันตักเตือนว่าอย่าไปเลย ดุนัก ผู้เขียน กล่าวว่าเช่นนัน้ ต้องไป พลางก�ำชับชาวบ้านที่กล้าหาญ แข็งแรงผู้หนึ่ง ให้ย่างไก่ 1 ตัว เตรียมข้าวเหนียวพอ รับประทานได้ 3 คน มาพบตอน 6 โมงเช้า จากนั้นก็ สวดมนต์ไหว้พระอธิษฐานขอนิมิตในการที่จะไปเสี่ยงภัย ครั้งนี้ ปรากฏเห็นเทพเจ้าซึ่งรักษาภูปอ ลักษณะเป็นคน โบราณบ้านนอกวัยชราภาพ ผมหงอกขาวโพลนสยาย ประบ่า ไม่สวมเสื้อ จมูกงองุ้ม หน้าแดงจัด นัยน์ตาส่ง ประกายดุดัน นัง่ อยู่ปากถ�้ำเพียงผู้เดียว ผู้เขียนเดินน�ำ หน้าและมีคนตามหลังลักษณะเป็นคนท้องถิ่นอีก 4 คน ทันใดได้ยินเสียงตวาดก้องว่า เจ้าลูกคนเล็กเข้ามา ไอ้ สี่คนออกไปให้พ้น (ท่านไม่ให้คนในท้องถิ่น) ผู้เขียนจึง ทราบว่าความปรารถนาครั้งนี้ประสบผล คืนนั้นฝนตก พร�ำตลอดคืนจนถึงเช้าจึงซาเม็ด ชาวบ้านที่ตกลงกันไว้ ตอนกลางคืนก็มาจริงเหมือนกัน ผู้เขียนถามว่าไก่ย่าง ล่ะ เขาตอบว่ากินหมดแล้ว เหลือเพียงปีก 2 ปีก นึกว่า อย่างไร นายก็ไม่กล้าไป เพราะฝนตกทัง้ คืนทางเดินล�ำบาก ผู้เขียน จึงสั่งให้ไปน�ำข้าวเหนียวมาพอสมควรแล้วออก เดินทางเพื่อมิให้ทันแดดร้อนจัด พอเที่ยงวันก็บรรลุถึง เชิงภูปอ ต่อจากนัน้ ก็เดินทางขึ้นสู่ภู ซึ่งไม่สูงชันนัก ทั้งมี บันไดสร้างไว้เรียบร้อย ถึงยอดภูมเี พิงมุงด้วยสังกะสี แล ขึ้นไปเห็นกระสอบป่านวางอยู่บนขื่อ 2 กระสอบ สั่ง ให้น�ำลงมาปรากฏเป็นพระว่านหักช�ำรุดทั้งสิ้น ถัดไป เบือ้ งหน้ามีถำ �้ ปากถ�ำ้ กว้างประมาณ 3 วา ถูกขวางไว้ดว้ ย

พระพุทธรูปศิลาทรายปางไสยาสน์ จากพระเศียรถึงพระ บาทปิดยันปากถ�้ำสนิท พิจารณาดูเห็นเป็นพระพุทธรูป สมัยทวาราวดี นี่เราก็ดั้นด้นมาจนถึงที่แล้ว เหลืออีก แห่งเดียวเท่านัน้ จะต้องปีนข้ามพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ เข้าไปถ�้ำ บางทีจะพบพระพิมพ์ตามที่ต้องการ แต่ก็ไม่มี ผู้ใดสักคนที่กล้าบังอาจกระท�ำเช่นนัน้ ผู้เขียนจึงตรงเข้า กราบพระบาทขอขมาลาโทษอ้างความจ�ำเป็นแล้วให้ พวกปีนข้ามองค์พระสู่ถ�้ำ ทันใดนั้นมีเสียงแสดงความ ดี ใจโดยพบเห็ น พระพิ ม พ์ ก องมหึ ม า ผู ้ เขี ย นจึ ง สั่ ง ให้ เลือกแต่องค์ที่งามๆ พอสมควร ได้พระประมาณ 100 องค์เศษ เสร็จแล้วรีบลาหลวงพ่อกลับเพราะเกรงจะ ถึงที่พักค�่ำ ขณะที่ลงจากภูได้แวะขอน�้ำชาวบ้านป่าดื่ม กิน เมื่อเขาถามก็บอกตามความจริง รู้สึกว่าเขาแสดง ความประหลาดใจและสนใจมาก เพราะเขามี นิ ว าส สถานอยู่เพียงแค่เอื้อม แต่ปราศจากปัญญาที่จะได้มา ซึ่งของวิเศษสุด และออกปากขอ ซึ่งผู้เขียนก็ยินดีแจก ปันให้ ทันใดนั้นแม่บ้านร้องขึ้นอย่างตกใจและปฏิเสธ ขึ้นกลางคัน บอกว่าขี้เกียจน�ำไปคืนที่และแสดงอาการ หวาดกลั ว อย่ า งเห็ นชั ด จากนั้น ผู ้ เขี ย นกั บ คณะก็ รี บ เดินทางกลับถึงที่พักเป็นเวลา 18.00 น. เศษ ได้น�ำพระ พิมพ์ศกั ดิส์ ทิ ธิแ์ จกพวกทีเ่ ฝ้าโยงเว้นแต่ชาวบ้าน และต่อ จากนัน้ ใครต้องการก็แจกจนหมดสิ้น ก็ไม่เห็นว่ามีโทษ ภัยอันใด เพราะไม่ได้น�ำมาขายด้วยอาการโลภ เพียง เพื่อเป็นสิ่งสักการบูชาแบบอุเทสิกกะเจดีย์ ฉะนั้นการ จะเรียกพระพิมพ์ชนิดนี้ว่าพระว่านจ�ำปาสักน่าจะไม่ เป็นการถูกต้อง เขาเรียกกันว่าพระภู ค�ำว่าภูหมายถึง ภูเขา และต้องแยกออกไปว่าเป็นพระภูอะไร เช่น พระ ภูมะโน พระภูปอ ฯลฯ จึงจะถูกต้อง ถ้าบรรจุเจดีย์อยู่ ในวัด จะเรียกวัดนั้นวัดนี้แทนก็ได้ ความศักดิ์สิทธิ์นั้น แน่ น อนนัก เพราะสร้ า งขึ้ นด้ ว ยอ� ำ นาจจิ ต ที่ แรงกล้ า สร้างเพื่อสืบพระศาสนายุกาล ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นจากความวิเวกจากการบ�ำเพ็ญจิตโดยตรง

กรรมวิธีการสร้างพระพิมพ์ว่าน

พระพิมพ์ชนิดนี้ส่วนมากขาดลักษณะความงดงาม เนื่องจากองค์ผู้สร้างอาจไม่มีศิลป์ในทางช่าง ขาดแคลน วัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย อาจไม่มีส่วนผสมของผงวิเศษ เป็ น แต่ เพี ย งรวบรวมเกสรดอกไม้ป่า ว่านวิ เศษและ สมุ น ไพรที่ เ กิ ด ตามภู เ ขาสู ง เมื่ อ คลุ ก เคล้ า กั นดี แ ล้ ว

จ�ำเป็นต้องเสาะแสวงหาสารที่จะท�ำให้เกิดการผนึกตัว เข้ากัน ขอให้ใช้ความสังเกต พระภูนั้นมีสีอยู่ 2 ชนิด คือชนิดสีด�ำและชนิดสีเหลือง ชนิดสีด�ำนั้นต้องใช้ครั่ง ซึ่ ง มี อ ยู ่ ต ามต้ น ไม้ แ ละบางแห่ ง ก็ มี ค นเลี้ ย งดู จ� ำ เป็ น ต้องใช้การเคี่ยวโดยอาศัยความร้อนให้ละลายตัว แล้ว น�ำมวลสารวิเศษคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน น�ำมากดในแม่ พิมพ์ขณะที่ยังร้อนๆ หากถอดแม่พิมพ์เร็ว องค์พระ มั ก จะอยู ่ ในลั ก ษณะการบิ ด เบี้ ย ว ส่ ว นอี ก วิ ธี ห นึ่ง นั้น เป็นวิธีเย็นคือใช้ยางไม้ชนิดหนึง่ เรียกว่ายางบง ซึ่งชาว บ้านนิยมใช้ในการควั่นธูป มาเป็นส่วนผสมกับมวลสาร คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วน�ำกดลงในแม่พิมพ์ พระพิมพ์ ว่านนี้มีพวกนอกพระศาสนาเล่าว่าน�ำมาแช่ในน�้ำสุรา แล้วแบ่งกันดื่มกิน ท�ำให้เกิดการคงกระพันได้ชั่วขณะ ส�ำหรับประกอบกรรมชั่วคือไปตีรันฟันแทงกัน เชื่อว่า คงเจอดีเข้าสักวันจนได้ ยังมีพระพิมพ์อีกประเภทหนึ่ง ซึ่ ง มี ห ลั ก วิ ช าการเป็ น เอกเทศ คื อ ดี สุ ด และร้ า ยที่ สุ ด สร้างด้วยฝีมือประณีตที่สุดและทรามที่สุด สร้างด้วย วัสดุทรงคุณค่าที่สุดและต�่ำค่าที่สุด นิยมเรียกกันว่าพระ สะเดาะเคราะห์ หรือพระแก้สินบน แต่ถึงจะมีคุณวิเศษ หรือปราศจากคุณวิเศษเพียงใดก็ตาม ทราบแต่เพียงว่า เป็นอ�ำนาจอิทธิคณ ุ ฝ่ายร้อน ไม่มคี วามร่มเย็นเป็นสุขเฉก เช่นพระพิมพ์พระเครื่องชนิดอื่นๆ ตอนที่ผู้เขียนอพยพ ไปอยู ่ อ� ำ เภอท่ า อุ เทนได้ พ บพระสะเดาะเคราะห์ ช นิด สูงค่า ปรากฏอยู่ตามชุกชีฐานพระประธานตามอาราม ต่างๆ หลายแห่ง ส่วนมากบุด้วยทองค�ำแท้และเงินแท้ ส่วนในเป็นครัง่ ผสมชันเพชร พระชนิดนีส้ ร้างในลักษณะ พระพุทธรูปบูชาขนาดเล็กตกทอดมาแต่สมัยยุคต้นแห่ง รัตนโกสินทร์ การสร้างพระชนิดนี้เป็นไปตามฐานะของ ผูส้ ร้างและศรัทธาทีบ่ งั เกิด ร้ายนักเมือ่ คราวทีส่ ร้างโรงสี ข้ า วสหกรณ์ ส ว่ า งแดนดิ น จ� ำ กั ด ได้ ขุ ด ดิ น เพื่ อ วาง รากฐานโรงสี พบพระชนิดดังกล่าวเป็นพระบุทองค� ำ ฝังอยู่ในตุ่มประมาณ 5 องค์ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่ปราศ จากประสบการณ์ต่างคว้าเอาไปเป็นสมบัติ ได้รับผล ทุกท่านหลุดพ้นจากต�ำแหน่งและหายนะครบทั่วทุกตัว ตน และต่อมาโรงสีสหกรณ์ตกอยู่ในสภาพต้องช�ำระ บัญชี วันหนึ่งมีผู้มาส่งข่าวกับผู้เขียนว่าที่ต�ำบลกุดสะ กอย อ�ำเภอท่าอุเทน มีการขุดพบพระจากการขุดพื้นที่ สร้างเตาถ่านมากมายประมาณ 1 เล่มเกวียน ผู้เขียน จึงชวนพรรคพวกอีก 2 คนเดินบุกป่าไปดูพระที่เขาขุดได้ 81

ตอนเที่ยงวัน มิได้ห่วงในเรื่องอาหารการกิน พอไปถึงที่ แทบลมจั บ และหิ ว ข้ า วแทบแย่ สิ่ ง ที่ พ บนั้นคื อ พระบุ เงินขนาดเล็กประมาณ 1 เล่มเกวียน ท�ำไมจึงมากมาย ก่ายกองเช่นนัน้ อาจจะรวบรวมมาจากทีใ่ ดทีห่ นึง่ แล้วน�ำ มาฝังไว้ในป่า ต่อมาผู้เขียนอพยพมาอยู่ที่อ�ำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ไปเทีย่ วทีว่ ดั บางอ้อนอก ต�ำบลบางอ้อ อ�ำเภอบ้านนา พบพระแก้สินบนกองอยู่กองใหญ่ จาก การรื้อออกจากฐานพระประธานในโบสถ์ เป็นเนื้อตะกั่ว และมี ส นิ ม แดงแซมใน เนื้ อ ผิ ว งามมาก ก็ ยั ง ไม่ ก ล้ า น�ำมาเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติ จากนั้นผู้เขียนมีกิจธุระ เดินทางไปบ้านทุง่ เหียง ต�ำบลหมอนนาง อ�ำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เพื่อเยี่ยมพี่สาวซึ่งด�ำเนินกิจการค้าในการ ท�ำโรงเลื่อยจักร ปรากฎว่ามีหนี้สินสูงและมีเรื่องยุ่งยาก เกี่ยวกับการด�ำเนินงานไม่ค่อยราบรื่น เมื่อปรารภทุกข์ สุขกันพอสมควรแล้ว พี่สาวของผู้เขียนจึงจูงมือขึ้นไป ชัน้ บนของทีพ่ กั เนือ่ งจากทราบว่าผูเ้ ขียนมีความช�ำนาญ ในการพิจารณาพระและมีประสบการณ์พิสดารมามาก ผู้เขียนได้พบพระแก้สินบนรุ่นใหม่กองอยู่จ�ำนวนหนึ่ง ประมาณ 200 องค์ จึงถามว่าได้มาอย่างไร ได้รบั ค�ำตอบ ว่าพี่เขยซึ่งมีศรัทธาในการล้างป่าช้าได้ขุดค้นพบที่กอไผ่ แห่งหนึง่ เนือ่ งจากไม่มคี วามรูใ้ นการพิจารณาพระเครือ่ ง จึงน�ำมาเก็บไว้เพราะเห็นว่าเป็นพระ เมื่อผู้เขียนอธิบาย ถึงความเป็นมาและสั่งให้น�ำไปไว้วัดให้หมด ถ้าพี่เขย ไม่พอใจอย่างใดขอให้แจ้งให้ผู้เขียนทราบ ได้รับแจ้งภาย หลังว่าไม่มีการทักท้วงประการใด ต่อจากนัน้ โรงเลื่อยก็ รุ่งเรืองปราศจากอุปสรรคในการด�ำเนินการและยังสร้าง สาขาใหม่ได้อีกแห่งหนึ่ง และในระยะเวลาใกล้กันนั้น ผู้เขียนได้รับเชิญจากภริยานายอ�ำเภอบ้านนาไปตรวจ พระเครื่องซึ่งมีจ�ำนวนมาก ได้พบพระแก้สินบนชนิด บุเงินอยู่จ�ำนวนหนึง่ ได้ความว่าเพิ่งได้มา ผู้เขียนทักท้วง ทันที แต่ ไม่ ได้ รั บ การเชื่อถือโดยอ้างว่าพระที่ได้ ม านี้ ได้น�ำไปให้อาจารย์ทางเมืองนนท์ตรวจทางในแล้วเป็น พระดี ผู้เขียนก็ไม่คัดค้านประการใด ต่อมาประมาณ เดือนเศษพระวิเศษที่ว่านั้นก็บันดาลความประเสริฐให้ จริงๆ คือ บุตรีบุญธรรมยิงตัวตายในบ้านพัก นายอ�ำเภอ ประมาทเลินเล่อถูกลูกน้องต้ม ต้องถูกออกจากราชการ รับบ�ำนาญพิเศษเพียง 105 บาท หากเป็นการลาออก ตามสภาวะปกติควรได้รับบ�ำนาญประมาณ 2,000 บาท เศษ ความเสียใจจึงสละโลกียว์ สิ ยั อุปสมบททีว่ ดั ทองย้อย 82

อ�ำเภอบ้านนา ภริยานายอ�ำเภอถูกหักหลังเรื่องการค้า ถึงแก่ความหายนะ บ้านทีป่ ลูกไว้ราคาเรือนแสนต้องขาย เลหลัง และไม่ใช่เรื่องของผู้เขียนที่จะไปรื้อฟื้นให้เสียใจ คิดเอาเองเถอะ แม้แต่ ดร.คลุ้ม วัชโรบล เองก็ยังเคย โดนดี เนื่องจากการเจ็บป่วยและมีเรื่องจุกจิกใจภายใน บ้ า นและครอบครั ว ได้ น� ำ ความไปปรึ ก ษานายทหาร อากาศผู้หนึ่ง ท่านพิจารณาทางในและสเก็ตภาพให้ดู ว่าที่ใต้ตุ่มน�้ำข้างบ้านพักมีพระฝังอยู่ 2 องค์ พิจารณาดู คล้ายกับพระแก้สินบน เมื่อไปขุดดูก็พบพระอยู่ 2 องค์ จริงๆ เมื่อน�ำไปไว้วัดและท�ำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศล ไปให้เจ้าของพระ เหตุการณ์ต่างๆ ก็คลี่คลายจากร้าย เป็นดี นีค่ ือความร้ายกาจของพระแก้สินบน

ส่วนพิสดารของพระแก้สินบน

ผู้เขียนมีมิตรสหายที่เป็นนักนิยมพระเครื่องมากมาย ต่างคนพยายามเสาะแสวงหาพระเครื่องที่มีคุณสมบัติ ดีเลิศไว้ในครอบครอง คุยไปคุยมาได้หยิบพระแก้สินบน มาให้ชมองค์หนึง่ บอกว่าได้มาจากก�ำนันทางจังหวัดลพบุรี ผจญภัยมามากแล้วขนาดถูกไล่ยิงเผาขนก็ยังไม่เป็นไร และมิใช่แต่เพียงครั้งเดียว ผู้เขียนก็มิได้ปฏิเสธคัดค้าน เพราะวิทยาการพระเครื่องนี้เร้นลับกว้างขวางยิ่งนัก ท�ำให้คิดไปถึงเรื่องราวแต่ครั้งอดีต คือพระราวเทียน วัดสุทัศน์เทพวราราม สมัยสมเด็จพระวันรัตแดง ด�ำรง ต�ำแหน่งเจ้าอาวาส ก็เป็นพระแก้สินบนธรรมดานี่เอง แต่ถูกน�ำมาติดไว้ที่ราวเทียนในพระอุโบสถ มีคนไม่รู้ อิโหน่อิเหน่หยิบฉวยไปได้ 1 องค์ และน�ำพกติดตัวไว้ วันหนึง่ ไปนัง่ เล่นที่ราวสะพานเจอคู่ปรับเก่า ฝ่ายคู่ปรับ ก็ไม่พูดพร�่ำท�ำเพลงร�ำขวานจามเข้าที่ศีรษะสุดแรงที่ พ่อแม่ประทานมา ถึงกับหล่นจากราวสะพานลงไปแช่เย็น ในล�ำคลอง แต่จะหาแผลสักนิดเดียวก็มิได้ ตั้งแต่นนั้ มา ก็กลายเป็นพระยอดนิยม ถวายพระนามว่าพระราวเทียน วัดสุทัศน์ ท�ำไมจึงเป็นเช่นนัน้ ทั้งนี้เกิดจากอ�ำนาจแห่ง พระสูตร พระธรรม คือพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระ สังฆคุณ พระปาฏิโมกข์ การสวดยัติในการอุปสมบท วิธี ซึ่งกระท�ำในพระอุโบสถติดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน พลังเร้นลับและกระแสธรรมที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เหล่านีค้ ล้ายพลังไฟฟ้า ค่อยๆ แทรกซึมจนแก่กล้าและ บังเกิดปาฏิหาริย์ เช่นเดียวกับพระพิมพ์ที่ติดไว้ตามผนัง โบสถ์เดิมที่ไม่ได้รับการปลุกเสก มีไว้เพื่อความหมายใน

ธรรมบูชาส�ำหรับผู้ที่มาฟังเทศน์ฟังธรรมได้บูชา ครั้น ล่วง ไปได้ 3 ปีไปแล้ว เทพยดาจะปกปักรักษาบังเกิด อ�ำนาจแห่งเทพสิงอยู่ในองค์พระ กลายสภาพเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นได้ ท่านเจ้าคุณชลประทาน ธนารักษ์ เคย เล่าให้ผู้เขียน ฟังว่า พระแก้บนชนิดนีท้ ่านเจ้าคุณอรัญ ญิก (แก้ว) วัดอินทรวิหารผู้เชี่ยวชาญในวิปัสสนาธุระ ชอบเย็บอังสะเล็กๆ ให้ และปรากฏเป็นของดีที่หาได้ ยากที่สุดชนิดหนึง่ ในจ�ำพวกของวิเศษทั้งหลาย สมัยหนึง่ ที่วัดบนคลองด่าน อ�ำเภอบางบ่อ จังหวัด สมุทรปราการ ยังมีสมณะรูปหนึง่ (การที่เรียกว่าสมณะ คื อ บรรพชิ ต ที่ มี ป ณิธ านเพื่ อ ความหลุ ด พ้ น ) ชื่ อ ตาม ชาวบ้านเรียกขานว่า “ขรัวตาผัน” เป็นพระลูกวัด เป็น ศิ ษ ย์ ห ลวงปู ่ ป าน เป็ น พระที่ มี นิ สั ย แผลงๆ แต่ เป็ นที่ เคารพนับถือของชาวบ้านมาก ท่านเป็นผู้แสวงสันโดษ โดยแท้จริง ขบฉันเอกาโดยส�ำรวม หากผู้ใดผู้หนึ่งน�ำ สิง่ ของไปถวายไม่วา่ จะเป็นไม้ขดี ไฟ ดอกไม้ธปู เทียน ท่าน จะแบ่งไว้แต่น้อยและคืนให้ไป บอกว่ารับแต่พอสมควร มิให้เป็นการสะสม ในกุฏิท่านจึงปราศจากทรัพย์สมบัติ ภายนอก หากสมบูรณ์ยิ่งด้วยอริยะทรัพย์ ที่ว่าแผลง นั้นคือท่านชอบเลี้ยงกา นกเค้าแมว นกกระจอก ก็กา กับนกเค้าเป็นศัตรูกันแต่อยู่กรงเดียวกันได้ กรงนกของ ท่านก็แปลกคือขนาดกา 2 ตัวเดินลอดได้สบาย จึงไม่ นับเป็นการกักขังสัตว์ทรมาน อันเป็นอาบัติทุกกฎ ท่าน ชอบป้อนข้าวนกกระจอกและกาปล่อยให้มันเดินเล่น ภายในกุฏิ เชื่องกว่านกพิราบ นอกนั้นยังคงชอบเลี้ยง มดแดงตามต้นไม้หลังกุฏิ ถ้าท่านสั่งให้ขึ้นต้นไม้ท่านจะ รับรองว่าถึงมดแดงเต็มต้นไม้มันจะไม่ท�ำอันตราย แต่ อย่างใดเลย บางครั้งท่านก็สร้างธงขึ้นชนิดหนึง่ ลักษณะ คล้ายผ้าประเจียดสีแดงครึ่งหนึง่ ขาวครึ่งหนึง่ แจกชาว บ้านให้ปักไว้บนหลังคาในที่สูง บอกว่าเอาไว้กันผีห่า ต่อมาเมื่อท่านมรณภาพแล้ว มีคนน�ำมาทดลองยิงด้วย ปืนปรากฏว่าไม่ออก จึงเกิดความเสียดาย ผู้เขียนจึง ขอให้น�ำมาพิจารณาปรากฏว่าท่านลงด้วยพระอักขระ ขอมฝี มื อ ประณีต มาก มี อั ก ษรเพี ย งไม่ กี่ ค� ำ อ่ า นว่ า อิสวาสุจับห่า ผู้ใดจะไปคุยกับท่านนานไม่ได้ เพราะท่าน ต้องการบ�ำเพ็ญสมณะธรรม ท่านจะกล่าวว่า “เอหว่า” ผู้คนก็ต้องรีบกลับ การบิณฑบาตของท่านก็ไม่ได้อาศัย ชาวบ้านแถบต�ำบลคลองด่านและมีอาหารฝีมือแปลกๆ

ฉันทุกวัน จึงมีพระเณรเสียสละเวลาการบิณฑบาต คอย จับตาขรัวตาผันจะออกบิณฑบาตเวลาใดและไปทางใด ทางด้านหลังวัดไม่ต้องกล่าวละ เพราะมีแต่โคลน เลน และล� ำ คลองมิ ใช่ ท างสั ญ จร เพี ย งแต่ ให้ ท ่ า นลงจาก กุฏิเท่านั้น แต่จะคอยเฝ้าอยู่สักกี่เดือนกี่ปีก็ไม่พบเห็น ขรัวตาผันออกบิณฑบาต ถ้าเดินเข้าไปดูทีไรก็พบเห็น กาน�้ำร้อนเดือดพล่านอยู่บนเตาไฟ แสดงว่าต้มน�้ำมา นานแล้ว และท่านก็นงั่ กระท�ำภัตตากิจอยู่เช่นนัน้ เช้า ก็เช่นนั้นสายหน่อยก็เช่นนั้น ถามก็ไม่บอก ถ้าจะออก ธุดงค์วัตรท่านจะให้พระอื่นเดินทางไปก่อนประมาณ ครึ่งวันและท่านก็ตามไปและปักกลดล่วงหน้าคอยอยู่ ทุกคราว ใครทีไ่ ปขอของขลังท่านเป็นส่ายหน้าทุกคน คือ ท่านจะหยิบพระแก้สินบนที่หิ้งบูชามา 1 องค์แล้วเสก ด้วยพระอิติปิโสดังๆ 1 จบ เป่าพรวดลงพร้อมกับบีบ ก้นฐานพระให้ติดกันแล้วปรารภว่า “ผ่าเถอะวะ พระ อิติปิโสนีด้ ีจริงๆ” และท่านพบหน้าจะคอยถามอยู่เสมอ ว่าพระที่ให้ไปยังเก็บรักษาไว้ดีหรือ ผู้คนไม่สนใจ ต่อมา ท่านทราบก�ำหนดแห่งมรณภาพ วันนัน้ มิได้ออกบิณฑบาต ตามเคย แต่ท่านครองจีวรคาดสังฆาฏิเรียบร้อยแล้วนัง่ เจริญพระกรรมฐานจนสิ้นอัสสาสะปัสสาสะ และไม่มี การล้มลง (แสดงถึงท่านิพพานชนิดหนึ่งตามค� ำบอก กล่าว ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ) ทางวัดเก็บ ศพของท่านไว้ประมาณ 10 ปี เมื่อเปิดโลงออกเพื่อจะ ท�ำการฌาปนกิจ ปรากฏว่ายังดีอยูไ่ ม่เน่าเปือ่ ยอยูใ่ นสภาพ คล้าย คนนอนหลับ (น่าจะเป็นนั่งหลับ) พวกสัปเหร่อ จึงใช้ขวานและมีดสับร่างเพื่อสะดวกแก่การเผา แต่มีด ขวานมิได้ระคายผิวเลยแม้แต่นอ้ ย จ�ำต้องจุดธูปกล่าวขมา ลาโทษจึงสับเข้า ต่อมาพระของขรัวตาผันทีแ่ จกไป มีบาง คนไปถูกยิงไม่ออก บางคนที่เป็นมิจฉาทิฐิถูกยิงออกแต่ก็ เพียงผิวไหม้เกรียมเท่านัน้ จึงนับเป็นของวิเศษของชาว ต�ำบลคลองด่านชนิดหนึง่ นี่เป็นเรื่องของพระแก้สินบน ซึ่งเปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นของวิเศษ เป็นสิ่งน่าศึกษา แต่อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งที่มีอิทธิคุณฝ่ายร้อน ไม่จ�ำเป็น จริงๆ ก็ไม่ควรแสวงหาไว้ วิธีแก้อาถรรพ์ให้ผ่อนคลาย ก็คือท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้เป็นเจ้าของพระ หรือมี พระที่มีอิทธิพลคุ้มครองอยู่ภายในบ้านดีจริงๆ หรือเป็น ผู้ที่มีดวงชาตาสูงมีบารมีสำ� หรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ สูงจน อ�ำนาจแห่งอาถรรพ์ลี้ลับไม่สามารถท�ำอะไรได้ 83

ความวิเศษของลูกอม ลูกอมที่ผมจะกล่าวให้ฟังนี้มิใช่ลูกอมโอเล่ แต่เป็น เครื่องลางชนิดหนึ่งซึ่งมีความดีเด่นไม่น้อยหน้าเครื่อง ลางของขลังอื่น คนแต่เก่าก่อนนิยมอมไว้ในปากตามชื่อ ของอิทธิวัตถุชนิดนี้ จนมีค�ำพังเพยว่า “ต่อให้อมพระมา พูดฉันก็ไม่เชื่อ” ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีการนิยมอมลูกอมกัน แล้ว เพราะอมเข้าไปแก้มมันจะตุ่ยเห็นเป็นการขบขัน แต่ค�ำว่าลูกอมนี้ยังคงฝังอยู่ในจิตส�ำนึกของคนทั่วไป ลูก มันกลมๆ น่ารัก ความพิศดารของลูกอมมีอยู่มิใช่น้อย จ�ำนวน ของการสร้างก็จ�ำกัด ลูกอมที่สร้างขึ้นจะมีผลดี เด่นในทางใดย่อมขึน้ อยูก่ บั ความถนัดถนีข่ องเกจิอาจารย์ผ้ ู ประสิทธิประสาธน์ เท่าทีป่ ระมวลแล้วพอจะสรุปประเภท และชนิดคุณวิเศษของลุกอม จากส�ำนักต่างๆ ได้ดังนี้ 1. ลูกอมปรอท คณาจารย์ผู้จะสร้างลูกอมปรอท จ�ำ ต้องมีความรู้แตกฉานในวิชาไสยเวทย์ เรียกตาม ศัพท์ชาวบ้านว่า วิชาเล่นแร่แปรธาตุ ในกรรมวิธี ฆ่าปรอทตาย แต่ยังไม่ถึงขั้นปรอทส�ำเร็จ ธรรมชาติ ของปรอทนั้น เป็ น วั ต ถุ ธ าตุ เหลว คื อ อาโปธาตุ มี น�้ำหนักสูง แข็งตัวยาก ถึงจะใข้กรรมวิธีตามแบบ วิทยาศาสตร์คือปนธาตุอื่นให้เป็นอมัลกรัมก็ไม่ตาย จริง ถ้าอมไว้นานๆ และบ่อยครั้งจะท�ำให้ฟันผุหลอ ไปทั้งปาก ลูกอมปรอทนัน้ มีคุณวิเศษใช้เดินป่า ลง ทะเล กันผีป่า พรายน�้ำ กันคุณไสยกระท�ำย�่ำยี กัน เขีย้ วงา แคล้วคลาด อมแก้กระหายน�ำ้ ในการเดินทาง ไกล อยู่ยงคงกระพันสารพัดอาวุธปืนไฟมิกล�้ำกราย ทั้งเป็นมหานิยมในตัว ที่ปรากฏชื่อเสียงคือ ลูกอม ปรอทของวัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวกันว่าถูก ซุกซ่อนอยู่บนเพดานพระอุโบสถเอามือล้วงลูบคล�ำ เล่นได้ แต่จะมุง่ หมายเป็นเจ้าของมือทีก่ ำ� ลูกอมปรอท นัน้ มีอันอ่อนเปลี้ยหมดก�ำลังทุกราย เมื่อกล่าวถึงปรอทแล้วมันเป็นธาตุกลอกกลิ้ง ชอบเสพสิ่งสกปรก วิธีจับปรอทในสมัยโบราณใช้ไก่ เน่าฝังบ้าง ใช้ไข่เน่าเจาะเป็นรูให้ปรอทลงกินบ้าง เพียงปรอทธรรมดาหนัก 1 บาท ใส่ขวดพกติดตัว เดินป่า ท่านว่ากันไข้ปา่ และกันกะดินป่าได้ เบีย้ แก้ตา่ งๆ 84

นัน้ ดีอยู่ที่ปรอทนัน่ เอง สมัยหนึง่ ที่เขาพระพุทธบาท บางทราย อ� ำ เภอเมื อ งชลบุ รี ยั ง มี ส ภาพรกครึ้ ม พอถึงฤดูแล้งมีชาวบ้านขึ้นไปตัดฟืนสุมไว้เป็นกองๆ ประสงค์จะหุงปรอทส�ำเร็จไปเป็นสักสิทธิวิทยาธร ส�ำนักถ�ำ้ วัวแดง แต่กไ็ ม่สำ� เร็จสักรายเดียว เข้าท�ำนอง ที่ว่า เล่นแร่แปรธาตุ ผ้าขาดไม่รู้ตัว มีการน�ำปรอท เข้าเบ้าสูบซัดตัวยาฆ่า เพียรสูบไปๆ พอจะได้ที่มัน จะร้องเตือนเสียง เจี๊ยบๆ ต่อจากนัน้ ทั้งปรอทและ เบ้ า หลอมก็ ภิ นทนาการเป็ น อากาศธาตุ ไป เพี ย ร เท่าใดก็ไม่ส�ำเร็จ มีอยูร่ ายหนึง่ คือทีว่ ดั โขดทิมทาราม อ�ำเภอเมืองระยอง สมัยหลวงพ่อหมึกเป็นเจ้าอาวาส พระครูปัญญาภิมนฑ์ อดีตเจ้าอาวาสเป็นศิษย์วัด หลวงพ่ อ หมึ ก สนใจในเรื่ อ งปรอทยิ่ ง นั ก ทุ ก วั น มั ว แต่ ส าระวนอยู ่ เ รื่ อ งเดี ย ว เพี ย รอยู ่ ห ลายปี ครั้งสุดท้ายได้เป็นลูกปรอทส�ำเร็จ มันเปล่งรัศมีสุก สกาวแล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวสู่อากาศในลักษณะเชื่อง ช้ายิ่งในขณะที่ทุกคนต่างตลึงงันไม่มีผู้ใดจับฉวยไว้ จนมันลอยสูงขึ้นทุกทีหายไปในอากาศ นี่ก็นับว่า เป็นวาสนาชาตากรรมอันหนึง่ ผลที่สุดจ�ำต้องรามือ เรื่ อ งนี้ เ ป็ น ความจริ ง ผู ้ บ อกเล่ า เป็ น สงฆ์ แ ละ ประสบการณ์ เ กิ ด ขึ้ นกั บ ตนเอง ท่ า นผู ้ รู ้ เคยเล่ า ให้ ฟ ั ง ว่ า ถึ ง ขั้ นนี้ แ ล้ ว ให้ จั บ ปรอทให้ อ ยู ่ แ ล้ ว น� ำ ไป ฝั ง ไว้ ในต้ น ยางที่ ใช้ ย างของมั นท� ำ ขี้ ไต้ ป ระมาณ 8 ปี ต่อจากนั้นให้ตีปัญหาในข้อปฤษณาที่ว่า เช้า ก่อนงายเป็นกายสิทธิ ถ้าตีได้เมื่อไรให้ไปเจาะลูก ปรอทมา ค�ำว่า งาย แปลว่า สาย เพลางาย ก็คือ เวลาสาย ได้ความว่ายังเหลืออีกหนึ่งไฟคือไฟธาตุ ของมนุ ษ ย์ ให้ ไปเจาะต้ น ยางแต่ ไ ก่ โ ห่ ยั ง ไม่ ทั น ล้างหน้าท�ำจิตให้เป็นสมาธิกลืนลูกปรอทเข้าไปใน ท้อง พอส�ำเร็จมันจะออกมาอยู่ที่ปากเอง แต่ขณะ ที่กลืนลูกปรอทลงไปในสมาธิไม่พอจะเกิดผลร้าย เพราะปราศจากสติคุมจิต เมื่อส�ำเร็จปรอทแล้วจะ ไปไหนมาไหนได้ดั่งใจนึก ถ้าผงกไปข้างหน้ามันจะ พุ่งตัวไปเบื้องหน้า ถ้าเอนกายไปทางเบื้องหลังมัน

จะพุ่งพายไปทางเบื้องหลัง บางรายพลาดท่าตกลง หลุดหรือแกะดูเล่นเป็นอัน ไปในบึงน�้ำจนขี้ตะไคร่จับตัวจนลูกปรอทมาอยู่ใน ใช้ไม่ได้ผล ลูกอมหมากทุย ปากจึงขึ้นจากก้นบึ้งเพราะความสิ้นสติ ตากันแห่ง มีคุณวิเศษทางชาตรี คือทน สัตหีบเคยถูกเสด็จในกรมหลวงชุมพร มัดใส่กระสอบ ตะบองดีนกั ขนาดนวดกันจน ถ่วงทะเล 3 คืนไม่ตาย แกว่าบางคราวนึกสนุกขึน้ มา จมน�้ ำ จมโคลนมองเหมื อ น ก็ลงท่องเที่ยวไปใต้สมุทรชมมัจฉา วิชาเช่นนี้เขา ลูกแมวตกน�้ำไม่เห็นเป็นไร เรียกว่า วิชาด�ำผุดหรืออึดใจแห่งศาสตร์ปถมัง ปู่ ผลทางแคล้วคลาด มหาอุด ผมนั่ ง ขั น ราเสาโป๊ ะ ใต้ ท ะเลลึ ก อยู ่ 2 วั น ขึ้ น มา ก็ไม่เลว ที่ปรากฏชื่อเสียงก็คือลูกอมหมากทุยของ ไม่ตาย ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า อาจสาคร หลวงปู่แตง (ผู้ใช้กะลาครอบโขลงช้าง) วัดอ่างศิลา ท่ า นขุ น สมบู ร ณ์ วิ ช พั นธุ ์ น้ า ชายเล่ า ให้ ผ มฟั ง ว่ า แสนสุข ชลบุรี ท่านเป็นผู้ประสิทธิประศาสตร์วิชา อดีตกาเลย้อนหลังไปประมาณ 70 ปี ขณะที่ท่าน เขี้ยวเสื้อให้หลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส คลอง เป็ น เด็ ก วั ด ช่ อ งลม ต� ำ บลบ้ า นโขด อ� ำ เภอเมื อ ง ด่าน นอกนัน้ ก็มลี กู อมหมากทุยของพระภาวนาโกศล ชลบุรี ได้พบเห็นเหตุการณ์ประหลาดประทับใจมิ เถระ (เอี่ยม) วัดหนัง และหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ลืมเลือน เช้าวันหนึง่ ขณะที่เข้าไปรับบาตรจากท่าน ซึ่งล้วนแต่เป็นเกจิอาจารย์รุ่นเดอะทั้งสิ้น อาจารย์สี เจ้าอาวาส เห็นพระอาคันตุกะรูปหนึ่ง 3. ลูกอมปถมังประค�ำโทน เป็นต�ำราสร้างลูกอมวิเศษ ดอดเข้ามาทางทิศไหนไม่มผี สู้ งั เกตุ เป็นภิกษุอยูใ่ นวัย ของเจ้าพลายแก้ว (ขุนแผน) วิธีการใช้ดินรังหมาร่า กลางคนห่มจีวรสีคล�้ำย้อมกลัก จึงนิมนต์ขึ้นพักบน ปิดพระกรรณ์ ดินรังหมาร่าปิดพระโอษฐ์ ดินรัง ศาลาหอฉัน ขณะนัน้ พระภิกษุในวัดพากันกลับจาก หมาร่าปิดพระเนตร ดินอุดรูหนู ดินอุดรูปูนา มา บิณฑบาตรส่วนมากแล้วได้เรียนถามว่าพระคุณเจ้า คุลีการกับผงมูลกัจจายน์ ปั้นเป็นแท่งลงนะตัวต้น ประสงค์ในกิจอันใด พระภิกษุนิรนามรูปนัน้ ตอบว่า หรือนะปถมัง ลบผงให้ได้มากๆ เอากระดาษสามา อาตมาภาพตั้งใจจะไปสรงน�้ำที่เขาสระบาป จันทบุรี ลงนะปถมังท�ำเป็นใส้ในเอาผงวิเศษกวนกับรักปั้น ให้ ทั นก่ อ นสองโมงเช้ า จึ ง เกิ ด เอะใจกั น เพราะ เป็นลูกกลมๆ ปิดทอง อีกวิธีหนึ่งใช้แผ่นทองแดง ระยะทางอย่างน้อยประมาณ 250 กิโลเมตร ทั้ง เล็กๆ มาลงนะปถมังลบถมจนได้ที่ม้วนแบบตะกรุด ปราศจากเส้นทางสัญจรเยี่ยงปัจจุบัน จะใช้เวลา เอาผงวิเศษเคล้ารักพอกปิดทองให้งามตา ใช้อมหรือ เพียงไม่ถึงชั่วโมง จึงพากันเงียบงันอยู่ชั่วขณะ พระ คาดแขนก็ได้ ออกรณรงค์สงครามดีนัก มีผู้ได้รับ ภิกษุนิรนามรูปนัน้ จึงขอให้กลุ่มสงฆ์ถอยห่างออกไป มรดกตกทอดน�ำไปขึ้นเงินกับหน่วยยีไอ สนามบิน 2 วา แล้วล้วงมือลงไปในย่ามควานหยิ บ ได้ วั ต ถุ อูต่ ะเภาถึง 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) เพราะ ประหลาดชนิดหนึง่ ลักษณะเป็นลูกกลมๆ สีคล้าย ครบกติกาในการยิง 3 ทีไม่ออก และน�ำเงินไปซื้อ นากสุ ก ปลั่ ง วางลงบนฝ่ า มื อ ต่ า งก็ เห็ น กั น ถนั ด รถยนต์บรรทุกสิบล้อตั้งชื่อว่า “ลูกอม” ตา สักพักท่านก็กล่าวขึ้นว่าอาตมาจ�ำต้องลาแล้ว 4. ลู ก อมตั ว ยา กรรมวิ ธี ก ารสร้ า งเช่ น เดี ย วกั บ การ พร้อมกับยัดวัตถุประหลาดลูกนัน้ เข้าปาก ทันใดนัน้ สร้างพระเครื่อง ท่านแกะพิมพ์ไม่เป็นก็ใช้คลึงเป็น เองปรากฏเสียงควับเควีย้ ว พระภิกษุรปู นัน้ หายวับไป ลูกกลมๆ อานุภาพเช่นเดียวกับพระเครื่องธรรมดา กับสายตาคล้ายคนถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ นัน่ คือ บางคราวก็เป็นเศษผงก้นครกเหลือจากการสร้างพระ ลูกอมปรอทส�ำเร็จ เป็นสิ่งกายสิทธิดีกว่าเหล็กไหล ซึ่งอธิษฐานไว้เป็นจ�ำนวนตายตัว ที่ปรากฏชื่อเสียง เรื่องยังมีอีกมาก ผมฝอยมากเกรงจะเบื่อ ตีวงเข้า ได้แก่ลูกอมของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว ฉะเชิงเทรา มาครับฟังผมฝอยต่อไป เคยปรากฏประสบการณ์ ทหารเรือสัตหีบมาเที่ยวที่ 2. ลูกอมหมากทุย ใช้หมายทุยตายพรายมาคว้านเอา ชลบุรี ถูกล้อมกรอบเชือดด้วยมีดโกน ไม่ระคายลูก เนื้อตรงหัวจุกออก ใช้แผ่นกระดาษสาจารึกอักขระ กระเดือก เพราะบารมีของลูกอมหลวงพ่อดิ่งซึ่งอม วิเศษบรรจุลงอุดด้วยชันนะโรงให้แน่น ถ้ากระดาษ อยู่ในปากลูกเดียวแท้ๆ อย่างนี้ ใครจะไม่หวง 85

5. ลูกอมผงวิเศษ ความจริงไม่น่าจะเป็นลูกอม มีเรื่อง ฝ่ายเถ้าแก่ฮวดเฮ็งก็ไปซื้อกระสุนปืนลูกซองชนิด เล่าว่า เมื่อครั้งเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ โต ใหม่ถอดด้ามมาลองดูบ้าง โดยให้ผู้มีคาถาอาคมใน พรหมรังสี บรรพชาเป็นสามเณร มีความกตัญญูต่อ ทางคัดปืนเป็นผู้ลองยิงหมดกระสุนปืนไป 20 นัด บุพพาจารย์ เคยน�ำปูนใส่เต้าไปทอดผ้าป่า ท่านเจ้าคุณ ลองสั บ ดู ใหม่ โดยเบนปากกระบอกปื น ไปทางอื่ น บวรวิริยะเถระ (อยู่) วัดสังเวช ต่อมาปูนในเต้าแห้ง ออกทุกนัด จึงน�ำกระสุนปืนที่เหลือมาแกะดินปืน มีผู้น�ำไปปั้นเป็นลูกอมวิเศษ มีสีปูนแห้ง ความจริง ออกล้อมรอบองค์พระแล้วใช้ดุ้นฟืนที่ติดไปลุกโชน นัน้ สามเณรโต คงจะไม่อุตริใส่ผงในเต้าปูนไปถวาย แหย่ลงไป แหย่เท่าใดก็ไม่ติด ความร�่ำลืออันนีต้ ่อมา อาจารย์ในท�ำนองเสน่ห์เล่ห์กลอันใด ตัวอาจารย์นนั้ จึ ง ถู ก นัก เลงดี ล ้ ว งกระเป๋ า ที่ ห น้ า วิ ก ลิ เ ก แกบ่ น แหละอาจใช้จิตอธิษฐานให้กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เสียดายไม่หาย อีกอาจารย์หนึ่งคือลูกอมขี้ผึ้งของ เพื่อเชิดชูศิษย์รักก็ได้ เพราะถึงอย่างไรท่านก็คง หลวงพ่ อ บา วั ด กลางคลองหลวง พนั ส นิค ม ใช้ มิใช่ย่อยแน่ๆ ทั้งไม่ปรากฏว่าสร้างอะไรไว้ ถ้าไม่มี ใส่ปาก อมแก้กระหายน�้ำในการเดินทางดี คุณแม่ ความหมายคงป้ายฉันกับหมากพลูไปแล้ว ท่านเป็น ผมบอกว่ามีคนเคยถูกรุมตีด้วยเพลงเสือลากหาง พระวิปัสนาจารย์องค์ส�ำคัญองค์หนึง่ คือใช้สองมือจับปลายไม้ตีไม่เลี้ยงด้วยพลังข้อแห่ง 6. ลูกอมเทียนชัยหรือลูกอมขี้ผึ้ง เป็นลูกอมที่ยากแก่ ลูกทุ่ง ลูกทะเล ตีจนเลือดออกตามขุมขน ไม่ได้แอ้ม การพิจารณา เพราะสามารถสร้างขึ้นได้ง่ายๆ แต่ ตียังกับตีสุนขั บ้า คนอะไรใจร้าย ถ้าเป็นของจริงแล้วจัดเป็นของวิเศษชนิดหนึ่ง ผม 7. ลูกอมดิน พิจารณาโดยการการผิวเผินก็เหมือนลูก เคยขอของดีจากครูซึ่งสอนหนังสือครั้งเด็กๆ ท่าน กระสุ นที่ เด็ ก ปั ้ น เล่ น ตกกลางถนนก็ ไม่ มี ค นเก็ บ เป็นคนเก่า บอกว่าไม่มเี สียแล้ว เคยอยูค่ รัง้ หนึง่ ท่าน เล่นยาก ที่ดังและฤาชาก็คือลูกอมดินของหลวงพ่อ ผ่านไปเห็นพระธุดงค์นิรนามรูปหนึ่งปักกลดอยู่ที่ กัง วัดเขาพระบาทบางพระ ศรีราชา หลวงพ่อกัง แถวสะพานคลองสังเขป อ�ำเภอเมืองชลบุรี ได้แวะ เป็ น ศิ ษ ย์ เ ล่ า เรี ย นไสยเวทย์ จ ากหลวงปู ฉิ่ ง อดี ต เข้าไปนมัสการสนทนาธรรมด้วย เกิดศรัทธาและ เจ้าอาวาสนัน่ เอง หลวงปู่ฉิ่งสร้างมหาอุดมีชื่อเสียง อ้อนวอนขอของดีจากท่าน หลวงพ่อบอกว่าอาตมา มากเล่ากันว่า วันหนึง่ มีพวกตกเบ็ดหาปลาวัดคันเบ็ด ภาพไม่ได้สร้างอะไรไว้ โยมอยากได้ก็จะท�ำให้ ท่าน ผิดท่า ท�ำให้ตัวเบ็ดเกี่ยวจมเข้าลูกตาเพื่อนที่ไปด้วย ค้นได้เทียนขี้ผึ้งแท้ส�ำหรับท�ำน�้ำพระปริตร์มาเล่ม กัน ต้องช่วยกันหามไปหาหลวงปู่ฉิ่งถึงส�ำนักสงฆ์ หนึง่ ใช้เหล็กจานลงอักขระยุกๆ ยิกๆ ชั่วครู่ก็แบ่ง ยอดเขา ความเจ็บปวดทรมานนัน้ เหลือแสนขนาด ปั้นเป็นลูกกลมเล็กๆ เป่าเสร็จก็ยื่นให้นับจ�ำนวนได้ เสียงม้าวิง่ อยูบ่ นถนนยังสะเทือนเข้าหัวใจ ศัลย์แพทย์ 3 เม็ ด พุ ท ธ ธรรม สงฆ์ ขณะนั้นเถ้าแก่โป๊ ะ ชื่ อ ผู ้ เชี่ ย วชาญในการผ่ า ตั ด สมั ย นั้นก็ ไม่ มี ถึ ง มี ก็ แ ก้ ฮวดเฮ็ง เดินผ่านมาพบเข้า ก็ล้วงเอาพระกริ่งเก๊ ไม่ตกเพราะเงี่ยงเบ็ดจมลึกเข้านัยตาด�ำ หลวงปู่ฉิ่ง ลาวตกรถ ขึ้นมาองค์หนึง่ ขอร้องให้หลวงพ่อช่วย หากระดาษมาเขียนเป็นรูปช้าง ท่านให้มันลากเบ็ด ลงให้ เสร็จแล้วหลวงพ่อก็ถอนกลดจาริกแสวงบุญ ออกจากลูกตาคนป่วย และหายสนิทเหมือนปาฏิหาริย์ ต่อไป ฝ่ายบรรดานักเลงใหญ่น้อยทั้งหลายต่างพา หลวงพ่ อ กั ง สร้ า งลู ก อมดิ น ของท่ า นโดยใช้ ดิ น กันขบขันครูของผมมาก และแกล้งขอลองของดี ก็ ยอดเกาะเจ็ดเกาะ (แทนธาตุดนิ ดินเจ็ดท่าน�ำ ้ (แทน เกิดลองกันขึน้ แต่ปรากฏสิง่ ธาตุน�้ำ) ดินเจ็ดป่า (แทนธาตุไฟ เพราะป่าเกิดไฟ อั ศ จรรย์ ยิ ง เท่ า ไรไม่ มี อ อก ตามธรรมชาติเรียกว่าไฟป่า) ดินเจ็ดทุ่ง (แทนธาตุ ไกปืนนิ่มหมด ถ้ายิงไปทาง ลมหรือลมทุ่ง) มาคุลีการเข้าด้วยกันปั้นเป็นแท่งลง อื่นออก เลยเกิดยื้อแย่งกัน อักขรยันต์ ผสมด้วยผงปถมัง ปั้นเสกจนแห้งคามือ เป็นโกลาหล อาจารย์ผวู้ เิ ศษ แล้วน�ำใส่ถาดปลุกเสกทีละน้อยๆ จนลูกอมนั้นวิ่ง จากไปแล้ว ท่านต้องทราบ ไล่กันเกรียวกราว ท่านก็เก็บใส่ตุ่มเล็กๆ ไว้ ในด้าน ด้ ว ยวิ ถี ฌ านแล้ ว จึ ง รี บ ไป เมตตา มหานิยม ตีรนั ฟันแทงแล้ว ยอด อีกท่านหนึง่ 86

ก็คือหลวงพ่อส� ำนักสงฆ์ปากทะเล หลวงพ่อเป็น ชาวจั นทบุ รโี ดยก� ำ เนิด อุ ป สมบทที่ วั ด ในจั ง หวั ด จันทบุรีนนั้ เอง ต่อมาได้มีญาติโยมนิมนต์ไปประจ�ำ ส�ำนักสงฆ์ปากทะเล เล่ากันว่าขณะที่โดยสารเรือ ฉลอมจากจันทบุรี ผ่านช่องแสมสาร สัตหีบ ได้เผชิญ กับโจรสลัด ไต้ก๋งเรือเกิดความกลัวจนหน้าถอดสี คิดว่าเสร็จแน่แล้วกู หลวงพ่อขอใบจากได้ 1 ใบ เป็นใบจากใช้มวนสูบ ท่านเป่าลงที่ใบจากแล้วทิ้ง ไปทางซ้ายเรือ ท�ำให้เรือโจรสลัดซึ่งไล่กระชั้นชิด จวนเข้าด้ายเข้าเข็ม มีอันหยุดชะงักเหมือนค้างบก ท�ำให้ท่านดังยิ่งขึ้น แต่ท่านทราบดีว่าอ�ำนาจฌาน ของท่านยังไม่บรรลุขั้นสูงสุด จึงมุ่งหน้าบ�ำเพ็ญใน ภาวนามัย เพียรจนเทวดารักษาเขาปรบมือเชียร์ กึกก้องไปหมด ท่านได้สร้างลูกอมเนือ้ ดินขึน้ สองชนิด จากดินบนยอดเขา ชนิดแรกนิยมเรียกกันว่า ลูกดิน โดยใช้ดินมากรองให้ละเอียดแล้วปั้นเป็นแท่งลง อักขระปั้นเป็นลูกอมเม็ดเล็กๆ ดีทางแคล้วคลาด จังงัง เหนียวคง อย่าบอกใคร ชนิดที่สองเรียกว่า ลูกโสฬศ ใช้ดินปั้นเป็นแท่งแล้วลงพระยันต์โสฬศ มงคลตามสูตร์เลขกล อุปเท่ห์ท่วมท้องช้าง ส�ำหรับ แจกสีกากันถูกระท�ำย�ำ่ ยี กล่าวว่าอันน�้ำมันพรายนัน้ อย่ามาป้ายเลย ไปหาบมารดเป็นปี๊บๆ ยังไม่ต้อง เกรงใจ 8. ลูกอมม้วน ใช้โลหะมาแผ่เป็นผืนกว้างประมาณ 1 ซ.ม. ยาว 5 ซ.ม. ลงอักขระแล้วม้วนกลมใช้อม ที่ปรากฏฤาชา คือลูกอมม้วนของท่านพระครูวิสุทธิ รังษี (เปลี่ยน) วัดใต้เมืองกาญจน์ อาจารย์ท่านคุณ พหลพลพยุหะเสนา คาถาที่ท่านใช้ลงคือ อนิทัส สะนะอัปปะติ ทางปืนหายสงสัย อีกท่านหนึ่งคือ หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ สมุทรสงคราม เป็นลูกอมม้วน เหมือนกัน แต่ร้อยด้วยไหมเจ็ดสี ความประสงค์ ของท่านไม่ให้ใช้อม ดีทางแคล้วคลาดและเมตตา 9. ลูกอมชานหมาก เป็นลูกอมที่นิยมกันมากชนิดหนึง่ แต่หาได้ยากจะได้แต่ละครัง้ ก็แทบจะเรียบว่า ก้นกุฏิ ทีเดียว ลูกอมชนิดนี้ใช้หมากเคี้ยวไปเสกไปจนกลาย เป็นชันหมาก ส่วนมากดีทางปืน เช่นลูกอมชานหมาก ของท่านเจ้าคุณสนิท วัดศีลขันธ์ อ่างทอง มีคนกล้า ท� ำ บุ ญ ถึ ง ลู ก ละหมื่ น บาท ท่ า นน� ำ เงิ น บ� ำ รุ ง พระ ศาสนาทั้งหมด ลูกอมชานหมากของหลวงพ่อชื้น

วัดมาบข่า จังหวัดระยอง ลูกอมชานหมากหลวงพ่อ คล้าย วัดสวนขัน นครศรีธรรมราช เมื่อประมาณ 20 ปี ล ่ ว งมานี้ หลวงพ่ อ คาน วั ด โพธิ์ ชั ย อ� ำ เภอ ท่า อุเทน จังหวัดนครพนม เคยเล่าให้ผมฟังว่า ได้ ไปเที่ ย วจั ง หวั ด ภาคใต้ เมื่ อ ครั้ ง ยั ง อุ ป สมบทใหม่ ๆ พระอาจารย์ทางภาคใต้เก่งแท้ๆ ไปขอลูกอมชานหมาก ท่านถามว่าจะเอาแบบไหน จะเอาแบบสามเหลี่ยม หรือแบบสี่เหลี่ยม ก็ให้เอาขี้ผึ้งสร้างแบบรอไว้ ท่าน เคี้ยวหมากอยู่พักหนึง่ ก็คายชานหมากออกกดลงไป ในแม่พิมพ์ชั่วคราวนัน้ พอแกะออกขว้างดังเป๊ก มี ข้อห้ามมิให้ลอดราวผ้า แม้สายระเบียงตากจีวรก็ ไม่ได้ อาจารย์องค์นนั้ เป็นใคร ผมลืมถามไป เข้าใจ ว่าจะเป็นหลวงพ่อพัฒน์ เพราะวิชาเช่นนี้เกิดจาก อ�ำนาจปถวีกสิญ

กรรมวิธีการสร้างลูกอม

ท่านให้ใช้ดบี กุ มาแผ่ให้บางลงยันต์เป็นตาม้าหมากรุก ลบถมจนได้ที่ เสกด้วยตัวเอง คือ พุทโธ พุทธัง พุทเธ พุทธะ ธัมโม ธัมมัง ธัมเม ธัมมะ สังโฆ สังฆัง สังเฆ สังฆะ สัพพะสัตรูวินาสสันติ คาถานี้ให้เสก 108 เอามา กล่อมให้กลมใช้อมแก้กระหายน�้ำเวลาเดินทาง สารพัด คงทนแคล้วคลาด จะท�ำเป็นลูกสกดเจาะรูร้อยคาดเอว ก็ได้ ลงลบเป็นผงก็ใช้ได้ ประเสริฐยิ่งนัก

พระยันต์ลงลูกอม

ก่ อ นจะจบเรื่ อ ง ผมใคร่ ข อฝากข้ อ สั ง เกตุ ไว้ บ าง ประการ มิใช่ว่าจะเชียร์หรือเริ่มบุก ท่านที่มีลูกอมของ เก่า โดยการรับมรดกตกทอดหรือหามาได้ด้วยความ สามารถก็ตาม ขอให้พึงรักษาให้ดี เพราะนับวันจะหา ของแท้ ดู ไม่ ได้ แ ล้ ว ลู ก อมดิ้ น ลู ก อมขี้ ผึ้ ง ลู ก อมชาน หมาก แม้ลูกอมหมากทุย ขอให้สอบสวนให้แน่ชัดก่อน ที่จะผลีผลามตัดสินใจลงไป ลูกอมเนื้อกลับ ลูกอมปรอท เนื้อเก่าใช้แว่นตรวจพิจารณาให้ดี และขอความเห็น จากผู้ที่มีประสบการณ์ก่อน เพื่อไม่ต้องเสียใจภายหลัง

87

คุยกันเรื่องพระ การคุยแบบนีห้ าฟังยาก จะน�ำลงนิตยสารพระเครือ่ ง เขาก็คงจะไม่รบั เพราะไปขัดการท�ำมาหารับประทานของ พวกเขา ปัจจุบนั นีก้ ล่าวได้วา่ เป็นยุคพระเครือ่ งเฟือ่ งฟู จน กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ขึ้นหน้าขึ้นตา แต่ละวันแต่ละ เดือนมีการออกพระออกเหรียญสูท่ อ้ งตลาด มากกว่าการ เพาะเห็ ด ฟางขาย ถึ ง กั บ มี ก ารโฆษณาล่ ว งหน้ า ให้ มีการสั่งจองของดีส�ำหรับงวดรายเดือน ยิ่งขายดียิ่งได้ใจ พากันบุกจนพระอาจารย์แทบไม่มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจ บุกกันจนหลวงปู่ทนไม่ไหวมรณะภาพไปก็มี ที่น�ำเงิน แบ่งไปท�ำนองการกุศลก็มี ยัดเข้ากระเป๋าก็มี ขณะนี้ มองดูตามกะบะพระเห็นเฟ้ออืด ใครขืนบ้าตามต่อให้มี บิดาเป็นนายธนาคารก็เห็นจะสั่งเศียรของอะไรออกก็ดีก็ มีการตามอย่างกันเป็นขบวนการ พอพระปิดตาหลวงพ่อ เมือง วัดหนองแหน ล�ำปางออก พระปิดตาหลวงปูท่ มิ วัด ละหารไร่กว็ งิ่ แซง พระปิดตาวัดโพธิท์ องตามติด พระ ปิด ตาหลวงพ่อสิม สตาทร์บา้ ง พระ ปิ ด ตาหลวงปู ่ แตง วั ด ดอนยอ พระปิดตาหลวงพ่อคูณ ปริสทุ โธ พระปิดตาหลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้า ศาลาลอย พระปิดตาหลวงพ่อ ผาย พระปิดตาหลวงพ่อวัน อุตโม พระปิดตาหลวงพ่อเกษม เขมโก จ�ำไม่ไหวครับ ดูว่าของอาจารย์ใดจะเข้าหลักชัย ฝ่าย คุณเกษม มงคลเจริญ ก็นงั่ ยิ้มแป้นนับเงินล้านด้วยการดี ซายน์แบบและใช้กรรมวิธีอัดฉีด นายช่างยิ้ม ยอดเมือง ก็สาระวนกับการต้อนรับลูกค้า งานล้นมือเดี๋ยวคนโน้น เร่งคนนี้เร้า เพราะต้องออกของแข่งกัน ก็จ�ำเป็นต้องส่ง ให้มือรองจัดการแทน พวกก็ยังวางแผนเอาใจพวกช่าง ชวนไปอาบอบนวด เข้าโรงน�้ำชาปรากฏว่าบล็อกพิมพ์ เกิดร้าว ต้องจุดธูปเทียนขอขมาลาโทษ เพราะเบื้องบน ไม่พอใจ จึงเป็นข้อสังเกตในเรื่องบล็อกแตกพิมพ์ร้าว น่าจะมีเหตุไม่สวยงามเกิดขึน้ ในทีส่ ดุ อิทธิวตั ถุกม็ ากลาย เป็นพุทธพานิช ซึ่งไม่เคยปรากฏมีแต่โบราณกาล ที่ว่า เหรียญเงินสมัยนีห้ าเงินเนือ้ ดียาก ก็ใช้วธิ ชี บุ หน้าเอา ทีว่ า่ 88

นวโลหะ ช่างเองก็ยังไม่เคยเห็นตัวนวเลยจะไปหาที่ไหน ก็ทองแดงเจือเงินและโลหะบางอย่างเท่านัน้ และอาจมี ของเกิ น บั ญ ชี เ พราะก� ำ ไรดี เ หลื อ เกิ น ราคาเหรี ย ญ ทองแดงตกเหรียญละไม่เกิน ๑.๕๐ บาท ขายได้ ๒๕ บาท ไม่ตอ้ งมากเกินคราวละ ๑,๐๐๐ เหรียญ ๑๐ คราวก็ตงั้ เนือ้ ตั้งตัวได้ บล็อคเดียวกันโค๊ทตอกตัวเดียวกัน ให้เอาแว่น มาสองจนตาทะลุกไ็ ม่สามารถทราบได้ แล้วยังมีขบวนการ ปลอมแปลงซ้อนรอยเข้าอีก เพราะก�ำไรงามพอกับการท�ำ ธนบัตรปลอมหรือค้าฝิ่นเถื่อน ทั้งกฎหมายไม่สามารถ ยืน่ มือเกีย่ วข้องได้ กรรมวิธกี ารสร้างใช้แบบวิทยาศาสตร์ หรือเรียนลัด ไม่จำ� เป็นต้องบวงสรวงหาฤกษ์ยาม พระผง ก็ทำ� กันโดยไม่ตอ้ งอาศัยตัวยาหรือผงวิเศษ ใช้ดนิ สอพอง ปูนฝรัง่ ผสมกาวลาเท็กซ์ ท�ำไว้แยะเขาบอกว่าส�ำหรับขาย พระที่ลบผงวิเศษไม่เป็นหรือพระขี้เกียจไว้ออกงานวัน ซึ่งมันก็เก๊แต่แรกเริ่มแล้ว และคนสร้างก็ยังมีชีวิตอยู่ พิมพ์ก็พิมพ์เดิม พอเกิดดังของ ก็ทะลักสู่ตลาดพระไม่มีของดัง ชนิดใดที่ไม่มีของปลอม ตัวอย่าง เช่ น อิ ท ธิ วั ต ถุ ข องพระคุ ณ เจ้ า ธั ม มะวิ ต ตั ก โก พอเกิ ด ดั ง ขึ้ นก็ ส�ำนักไหนก็พากันสร้างให้ท่าน ปลุกเสก จนจ�ำพิมพ์ไม่ไหวถึงกับ ต้องพิมพ์พระของท่านออกเป็นตัวอย่าง แต่ก็เป็นเพียง บางคณะคือโฆษณาของของตัวเท่านัน้ ไม่ครบถ้วน และ ยังมีการปลอมแปลงเป็นต้น ไปทักท้วงเข้าเขาบอกว่า แล้วจะให้เขาหากินอย่างไร ที่สุดคนก็ขยาดและระอา เอื อ ม โดยการบั่ นทอนคุ ณงามความดี ข ององค์ ท ่ า น เสื่อมสิ้นจากความนิยม และก็ไม่ได้คิดว่าคนปั้มเหรียญ ท่านธัมมะวิตตักโก เกิดเป็นบ้าเสียสติต้องเข้ารักษาตัวที่ โรงพยาบาลประสาทศรีธัญญา นายแพทย์บอกว่าเกิด อาการตกใจอย่างแรง ยังขืนท�ำอีกแหวนเพ็ชรสรวมอยู่ที่ นิ้วแท้ๆ เกิดหาย ขืนท�ำอีกรถยนต์ที่ซื้อมาใหม่ๆ ผ่อนยัง ไม่ทันไรขับไปเชียงใหม่แล่นไปทับเหี้ยเข้าตัวใหญ่ถนัด และน�ำมันขึ้นรถไปด้วย รถเกิดไปชนเขาเสียหายยับเยิน

ซื้อคันใหม่จอดไว้หน้าบ้านไม่ กี่ วั นถู ก ขโมย เรื่ อ งที่ ผ มคุ ย ให้ฟังนี้ไม่ได้ไปจ�ำใครมาพูด แต่เป็นการคุยต่อปากต่อค�ำ ทั้งสิ้น แต่ไม่จ�ำเป็นต้องเอ่ย ชือ่ เขา ผมเทีย่ วสนามพระจะ เชื่ อ ของสั ก กี่ พั นกี่ ห มื่ นก็ ไ ด้ เขารู้จักตัวแต่ไม่รู้จักชื่อหรือรู้จักบ้าน แต่เขาก็เชื่อทั้งที่ สมัยนี้มันเชื่อกันยาก พวกในสนามพระคุยให้ฟังว่าที่ว่า มายาอิสตรี ๘๐๐ เล่มเกวียนยังแพ้สนามพระ เพราะมี ทุกอย่างสิ่งปลอมแปลง การพนัน ซ่องโจร เคยมีคดีเกิด ขึ้นบ่อยๆ รับจ�ำน�ำเถื่อน ขายตั๋วจ�ำน�ำและโปรดปราน ที่สุดคือการเล่นม้า เรื่องศีลธรรมไม่ต้องน�ำมาพูด ถ้า เรื่องโรงน�้ำชา เรื่องมวย เรื่องม้า ไปคุยกันได้ ไม่มีการ ไว้ ใจกั น ถ้ า เผลอก็ ทุ บ กั นการใช้ ถ ้ อ ยค� ำ เกี่ ย วกั บ พระ เครื่ อ งหรื อ พระบรมฉายาลั ก ษณ์ แ ห่ ง พระพุ ท ธองค์ เป็นการเทียบกับสัตว์ตัวเล็กๆ หรือจ�ำพวกมหาโจร ทั้ง เป็นที่รับรองและนิยมว่าถูกต้อง เช่นของชิ้นนีต้ ีมาจาก คนนัน้ ซึ่งคิดแล้วเหมือนกับการไปตีผึ้งตีแตน ของนีจ้ ับ มาได้ในราคาไม่สูง เขาใช้ศัพท์นกี้ ับพวกมหาโจร ถ้าใคร จะมาจับเราๆ คงตกใจว่าไปท�ำอะไร ผิดมา บางทีเขา ก็ใช้คำ� ว่าร่อนมา หิว้ มา ยิงมาและนิยมการประมูลดัง่ วัตถุ ไร้ค่า คือการประมูลลดราคาต�่ำลงเรื่อยๆ แล้วท่านจะ ไปคุ้มครองอะไรได้ พระท่านก็มีหัวใจ พวกที่เรียกตัวเอง ว่ า เซี ย นก็ อ าจไม่ ท ราบความหมายของค� ำ ว่ า เซี ย น ค�ำว่าเซียนนัน้ หมายถึงผูว้ เิ ศษหรือผูส้ ำ� เร็จฐานะเป็นโจ๊วซือ หรื อ ปรมาจารย์ จิ ต ใจประกอบด้ ว ยพรหมวิ ห ารสี่ ตรงข้ามกับกุ๊ยหรือปีศาจเที่ยวหลอกลวงเขากิน พวกนี้ จะนั่งโต๊ะว่างตัวเล็กๆ คอยถามเด็กว่าได้อะไรมาบ้าง บางทีเด็กก็ลักลอบเอาของปู่ย่าตายายมาขายโดยไม่รู้จัก คุณค่า เช่นเอาพระนางพญาพิษณุโลกมาขาย ก็เกี่ยงให้ ราคาเพียงองค์ละ ๑๕ บาท พอเจ้าของพระลับตาไปก็ จัดการเสีย ๑๕,๐๐๐ บาทตามราคาฮัง่ เช้ง นักเรียนถึงหน้า เปิดเทอมไม่มเี งินเสียค่าเทอมน�ำพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ ทรงประธาน ๑ องค์ กับพระนางพญาพิษณุโลก ๑ องค์ ตีราคาเพียง ๕๐๐ บาทต่อพระ ๒ องค์ คิดว่าได้ราคาสูง พอเจ้ า ของลับตาไปแล้วจัดการเสียตามระเบี ย บออก พระนางพญาก่อนได้เงิน ๒๕,๐๐๐ บาท พระสมเด็ จ เก็บไว้รอราคาก่อนเรื่องที่จะเมตตาปราณีกันห้ามขาด

ดูๆ น่าจะร�่ำรวย เปล่าครับเงินที่ได้มาน�ำไปบ�ำรุงอาชา หมด บางคนบ่นว่าหากท�ำตนดีๆ เฉพาะค้าพระสมเด็จ รวยเป็นล้านแล้ว บางคนตั้งตนเป็นอาจารย์ใหญ่รับดู พระเครื่ อ ง วิ ธี ข องเขาก่ อ นจะดู ต ้ อ งเสี ย บุ ห รี่ ส ายฝน ๒ ซองและเขาพูดง่ายๆ ว่าเก๊พร้อมกับผลักบุหรี่สายฝน ลงเก๊ะลิ้นชัก วันหนึง่ โดนเข้า ๒๐ ราย ๔๐ ซองก็เหลือ ค่ากับข้าว รู้สึกเวทนาตาด�ำๆ ผมเองไม่เชื่อว่าใครจะดู พระเป็นทั้งหมด เพราะวัดในประเทศไทยมีด้วยกันถึง ๒๔,๐๐๐ กว่าวัดส�ำนักสงฆ์และวัดร้างไม่นับ กรุพระ บางกรุยังไม่ได้ขุดค้นขึ้นทั้งหมด และการสร้างพระก็ยัง ไม่มีวี่แววว่าจะยุติแต่เพียงเท่านี้ จะรู้ก็เพียงพระหลักที่ อยู่ในความนิยม บางครั้งพวกรับ เช่าพระก็เจอของแข็งเหมือนกัน คือพวก ๑๘ มงกุฎให้เด็กน�ำพระ ไปเร่ขาย พอรับซื้อก็ตรงเข้าดุด่า เด็ ก และเอาเรื่ อ งกั บ คนซื้ อ ใน ท�ำนองรับซือ้ ของโจร พวกค้าขาย บางทีก็เป็นหญิงกลัวนักในเรื่อง เช่นนี้ บางครั้งเสียทั้งพระและทั้งเงิน เขาบอกว่าพอหนู หยิบพระส่งเท่านัน้ มันก็เอาเรื่องแล้ว ผมจึงแกล้งพูดขึ้น ดังๆ ว่า อยากเจอนัก ผมเป็นทนายความ เพียงส่องพระ ยังไม่ตกลงจ่ายเงินยังไม่ถือเป็นการซื้อขายและจะให้ไป สูค้ ดีชนั้ ศาล ตอนนีข้ อแจ้งความฐานสมคบกันหลอกลวง เสียก่อน คนฟังพากันชอบใจ บางครั้งผมก็สัพยอกเพื่อน ฝู ง ว่ า เดี๋ ย วนี้ เ ก่ ง แล้ ว นะรั บ ดู พ ระ เห็ น เก็ บ พระเก๊ ไว้จมเปา เขาหัวเราะแห้งๆ คนหัดเล่นใหม่ๆ มักใช้วิธี แห่พระ คืออาศัยตาคนอื่นให้ช่วยพิจารณา มักไม่ค่อย ได้รับความจริงใจ เพราะวัตถุนั้นมันล่อตาจนต้องกลืน น�ำ้ ลายอึกใหญ่ มันเงินก้อนโต จะอาศัยทีเ่ รียกยีห่ อ้ ตนเอง ว่าศูนย์พระเครื่อง แท้ที่จริงก็คอื แผงขายพระขนาดใหญ่ เท่านัน้ วัตถุประสงค์ในการประกอบพุทธพานิชโดยตรง ครั้นจะพึ่งวงการก็ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนขืนผลีผลามอาจ ถูกทุบ วงการพระเครื่องเป็นกลุ่มของนักนิยมพระ จับ กันเป็นกลุ่มๆ มีอิทธิพลในการบันดาลราคาพระได้อย่าง ฮัง่ เช้งข้าวเปลือก ข้าวสารและมีการฮัว้ กัน รูถ้ งึ กัน จะให้ ของอะไรดีหรือตกก็ได้ นานๆ ก็จัดการประกวดพระ กันเสียที เพื่อให้พระนัน้ มีโอกาสถีบราคาสูงขึ้น แต่ส่วน มากก็เป็นพระของผู้ที่จัดประกวดนัน่ เอง ของคนอื่นแพ้ แต่อยูใ่ นมุง้ แล้วและเป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วจิ ารณ์กนั 89

ภายหลังตัดสิน รายไหนก็รายนัน้ จะว่าเป็นการบริสุทธิ์ หรือสกปรกก็ขอให้พิจารณาเอาเอง อย่าไปยุ่งก็สิ้นเรื่อง สมัยนี้มีการออกนิตยสารพระเครื่องหลายคณะด่าทอ โจมตีกันเป็นที่สนุก บางครั้งนึกสังเวชว่านี่มาทะเลาะกัน หรือเขียนเรื่องพระกัน เรื่องเขียนก็ไม่มีอะไรนอกเหนือ ไปจากการเชียร์ขายพระเหรียญ ได้คา่ ภาพหน้าปกหลังปก เป็นจ�ำนวนพัน ค่าช่วยโฆษณา ไม่เช่นนัน้ ไม่ลงให้ ค่าเขียน เรื่องแทบไม่ต้องจ่าย ใครมีของประสงค์จะออกตัว ก็หา เรือ่ งเขียนลงไปให้เกิดความสนใจ บางคนก็อาศัยความเป็น เจ้าบทเจ้ากลอนเขียนหนังสือขาย ตัวเองก็ไม่มีความรู้ อาศัยค�ำบอกเล่าจากผู้ที่ไม่ใช่นกั เขียน ภาคปฏิบัติไม่เคย กระท�ำมาก่อนจูๆ่ ก็จะมาตัง้ ขึน้ เป็นทฤษฎี ยัดเหยียดจะให้ เป็นต�ำรามาตรฐาน แต่มันก็ไม่พ้นจากลักษณะหนังสือกุ เพียงแต่กมุ ากกุนอ้ ย กุโดยตรึกตรองไปตามอาการ กุโดย โง่เขลาเบาปัญญา กุโดยความซื่อและเชื่อตามเขา มิได้ อาศั ย หลั ก คั ม ภี ร ์ ก าลามะสู ต รถึ ง เหตุ ไม่ ค วรเชื่ อ ๑๐ ประการซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสแก่ชาวกาละมะ เหตุ และผลเป็นสิ่งส�ำคัญ การทบทวนย้อนกลับก็ส�ำคัญ คน ฉลาดแต่ ข าดเฉลี ย วก็ ใ ช้ ไม่ ไ ด้ จะกล่ า วในหลั ก วิ ช า วิ ท ยาศาสตร์ ก็ ค วรได้ คิ ด บ้ า งว่ า หากผู ้ อ ่ า นเกิ ด เป็ น นักวิทยาศาสตร์เขาก็จะหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง ผูท้ เี่ คย ศึกษาภาคปฏิบัติจะต้องเอามือกุมขมับใครจะท้วงจะติง ก็ไม่ยอมรับฟัง แต่นกั เขียนผู้ยิ่งยงบางท่านก็ยอมรับฟัง และสารภาพโดยดุษฎีว่าเขียนตามกันไป เช่นนี้รู้สึกว่า ยังน่าคบและน่ารัก มันมีผิดอยู่แยะ แต่ที่เราว่าผิดเขา อาจคิดว่าของเขาถูกก็ได้ การศึกษาเรื่องพระเครื่องนี้ ยากจริ ง ๆ ยิ่ ง เรี ย นยิ่ ง โง่ ยิ่ ง โตยิ่ ง เซ่ อ ระดั บ ที่ ผ ่ า นไป แต่ละ ๕ ปี ทัศนะย่อมแปรเปลี่ยนไป ดีอาจเก๊ เก๊อาจดี ก็ได้ ผมจะหยิบยกทัศนความเห็นที่ขัดแย้งออกมาให้เห็น หนังสือเล่มหนึ่งกล่าวว่าเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรั ง สี มี ม ารดาชื่ อ เกตุ สั น นิ ษ ฐานว่ า เป็ น ราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ อีกเล่มหนึง่ เขียนว่าเจ้าประคุณ สมเด็จฯ มีมารดาชื่องุด สันนิษฐานว่าเป็นราชโอรสใน รัชกาลที่๑ ฤาสมเด็จพุฒาจารย์โต มี ๒ องค์ มีมารดา ๒ คน บ้างอ้างว่าจดหมายเหตุของวัดระฆังบันทึกว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ปลุกเสกพระของท่านวันละ ๓ เวลา มิได้ขาด ไม่ทราบว่าผูใ้ ดบันทึกไว้เช่นนัน้ น่าจะใช้ดลุ ยพินจิ พิจารณาดูว่ากิจวัตรของพระราชาคณะในสมัยนั้นไม่ เหมือนสมัยนี้ ไม่มีเวลานัง่ ดูทีวี ไม่มีรถยนต์คันยาวๆ นัง่ 90

ท่านต้องออกบิณฑบาตเองตามพุทธกิจวัตร ท�ำหน้าที่ สมภารเจ้าวัด ตัดสินอธิกรต่างๆ เป็นเวรรับบิณฑบาต ในพระบรมมหาราชวัง แม้แต่วังสระปทุมก็ยังต้องไป เป็นเวรเทศนาในพระบรมมหาราชวัง ตามที่ชาวบ้านมี ศรัทธานิมนต์ บางครั้งต้องไปถึงต่างจังหวัด อาจต้อง สอนพระบาลีส�ำหรับผู้ศึกษาเป็นเปรียญ เพราะท่านเป็น อาจารย์เชี่ยวชาญในวิชานี้ ท่านไม่มีเวลามากนัก ท่าน ต้ อ งบู ร ณะปฏิ สั ง ขรณ์ วั ด วาอารามอยู ่ ม ากแห่ ง เช่ น สร้างพระยืนที่วัดกลางคลองข่อย ราชบุรี สร้างพระ นอนใหญ่ที่วัดสะตือ อยุธยา สร้างพระประธานในพระ อุโบสถ วัดไชโยวรวิหาร สร้างพระศรีอาริยะเมตไตร คือ พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรที่วัดอินทรวิหาร สร้างส�ำเร็จ เพียงครึ่งองค์เท่านัน้ ก็สิ้นชีพตักษัย ท่านสร้างแต่สิ่งโตๆ ทั้งนัน้ เครื่องทุ่นแรงก็ไม่มีเช่นสมัยนีจ้ �ำเป็นต้องใช้เวลา มาก ท่านอุตส่าห์เสกพระพิมพ์ของท่านวันละ ๓ เวลา มิได้เด็ดขาด ไม่ตายก็คางเหลือง เช่นนักเลงพระชือ่ วันชัย มีพระสมเด็จทีว่ งการรับรองแล้วว่าถูกยิงตัวพรุน ผูเ้ ขียน แก้ว่าไม่ตายโหงใช้ได้ สมมุติว่าถูกยิงเข้าที่ศีรษะดูทีหรือ ว่าจะตายโหงหรือไม่ และแก้ว่าได้เคยนั่งทางในแล้ว ปรากฏว่าพระสมเด็จมีแต่เมตตาไม่มเี หนียวคงต้องหันมา คิดว่า ท่านพระคุณเจ้าธัมมะวิตตักโก นั่งหันหลังเสก พระใช้เวลาเพียง ๒-๓ ชั่วโมงและเสกเพียงครั้งเดียว ถูกยิงไม่ออกบ้าง ไม่ถูกบ้าง ไม่เข้าบ้าง แล้วจะคิดว่า นัน่ เป็นเพราะเหตุใด ผมตอบก็ได้ว่าผู้เขียนมิได้ศึกษาใน วิชากายหัตถรังสี และไม่เชือ่ ว่าพลาสติคทีเ่ ลีย่ มองค์พระ เป็ นฉนวนกั้ น รั ง สี ที่ จ ริ ง ดู พ ระเป็ น แต่ ใช้ พ ระไม่ เป็ น แบบความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เช่นนัน้ แสดงว่าพระ สมเด็จราคาแสน ไม่มเี มตตาเขาจึงยิงเอา ไม่แคล้วคลาด จึงถูกยิง ไม่เหนียวจึงยิงเข้า ไม่อุดจึงยิงออก จะหาอะไร เป็นที่พึ่งสักอย่างก็ไม่มี และเชื่อว่าในคอผู้ถูกยิงอาจจะ แขวนพระชั้นน�ำอีกหลายองค์ เพราะเป็นนักค้าพระ ผม ทราบแต่ว่าพระสมเด็จที่แท้หักแบ่งกันใช้ยังสามารถ คุ้มครองอันตรายได้ ที่อ�ำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีคนแขวนพระสมเด็จถูกดักยิงด้วยปืน ๑๑ ม.ม. ขณะทีข่ ี่ มอเตอร์ ไซค์ ก ลั บ แรงผลั ก ของลู ก ปื นท� ำ ให้ ตี ลั ง กาตก จากรถ กระสุนปืนถูกก้านคออย่างจังเพราะเป็นระยะ เผาขน พระสมเด็จองค์นนั้ เลี่ยมเปิดแบบบ้านนอก มอง ไปข้างหน้ายังมีคนถือดาบและขวานรออยู่อีก ท�ำให้ต้อง ทิง้ รถมุดท่อน�ำ้ หนีภยั อีกรายหนึง่ เป็นนายต�ำรวจตระเวน

ชายแดน ถูกยิงด้วยกระสุนปืนเจาะเกราะ โดยมีพระ สมเด็ จ วั ด ระฆั ง แท้ ติ ด ตั ว เพี ย งองค์ เดี ย วปรากฏว่ า กระสุนปืนไม่ระคายผิว พระสมเด็จองค์นั้นไม่ได้เลี่ยม ห่อผ้าเช็ดหน้าพกใส่กระเป๋าเสื้อธรรมดา พอเขาหยิบ พระขึ้นจากกระเป๋าผมก็บอกว่าของแท้ เขาจึงเล่าเรื่อง ให้ฟัง ผู้ที่ไม่เคยมีประสพการณ์ไม่เคยศึกษาค้นคว้าโดย ชัว่ โมงบินอันยาวนานจะเกิดสงสัย และประเมินคุณวิเศษ ของพระสมเด็จฯ ในทางที่ผิดพลาดคาดเคลื่อน เป็นการ เสือ่ มเสียโดยความเขลารูเ้ ท่าไม่ถงึ การณ์ บางคนก็บรรจง เขียนเรื่องพระสมเด็จเสียเลอเลิศสร้างภาพพจน์ให้เห็น พระแก่ๆ ท�ำกิริยางกๆ เงิ่นๆ แบ่งข้าวสุกในบาตรออก เพื่อผสมสร้างพระ และเข้าใจว่าท่านสร้างพระพิมพ์ของ ท่านเอง ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ ตั้งแต่ผมเกิดมายังไม่เคย ได้ยนิ ว่าพระอาจารย์องค์ไหนสร้างหรือเปล่า ท่านตอบว่า เปล่า ลูกจีนคนนัน้ ขอเงินคืน นายช่างเกษมสร้างต่างหาก ท่านเจ้าคุณนรจะถึงกับแกะบล็อกพิมพ์เองซื้อเครื่อง ไฮโดรลิคมาปั้มพระขายเชียวหรือ หลวงพ่อแดง วัดเขา บันไดอิฐก็อย่างว่าไม่มีปัญญาสร้างเหรียญสร้างพระ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทองก็ไม่ได้สร้างเอง ไม่เชื่อไปถาม ดูได้ทา่ นยังมีชวี ติ อยู่ หลวงพ่อเมือง หลวงพ่อฝัน้ หลวงพ่อ สิม หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน เลยไปจนถึงเจ้าคุณเฒ่า วัดหนัง ไม่มีใครเขาสร้างพระกันหรอกมีแต่เสกพระใคร จะกล้าใช้เจ้าประคุณสมเด็จฯ โขลกพระซึ่งครกหนึ่งๆ ใช้เวลาประมาณ ๓ - ๔ ชั่วโมงกว่าจะได้ที่ แม่งานใหญ่ คงจะได้แก่เจ้าคุณพุทธบาทปิลนั ท์ชว่ ยจัดการเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากคนทั้งหลายมัวไปสนใจว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างพระจึงนัง่ ฌานเพื่อจะเห็นเจ้าประคุณสมเด็จสร้าง พระ นาน ๆ ก็เห็นนิมิตท่านนั่งพิมพ์ในพระอุโบสถพอ เป็นปฐมฤกษ์ ส่วนมากถ้านัง่ ดูการเสกจึงจะเห็น บางครัง้ เห็นเป็นขีย้ านัง่ พิมพ์พระจนเกิดอุปาทานว่า พระสมเด็จเก๊ ซึ่งถ้าขี้ยาวัดระฆังเกิดศรัทธาจะพิมพ์พระ หลวงปู่ท่านก็ ไม่ขดั ข้อง กลับสนับสนุนเสียอีก เช่นท่านเคยใช้พวกทาส พิมพ์พระบอกว่าสร้างกุศลเสียบ้างชาติหน้าเกิดมาจะได้ ดีกว่านี้ บางครัง้ เห็นพระนัง่ เข้าแถวกันเป็นแถวยาวมีผงก องโต องค์นงั่ หัวแถวอ้วนขาว คนนัง่ ฌานก็ไม่ทราบว่า เป็นผู้ใด ความจริงก็คือสมเด็จปิลันท์นั่นเองอย่าสงสัย บางครั้งก็เป็นทีมพวกบ้านช่างหล่อ พวกนี้ล้วนมีร่างกาย ใหญ่โตแข็งแรง ทุกครั้งที่มีการสร้างพระพิมพ์ที่วัดระฆัง ในปัจจุบันวิญญาณของบุคคลพวกนี้ยังมาวนเวียนเฝ้าดู

อยู่ บางครัง้ เป็นทีมข้าราชส�ำนัก บางครัง้ เป็นทีมรวมเห็น แม่ข�ำสรวมเสื้อแขนทรงกระบอกช่วยเขาบ้างเหมือนกัน พระสมเด็จจึงสร้างขึ้นมากเหลือคณานับและส่วนมาก เก็บบรรจุกรุส่วนที่เหลือจากการบรรจุจึงมีน้อย กลับ เข้าใจว่าเป็นของหายากไป และเนื้อหาทรงพิมพ์ที่นิยม กั นนั้น เข้ า ใจว่ า เป็ นการควบคุ ม การผสมผงโดยคน เดียวกัน ส่วนวัดอื่นขอผงวิเศษไปสร้างแบบพิมพ์และ เนือ้ หาอาจผิดเพีย้ นกันไปบ้าง ยกตัวอย่างสดๆ พระพิมพ์ ของพระคุณเจ้าธัมมะวิตตักโกก็ยังมีหลายเนื้อหาเหมือน กันไม่ พร้อมทั้งยังหาตัวอย่างเหรียญเทียบได้ หลวงพ่อ สด วัดปากน�้ำภาษีเจริญ ใช้เวลา ๓ ปี สร้างพระของ ขวัญครั้งละ ๘๔,๐๐๐ องค์ ๓ ครั้ง หลวงพ่อลี วัดอโศกา รามสร้างพระพิมพ์ของท่าน ๑,๕๐๐,๐๐๐ องค์ใช้เวลา ๑ ปี ครึ่ง ยิ่งวัดศิลขันธ์อาจจะมากกว่านัน้ เจ้าประคุณสมเด็จ สร้างพระมานานปี หากสร้างเป็นทีมแจกพิมพ์คนละ พิมพ์กดพระครั้งละ ๕๐๐ องค์ นัง่ ไม่ทันเมื่อยจะได้พระ ไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ องค์ ผมกล้าพูดเพราะปฏิบัติในการ สร้างพระมาแล้ว และถ้าพระสมเด็จบางขุนพรหมได้ผง วิเศษไป ๑ บาตรสร้างพระ ๘๔,๐๐๐ องค์พระพิมพ์องค์ หนึง่ จะมีส่วนของผงวิเศษ ๑% พระสมเด็จ ๑ บาตรมี จ�ำนวนไม่เกิด ๑,๐๐๐ องค์ทดสอบมาแล้ว ส่วนผงวิเศษ ส�ำหรับใช้สร้างพระสมเด็จนั้น จ�ำเป็นต้องมีการศึกษา ภาคปฏิบัติก่อนจะน�ำมาลงเป็นเรื่องที่กล่าวถึงผงวิเศษ ห้าประการ อันได้แก่ผงปถมัง อิธะเจ ตรีนสิ งิ เห มหาราช และผงพุทธคุณ ความจริงน่าจะไม่ใช่ เพราะเหลือวิสัย ที่จะสร้างได้ส�ำเร็จ เนื่องจากองค์ท่านไม่มีเวลา ท่านจึง รจนาสู ต รผงวิ เศษขึ้ น ใหม่ แ ล้ ว ใช้ พ ระเณรช่ ว ยกั น ลง พอได้จ�ำนวนแล้วท่านจะน�ำไปอธิษฐานด้วยพลังจิตอีก ครั้ง และผสมด้วยผงมูลกัจจายนอันเป็นผลพลอยได้จาก การเล่าเรียนพระบาลีมูลกัจจายนสูตร ผงทีก่ ล่าวนีย้ งั มีผู้ รู้เล่าเรียนสืบต่อกันมา เขาเรียกว่าผงสร้างพระ ส่วนผง วิเศษห้าประการนัน้ เขาใช้ตามอุปเท่ห์ เพียงแต่ผงปถมัง ก็มีอุปเท่ห์ท่วมหลังช้าง ไม่จ�ำเป็น ต้ อ งกล่ า วถึ ง ผงพุ ท ธคุ ณ ซึ่ ง มี คุ ณ วิเศษถึง ๕๖ ประการ ผงปถมังเพียง ลบมหาไวยขาด ตั ว เอาผงลู บ หน้ า เป็นนนทยักษ์ ลบมหานิลขาดตัวเห็น หน้ า เป็ นงาแซง ลบพระจั นทร์ เข้ า กลีบเมฆเป็นล่องหน เขาท�ำใช้ตาม 91

อุ ป เท่ ห ์ ที่ ต ้ อ งการ ชิ้ น ส่ ว นขั้ นตอนและค� ำ นมั ส การมี มากมาย ถ้าเราเอาพระสมเด็จมาลูบหน้าเป็นมหายักษ์ หรือล่องหนได้จึงควรเชื่อไม่ใช่สมเด็จราคาแสนตัวพรุน นะครับ เรื่องนีถ้ ้าจะกล่าวโดยละเอียดก็จะเยิ่นเย่อเสีย เวลา พระมหาเฮงเขียนประวัตพิ ระสมเด็จว่า เจ้าประคุณ สมเด็จน�ำพระพิมพ์ของท่านใส่สัดใส่กระด้ง ร้องเรียก พระเณรให้ชว่ ยกันปลุกเสก โปรดอย่าฟังเป็นเรือ่ งชวนหัว ต้องคนมีความรูจ้ งึ จะมองเห็นภาพพจน์ พระเณรทีก่ ล่าว นั้นไม่ ใช่ เ ก่ ง ถึ ง กั บ ช่ ว ยเจ้ า ประคุ ณ สมเด็จ ฯ เสกพระ หรอก ความจริงช่วยกันสวดจตุวรรคภาณวาณ ครั้งละ ๔ รูป จะสวดพระชินะปัญชรก็ได้ องค์ปรมาจารย์กน็ งั่ ปรก ครั้งเดียวก็เป็นอันจบพิธี ไม่ใช่เสกวันละ ๓ ครั้ง ซึ่งมิใช่ สมณกิจอันควรกระท�ำเพราะการบรรจุพลังจิต ถ้าเต็ม แล้วเพิ่มต่อไปก็จะล้นเหมือนน�้ำเต็มตุ่ม เคยทดลอง น�ำ พระสมเด็ จ ไปเข้ า พิ ธี พุ ท ธาภิ เษกคุ ณ สมบั ติ ก็ ค งเดิ ม พลังจิตอื่นอัดไม่เข้า แต่ว่าว่องไวและรวดเร็วขึ้นเหมือน การช้าร์ทแบตเตอรี่ และค�ำที่ยังขัดหูอยู่ทุกวันนี้ก็คือ แป้งโรยพิมพ์ การพิมพ์พระเขาใช้น�้ำมันใสเพื่อให้พระ ลื่นตัวจะใช้แป้งนวลลงแบบการท�ำขนมครองแครงไม่ได้ เพราะแป้งท�ำขนมถูกนวดจนเหนียวแล้วเคล้าแป้งนวล เสียชั้นหนึง่ จนไม่ติดมือจึงใช้แป้งโรยพิมพ์เพื่อให้ลื่นตัว และพิมพ์นนั้ ก็มีลักษณะไม่เหมือนพิมพ์พระเป็นพิมพ์ไม้ ใช้กลิ้งแป้งม้วนเป็นตัวครองแครงก็หลุดไปเลย ผงสร้าง พระมีลกั ษณะเปียก ขืนใช้แป้งโรยลงจะเหนียวเหนอะหนะ บางทีแคะไม่ออกและเสียความคมของพระ จากผลที่ไม่ เคยผ่านภาคปฏิบัติจึงมีการกุโดยตริตรองไปตามอาการ สิง่ ทีม่ องเห็นคล้ายคราบแป้งนัน้ เป็นไปได้สองประการจาก การปฏิ บั ติ แ ละเห็ นจากของจริ ง คื อ ๑ เป็ น แป้ ง เจิ ม ๒ เกิดจากปฏิกิริยาของปูนกับน�้ำมันทาแม่พิมพ์ แม้จะ ลองท�ำพระดินหากใช้น�้ำมันทาพิมพ์ยิ่งเป็นน�้ำมันเครื่อง จะเห็นชัด ทิ้งให้แห้งตัวจะเกิดผลอย่างว่า ส่วนปูนนัน้ ไม่ใช่ปูนที่ท�ำด้วยเปลือกหอย แต่เป็นปูนที่เผาจากหิน สิง่ นีแ้ หละทีท่ ำ� ให้พระสมเด็จมีนำ�้ หนัก ไม่ใช่ทกึ ทักเอาว่า น�้ำหนักนั้นคือพลังของกฤตยาคมซึ่งบรรจุในองค์พระ กฤตยาคมมีสภาพเป็นทิพย์ไร้น�้ำหนัก ปูนชนิดนี้แหละ เขาเรียกว่าปูนเพ็ชร์ ต้องน�ำมาแช่นำ�้ จนจืดก่อน บางคน ยิง่ กว่านัน้ พระเจ้าสิบชาติและพระหลวงพ่อโตมาก�ำหนด เป็นพระพิมพ์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ บอกว่าเจ้า ประคุณสมเด็จสร้างไว้ ได้กล่าวมาแล้วว่าไม่มีการสร้าง 92

พระมี แต่ เ สกพระ โดยลื ม คิ ด ไปว่ า ก่ อ นที่ เจ้ า ประคุ ณ สมเด็จจะได้ครองวัดระฆังนัน้ เป็นยุคหลังแล้ว วัดนี้เดิม เรียกวัดบางหว้าใหญ่ สร้างขึ้นปลายสมัยอยุธยา สมเด็จ พระสังฆราชศรี และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นาค ก็ เคยเป็นสมภารเจ้าวัดมาก่อน พระเจ้าสิบชาติเขาใช้มุง หลังคาโบสถ์ พระหลวงพ่อโต ก็จัดเป็นประติมากรรม สมัยอยุธยา มีอายุแก่กว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ เสียอีก อย่างไปนึกว่ามีชื่อโตเหมือนกัน ถึงจะค้นพบที่วัดระฆัง หรือวัดอื่นก็ตาม อย่าไปตีความเอาง่ายๆ ประหนึ่งคน รุน่ ก่อนสร้างพระกันไม่เป็น ของวัดระฆังมีแต่เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ปลุกเสกไว้เท่านัน้ และถึงแม้ค�ำกุที่ว่าหลวงพ่อ โต กรุวดั บางกระทิง จังหวัดอยุธยา เป็นพระของเจ้าประคุณสมเด็จฯ น�ำไปตรวจทางฌานแล้ว คนเสก หน้าตาไม่เห็นเหมือนกับเจ้าประคุณสักหน่อย บ้างก็กล่าว ว่าเจ้า ประคุ ณฯ ไปเยี่ ย มญาติ ที่ เมื อ ง ก�ำแพงเลยเกิดคติการสร้างพระพิมพ์ขึ้นมา ก็พระพิมพ์ นั้นมีเฉพาะเมืองก�ำแพงหรือไฉน เจ้าประคุณฯ อยู่ใน จังหวัดพระนคร และเดินทางไปกิจธุระที่จังหวัดอยุธยา เสมอมา ไม่เคยพบเห็นพระพิมพ์บ้างหรือไร และท่านก็ มิ ไ ด้ ดี ซ ายน์ แ บบพระพิ ม พ์ เช่ น พระเมื อ งก� ำ แพงสั ก หน่อย ท�ำไมไปคิดอย่างนัน้ พระเมืองก�ำแพงส่วนมาก เป็นพระดินเผา ไม่ว่าส่วนมากละว่ากันทั้งหมดเลยดี กว่ า กล่ า วถึ ง พระพิ ม พ์ เมื อ งก� ำ แพงก็ อี ก นั่น แหละ เขียนกันจนเลอะเทอะอ้างว่าฤาษีครั้งรามเกียรติ์นนั่ มา ปลุ ก เสกพระและสร้ า งพระเจดี ย ์ ไว้ แ ถวลุ ่ ม น�้ ำ ปิ ง ถึ ง ๘๔,๐๐๐ องค์ เช่นนีค้ วรจะนับซากเจดีย์ดูก่อนจึงควรเชื่อ กัน ฤาษีมีฤทธิเหาะเหินเดินฟ้าได้มาช่วยกันเป็นพันๆ เหมือนหนังเรื่องก� ำลังภายใน ไปหาว่านให้ได้ ๑,๐๐๐ เกสรดอกไม้ ๑,๐๐๐ ถามว่าว่าน ๑,๐๐๐ ชนิดนัน้ ชือ่ เรียก ว่าว่านอะไร เพียง ๑๐๘ ชนิด บางทีชื่อต่างกันเป็นว่าน ชนิดเดียวกันประดิษฐ์เป็นเมฆพัด บริพตั ร อุทมุ พร บรรจุ ไว้ตามถ�ำ้ ตามมหาเจดีย์ ได้ความว่านายชิตมหาดเล็กหลวง น�ำจารึกลายแทงขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จพระพุทธเจ้า หลวงรัชกาลที่ ๕ และว่าได้ยินได้ฟังมาจากชาวบ้านจึง บันทึกไว้ ผู้เขียนยังขู่ว่าใครไม่เชื่อต้องตกนรกหมกไหม้ ผมคนหนึ่ง ละที่ ไม่ ย อมเชื่ อ เด็ ด ขาด ก็ มั น เรื่ อ งกุ จ ะไป เชื่อได้อย่างไร ฤาษีท่านคนละลัทธิกับพุทธจะมายุ่งอะไร

กับเรื่องเช่นนี้ ฤาพระสงฆ์องค์เจ้าในประเทศไทยขณะ นัน้ ดับขันธปรินิพพานหรือลาสิกขากันหมด ร้อนถึงฤาษี รุ่นรามเกียรติกลับชาติมาสร้างพระ และเอาว่านเกสร มาท�ำเป็นเมฆพัดน่ะใครท�ำได้ เมฆพัดเมฆสิทธิ์เป็นวิชา ระสายน์เวช คือวิชาเล่นแร่แปรธาตุ เขาใช้ทองแดงซัด ก�ำมะถันจนเกิดเป็นเมฆพัดขึ้นมา และนิยมสร้างกันใน รัชกาลที่ ๕ ก็นายชิตแกเป็นคนสมัยนัน้ ใครเคยพบพระ เมฆพั ด ในกรุ เมื อ งก�ำ แพงบ้ า งและค� ำ ว่ า อุ ทุ ม พรมั นก็ คือลูกมะเดื่อเราดี ๆ นี่เองใคร เขาน�ำไปสร้างพระ มีอยู่ เหมือนกันคือกาฝากมะเดื่อเขาใช้แกะเป็นนางกวัก และ ยังกล่าวว่าพระเมืองก�ำแพงเนื้อหนึกนุ่มเพราะผสมว่าน ควรจะคิดว่าว่านนัน้ เป็นสิ่งเผาไหม้ ขืนผสมเข้าไปเนื้อ พระจะหยาบและเกิดรอยพรุน ความจริง นั้น เป็ นดิ น กรองต่างหาก ยังแถมค�ำว่าว่านดอกมะขาม ว่านอะไร ไม่ ท ราบเผาไฟไม่ ไหม้ และไม่ เคยปรากฏชื่ อ ในต�ำ รา กบิลว่าน ความจริงนัน้ เป็นแร่ชนิดหนึง่ เขาเรียกว่าแร่ ดอกมะขามตามลักษณะของสีแร่ ดูออกจะแก่ว่านจน ไม่รเู้ รือ่ งว่านเลย เห็นพระบางชนิดก็เรียกว่าว่านจ�ำปาศักดิ์ ใช่ที่ไหน พระชนิดนี้มีมากตามจังหวัดภาคตะวันออก เฉียงเหนือหรือแคว้นลานช้างเดิม เขาเรียกว่าพระภู ค�ำ ว่าภูหมายถึงภูเขา มีบรรจุอยูต่ ามถ�ำ ้ หรือตามเขามักมีหนิ ปิดปากไว้ มีสองสีสีด�ำผสมด้วยครั่งเพราะเป็นมวลสาร ที่หาง่ายส�ำหรับภาคนี้ สีเหลืองผสมด้วยยางไม้ชนิดหนึง่ มีชื่อว่ายางบง มีลักษณะเป็นยางเหนียวเขาใช้ผสมควั่น ธูปแทนแป๊ะแซในภาคกลางเรื่องพระพิมพ์วัดสามปลื้มก็ เช่ น เดี ย วกั น ไม่ เห็ น มี ห นัง สื อ เล่ ม ใดให้ ทั ศ นะเป็ นที่ เหมาะใจ ทีแรกก็ว่าเป็นพระพิมพ์ของเจ้าพระยาบดินทร์ เดชา ต่อมาเกิดมีการขัดแย้ง ว่าได้รับการยืนยันของ นางนุ่ม ชุวานนท์เป็นผู้รู้เห็นว่าพระพิมพ์ชนิดนี้สร้างโดย พระอาจารย์พรหม พระอาจารย์ช้าง ความจริงอาจารย์ พรหม อาจารย์ช้างท่านได้สร้างพระพิมพ์เหมือนกัน แต่ เป็นแบบสีเ่ หลีย่ ม เนือ้ ผงและอายุพระคนละแบบ เราต้อง มาคิดว่าพระพิมพ์ชนิดนี้แกะแม่พิมพ์โดยฝีมือช่างหลวง คนธรรมดา ปราศจากอิทธิพลยากที่จะจัดท� ำได้ เป็น ลักษณะพระนักการทหารมากกว่าลักษณะพระเกจิอาจารย์ อ่านพบในสารน์สมเด็จเป็นจดหมายเหตุโต้ตอบระหว่าง สมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ กับสมเด็จกรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ์ จึงนับถือได้ว่าเป็นนักปราชญ์แห่งยุค ทรงพหูสูตกว้างขวาง กล่าวว่าเจ้าพระยาบดินทร์เดชา

มีพระอาจารย์ที่ส�ำคัญองค์หนึง่ อยู่ที่วัดสามปลื้ม ชื่อเถร เกตุ เป็นผู้ที่ท่านเจ้าพระยาเลื่อมใสนับถือยิ่งนัก เป็นผู้ที่ ลงเครือ่ งพิชยั สงครามประจ�ำตัวท่านเจ้าพระยา จึงมาคิด ว่าแม่งานในการสร้างพระพิมพ์ วัดสามปลื้มน่าจะไม่ผิด ไปจากท่านเจ้าพระยา และประธานพิธีปลุกเสก ก็คงจะ ไม่พ้นไปจากพระอาจารย์เกตุ พระอาจารย์เกตุองค์นี้ แม้ เจ้ า ประคุ ณ สมเด็ จ พุ ฒ าจารย์ โต ก็ เ ลื่ อ มใสเป็ น หนัก หนา ท่ า นเคยกล่ า วว่ า มี เหตุ อั น ใดก็ ให้ ร ะลึ ก ถึ ง เถรเกตุเถิด และพระพิมพ์ชนิดเศียรโล้นนัน้ ก็คอื องค์แทน เถรเกตุนนั่ เอง หากตรวจดูทางฌานแล้วจะรูว้ า่ สูงส่งกว่า พิมพ์ชนิดธรรมดามากมาย เหนือกันมาแต่เริ่มแรกแตก กรุแล้ว คือพระพิมพ์ชนิดธรรมดา ทางวัดจัดให้เช่า ราคาองค์ละ ๔ บาท ชนิดเศียรโล้นอัตราค่าบูชา องค์ละ ๒๐ บาท ผงวิเศษที่ใช้ สร้ า งคื อ “ผงทั พ หน้ า ทั พ หลั ง ” และตัวผงนัน้ มีผู้กล่าวว่ายังมีอยู่ ทีว่ ดั เทพลีลาหรือวัดตึก ต�ำบลหัว ตะเข้ ซึ่งเป็นวัดที่ท่านเจ้าพระยาสร้างไว้ และมีน�้ำมัน พิชัยสงครามส�ำหรับแต่งกองทัพผสมในเนื้อหาของพระ พิมพ์ด้วย ให้พิจารณาเอาเถิดอย่าได้เชื่อผมนักการเขียน หนังสืออ้างว่าฤาษีสร้างเมือง ผมก็ไม่เชื่อ เพราะนั่น มิใช่กจิ ของฤาษี ฤาต้องอยูป่ า่ กษัตริยอ์ นิ เดียสมัยโบราณ มีคติว่าผมหงอกแล้วพญามัจจุราชมาเคาะประตู จะรีบ สละราชสมบั ติ อ อกบวชเป็ น ฤาษี แ สวงโมกขธรรมใน ราวป่า เขียนว่าพระรอดเป็นพระสมัยทวาราวดีก็ไม่เชื่อ เพราะอาณาจั ก รโยนกก็ ดี แคว้ น ลานนาไทยก็ ดี เป็ น เพียงสมัยเชียงแสน พระนางจามเทวี เป็นบุตรีพญา ขอม พอจะเทียบกับสมัยลพบุรี แม่พระรองหรือพระ รอดหลวง ก็ยืนยันกันว่าเป็นพระสมัยลพบุรี สมัยลพบุรี เหนื อ สมั ย เชี ย งแสน แต่ ส มั ย ทวาราวดี ยั ง เหนื อ สมั ย ศรีวชิ ยั แล้วจึงถึงสมัยลพบุรี เช่นนีต้ อ้ งเปลีย่ น ฐานะของ พระนางจามเป็นต้นตระกูลพญาขอมมากกว่าที่จะเป็น ลูกพญาขอม จะไปกุสมัยให้ พ.ศ. เทียบเท่าสมัยทวาราวดี อะไร ใครก็เขียนได้ สมัยทวาราวดีนิยมสร้างพระพิมพ์ มากกว่าพระเครือ่ งขนาดเล็ก ขอให้สงั เกตดูพระประธาน องค์ใหญ่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือส่วนมากจะเป็นพระสมัย เชียงแสนทั้งสิ้น จะหาพระประธานแบบในพระอุโบสถ วั ด พระปฐมเจดี ย ์ สั ก องค์ เดี ย วก็ ไม่ มี และพระพิ ม พ์ 93

เชียงแสนชั้นหลังหรือที่เรียกกันว่าเชียงแสนหลวงเป็น พระที่ ส ร้ า งด้ ว ยเนื้ อ ชิ น ก็ มี คุ ณ วิ เ ศษเช่ น เดี ย วกั บ พระรอดมหาวัน ดูก็ง่ายกว่าราคาก็ไม่รุนแรง หรือพระ รอดชินเชียวพะเยาว์ก็ใช้ได้ดี หากจะเกี่ยงเรื่องศักดิ์ศรีก็ เป็นอีกเรือ่ งหนึง่ ทีว่ า่ พระรอดเขียวผสมด้วยใยหินนัน้ ไม่ใช่ เป็นการทึกทักเอา โดยไม่ผา่ นภาคปฏิบตั ิ เป็นพระทีแ่ ก่ไฟ เท่านัน้ ทุกวันนีก้ ท็ ำ� ได้ และในหนังสือเรือ่ งพระพิมพ์นางพญา ยังรู้สึกขัดแย้งที่ว่า พระนางพญาที่ลอบขุดจากเจดีย์วัน อินทรวิหารบางองค์มคี ราบเหล็กละลายติดเนือ้ พระ เพราะ เกิดจากความร้อนภายในพระเจดีย์ ท�ำให้บาตรบรรจุพระ พิมพ์เกิดละลายตัว เนือ้ เหล็กจึงแทรกจับองค์พระ พวกที่ เล่นพระมือใหม่เชื่อเป็นตุเป็นตะ จะหาพระนางพญาที่มี คราบเหล็ก ถ้าเป็นดังนัน้ จริงพระตะกั่วและพระทองค�ำ คงไม่มีเหลือให้พวกเราเห็นเพราะจุดหลอมละลายมีเร็ว กว่าเหล็กหลายเท่าตัว เรือ่ งเช่นนีก้ จ็ ำ� เป็นต้องมีความรูใ้ น ด้านวิทยาศาสตร์พอควร พระเจดีย์นนั้ สร้างด้วยอิฐและ ฉาบปูนขาว อิฐเป็นตัวสื่อความร้อนหรือเปล่า ความเย็น จากน�้ำค้างและอากาศตลอดคืนเปลือกผิวขององค์เจดีย์ จะรูส้ กึ เย็นกว่าร้อน ความร้อนจากดวงอาทิตย์จะร้อนจัด ในด้านทิศตะวันออกประมาณ ๑๑.๐๐ น. ถึงเทีย่ งวัน ตอน เช้ายังร้อนไม่เพียงพอ จากนัน้ จะคล้อยไปทางทิศตะวัน ตกเพียง ประมาณ ๑๖.๐๐ น. รังสีความร้อนก็จะเริม่ อ่อน ตัวลงจะผ่านฉนวนอิฐปูนไปได้สักเท่าใด บาตรเหล็กนัน้ ต่อให้น�ำไปตั้งกลางแจ้งรับความร้อนเต็มที่ตลอดวันหรือ ไม่พอน�ำไปตัง้ ไว้กลางทะเลทรายก็ไม่มที างทีจ่ ะลายตัวได้ หากผู้เขียนผ่านประสบการณ์ในภาคปฏิบัติเพียงชั้นต้นก็ จะอธิบายได้เลยว่า เกิดจากการน�ำพระพิมพ์เผาสุมด้วย บาตรเหล็กและบาตรนี้อยู่ใกล้ไฟ ความร้อนท�ำให้โลหะ เกิดการละลายตัวตามเปลือกผิวเป็นบางส่วนของบาตร เหล็ ก และความร้ อ นนั้ น มี ป ระมาณ ๙๐๐ องศา เซ็นติเกรดถ้าใช้ความร้อน ๑,๒๐๐ องศาเซ็นติเกรดบาตร จะละลายทั้ ง หมด ได้ เ คยน� ำ เศษนวโลหะโรยลง พระแล้ ว น� ำ เข้ า เผาในเตาเผาอิ ฐ ปรากฏว่ า นวโลหะ ละลายเกาะคล้ายกับลาวาของภูเขาไฟ การพิจารณา เรื่องเหรียญเจ้าคุณเฒ่า วัดหนัง รุ่นยันต์ห้า พ.ศ. ๒๔๖๙ ก็เช่นเดียวกัน เป็นเหรียญตาย คือสร้างเมือ่ ท่านมรณภาพ ไปแล้ว ก็พยายามว่าเป็นเหรียญที่สร้างเมื่อยังมีชีวิตอยู่ จนต้องกระซิบให้ทราบเลยค่อยหูตาสว่างขึ้นบ้าง คือคน เขียนไม่มีความรู้จริงๆ ยืนยันว่ามีเวลาสร้างเหรียญ ๔ 94

เดือนจากเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน เจ้าคุณเฒ่า มรณภาพวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๔๖๙ ขณะนัน้ เดือนเมษายน เป็นเดือนต้นปี ไม่ใช่เดือนมกราคม ดังเช่นทุกวันนี้ เพราะ เพิ่งมาเปลี่ยนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ยกให้เดือนมกราคม เป็นต้นปี ตามหลักสากลนิยมแล้วจะสร้างเหรียญทัน อย่างไร ต้องหาตัวโลหะต้องจารอักขระมนต์ในแผ่นโลหะ แล้วเสกจนได้ที่ ต้องแกะบล็อกพิมพ์ตวั ผูต้ วั เมียด้านหน้า ด้านหลังรวม ๒ ชิ้น ต้องหลอมโลหะแล้วรีดให้เป็นแผ่น ก่อน คงไม่มีใครคิดสร้างเมื่อวันที่ ๑ เมษายน เป็นแน่ถึง กระนัน้ ก็สร้างไม่ทนั และยังต้องใช้เวลาปลุกเสกอีก เข้าใจ ว่าเจ้าคุณเฒ่าจะต้องป่วยกะเสาะกะแสะมาแต่ตอนปลาย ปี พ.ศ. ๒๔๖๘ เขาเรียกว่าโรคคนชรา คงไม่สิ้นอายุขัย ด้วยโรคหัวใจวายเป็นแน่ จะกุเพียงขายเหรียญได้ราคาดี นัน้ ไม่ถกู อีกเรือ่ งหนึง่ ก็คอื ค�ำว่าพระมหาอุตม์ ฟังแล้วรูส้ กึ ขั ด หู อ ย่ า งยิ่ ง กระนั้นก็ ยั ง มี ค นช่ ว ยกั น สนั บ สนุน ว่ า ถูกต้อง ค�ำว่ามหาอุตม์ มหาจักร ได้ยนิ ว่าเขานิยมใช้กนั ในภาษาโหร มหาอุตม์หรือมหาอุดมก็หมายถึง สิง่ ทีป่ ระเสริฐเลิศยิง่ พระปิดทวาร ทั้งเก้าเดิมเขาเรียกกันว่า พระ มหาอุด หมายถึงการอุดกันปิด ตามความหมายแห่งลักษณะองค์ พระ บางคนก็กุว่าเป็นองค์เดียว กับพระควัมปติ และพระควัมปติ แผลงมากจากค�ำว่าภควา เลยเลอะเทอะกันไปใหญ่โต ห่างไกลกันหลายกิโลเมตร ภควาหมายถึงพระผู้มีพระ ภาคย์เจ้าพระองค์นั้น พระควัมปติแปลว่าคล้ายคลึง พระบรมศาสดาเป็นฉายาของพระมหากัจจายนะเถระเจ้า พระปิดทวารทัง้ เก้าเป็นรูปพระบรมโพธิสตั ว์เจ้าปางประทับ ในครรภ์พระพุทธมารดา มิได้จ�ำกัดว่าเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ใด บางทีเขาก็นยิ มเรียกว่าพระเจ้า แบ่งออกเป็น สองปางคือ ปางนัง่ ขัดสมาธิ เรียกว่าพระเจ้าเข้านิโรธ นัง่ ยองๆ ปิดตาเรียกว่าพระเจ้าในครรภ์ ถ้าประสูติออกมา จะบังเกิดลักษณะสองประการคือ พระพุทธมารดาต้อง สิ้นพระชนม์ประการหนึง่ เกิดแผ่นดินไหวประการหนึง่ ท่านมิได้ส�ำรวมอายัตนะอะไรหรอก อายัตนะมีหกแต่ปิด เก้ามันก็ไม่ถูก แต่เป็นการปิดโดยลักษณะอัตโนมัติแห่ง ทารกในครรภ์คือ ตาทั้งสองไม่ลืมดูโลก จมูกทั้งสองรู ไม่หายใจ ปากไม่เอ่ยเอื้อนวจี หูทั้งสองไม่ยอมรับศัพท์

ส� ำ เนี ย งใดๆ ทวารหนัก ทวารเบาไม่ ท�ำ งาน รวมเป็ น เก้าทวารด้วยกัน จะว่าท่านประเสริฐเลิศยิ่งได้อย่างไร เพราะยังมิได้ตรัสรูเ้ ป็นพุทธะ แม้องค์พระพุทธะก็ยงั ไม่ใช้ ค�ำว่าอุตม์ ไม่เคยพบทีใ่ ช้ เขาใช้เฉพาะพระธรรม เรียกว่า อุตมธรรมหรืออุตโมธรรมเท่านัน้ อุตโมพุทธอุตโมสงฆ์ ไม่มี ถ้าไม่บรรลุธรรมก็ไม่ตรัสรู้ พระพุทธองค์จงึ ทรงเคารพ พระธรรม ไม่ใช่พระธรรมเคารพพระพุทธองค์ พระธรรม เป็นสิ่งกลางๆ มีมาก่อน พุทธะ ในพระบาลีกล่าวว่า “อุ มั ง คลามหาสั ม พุ ท ธธานั ง ชะละมาลาติ ม าระ ภะเว” คือคาถาพระเจ้าในครรภ์ ถ้าจะน�ำมาอาราธนา พระปิดทวาร ทั้งเก้าน่าจะเป็นการถูกต้องและเหมาะสม เรื่ อ งพระนี้ต ามกันไปโดยไม่คิดเหตุคิดผล ผมไม่ ย อม

ให้ผ่านไปง่ายๆ จะเป็นผู้ใดก็ตาม แม้คนทั้งประเทศจะ คล้อยตามผมก็ยังจะแย้ง เช่นมีผู้กล่าวว่าสมเด็จพระ สังฆราชแพ ติสสะเทวะ วัดสุทศั น์เทพวราราม ปรมาจารย์ สร้างพระกริ่ง (นายช่างสร้าง ท่านเองไม่ได้สร้าง) ทรง ตรัสว่า ค�ำว่ากริง่ นี้ มาจากค�ำว่ากึกสุ โล (อ่านว่ากิงสุสโล) หมายถึง พระนิพพาน คือพระโยคาวจรบ�ำเพ็ญฌานไป ถึ ง จุ ด วาระหนึ่ง อุ ท านว่ า กุ ส โล เอ๊ ะ นี่คื อ กุ ศ ลอั น ใด หมายความว่าตันนิพพุติง ดับสนิท คือพระนิพพาน เช่น นี้ไม่เป็นการถูกต้อง เพราะเสียงกริ่งนัน้ เป็นรูป เสียงกะ ทบโสตะวิญญาน พระนิพพานนัน้ เป็นนาม เป็นคนละเรือ่ ง มิฉะนัน้ คนจะเข้าใจเรื่องนิพพานง่ายไปเพียงขยับเสียงก ริ่งๆ และพระกริ่งมิได้มีก�ำเนิดในประเทศไทยเป็นปฐม เป็นพระปฏิมาซึง่ เกิดจากลัทธิพทุ ธฝ่ายมหายาน เขาเรียก ว่าเอี๊ยะซือฮุด ไม่เรียกกริ่ง จะไปหมายว่าเป็นพระหมอ จากค� ำ ว่ า ไภสั ช ยคุ รุ ก็ ยั ง ไม่ ถู ก เพราะในพจนานุก รม ฉบับราชบัณฑิตสถานเขียนว่า ไภสัชคุรุ นีก่ ใ็ ช้ผดิ เรือ่ ยมา ด้ ว ยเหตุ บั ง เอิ ญ ท่ า นเกิ ด ความศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ในทางบ� ำ บั ด โรคภัยไข้เจ็บได้บางประการเท่านัน้ และองค์ทา่ นอาจมิได้

ตรัสเช่นนัน้ เอี๊ยซือฮุดก็คือพระสรณังกร พระพุทธเจ้า องค์ทสี่ ามนัน่ เองครับ ท่านประทับอยู่ ณ ไวฑรูยโ์ ลกธาตุ คนละโลกกับเรา ทีนี้ผมจะกล่าวถึงจริต ๖ ประการของนักนิยมพระ เครื่องว่ามีอยู่อย่างไร จริตของคนเราบางทีก็มีจริตเดียว แต่สว่ นมากเป็นจริตรวม เราตรวจตัวเองได้วา่ เข้าลักษณะ ใดและจะแก้ไขอย่างใด ๑. โทษะจริต จอมมารร้ายหรือจอมกิเลศตัวนี้ร้ายนัก แทรกซึมเข้ามาพร้อมกับการปฏิสนธิทีเดียว ไม่เชื่อ ลองไปแหย่เด็กเล็กๆ แกล้งแย่งขนมหรือของเล่นแก เดี๋ยวก็ได้เรื่อง ยิ่งแก่ตัวเข้าไม่มีการชะล้างยิ่งพอก เป็นสนิมยิ่งกว่าคราบตะกรันหรือสนิมแดงไขมันปู นักพระเครือ่ งส่วนมากแล้วน้อยนักทีจ่ ะละเว้นเสียซึง่ โทษะจริตไม่มกั จะโกรธ ผมเองก็เคยถูกโกรธ และถูก ด่าว่า “คุณช่างเป็นบุคคลที่น่าสงสาร ช่างไม่รู้อะไร เสียเลย ซือ้ ต�ำราของผมอ่านเสียบ้างซี” ผมก็ไม่โกรธ เคืองอะไร ซื้อมาก็อย่างว่าแหละ เหมือนสีซอให้ ควายฟัง ก็ผมมันคนไม่รู้อ่านสักร้อยเที่ยว พันเที่ยว มันก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ อย่าไปซื้อมันเลย บางคนก็ติไม่ได้ กล่าวตอบว่า “คุณบังอาจเถียงผมหรือ” เช่นนีผ้ มหยุด เจรจาด้วยตลอดชัว่ อายุขยั และโกรธใครต่อใครทีเ่ ขา หวังดีหาว่าเธอด่าต�ำหนิ ถึงกับท้าทายจะพนันขันต่อ ในเชิงดูพระ หรือเชิงเขียน นับเป็นบุญที่น่ากลัว มี เรื่องเล่าให้ผมฟังว่าใครไม่ทราบที่สนามพระ เอา พระสมเด็จออกมาอวดกัน แล้วใครคนหนึง่ ลูบเนื้อ เข้าถึงกับเจ้าของพระตรงเข้าชกหน้า และเจอทีไร เป็นชกทุกที นี่ประไรยิ่งเล่นยิ่งเข้าใกล้ธัมมะอย่างไร มันก็แล้วไปแล้ว ไม่ควรก่อเวรให้ยืดเยื้อ ในปีนี้ผมก็ โดนเอาพระสมเด็จเนือ้ บริสทุ ธิม์ าให้พวกดู พวกก็เอา นิ้ ว ขั ด อยู ่ นั่น แหละ คงจะให้ เ กิ ด ประกายไฟหรื อ อย่างไรไม่ได้ถาม ผมก็ใจคอไม่ดีเหมือนกัน และคิด ว่าไม่ท้วงต่อไปแกไปดูพระของคนอื่น ก็คงจะได้รับ บทเรียนเอง ผมเคยถูกคนดูถูพระสนิมแดงเล่นสอง ครั้ง ครั้งแรกเป็นนายทหารเรือยศเรือตรี ผมขอคืน เก็บใส่กระเป๋าซิบ และไม่กล่าวค�ำพูดอะไร ครัง้ สุดท้าย ประมาณ 6 เดือนมานี้ (สิงหาคม 2515) ท่านผูใ้ หญ่ มาขอดูพระร่วงสนิมแดง วัดหน้าพระธาตุ อ�ำเภอ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พระองค์นี้เปิดตลอดองค์ 95

เป็นชนิดทีผ่ มใช้เวลาเสาะหาถึง 30 ปี และได้รบั จาก ผมไม่ทราบ คนเราจะมีของดีจนล้นฟ้าไม่สามารถหนี มรดกตกทอดเร็วๆนี้ ผู้ใหญ่ท่านนัน้ ชมไปก็เอานิ้วหัว กฎแห่งกรรมได้ ขณะทีท่ ราบข่าวจิตใจผมเยือกเย็นและ แม่มอื ขัดองค์พระอย่างแรง ผมก็สะทกสะท้านใจ จะ แปรเปลี่ยนไปมากแล้ว จึงคิดต�ำหนิตัวเองในการที่มี ติงก็ใช่ที่ ท่านก็ขดั อยูอ่ ย่างนัน้ ผมก็กลืนน�ำ้ ลายลงคอ โทษะจริตรุนแรงแต่ครั้งยังเยาว์วัย เหตุที่โทษะจริต หลายอึก และดูเหมือนน�้ำตาจะไหลอยู่ภายในดวงใจ เริ่มสลายตัวลง เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีเศษมานี้ ท่านยังพูดอีกว่าขัดหมดแล้วมันคงเกิดได้อีก ผมฆ่า เอง ผมมีบุตรชายสุดที่รักอยู่ผู้หนึง่ อายุได้ประมาณ ความโกรธด้วยความไม่โกรธส�ำเร็จ เพียงแต่ว่าใคร 2 ขวบ ตื่นเช้าขึ้นแกก็น�ำหนังสือพระสมเด็จฯ ของ ก็ตามอย่าได้พบเห็นพระร่วงองค์นี้อีกเลย ท่านเจ้า ตรียมั ปวายมาเปิดดูภาพ พลางชีว้ า่ ป๊ะโจ้เดะ กระท�ำ คุณชลประทาน เคยเล่าให้ผมฟังว่า อีตาขุนอะไรไม่ อยูท่ กุ วันไม่เล่นของอืน่ วันหนึง่ แกมาเกาะหลังผมและ ทราบ หยิบพระร่วงสนิมแดงองค์ที่ท่านถอดแหวน ปลดสร้อยคอน�ำพระสมเด็จไปพิจารณา แล้วแกก็จดั เพชรชนิด 3 กระหรัดแลกได้มา คว้าพระได้ก็หยิบ ฟาดกับพืน้ อย่างแรง พระแตกยับเป็นเสีย่ ง ๆ ผมตก ตะใบตรงเข้าถูเป็นการใหญ่ ท่านบอกว่าถึงกับหน้า ตะลึงอย่างไม่คาดฝันมาก่อน น�ำ้ ตาได้ลว่ งไหลออกมา มืดและสั่นเทาไปทั้งจะเตะเสียให้ได้ ครั้นหนึง่ ผมได้ และไม่กล่าวว่ากระไร ปลงตกว่าเราต้องพลัดพรากจาก รับพระพิมพ์สามปลื้มชนิดเศียรโล้น รักปานแก้วตา ของรักของชอบเป็นธรรมดา และของสิง่ นีย้ อ่ มตกทอด เพราะงามมากฝากเพือ่ นไปเลีย่ ม เพือ่ นคนนีพ้ ยายาม เป็นอนุสรณ์ของบุตรชาย เขาคงมีกรรมจึงได้รับของ หาก็หาไม่ได้ และคุยออกมาว่าสมัยก่อนเขามีการหัก เช่นนี้ คนเรามีกรรมเป็นของตัว หากเราจะเฆี่ยนตีก็ กัน คือใครได้เครื่องกังไสแปลก และงามไม่มีทางจะ ไม่รู้เดียงสา และเป็นปมด้อยเข็ดขยาดในเรื่องพระ ชนะกันได้ แกล้งปล่อยให้มันพลัดหลุดมือเสียใช้เงิน ก็ยงั สบายใจ เมือ่ ผมไปรับพระปรากฏว่า พระหักและ ๒. โลภะจริต สมมุติว่า คุณมีพระสมเด็จวัดระฆังของ มีรอยต่อไว้ ความโกรธของผมถึงกับท�ำให้เพื่อนและ แท้อยู่ถึง 10 องค์แล้ว มีคนน�ำมาให้ฟรีอีก 10 องค์ ช่างเลี่ยมหน้าซีดหมดสีเลือด เพื่อนและช่างเลี่ยมมี เชื่อว่าน้อยคนจะปฏิเสธ แต่ส�ำหรับตัวผมยังเฉยๆ วัยวุฒิแก่กว่าผมมากนัก ผมจัดแจงน�ำพระกลับบ้าน อยู่ เว้นแต่มีเหตุอันควรพิจารณาว่า เจ้าของพระสิ้น เข้าห้องพระร้องไห้ระบายความอัดอัน้ ตันใจอย่างแรง ศรัทธา หมดวาสนา ย�ำ่ ยีทา่ นเกินกว่าเหตุ ความโลภ พลางจุดธูปอธิษฐานจิตว่า ผมก็มหี ลวงพ่ออยูอ่ งค์เดียว นี้แสดงออกได้ทางประกายตา เสียง มือชักจะสั่น เคารพรักเหนือสิง่ ใด ๆ หากการแตกหักเป็นไปโดยเหตุ ปีที่แล้วผมวิจัยเรื่องโลภะจริตภาคปฏิบัติ โดยแจก บังเอิญก็สมควรอยู่ แต่หากเป็นเจตนากลั่นแกล้งขอ พระนางพญาพิษณุโลกรุ่นเก่าไป 58 องค์ฟรี (ไม่ใช่ ให้มนั อกหักแตกสลายดัง่ ค�ำอธิษฐานด้วยแรงอาฆาต ฟรีอย่างที่แจกตามวัดและมีตู้บอกบุญ) พระสมเด็จ นี้เถิด กาลเวลาได้ล่วงเลยมาได้ประมาณ 20 ปี ผม ของเก่า 1,000 องค์เศษ ตรวจพิจารณาทุกแง่มมุ โดย ก็ถูกทางราชการโยกย้ายระเหระหนไปตามชายแดน รอบคอบ แจกคนละ 100 องค์ 50 องค์ก็มี จนหมด ทุรกันดาร ไม่เคยเข้าในเขตจังหวัดทีอ่ ดุ มด้วยพระเครือ่ ง พระสาเหตุจากการลองโลก ครัง้ แรกลองกับพระภิกษุ เลย ถ้าเขามีชวิ ติ อยูก่ ค็ งย่างเข้าปูน 70 ปีแล้ว ผมสืบ สงฆ์ 1 องค์ ขอเพียงทุนคืนเหลือให้ทำ� การกุศลให้หมด ข่าวเสาะหาเขาแต่แล้วก็รู้สึกเสียใจ และสะเทือนใจ ปราฏกว่าถูกโกง ต่อมาพบกับสมภารวัดวัดหนึง่ บ่นว่า อย่างแรง จริงดั่งค�ำอธิษฐาน เขาตายแล้ว และมิได้ ทางวัดยากจน ไม่มีเงินบูรณะให้ไป 60 องค์ แต่ให้ ตายเฉพาะตัวคนเดียว ตายทัง้ ครอบครัวและบ้านร้าง ชี้แจงหลักฐานการท�ำบุญโดยบริสุทธิ โกงอีก เพราะ กันเลย เดินทางไปทีใ่ ดจ�ำไม่ได้เกิดอุบตั เิ หตุรถคว�ำ่ ทับ ไม่สามารถตัดตัวโลภะได้ ทีนี้แจกๆ นักพระเครื่อง และทับที่อก อกพังอย่างสามปลื้มเศียรโล้น ทั้งๆ ที่ ทั้งนัน้ ไม่เห็นมีใครบอกว่าปลอม ใส่ตลับทองหลาๆ เขาพกพระติดตัวมิได้ขาด และเป็นพระชั้นเยี่ยมทั้ง ตรวจทางนอกก็สมเด็จ ทางในก็สมเด็จ คนหนึง่ ๆ ได้ สิน้ อาทิเช่นพระร่วงสนิมแดง กริง่ คลองตะเคียนชนิด สมเด็จและนางพญาฟรีกห็ ลายองค์แล้ว จึงลองใจว่า 2 หน้า ฯลฯ แต่จะมีพระสมเด็จหรือไม่ ตอนหลังนี้ ขณะนี้เงินทองก็เบิกจากธนาคารซื้อพระแจกจนไม่มี 96

จะใช้แล้ว เอาสมเด็จกับนางพญาไปอย่างละ 10 องค์ เพราะคุณก็ทราบดีแล้วว่า เพียงสมเด็จองค์เดียวชนิด ไม่คอ่ ยงาม เขาอ้อนวอนให้ราคาองค์ละ 3,000 บาท ผมเอาคูล่ ะ 1,000 บาท เท่านัน้ เจ้านัน่ ตาลุกวาวปาน นกฮูก หายง่วงทันที มือไม้สนั่ รับพระไปและหายเงียบ เหมือนตายไปแล้วจากโลกนี้ และเป็นเช่นนีแ้ ทบทุกคน บางคนมาพบผมหลายครัง้ และพยายามพบตัวจนได้ บอกว่าพนักงานป่าไม้อยากได้พระสมเด็จฯ ชนิดปรก โพธิ์ 1 องค์ ถามว่าจะคิดค่าเดินไหม เขาว่าไม่คดิ ผม จึงบอกว่าให้เจ้าตัวมาพบผมเองคิดราคาไม่เกิน 3,000 บาท หายหน้าไปไม่กล้ามา ถ้าให้ไปอย่างว่า หลวง ปู่ท่านมิใช่สินค้าหรือคนขายตัวมักเลือกอยู่กับคนดี มีศีลธรรม มาสังเกตุตัวเองว่า ดวงค้าพระไม่ขึ้น แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว และเสียเปรียบมาตลอดกาล เช่นพวกเพื่อนๆ นักเดินพระ จะให้พระแต่ละองค์ คิดเป็นราคา แต่ขอพระร่วงสนิมแดงฟรี ผมก็ให้ พี่ ชายเป็นคนในวงการกล้าเช่าซื้อพระราคาแพง แต่ กับผมขอฟรี การเล่นพระสังเกตุดูส่วนมาก เล่นกัน ด้วยอุปาทาน อยู่กับคนจนเก๊ มากไปเก๊ ผมว่าองค์ เดียวก็เก๊ถ้าของนัน้ มันเก๊ และเคยพบมาแล้ว พ่อตา ของเพือ่ นผมคนหนึง่ เป็นนักสะสมพระมาแต่ครัง้ ยัง หนุม่ ๆ ตัง้ บ้านเรือนอยูต่ รงข้ามวัดสัมพันธวงค์ จังหวัด พระนคร มีอาชีพเป็นแพทย์แผนโบราณ เมือ่ 20 ปี มา แล้ว ผมไปค้างทีบ่ า้ นท่านตอนนัน้ อายุทา่ นประมาณ 60 ปีเศษ ท่านถามว่าได้ทราบว่าเชีย่ วชาญในการดูพระมาก อยากจะให้ชว่ ยพิจารณาพระเครือ่ งให้ดว้ ย ผมก็รบั ปาก ตรวจให้ ปรากฏว่ามีพระเครือ่ งส�ำคัญมากมายส่วนที่ เป็นเนื้อชินแท้ทั้งสิ้น แต่มีพระสมเด็จ 1 องค์ปลอม และมีองค์เดียวเท่านัน้ และเมือ่ เร็วๆ นี้ ผมเกิดอยาก ทดสอบความแม่นย�ำ จึงขอดูอกี ครัง้ คราวนีพ้ อวางใส่มอื ก็ทราบเลยไม่ตอ้ งส่องแว่น ปรากฏว่ายังไม่ได้อปุ สมบท ข่าวลือการแจกพระของผมท�ำให้บุคคลชั้นสูงเอา รถเก๋งมาจอดเป็นแถวที่หน้าบ้าน โดยมากเป็นวัน เสาร์อาทิตย์ จนมีเสียงซุบซิบกันว่า บ้านผมเปิดบ่อน การพนัน และยังไม่เคยมีใครถามเช่าสักคนเดียว มี แต่เวียนเทียนมาแล้วมาอีก จนที่สุดพระของผมก็ กลับมาสู่สายตาเจ้าของ ไปแลกพระอื่นบ้าง ให้เช่า บ้าง มีอยู่คนหนึง่ ชอบเช่าพระ บ่นว่าเกรงใจจะช่วย ทุนบ้าง ผมบอกว่าความจริงก็ไม่แพง องค์นี้ราคา

เพียง 800 บาท ไม่ใช่ราคาตลาดพระ พอฟังเท่านัน้ แกกระโดดเหมือนกุ้ง และไม่กล้ามารบกวนอีก บาง คนยังเป็นนกต่อพาเถ้าแก่อะไรมาไม่ทราบจะมารับ แจกพระ รวยแสนรวย แต่มามือเปล่าทุกครั้ง ถ้าจน ยากผมให้เปล่าแล้วแถมเลีย้ งอีกด้วย ไม่ให้แกก็ไม่มา สิ้นเรื่องสิ้นราว เรื่องแจกพระจนเป็นบ้าเป็นบอนี่ลูก เมียก็บน่ อยูห่ ลายคราว แต่มนั ก็แจกมานานตัง้ 30 ปี แล้ว หมดพระเป็นสกุลฯ ไปเลย นับจ�ำนวนไม่ถ้วน คิดเงินไม่เป็น แต่เป็นการขาดทุนมากกว่า เรื่องคน โกงพระผมนีท้ �ำให้บุตรหลานเกิดความเคียดแค้นจะ เอาเรื่อง เพราะลูกชายคนที่ฟาดพระสมเด็จฯ กลาย เป็นนายต�ำรวจ และอยู่ในท้องที่คนโกง ผมปลอบ ว่า ลูกเอ๋ยมันเป็นเรื่องเล็กไม่ได้เศษที่แจกฟรีไป จะ ละความโกรธเสีย ฟ้องร้องจับกุมให้อับอายขายหน้า ชาวบ้านชาวเมืองเขา ของที่มีเหลืออยู่สำ� หรับเจ้าใช้ อีก 50 ชัว่ โคตรก็ยงั ไม่หมด อย่าคิดอาฆาตจองเวรให้ เป็นกรรมสืบเนื่อง มีทรัพย์สมบัติหนึง่ หน่วยก็มีทุกข์ หนึง่ หน่วย มีร้อยหน่วยก็มีทุกข์ร้อยหน่วย แกก็หาย โกรธ และถึงขนาดนีก้ ็มีนกั พระเครื่องชั้นสูงอยากได้ สมเด็จวัดระฆังในคอก็ปลดให้ ผูใ้ หญ่ชนั้ นายพลอยาก ได้ในตลับทองก็ปลดให้ แต่บางครั้งเผลอตัวให้ดูสม เด็จฯ วัดระฆังเนื้อบริสุทธิ์และงามมาก แกก็หยิบใส่ กระเป๋าและขึน้ รถกลับ เช่นนีย้ งั ไม่ได้รบั ความยินยอม พร้อมใจผมก็ติดตามทวงกลับ เพราะโลภะมากมาย นักจิตใจจะเกิดเป็นโทษ เห็นเป็นของฟรี ผมไม่ใช่คน คนหูปา่ ตาเถือ่ นจนไม่รเู้ รือ่ งอะไรเสียเลย บางครัง้ คน มากวนมากๆ ผมหมั่นไส้ก็เปรยขึ้นว่า คนที่โง่บัดซบ คนใจง่าย หมูตวั ใหญ่กน็ งั่ อยูน่ เี่ อง คุณเล่นไปขายกิน ผมเป็นฝ่ายออกเงินซือ้ แล้วเวียนกันไม่สนิ้ สุด ใครจะ ยืนหยัดอยูไ่ ด้สกั กีม่ ากน้อย กับวิธกี ารแจกง่ายขายฝืด ตอนนี้ไม่มีใครมาหาผมอีกแล้วเพราะอิ่มตัวประการ หนึง่ ละอายประการหนึง่ ไม่สมหวังประการหนึง่ พระ ผมหมดประการหนึง่ มา 10 ครั้งก็ได้ 10 ครั้งๆ ละ หลายองค์ ฟังแล้วไม่นา่ เชือ่ เพราะบางคนสร้างได้เอง ยังคิดเป็นเงินเลย ฟังแล้วบางคนตีหน้าเจือ่ นๆ คล้าย อมบรเพ็ดขมขืน่ สรุปแล้วพระภิกษุบางรูป บุคคลชัน้ ปัญญาชน บุคคลชัน้ ระดับต�ำ ่ ล้วนมีโลภะด้วยกันทัง้ สิ้น เว้นแต่จะหนาบางกว่ากันเท่านัน้ 97

๓. โมหะจริต คือวิชาความไม่รแู้ จ้งในธรรมชาติและดึงดัน เรียกว่าเป็นโรคถัมภะ (โรคดือ้ ดึง) บางครัง้ ก็ยกตัวเอง เป็นเทวดา ชอบหัวเราะเยาะผูอ้ นื่ แต่นา่ ตกใจเป็นการ ถ่มน�ำ้ ลายรดฟ้า และอาจไม่รสู้ กึ ตัวเองก็ได้ เอาเปรียบ ผู้มีชั้นเชิงด้อยกว่า ยกตัวเหนือคอนเสมอ ไม่ได้ด้วย เล่หก์ เ็ อาด้วยกล ไม่ชนะด้วยมนต์กใ็ ช้ดว้ ยคาถา เรือ่ ง แลกพระนีผ้ มยกธงขาว เพราะแลกทีไรพังทุกที ไม่ใช่ หยิบของผิด เล่นกับลูกหลานหรือรุน่ น้องบอกเขาหมด หรือจะเอาของสูงแลกของต�ำ่ คนก็ยงั กลัว หาของยาก บางครั้งเจอพระอาจารย์ไข่พิมพ์อะระหังเจ้าของไม่ ทราบก็บอกความจริงแล้วจะแลกกันได้อย่างไร อยาก ได้พระชนิดหนึง่ ราคาตลาดเพียงองค์ละ 200 บาท พวกเดินพระใช้โสธรสองหน้าแลกมาได้และบอก ความจริง ผมควักพระให้ 1 ฝ่ามือ จะปลอมอย่างไรก็ ผู้นนั้ คล่องจะตายไป เช่นนี้เล่นไม่ได้ มีเมียต้องขาย เมียขายลูก เด็กๆ ก็ฉลาดจะเอาแต่ของงามๆ แล้ว เอาของห่วยๆ ให้ พยายามจะสถาปนาให้เป็นหมู สนาม นี่ผมคุยความโง่ให้ฟ้งไม่ใช่ด่าผู้อื่น การเอา เปรียบและชั้นเชิงในการเล่นแลกพระ พระท่าน เจ้าคุณชลประทานกลัวนัก ดูไปดูมาพระหายบ่อยๆ หนักเข้าต้องดูทีละองค์ ผมเองก็เคยโดนมามิใช่น้อย เพื่อนผมคนหนึง่ เลิกเล่นพระเลย เพราะคนหน้าตา ดีๆ มาชมพระแล้วขโมยพระรอดเขียวกับผงสุพรรณ สีเขียวขนาดประกวดได้ไป ผมหามาให้โดยช่วยเขาไป ต่อรองกันเอง จากหญิงหม้ายสามีเป็นนักพระเครือ่ ง รุ่นเก่า เมื่อไม่กี่ปีนี่เอง หญิงนัน้ เป็นญาติห่างๆ กับ ผม ผมเรียกแกเป็นน้า แกบอกเราหาผงสุพรรณ รวมทั้งพระชัยวัฒน์โบราญราคาตั้ง 200 บาทแน่ะ ผมไม่ท้วงติง ไม่อิจฉาริษยา ไม่ตกใจอะไรเพิ่มเงิน อีกหมื่นบาทก็ยังถูกส� ำหรับพระ 2 องค์นี้ ผมเคย กล่าวแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับวงการเพราะมือไม่ถึง เมื่อปีที่แล้ว มีเด็กคนหนึง่ นับถือผมเป็นญาติผู้ใหญ่ จูงผมไปพบนักพระเครื่องผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึง่ ทรงวัยวุฒิ ประมาณ 65 ปี เด็กคนนี้เขาเก่งขนาดได้รับความไว้ วางใจชืน่ ชมพระถึงห้องนอนทีเดียว นักพระเครือ่ งท่าน นีเ้ คยแต่งหนังสือขายอยูห่ ลายเล่ม ไปนัง่ อยูต่ งั้ นานจน ผมร�ำคราญ ท่านผูเ้ ฒ่าก็อดิ ออด กล่าวว่า คนรูปร่าง หน้าตาดีๆ ขีน้ รถเก๋งมา ส่วนมากโกง ใช้วจีปลิน้ ปล้อน จะช่วยน�ำไปขายให้บา้ ง ขอไปดูบา้ ง แกไม่เชือ่ ใครอีก 98

แล้ว และเห็นคนทีม่ าดูพระตัง้ 200 - 300 คนไม่เห็น ใครดูเป็น แกเล่นพระมาตัง้ 40 ปี ผมก็เลยพูดขึน้ ว่า ได้ศกึ ษาภาคทฤษฎีและปฏิบตั นิ อกต�ำรามากกว่า 30 ปีเหมือนกัน อาจจะไม่เหมือนกับคน 200 - 300 คน ก็ได้ เพราะต่างคนกัน แกก็พูดอีกพร้อมมองหน้าผม ว่า ยิง่ เรือ่ งทางในแล้ว ผมยิง่ ไม่เชือ่ ก็ผมเป็นวิปสั สนา จารย์ทไี่ หนกันเล่าจะต้องไปเดือนร้อนใจ ทีส่ ดุ น�ำพระ ออกมาคุยกันพักเดียวเกิดชอบอกชอบใจอนุญาตว่าวัน หลังมีอะไรขัดข้องจะช่วยตรวจให้ และความจริงเชือ่ ทางในคือเคยเอาพระให้หลวงพ่อโอภาสีตรวจ พระ บางชนิดยังสูงกว่าพระสมเด็จโต เช่นพระพิมพ์วดั ป่า มะม่วง สุโขทัย ผมขีเ้ กียจขัดแย้ง เพราะจากการตรวจ พระร่วงสนิมแดงยังไม่กล้าสู้ที่อยากทราบ และผมก็ ไม่เคยไปหาอีกเลย เพราะถ้า 20 ปีเจอของดีไม่กี่ชิ้น กับ 1 ปีเจอของดีมากขิน้ และมีปฏิภาณไหวพริบสูงก็ ไม่แน่เหมือนกันว่าใครจะเก่งกว่าใคร ผูใ้ หญ่บางท่าน มาริเริม่ สะสมพระเครือ่ งตอนใกล้จะลงโลงหรือจวนจะ ปลดเกษียณอายุราชการอยูร่ อมร่อ ถามว่าจะเล่นไป ท�ำไม ท่านตอบว่าส�ำหรับเวลาออกจากราชการมีการ วิสาสะกับเพื่อนฝูง และเพียงปีเดียวค้นหาพระพิมพ์ สมเด็จได้ถึงร้อยกว่าชิ้น เป็นรูปสี่เหลี่ยมเอาทั้งสิ้น อาศัยอรรถกถาตามหนังสือทีเ่ ขาเขียนขายอธิบายให้ ผมฟังเป็นคุง้ เป็นแคว ยิง่ กว่าแควปิง วัง ยม น่าน เสีย อีก ผมก็ไม่ปริปากท้วงติง คิดเสียว่าท่านไปเรียนพูดมา จากส�ำนักโซจิ๊นเตียวยี่ ในเรื่องสามก๊ก บรรยายเป็น ชั่วโมงจนเหนื่อยหอบแล้วก็ลากลับไป เช่นนีก้ ็มี เขา เรียกว่าฮิตเมือ่ แก่ เพือ่ นฝูงบางคนคิดเล่นพระสมเด็จ เองเพราะมีทุนรอนมา ปีเดียวผ่านเป็นร้อยเหมือน กัน เคยชวนผมไปดูบอกว่าเซียนมากระซิบขุดได้จาก กรุให้เช่าในราคาองค์ละ 20 บาทเท่านัน้ เคยให้ช่าง ลงรักปิดทองดูแล้วเขาว่ารัก 100 ปี ครัน้ ผมมาคิดว่า ธรรมดาพายดียอ่ มไม่ลอยไกลเว้นเสียจะเป็นพายช�ำรุด ด้ามหัก และผมก็ช�ำนาญในวิชาพิจารณารักพอควร จากภาคปฏิบัติและทฤษฎีเห็นว่าเป็นรักใหม่แท้ ๆ ก็พระอย่างว่าคุณหลวงอะไรคนหนึง่ ใช้มือผีพิมพ์ขึ้น อย่าให้กล่าวเลย แต่มีการเข้าพิธีมาแล้วเพื่อนผม คนนีต้ รวจพระแปลกแท้ๆ ท่านลองดูบ้างก็ได้แต่ผม ไม่เอาด้วย คือไปที่หน้าหิ้งพระบูชาหลวงพ่อโสธร จ�ำลอง แล้วอธิษฐานด้วยไม้ประกบหงาย ถ้าโยน

ขึ้นไปคว�่ำทั้งสองอันใช้ไม่ได้ ถ้าหงายสองอันเรียก ว่าหัวเราะ ถ้าคว�่ำอันหงายอันเป็นสมเด็จแท้ ผม จะคลั่งใจตาย ต้องหนี เช่นนี้เขาเรียกว่าโมหะจริต ขนานแท้และดั่งเดิม ครั้งหนึง่ มีอัยการคนหนึง่ อยู่ที่ จังหวัดนายกชอบเข้าสนามพระ ไปเจอเด็กดีกระซิบ ว่าได้พระสมเด็จพิมพ์ติดเพดานมา ท่านอัยการผู้นนั้ พิจารณาพระสมเด็จไม่เป็นและไม่หารือใครเสียด้วย กลัวความจะรั่วไหลความโลภะเป็นมูลเหตุโมหะจึง เป็นผล คว้าไว้ในราคาองค์ละ 200 บาทประมาณ 100 องค์ เศษถึงกับต้องเบิกเงินธนาคารมาจ่าย เมือ่ ผมย้ายไปรับราชการทางจังหวัดนครนายก มีคนมาก ระซิบอีกน่ะแหละว่า อัยการย้ายไปแล้วฝากเจ๊กขาย ที่ตลาดในราคาองค์ละ 3,000 บาท ผมเห็นแล้วส่าย หน้า เพราะในสนามเขาขายกันองค์ละ 1 บาทถึง 5 บาท ลงรักปิดทองข้างในเป็นขีเ้ ลือ่ ยอัด และผมยังไป สนามซื้อมาเทียบกันและหักให้ดู พวกจึงหูตาสว่าง ผมจึงตั้งทฤษฎีได้ว่าการเล่นพระย่อมด�ำเนินไป ด้วยกิเลส 3 ประการคือ โลภะ โทษะ โมหะ หาก ผูใ้ ดอ่านแล้วเกิดอาการฮึดฮัด รีบจับตัวมันไว้ นัน่ คือ โทษะจริตก�ำเริบเฆี่ยนเข้าไว้ ฟังว่าผมแจกพระนึก เคลิบเคลิม้ อยากได้นนั่ ตัวโลภะก�ำลังย่างกรายเข้ามา ดัง่ เงามายา อ่านแล้วร้องห่วย โมหะก�ำลังเข้าครอบง�ำ จริตและจะติดตัวไปภพหน้าเป็นอริยทรัพย์อันประ เสิรฐ ที่จะเกิดมาพร้อมด้วยโลภะ โทษะ โมหะ อัน แรงกล้าแข็งยิ่ง ๔. พุทธิจริต หรือวิตกจริต วิตกตรึกนึกหาอารมย์อัน เป็นที่ตั้งแห่งจิต วิจารตรึกตรองพิจารณาอารมย์ที่ ตนตั้งไว้แล้วนัน้ แต่ถ้าเป็นนักตรึกนึกคิดค้นเอาเอง แล้วลงความเห็นเช่นนั้น แปรรูปเป็นความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เป็นแขนงในทิฏฐิ ๕๒ ประการ เช่นการ ตัง้ ทฤษฏีพระเครือ่ งโดยเดาสุม่ เอาเองทัง้ ทีไ่ ม่เคยผ่าน ภาคปฏิบัติมาก่อน หรือมีความรู้เพียงผิวเผิน เข้าใจ ผิดว่ารู้มาก จริตแห่งพุทธิเป็นจริตแห่งความสันโดษ จริตแห่งเหตุผล ความจริงเหตุและผลย่อมลงเอย กันทุกรูปไม่มีการขัดแย้ง เช่นท�ำดีได้ดี ท�ำชั่วได้ชั่ว ท�ำกรรมใดได้กรรมนัน้ ย่อมสนอง ปลูกมะม่วงต้อง เป็นมะม่วงไม่กลับเป็นมะนาว มีเหตุเป็นเบื้องต้นมี ผลเป็นเบื้องปลาย ส่วนมากเป็นจริตของมหาสมณะ ถ้าเป็นนักพระเครื่องก็คงได้แก่สมเด็จพุฒาจารย์โต

พรหมรังสี นับว่าเชี่ยวชาญในเรื่องสมเด็จที่ 1 ใน โลก รู้ซึ้งถึงตัวผง ทรงพิมพ์ กรรมวิธี พุทธานุภาพ รู้แจ้งทุกสิ่งอัน มิขาดตกบกพร่อง ถ้าเป็นฆราวาสก็ ถึงขั้นนุ่งห่มขาวลบผงลงยันต์สร้างพระแจกฟรีแล้ว ไม่มาด่าทอกันเอ็ดอึงในสนามพระ พูดถึงพระผมก็ อยากแนะน�ำให้รู้จักพระเสียบ้างจะได้ทราบว่า พระ แท้หรือพระไม่แท้เพราะพวกท่านเป็นนักดูพระ ค�ำ ว่าพระในพระราชบัญญัติสงฆ์ หมายถึงพระเถระ ชั้นราชาคณะ เช่นพระเทพเวที พระหรหมมุนี ฯลฯ ในความหมายแห่งธรรมะ พระคือผู้ละผู้วางจากสิ่ง ยึดเหนี่ยวทั้งปวง พยายามที่จะละกิเลสอย่างต�่ำ ละ อนุสัยกิเลสอย่างกลาง ละสังโยชน์กิเลสขั้นละเอียด ตามชัน้ ภูมิ ผมนับถือบุคคลอยู่ 3 ท่าน คือท่านหลวง พ่อมั่น ภูริทัตตะเถระ หลวงพ่อธัมมะวิตตักโก ท่าน มหาตมะคันธี ทรัพย์สมบัตทิ งั้ 3 ท่านมีมากมาย รวม กันแล้วยังไม่ได้ 1 เข่ง ขายเจ๊กยี่สิบบาทยังสงสัย เพราะของช�ำรุดเก่าแก่สิ้นดี นี่แหละคือพระแท้ ที่ นี้ภิกษุ ความหมายของภิกษุก็คือ ผู้เห็นภัยในวัฏฏะ แจ้งในอริยสัจสี่ และถ้าจะให้บริบูรณ์ต้องมีนิสัยสี่ คือ บิณฑบาตโปรดสัตว์เป็นกิจวัตร จะเป็นชั้นใดแม้ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ควรพึงละเว้น ชราภาพ ปานใดก็ไม่พึงละเว้น อาศัยโคนไม้ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ฉันยาดองด้วยน�้ำมูต ท่านอาจารย์มนั่ ภูรทิ ตั ตะเถระ ปฏิบัติได้ครบถ้วน ท่านเก็บเศษผ้าขาดตามถนนมา เย็บปะจีวร เก็บกระป๋องนมมาตักน�้ำใช้น�้ำฉัน เมื่อ กระป๋องช�ำรุดท่านก็จดั การซ่อมแซม ทัง้ ๆ ทีเ่ ป็นของ หาง่าย ท่านกล่าวว่าเพือ่ ตัดนิสยั และเอาชนะจิตแห่ง ความทะยานอยาก ท่านชอบอยูโ่ คนไม้ ถ�ำ ้ ป่าเขาอัน วิเวก และมีเสือดุชกุ ชุม ท่านใช้ธรรมโอสถรักษาการ ป่วยไข้ทรี่ า้ ยแรง ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ก็มเี พียงกระลา เก่าแก่ 2 ใบ สบู่ใช้แล้วครึ่งก้อนเป็นสบู่ชั้นเลวไม่ใช้ สบูห่ อม ผิดพระวินยั แก้ว 1 ใบ ใช้ปกั เทียน แว่นตา เก่า 1 คู่ ช้อนอัลปาก้าใช้จนสึกกร่อน 1 อัน มีดโกน แสนเก่าแก่ 1 เล่ม ทั้งสองท่านฉันเอกา แต่เจ้าคุณ นร มังสะวิรัต ไม่รับจีวร และถือธุดงวัตรของท่าน อยู่ภายในขอบเขตแห่งธุดงวัตร 13 ประการ และ สมณะเล่าคืออะไร ท่านกล่าวว่าแม้จะนุ่งห่มด้วย กาสาวพัตรก็ดี โกนหัวโกนคิ้วก็ดี ถือข้อวัตรปฏิบัติ ในศีล 227 ข้อก็ดี ได้เปรียญธรรมถึง 9 ประโยคก็ 99

ดี หาได้ชื่อว่าสมณะไม่ เว้นแต่นกั บวชนัน้ มีปณิธาณ เพื่อความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดจึงชื่อว่า สมณะ ทั้ง 2 ท่านพร้อมแล้วสมควรแล้วดีแล้ว เป็น อรหันต์เจ้าแล้ว เมื่อไรพวกเราจะก้าวเดินตามท่าน บ้างล่ะ รู้เรื่องพระมากกว่าท่านเป็นก่ายกอง แต่ดู เหมือนยิ่งแย่ รวมทั้งตัวผมเองด้วย ๕. ศรัทธาจริต คือ จริตแห่งความเชื่อ เชื่อถูกก็เป็น วิชา เชื่อผิดก็เป็นอวิชชา จริตนีจ้ ะหนีออกจากวิตก จริตไม่มีการไตร่ตรอง เชื่อตะบันลาด ใครว่าอะไร เชือ่ หมด ใครตัง้ ชือ่ พระอะไรลงรูปในหนังสือเชือ่ โดย ดุษฎี ปฏิเสธหลักกาลามะสูตร ไม่ยอมออกแรงช่วย กันค้นคว้าหาเหตุ เป็นโรคปัญญาอ่อน เขาลือกันว่า อาจารย์แสวง วัดคลองสวนรักษาโรคด้วยของกิน หายโรคก็เชื่อ เขาว่าบ่อน�้ำศักดิ์สิทธิ์ก็เชื่อ นิยมใน มงคลตื่นข่าว เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร เงียบหายไปถ้า จะเกิดไม่ศักดิ์สิทธิ์กระมัง เขาว่าท้าวมหาพรหมที่ โรงแรมศักดิ์สิทธิ์ก็เชื่อ ควรจะทราบว่ารูปปั้นที่เห็น อยู่นนั้ เขาเรียกว่าเจว็ดรูปสมมุติเท่านัน้ และควรจะ ศึกษาว่าเทพชัน้ ใดจึงจะสิงสถิตย์ทำ� หน้าทีไ่ ด้ ภูมเิ จ้าที่ ทั้งหลายมีการก�ำหนดหน้าที่ก็ตาม รุกขเทพก็ตาม เบื้องบนเขาก�ำหนดหน้าที่ไว้แล้ว อันทหารยืนยา มน่ะเขาไม่เอาชั้นนายพลมายืนยามหรอก เทพที่ว่า นี้มีหัวหน้าใหญ่ 4 ตน เรียกว่า จตุโลกบาล คือ ท้าว วิรฬุ หก ท้าววิรณ ุ ปัก ท้าวทศรส ท้าวกุเวร เป็นผูร้ กั ษา พระบวรพุทธศาสนา ใช้ลูกน้องไปท�ำหน้าที่แบ่งกัน ไปตามศักดิ์ศรี เรียกว่า เทพชั้นจาตุมหาราชิกา เป็น เทพชั้นต�่ำสุด ถ้าเป็นพระภูมิประจ�ำวังหลวงเรียกว่า พระสยามเทวาธิราช อันพระพรหมนัน้ ประกอบด้วย ก�ำลังอุเบกขาจิต คือการวางเฉย ชั่งเขาชั่งมัน เมื่อ ตอนเป็นมนุษย์กค็ ดิ จะพ้นโลกท่าเดียว จะพ้นเท่าใดก็ เป็นไปตามวาสนาบารมี ท่านจะมาประจ�ำศาลให้เรา หรือและเป็นศาลของโรงแรมเสียด้วย ก็โรงแรมมันมี มงคลเสียเมือ่ ไรเล่า ถ้าวางศิลาฤกษ์กค็ วรจะใช้เทศาต รีฤกษ์เท่านัน้ จึงจะเหมาะสม ฟังเขาว่ามีหญิงสาวไป บนขอให้ถูกสลากกินแบ่งรางวัลที่ 1 แล้วจะเปลือย ร�ำถวาย เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ ผมก็ไม่ได้ไปแอบดู ครั้นถูกเข้าจริงต้องไปแก้บน ยิ่งท�ำให้ผมเข้าใจหนัก ขึ้นว่าไม่ใช่จริตแห่งพรหม และถ้าผู้อื่นบนบ้างล่ะจะ ถูกรางวัลที่ 1 ไหม ฉะนัน้ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าเหตุ 100

ใดพระปลอมในสนามจึงขายเป็นอาชีพอันถาวรได้ ลงเชื่อสักอย่างใครจะท�ำไม ความไม่ปลงใจเชื่อของ ผมและมีความสงสัยแต่ผมก็ไม่ถามใคร เพราะคน ส่วนมากมีศรัทธาจริตกันจนยากที่แปรเปลี่ยนหันเห ความคิดแล้ว เช่นพระรอดกับพระร่วง พิจารณาดู แล้วเป็นเรื่องยาก 1. กล่าวกันว่า พระนางจามเทวี เป็นบุตรพญาขอม (ลพบุร)ี บางคนดัดจริตให้สมเหตุผลว่าเป็นมอญ มันจะได้ใกล้ทวาเข้า ผมว่าเป็นชาวลานนาไทย ถ้าเป็นขอมผมว่าพวกล�ำพูนเป็นเขมร หรือเป็น เมืองขึ้นเขมรมาก่อน ผมย่องไปก็ไม่เห็นมีเทวะ สถานสักแห่ง เหมือนลพบุรี เขาว่าอาศัยเค้า จากแม่พระรอด หรือพระรอดหลวงท�ำเป็นแบบ ปฏิมากร และพระรอดหลวงนีเ้ ป็นปฏิมากรสมัย ลพบุรี พระนางจามเทวีเป็นลูกพญาขอมแต่เกิด สร้างพระในสมัยทวาราวดี เช่นนัน้ ควรจะเป็นชวด ของพญาขอมจะเหมาะกว่า ไม่น่าเป็นลูกสาว 2. อาณาจักรลานนาไทย เชียงใหม่ ล�ำปาง ล�ำพูน เข้าไปชมในโบสถ์เถอะ พระพุทธรูปสมัยเชียง แสนทั้งนัน้ ไม่มีพระนัง่ ห้อยพระบาทเป็นพระ ประธานเช่นวัดพระปฐมเจดีย์เลยสักองค์เดียว กวาง เสมาธรรมจักรไม่เคยขุดค้นพบ พระพุทธ- รูปทวาไม่เคยขุดได้สักองค์เดียว 3. พระเจดีย์สุวรรณจังโกฏิ ผมย่องไปดูแล้วจารึก พ.ศ. สร้างอยูใ่ นสมัยเชียงแสน ส่วนพระเจดียก์ ู่ กุฏิเป็นเพียงรูปถ่ายก็งง ย่องไปดู ทวาเพิ่งสร้าง ทั้งสิ้น สร้างด้วยปูนขาวแกนไม้ (ปูนขาวเสื่อม ภายใน 60 ปี) ไม่เห็นมีพระยืนชนิดศิลาแลง หินทราย หินตับเป็น หินเขียวสักองค์ ถูกแหก ตามานาน ใครไม่เชื่อไปชมดูก็ได้ แต่พระเจดีย์ เป็นศิลาแลง 4. ปฏิมากรขนาดเล็กย่อมอาศัยเค้ามาจากปฏิมากร ขนาดใหญ่ ใครเคยเห็นพระพุทธรูปทวาราวดีนงั่ ขัดสมาธิเพชรบ้าง นัน่ มิใช่สมัยเชียงแสนสมัย แรก (สิงห์หนึง่ ) ดอกหรือ อาศัยเค้าพระพักตร์ แบบปาละ องค์พระอวบอ้วนจะเป็นพระคง พระ เปิม พระลือ ก็ตาม สร้างสมัยเดียวกัน ล้วนนัน้ ขัดสมาธิเพชรทัง้ สิน้ องค์พระไม่บางเพรียวแบบ ทวารวดี

5. สัญญาลักษณ์ปรกโพธิห์ รือโพธิพ์ ฤกษ์ นิยมสร้าง แก่ของเมืองสุโขทัยก็ไม่ใช่พทุ ธปฏิมากร จะว่าพระร่วง ในสมัยเชียงแสน บางแบบก็เป็นรัศมีแบบพระรอด ลูกนายคงเครา สมัยพระปทุมสุริวงษ์ ยิ่งหนักข้อ พะเยาว์สองหน้า พะเยากับล�ำพูนก็เครือเดียวกัน เพราะปรากฏว่าเป็นศัตรูกับชนชาติขอม ใครเลยจะ ต่อมามีการสร้างปรกโพธิเ์ ชียงแสนชัน้ หลัง หรือ สร้างศัตรูขึ้นบูชา และเคารพแทนพระสมณโคดม เชียงแสนหลวง เนือ้ ชินองค์ใหญ่ ก็ยงิ่ มองดูเป็น จะว่ากษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง สมัยก็ห่างเหินกัน ฝีมอื ช่างเชียงแสนชัด และพระรอดบางองค์แกะ นัก ถ้าเป็นพระสร้างในสมัยทวารวดีจะเป็นลักษณะ พิมพ์ละม้ายเชียงแสนสมัยแรกก็มี และจะมา หินยาน ถ้าสมัยลพบุรี เป็นลักษณะมหายานชัดแจ้ง กล่าวว่าฤาษีนารอดเป็นผูส้ ร้างผมยิง่ ไม่เชือ่ ใหญ่ ไม่เกีย่ วๆ เอาเพียงบัญญัตใิ นวงการเล่นพระก็สนิ้ เรือ่ ง เจ้าผู้ครองนครนัน่ แหละเป็นผู้อ�ำนวยการสร้าง เรียกอะไรก็ได้ เพราะฤษีเก่าแก่นี้เป็นพรหมไปนานแล้ว หลวง ๖. ราคะจริต ราคะจริตนี้มิได้หมายความถึงกามราคะ พ่อบ๋าวเอิงท่านก็กล่าวว่า ท่านเคยเป็นพรหมนา หากเป็นจริตทีร่ กั สวยรักงานความเป็นระเบียบเรียบร้อย รอด ถ้าผมเชือ่ และพูดว่าพระรอดนีส้ ร้างด้วยท่า ถ้าผู้ใดเกิดวันจันทร์ ละต้องโฉลกนัก เพราะนิสัยบ่ง นบ๋าวเอิง ผมมิกลายเป็นคนบ้าไปหรือ ชัด ต้องมีตลับใบงาม ๆ ช่างทองฝีมอื ประณีต รักษา 6. ผมย่องไปที่วัดมหาวันอีก ไม่มีอะไรเป็นศิลปะ สุนทรียะด้วยความทะนุถนอม หนักเข้าถึงกับเอาท่าน สมัยทวาราวดีเลย เจดีย์ก็ยังใหม่อยู่ ที่น่าวัดมี ไปประกวดแทนนางงาม ท่านมีทพิ ยญาณคงต�ำหนิเอา เนื้อที่ราว 1 งาน ถูกขุดเกลี่ยได้ความว่าขุดหา ความจริงไม่นา่ เป็นของเล่นถึงเพียงนัน้ หากเป็นแสตมป์ พระรอด ผมหมดศรัทธา ขุดกันมาดึกด�ำบรรพ์ หรือกล้วยไม้กพ็ อท�ำเนา หรือไม่กเ็ อาเหรียญอาจารย์ แล้วไม่หมดสักที พอหมดใครแอบไปฝัง พอคราบ องค์เดียวกันนัน่ เองประกวดกัน เพือ่ ความดังและเงิน จับแก่เก่าก็ฮอื กันอีก และการสร้างพระรอดก็ยงั เรื่องเช่นนี้ผมไม่สน เพราะเป็นราคะจริต เอาพระที่ ท�ำกันอยู่เรื่อย ๆ ผมรูว้ า่ ปลอมมานานประกวดจนได้รบั ประกาศนียบัตร โชว์หรูกม็ ี ผมเห็นก็กม้ หน้าเสีย เรือ่ งนีเ้ ป็นความจริง ค�ำว่า “พระร่วง” ก็เหมือนกัน ครัง้ หนึง่ เกิดสงสัย จะให้ผมพูดได้อย่างไร เพราะมันเลยขัน้ จะกลายเป็นผู้ ก็ จม. ไปถามยังนักเขียนผูย้ งิ่ ใหญ่ ว่าเหตุใดจึงเรียกว่า วิเศษนอกสังคมไป จึงควรเฉย แต่รบั รองว่าพิสจู น์ได้ พระร่วง ได้รบั ค�ำตอบว่า มาจากค�ำว่าพระร่วงโรจน์ฤทธิ์ จริงๆ เขาเรียกว่า เชื่อตามกันมาโดยไม่มีการพิสูจน์ ก็พระร่วงโรจน์ฤทธิน์ ครปฐม สร้างขึน้ ในสมัยรัชกาลที่ บ้าคลั่งเสียเงินเสียทองกันไปไม่ทราบว่าเท่าไร อย่า 6 ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกัน เป็นผมจะตอบว่า ทั้งนี้ นึกว่าอะไรๆ มันง่ายไปเสียหมด แต่ก็ไม่อยากนักแต่ เป็นเพียงบัญญัติสมมุติกันขึ้นเท่านัน้ และมิทราบว่า ต้องใช้เวลา ใช้ตาอย่าใช้หู ใช้เหตุผล ใช้สมอง อย่า ท่านผูใ้ ดสมมุตขิ นึ้ เป็นบุคคลแรก เอาเหตุอะไรมาสมมุติ ใช้แต่เงินทุ่ม จนราคาพระวิ่งยังกับจรวด จับจุดแล้ว ความจริงถ้าเรียกตามปางคงเป็นปางเสด็จจากดาวดึงส์ ก็คงอยูใ่ นเรือ่ ง “ประกวดเนือ้ เชือ่ พุทธคุณ หมุนการ ปางห้ามญาติ ปางประทานพร ปางห้ามพระแก่นจันทร์ เงิน” ซึง่ แลละม้ายคล้ายคลึงกันมาก เพียงยกพระหัตถ์กลับ ข้างกันเท่านัน้ เป็นพระเนือ้ ชินเขียวสนิมตะกรัน แต่ ทีน่ ยิ มกันมากเป็นเนือ้ ตะกัว่ เถือ่ นสนิมแดง สนิมมันปู นิยมสร้างกันในสมัยทวาราวดี และสมัยลพบุรี ก่อน พระร่วงเกิดเป็นไหนๆ ขุดค้นพบที่อ�ำเภอสวรรคโลก สุ พ รรณบุ รี กาญจนบุ รี นครปฐม ลพบุ รี ชลบุ รี ค�ำเดิมคงเป็นค�ำขอมจะเรียกว่าอะไรไม่ทราบ แต่ ไม่เรียกว่าร่วงแน่ ค้นดูในพระเจ้า 28 พระองค์ก็ไม่ พระองค์ใดมีชอื่ ร่วง จะว่าพระร่วงพระลือเทวรูปเก่า 101

ของดีหลังเหรียญ หากจะพิจารณาในลักษณะแห่งรูปธรรม ควรพิจารณา ถึงเคล็ดลับ ต�ำหนิ ตลอดถึงวัตถุธาตุที่ใช้ในการหล่อ หลอมปั ๊ ม พิ ม พ์ ขึ้ น เป็นรูปเหรียญ จะถูกต้องตามหลั ก ลักษณะข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้าเป็นของแท้กจ็ ดั เป็นวัตถุนยิ ม ส� ำ หรั บ ซื้ อ ขายแลกเปลี่ ย นกั นตามอั ธ ยาศั ย แต่ถ้าจะ พิจารณาจากแง่นามธรรม (รูปนามเป็นของคูก่ นั ) ก็จะเกิด ความคิดและความรู้ขึ้นอีกลักษณะหนึง่ นอกเหนือจาก การเล่นธรรมดา และย่อมจะเป็นการใช้เหรียญที่ถูกต้อง และสมบูรณ์แบบ เมื่อเราพลิกด้านหลังของเหรียญขึ้น พิจารณา แทบร้อยเปอร์เซ็นต์จะต้องพบเลขยันต์วิเศษ แตกต่างกันไปตามมติของพระคณาจารย์ผู้เป็นเจ้าของ เหรียญ คืออย่างน้อยที่สุดอักขรเลขยันต์ต่างๆ เหล่า นัน้ มักจะใช้จารึกหล่อหลอมรวมกับโลหะธาตุในชั้นต้น เสียก่อนที่จะรีดอัดเป็นแผ่นส�ำหรับปั๊มเป็นรูปเหรียญ หรือมิฉะนัน้ ก็ใช้วธิ หี ล่อเป็นรูปเลยก็มี และย่อมมีสว่ นใช้ ในการบริกรรมปลุกเสกเพื่อให้เกิดเป็นของดี ก็นี่แหละ เป็นตัวจริง ส่วนเนือ้ โลหะนัน้ เป็นสิง่ รองรับกระแสพลังจิต เปรียบด้วยจานข้าวเป็นที่รองรับข้าวสุก ข้าวสุกเป็นตัว แก้หวิ ก็เพียงแต่ใช้ของๆ ท่านโดยอาการศรัทธาอย่างเดียว ก็ยังสามารถบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ถึงปานนั้น เปรียบ เสมือนคนที่พายเรือไม่เป็น พายไปเรือก็หันรีหันขวาง หากไม่พบอุปสรรคขวางกั้นก็พายจนถึงฝั่งได้เหมือนกัน แต่ถ้ารู้จักวิธีพายเรืออย่างช� ำนิช�ำนาญจะไม่เป็นการ คล่องแคล่วสะดวกสบายกว่าหรือ ยกตัวอย่างเช่น มี เหรียญหลวงพ่อฝั้น อาจาโร อยู่หนึง่ เหรียญ พลิกด้าน หลั ง ขึ้ น พิ จ ารณาจะพบเห็ น อั ก ขรเป็ น ภาษาขอมอยู ่ 2 แถว แถวบนอ่านว่า “นะโมวิมตุ ติ านัง” แถวทีส่ องอ่าน ว่า “นะโมวิมุติยา” ต้องทราบ ทั นที ว ่ า บทพระคาถานี้ มี อ ยู ่ ใน พระสู ต รบทหนึ่ ง ชื่ อ ว่ า โมระ ปริ ต รสู ต ร เป็ นคาถาของพระ บรมโพธิ สั ต ว์ เ จ้ า ตอนเสวย พระชาติ เ ป็ น พญานกยู ง ทอง ค�ำว่า วิมตุ ิ หมายถึงการหลุดพ้น 102

ฉะนั้นหากจะใช้ให้มีประสิทธิภาพ เมื่อถึงคราวเข้าที่ อับคับขัน เราจ�ำต้องนึกถึงคุณของเจ้าของเหรียญ ท�ำจิต เป็นสมาธิบริกรรมพระคาถาสองวรรคตามคาบลม จะ บังเกิดประสิทธิภาพอย่างอัศจรรย์กว่าการใช้ธรรมดา มากมายนัก ผู้เขียนจะลองถอดอักขรยันต์แบบง่ายๆ หลังเหรียญ ท่านเจ้าคุณอุบาลี คุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) อดีต เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ซึ่งมีอักขรกลอยู่เพียงไม่กี่ค�ำแต่ แยกอุปเท่ห์แล้วมีที่ใช้มากมายทีเดียว 1 ถอดค�ำ (มิ) คือหัวใจศีล ท่านกล่าวว่าเพียงแต่กลั้น ใจบริกรรมตบโคนไม้ที่มีผึ้งจับรังอยู่ สามารถท�ำให้ ผึ้งร่วงหล่นลงมาได้ เคล็ดนัน้ ท่านว่า หมีมันไม่กลัว ผึง้ ต่อยเพราะหนังมันหนาหลับตากินน�ำ้ ผึง้ คนโบราณ มักถืออะไรแปลกๆ ในบทพระคาถากันปืนวรรคหนึง่ มีจารึกว่า ทาสับบหมีออก (เขียนแบบกินกได ทากได หมายถึงกินก็ได้ทาก็ได้) ครั้นเราไปอ่านว่าทาสับบ่ มิออก ท่านว่าผิดใช้ไม่ได้ ไม่ขลัง ต้องออกเสียงอย่าง ของเดิม นอกจากนีค้ �ำ มิ ยังใช้เป็นคาถามหาเมตตา อย่างยอดเยี่ยม ท่านใช้ดังนี้ “มิเมตตา เมตตามิ อโหสิ พระอรหัง เมตตามิ” ท่านกล่าวว่าวิเศษจริงๆ ถึงคราวอับจนลองใช้ดูเถิด 2 ถอดค�ำ (นะ) ท่านว่าปีศาจกลัวนัก คนสมัยก่อน ไม่นิยมสวมรองเท้า หากเผชิญกับภูตผีปีศาจ ให้ใช้ หัวแม่เท้ากดลงกับพื้นธรณี กลั้นใจบริกรรม “นะ” มันจะหัวเราะก็มิออก ร้องไห้ก็มิออก ขู่ให้มันบอก คาถาหายตัวมันก็ยอม ผู้ใดทราบพระคาถานี้แล้ว อย่าหวังว่าจะเจอผีอีกในชาตินี้ 3 ถอดค�ำ (มะ อะ อุ) หัวใจพระไตรปิฎก คือพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมหรือพระปรมัตถ์ก็เรียก แยก เป็นหมวดละ 1 ปิฎกรวม 3 หมวด อุปเท่หท์ ว่ มท้อง ช้าง สุดแต่จะพิจารณาใช้ 4 ถอดค� ำ (อะ อุ มะ) หั ว ใจพระรั ต นตรั ย อะ คื อ อรหังสัมมาสัมพุทโธ อุ คือ อุตตมัง - ธัมมชัฌคา

(ค�ำว่า อุตมะ ใช้เฉพาะพระธรรม พระสงฆ์ และ พระพุทธเจ้าไม่มีที่ใช้ เพราะท่านยังต้องเคารพพระ สัจธรรมอันประเสริฐอยู)่ มะ คือ มหาสังโฆปโพเธสิ อิจเจตัง รัตนนัตตยัง รวมคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพระรัตนตรัย สมเด็จพระพุทธโฆษา จารย์ ญาณวรเถระ วัดเทพศิรินทราวาส นิยมใช้ เป็นพระคาถาจารึกในรูป ไหว้ 5 ครัง้ มีผลศักดิส์ ทิ ธิ์ ยิ่งนัก 5 ถอดค�ำ (นะ มะ อะ อุ) ธาตุแก้วสีด่ วง นะ คือ แก้ว มณีโชติ มะ คือ แก้วไพฑูรย์ อะ คือ แก้ววิเชียร อุ คือ แก้วปัทมราช ใช้หนุนธาตุทั้งสี่ให้บังเกิดผล สมบูรณ์และมีรังสีธาตุ ใช้บริกรรมภาวนาบังเกิด โภคทรัพย์ บางต�ำราท่านกล่าวว่าเป็นหัวใจพญานก อันวิชาไสยศาสตร์นนั้ มักมีเรือ่ งเกีย่ วกับนกเป็นอันมาก เช่นนกกาสัก นกการเวก นกสาริกา นกคุ่ม นกออก นกทึดทือ ไก่ป่า พญากาน�้ำ พญากาเผือก หัวใจพญานก น่าจะครอบคลุมไปได้หลาย อย่าง 6 ถอดค� ำ (นะ อุ อะ มิ ) กลัน้ ใจภาวนาเถิดเป็นมหาอุด กันปืน จะลงอะไรก็ได้แต่ตอ้ ง กลั้นใจ การสร้ า งเหรี ย ญแต่ เดิ ม มาใช้ ก ารปลุ ก เสกเป็ น ไตรมาส และมักจะเป็นชนิดมวยเดีย่ ว ไม่ใช้การปลุกเสก รวม และใช้พิธีการพุทธาภิเษกอันเป็นเครื่องทุ่นแรง เพราะอย่างไรก็ตาม พุทธะ อภิเษก นัน้ ควรจะใช้เฉพาะ พระบรมฉายาลักษณ์แห่งพระพุทธองค์โดยเฉพาะจึงจะ ถูกต้อง

พระมหาอุดหรือพระปิดทวารทั้งเก้า

ค�ำว่ามหาอุดนี้ หมายถึงการ ปิดกั้นซึ่งสรรพภัยทั้งมวลตลอด ถึงปืนผาศาสตราวุธ พระเครื่อง ชนิดนีน้ ิยมสร้างสืบต่อกันมาแต่ โบราณกาล ปรากฏมีอยู่หลาย ประเทศที่ นั บ ถื อ ศาสนาพุ ท ธ เช่น ไทย มอญ พม่า ลาว มีทั้ง

ชนิดเนื้อผง เนื้อดินเผา เนื้อตะกั่ว เนื้อผสมปรอท เนื้อ ส�ำริด เนื้อชิน เนื้อว่าน มีทั้งที่สร้างขึ้นชนิดถูกต้องและ ที่ไม่ถูกต้อง ทั้งมิได้อธิบายความเป็นมาไว้ในคัมภีร์ใด จึงมีการตริเดาเอาโดยอาการ พระเครื่องชนิดนี้มิใช่พระ ภควั ม ปติ เพราะพระภควั ม ปติ (พระมหากั จ จายนะ เถระเจ้าปางอธิษฐานกายยกพระหัตถ์ปิดพระพักตร์) เป็ น พระอรหั นต์ ส าวก มิ ใช่ พ ระภควา เพราะอรหั ง สัมมาสัมพุทโธภควา ก็คือพระพุทธองค์ และไม่ปรากฏ มีปางเช่นนี้ แท้จริงนั้นพระปิดทวารทั้งเก้าก็คือ พระ โพธิสัตว์เจ้า ปางประทับอยู่ในครรภ์พระพุทธมารดา และมิได้จ�ำกัดว่าเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์ใด เพราะ ปรากฏพระพุทธเจ้ามีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นถึง 28 พระองค์ จากหลักฐานในพระบาลีกล่าวว่า “อุมังคลามหาสัมพุ ทานัง ชะละมาราติมาระภะเว” มนต์พระโพธิสัตว์เจ้า ในครรภ์พระพุทธมารดา เรียกย่อๆ ว่า คาถาพระเจ้า ในครรภ์ จึงขอให้พิจารณาถึงทารกที่อยู่ในครรภ์ว่าจะมี ลักษณะเช่นใด จากลักษณะการนัง่ ยองย่อ และปิดเสีย ซึ่งทวารทั้งเก้าโดยอัตโนมัติ 1 2 3 4 5

ไม่มีการหายใจ (ปิดฆานะวิญญาณ 2 ทวาร) ไม่มีการมองเห็น (ปิดจักษุวิญญาณ 2 ทวาร) ไม่มีการรับฟัง (ปิดโสตวิญญาณ 2 ทวาร) ไม่เอ่ยปากเจรจา (ปิดชิวหาวิญญาณ 1 ทวาร) ไม่มีการถ่ายระบายมูลคูถ (ปิดอีก 2 ทวาร)

รวมเป็นเก้าทวารด้วยกัน พระปางนีจ้ ดั เป็นเครือ่ งราง ความจริงยังไม่ได้มีฐานะเป็นพระ แต่ก็เป็นโพธิสัตว์เจ้า โพธิสัตว์เจ้าจะอยู่ในรูปสัตว์อะไรก็ได้ เช่น แร้ง ไก่ เต่า ปลา ฯลฯ ความหมายนัน้ ก็เพื่อจะแสดงให้ทราบว่าเป็น ของทาง “อุด” ทีส่ ร้างขึน้ โดยความเข้าใจและถูกต้องตามความหมาย แท้จริงมีอยูห่ ลายวัดด้วยกัน เช่น วัดท่าพระ ธนบุรี หลวง พ่อปาน วัดบางกระสอบ พระประแดง สมุทรปราการ พระมหาอุดวัดราชนัดดา และที่อื่นๆ คงมีแต่มิได้ตรวจ ค้น อนึ่งมีบุคคลบางท่านรังเกียจและเกิดอุปาทานว่า พระเครื่องชนิดนี้อุดลาภ อุดความเจริญ แล้วก็มีผ้ายันต์ 103

ตะกรุด เหรียญ พระชนิดไม่ปิดตา ถ้าเขาเสกด้วยคาถา มหาอุด แม้รูปจะมองไม่อุด ท่านจะท�ำประการใด และ จะรู้อย่างไร เหรียญยิงไม่ออกไม่ชอบหรือ ผู้เขียนเห็นว่า เป็นของดี หากใครน�ำพระมหาอุด วัดหนัง กับพระมหาอุด วัดทอง ทีแ่ ท้มาให้สกั 50 องค์ ลองดูวา่ จะขัดลาภหรือจะ มีลาภ และจะได้เงินสักเท่าใด พระท่ากระดาน พระหู ยาน พระร่วง ส่วนมากอุดทัง้ นัน้ แต่สร้างขึน้ ในพระบรม ฉายาลักษณ์แห่งพระพุทธองค์ จึงไม่นยิ มเรียกพระมหาอุด อันคาถาพระเจ้าในครรภ์นนั้ แล ต้องโฉลกและเป็น คาถาประจ�ำพระปิดทวารทั้งเก้าโดยตรง ท่านว่าบังเกิด ผลทางความเจริญ และเมตตาทั้งมหานิยม มิใช่จะมีไว้ เพื่ออุดตะพึด หวังว่าท่านที่มีพระมหาอุดคงจะสบายใจ ขึ้ น มาก เพราะไม่ มี พ ระคณาจารย์ ใดนั่ง บ่ น บริ ก รรม อธิษฐานขอให้อุดทรัพย์อุดโชคดอก หากพระองค์ใดมี อาถรรพ์ในทางอุดเกินไปขอให้ทดลองใช้ดู หากไม่ไหวก็ นิมนต์ไว้ต่างหาก และถือใช้ให้สมควรกับวาระอันควร ใช้ เช่น พระหลวงพ่อแก้ว (พระครูศีลสมาจารย์) ของ ผู้เขียนองค์หนึง่ ตามค�ำเล่าลือว่าเมตตาดีนกั จะไปกด พิมพ์เข้าลัคนาฤกษ์ใดก็ไม่ทราบ เจ้าของเดิมเป็นผู้ช่วย สมุห์บัญชีแผนกสรรพากร เล่าให้ฟังว่าแขวนไปเก็บ ภาษีไม่เคยได้เงิน ผู้เขียนทดลองดูก็จริงเหมือนว่า เลย นิมนต์ไว้ต่างหาก ถ้าออกสงครามรับรองดีแน่ เช่นนีก้ ็มี เหมือนกัน

104

เรื่องของรัก ค�ำว่ารักในที่นี้มิได้หมายถึงความรัก “รักเอยรักที่ ปรารถนา รักพาประดับชีวี” รักเช่นนี้ผู้เขียนเองยอมแพ้ โดยดุษฏีภาพมิอาจยืดหยัดสู้หน้า รักที่จะกล่าวต่อไปนี้มี ความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่กับองค์ปฏิมากรขนาดเล็กชนิด ที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ แน่ละนักนิยมพระเครื่อง ทุกชั้นภูมิย่อมีความสนใจเป็นพิเศษ สมมุติว่าพระเครื่อง ในกรุเดียวหรือสกุลเดียวกันหากปรากฏมีพิมพ์ใดพิมพ์ หนึ่งถูกลงรักปิดทองไว้เดิม รู้สึกว่าจะทรงคุณค่ากว่า ธรรมดา เมื่อเป็นเช่นนี้จ�ำเป็นอยู่เองที่เราท่านจะต้อง มี ก ารศึ ก ษาในเรื่ อ งของรั ก ว่ า ก�ำพืดของมันมีอยู่ทั้งหมดกี่ชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่าง กันอย่างไรบ้าง เท่าที่ผู้เขียนค้น พบในภาคปฏิบัติการสร้างพระ เครื่องเคล้ารักมานานปีพอจะได้ เค้าดังนี้

รักขี้ลิง คล้ายเป็นรักดิบเป็นรักชนิดเลวเรียกกันว่า รักพื้น ใช้ลงพื้นเพื่อฉาบหน้าด้วยรักอย่างดี เป็นรักที่ไม่มี ความมันตัว สีเขียวหยาบมีกลิน่ เหม็น ไม่หอมเหมือน รัก ชนิดดี รักปลอม เป็นรักชนิดเลวหรือหางรัก ใช้เป็นรักพื้น ราคาต�ำ ่ ผสมน�ำ้ มันสนจนออกกลิน่ เวลาแห้งตัวมีสดี า้ น ไม่ขนึ้ เงา หรือบางครัง้ ก็เกิดเงาทีผ่ ดิ ธรรมชาติของรัก หาก ผสมด้วยปูนขาว จะแยกตัวออกเป็นน�ำ้ ใสๆ ทัง้ นีเ้ กิดจาก การเอาหางรัก หรือขี้รักปนเพื่อผลทางก�ำไรการค้า ขี้ รั ก มี ลั ก ษณะข้ น หยาบใช้ เ ป็ น รั ก พื้ น ก็ ยั ง ไม่ ดี นอกจากใช้อดุ ประสานรอยแตกในการลงรัก บางคณาจารย์ ก็น�ำไปผสมในการสร้างพระเคล้ารัก ถือเคล็ดจากค�ำว่า “ขี้รัก”

รักตามที่กล่าวมานี้พจนา รักจีน เป็นรักชนิดดีเยีย่ ม เนือ้ รักใสละเอียด ใช้ลบู ไล้ นุก รมฉบั บ ราชบั ณฑิ ต สถาน วัสดุยามแห้งตัวแล้วจะแลเป็นเงางามและทนทานต่อ มิได้กล่าวไว้ ว่ามีลักษณะต้น ธรรมชาติ ใบอย่างไร กล่าวเพียงต้นรัก ที่ใช้ปลูกตามบ้านหรือตามวัด รักพะม่า เป็นรักชนิดดี หากแต่คณ ุ ภาพยังมิเท่าเทียมรัก เพื่อหวังผลจากการใช้ดอกของ จีน มัน รักเชียงใหม่ เป็นรักชนิดดี สงสัยบางครัง้ อาจปนด้วย รักพะม่า ใช้สำ� หรับทาเครือ่ งเขินและถือเป็นอาชีพพืน้ เมือง ชนิดหนึง่ ต่อมามีการสับเพล่าโดยใช้สีด�ำทา จะท�ำให้ผู้ที่ พิจารณาเป็นหมดความเชื่อถือ

รั ก เป็ น ไม้ ยื ด ต้ น ลั ก ษณะ เช่นเดียวกับหงอนไก่ใหญ่ ซึ่ง แตกต่างกับหงอนไก่ใช้ปลูกตามบ้าน ธรรมชาติของต้น รักเป็นพันธุ์ไม้เกิดงอกงามในที่ราบสูงพ้นระดับน�ำ้ ทะเล ตั้งแต่ 500 ฟิตขึ้นไป ไม่มีการปลูกในแถบภาคกลาง รักอิสาน จัดอยูใ่ นเกณฑ์พอใช้ ส่วนมากมาจากจังหวัด ของประเทศไทย เวลาหน้ า หนาวภู มิ ป ระเทศดั ง อุบลราชธานี หามาตรฐานแน่นอนไม่ค่อยได้ เพราะ กล่าวมีความเย็นจัดกว่าธรรมดา เป็นพันธุ์ไม้ที่มียาง ต่างคนต่างท�ำ ความละเอียดในการกรองไม่เสมอกัน ทัง้ โดยใช้ ก รี ด ออกจากล� ำ ต้ น ทั้ ง ต้ อ งมี จ� ำ นวนของต้ น ราคาถูกกว่ารักพะม่า เพี ย งพอที่ จ ะให้ น�้ ำ ยางเพื่ อ เคี่ ย วผสมใบตองแห้ ง เผา ไฟบดจนละเอี ย ดที่ สุ ด จนเกิ ด สี ด�ำ บรรจุ ภ าชนะส่ ง มา 105

จ�ำหน่ายทางภาคกลาง ทางภาคอิสานนิยมเรียกกันว่า “ต้นน�ำ้ เกลีย้ ง” ไม่เรียกต้นรัก เมือ่ เกิดมีรกั ซ้อนกันเช่นนี้ บรรดาช่างฝีมือลงรักปิดทองจึงบัญญัติศัพท์ขึ้นว่า “รัก น�้ำเกลี้ยง” เป็นการทับศัพท์ เป็นความหมายนอกเหนือ จากรักที่ใช้ดอก ต่อมาเกิดความเข้าใจผิดในวงการพระ เครือ่ ง หมายเอารักสีเลือดหมูเป็นรักน�ำ้ เกลีย้ ง ความจริง รักสีดำ� ก็รกั น�ำ้ เกลีย้ งเช่นเดียวกัน หากเราจะไปเดินเทีย่ ว ตามบริเวณเสาชิงช้าเพือ่ หาซือ้ รัก ไปค้นหารักสีเลือดหมู จะได้รับการปฏิเสธ เพราะธรรมชาติของรักที่น�ำออก จ�ำหน่ายล้วนมีสีด�ำทั้งสิ้น ทั้งนี้เกิดจากกรรมวิธีของช่าง ลงรักปิดทองแต่ละสกุล ประดิษฐ์ดัดแปลงขึ้นตามความ เหมาะสม ได้เคยพิจารณาธรรมมาสน์เก่าแก่ซงึ่ รักกะเทาะ ตัวออกแล้วเห็นว่าพื้นถูกฉาบด้วยชาดและแห้งตัวเป็นสี ชมภู ในลักษณะเช่นนี้เมี่อมีการลงรักจะแลเห็นคล้ายสี เลือดหมูกลายๆ กรรมวิธกี ารผสมรักให้เกิดเป็นสีเลือดหมู ก็คือ ใช้รัก 1 ส่วนผสมชาด 2 ส่วนตีให้เข้ากัน ถ้าจะให้ เป็นสีเมล็ดลูกหว้าสุกงอม ให้ใช้รกั กับชาดเสมอภาคผสม เข้าด้วยกัน แลดูงามตาไปอีกแบบหนึง่ อิทธิพลของรักในพระพิมพ์พระเครื่อง เพื่ออนุรักษ์ เนื้อพระให้คงทนถาวรจากภัยธรรมชาติประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งก็เพื่อใช้เป็นเคล็ดจากค� ำว่า “รัก” ถือว่าเป็นสิ่งเมตตาแผ่ไปยังบรรดาสัตว์โลกที่เวียนว่าย อยู่ในวัฏฏะควรแก่การปราณีและประกอบด้วยมุทิตาจิต ละเว้นจากการเบียดเบียนโดยหวังให้โลกธ�ำรงอยู่ด้วย สันติ คงมิมุ่งหมายถึงเสน่ห์เล่ห์กลอันใด และยังปรากฏ ปริศนาธรรมเร้นลับอยู่อีกประการหนึง่ ก็คือค้นพบพระ สมเด็จบางชนิดปรากฏรักเก่าเป็นหย่อมๆ จะว่ากระเทา ะก็ไม่เชิง จะว่ารักปลอมก็ไม่ใช่ บุตรชายคนเล็กของ ผู้เขียนให้ค�ำนิยามว่า “พระสลัดรัก” คือแทนที่จะฉาบรัก ลงในองค์พระทั้งหมดกับใช้วิธีสลัดรักลงในองค์พระ ดั่ง หนึง่ สลัดทิ้งซึ่งความรักความหลังในข้อธรรมที่ว่า เปมะ โตชายะเตโสโก รักนั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์ และผู้กระท�ำ เช่นนัน้ ย่อมมีปณิธานเพือ่ การหลุดพ้นและยังสอนกุลบุตร กุลธิดาให้ประพฤติตาม ใครเลยจะคาดคิดไปถึง จ�ำพิฆาต ความรักให้ตักษัย เพื่อหลุดพ้นจากมลทิลอันเศร้างหมอง น่าสนุกยิ่งนักในเรื่องของวิชาพระเครื่อง เพียงแต่รักค�ำ เดียวก็เป็นเรื่องเป็นราวได้ 106

การแพ้รัก บางคนมีการแพ้ รักโดยการสัมผัสจากยางรัก เนือ้ รัก กลิ่นรัก หรือกลิ่นของยางรัก ในเวลาที่ท�ำการกรีดออกจากต้น หากมีเหงือ่ ซึมออกมาตามผิวหนัง ผูท้ แี่ พ้รกั จะเกิดอาการคันทีบ่ ริเวณ ผิวหนังคล้าย เป็นลมพิษมีลกั ษณะ บวมแดง ต่อเมือ่ ได้พกั ผ่อนท�ำ ความสะอาดแก่รา่ งกายไม่ นานอาการดังกล่าวก็จะบรรเทาลง การจะเป็นมากหรือ น้อยแล้วแต่อาการแพ้ของแต่ละบุคคล บางคนแพ้มาก เพียงรักที่ฆ่าแล้วขณะเดินเฉียดหรือถูกกลิ่นไอจะบังเกิด อาการแพ้รักให้ปรากฎหรือบางครั้งแม้แต่รักเก่าแก่ซึ่ง มีอายุนานหลายสิบปีมาแล้วก็ยงั เกิดอาการแพ้ได้ ผูเ้ ขียน ได้รบั ค�ำบอกเล่าจากอาจารย์สงกรานต์ แพทย์แผนโบราณ ทีอ่ ำ� เภอบ้านนา จังหวัดนครนายกว่า ครัง้ หนึง่ ในระหว่าง อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้น�ำคัมภีร์เทศน์มานอนอ่านบน เปลผ้าใบแล้วเกิดง่วงจึงเอาคัมภีรเ์ ทศน์วางไว้บนอก ครัน้ ตืน่ ขึน้ เพียงชัว่ ระยะทีห่ ลับไปไม่นานนักเกิดอาการบวมคัน เป็นผื่นแดงบริเวณที่วางคัมภีร์ทับอยู่ จึงรู้ตัวว่าแพ้รัก ผู้ เขียนและครอบครัวใช้รักมามากยังไม่เคยปรากฏอาการ แพ้ดังกล่าว และก็น่าอัศจรรย์อันพระพิมพ์เคล้ารักนั้น เมื่อแขวนคุ้มครองกายแม้จะถูกแทรกซึมด้วยเหงือ่ ยังไม่ พบว่าผูใ้ ดเกิดอาการแพ้รกั หรืออาจเป็นด้วยพุทธานุภาพ อันเร้นลับกระมัง ศัตรูของรัก รักทุกชนิดไม่ชอบน�้ำมันโดยเฉพาะศัตรู หมายเลข 1 คือน�้ำมันจันทร์ หากใช้กรรมวิธีสร้างพระ เครื่องชนิดเคล้ารักแล้วใช้นำ�้ มันจันทน์ผสมเพื่อจะให้เกิด กลิน่ หอม รับรองว่าภายในระยะเวลา 1 ปี พระจะยังไม่แห้ง ตัวและเปียกอยูอ่ ย่างนัน้ ศัตรูอนั ดับ 2 ได้แก่นำ�้ มันเบ็นซิน และน�ำ้ มันกาด ใช้กดั เนือ้ รักให้ละลายตัวได้จะเป็นรักใหม่ หรือเก่าก็ตาม น�ำ้ มันสนใช้ผสมกับรักสดเพือ่ ให้แห้งตัวช้า และให้เนือ้ รักใสพอเข้ากันได้ น�ำ้ มันพืชบางชนิดเช่นน�ำ้ มัน งาดิบใช้ผสมรักเพือ่ ความมันของเนือ้ รักได้ ธรรมชาติของ รักแท้มกี ลิน่ หอม เมือ่ บรรจุลงในภาชนะและใช้ฝาปิดเพือ่ กันการระเหยตัวจะปรากฏผิวหน้าเป็นรอยย่นฟูเป็นเกล็ด แข็งๆ เพือ่ ป้องกันการระเหยตัวชั้นล่างของมันเองจะแล ด�ำเป็นมัน

การพิจารณารักเก่าจากการกะเทาะจากองค์พระ ถ้า เป็นพระสมเด็จฯ รุ่นเก่าส่วนมากจะเป็นรักสีเลือดหมู ส่วนที่เป็นสีด�ำก็มีอยู่บ้าง แต่เป็นการลงรักในชั้นหลัง ตามปกติพระสมเด็จฯ มีเนือ้ ในเป็นสีขาว หากมีการลงรัก ไว้นานปีตอ่ มารักจะกระเทาะตัวออกตามสภาพธรรมชาติ ส่วนที่รักกะเทาะตัวออกถ้าเป็นพระที่มีรอยแตกร้าวมา เดิม รักจะแทรกซึมเหลือร่องรอยให้เห็น ถ้าลอกรักออก ทั้ ง องค์ แ ละเป็ น พระที่ ไม่ มี ก ารแตกรอยมาแต่ เดิ ม จะ ไม่ปรากฏการแทรกซึมของรัก กลับปรากฏเป็นคราบ สีน�้ำตาลอ่อนเป็นหย่อมๆ หรือทั้งองค์ อันเกิดจากผิว รักมิใช่ผิวพระโดยแท้จริง หากพระนั้นใช้ชาดลงเป็น พื้ น เวลาที่ รั ก กระเทาะตั ว จะมองเห็ น เป็ น สี แดงจะใช้ ทินเนอร์เช็ดถูเท่าไรก็ไม่ออกง่ายๆ ผู้เขียนเคยทดลองแช่ กรดอย่างแรงยังไม่คอ่ ยยอมออก (พระสมเด็จฯ ถ้าจะศึกษา กันอย่างจริงอย่าไปพะวงเรือ่ งราคาหักดูเลย) ถ้าการลอก รักออกปรากฏคราบเป็นสีเขียว ให้ตงั้ ทฤษฏีได้เลยว่าเป็น รักใหม่อายุไม่เกิน 30 ปี

ถอดองค์พระออกพิจาณา พอองค์พระถึงมือเท่านั้นยิ่ง แน่ชัด เพราะปรากฏว่ายังมิทันได้บรรพชาอุปสมบทเลย ชนิดนีเ้ รียกว่าเถร เลยกระซิบเบาๆ ว่าเซียนใดก็ไม่ทราบ ทุบคุณจนหลังแอ่น ถ้าพระองค์นี้แท้ ผมเลิกเล่นพระสม เด็จฯ มีเท่าไรยกให้หมดประการที่ 1 ประการที่ 2 ให้คณ ุ แล่ม้ามของผมออกมาเหยียบเล่นโดยไม่ถือโทษ แต่ฝีมือ มันดุจริงๆ ผมเห็นใจ พระสมเด็จองค์นนั้ ก็ถูกถอดจากคอ แต่บัดนัน้ เป็นต้นมาและผู้เขียนก็ยังเห็นต่อไปก็แนะน�ำให้ เอาออกเสียเพราะเป็นการปลอมทัง้ องค์ทเี ดียว พระสมเด็จฯ ปลอมบางองค์ใช้แล็คเค่อร์ลงพืน้ แล้วลงรักทับบางๆ เคย กะเทาะร่อนออกทั้งแผ่นเนื้อในขาวจ๋อง บางองค์กจ็ ะท�ำ เป็นพระสลัดรักกับเขาบ้าง แต้มรักไว้เพียงซอกแขน และ บางมุม แต่พจิ ารณาแล้วจะเห็นได้วา่ เนือ้ บางส่วนไม่มกี าร ถูกรักและยังขาวจ๋องอยู่เช่นนัน้ อย่าน�ำไปปะปนกับพระ สลัดรักซึ่งมีผิวพื้นแตกต่างกันเพราะความเก่าขององค์ พระ พระสลัดรักมีฝ้ากรุเดิม ต้องขัดล้างกันอย่างจริงจัง จึงจะออกเป็นรักสีเลือดหมู และมิเจาะจงว่าจะสลัดแม่น จนเข้าซอกพระกร บางครัง้ อาจเป็นลักษณะคล้ายคราบไข ขี้มอด ถ้าทนแปรงแข็งๆ ได้ก็ใช้ได้ มิใช่พอแช่น�้ำเจ้าของ ก็ถงึ กับเข่าทรุด ฆ่ากันทางจิตใจแท้ๆ กลายเป็นสีฝนุ่ ไปได้ อย่าให้ผเู้ ขียนกล่าวเลยว่าฝีมอื ใคร ต้องรักษามารยาท ขอให้ รับผิดชอบเอาเอง ชี้แจงแนวทางได้เพียงเท่านี้

วิธีพิจารณารักใหม่หรือรักปลอม ถ้าเป็นพระบรรจุ กรุและองค์พระมีคราบกรุหนามิได้มีการเสริมสวยโดย ล้างคราบออกบางส่วน คงปล่อยทิ้งไว้ในสภาพเดิมอาจ มีการตบแต่งให้สดุดตาโดยการลงรักปิดทองและแสร้ง ท�ำให้เก่าการท�ำให้ทองเก่าโดยวิธกี �ำมะลอก็ไม่ยาก เพียง เอาแป้งนวลลูบไล้ให้สที องแลดูแห้งและจากคราบแป้งนัน้ เกจิบางคนอาจโมเมว่าเป็นแป้งโรยพิมพ์ก็ได้ ที่แท้เกจิ ผูน้ นั้ ยังไม่เคยสร้างพระมาก่อนเลยก็ตงั้ ทฤษฏีขนึ้ เสียแล้ว แป้งโรยพิมพ์เขาใช้ท�ำกันแม้แต่ครั้งโบราณกาล นี่เป็น การใส่ยาพิษให้กบั วงการโดยแท้ วันหนึง่ ขณะทีผ่ เ้ ู ขียนเดินเกร่อ ยูแ่ ถวเทเวสน์ ขณะทีเ่ พลินอยูน่ นั้ มีรถยนต์แล่นมาจอดข้างๆ กายและถูกฉุดมือให้ขนึ้ รถ มองดูเห็นเป็นเพือ่ นผูห้ นึง่ นิยมสะสม พระสมเด็จฯ มาหลายสิบปี (ประมาณ 7 ปี) ผูเ้ ขียนร�ำคาญ ในใจคิดจะกลับบ้าน ไม่มอี ะไรหรอกนอกจากเรือ่ งพระ ครัน้ มาถึงส�ำนักงานเพือ่ นเกลอผูน้ นั้ ก็ถอดสร้อยคอทองค�ำพร้อม ตลับเลี่ยมทองให้ผู้เขียนพิจารณา ภายในตลับบรรจุไว้ดว้ ย พระสมเด็จบางขุนพรหมกรุเก่า พลางบอกว่าเหมือนรูปถ่าย เปีย๊ บทีเดียว ผูเ้ ขียนบอกว่านีเ่ ป็นรักใหม่ทองปลอม เขาบอก ว่าเพิง่ แลกมาจากเซียนและแห่แล้วหลายแห่งรับรองว่าแน่ ผูเ้ ขียนบอกว่าเรือ่ งรักแล้วผ่านมามากถ้าเป็นรักเก่าในกรุ ท�ำไมปราศจากคราบกรุซงึ่ ครอบคลุมไปถึงทองทีป่ ดิ ด้วย ให้เขา

107

หลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาธ ในบรรดาเกจิอาจารย์ทสี่ ำ� คัญของประเทศ หลวงปูป่ าน แห่งวัดบนคลองด่าน นับว่ามีชื่อเสียงมิได้น้อยหน้ากว่า ผู้ใด ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์ท่านยังเล่าลืบสืบเนื่องมา จนถึ ง ยุ ค ปั จ จุ บั น หลวงปู ่ ป านเกิ ด ที่ บ ้ า นต� ำ บลคลอง ด่าน (ต�ำบลบางเหี้ยในอดีต) จังหวัดสมุทรปราการ มีปู่ ชื่อเขียว ย่าชื่อปิ่น โยมผู้ชายชื่อปลื้ม โยมผู้หญิงชื่อตาล ท่านมีพนี่ อ้ งร่วมอุทรหลายคน แต่ไม่มคี วามส�ำคัญ ประวัติ จึงถูกลืมเลือนไป หลวงปู่ปาน ชาตะในปี พ.ศ. 2370 มรณะภาพในปี พ.ศ. 2454 สิริรวมอายุได้ 84 ปี ใน เมื่ อ สมั ย ยั ง เยาว์ วั ย ท่ า นได้ ใช้ ชี วิ ต แบบลู ก ทุ ่ ง ชนบท ครั้นแตกพานบรรลุเข้าสู่วัย 15 ปีปลายเริ่มมีจิตปฏิพัทธ์ ผูกพันในเพศตรงข้ามตามปุถุชนวิสัย วันหนึ่งท่านได้ ตกแต่งเนื้อตัวเสียหล่อเหลา ดั้นด้นไปจนถึงบ้านสาวรัก แต่พอล้างเท้าก้าวย่างขึน้ สูบ่ นั ได บ้านเท่านัน้ เกิดอัศจรรย์ขนั้ บันได ไม้ตะเคียนอันแข็งแรงพลันหลุด ออกจากกัน ท่านต้องพลัดตกจาก บันได ท่านคิดว่าเป็นลางสังหรณ์ ว่ า สิ้ น วาสนาในทางนี้ เ สี ย แล้ ว จึงเดินทางกลับบ้านและครุ่นคิด ตั ด สิ น ใจอยู ่ ห ลายวั น ผลที่ สุ ด ตั ด ใจใช้ ชี วิ ต ในพระบวรพุ ท ธ ศาสนา จากนั้นจึงกล่าวค�ำอ�ำลาญาติโยมสะพายย่าม เดิ นทางจากบางเหี้ ย สู ่ จุ ด หมายปลายทางคื อ วั ด อรุ ณ ราชวราราม ธนบุรี นับได้ว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิในทาง พรหมจรรย์อย่างยิง่ ผูห้ นึง่ ได้ฝากตัวบรรพชาเป็นสามเณร เล่าเรียนอักขรสมัยพระบาลีมูลกัจจายน์ พร้อมทั้งปฏิบัติ ในด้ า นวิ ป ั ส นาธุ ร ะ จวบจนอายุ ย ่ า งเข้ า เกณฑ์ จึ ง ได้ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยพระคุณเจ้าพระศรีศากยะ มุนี เป็นองค์พระอุปปัชฌาย์ ครั้นร�่ำเรียนวิทยาการจน เชี่ยวชาญแก่กล้า ท่านได้ชักชวนพระภิกษุเรือน ซึ่งเป็น สหธรรมมิกร่วมส�ำนัก เดินทางท่องเที่ยวแสวงหาส�ำนัก อาจารย์เพื่อร�่ำเรียนวิชาให้แก่กล้ายิ่งขึ้น ได้ดั้นด้นไป จนถึงวัดอ่างศิลา อ�ำเภอเมืองชลบุรี ฝากตัวเป็นสานุศษิ ย์ 108

ของหลวงปูแ่ ตง เจ้าอาวาส ได้เรียนและศึกษาวิทยาการ แขนงต่างๆ ในด้านวิปัสนาธุระตลอดจนทั้งไสยเวทย์จน เชี่ยวชาญ และที่ลือชาปรากฎเป็นอมตะก็คือเขี้ยวเสือ โคร่ง ซึ่งแกะเป็นรูปเสือนัง่ และหลวงปู่เรือนก็ได้ศึกษา พร้อมกัน เพียงแต่ไม่ขลังเท่าหลวงปู่ปาน อันความขลัง และศักดิส์ ทิ ธิน์ นั้ นัยว่าจะล�ำ้ หน้าหลวงปูแ่ ตง ซึง่ เป็นองค์ ปรมาจารย์ของท่านด้วยซ�้ำไป อันอภินิหารของปรมาจารย์หลวงปู่แตงนั้น นับว่า ไม่เบา เล่ากันสืบต่อมาว่าครัง้ หนึง่ มีนายคชบาลน�ำฝูงช้าง มาจากจังหวัดสุรินทร์ เข้าอาศัย พักในวัดอ่างศิลา และน�ำฝูงช้าง ไปเลี้ยงโดยมิบอกเล่าเก้าสิบแก่ ผู้ใด นอกจากนั้นยังอวดศักดา ภิ นิ ห ารโดยใช้ ข วานถากเสา ศาลามาใช้ท�ำฟืนหุงข้าวเสียอีก ด้ ว ย ในลั ก ษณาการคื อ การใช้ ขวานสับหน้าแข้งเล่น แต่ดันไป สับเอาเสาศาลาจนปี้ป่น ทั้งยัง ปล่อยฝูงช้างให้เหยียบย�่ำบริเวณไร่กล้วย ซึ่งใช้อาศัย เป็นภัตตาหารหล่อเลี้ยงพระภิกษุสามเณรภายในวัดยาม อัตคัดขาดแคลน ปรมาจารย์หลวงปูแ่ ตงพิจารณาเห็นว่า นายคชบาลผูน้ ถี้ อื ดีวา่ มีวชิ าแก่กล้าปราศจากสัมมาคารวะ ชอบแต่ข่มเหงผู้คนจนติดเป็นนิสสัยสันดาน จ�ำอาตมา ต้องสั่งสอนให้ละพยศคลายมิจฉาทิษฐิลงบ้าง คิดแล้ว ท่านจึงน�ำกะลามะพร้าวใบเล็กๆ ใบหนึง่ มาครอบฝูงช้าง ไว้ ฝ่ายนายคชบาลครั้นอิ่มข้าวอิ่มปลาแล้วมองไม่เห็น ฝู ง ช้ า ง ไม่ ท ราบว่ า มั น หนี ไ ปเที่ ย วทางใดตั ว หรื อ ก็ ออกโตใหญ่ เพี ย รค้ น หาสั ก เท่ า ใดก็ ไม่ พ บ หนึ่ ง วั น สองวันก็ร้อนใจกระส่ายกระสับ ซึ่งในที่สุดก็คิดเฉลียว ใจ จึงน�ำดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปขอขมาท่านเจ้าอาวาส และยินยอมจะสร้างเสาศาลาใช้ให้ดีเหมือนสภาพเดิม ปรมาจารย์หลวงปู่แตง จึงเดินไปสู่ป่ากล้วยเปิดกะลา มะพร้าวพลิกหงายขึ้น พบลูกหนูตัวเล็กๆ สี่ตัวคลาน

ต้วมเตีย้ มออกมาด้วยอาการอิดโรย และแล้วมันพลันกลับ กลายเป็นช้างสารตัวมหึมาถึงสีเ่ ชือก ยังความศรัทธาและ เกรงกลัวแก่นายคชบาลผู้นนั้ เป็นอย่างยิ่ง และหลังจาก การซ่อมเสาศาลาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็รีบเดินทางต่อไป โดยมิรีรอ หลวงปู ่ ป านและหลวงปู ่ เ รื อ น ส� ำ เร็ จ วิ ช าตาม ปรารถนาแล้วก็อ�ำลาองค์ปรมาจารย์กลับคืนสู่มาตุภูมิ เข้าพ�ำนักพักพิงอยู่ ณ วัดบางเหี้ยใน ซึ่งปัจจุบันชาว บ้ า นนิ ย มเรี ย กว่ า วั ด บนคลองด่ า น ท� ำ เนี ย บวั ด ทาง ราชการเรียกว่า วัดมงคลโคธาวาส มิช้ามินานหลวงปู่ ปานได้รับต�ำแหน่งเจ้าอาวาสครองวัด หลวงปู่เรือนเป็น ผู้ช่วยเจ้าอาวาส จากค�ำโบราณที่เรียกว่าบางเหี้ยนั้น เพราะท�ำเลเดิมเป็นคลองน�้ำเค็มสองฟากฝั่งบริบูรณ์ไป ด้วยป่าจาก แสม โกงกาง กระบูน เจ้าตระกูลไดโนสอร์ พวกเหี้ยตะกวดนับว่าชุกชุมเป็นเอกะ ปัจจุบันแม้จะถูก ล่าตัวไปถลกหนังขายก็ยงั เป็นสิง่ น่าข�ำขัน คือใต้ถนุ ร้านค้า ในตลาดคลองด่านมีเจ้าพวกนี้อาศัยกันยั้วเยี้ยทีเดียว น่าสงสารมันมิทราบจะไปทางไหน อยู่กันมานานนม จนโตเกือบจะเท่าจระเข้อยู่แล้ว มันก็คอื สัตว์โลกธรรมดา และยัง ดีกว่าคนบางคนที่สมมุติตนว่า เป็ น สั ต ว์ อั น ประเสริ ฐ ด้ ว ยซ�้ ำ ไป เพราะมันไม่เคยเบียดเบียน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใด เลย มีนิยายเล่ากันสืบต่อมาว่า ยังมีเศรษฐีผหู้ นึง่ ร�ำ่ รวยมหาศาล มีเงินทองมากมายล้นเหลือจน ร�ำคาญ จึงน�ำทองค�ำบริสุทธิ์มาหล่อหลอมเป็นรูปสัตว์ ตระกูลไดโนสอร์ ขนาดเท่าตัวจริงให้ลูกสาวลากเล่น ซึ่ง พิจารณาแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะทองค�ำนั้นมี น�้ำหนักเท่ากับน�้ำ 19 ส่วน คิดแล้วเป็นน�้ำหลายปิ๊บ เด็กลากไม่ไหวแน่ ถึงจะท�ำเป็นล้อเลื่อนก็ออกแรงฉุดไม่ ไหว นอกจากเด็กผู้นนั้ เรียนวิชาเจ็ดช้างสาร หลวงปู ่ ปาน พระคณาจารย์นามอุโฆษ ลื อ ลั่ น ไป ทุกซอกมุมของประเทศ สมัยที่ผู้เขียนประจ�ำอยู่อ�ำเภอ ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ในปี พ.ศ. 2493 พบชาวจีน อายุประมาณ 70 ปี อพยพหลบภัยมาจากนครเวียงจันทร์

คุยให้ฟงั ว่า เคยเป็นคนเกิดในประเทศไทยนีแ้ หละ ต่อมา ได้ไปหากินทางตัดเสื้อผ้าทางฝั่งลาว เมื่อเล็กๆ เคยเป็น เด็กวัดหลวงปูป่ าน ได้รบั ใช้ใกล้ชดิ และเคยเห็นเหตุการณ์ ต่างๆ พอจ�ำได้คือ วันหนึง่ หลวงปู่เห็นว่าเด็กคนนี้ใจพอ เอาได้ จึงชวนให้แกถือเสียมติดตามไปสู่ป่าช้าในเวลา วิกาล พอถึงหลุมฝังศพแห่งหนึ่ง หลวงปู่จัดแจงตอก หลักขึงสายสิญจ์ จุดเทียนเข้าเล่มหนึ่งนั่งบริกรรมชั่ว เวลาเพียงครู่เดียวดินที่หลุมศพค่อยๆ พังทะลายออก ศพมัดตราสังหญิงตายท้องกลมบวมอลึ่งฉึ่งลุกขึ้นนัง่ ได้ หลวงปูพ่ จิ ารณาด้วยอสุภกรรมฐานพักหนึง่ แล้วบริกรรม อาคมขึ้นทันที ปรากฎว่าศพนัน้ ใหญ่ขนึ้ ได้ และสูงขึน้ สูงขึน้ แล้ว มั น ก็ ค ่ อ ยๆ ต�่ ำ ลงในลั ก ษณะ ธรรมดา ยื่นคางให้หลวงปู่ๆ ก็ ใช้เทียนบริกรรมเล่มนัน้ แหย่เข้า ที่คาง เสียงดังฉี่เหม็นเขียวแล้ว ท่านก็รองน�้ำมันพรายให้หยดลง ในขวด ครั้ น แล้ ว บั ง คั บ ให้ มั น นอน ต่อจากนัน้ ใช้เสียมกลบจน เรียบร้อย ทั้งนี้มิใช่หลวงปู่จะประพฤติตนเป็นหมอเสน่ห์ หาทางตกนรกอะไรหรอก เพราะตัดหน้านักเลงทางนี้ ประการหนึง่ เพือ่ มิให้เป็นโพยภัยในวันหน้าและโดยปกติ หลวงปู่ก็พยายามช่วยบ�ำบัดผู้ที่เคราะห์ร้ายโดยถูกการก ระท�ำด้วยวิชาชนิดนี้ เพราะมีดาวร้ายอยู่ในระแวกแถว ถิ่นต�ำบลคลองด่านชื่ออาจารย์ทอง แกเก่งทางนี้ และ ในที่สุดก็ตายไม่ดี ผู้เล่าเป็นเด็กวัดจิตใจแข็งแกร่งกว่าเด็กชาวบ้าน ธรรมดา ถึ ง กระนั้นก็ ถึ ง กั บ ตั ว แข็ ง และบางครั้ ง ต้ อ ง หลั บ ตา และเชื่ อ ความสามารถของหลวงปู ่ ว ่ า ต้ อ ง คุ ้ ม ครองตนได้ เท่ า นั้น เองการกระท� ำ เช่ นนี้ค ล้ า ยกั บ เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ไปแกะ เอาหน้าผากแม่นากพระโขนงมาท�ำปัน้ เหน่ง เพือ่ มิให้มนั แผลงฤทธิ์ ต ่ อ ไปเท่ า นั้น เอง ครั้นตอนเช้าหลวงปู่ปานได้ ชวนผูเ้ ล่าไปทีร่ มิ คลองน�ำ้ เค็ม หยิบขวดน�้ำมันพรายมาเปิด ฝาจุ ก ออก ใช้ ไม้ ขี ด ไฟแยง ลงไปแล้ ว โยนทิ้ ง ลงในน�้ ำ 109

ปรากฎว่าไม้ขดี ไฟก้านนัน้ วิง่ ทวนน�ำ้ แลดูคล้ายปลากระทุง เหวแปลกจริงๆ และผู้เล่ายังประสพพบเห็นหลวงปู่ปาน นัง่ เสกน�ำ้ พระปริตร์ มิใช่เดือดพล่าน แต่พงุ่ เป็นฝอยคล้าย น�้ำพุให้ดูเล่น จึงเลื่อมใสในองค์ท่านมาก โดยปกติหลวงปู่ปานเป็นผู้ที่พูดน้อย ประกอบด้วย เมตตาพรหมวิหาร มีวาจาสิทธิ์เป็นที่เคารพย�ำเกรงและ เลื่อมใสแก่บุคคลผู้พบเห็น ทรงฌานสมาบัติขั้นสูง แล ก็ในสมัยนั้นเป็นสมัยคลั่งหวย กอ ขอ ท่านก็ใบ้ให้คน ทุกข์ยากแก้จนเสียมากต่อมาก จน เจ้ามือหวยหรือทีเ่ รียกกันว่าขุนบาล ต้องร้อนใจมากราบกรานฝากตัว เป็นสานุศษิ ย์ของหลวงปู่ เหตุการณ์ ก็ค่อยบรรเทาเบาลง ในด้านวาจา สิทธิ์ ท่านพูดค�ำไหนมักจะเป็นไป ตามปากพูด มีศษิ ย์ผหู้ นึง่ เป็นจีน มี นิสยั ซุม่ ซ่ามแอบไปดูทา่ นฝังเสืออัน ศักดิ์สิทธิ์ ท่านดุว่านีจ่ ะบ้าหรือ เท่านัน้ เองนอกจากบ้า แล้วยังใบ้อกี และจ�ำทีฝ่ งั เสือไม่ได้ ทนทุกข์ทรมานอยูเ่ ป็น เวลาถึง 4 ปี จึงหายเป็นปกติต่อจากนัน้ มาท่านไม่ค่อย เอ่ ย ปากพู ด และพยายามพู ด แต่ สิ่ ง ที่ ดี ๆ ไม่ พ ยายาม ดุด่าว่าใครอีก กิจวัตรที่หลวงปู่จะขาดเสียมิได้คือ การออกธุดงค์ รุกขมูลเป็นประจ�ำหลังจากออกพรรษาแล้วและมีสาย สมทบเป็นจังหวัดๆ บางคราวมีมากประมาณ 500 รูป หลวงปู่จะน�ำกองทัพธรรมออกเผยแพร่พระศาสนา มิใช่ แจกของหาเงินหลอกชาวบ้าน ท่านมิได้มี จุ ด มุ ่ ง หมายเช่ น นั้ น แต่ ค นก็ แ กะเขี้ ย ว เสือเตรียมไว้แล้วและน�ำไปถวายให้ท่าน บรรจุวทิ ยาคม ท่านก็อนุเคราะห์ให้และอยูไ่ ม่ นาน เปิดโอกาสให้สดับธรรม และปฏิบัติ ทานมัยตามศรัทธาปสาทะ ซึง่ ก่อนออกเดิน ทาง หลวงปู่ต้องประชุมอบรมทุกคราว และแบ่งสาย ไปตามทิศทางต่างๆ กัน ต่อเมื่อท่านโบกมือให้สัญญา จึงจะออกเดินทางได้และท่านต้องใช้วิจารณาญานพระ ลูกแถวเป็นรายองค์ด้วยความรอบคอบ คราวหนึง่ ท่าน เรียกพระลูกแถวชื่อพระผิว บอกว่าคุณรีบเก็บกลดและ อัฐบริขารเตรียมตัวกลับวัดได้แล้วไม่ต้องเดินทางต่อ 110

การเดินทางไปกับหลวงพ่อทุรกันดารล�ำบากยิ่งนัก ไว้ให้ ผู้ที่แข็งแรงเขาไปเถิดท�ำเอาพระผิวต้องหลั่งน�้ำตาด้วย ความทุกข์โทรมนัสเสียใจ แต่มิกล้าคัดค้านค�ำสั่งหลวง ปู่ ปรากฏว่าพอกลับถึงวัดได้เพียง 2 วันก็มรณะภาพ ด้วยไข้ทรพิษแสดงว่าหลวงปูท่ า่ นทราบด้วยอนาคตตังสญาน พิจารณาทราบว่าพระผิวหมดอายุขัยเสียแล้วแต่ไม่พูด ให้เสียใจเท่านัน้ เอง ทั้งมิให้เป็นภาระอันยุ่งยากแก่การ ปฏิบัติรุกขมูลจนเกินเหตุ ทุกคราวในการออกรุกขมูล หลวงปู่เป็นต้องสั่งสานุศิษย์เดินทางล่วงหน้าไปก่อน ทุกคราว และล่วงหน้าไปก่อนนานๆ และทุกครัง้ จะปรากฏ ว่าหลวงปู่ไปปักกลดคอยที่จุดนัดพบ นอนเอ้เต้ซดน�้ำชา ด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม ยังความฉงนสนเท่ห์ แก่บรรดา สานุศิษย์อย่างยิ่ง

หลวงปู่ปานผจญปีศาจไพร

หั ว หน้ า คุ ม ขบวนกองทั พ ธรรม จั ด แบ่ ง ออกเป็ น หมวดหมู่ ได้แก่พระอาจารย์อาวุโส เช่นพระอาจารย์ทุ้ย หลวงปูเ่ รือน พระอาจารย์หลิม หลวงพ่อนก แม่ทพั ชอบ ไปเดีย่ วทุกครัง้ บางครัง้ ไปเจอ ฝู ง ควายครั ว ยื น เบิ่ ง ช�ำ เลื อ ง ค้อนท้าทายอยู่ฝูงใหญ่ ตาม ลักษณะแห่งทรพีหัวหน้าคุม ขบวนและคุ้มกันต้องถือเป็น หน้ า ที่ ใช้ ก ระแสร์ พลั ง จิ ต บังคับหรือขอทางให้มันหนีไป ถ้าเจอฝูงช้างป่า เสือ หมี ก็จะต้องไม่ให้มีอันตรายเกิดขึ้นซึ่งแต่ละท่านนั้นไม่เบา เลย วันหนึ่งหลวงปู่ปานบินเดี่ยวเข้าในดงพระยาเย็น ท่ามกลางบรรยากาศอันมืดทมึน ได้เหลือบ แลไปเห็นสิ่งประหลาดคล้ายตุ่มขนาดใหญ่ เท่าควายสีด�ำ กลิ้งหลุนๆ เข้ามาท�ำท่าจะ ชนท่านหลวงปู่จึงภาวนาพระคาถาประจุ ขาดเป่ า ไปสิ่ ง ประหลาดหายวั บ ไปกั บ ตา ผู ้ รั บ การถ่ า ยทอดเล่ า ให้ ผู ้ เ ขี ย นฟั ง ว่ า หลวงปูบ่ ริกรรมว่า พุทธังปัจจะขามิ ธรรมมัง ปัจจะขามิ สังฆังปัจจะขามิ คิหทิ าเรถะ (อย่าเอาไปคัดพระเครือ่ งนะ ครับออกสบั้นหมด ขออย่าท�ำร้ายกัน)

หลวงปู่ปานเผชิญยอดคน

ปกติหลวงปู่ปานชอบสรงน�้ำในล�ำคลอง ถ้ามีเด็กมาดู ้ อุม้ ปลากระพงตัวใหญ่ขนึ้ ครั้ ง หนึ่ง หลวงปู ่ ป านได้ จ าริ ก รุ ก ขมู ล ไปถึ ง อ�ำ เภอ มากๆ ท่านจะมุดด�ำลงไปในน�ำ ศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีณบุรีถึงวัดโพธิ์ศรี เห็นหลวง มาอุม้ เล่น ปลาก็ดนิ้ รนไปมา สักพักท่านก็ปล่อยมันลงน�ำ้ ตารูปหนึ่งก�ำลังนั่งขึงกลองเพลอยู่ ไม่มีใครช่วย ด้วย ไป เรื่องนี้มีบ่อยครั้ง และก็คงเป็นเช่นกระต่าย ปฏิปทาอันดีงามหลวงปูม่ ไิ ด้รอช้า ตรงเข้าช่วยเหลือทันที จนเสร็จภารกิจ ครั้นแล้วหลวงตาได้นิมนต์หลวงปู่ปาน ความเมตตาธรรมของหลวงปู่ปาน เกิดเป็นเรื่อง ขึ้นกุฎิฉันน�้ ำ ร้อนน�้ ำ ชา ซึ่ ง สมบั ติ เป็นราวขึ้นคราวหนึ่ง กล่าวคือมีทหารเกณฑ์หลายคน พระก็ มี เพี ย งแค่ นี้ ไม่ ค วรมี ตู ้ เ ย็ น หนีราชการทหารมาขออุปสมบทกับองค์ท่าน เนื่องด้วย สะสมเป็ปซี่โคล่าเป็นการโลภเกิน เมตตาธรรมและไม่ขัดศรัทธาแก่ผู้บากหน้ามาหาที่พึ่ง ควร ขณะที่ คุ ย กั น อย่ า งออกรส หลวงปู ่ ไ ด้ จั ด การให้ ต ามความประสงค์ จ นส� ำ เร็ จ หลวงตาได้ลงไปหยิบดินเหนียวมา เรียบร้อย ต่อมาความได้รั่วไหลทราบไปถึงทางการ จึง ปั ้ นคลึ ง เป็ นก้ อ นเล็ ก ๆ สองก้ อ น ได้รายงานพฤติการมาทางคณะสงฆ์ พระสาสนโสภณ แล้ ว เขวี้ ย งออกไปนอกหน้ า ต่ า ง เจ้ า คณะมณฑล จึ ง นิ ม นต์ ห ลวงปู ่ ป านไปสอบสวน กุฎิ ปรากฎเป็นเด็กหัวจุกขี่ม้าขาว ความจริงและกล่าวว่าตามระเบียบการของคณะสงฆ์ ไล่จับนกเหยี่ยวในอากาศ หลวงปู่ ถือว่า จริยาวัตรของพระอุปปัชฌาย์นนั้ จะอุปสมบทได้ ปานหัวเราะชอบใจ และลงจากกุฎิ เฉพาะกุลบุตรทีไ่ ม่มพี นั ธะผูกพัน บุคคลซึง่ อยูใ่ นระหว่าง บอกกั บ บริ ว ารว่ า พบคนดี เ ข้ า ให้ โทษหลวงหลบหนีที่คุมขังหนีราชการยอมบวชให้ไม่ได้ แล้ว พลางเปลื้องสังฆาฎิออกจาก หลวงปู่ปานกล่าวแก้ว่า จะเป็นผู้ใดก็ตามเมื่อเกิดศรัทธา ไหล่ม้วนเป็นก้อนกลมแล้วขว้างลง ปสาทะในพระบวรพุทธศาสนาแล้วย่อมบวชได้ มีเรื่อง ยังพื้นดิน กลายเป็นกระต่ายป่าฝูง ปรากฎในสมั ย พุ ท ธกาลคื อ ใหญ่วิ่งเพ่นพล่านในลานวัด เด็ก อหิงสกะมาณพ ผู้ซึ่งปลิดปลง เล็กชอบใจพากันไล่จับ แต่จับไม่ได้ ชีวติ มนุษย์มาแล้วกว่าเก้าร้อย แม้แต่ตัวเดียว ได้แต่ส่งเสียงเฮๆ ต่อมาหลวงปู่ออก เก้าสิบเก้าชีวิต จนได้รับฉายา รุกขมูลครั้งใด อดที่จะแวะไปเยี่ยมเยียนหลวงตารูปนัน้ นามว่า องคุลีมาน คือผู้สรวม มิได้ และในที่สุดก็ชักชวนให้มาสร้างวัดอยู่ใกล้ๆ กัน มาลั ย นิ้ ว มื อ คน นั บ เป็ น โจร ชื่อว่าวัดน้อย หลวงตาด�ำรงต�ำแหน่งเจ้าอาวาส มีชื่อว่า แ ผ ่ นดิ น มี ค ว า ม เ ลื่ อ ม ใส ในคุ ณ พ ร ะ รั ต นต รั ย หลวงพ่อด�ำ เก่งไม่แพ้หลวงปู่ปาน แต่ไม่ยอมสร้างของ พระพุ ท ธองค์ ท ่ า นก็ ยั ง ทรงประทานการอุ ป สมบท บางครั้งคุยไปคุยมาหลวงปู่ปานควักผ้าเช็ดหน้าม้วนปา ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาวิธี อาตมาได้รับพระราชทาน ไปเป็นกระต่าย หลวงตาด�ำก็ควักผ้าเช็ดหน้าขว้างเป็น สมณศักดิ์จากในหลวง ต้องนับว่าเป็นคนของหลวง กับ การบวชให้คนของพระราชาจะนับเอาเป็นผิดได้ประการ แมวไล่กระต่ายไล่เท่าไรก็ไม่ทัน ใด เจ้าคณะมณฑลได้ฟงั ดังนัน้ ก็สงั่ กักบริเวณหลวงปูป่ าน หลวงปู่ปานมีอารมย์เยือกเย็นอยู่เสมอสมกับเป็น ทันที ฝ่ายฝูงชนครัง้ ได้ทราบข่าว ก็พากันแห่แหนหลัง่ ไหล พระ คราวหนึง่ ท่านสะพายย่ามออกจากวัด พบชายชรา ไปเยีย่ มหลวงปูป่ านเป็นจ�ำนวนมาก และขอร้องเจ้าคณะ ผู้หนึง่ นัง่ ยองๆ ยกมือไหว้บอกหลวงปู่ว่า เป็นฝีร้ายขึ้น มณฑลให้ปลดปล่อยหลวงปู่ ในที่สุดทนต่ออ�ำนาจแห่ง ที่แขนก�ำลังจะไปหาหลวงปู่ช่วยปัดเป่าอยู่พอดี หลวงปู่ เสียงสวรรค์ไม่ได้ อีกประการหนึง่ ค�ำว่าหลวงปู่ปานเป็น ก็บอกว่า ไม่ได้เอามีดผ่าฝีติดย่ามมา พลางล้วงลงใน คนของพระราชา กลัวตนเองจะมีผิด จึงตัดสินใจปล่อย ย่ามได้ซองธูปอ่อนหนึง่ ซอง ท่านสบัดทีเดียวแข็งตัวใช้ หลวงปู่ปานเป็นอิสระภาพกลับสู่วัดเดิมพร้อมกับความ แทนมีดได้ แล้วกรีดลงบนฝีร้ายท�ำให้ฝีแตกหนองทะลัก ยินดีของปวงชน ท่านเป่าพรวดเดียวบอกว่าหาย รุ่งขึ้นต่อมาก็หายจริงๆ 111

ก่อนที่หลวงปู่ปานจะมรณะภาพ ประชาชนต�ำบล คลองด่ า นได้ มี จิ ต ศรั ท ธาร่ ว มแรงร่ ว มใจกั น หล่ อ รู ป เหมื อ นขนาดเท่ า ตั ว จริ ง ขององค์ ท ่ า นเพื่ อ ไว้ เ ป็ น ที่ สักการะบูชาในคุณงามความดี ครั้นท่านกลับจากธุดงค์ พบเห็นเข้า ก็แสดงอาการไม่พอใจ และกล่าวขึ้นว่า นัน่ มันมิใช่รูปของอาตมา มันคือไอ้ดำ� ใหญ่ ให้น�ำไปทิ้งทะเล เสีย ฝ่ายผู้ทหี่ ล่อขึน้ ก็มคี วามเสียดาย เพราะหล่อขึน้ ด้วย ความล�ำบากยากเย็นจะน�ำไปทิ้งเสียก็ดูกระไร จึงพา กันเฉยเสีย หลวงปูก่ เ็ ลยออกจากวัดบน ไปพ�ำนักอยูท่ พี่ ระ ปฐม (พระปฐมนัน้ คือสถานทีแ่ ห่งหนึง่ ในต�ำบลคลองด่าน สร้างขึ้นไว้เป็นที่พักแรมของพระธุดงค์เป็นการชั่วคราว) ท่านได้ทราบโดยวิถีญานแล้วว่าปวงชนต้องการให้ท่าน แยกกายทิพย์ มัจจุราชได้กรายมาเตือนแล้ว จักอยู่ต่อไป อีกไม่นาน เมื่อญาติโยมพากันมาอ้อนวอนหนักเข้า ท่าน ก็พูดบ่ายเบี่ยงว่า เข้าไปไม่ได้ไอ้ดำ� มันอยู่ ขืนเข้าไปไอ้ดำ� มันเอาตาย ค�ำว่าไอ้ด�ำ หมายถึงรูปหล่อแทนตัวท่านเอง ท่านถือว่ายังไม่ตายเหตุไฉนจักต้องมีตวั แทนและจะอยูไ่ ด้ เพียงผูเ้ ดียวหนึง่ ไม่มสี อง ในทีส่ ดุ ท่านกลับไปอยูว่ ดั ไม่นาน ก็ได้มรณะภาพลงด้วยอาการอันสงบ

112

จากอนุทินของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา นับเป็น พระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงเกริกไกรท่านหนึง่ มีวุฒิทาง เวชาคมหรือแพทยาคมคือหมอที่บ�ำบัดรักษาผู้ป่วยเจ็บ ด้วยอ�ำนาจจิต อาทิเช่นการต่อประสานกระดูกถอนคุณไสย สูญฝีร้ายปัดรังควานสะเดาะกุมารซึ่งตายในครรภ์ฯลฯ ซึ่งวงการแพทย์แผนปัจจุบันไม่มีหลักสูตรในการสอน และก็มิอาจดูแคลน ปัจจุบันเวชาคมยังมีการเล่าเรียน สื บ ต่ อ ตกทอดกั น มาแต่ ด ้ ว ยเหมื อ น นั บ วั นจะหายากขึ้ นทุ ก ที หลวงพ่ อ ไม่ยอมกล่าวพรรณนาสรรพคุณของ พระเครือ่ งทีท่ า่ นสร้างว่า ดีทางเมตตา คงกระพั น หรื อ แคล้ ว คลาดอะไร เพียงแต่บอกว่าดีหลายสิบอย่าง ขอ ได้โปรดติดตามพิจารณาจากอนุทิน ของท่าน แล้วจะเข้าใจเรื่องของพระพิมพ์ที่ท่านได้สร้าง ขึ้นถึง ๖ พิมพ์ด้วยกัน คือครุฑ ไก่ เม่น ปลาเสือ นก กระจาบและวานรตามข้อมูลอันถูกต้องข้อความและ อักขระทั้งหลายทั้งปวงผู้เขียนทรงไว้ตามแบบฉบับเดิม มิเปลี่ยนแปลง พระปาน วัดบางนมโค มี ศ รั ท ธาได้ ส ร้ า งพระพิ ม พ์ ทัง้ ๖ อย่าง มีรปู สัตว์พาหนะ เป็ น เครื่ อ งบู ช าพระและ ส� ำ หรั บ รั ก ษาโรคภั ย ไข้ เจ็ บ ได้ เป็ น บางอย่ า งแต่ ที่ พ อสมควรจะหายที่ ไม่ ส มควร หายก็รกั ษาไม่ได้ วิธที จี่ ะอาราธนารักษาไข้เจ็บดังจะแสดง ต่อไปนี้ คือ (๑) แก้อสรพิษต่างๆ มีงู จะขาบ แมงป่อง ปลาดุก แขยง สาหร่าย ปลา กระเบนยอก ต่อแตนต่อย ให้อาราธนา พระใส่ ใ นขั น น�้ ำ ท� ำ น�้ ำ มนต์ เมื่ อ จะ อาราธนาให้เอาดอกไม้ธปู เทียนบูชาตาม แต่ จ ะหาได้ บู ช าแล้ ว อาราธนาดั ง นี้

ขอพระบารมีของพระพุทธเจ้ากับรูปสัตว์พาหนะเป็น เครื่องบูชา มีครุฑ ไก่ เม่น ปลาเสือ นกกระจาบ วานร ทั้ง ๖ อย่างนี้จงช่วยถอนพิษตามชื่ออสรพิษที่กัดงูกัดก็ บอกว่างูกัด จะขาบก็บอกว่าจะขาบเป็นต้น ให้หายด้วย อ�ำนาจพระบารมีของพระแลรูปสัตว์พาหนะที่บูชาขอ อาราธนาให้หายโดยเร็ว ว่า ๓ หน แล้วเอาน�้ำมนต์นนั้ กินบ้างแล้วพ่นตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ๓ หนแล้วเอา พระวางที่ปากแผลจะคว�่ำหรือหงาย ก็ตาม แต่เอาศีรษะพระให้ขึ้นมาตาม ศีรษะตน ถ้างูกัดที่ศูนย์ห้าแห่งคือ กึ่งศูนย์แข้งขาสะดือศอกแขนเหล่านี้ แก้ ห ายน้ อ ย ตายมาก ถ้ า กั ด ขึ้ น ศู น ย์ ห ายมากตายน้ อ ย วิ ธี แ ก้ อสรพิษกล่าวแต่ย่อๆ เท่านี้ฯ ต่อไป จะแก้โรคไข้ต่างๆ มีอสรพิษที่กล่าวแล้วเป็นต้น จ�ำต้อง ทดลองดูเสียก่อนให้รู้แน่ว่าจะเป็นโรคในตัวหรือจะถูก อะไรอยู่ เอาพระท�ำน�้ำมนต์บูชาเหมือนดังที่กล่าวแล้วใน เบื้ อ งต้ น และอธิ ษ ฐานดั ง นี้ ขออาราธนาพระบารมี ของพระพุทธเจ้ากับรูปสัตว์พาหนะที่บูชา มีครุฑ ไก่ เม่น นกกระจาบ วานร และ ปลาเสือ ขออารธนาแก้โรค อย่ า งนี้ ว่ า ๓ หนแล้ ว เอา น�้ ำ มนต์ กิ น บ้ า งและพ่ น ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ๓ หน แล้วเอาพระอมไว้ข้างแก้ม สักครู่หนึง่ ให้สังเกตน�้ำลายดูว่ามีรสอย่างไรบ้าง ถ้าเขา บอกว่ า ร้ อ นหู แ ละร้ อ นหน้ า ให้ ท ายว่ า ถู ก น�้ำ มั น พราย วิธีจะรักษาให้ท�ำน�้ำมนต์อาราธนาถอนน�้ำมันพรายว่า ๓ หน เอาน�ำ้ มนต์กนิ บ้างอาบบ้าง แล้วเอาพระวางบนขมิน้ ผงอาราธนาเหมื อ นท� ำ น�้ ำ มนต์ แล้ ว เอาละลายกั บ น�ำ้ มนต์กนิ บ้างทาบ้างให้ทวั่ ตัวฯ ถ้าเขาบอกว่าขึน้ หน้าซูๆ่ เหมื อ นยั น หมาก ให้ ท ายว่ า ถู ก คุ ณ ผี วิ ธี ท� ำ น�้ ำ มนต์ อาราธนาก็คล้ายกัน แต่ให้เปลี่ยนชื่อแก้คุณผีเท่านั้น ขมิ้นก็กินบ้างทาบ้างเหมือนกันจนกว่าจะหายยันฯ ถ้ามี 113

รสขมมากและน้อยให้ทายว่ า ถู ก คุ ณคน ท� ำ น�้ ำ มนต์ อ าราธนาแก้ คุณคนทีเ่ ขาท�ำมาอย่างไรอยูใ่ นกาย หรือนอกกาย ให้ขอพระบารมีของ พระพุทธเจ้ากับรูปสัตว์พาหนะที่ บูชาขออาราธนาแก้ให้หลุดโดยเร็ว ว่า ๓ หนแล้วเอาน�้ำมนต์กินบ้าง อาบบ้าง แล้วอมพระดูใหม่ ถ้าขม น้อยลงไปคงจะหาย ถ้าขมมากขึ้นไปว่าโรคนี้ทวีขึ้นจะ รักษาต้องเอาข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนหนักบาทหนึง่ จุด บูชาพระตามสมควร แล้วอาราธนาให้แก้คุณคนเหมือน ดั ง กล่ า วแล้ ว ว่ า ๓ หน เอาน�้ ำ มนต์ กิ น บ้ า งอาบบ้ า ง เอาพระอมดูใหม่ ขมน้อยลงไปก็คงหาย ถ้าขมมากขึ้นไป ต้องขอเครื่องบูชาเขาใหม่อีกคราวหนึ่งบูชา พระเหมื อ นอย่ า งเดิ ม ท� ำ น�้ ำ มนต์ อ ธิ ษ ฐาน เหมือนข้างต้น แล้วเอาน�ำ้ มนต์กนิ บ้างอาบบ้าง แล้วอมพระดูใหม่ ขมน้อยลงไปก็พอรักษาได้ ถ้ากลับขมมากขึน้ ก็ให้เลิกเขาเสียให้หมออืน่ เขา รั ก ษาถ้ า ขั ด บวมด้ ว ยคุ ณ ผี แ ละคุ ณคน เอา พระวางบนแป้งอาราธนาให้ถอนคุณผีและ คุณคนและสิ่งของต่างๆ แล้วเอาแป้งละลาย น�้ำมนต์พอกที่ขัดแลบวมๆ ถ้าอมพระมีรสหวานมาก แลน้อยให้ทายว่าเพราะแรงสินบนให้นกึ ดู ถ้าเขาว่าบนไว้ ตามแต่เขาจะรับหรือไม่รับ ถ้าเขาบอกว่ารับให้จุดธูป ๑ ดอกบอกเขากลางแจ้งกลับมาอมพระดูใหม่ ยังหวาน อยู่บอกว่ายังไม่หมดแรงสินบน ถ้าหมดหวานก็ให้รักษา ต่อไปจนกว่าจะหายฯ ถ้าอมพระมีรสเปรี้ยวมากแลน้อย ให้ทายว่าต้องเสนียดต่างๆ ให้เจ้าของไข้นกึ ดูว่าเสนียด สิ่งไรก็ให้แก้สิ่งนัน้ เสียแล้วรักษาต่อไป ถ้าอมพระไม่เป็น ดังที่กล่าวมาให้ทายว่าโรคในตัว ถ้าจะแก้ให้ท�ำน�้ำมนต์ เหมือนดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น เปลี่ยนกันแต่ชื่อโรค และไข้เท่านั้น ใช้ได้หลายอย่างทั้งเด็กและ ผู้ใหญ่จะกินจะพ่นอาบก็ตามแต่สมควรฯ วิธี แก้ ป วดต่ า งๆ มี หั ว ดาวหั ว เดื อ น ตะมอย ละลอกแก้ว ละลอกกาฬ และฝีต่างๆ และ กาฬโรค ท�ำน�้ำมนต์อธิษฐานให้ละลายและแก้ พิษปวดต่างๆ ว่า ๓ หนกินบ้างอาบบ้างพ่น ทีศ่ รี ษะ ๓ หน แล้วเอาพระวางทีศ่ รี ษะละลอก เป็นต้น เป่าตรงพระลงไป ๓ หน ถ้าร้อนคงจะ 114

ละลายถ้าเย็นคงแตก เมื่อแตกแล้วจะขอแป้งและขมิ้น พอกทาตามสมควร ถ้าร้อนเอาพระวนที่ศีรษะละลอก เป็นต้นว่า ๓ หนคงละลายฯ วิธีรักษา ตาลม ตาแดง ตาต้อต่างๆ ให้เอาพระอมดูเหมือนกัน ถ้ามีรสยันขม หวาน เปรี้ยวก็ให้แก้เหมือนกันอย่างข้างต้น แปลกกัน แต่อาราธนารักษาตาเท่านั้นว่า ๓ หนแล้วเอาน�้ำมนต์ กินบ้างและพ่นที่ตา ๓ หน แล้วหลับตาเสียเอาพระวาง ที่ตา เป่าหนหนึ่งถามดูว่าเย็นถึงลูกตาหรือไม่ ถ้าเย็น รักษาได้ ถ้าหนหนึง่ ไม่เย็น เป่าไป ๒ หน ๓ หน เย็นยัง รักษาได้ ถ้าไม่เย็นให้นบั หนึง่ ไปใหม่จนถึง ๗ หน ถ้าเย็น รักษาได้ ถ้าไม่เย็นนับหนึง่ ไปใหม่จนถึง ๑๕ หน เย็นยัง รักษาได้ ถ้าเย็นที่ ๑ ให้ทายว่า ๑ วันทุเลา ถ้าเย็นที่ ๒ ให้ทายว่า ๒ วันทุเลา ถ้า ๑๕ หนเย็นก็ให้ทายว่า ๑๕ วัน จึงจะทุเลา ถ้า ๑๕ หนไม่เย็นบอกว่ารักษาไม่ ได้ การที่จะต้องเป่าอย่างนีน้ ับอย่างนี้มีหลาย อย่างแขนขาหัก ขัดแขนขา ต่อเส้น ประสาน กระดูก นวดมือเท้า ขัดขวางอย่างไร ให้เอา พระวางทีเ่ จ็บ กระดูกหักเย็นถึงกระดูกรักษาได้ เส้นขาดหรือเส้นขอดเย็นถึงเส้นก็ยังรักษาได้ ถ้าเป่า ๓ เป่า ๗ เป่า ๑๕ หนไม่เย็นถึงที่เจ็บ ข้างในรักษาไม่ได้ เย็นผิวหนังข้างนอกใช้ไม่ได้ ถ้าเย็นถึงข้างในรักษาได้ให้ท�ำวิธอี ย่างนี้ เอาพระใส่ลงใน ขันน�้ำมนต์ใหม่ อาราธนาให้รักษาตาว่า ๓ หนเหมือน อย่ า งข้ า งต้ น เอาน�้ ำ มนต์ กิ นทั้ ง ลู บ หน้ า บ้ า งเอาพระ วางที่ตาเป่าอีก ๓ หน ค่อยเอาน�้ำมนต์หยอดไปจนกว่า จะหายเย็นและร้อนแสบคันตามโรคของในตาอย่างไรๆ แล้ ว วั น ต่ อ ไปก็ ใ ห้ ท� ำ เหมื อ นอย่ า งวั น ก่ อ นให้ ค รบ ก� ำ หนดตามที่ เ ป่ า กี่ ห นให้ ท� ำ เท่ า นั้ น แล้ ว วิ ธี รั ก ษา แขนขาหักขัดเมื่อยและหนวดเส้นต่างๆ แปลกกันแต่ชื่อ ประสานกระดูกและขัดแขนขา และหนวดเส้นเท่านัน้ เอง วิธีอาราธนาและนับก็คล้ายกันกับวิธีรักษาตา ถ้ากระดูก หักละเอียดมากก็ให้เข้าเฝือก แต่ตอ้ งอาราธนา บูชาพระด้วยดอกไม้ธปู เทียน แล้วจึงเข้าเฝือก เอาไม้ท�ำเฝือกเหมือนที่เคยท�ำกันมาแล้วเอา พระวางบนแขนที่หัก อาราธนาให้ประสาน กระดูกหรือหนวดเส้นก็เหมือนกันแปลกแต่ ไม่ต้องเข้าเฝือกฯ ต่อไปนี้จะกล่าวสรรพคุณ ของน�้ ำ มนต์ รั ก ษาครรภ์ เป็ น ยาคั นทะรั ก ษา ท�ำน�้ำมนต์หรือบูชาหรืออาราธนาก็เหมือนกัน

อย่างข้างต้นแปลกกันแต่บอกชื่อน�้ ำมนต์รักษาครรภ์ เป็นยาคันทะรักษาว่า ๓ หน แล้วเอาน�ำ้ มนต์กนิ บ้างอาบ บ้างตามสมควร แล้วเมือ่ เวลาจะคลอดบุตรให้ตงั้ น�้ำมนต์ สี่ขัน ใส่น�้ำพอสมควรบูชาพระด้วยดอกไม้ธูปเทียนตาม แต่จะหาได้ แล้วเอาพระใส่ลงในขันที่ ๑ แล้วอาราธนา ว่าขอพระบารมีของพระพุทธเจ้ากับรูปสัตว์ที่บูชาขอ บันดาลน�้ำมนต์นี้เป็นการทดลองถ้ากินเข้าไปกุมารจะ ออกใน ๓ ชั่วโมงนี้ ขอบันดาลให้มีลมเบ่งมากขึ้นทีเดียว ถ้ายังไม่ออกใน ๓ ชั่วโมงนี้ ขอพระบารมีของพระกับรูป สั ต ว์ ที่ บู ช าจงบั นดาลให้ ค วามเจ็ บ ปวดและลมเบ่ ง ให้ อันตรธานหายไปโดยเร็วว่า ๓ หน แล้วเอาพระยกมา ใส่ขันที่ ๒ อธิษฐานว่าขออาราธนาพระบารมีของพระ กับรูปสัตว์ทบี่ ชู าจงบันดาลให้กมุ ารออกได้โดยง่าย อย่าให้ เป็ น อั นตรายสิ่ ง ใดสิ่ ง หนึ่ง เลยว่ า ๓ หน แล้ ว ยกเอา พระมาใส่ขันที่ ๓ อธิษฐานว่าขออาราธนาพระบารมี ของพระและรูปสัตว์ที่บูชาจงช่วยบันดาลน�้ ำมนต์นี้ให้ เป็ น ยาเลื อ ดว่ า ๓ หนแล้ ว ยกเอาพระมาใส่ ขั นที่ ๔ อธิษฐานว่าขออาราธนาพระบารมีของพระและรูปสัตว์ ที่บูชา จงบันดาลน�้ำมนต์นี้ถ้ากิน เข้าไปขอให้รกออกได้โดยง่ายดาย อย่าให้เป็นอันตรายเลยว่า ๓ หน แล้วเอาพระขึน้ จากน�ำ้ มนต์ แล้วกับ มากินน�ำ้ มนต์ขนั ที่ ๑ สักครูห่ นึง่ แล้ว จึ ง ถามดู ว ่ า ความเจ็ บ ปวดนั้ น เป็นอย่างไร ถ้าเขาบอกว่าเจ็บปวด หายไป ทายว่าใน ๓ ชั่วโมงนี้ยัง ไม่ออก ถ้าเจ็บมากเมื่อไรก็ให้กินน�้ำมนต์ขันที่ ๑ อีกเล่า ถ้าเขาบอกว่าเจ็บมากขึ้นกว่าเก่าเมื่อไร ให้ทายว่าจวน จะคลอดอยู่แล้ว ให้กินน�้ำมนต์ขันที่ ๒ พอสมควรแล้ว ตบศีรษะ ๓ หน เอาพระวางบนศีรษะเป่าอีก ๓ หน ถ้า คลอดแล้ ว ให้ กิ นน�้ ำ มนต์ ขั นที่ ๓ ถ้ า รกออกพร้ อ มลู ก ขันที่ ๔ ไม่ต้องกิน ถ้ารกไม่ออกก็ให้กินขันที่ ๔ ต่อไป ว่าโดยเป็นปกติอย่างนี้ ถ้าเจ็บท้องอยูห่ ลายๆ วันกุมารนัน้ อ่ อ นเพลี ย หรือตายก็ไม่รู้ ให้ท�ำ น�้ ำ มนต์ทดลองดู บู ช า ด้วยดอกไม้ธูปเทียนในที่เงียบๆแล้วเอาพระใส่ลงในขัน แล้วอธิษฐานว่าขออาราธนาพระบารมีของพระและรูป สัตว์ที่บูชา ขออาราธนาจงบันดาลน�้ำมนต์นี้กินเข้าไป ถ้ากุมารยังไม่ตายกินน�้ำมนต์นี้เข้าไปขอให้มีก�ำลังดิ้นได้ ในกึ่งชั่วโมงนี้ ถ้าตายแล้วขอให้ทรุดถอยเลื่อนลงไปโดย

เร็ ว ในกึ่ ง ชั่ ว โมงนี้ ว่ า ๓ หนแล้ ว เอาพระขึ้ น เสี ย จาก น�้ำมนต์ เอาน�้ำมนต์ให้กินเข้าไปตามสมควรถึงกึ่งชั่วโมง ให้ถามดู ถ้าเขาบอกว่าดีทนได้ให้กินน�้ำมนต์ขันนี้เสมอไป กว่ากุมารจะมีก�ำลังมากแล้วจึงให้กินขันที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ดังที่กล่าวแล้วตามก�ำหนด ถ้าเขาบอกว่าไม่ดิ้นทรุดถอย ลงไป ให้ทายว่าตายแน่กุมารนี้ แล้วท�ำน�้ำมนต์ขันเดิม อีกคราวหนึง่ แล้วเอาพระบูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้ตาม สมควรใส่ ล งในน�้ ำ มนต์ อ ธิ ษ ฐานว่ า ขออาราธนาพระ บารมีของพระและรูปสัตว์ที่บูชา ขออาราธนาให้บันดาล น�้ำมนต์นี้ ถ้ากินเข้าไปให้กุมารที่ตายนั้นให้ออกได้โดย ง่ายดาย ผีปีศาจทั้งหลายที่สิงในกุมารและแม่มากน้อย เท่าใด ขออาราธนาพระบารมีของพระและรูปสัตว์ที่ บูชาจงบันดาลขับไล่ให้อันตรธานไปโดยเร็วว่า ๓ หนฯ ต่อไปเด็กเป็นทรางและลมต่างๆ ขอน�้ำมนต์หรือขมิ้นผง พ่นหรือกวาดทรางตามสมควรฯ ถ้าเมือ่ โรคต่างๆ เกิดขึน้ นอกจากที่ บ อกนี้ ก็ ข อให้ อ ธิ ษ ฐานและอาราธนาท� ำ น�ำ้ มนต์พน่ เป่ากิน เมือ่ โรคเหล่านัน้ ควรหายก็หายเป็นแน่ ที่ ไม่ ห ายก็ ไม่ ห ายอยู ่ เ องฯ วิ ธี ท ดลองในการท� ำ นาถึ ง เดือน ๖ หรือเดือน ๗ ก็ตามแล้วยังไม่ได้หว่านข้าว ฝน ตกมาคราวไรให้ลองน�้ำฝนในที่แจ้งใส่ขันหรือหม้อก็ตาม ประมาณสักทะนานกว่าๆ ก็พอ แล้วให้ปลูกศาลเพียงตา ในที่ แ จ้ ง เป็ น สองชั้ น ผ้ า ขาวปู ทั้ ง ข้ า งล่ า งทั้ ง ข้ า งบน แล้วข้าวที่เราจะปลูกให้ห่ออย่าปนกันแล้วเขียนชื่อข้าว ไว้ทุกห่อ แล้ววางบนศาลซั้นล่างบนผ้าขาวให้มีข้าวตอก ดอกไม้ ธู ป เที ย นด้ ว ย แล้ ว เอาหม้ อ น�้ ำ ฝนตั้ ง ชั้ น บน แล้วเอาพระใส่ไว้ในหม้อน�้ำฝนจุดธูปเทียนบูชาพระแล้ว อธิษฐานอย่างนี้ขออาราธนาพระบารมีของพระกับรูป สัตว์ที่บูชาจงดลบันดาล ปีนี้ข้าวสิ่งไรดีมีผลจงให้ข้าว สิ่งนัน้ งอกยาวงอกแรง ถ้าข้าวสิ่งไรจะไม่ดีจะไม่มีผลขอ อย่าให้งอกยาวงอกแรงเลยว่า ๓ หน แล้วบอกว่าท�ำให้ สมเจตนา จ�ำท�ำทานการกุศลพอสมควร แล้วเอาพระ ขึ้นจากน�้ำมนต์ แล้วเอาข้าวปลูก ที่ห่อไว้ใส่น�้ำมนต์ให้หมด แล้วคน เสียสามรอบแล้วทิ้งไว้คืนหนึง่ เช้า เอาดอกไม้ธูปเทียนที่ศาลแล้วเอา พานไปใส่ข้าวที่ห่อขึ้นให้หมดแล้ว เอาหม้ อ น�้ ำ มนต์ ล งจากศาลเอา ผ้าขาวที่ปูบนศาลปิดพานข้าวเอา ขึน้ ไว้บนเรือนตามสมควร แล้วเอา 115

น�ำ้ มนต์พรมไว้ทกุ วันจนถึง ๗ วัน แล้วจึงเปิดผ้าขึน้ ดูขา้ ว สิ่งไรงอกยาวก็ให้ท�ำข้าวอย่างนั้นให้มาก ถึงหว่านข้าว แล้วท�ำน�้ำมนต์บูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนแล้ว เอาพระใส่ ล งในจอกน�้ ำ บู ช าเสร็ จ แล้ ว ขออาราธนา พระบารมีของพระจงบันดาลน�ำ้ มนต์นี้ กันเพลีย้ มอดและ สั ต ว์ ต ่ า งๆ ว่ า ๓ หน แล้ ว เอาน�้ ำ มนต์ ย กไปทั้ ง พาน เครื่องบูชาพระด้วย ไปพรมนาสามรอบแล้วเอาน�้ำมนต์ ดอกไม้ทงิ้ ไว้ทปี่ ระจบสามรอบนัน้ เถิด นาข้าวออกรวงก็ทำ� เหมือนอย่างนี้ ท�ำทีหนึง่ พรมได้รายเดียว ถ้าพรมรายอืน่ ก็ ท�ำเหมือนกันดังนี้ ท�ำสวนไร่นาก็ใช้ได้เหมือนกัน ท�ำ อย่างนี้เป็นสรรพคุณมากๆ วิธีจะไปทางไกลและท�ำกิน สิ่งไรหรือการเจ็บไข้ต่างๆ อธิษฐานถ้าเย็นเป็นส่วนดี ร้อนเป็นส่วนชัว่ คือให้บชู าพระ ด้ ว ยดอกไม้ ธู ป เที ย นแล้ ว ถวายพรพระด้วยอิติปิโสและ พาหุง แล้วยกมือขวาขึน้ แบไว้ ตรงหน้าอธิษฐานว่าขอพระ บารมี พ ระกั บ รู ป สั ต ว์ ที่ บู ช า จงดลบั น ดาลไปคราวนี้ จ ะ ไปดีมาดีมีลาภและมีความสุข ขอจงดลบั น ดาลให้ เ ย็ น ใน ฝ่ามือ ถ้าจะไปมีอนั ตรายต่างๆ ขอให้ ร ้ อ นในฝ่ า มื อ ยกมื อ ไว้ สั ก ครู ่ ก็ รู ้ ได้ ถ้ า เย็ น ไปได้ ถ้าร้อนอย่าไปเลย ถึงรักษาไข้เจ็บและท�ำกินเป็นต้น ให้ อธิษฐานดูเสียก่อน แล้วส่วนพระที่กล่าวแล้ว ๑ อย่างที่ กล่าวแล้วในตอนต้นที่บุคคลเอาไปกับตัว ห้ามไม่ให้กิน เหล้าและลักเขา แล้วพระทีก่ ล่าวมาทีพ่ ระปานได้ท�ำแจก แก่มนุษย์หญิงชายที่เลื่อมใสในศาสนา แล้วฝอยที่พิมพ์ ในใบนี้แจกแก่ท่านทั้งหลายไม่ได้ขายเป็นราคามากน้อย ไม่มีเป็นอันขาด ถ้าใครท�ำซื้อขายฝอยและพระทั้ง ๖ อย่าง ฉันไม่รับรองว่าเป็นของฉันจะใช้ได้ตามฝอยหรือ ไม่ได้ก็ตามถ้าเป็นของฉันแท้ๆ ให้ทดลองดู คนถูกน�้ำมัน พรายให้อมไว้ข้างแก้มสักครู่หนึ่งถ้าร้อนหูแลร้อนหน้า แล้วเอาพระมาก�ำไว้ในมือสักครู่หนึ่ง จนเมื่อยตลอด แขนให้แบมือออกดมดู แลให้ตดิ ปากแผล งูพษิ แลจะขาบ แมงป่องนี้และเป็นของๆ ฉันแท้ แล้วผู้ที่จะใช้ขอให้ ประกอบด้วยเมตตาให้มากๆ ยังมีสรรพคุณอีกหลายสิบ อย่าง กล่าวไว้ให้แต่ยอ่ ๆ พอสมควรเท่านี้ พระทัง้ ๖ อย่าง ทีฉ่ นั แจกนีถ้ า้ ผูห้ นึง่ ผูใ้ ดได้รบั จากฉัน เอาไปท�ำโดยบริสทุ ธิ์ 116

และประกอบด้วยเมตตาต่อสัตว์มนุษย์ทวั่ ไป ขอพระบารมี ของพระและบารมีทขี่ า้ พเจ้าได้สร้างเพือ่ โพธิญาณ ขอให้ บันดาลให้ท่านทั้งหลายจะท�ำอะไรให้ได้ส�ำเร็จตามความ ปรารถนาอย่างที่ข้าพเจ้าอธิษฐานไว้ เทอญ อายุวัณโณ สุขขังพะลัง พระกับลูกอมมีสรรพคุณเหมือนกันอย่างเดียวกัน เมื่อไม่มีพระอาราธนาลูกอมใช้ก็ได้ วิธีอาราธนาบูชา อย่างเดียวกันใช้ดอกไม้ธปู เทียนเหมือนกันตามแต่จะหาได้ การบูชาพระกับลูกอมบูชาอย่างเดียวกันกับบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เช่นทีเ่ คยบูชากันมาก็เหมือนกันได้แจก ตั้งแต่วันที่ ๒๓ มีนาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๐

พระสมเด็จพิมพ์มโนมยิทธิ ค�ำว่า มโนมยิทธิ เป็นวิชาพิเศษชนิดหนึง่ ในหมวด ที่สองว่าด้วยวิชาแปดประการ แปลความว่า “การมี พลังจิตอันแรงกล้า” สามารถแสดงออกในรูปดุจมายาภาพ และอานุภาพแห่งวิชานั้นสูงส่งกว่าวิชาเทียม คือวิชา มายาศาสตร์ ฝ่ายมารหรือฝ่ายอธรรม วิชามายาศาสตร์ ยังมีการฝึกฝนกันอยู่ในประเทศอินเดียปัจจุบันและเมื่อ กาลก่อนท่านตะโมภิกขุตักม้อโจวซือ ได้จาริกแสวงบุญ ไปยั ง ผื น แผ่ นดิ น ใหญ่ ป ระเทศจี น หลั ง จากได้ ส นทนาธรรมไม่ ถู ก กั บ อั ธ ยาสั ย แห่งองค์กษัตริย์ ได้มุ่งหน้าไปยังบรรพต ชงซัวสร้างอารามเสียวลิ้มยี่ขึ้น บรรดาผู้ อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในประเทศจีน นั้น ส่วนมากก�ำเนิดจากพวกอันธพาลที่ ได้รับนิรโทษกรรมจากองค์กษัตริย์ บวช แล้วที่ดีก็ดีเลิศ ที่ละกิเลสมิได้ก็ยังความ หมองมัวให้เกิดกับพระศาสนา ท่านตะโม ภิกขุได้บ�ำเพ็ญฌานสมาบัติอยู่ ณ ยอด บรรพตซงซัวได้ 9 ปี เพื่อละทิษฐิ บรรดา สาวกได้บัญญัติวิชาชนิดหนึง่ จากการบ�ำเพ็ญญานผนวก กับวิชาโยคะศาสตร์ เป็นท่าร่างส�ำหรับใช้ในวิชาการ ต่อสู้เพื่อพิชิตมารที่มุ่งท�ำลายพระศาสนาเรียกว่า มายา เจ็ดดาว คือสามารถส�ำแดงเงาร่างให้ศัตรูฝ่ายตรงข้าม มองเห็นถึงเจ็ดร่างโดยไม่สามารถชี้ได้ว่าร่างใดเป็น ร่างจริงร่างใดเป็นร่างปลอม การฝึกปรือจ�ำต้องบ�ำเพ็ญ ฌานไม่นอ้ ยกว่า 20 ปี เมือ่ อสูรมารร้ายไม่มที างจะต่อสูไ้ ด้ จึงใช้ความเพียรถึง 60 ปี ค้นคิดตีความด้วยการบ�ำเพ็ญ สมาบัติ บัญญัติเป็นเงาร่างได้ถึง 32 เงาด้วยการผสม ผสานด้วยท่าเท้าผนึกจิต อันวิชามโนมยิทธินนั้ ที่แท้จริง นัน้ มิต้องอาศัยสิ่งประกอบอันใด เพียงแต่จิตปรารถนา ก็ประสพผลของความต้องการจะให้เห็นเป็นมายาภาพ ถึง 1,000 ภาพก็ได้ การที่กล่าวเช่นนีก้ ็เพื่อที่จะหลีกเลีย่ ง ความเข้าใจผิด โลกเรานีป้ ระหลาดอัศจรรย์ เมื่อมีศาสตร์ ขาวก็ต้องมีศาสตร์ด�ำมีอิทธิวิธีฝ่ายธัมมะก็ต้องมีอิทธิวิธี

ทางฝ่ายมาร หรือทีเ่ รียกเป็นค�ำศัพท์ทางภาษาจีนกันว่า“ม้อ เก็ง” หรือ อาณาจักรมาร ซึง่ บางครัง้ เราก็เข้าใจว่ามารเป็น พระ และเข้าใจผิดว่าพระเป็นมารก็มีจึงจ�ำต้องศึกษาให้ แตกฉานว่าอะไรเป็นอะไร ในสมั ย พระพุ ท ธกาลยั ง มี อ รหั น ตสาวกรู ป หนึ่ ง พระนามจุลปัลถก ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีสติปัญญามืดทึบสุด จะกล่าวบ่นท่องร�ำ่ เรียนอะไรก็ไม่สำ� เร็จ จน อิดหนาระอาใจแทบจะลาสิกขาบท ยังมี พระอรหันตสาวกรูปหนึง่ พิจารณาทางธรรม เห็นว่าพระจุลปัลถกรูปนีต้ ่อไปจะมีวาสนา ส�ำเร็จเป็นพระอรหันตขีณาสพจึงอุบาย แนะให้ ภ าวนาพระคาถาบทหนึ่ ง ว่ า “ระโชหะระนังระชังหะระติ” โดยห้ามมิ ให้คิดถึงสิ่งใดๆ ครั้งแรกๆ ก็ท่องจ�ำมิได้ ต้องขีดเขียนตัวพระคาถาลงกับพื้นพสุธา บ�ำเพ็ญเพียรภาวนาโดยอาการจดจ่อ ใน ทีส่ ดุ ก็สำ� รวมจิตเป็นเอกัคคตารมย์แน่วแน่ กาลครั้งนัน้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคย์เจ้าทรงประทับอยู่ ณ เชตวันวนารามทรงทราบโดยวิถญ ี านว่าพระจุลปัลถก ส�ำเร็จซึ่งมโนมยิทธิแล้วจึงมีพระบัญชาให้พระภิกษุรูป หนึง่ ไปตามพระจุลปัลถกเข้าเฝ้า ครั้นพระภิกษุรูปนัน้ ไป พบเห็นพระจุลปัลถกก�ำลังท�ำความสะอาดปัดกวาดพื้น พสุธาอยู่ ก็ขานนามจุลปัลถกขึ้น ทันใดปรากฎเป็นพระ จุลปัลถกถึง 1,000 รูป มิสามารถบ่งบอกได้ว่ารูปใดเป็น รูปจริงรูปใดเป็นรูปปลอม เรียกขานขึ้นครั้งใดก็ปรากฎ การณ์อยูเ่ ช่นนัน้ จึงกลับมากราบทูลพระพุทธองค์ในเรือ่ งที่ ได้พบเห็น และได้รับการแนะน�ำจากพระพุทธองค์ว่า ไป พบตัวแล้วห้ามส่งเสียงตรงเข้าคว้าข้อมือน�ำตัวมาเลยทันที ซึ่งในที่สุดก็น�ำพระจุลปัลถกเข้าเฝ้าได้พระพุทธองค์ทรง ตรัสยกย่องสรรเสริญพระจุลปัลถกว่า เป็นผูเ้ ลิศด้วยมโน มยิทธิคือฤทธิทางใจ นับเป็นเอตทัคคะรูปหนึง่ ในจ�ำนวน เอตทัคคะ 80 รูปนี่เป็นเรื่องของมโนมยิทธิ 117

ในประเทศอินเดียมีมายากรที่ศึกษาวิชาฝ่ายมาร จนแลดูคล้ายกับวิชามโนมยิทธิ สามารถบรรเลงเพลง ปี่จนเชือกกลายเป็นงูเต้นระบ�ำร�ำร่าย ชี้เชือกให้ลอย ทรงตัวอยู่ในอากาศโดยปราศจากที่ยึดเหนี่ยว เสกเมล็ด มะม่วงจนกลายเป็นต้นและผลิดอกออกผลเพียงชัว่ ไม่นาน แสดงโต๊ะที่ว่างเปล่าให้บังเกิดเป็นจานอาหารที่เลิศรส ชวนรับประทาน แต่จะรับประทานจริงๆ ไม่ได้ เป็นเพียง มายาภาพหรือภาพลวงตา ยังมีมายาภาพซึ่งเกิดขึ้นโดย ความแปรปรวนวิปริตแห่งธาตุ ผสมผสานกั บ จิ ต ของตนเอง เช่นภาพมายาในท้องทะเลทราย อันเวิ้งว้าง โดยไม่มีบุคคลเป็น ส่วนประกอบ มายาศาสตร์ใน วิชามารจะต้องมีสิ่งที่เป็นวัตถุ ประกอบเหตุ ส่วนวิชามโนมยิทธิ อาศัยจิตล้วน

ไม่ข้องโลก สิ้นซึ่งสาเถยยะการโอ่อวดคุณวิเศษ หรือ เบียดเบียนผู้อื่นให้เสียทรัพย์เล่ากันว่ามีพระธุดงค์รูป หนึง่ เดินทางไปในป่าเปลี่ยวขณะที่ยังมิทันจะสิ้นราวป่า ก็ จ วบเวลาสายั ณ ห์ ต ะวั น พลบ ยั ง หาที่ พ� ำ นัก ปั ก กลด อันเหมาะสมมิได้ แลทางที่จะผ่านต่อไปเป็นช่องเขาพอ เดินหลีกกันได้เท่านั้น ปากช่องทางที่จะผ่านไปถูกคุม เชิงไว้ด้วยพยัคฆ์ร้ายตัวฉกาจส่งเสียงค�ำรามอยู่กึกก้อง พระธุดงค์รูปนัน้ จึงหยุดพักวางกลดและสัมภาระพลาง บอกศิ ษ ย์ ที่ ติ ด ตามมาด้ ว ยให้ นั่ง เงี ย บๆ ตั ว ท่ า นได้ นั่ง ลงขัดสมาธิส�ำรวมจิตด้วยระยะเวลามิเนิ่นนานทันใด นัน้ พยัคฆ์ร้ายได้ส�ำแดงอาการตื่นกลัวส่งเสียงร้องและ หันหลังวิ่งหนีไปโดยเร็วท่านจึงถามศิษย์ผู้ติดตามว่าได้ พบเห็นอะไรบ้าง ศิษย์ผู้นั้นตอบว่าเห็นหลวงพ่อตัวโต สูงเท่ายอดยางจนเสือมันวิ่งหนีท่านหัวเราะแล้วกล่าว ขึ้นว่า ความจริงตัวฉันก็ไม่สามารถโตไปกว่านี้ได้ เป็น เพี ย งแต่ เ ธอและเสื อ โคร่ ง ตั ว นั้ น แพ้ อ� ำ นาจจิ ต ฉั น ต่างหากกล่าวแล้วก็ชวนกันเดินทางต่อไป เช่นนี้เรียกว่า ในประเทศไทย สมัยรัชกาลที่ 5 มีผู้เรียนส�ำเร็จวิชา วิชา มโนมยิทธิ คือ ใช้จิตล้วน มายาศาสตร์ฝา่ ยมารผูห้ นึง่ ชือ่ นายอินทร์ เทวดา แกชอบ เสพย์สุราเป็นอาจิณ คราใดที่แกถูกพยาธิ์รบกวน แกจะ ในขบวนการนิยมพระเครือ่ ง อุบายชักชวนว่าอยากดูกระต่ายไหม? ทั้งๆ ที่บริเวณนัน้ น้อยคนนักทีจ่ ะไม่รจู้ กั พระพิมพ์ ไม่มกี ระต่ายสักตัวเดียว แกว่าเสกกระต่ายจากผ้าขาวม้า สีก่ ร มีลกั ษณะเป็นเส้นเงาซ้อน ได้ แล้วก็ยมื ผ้าขาวม้าจากใครคนหนึง่ มาเสกเป็นกระต่าย ตามช่ ว งพระกรทั้ ง สองข้ า ง วิ่งหายเข้ากอหญ้าไป คณะไทยมุงก็จะเริ่มตีวงเข้าล้อม เป็น พระชุดกิมตึ๋งที่เรียกกันว่า ตามประเพณี คราวนี้แกจะขอยืมผ้าขาวม้ามามากผืน ปรก สี่กร มอญแปลง ประค�ำ พลางโยนขึ้นไปในอากาศและต่อกันเป็นเส้นสายยาว รอบ ความจริงพระคณาจารย์ เหยียดเห็นตัวนายอินทร์ เทวดา ปีนป่ายผ้าขาวม้าอยู่ ผู้สร้างมีปริศนาธรรมจะให้เป็น ลิบๆ ได้ความว่าจะขึ้นไปเที่ยวสวรรค์ชั้นฟ้า ความจริง ไปในรูปมโนมยิทธิ แต่จะส�ำเร็จ นายอินทร์แอบไปก๊งสุราเป็นที่สบายแฮนานแล้ว บุคคล ผลเพียงใดนัน้ ยังไม่เคยปรากฎประสพการณ์ หรือท่าน ที่ น ายอิ นทร์ ก ลั ว เป็ นที่ ยิ่ ง ก็ คื อ สมเด็ จ พุ ฒ าจารย์ ม า ผู้ใดมีประสพการณ์จากพระเครื่องพิมพ์นกี้ ็ควรเล่าเพื่อ วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส ถ้าหาก เป็ น วิ ท ยาทานสดั บ สติ ป ั ญ ญา ท่ า นมาพบเห็ น เข้ า ที ไรวิ ช าที่ ก็จะเป็นการดี เมื่อกล่าวถึงชุด นายอินทร์ใช้เป็นไม่ได้ผล ทั้งนี้ กิมตึง๋ จะลองตีความแห่งปริศนา เป็นเพราะอ�ำนาจพระกับอ�ำนาจ ธรรมดู บ ้ า ง พิ ม พ์ ม อญแปลง มารเป็นสิง่ ขัดแย้งและหักล้างกัน นั้ น ความจริ ง มิ ใ ช่ ม อญพม่ า ในตัวความจริงวิชามโนมยิทธิ อะไรหรอก จะสังเกตุทพี่ ระเศียร ในสมัยปัจจุบันก็ยังมีผู้ทรงฌาน มีเค้าคล้ายพระพิมพ์สมัยลพบุรี สมาบัติประพฤติกันได้ เว้นแต่ เป็นพระอุณหิศ เลือนๆ แทน เป็นบุคคลทีเ่ ร้นกาย แสวงสันโดษ พระมหามงกุฏ ส�ำแดงอาการ 118

เป็นชาติกษัตริย์ขององค์พระสมณโคดม พิมพ์ประค�ำ รอบ ต่อมาท่านบวชเป็นฤาษีเป็นศิษย์อาฬารดาบสและ อุทกดาบส สัญลักษณ์ของประค�ำก็บง่ บอกชัดอยูแ่ ล้วในตัว พิมพ์สี่กร ต่อมาพระองค์ได้เปลี่ยนลัทธิและส� ำเร็จใน วิชาแปดประการก่อนทีจ่ ะตรัสรูเ้ ป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธะ ส� ำ แดงถึ ง วิ ช ามโนมยิ ท ธิ พิ ม พ์ ป รก เมื่ อ ตรั ส รู ้ อ นุต ร สัมโพธิญานแล้วฝนพร�ำ 7 วัน 7 คืน พญานาคชื่อมุจรินทร์มา แผ่ พั ง พานกางกั้ น สายฝน ส�ำแดงถึงพระบารมีอันแก่กล้า ใยไปคิ ด ถึ ง เรื่ อ งพลายชุ ม พล อั น ประกอบด้ ว ยอาสวะกิ เ ลส เล่า อันเรือ่ งความศักดิส์ ทิ ธิแ์ ละ ปาฏิหารย์แล้วมิว่าผู้ใดก็ยกนิ้ว ให้กบั พระพิมพ์สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ถ้าเราจะศึกษากันให้ละเอียดถี่ถ้วนสัก เล็กน้อยจะพบพระสมเด็จฯ พิมพ์หนึง่ เป็นพิมพ์ของวัด ระฆัง (ส�ำหรับพิมพ์กรุบางขุนพรหมและกรุวัดไชโยวร วิหารยังไม่เคยพบ) เพียงแต่เป็นของหาดูยาก หนึ่งในร้อยก็ยังจะหาไม่พบ มีลักษณะเป็น สองเกตุ สี่กร ซ้อนฐาน ขนานซุ้ม บางองค์ มีเพียงลักษณะเดียว บางองค์ก็ปรากฎเป็น หลายลักษณะ อาจคิดกันไปว่าเป็นการเขยือ้ น พิ ม พ์ ข ณะกดพิ ม พ์ พ ระหากพิ จ ารณากั น อย่างละเอียดแล้วมิใช่เป็นการขยับเขยื้อน พิมพ์เพราะพระสรีระส่วนอื่นยังคงที่ ทั้งนี้ เป็นการอธิษฐานฤทธิ์ของผู้สร้างการสร้าง พระเครื่องมีคัมภีร์เป็นหลักเกณฑ์ มิใช่กดเอาๆ เช่น สมัยปัจจุบัน เขาต้องปกาสิตเสียก่อน ท�ำวัตรประสระ ปากประสระมือให้เรียบร้อย เพื่อผลแห่งความศักดิ์สิทธิ์ หากอธิษฐานฤทธิ์เพื่อการหลีก เร้นจากหมูม่ าร แคล้วคลาดจาก การลอบประทุษร้าย ท�ำให้ฝ่าย ศัตรูมองเห็นเป็นไปในรูปลักษณะ อื่นผิดแผกจากความเป็นจริงดัง ปาฏิ ห าริ ย ์ เ สมื อ นอ� ำ นาจแห่ ง มโนมยิ ท ธิ จ ะด้ ว ย พระคาถา นารายณ์แปลงรูป “อะวิสุนุส สานุติ ” หรื อ “ระโชหะระนัง

ระชังหะระติ” บทใดบทหนึ่ง นัยแห่งอุปเท่ห์ก็คงเช่น กัน ดังมีผเู้ คยได้รบั ประสพการณ์จากการใช้พระสมเด็จฯ บูชาคุม้ ครองตัว ท�ำให้ศตั รูหมูอ่ มิตรเห็นไปในรูปพระภิกษุ ชรา หรือเห็นเป็นบุคคลแปลกหน้า บางครัง้ ก็เห็นเป็นคน หลายคน มิอาจท�ำร้ายได้ ครัง้ หนึง่ ผูเ้ ขียน (อ.ประถม) รับราชการอยู่ที่อ�ำเภอท่าอุเทน จ.นครพนม วั น หนึ่ ง ในราวปี พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นวันเสาร์หยุดพัก ราชการครึ่งวัน เห็นเป็นโอกาส ว่างจึงชวนคุณเฉลียว ภู่มาลา เจ้าของร้านสุขวัฒาโอสถ เดิน ทางไปชมพระบู ช านาคปรก เนื้อศิลาทรายที่วัดป่าท่าอุเทน การไปครั้งนัน้ เราสองต่างมีพระสมเด็จแขวนห้อยคอไป คนละองค์ พระเครื่องอย่างอื่นไม่มีตามทางที่เดินไปวัด ปราศจากร่มเงาของแมกไม้ จ�ำต้องเดินตัดท้องทุ่งโล่ง โปร่งและมิได้มีผู้ติดตามไปด้วย ตัววัดป่าตั้ง อยูก่ ลางทุง่ นาเช่นเดียวกัน ขณะนัน้ เป็นเวลา บ่ายพระเณรต่างพากันลงพักผ่อนที่ศาลานัง่ บ้างนอนบ้างตามถนัดหลายรูปด้วยกัน พอ ผู้เขียนและคุณเฉลียวไปถึงยังศาลาก็ถูกทัก ว่าอีกสองคนหายไปไหนเสียเล่า คุณเฉลียวก็ เรียนขึ้นว่าเรามาด้วยกันเพียง 2 คนเท่านัน้ มิได้มาถึง 4 คน ตาจะฝาดไปกระมังและมี ใครเห็นอีก ตกลงได้รับการยืนยันทั้งศาลา ว่าเห็นเหมือนกันหมด ถ้ามุสาวาทจะปรับอย่างแรงถึง ปราชิกก็ยอม ยังอาการประหลาดใจให้กบั ผูเ้ ขียนอย่างยิง่ คล้ า ยเป็ น เรื่ อ งผี ห ลอกกลางวั น พลั นนึก ถึ ง อานุ ภ าพ แห่งพระสมเด็จฯ ขึ้นได้เลยไม่ ประหลาดใจอะไร พระสมเด็จของผู้เขียนองค์ นั้นเป็นพิมพ์วัดระฆังลงรักปิด ทองไว้ พ องามผิ ว เนื้ อ หนึก นุ ่ ม น่ารัก ได้มาจากผู้ใหญ่ท่านหนึง่ ต่อมาได้ปลดให้กับเพื่อนฝูงไป เพราะเขาอยากได้และเห็นว่า 119

เป็นของแท้ทงั้ ส�ำแดงความศักดิส์ ทิ ธิป์ รากฎชัดแล้ว หาก ท่านใดพบเห็นพระสมเด็จพิมพ์มโนมยิทธิดงั กล่าว ให้รกั ษา หวงแหนไว้เป็นสมบัตติ ดิ ตัว อย่ามักง่ายใจเติบอย่างผูเ้ ขียน หากบารมีไม่ถงึ ชัว่ ชีวติ จะหาอีกไม่ได้ เมือ่ มีทจี่ ะไปและหวัน่ เกรงอันตรายจากศัตรูให้ถวายพระพรด้วยพระคาถาสอง บทดัง่ กล่าวข้างต้น แต่ให้ใช้เพียงบทเดียว อย่ามีหลายใจ

จะแคล้วคลาดปลอดอันตรายจากศัตรูหมูพ่ าลมิอาจท�ำร้าย เราได้เลยเป็นมหาวิเศษยิ่งนัก. จากแฟ้มบันทึก ปรัศนี ประชากร ๑๒ ธ.ค. ๒๔๙๔

พระสมเด็จมโนมยิทธิ

120

สองเกศ

สี่กร

ซ้อนฐาน

ขนานซุ้ม

เรื่องของคุณ ค�ำว่า “คุณ” เป็นศัพท์ที่ดิ้นได้แปลความได้หลายนัย เช่นความหมาย น.ความดีการอุปการะ ความเกื้อกูล ความสุขความเจริญ ใช้น�ำหน้าบุคคลเป็นการยกย่อง เช่ น คุ ณ ปราณี คุ ณ สมยศ คุ ณ หลวง คุ ณ พระ การ ท�ำร้ายโดยเสกสิ่งของเข้าตัวหรือฝังรูปฝังรอยเรียกว่า “กระท�ำคุณ” ผู้ที่ถูกท�ำร้ายในกรณีเช่นนี้เรียกว่า “ถูก คุณ” ค�ำว่า “คุณพระ” น.คุณประโยชน์ของ พระภิกษุหรือคุณของพระบูชา พระพิมพ์ พระเครื่ อ ง คุณวิเศษ หมายถึง ความดี เหนือกว่าสามัญธรรมดา ตามที่กล่าวมา นี้ล้วนเป็นค�ำนิยามสั้นๆ ชาวพระเครื่อง มักจะกล่าวถึงค�ำว่า “พุทธคุณ” อยูเ่ ป็นประจ�ำ จึงประสงค์จะอธิบายถึงคุณต่างๆ เป็นขั้น ตอนกว่าจะถึงค�ำว่า “พุทธคุณ” ว่าจะมี ส่วนเกี่ยวข้องกับพระเครื่องลางของขลัง หรือไม่ประการใด และสรุปท้ายด้วยคุณ แห่งความชั่วร้ายคือ “ไสยคุณ” ตามล�ำดับหัวข้อต่อไปนี้ 1. อริยะคุณ 2. อรหัตคุณ 3. พุทธคุณ 4. เอกคุณ 5. อิทธิคุณ 6. ไสยคุณ

อารยันเป็นวรรณะต้นคือกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ และ วรรณะแพศย์ นอกนั้นนั บ เป็ น อนารยะคื อ คนเถื่ อ น ทั้ ง หมด ต่ อ มาพระพุ ท ธองค์ ไ ด้ ท รงสอนใหม่ ว ่ า ความเป็นอริยหรืออารยะไม่ได้อยู่ที่ชาติก�ำเนิด แค่อยู่ ที่ ธ รรมซึ่ ง ฝึ ก ฝนอบรมให้ เ กิ ด ขึ้ น ในจิ ต ใจของบุ ค คล วรรณะไหนไม่ ส� ำ คั ญ ใครไม่ ป ระพฤติ ธ รรมจั ด เป็ น อนารยชนทั้ ง สิ้ น ผู ้ ใดเข้ า ใจในสั จ ธรรม ผู้นนั้ ก็เป็นอริยะหรืออารยะ สัจจธรรมนัน้ เรียกว่า อริยสัจจ์ เมื่อว่าตามหลักบุคคลที่ จะเข้าใจอริยสัจจ์ ก็คือท่านที่เป็นโสดาบัน ขึ้นไป ดังนัน้ ค�ำว่า “อริยะ” ที่ใช้ในคัมภีร์ ทั่ ว ไปจึ ง มี ค วามหมายเท่ า กั บ ทั ก ขิ ไ ณย บุคคล ก็คือ คฤหัสถ์ที่เป็นพระโสดาบัน ขึ้นไป ในอรรถกถาทั้งหลายเมื่ออธิบายค�ำ ว่า “อริยะ” มักอธิบายลงเป็นอย่างเดียวกัน หมดว่าหมายถึง พระพุทธเจ้า พระปัจเจก พุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้าส่วนค�ำว่า “อริยะ” ที่ใช้เป็นคุณนามของข้อธรรมหรือการปฏิบัติ มักมีความ หมายเท่ากับค�ำว่าโลกุตตระ แต่ไม่ถึงกับแน่นอนตายตัว ทีเดียวเท่าที่กล่าวมาเกี่ยวกับค�ำว่า อริยะ พอได้ว่าแม้ ค�ำว่าอริยะนีจ้ ะมีความหมายกว้างสักหน่อยแต่ในกรณีที่ ใช้เรียกบุคคลแล้วจะหมายถึงกลุ่มชนเดียวกันทักขิไณย บุคคลเป็นพื้น คือหมายถึงท่านผู้พ้นจากภาวะปุถุชน และจัดเข้าในกลุ่มสาวกสงฆ์ (ที่ปัจจุบันนิยมเรียกว่า อริยสงฆ์) ณ ที่นี้จะขอแยกส่วนพระอริยบุคคลชั้นต้น อริยะคุณ ค�ำว่า “อริยะ” ตรงกับสันสกฤตว่า “อารยะ” เป็น คือพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา)หรือสอุปาทิเสสบุคคล ชื่อเรียกเผ่าชนที่อพยพเข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือ (ผู้ยังมีเชื้อคืออุปาทานเหลืออยู่) คือ ของชมภู ท วี ป คื อ ประเทศอิ น เดี ย เมื่ อ หลายพั น ปี ม า แล้วและรุกไล่ชนเจ้าถิ่นเดิมให้ถอยร่นลงทางใต้พวก 1. พระโสดาบัน ผู้ถึงกระแสคือเข้าสู่มรรค เดินทางถูก ต้องอย่างแท้จริง หรือปฏิบัติถูกต้องตามอริยมรรค อริยะนี้ถือตัวว่าเป็นพวกเจริญเหยียดชนเจ้าถิ่นเดิมว่า อย่ า งแท้ จ ริ ง แล้ ว เป็ น ผู ้ ท� ำ ได้ บ ริ บู ร ณ์ ใ นขั้ น ศี ล เป็นพวกมิลักขะ หรือมเลจฉะ คือ พวกคนเถื่อนคนดอย ท�ำได้พอประมาณในสมาธิและท�ำได้พอประมาณ ต่อมาเมื่อพวกอริยะเข้าครอบครองถิ่นฐานมั่นคงและ ในปัญญาละสังโยชน์ได้ 3 คือ สักกายทิฎฐิ วิจกิ จิ ฉา จั ด ระบบมวลชนเจ้ า ถิ่ น เดิ ม กลายเป็ น พวกทาสหรื อ และสีลัพพตปรามาส วรรณะศู ท ร และได้ ก� ำ หนดค� ำ ว่ า อริ ย ะ อารยะหรื อ 121

2. พระสกิ ท าคามี ผู ้ ก ลั บ มาสู ่ โ ลกนี้ อี ก ครั้ ง เดี ย วก็ จ ะก� ำ จั ด ทุ ก ข์ ไ ด้ สิ้ น เป็ น ผู ้ ท�ำได้บริบูรณ์ในขั้นศีล ท�ำได้พอประมาณ ในสมาธิ และท�ำได้พอประมาณในปัญญา นอกจากละสังโยชน์ 3 ข้างต้นได้แล้วยัง ท�ำราคะ โทสะ และโมหะ ให้เบาบางลง ด้วย 3. พระอนาคามี ผู้จะปรินิพพานในที่ผุดเกิด ขึ้น ไม่เวียนกลับมาอีก เป็นผู้ท�ำได้บริบูรณ์ในขั้นศีล ท�ำได้บริบรู ณ์ในสมาธิแต่ทำ� ได้พอประมาณในปัญญา ละสังโยชน์ได้อีก 2 ข้อศีล กามราคะ และปฏิฆะ (รวมเป็นสังโยชน์เบื้องต�่ำได้ครบ 5 ข้อ) สังโยชน์ แปลตามศัพท์ว่าเครื่องผูก หมายถึงกิเลสที่ผูกใจ สั ต ว์ ห รื อ อกุ ศ ลกรรมที่ ผู ก มั ด สั ต ว์ ไ ว้ กั บ ทุ ก ข์ ใ น สังสารวัฎฎ์เหมือนผูกเทียมสัตว์ไว้กบั รถ มี่ 10 อย่าง คือ

อย่ า งใดอย่ า งหนึ่ ง หรื อ เพราะเห็ น ว่ า จะ ท� ำ ให้ ไ ด้ เ ป็ น นั่ น เป็ น นี่ ก็ ดี ไม่ เ ป็ น ไปตาม ความหมายและความมุ ่ ง หมายที่ แ ท้ จ ริ ง ของศี ล และวั ต ร ท� ำ ให้ ป ฏิ บั ติ แ ล้ ว ไข้ ว เขว ออกนอกลู่นอกทางหรือเลยเถิดไป ไม่เข้าสู่ อริยมรรค 4. กามราคะ ความก�ำหนัดในกาม ความ ติดใจในกามคุณ 5. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิด ขัดเคือง หรืองุ่นง่านใจ ที่ ก ล่ า วมานี้จั ด เป็ น เพี ย งอริ ย ะคุ ณของทั ก ขิ ไ ณย บุคคลขั้นต้น

อรหัตคุณ

คือ พระอเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษา) หรือ อนุปาทิเสส บุคคล (ผูไ้ ม่มเี ชือ้ คืออุปาทานเหลืออยูเ่ ลย คือพระอรหันต์ โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบือ้ งต�ำ่ หรือขัน้ หยาบ) ผู้ควรแก่ทักขิณาหรือการบูชาพิเศษ) หรือผู้ที่ฝ่าก�ำแพง แห่งสังสารวัฏได้แล้ว เป็นผูส้ นิ้ อาสวะเป็นผูท้ ำ� ได้บริบรู ณ์ 5 อย่าง คือ ในสิกขาทั้งสามคือ สมาธิ และปัญญา ละสังโยชน์เบื้อง 1. สักกายทิฎฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตนความเห็นที่ สูงได้อีก 5 ข้อ (รวมเป็นละสังโยชน์ทั้งหมด 10 ข้อ) ยังติดแน่นในสมมุติว่าเป็นตัวตน เราเขาเป็นนัน่ เป็น นี่ มองไม่เห็นสภาพความจริงที่สัตว์บุคคลเป็นเพียง อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง หรือในขั้น องค์ประกอบต่างๆ มาประชุมกันเข้า ท�ำให้มีความ ละเอียด) 5 อย่าง คือ เห็นแก่ตัวในขั้นหยาบ และความรู้สึกกระทบกระทั่ง 1. รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันปราณีต เช่น บีบคั้นเป็นทุกข์ได้รุนแรง ติดใจอารมณ์แห่งรูปฌาน พอใจในรสความสุข ความ 2. วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัยเคลือบแคลงต่างๆ เช่น สงบของสมาธิขั้นรูปฌาน ติดใจปรารถนาในรูปภพ สงสัยในพระศาสดา ในพระธรรมในพระสงฆ์ ใน เป็นต้น สิกขา ในเรื่องที่มาที่ไปของชีวิตในปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น ท�ำให้ไม่มนั่ ใจไม่เข้มแข็งแกล้วกล้าทีจ่ ะด�ำเนิน 2. อรู ป ราคะ ความติ ด ใจในอรู ป ธรรม เช่ น ติ ด ใจ ในอารมณ์ แห่ ง อรู ป ฌาน ติ ด ใจปรารถนาในอรู ป ชีวิตตามหลักธรรม ด้วยความมีเหตุผลและในการที่ เป็นต้น จะเดินหน้าแน่วดิ่งไปในอริยมรรคา 3. สี ลั พ พตปรามาส ความถื อ มั่ น ศี ล พรต คื อ ความ 3. มานะ ความถือตัว หรือส�ำคัญตนนัน่ เป็นนี่ เช่นว่า สูงกว่าเขา เท่าเทียมเขา ต�่ำกว่าเป็นต้น ยึดถือผิดพลาดไปว่า จะบริสุทธิ์ หลุดพ้นได้เพียง ด้วยศีลและพรต ได้แก่การถือศีล ระเบียบแบบแผน 4. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ ว้าวุ่น ซัดส่าย ติดพล่านไป บทบัญญัติ และข้อปฏิบัติต่างๆ โดยสักว่าท�ำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นเป็นขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ติด 5. อวิชชา ความไม่รู้จริง ไม่รู้เท่าทันสภาวะ ไม่เข้าใน กฎธรรมดาแห่งเหตุและผลหรือไม่อริยสัจจ์ อยู่แค่รูปแบบหรือพิธีรีตองก็ดี ถือด้วยตัณหาและ ทิฏฐิคือปฏิบัติเพราะอยากได้ผลประโยชน์ตอบแทน 122

จ�ำแนกอรหัตคุณ

1. พระปัญญาวิมตุ คือ ผูห้ ลุดพ้นด้วยปัญญา ได้แก่ ท่านผู้มุ่งหน้าบ�ำเพ็ญแต่วิปัสสนา อาศัยสมถะเพียงใช้ สมาธิเท่าที่จ�ำเป็นพอเป็นบาทฐานของวิปัสสนาเพื่อให้ บรรลุอาสวักขยญาณเท่านัน้ ได้สมถะไม่เกินรูปฌาน 4 ไม่มีความสามารถพิเศษเช่นเข้านิโรธสมาบัติไม่ได้ ไม่ได้ โลกียอภิญญา 5 เป็นต้น จ�ำแนกได้ดังนี้

1) ปุพเพนิวานานุสติญาณ ญาณเป็นเหตุระลึกได้ ซึ่งขั้นที่เคยอยู่อาศัยในก่อนคือการระลึกชาติได้ 2) จุตูปปาตญาณ ญาณหยั่งรู้การจุติและอุบัติของ สัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามกรรม ถือว่าตรงกับ ทิพพจักขุ หรือ ทิพยจักษุ 3) อาสวั ก ขยญาณ ญาณหยั่ ง รู ้ ใ นธรรมเป็ น ที่ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายหรือความรู้ที่ท� ำให้ สิ้นอาสวะ

ก. พระสุกขวิปัสสก ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน ได้สมาธิถึง ค. พระฉฬภิญญะ พระอรหันต์ผไู้ ด้อภิญญา 6 คือ พระ ระดับฌานต่อเนื่องถึงขณะแห่งมรรค อุภโตภาควิมุตผู้ได้อภิญญา 6 ด้วย คือ 1) อิทธิวิธา หรืออิทธิวิธี ความรู้ที่ท�ำให้แสดงฤทธิ์ ข. พระปัญญาวิมตุ ไิ ด้ฌาน 4 อย่างน้อยขัน้ หนึง่ ก่อนแล้ว ต่างๆ ได้ จึงเจริญวิปัสสนาที่ให้บรรลุอรหัตต 2) ทิพพโสต ญาณที่ท�ำให้เกิดหูทิพย์ 3) เจโตปริยญาณ ญาณที่ท�ำให้ก�ำหนดใจคนอื่นได้ ค. ปฏิสมั ภิทปั ปัตตะ ผูบ้ รรลุปฏิสมั ภิทา 4 คือ ได้ปญ ั ญา คือทายใจเขาได้ แตกฉาน 4 ประการ 4) ปุพเพนิวาสานุสติ ญาณที่ท�ำให้ระลึกชาติได้ 1) อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถหรือ 5) ทิพพจักขุ ญาณที่ท�ำให้เกิดตาทิพย์ ปรีชาแจ้งเจนในความหมาย 6) อาสวักขยญาณ ญาณที่ท�ำให้อาสวะหมดสิ้นไป 2) ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรมหรือ

ปรีชาแจ้งเจนในหลัก 3) นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุกติหรือ ง. พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ พระอรหันต์อุภโตภาควิมุต ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา 4 อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น เมื่อ ปรีชาแจ้งเจนในภาษา รวมเข้าเป็นชุดเดียวกัน และเรียงตามชื่อที่ใช้เรียก 4) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ มี 6 ประเภทดังนี้ หรือปรีชาแจ้งเจนในความคิดทันการ 1. พระสุกขวิปัสสก ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน 2. พระปัญญาวิมุต ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา (ที่นอก 2. พระอุภโตภาควิมุต แปลว่า ผู้หลุดพ้นโดยส่วน จากสุกขวิปัสสก) ทั้งสองคือ หลุดพ้นจากรูปกายด้วยอรูปสมบัติ และหลุด 3. พระอุภโตภาควิมุต ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน พ้น จากนามกายด้วยอริมรรค เป็นการหลุดพ้น 2 วาระ 4. พระเตวิชชะ ผู้ได้วิชชาสาม คือ ด้วยวิกขัมภนะ (กดข่มกิเลสในด้วยก�ำลังสมาธิของ 5. พระฉฬภิญญะ ผู้ได้อภิญญาหก ฌาน) หนหนึง่ และด้วยสมุจเฉท (ตัดกิเลสถอนรากเง่า 6. พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาสี่ ด้วยปัญญา) อีกหนหนึง่ จ�ำแนกได้ดังนี้ ก. พระอุภโตภาควิมตุ คือ พระอรหันต์ ผู้ได้สมถะถึงอรูปฌานอย่างน้อย หนึง่ ขัน้ แต่ไม่ได้วชิ ชา โลกียอภิญญา ข. พระเตวิชชะ พระอรหันต์ผไู้ ด้วชิ ชา 3 คือ พระอุภโตภาควิมุตนัน้ ผู้ได้ วิชา 3 ด้วย

พระอรหั น ต์ อ งค์ ใ ดเป็ น ทั้ ง ฉฬภิญญะ และปฏิสมั ภิทปั ปัตตะ ย่อม เป็ น ผู ้ มี คุ ณ สมบั ติ ค รบถ้ ว นบริ บู ร ณ์ ครอบคลุ ม ทั้ ง หมดที่ ก ล่ า วมานี้ ก็ คื อ อรหัตคุณ

123

พระพุทธคุณ

เมื่อได้กล่าวถึงอริยคุณ อรหัตคุณ เป็นพื้นฐานแล้ว ต่ อ ไปจะได้ จ� ำ กั ด ความของค� ำ ว่ า “พุ ท ธคุ ณ ” อั นคื อ พระบริ สุ ท ธิ คุ ณ พระปั ญ ญาธิ คุ ณ และพระมหา กรุ ณาธิ คุ ณ ซึ่ ง เป็ นคุ ณ โดยเฉพาะของพระพุ ท ธเจ้ า พระอรหันตาเจ้าและพระปัจเจกโพธิ์เจ้ายังมีคุณไม่เท่า เทียม พระปัจเจกโพธิ์เจ้าไม่สามารถสั่งสอนสัตว์โลก ได้ พระอรหันตาเจ้าก็มีถึง 6 ประเภท มีคุณต่างกันไม่ เป็นมาตรฐานเพียงแต่สิ้นอาสววิสัยสังโยชน์เหมือนกัน เท่านัน้ พระพุทธองค์ตรัสรู้พระสัทธรรมอันขาวสะอาด ขัดเกลากิเลสตัดอนุสัยสังโยชน์เครื่องร้อยด้วยเจโตวิมุต และปั ญ ญาวิ มุ ต เรี ย กว่ า อุ ภ โตภาควิ มุ ต และสั่ ง สอน เวไนยสัตว์ให้บรรลุถึงอรหัตผลได้จ�ำนวนมากพระองค์ คิดค้นทัง้ ภาคปฏิบตั แิ ละภาคทฤษฎี ได้โดยไม่มคี รูสงั่ สอน พระปั ญ ญาธิ คุ ณ นั้ น ทรงสั พ พั ญ รู ้ แ จ้ ง แทงตลอดใน สัจจธรรมทั้ ง หลายทั้งปวง โลกะวิทู แจ้งโลกเป็ นครู ของมนุษย์ เทวดา ตลอดทั้งอินทร์พรหม ตามพระบาลี กล่าวถึงแสงสว่างแห่งดวงปัญญา เช่นในการระลึกชาติ ไว้ดังนี้

ส�ำหรับพระมหากรุณาธิคุณไม่มีกล่าวไว้ส�ำหรับพระ อรหันต์ เว้นแต่ท่านจะปรารถนาพระพุทธ พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์เป็นพระนิยตโพธิสัตว์มาก่อน โพธิกิจของ พระองค์ จึ ง หาที่ อุ ป มามิ ได้ ด้ ว ยปณิธ าณที่ จ ะรื้ อ สั ต ว์ ขนสั ต ว์ ให้ พ ้ นจากโอฆะสงสาร และบ� ำ เพ็ ญ เพี ย รมา นานนับชาติไม่ถ้วนอย่างนี้แล้ว อิฐ หิน ดิน ปูน โลหะ อันจัดอยู่ในประเภทเครื่องรางของขลัง เหตุใดจึงเรียก กันว่ามีพุทธคุณซึ่งพิจารณาดูแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ชนชาวพระเครื่องไม่ได้ศึกษาธรรมะไม่สนใจในพระพุทธ ศาสนาจึงไม่สามารถบัญญัติติศัพท์ที่ถูกต้องได้ทั้งไม่คิด จะแก้ไขอีกด้วย

เอกคุณ

ทีนจี้ ะกล่าวถึงพระเครื่องบ้างละ ค�ำว่าเอกคุณ ไม่ เคยใช้ กั น มาก่ อ นและก็ ไม่ จ� ำ เป็ นที่ จ ะใช้ เว้ น ในกรณี พิเศษซึ่งหาค�ำใดเหมาะสมกว่านี้ไม่ได้ “เอกคุณ” คือ คุณที่จัดเป็นเด่นเป็นเอกลักษณ์ของพระเครื่องชนิดใด ชนิดหนึง่ ซึ่งก็เป็นไปในด้านของนาม พระเครื่องนัน้ โดย ปกติย่อมมีคุณสมบัติหลายประการด้วยกัน แต่ชาวพระ เครือ่ งมักจะมองในจุดเด่น เช่นพระ รอดมีเอกคุณในด้านแคล้ว-คลาด ขึ้นชื่อว่าพระรอดไว้ว่ากรุใดย่อม มี ค วามดี เด่ น ในด้ า นแคลั ว คลาด ส่ ว นใหญ่ แต่ ส ่ ว นอื่ นของท่ า นก็ ไม่ต�่ำกว่า 3 อย่าง พระหลวงพ่อ หรือหลวงพ่อโป้มีเอกคุณทางชาตรี ทนตะพดดี นัก ส่ ว นแคล้ ว คลาด คงกระพัน มหาอุดบางกรุก็มี พระกริ่งคลองตะเคียน เอกคุณทุกองค์ดีทางคงกระพัน นอกนัน้ ให้สังเกตตัวนะ อักขรวิเศษที่ลงด้านหลัง เช่นนะคนึงหา จะโดดเด่นทาง เสน่ห์ นะหน้าทอง จะดีเด่นทางมหานิยม แต่จุดยืนคือ คงกระพัน ที่สมมุติจุดยืนผิดคือพระนางพญาพิษณุโลก กรุแรก เป็นพระหน้าศึก ไม่มีเมตตามหานิยม มีแต่ คงกระพันลูกเดียว

ความสว่างไสวในการระลึกชาติได้แห่งโยคีและพระ ฤาษีซึ่งเป็นเดียรถีย์ภายนอกพระพุทธศาสนานั้น ย่อม เปรียบได้กับรัศมีสีแสงแห่งหิ่งห้อย ความสว่างไสวในการระลึกชาติได้ แห่งพระปรกติ สาวกทั้ ง หลาย ย่ อ มเปรี ย บได้ กั บ แสงสว่ า งแห่ ง แสง ประทีป ความสว่ า งไสวในการระลึ ก ชาติ ไ ด้ แห่ ง พระ อสิ ติ ม หาสาวกทั้ ง หลาย ย่ อ มเปรี ย บได้ กั บ แสงสว่ า ง แห่งคบเพลิง ความสว่างไสวในการระลึกชาติได้ แห่งพระอัคร สาวกทั้ ง หลาย ย่ อ มเปรี ย บได้ กั บ แสงสว่ า งแห่ ง ดาว ประกายพรึก ความสว่ า งไสวในการระลึ ก ชาติ ได้ ข องแห่ ง พระ ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเปรียบได้กับแสงสว่างแห่ง ดวงจันทร์เจ้า ความสว่างไสวในการระลึกพระชาติได้ แห่งองค์ อิทธิคุณ สมเด็ จ สมเด็ จ พระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า ทั้ ง หลายย่ อ ม อิทธิ แปลว่าความส�ำเร็จ ความสัมฤทธิ์ การได้จำ� เพาะ เปรียบได้กบั แสงสว่างแห่งพระสุรยิ มณฑลอันแจ่มแจ้งใน การถูกต้อง การประจักษ์แจ้ง การบ�ำเพ็ญให้ถงึ พร้อมด้วย ธรรมเหล่านัน้ สารทกาล ซึ่งตระการไปด้วยรัศมีเป็นอันมาก 124

อิทธิ แปลว่า ฤทธิ์ อย่างที่เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ “ภิกษุทั้งหลาย อิทธิเป็นไฉน” (กล่าวคือ) ภิกษุในธรรม วินัยนี้ย่อมประกอบฤทธิ์ต่างๆ ได้มากมายหลายอย่าง คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ท� ำ ให้ ป รากฏก็ ได้ ท� ำ ให้ ห ายไปก็ ได้ ทะลุ ฝ า ก� ำ แพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นด�ำลง แม้ในแผ่นดินเหมือนในน�้ำก็ได้ เดินบนน�้ำไม่แตกเหมือน เดินบนดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ใช้มือ จับต้องลูบคล�ำพระจันทร์ พระอาทิตย์ก็ได้ ซึ่งมีก�ำลัง ฤทธิ์เดชมากมายถึงเพียงนี้ก็ได้ ใช้อ�ำนาจทางกายถึง พรหมโลกก็ได้ นี้เรียกว่า อิทธิ

ภิกษุรปู หนึง่ มีฤทธิม์ ากอยากจะรูค้ วามจริงเกีย่ วกับจุดดับ สิ้นของโลกวัตถุธาตุ จึงเหาะเที่ยวไปในสวรรค์ ดั้นด้นไป แสวงหาค�ำตอบจนถึงพระพรหม ก็หาค�ำเฉลยที่ถูกต้อง ไม่ได้ในที่สุดต้องเหาะกลับลงมาแล้วเดินดินไปทูลถาม พระองค์เพื่อความรู้จักโลกตามความเป็นจริงแสดงถึง อิทธิปาฏิหาริย์มีขอบเขตจ�ำกัดอับจนและมิใช่แก่นธรรม บาลีอีกแห่งหนึง่ ชี้แจงเรื่องอิทธิวิธี (การแสดงฤทธิ์ ต่างๆ ได้) ว่ามี 2 ประเภทคือ 1. ฤทธิ์ที่มีใช่อริยะ คือ ฤทธิ์ที่ประกอบด้วยอาสวะ ยั ง มี อุ ป ธิ (มี กิ เ ลส และท� ำ ให้ เ กิ ด ทุ ก ข์ ได้ ) ได้ แ ก่ ฤทธิ์ที่เข้าใจกันทั่วๆ ไป ดังได้บรรยายมาข้างต้นคือ สมณะหรือพราหมณ์ (นักบวช) ผู้ใดผู้หนึง่ บ�ำเพ็ญ เพียรจนได้เจโตสมาธิ แล้วแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น แปลงตัวเป็นคนหลายคนไปไหนก็แหวกทะลุฝา่ ก�ำแพง เหิรฟ้า ด�ำดิน เดินบนน�้ำ เป็นต้น

ในสมั ย พุ ท ธกาล เคยมี บุ ต รคฤหบดี ผู ้ ห นึ่ง ทู ล ขอ ให้พระพุทธองค์แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ โดยกราบทูลว่า “ข้ า แต่ พ ระองค์ผู้เจริญเมืองนาลันทานี้เจริ ญ รุ ่ ง เรื อ ง มีประชาชนมาก มีผู้คนกระจายอยู่ทั่วต่างเลื่อมใสใน องค์พระผู้มีพระภาค ขออัญเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ โปรดรั บ สั่ ง พระภิ ก ษุ ไว้ สั ก รู ป หนึ่ง ที่ จ ะกระท�ำ อิ ท ธิ ปาฏิ ห าริ ย ์ ซึ่งเป็นธรรมเหนือมนุษย์ โดยการกระท� ำ 2. ฤทธิ์ ที่ เป็ น อริ ย ะ คื อ ฤทธิ์ ที่ ไม่ ป ระกอบด้ ว ยอา สวะ ไม่มีอุปธิ (ไม่มีกิเลส ไม่ท�ำให้เกิดทุกข์) ได้แก่ เช่นนี้ ชาวเมืองนาลันทานีก้ ็จักเลื่อมใสยิ่งนักในพระผู้มี การทีภ่ กิ ษุสามารถท�ำใจก�ำหนดหมายได้ตามต้องการ พระภาคเจ้าสุดที่จะประมาณ” บังคับความรูส้ กึ ของตนได้ จะให้มองเห็นสิง่ ทีน่ า่ เกลียด เป็นไม่น่าเกลียดก็ได้ เช่น เห็นคนหน้าตาน่าเกลียด พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบบุตรคฤหบดีผนู้ นั้ ว่า “นีแ่ น่ะ ชัง ก็วางจิตเมตตาท�ำใจให้รักใคร่มีไมตรีได้ เห็นสิ่งที่ เกวัฎฎ์เรามิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ไม่น่าเกลียดเป็นน่าเกลียดก็ได้ เช่น เห็นคนรูปร่าง มาเถิด ภิกษุทั้งหลายพวกเธอจะกระท�ำอิทธิปาฏิหารย์ น่ารักยั่วยวนให้เกิดราคะ จะมองเป็นอสุภะไปก็ได้ ซึ่ ง เป็ นธรรมเหนื อ มนุ ษ ย์ แก่ ช นนุ ่ ง ขาวชาวคฤหั ส ถ์ หรือจะวางใจเป็นกลางเฉยเสีย ปล่อยวางทิ้งทั้งสิ่ง ทั้งหลาย” ที่น่าเกลียดและไม่น่าเกลียดก็ได้ เช่นในกรณีที่จะใช้ ความคิดพิจารณาอย่างเทีย่ งธรรมให้เห็นสิง่ ทัง้ หลาย พระองค์ได้ตรัสแสดงเหตุผลต่อไปว่า ในบรรดา ตามความเป็นจริงเป็นต้น ปาฏิหาริย์ 3 อย่างนั้นทรงรังเกียจต่ออิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทศนาปาฏิหาริย์ เพราะทรงเห็นโทษว่า คนทีเ่ ชือ่ เห็นจริงตามไป ส่วนคนที่ไม่เชื่อได้ฟังแล้วก็หาช่องขัด เรื่ อ งฤทธิ์ ทั้ ง 2 ประเภทนี้ ย ่ อ มท� ำ ให้ เห็ น ว่ า อิ ท ธิ แย้งคัดต้านเอาได้วา่ ภิกษุทที่ ำ� ปาฏิหาริยน์ นั้ คงใช้คนั ธารี ปาฏิ ห าริ ย ์ จ� ำ พวกฤทธิ์ ที่ เข้ า ใจกั นทั่ ว ไปซึ่ ง ท�ำ อะไรได้ วิทยาและมณิกาวิทยา ท�ำให้คนมัวทุ่มเถียงทะเลาะกัน ผาดแผลงพิสดารเป็นทีน่ า่ อัศจรรย์นนั้ ไม่ได้รบั ความยกย่อง และได้ทรงชี้แจงความหมายและคุณค่าของอนุสาสนี ในพระพุทธศาสนาไม่ใช่หลักการทีแ่ ท้ของพระพุทธศาสนา ปาฏิหาริยใ์ ห้เห็นว่าเอามาใช้ปฏิบตั เิ ป็นประโยชน์ประจักษ์ ฤทธิ์ที่สูงส่งดีงามตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่มีพิษมีภัย ได้ภายในตนเองจนบรรลุถึงอาสวักขัย อันเป็นจุดหมาย แก่ผู้ใดเป็นเครื่องมือสร้างคุณธรรมก�ำจัดกิเลส ของพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นยังทรงยกตัวอย่าง 125

เมื่อพิจารณาในแง่ผลต่อคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ ฤทธิ์แล้ว คราวนี้มาลองพิจารณาดูแนวปฏิบัติจากพระ จริยาวัตรของพระบรมศาสดาและพระสาวกทั้งหลาย ผู้เรืองฤทธิ์ ว่าท่านใช้ฤทธิ์หรือปฏิบัติต่ออิทธิปาฏิหาริย์ อย่ า งไรกั น ส� ำ หรั บ พระพุ ท ธองค์ นั้น ปรากฏชั ด จาก พุ ท ธด� ำ รั ส ที่ อ ้ า งแล้ ว ข้ า งต้ น ว่ า ทรงรั ง เกี ย จ ไม่ ท รง โปรดทั้งอิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทศนาปาฏิหาริย์ แต่ ทรงสนับสนุนอนุสาสนีปาฏิหาริย์ และทรงใช้ปาฏิหาริย์ ข้อหลังนี้อยู่เสมอ เป็นหลักประจ�ำแห่งพุทธกิจ หรือว่า ให้ถูกแท้นับเป็นตัวพุทธกิจที่เดียว ทั้งนี้ด้วยเหตุผลดัง ได้แจ้งแล้วข้างต้น แต่ก็ปรากฎอยู่บางคราวว่ามีกรณีที่ ทรงใช้อิทธิปาฏิหาริย์บ้างเหมือนกัน และเมื่อพิจารณา จากกรณีเหล่านั้นแล้วก็สรุปได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้ อิทธิปาฏิหาริย์เฉพาะในกรณีที่จะทรมานผู้ทรงฤทธิ์ ผู้ ถือฤทธิ์เป็นเรื่องส�ำคัญ หรือผู้ถือตัวว่าเป็นผู้วิเศษ ให้ ละความหลงใหลมัวเมาในฤทธิ์ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ใช้ฤทธิ์ปราบฤทธิ์ เพื่อให้ชอบฤทธิ์หรือล�ำพองในฤทธิ์ ตระหนัก ในคุ ณค่ า อั นจ� ำ กั ด ของฤทธิ์ ม องเห็ น สิ่ ง อื่ นที่ ดีงามประเสริฐกว่าฤทธิ์ และพร้อมทีจ่ ะเรียนรูห้ รือรับฟัง สิ่งอันประเสริฐนั้น ซึ่งจะทรงชี้แจงสั่งสอนแก่เขาด้วย อนุสาสนีปาฏิหาริยต์ อ่ ไป ตรงกับหลักทีก่ ล่าวข้างต้นว่า ใช้ อิทธิปาฏิหาริย์ประกอบอนุสาสนีปาฏิหาริย์ แต่เป็น การ ใช้ประกอบภายในขอบเขตจ�ำกัดอย่างยิ่งคือเฉพาะกรณี ที่ผู้รับค�ำสอนฝักใฝ่ในฤทธิ์หรือเมาฤทธิ์ แสดงทิฎฐิมานะ ต่อพระองค์เท่านัน้ เช่นเรือ่ งการทรมานพระพรหม เป็นต้น ส่วนพระมหาสาวกทัง้ หลาย ก็มเี รือ่ งราวเล่ามาบ้างว่าใช้ ฤทธิป์ ระกอบอนุสาสนีแก่ผฝู้ กั ใฝ่ฤทธิ์ เช่น เรือ่ งทีพ่ ระสารี บุตรสอนหมูภ่ กิ ษุศษิ ย์พระเทวทัตด้วยอาเทศนาปาฏิหาริย์ ควบกับอนุสาสนีปาฏิหาริย์ พระมหาโมคคัลลาน์ สอน ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ควบกับอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ส่วนการ ท�ำอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อช่วยเหลืออนุเคราะห์ มีเรื่องเล่ามา บ้างน้อยเหลือเกิน แต่กรณีทขี่ อร้องให้ชว่ ยเหลือด้วยอิทธิ ปาฏิหาริย์ ไม่พบในพระไตรปิฎกเลยแม้แต่แห่งเดียว จะ มีผขู้ อร้องพระบางรูปให้แสดงอิทธิปาฏิหาริยบ์ า้ ง ก็เพียง เพราะอยากดูเท่านัน้ และการแสดงอิทธิปาฏิหาริยใ์ ห้ชาว บ้านดู พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามไว้แล้ว ฤทธิ์ที่ถูกต้องตามหลักการของพระพุทธศาสนามีทั้ง อามิสฤทธิ์ และธรรมฤทธิ์ โดยถือธรรมฤทธิเ์ ป็นหลักน�ำ 126

สรุปเหตุผลข้อใหญ่ที่แสดงถึงขอบเขตจ�ำกัดหรือจุด ติดตันของอิทธิปาฏิหาริย์ ตลอดถึงอ�ำนาจศักดิ์สิทธิ์ทั้ง หลายทั้งปวง ซึ่งไม่นับเป็นหลักการส�ำคัญของพระพุทธ ศาสนา ไม่เกี่ยวข้องกับจุดหมายของพุทธธรรมและไม่ เป็นสิ่งจ�ำเป็นส�ำหรับการด�ำเนินพุทธมรรคา ไม่อาจเป็น ที่พึ่งอันเกษมหรือปลอดภัยได้เหตุผลนัน้ มี 2 ประการคือ 1. ทางปัญญา อิทธิปาฏิหาริย์เป็นต้นไม่อาจท�ำให้เกิด ปัญญาหยั่งรู้สัจธรรม เข้าใจสภาธรรมทั้งหลายตาม ความเป็นจริงได้ ดังตัวอย่างเรือ่ งพระภิกษุมฤี ทธิเ์ หาะ ไปหาค�ำตอบเกี่ยวกับสัจธรรมทั่วจักรวาลจนถึงพระ พรหมผู้ถือตนว่าเป็นผู้สร้างบันดาลโลกก็ไม่ส� ำเร็จ และเรื่องฤาษีมีฤทธิ์เหาะไปดูที่สุดโลกภิภพจนหมด อายุก็ไม่พบ เป็นตัวอย่าง 2. ทางจิต อิทธิปาฏิหาริยเ์ ป็นต้นไม่อาจก�ำจัดกิเลสหรือ ความดับทุกข์ได้จริง จิตใจมีความขุ่นมัว กลัดกลุ่ม เร่าร้อน ถูกโลภะ โทสะ โมหะ ครอบง�ำ ก็ไม่สามารถ แก้ไขให้หลุดพ้นเป็นอิสระได้ แม้จะใช้ฌานสมาบัตกิ ด ข่มระงับไว้ ก็ท�ำได้เพียงชั่วคราว กลับออกมาสู่การ เผชิญโลกและชีวิตตามปกติเมื่อใดกิเลสและความ ทุกข์กห็ วนคืนมารังควาญได้อกี เมือ่ นัน้ ยิง่ กว่านัน้ อิทธิ ปาฏิหาริย์อาจกลายเป็นเครื่องมือรับกิเลสไปก็ได้ดัง พระเทวทัตเป็นตัวอย่าง

ต้นก�ำเนิดของวัตถุมงคล

เรื่องมีว่า คราวหนึ่งเจ้าชายโพธิ (โพธิราชกุมาร) สร้างวังแห่งหนึง่ เสร็จใหม่ จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อม ด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวกไปฉันที่วังนั้น เจ้าชายได้ให้ปู ลาดผ้าขาวทั่วหมดถึงบันไดขั้น 1 เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ ถึงวังก็ไม่ทรงเหยียบผ้าจนเจ้าชายโปรดให้มว้ นเก็บผืนผ้า แล้วจึงเสด็จขึ้นวังและได้ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุ เหยียบผืนผ้า ต่อมามีหญิงผู้หนึ่งซึ่งแท้งบุตรใหม่ๆ ได้ นิมนต์พระมาที่บ้านของตนแล้วปูผ้าผืนหนึง่ ลงของร้อง ให้พระภิกษุทั้งหลายเหยียบเพื่อเป็นมงคล ภิกษุเหล่านัน้ ไม่ยอมเหยียบหญิงนัน้ เสียใจ และติเตียนโพนทะนาว่า พระภิกษุทั้งหลายความทราบถึงพระพุทธองค์จึงได้ทรง วางอนุบญ ั ญัตอิ นุญาตให้ภษิ ทุ งั้ หลายเหยียบผ้าได้ ในเมือ่ ชาวบ้านของร้องเพื่อเป็นมงคลแก่พวกเขา พุทธบัญญัติ

นี้น่าจะเป็นข้ออ้างอย่างหนึ่งที่ท�ำให้พระสงฆ์โอนอ่อน ผ่อนตามความประสงค์ของชาวบ้านเกี่ยวกับพิธีกรรม และสิ่งที่เรียกว่าวัตถุมงคลต่างๆ ขยายกว้างออกไปเปิด รั บ เครื่ อ งรางของขลั ง และสิ่ ง ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ อื่ น ๆ เข้ า มา มากมาย จนบางครั้ ง รู ้ สึ ก ว่ า เกิ นขอบเขตอั น สมควร อย่างไรก็ตาม ถ้าเข้าหลักการที่กล่าวมาข้างต้นดีแล้ว และปฏิบัติตามหลักการนัน้ ด้วย ปฏิบัติให้ตรงตามพุทธ บัญญัตนิ ใี้ นแง่ทวี่ า่ ท�ำต่อเมือ่ เขาขอร้องด้วยความผิดพลาด คุณงามความดีงาม ความสุข ความบริสุทธิ์ จึงเกิดเป็น เสียหายและความเฟ้อเลยเถิดก็คงจะไม่เกิดขึ้น ความศักดิส์ ทิ ธิห์ รือเป็นมงคลขึน้ มาในตัวเอง อย่างชาวบ้าน จ�ำนวนมากเชือ่ ต่อพระสงฆ์เป็นต้น ก็ได้ มงคลนีม้ สี ว่ นไป ขยายความตามอรรถกถา เจ้าชายโพธิไม่ทรงมีโอรสหรือธิดา ได้ทรงปูผ้าลาด เกีย่ วข้องกับติรจั ฉานวิชามิใช่นอ้ ย (ติรจั ฉานวิชาเป็นคนละ ให้ พ ระพุ ท ธองค์ เ หยี ย บเพื่ อ บนบานโอรสและธิ ด า เรือ่ งกับอิทธิปาฏิหาริย)์ เพราะคนเห็นติรจั ฉานวิชาบางอย่าง พระพุ ท ธองค์ ท รงทราบจึ ง ไม่ ย อมเหยี ย บผ้ า และทรง เป็นทีม่ าของมงคล ติรจั ฉานวิชานัน้ ถ้าภิกษุใช้เป็นเครือ่ ง บัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุทั้งหลายเหยียบผืนผ้า เพื่อ เลีย้ งชีพแสวงหาลาภจัดเป็นมิจฉาชีพ (โดยมากรวมอยูใ่ น ประสงค์จะอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ในภายหลัง เพราะใน เรือ่ งมหาศีล) เคยได้ยนิ คนบางคนอ้างตนเป็นพุทธศาสนิกชน พุทธกาลมีภิกษุที่รู้จักจิตผู้อื่นอยู่มาก ภิกษุเหล่านัน้ ย่อม โดยชีท้ พี่ ระพวงเบ่อเริม่ ในคอ ความจริงเป็นการเข้าใจผิด เหยียบหรือไม่เหยียบได้ตรงตามความคิดของชาวบ้าน เพราะนั่นมิใช่เอกลักษณ์ของพระศาสนา การถือศีล เจ้าของผ้านั้น แต่นานไปภิกษุหลังพุทธกาลท�ำไปโดย และปฏิ บั ติ ธ รรมต่ า งหากจึ ง จะได้ ขึ้ น ชื่ อ ว่ า เป็ น ไม่รู้ไม่เข้าใจชาวบ้านก็จะติเตียนว่าพระสมัยนี้ไม่เก่ง พุทธศาสนิกชนโดยแท้ เพราะโจรมันก็แขวนพระได้ เหมือนอย่างสมัยก่อน จึงทรงบัญญัตเิ ป็นการช่วยคุม้ ครอง เช่ น กั น และหากจะกล่ า วให้ ถึ ง แก่ น แล้ ว โดยทาง ภิ ก ษุ รุ ่ น หลั ง ทั้ ง หลาย และอธิ บ ายต่ อ ไปว่ า ในกรณีที่ ทฤษฎีอาจจะตกใจตลึงงันว่า พระเครื่องที่นิยมกันอยู่ หญิงแท้งไปแล้วหรือมีครรภ์แก่เขาขอเพื่อเป็นมงคลจึง บางชนิดนั้นเป็นอวิชาโดยตรง เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น เหยียบได้ อีกประการหนึง่ ที่ทรงไม่เหยียบผ้าของเจ้าชาย ซึง่ ชนชาวพระเครือ่ งมิได้เฉลียวใจ จะชีใ้ ห้เห็นตามต�ำนาน โพธิ ก็เพราะทรงรักษามรรยาท เพราะพระองค์เสด็จ กล่าวว่า พระรอดซึง่ สร้างขึน้ สมัยพระนางจามเทวี พระฤาษี มาถึงยังไม่ได้ช�ำระล้างพระบาท จึงไม่ทรงเหยียบ เพราะ นารอทเป็นผูเ้ สกสรร พระคงล�ำพูน ฤาษีคงเป็นผูเ้ สกสรร ไม่ประสงค์ให้ผ้าเปื้อนสกปรก (มีอนุบัญญัติต่อไปด้วย พระผงสุพรรณ ฤาษีทิวาลัยเป็นผู้เสกสรรก็ฤาษีหรือโยคี ว่า ถ้าภิกษุล้างเท้าแล้ว อนุญาตให้เหยียบได้) ส่วนกรณี เป็ น พวกนอกพระพุ ท ธศาสนา พระพุ ท ธองค์ จั ด เป็ น ของหญิงแท้งบุตรนั้นทรงยกเว้นให้เพราะเขาขอร้อง เดียรถียท์ งั้ สิน้ แล้วจะเป็นเรือ่ งของพุทธได้อย่างไร เพราะ โดยมีเหตุผลว่าต้องการมงคล มงคลเป็นคนละอย่าง เรื่องเช่นนี้มิได้กล่าวสนับสนุนในพุทธบัญญัติ เพียงการ กับปาฏิหาริย์ แต่น�ำมารวมไว้ในที่ด้วยเพราะเมื่อพูด เหยียบผ้ายังกลายเป็นเรื่องส�ำคัญ ในทางปฏิบัติแล้วก็มีข้อพิจารณาคล้ายคลึงกัน แต่โดย ความหมาย อิทธิปาฏิหาริย์เป็นเรื่องความสามารถพิเศษ ฉะนั้นการที่ เรี ย กกั น ว่ า พระเครื่ อ งมี พ ระพุ ท ธคุ ณ ของตัวผู้กระท�ำอิทธิปาฏิหาริย์เอง ส่วนมงคลที่มาได้ จึงเป็นสิ่งไร้เหตุผล หากจะเรียกว่าไสยคุณก็จะเป็นการ หลายแง่ เช่น อาจเชือ่ ว่าบุคคลหรือสิง่ ทีใ่ ห้มงคลนี้ มีความ ซ�้ำกับค�ำว่าคุณไสยไป จะเรียกติรัจฉานคุณก็ไม่สุภาพ ศักดิ์สิทธิ์อิทธานุภาพหรืออ�ำนาจพิเศษเป็นของตนเอง บาดหมางจิตใจส�ำหรับผู้ยังไม่มีพื้นฐานที่จะศึกษาธรรม ก็ได้ อาจเชื่อว่าบุคคลหรือสิ่งนั้นเป็นสื่อหรือทางผ่าน น่าจะใช้ค�ำว่า “อิทธิคุณ” โดยถือว่าเป็นอิทธิวัตถุ และ ของอ�ำนาจศักดิ์สิทธิ์เร้นลับอยู่ต่างหากก็ได้ หรืออาจ สิ่งมงคล นับว่าเป็นการยกย่องพอสมควรพองาม ไหนๆ เชื่ออย่างประณีตขึ้นมาอีกว่าบุคคลหรือสิ่งนัน้ ทรงไว้ซึ่ง ก็เล่นกันมาจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร 127

ไสยคุณ

ไสยคุ ณ หรื อ คุ ณ ไสย เป็ น อวิ ช าชนิ ด หนึ่ ง ของ พวกเดี ย รถี ย ์ น อกพระศาสนา มี ม าประมาณ 5,000 ปี ก ่ อ นพระพุ ท ธศาสนา เป็ น ยุ ค ของศาสนาพรหม ดึกด�ำบรรพ์ก�ำลังเฟื่องคู่กับศาสนาเทพของอิยิปต์ ก่อน สมั ย พระพุ ท ธเจ้ า องค์ ที่ 3 จะอุ บั ติ ขึ้ น ในโลก คือพระมหาทีปงั กรเจ้า หลักฐานดังกล่าวมีบนั ทึกอยูใ่ นพระ คัมภีร์ไบโตล่าห์ ของส�ำนักปุริสราชาแห่งหิมาลัยบรรพต พระคัมภีร์นี้ได้ลอกจากแผ่นศิลาซึ่งคนโบราณบันทึกไว้ ได้รับความรู้จากท่านอาจารย์โยคี ฮาเล็บ ถ่ายทอดสู่ พ.ต.อ.ชลอ อุทุกภาชน์ ท�ำให้คิดไปว่ายิ่งศึกษายิ่งสับสน คือพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกจนถึงปรินิพพานนี้มีอยู่ ด้วยกัน 28 พระองค์นับแต่องค์ที่ 4 ถึงองค์ที่ 28 ยัง ไม่ถึง 7,500 ปี ฟังดูก็น่ามีเหตุผล แต่อรรกถาจารย์ไทย หรือแขกก็ไม่ทราบ ช่างเป็นนักค�ำนวณจนแทบไม่อยาก เขียนเรื่อง กล่าวว่าพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์บ�ำเพ็ญ เพียรเป็นกัป เป็นมหากัป เป็นอสงไขยปี คือตั้งเลข 1 แล้วต่อท้ายด้วยเลขศูนย์ 140 เลขศูนย์ มนุษย์ปักกิ่ง มนุ ษ ย์ ถ�้ ำ ยั ง ไม่ เ กิ ด และอสงขั ย ปี ยั ง ไม่ ถึ ง อสงไขยกั ป อสงไขยไม่ ถึ ง มหากั ป มากเกิ น ไป บางพระองค์ ท รง ใช้เวลาถึง 40 อสงไขยกับเศษอีก 100,000 มหากัป กาลเวลาดั ง กล่ า วนี้ อุ ป มายั ง มี จ อมบรรพตภู เขาใหญ่ ความกว้างและส่วนสูงวัดได้หนึง่ โยชน์ ลองค�ำนวณดู 40 เส้นเป็นหนึง่ โยชน์ 25 เส้นเป็นหนึง่ กิโลเมตร 40 เส้น เป็นหนึง่ ไมล์ 1 โยชน์ 16 กิโลเมตรมีทไี่ หนกันภูเขาในโลก นี้มีเพียงจ�ำนวนหมื่นๆ ฟิตเท่านัน้ ครั้งถึงก�ำหนด 100 ปี มีเทวดาผู้วิเศษถือผ้าทิพย์อินละซึ่งอ่อนประดุจควัน ไฟลงมือเช็ดถูกยอดเขาหนหนึ่ง บางต�ำราว่าเช็ดเพียง แผ่วๆ พอครบร้อยปีกท็ �ำอย่างนีอ้ กี จนกว่าเขาใหญ่นนั้ จะ เรียบราบเสมอพืน้ ดินจึงนับเป็นหนึง่ มหากัปแล้ว 4 อสงไขย กับเศษ 100,000 มหากัปจะยาวนานสักเท่าไร แล้ว ระยะเวลาที่รออยู่ร้อยปีเกิดมีหญ้าใบไม้หล่นทับถมสูง ขึ้นมาอีก 1 วาท�ำอย่างไรเขานั้นจึงจะเรียบลงได้ ฟัง พระพุทธองค์ดีกว่า ท่านบอกว่าอย่าพึงเชื่อถือว่ามี กล่าวอยู่ในต�ำรา อย่าเชื่อว่าสมณนัน้ เป็นอาจารย์ของ เรา ผมนับถือพระพุทธองค์สุดที่จะกล่าว ท่านทราบดีว่า ต่อไปโดนดีเข้าจนได้ทำ� ไปท�ำมาศาสนาพรหมดึกด�ำบรรพ์ เกิดก่อนพระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ยังน่าเชื่อถือว่า ขนาด มนุษย์ปักกิ่งหน้าก็จะเป็นลิงอยู่แล้วถ้าแกมีวิทยายุทธคง 128

บันทึกไว้ตามถ�้ำตามหลืบบ้างแต่ก็หาไม่ แล้วนี่แก่กว่า มนุษย์ปักกิ่งเป็นแสนล้านเท่าจะไหวหรือคุยกันต่อไปดี กว่าครับ ศาสนาพรหมดึกด�ำบรรพ์เจริญสุดขีดก็เหมือน เสือ่ มสุดขีดเช่นกันเพราะประชาชนสมัยนัน้ ถูกผูใ้ ช้วทิ ยาคม เข่นฆ่าได้รับความเดือดร้อนป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก จึงพากันไปเฝ้าพระมหาทีปังกรเจ้าขอให้พระองค์ช่วย บ�ำบัดปัดเป่าเภทภัยจากเหล่าเดียรถียร์ า้ ย ด้วยบารมีแห่ง พระโพธิสตั ว์เจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวเป็นบาทคาถา มอบให้ปวงชนน�ำไปท่องบ่นบริกรรม เมื่อได้น�ำมาปฏิบัติ ตามค�ำแนะน�ำของมหาโพธิสัตว์เจ้า เหตุการณ์ที่เลว ร้ายก็บรรเทาเบาบางลง เพราะเกิดการกระดอนสะท้อน ย้อนกลับไปหาผู้ที่ให้เวทมนต์ท�ำร้ายผู้อื่นจนเคยตัว ไม่ กล้าท�ำร้ายผู้อื่นโดยพร�่ำเพรื่ออีกต่อไป พวกโยคีจึงจดจ�ำ พระคาถาต่ อ เนื่ อ งกั น มาถึ ง ปั จ จุ บั น แต่ ไม่ ย อมขยาย ว่าพระคาถานี้มีข้อความอย่างไร ผู้ที่จะทราบคงมีแต่ พ.ต.อ.ชลอ อุ ท กภาชน์ โดยร�่ ำ เรี ย นสื บ ทอดจากโยคี ฮาเล็บ (ชื่น จันทร์เพชร์) เรือ่ งอ�ำนาจคุณไสยหรือวิทยาคม อวิชาเดรัจฉานนี้ เกิด มีขนึ้ ในประเทศไทยสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ประมาณปี พ.ศ. 2186 ปรากฏตามประวั ติ ศ าสตร์ ท างกฎหมายว่ า ด้ ว ย ลั ก ษณะเบ็ ด เสร็ จ ปี ค.ศ.1146 และพระธรรมนู ญ ค.ศ. 1344 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2186 บทที่ 14 ได้จัดตั้ง

กระทรวงแพทยาคม เพื่อช�ำระคดีผู้กระท�ำผิดเกี่ยวกับ คุณไสย เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอยด้วยวิทยาคม และมี บทลงโทษผู้กระท�ำผิดในการใช้คุณไสย และวิทยาคม ท�ำร้ายผู้อื่นทางอาญา กระทรวงแพทยาคมนี้ มีผู้เชี่ยว ชาญทางวิทยาคมเป็นตุลาการ มีหน้าทีส่ อบสวนพิจารณา โทษผูก้ ระท�ำความผิดเกีย่ วกับการกระท�ำทางไสยศาสตร์ เรื่องคุณไสยโดยเฉพาะ เรื่องราวในประว้ติศาสตร์ทาง กฎหมายได้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิง ถูกคุณไสย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้สั่งให้สืบหาตัวพวก เกจิอาจารย์ที่ปล่อยคุณทางวิทยาคม บรรดาเกจิอาจารย์ ทัง้ หลายเกรงจะได้รบั โทษทางอาญา จึงพากันท�ำลายต�ำรา เรื่องการกระท�ำคุณไสยเป็นอันมาก วิชาคุณไสยเหล่านี้ สืบเนือ่ งมาจากวิชาลึกลับดัง้ เดิม พวกโยคี คือ เดรฉานวิชาหรือติรัจฉานวิชาต่างๆ เช่น 1. วิชานัพนาฟี 2. วิชานาฟิอิ 3. วิชาวูดู วิชาลึกลับทั้ง 3 ประเภทนี้ได้ปรากฎในยัชุรเวทและ อาถรรพ์เวทของศาสนาพราหมณ์ในยุคหลังนี้

ประเภทของคุณไสย

1. ลมเพลมพั ด การเล่ า เรี ย นอวิ ช าซ�้ ำ ท� ำ ร้ า ย ผู้คน มีก�ำหนดปล่อยเพื่อความช�ำนาญหรือตามกฎข้อ บังคับของแต่ละส�ำนักอาจารย์ เมื่อผู้ใดดวงตกมีเคราะห์ กรรม หรือมีวิบากสืบเนื่องจากการนี้ ก็จะถูกคุณไสยที่ ถูกปล่อยมาตามลมตามแล้งโดยปราศจากเจตนา เข้า สู ่ ร ่ า งกายได้ โดยไม่ ค าดฝั น และผมได้ ป ระสพมาด้ ว ย ตนเอง คื อ เมื่ อ ตอนเป็ น เด็ ก เล็ ก ๆ ผมจะไม่ น อนกั บ คุณแม่จะนอนมุ้งเดียวกับคุณยายและจ�ำความได้ว่าที่ บ้านมีแต่คนโดนของถูกคุณไสย เห็นคุณยายท่านน�ำแป้ง เสกมานวดเคล้ากับน�้ำมนต์พอกที่ตรงเจ็บปวดก่อนนอน ครั้นรุ่งเช้าก่อนล้างหน้าจะแกะแป้งที่พอกออก ผมก็นงั่ ดู อยู่ทุกคราวจะพบขนหมูป่าเส้นหยาบๆ และขนเม่นน้อย ใหญ่บ้างขนก็มีลักษณะหงิกงอน่าเกลียดและมากับแป้ง มนต์ และต้องพอกอยู่เสมอจนกวาอาการจะบรรเทาเบา ลางลง ท่านว่ามันวิง่ ได้และเกิดอาการเจ็บปวด จะไม่เชือ่

ก็ไม่ได้ และทางบ้านได้เคยนิมนต์หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบมา ท�ำการรักษาคุณไสยถึงบ้านพัก ผมก็นงั่ ดูอยูด่ ว้ ย เห็นท่าน ใช้ปิ๊บใส่น�้ำเคี่ยวไฟกลางบ้านพอควันขึ้นกรุ่นท่านก็ใช้น�้ำ นัน้ เสกลาดลงบนตัวคนไข้ตั้งแต่ศีรษะไปถึงปลายเท้า มี อาการดิ้นไปตามแรงของสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัว เห็น สิ่งหนึง่ ผุดออกจากศรีษะของน้าสาวลักษณะคล้ายเนย เป็นก้อนขนาดปลายนิ้วก้อยแต่ก็ไม่หายขาดทีเดียว และ ต้องตายด้วยโรคนีเ้ ป็นทีท่ รมานน่าสงสาร ของมันแก่กล้า มันยิ่งสู้หนัก 2. คุณคน ผูใ้ ช้วชิ านีจ้ ะเสกของใหญ่ให้เป็นของเล็ก แล้วปล่อยให้บนิ ไปสูท่ ๆี่ ต้องการเล่ากันหมอต่อหมอนีแ้ หละ เกิดคันไม้คนั มือขึน้ มาก็ทดสอบกันบ้างเป็นบางครัง้ ทัง้ ๆ ที่ บ้านอยูห่ า่ งกันคนละถิน่ ฐานก็ยงั กระท�ำถึงกันได้ เพือ่ แย่ง ชิงความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ในด้านวิชามาร หมอคนหนึง่ ใช้หวั ควายทีต่ ายจนเหลือเพียงหัวกะโหลกชาวโพลนเห็นแกนัง่ เสกจนเหลือนิดเดียวเหมือนตุก๊ ตา แล้วปล่อยไปยังหมออีก คนหนึง่ หมอคนนัน้ ก็ไม่ใช่เล่นมีการเตรียมพร้อมอยูเ่ สมอ และสามารถรับไว้ได้ปล่อยคืนเจ้าของเดิมไป บางครัง้ คนที่ มีเพือ่ นประพฤติทางนี้ ตนเองไม่เชือ่ ไม่กลัวตัวเองก็อาศัย เรือเป็นทีพ่ ำ� นักตามคลองหลอดในสมัยก่อน เพือ่ นบอกว่า วันนีจ้ ะลองของนะแต่ไม่ทำ� ให้เอ็งตายหรอก ท�ำให้เห็นว่า เป็นของจริงเท่านัน้ แล้วก็ปล่อยคุณเนือ้ วัวมาโปะทีห่ วั เรือ วันหลังจึงตามมาถามข่าว เพือ่ นทีอ่ าศัยเรือบอกว่าดีวะ่ ก�ำลัง ถังแตกได้เนื้อวัวมาแกงกินอร่อยดี คือ มีเคล็ดอยู่ว่าถ้า ของนั้นไม่เข้าสู่ตัวตนหากน�ำไปรับประทานเป็นเคล็ด แก้ในการป้องกันกระท�ำย�่ำยีได้ สับปะเหร่อบางคนเมื่อ เผาศพคนที่ตายด้วยการถูกกระท�ำและถ้าเป็นชิ้นเนื้อ จะเก็บไว้กินโดยไม่รังเกียจและผมได้รับฟังจากท่านมหา มนูญ ยวดยิ่ง ข้าราชการกรมศุลกากร เมื่อครั้งท่าน ยังอยู่ในสมณเพศส�ำนักวัดเทพศิรินทรวาสเล่าให้ฟังว่า วันหนึง่ มีชายผู้หนึง่ เป็นชาวอิสานเดินเข้ามาในวัดตรงไป หาท่านที่กุฏิ ขณะนั้นท่านก�ำลังนั่งสนทนากับพระเณร ในวัดหลายองค์ดว้ ยกัน ชายคนนัน้ บอกความประสงค์วา่ จะกลับภาคอิสานและไม่มเี งินค่ารถหวังจะมาขอเงินจาก ท่านๆ ก็พยายามพูดจาบ่ายเบีย่ งจนชายผูน้ นั้ เกิดความไม่ พอใจ จึงขู่ว่าจะท�ำคุณไสยใส่ท่านซึ่งท่านก็หัวเราะและ ไม่ยอมเชื่อ ชายผู้นนั้ จึงหยิบรองเท้าแตะของท่านมาข้าง 129

หนึง่ แล้วเสกอยูพ่ กั หนึง่ รองเท้าแตะนัน้ หดตัวลงเหลือเท่า ปลายนิว้ ก้อยและจะดีดใส่ พระเณรเหล่านัน้ ท่านจึงยอม เชื่อว่าวิชาเช่นนี้มีอยู่จริง วิชามารนี้ หากมองอย่างผิวเผินคล้ายจะเก่งกว่า พระคณาจารย์ที่ว่าเก่งๆ เสียอีกซ�้ำไป เช่นในคราวหนึง่ หลายปีมาแล้วมีการพุทธาภิเษกพระเครื่องที่วัดสว่างฟ้า อ�ำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี ทางวัดได้เชิญอาจารย์อิน ไม่ทราบนามสกุล ดูเหมือนจะอยู่ทางจังหวัดอยุธยา มา ร่ ว มเป็ น พิ ธี ก ร ขณะที่ ก ารปลุ ก เสกด� ำ เนิน ไปไม่ น าน พระพิธีธรรมจตุวรรคสวดยังไม่ทันได้ครึ่งจบ กระเป๋า ที่บรรจุพระเครื่องของท่านเจ้าคุณวัดอ่างศิลา ซึ่งน�ำ มาเข้ า พิ ธี ด ้ ว ยวิ่ ง เกรี ย วกราวคล้ า ยหนู วิ่ ง ไล่ กั น ครั้ น เสร็ จ พิ ธี ท างวั ด ขอให้ อ าจารย์ อิ น ลองแสดงให้ ดู ใหม่ อาจารย์อินบอกว่าก็ได้แต่ให้ตัดสายสิญจ์ออกให้หมด ก่ อ นมิ ฉะนั้น พระประธานจะกระดอนออกจากแท่ น ชุกชี ทางวัดจึงจัดการตามสั่งและน�ำพระปิดตาของวัด ใส่พานแว่นฟ้าให้อาจารย์อินลองแสดงให้ดู ปรากฎว่า พระเครื่องนัน้ บินออกจากพานแว่นฟ้าขึ้นสู่อากาศเกือบ จรดเพดานพระอุ โบสถบิ นตามกั น เป็ นกลุ ่ ม แลคล้ า ย ฝูงแมลงผึ้ง สักพักพระก็ล่วงลงสู่พื้น แต่ทั้งนี้มิได้หมาย ความว่าพระเครื่องนัน้ มีอิทธิฤทธิ์ขึ้น มันคนละเรื่องจะ เสกใบไม้ให้บินก็ได้และมันก็คงเป็นใบไม้หาใช่ของขลัง อะไรไม่

130

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2496 ท่านอาจารย์ชุม ไชยคีรี ให้กระท�ำพิธีปลุกเสกพระเครื่องที่วัดเขาไชยสน พัทลุง และที่ดังมากคือพระพิมพ์นาคปรกเทพนิมิต คือเสกจน พระดิ้นได้และแปรรูปเป็นพญานาคเมื่อสวดบทภุชงค์ บริพัตร เมื่อสร้างเสกจนจบครบพิธีกรรม 1 ไตรมาส จะท�ำการส่งไปถึงหิ้งบูชาของผู้ที่ประสงค์จะรับพระก็ได้ ครั้ น แล้ ว ได้ ป ลู ก ศาลเพี ย งตาขึ้ น และน� ำ พระพิ ม พ์ ทั้ ง หลายไปทิ้งไว้เป็นระยะทางไกลประมาณ 5 กิโลเมตร โดยทิง้ ลงในล�ำคลอง ในเรือ่ งนีม้ ผี ทู้ เี่ ชีย่ วชาญทางจิตได้นงั่ พิจารณาด้วยญาณแลเห็นพระเครื่องวิ่งอยู่ใต้น�้ำเหมือน ฝู ง ปลาเสร็ จ แล้ ว กระโดดขึ้ น บนศาลเพี ย งตาหรื อ ที่ อาจารย์ฉลอง เมืองแก้ว น�ำตะกรุดไปทิ้งกลางทะเล ห่างจากฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วเรียกวิ่งเข้าสู่ฝั่ง กระแสจิตระดับนีส้ ามารถเรียนคุณไสยได้ คือสมาธิระดับ กลาง ฉะนัน้ การที่เราไปเห็นเกจิอาจารย์รูปใดรูปหนึง่ น�ำ พระเครื่องใส่ในบาตรแล้วปลุกเสกจนพระเครื่องนัน้ วิ่ง เกรียวกราว อย่าตื่นเต้นนักมันคนละเรื่องคนละวิชา มิใช่จะท�ำให้พระนัน้ ขลังหนักขึ้นไปผู้ที่ท�ำได้เขาเรียกว่า เล่นกล หลอกกันนี่หว่า คือท�ำให้คนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง เห็นเข้าแล้วเกิดศรัทธา ทีนี้มาลองพลังจิตของมุสลิมดู กันบ้าง เช่นหม่อมเจ้าเฉลิมศรี จันทรทัต ได้ทรงเล่าถึง เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นให้ พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์ ฟัง มีใจความว่าเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2460 เสด็จพ่อ ของท่านได้สร้างวังใหม่ขึ้นที่บางล� ำพู วันหนึ่งขณะที่ ช่างก�ำลังก่อสร้างอยู่ดีๆ ได้ปรากฎอีกาฝูงใหญ่พากันบิน ตรงมายังวังที่ก�ำลังก่อสร้างส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ไปหมด คนทั้งหมดต่างพากันมองดูกา ขณะเดียวกันนัน้ ปรากฏ มีลวดหนามส�ำหรับขึงกั้นรั้วลอยมาในอากาศ ตรงเข้า พันเสาวังตรงช่องลมห่างจากชายคาลงมาเล็กน้อย ในขณะที่ ลวดหนามตวัดพันเสาบังเกิดเสียงในอากาศคล้ายคน ใช้ไม้เรียวหวดไปมาดังเควี้ยวๆ ผู้คนในวังพากันแตกตื่น โกลาหล รอจนเหตุ ก ารณ์ ส งบลงแล้ ว จึ ง ได้ ช ่ ว ยกั น แกะลวดหนามออกจากคอเสาน� ำ มาวั ด ได้ ค วามยาว ถึ ง 40 เมตร คิ ด เป็ นน�้ ำ หนัก หลายกิ โลกรั ม สื บ สวน ได้ความว่ามีผู้ไม่หวังดีว่าจ้างพวกมุสลิมใช้วิชาคุณไสย มาท�ำร้าย แต่แพ้บารมีท่านต่อมาเกิดมีเปลวหมูลอยมา

ศิลา เมื่อพุทธกาลล่วงไปได้ 500 ปี จึงมีผู้ค้นพบค�ำสอน ดั ง กล่ า วแล้ ว ตั้ ง เป็ น ศาสนาพระเจ้ า และในบั ญ ญั ติ สิบประการมีข้อความบางตอนคล้ายคลึงกับศีลในพุทธ ศาสนา ผูไ้ ม่เข้าใจคิดไปว่าเป็นการลอกเลียนศาสนาพุทธ ความจริงไม่ใช่เท่านัน้ เรือ่ งนีเ้ ป็นความลับของโลกและได้ 3. คุ ณ ผี เป็ นคุ ณ ไสยที่ ใ ช้ วิ ญ ญาณช่ ว ยจะเป็ น ความรูจ้ ากพระอริยคุณาธาร ได้พบกับกายทิพย์ของท่าน วิญญาณคนหรือวิญญาณสัตว์ก็ได้ ปรากฏตามบันทึก ที่หนองหาน จ.สกลนครและสนทนากันจึงทราบความ ของท่ า น พ.ต.อ.ชลอ อุ ท กภาชน์ มี ว ่ า เหตุ ก ารณ์ ดั ง เป็นมาดังกล่าวแล้ว กล่าวได้เกิดขึ้นเมื่อกลางปี พ.ศ. 2500 เหตุเกิดที่จังหวัด สมุทรปราการ โดยครอบครัวชาวประมงครอบครัวหนึง่ อาการวิกลจริตของคนในบ้านจะเป็นอยู่เพียง 2-3 เป็ น ลู ก จี น เกิ ด ในประเทศไทย หั ว หน้ า ครอบครั ว ชื่ อ ชั่วโมง เมื่อหนูขาวหายไปอาการวิกลจริตของคนป่วยใน นายเฮงนั บ ถื อ คริ ส ต์ ศ าสนา ภรรยาของนายเฮงเกิ ด บ้านจะเริ่มดีขึ้น ต่อมาอีก 3-4 ชั่วโมงก็จะปกติดังเดิม ทะเลาะมีปากเสียงกับภรรยาของเพื่อนบ้านชาวมุสลิม อาการที่เกิดขึ้นแก่ครอบครัวนายเฮงติดต่อกันถึง 7 วัน ซึ่ ง มี อ าชี พ ท� ำ การประมงเช่ นกั น หลั ง จากเกิ ด เหตุ ได้ ไม่มีผู้ใดแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ บังเอิญลูกศิษย์ของ 3 วั นจนถึ ง วั นที่ 4 เวลา 18.00 น. เศษ เหตุ ก ารณ์ โยคีฮาเล็บ ซึ่งมีภูมิล�ำเนาอยู่ทางจังหวัดสมุทรปราการ ประหลาดได้ ป รากฏขึ้ นที่ บ ้ า นของนายเฮงกล่ า วคื อ ได้ทราบเรื่องเข้าก็ไปเยี่ยมครอบครัวนายเฮง และพา มีควันสีขาวคล้ายกลุ่มหมอกลอยเข้ามาทางประตูบ้าน นายเฮงมาหาท่านอาจารย์โยคีฮาเล็บขณะนัน้ พ.ต.อ.ชลอ พอควั น จางปรากฏเห็ น หนู สี ข าวตั ว ใหญ่ ข นาดแมว อุทกภาชน์ก�ำลังนั่งคุยกับอาจารย์อยู่พอดีท่านอาจารย์ วิ่งเข้ามาในบ้าน ขณะที่หนูวิ่งไปในทิศทางใดจะปรากฏ โยคีฮาเล็บได้นั่งตรวจดูทางฌานสมาบัติแล้ว ได้บอก หมอกควันขาวกระจายไปทั่วตัวหนูนนั้ และหากหมอก ว่าพวกมุสลิมแกล้งเอา และให้นายเฮงไปจับหนูขาวมา ควั น ไปกระทบผู ้ ใดเข้ า จะเกิ ด อาการคล้ า ยวิ ก ลจริ ต ให้ท่าน โดยท่านท�ำยันต์ผ้าขาวให้นายเฮงน� ำไปปิดไว้ ชั่ ว ระยะหนึ่ ง เช่ น หั ว เราะหรื อ ร้ อ งไห้ ขึ้ น มาเฉยๆ ที่หน้าประตูบ้าน ต่อมาอีก 2-3 วันขณะที่ พ.ต.อ.ชลอ ปราศจากเหตุผล คนในบ้านของนายเฮงทั้งครอบครัว นั่ง คุ ย กั บ อาจารย์ เห็ นนายเฮงพร้ อ มด้ ว ยบริ ว ารราว และลูกจ้างมีอยูด่ ว้ ยกัน 30 คน เกิดอาการวิกลแก้ผา้ ร้องร�ำ 20 คน ได้มาเยือนท่านอาจารย์โยคีฮาเล็บและได้น�ำกลุม่ ท�ำเพลงตะโกนโหวกหวากลั่นไปหมดถึง 20 คน นาย ด้ายดิบเป็นรูปหนูแต่ไม่มีเท้ายาวประมาณ 10 นิ้วฟุต เฮงเกิดการตกใจสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าให้ช่วยเหลือ มาวางต่อหน้าท่านอาจารย์โยคีฮาเล็บ และบอกกับท่าน โอมายก๊อดเฮลฟ์มี เรียกจนปากแหกถึงใบหูท่านก็ท�ำ อาจารย์ว่าจับหนูขาวได้แล้วแต่มันกลายเป็นผ้าดิบไป ไขสือเสียไม่ลงมาช่วยเพราะนับถือพระคริสต์แต่ไม่รู้จัก นายเฮงเล่าต่อไปว่าในวันต่อมาจากวันที่ได้รับผ้ายันต์ พระคริสต์จะเอาสื่ออะไรมาช่วย สู้ผมนอกศาสนาคริสต์ จากท่ า นอาจารย์ ไป ได้ น� ำ ยั นต์ ไปปิ ด ไว้ ที่ ข อบประตู ยังจะดีกว่า คือรู้จักก๊อดหรือพระเจ้านั้นหลังพระพุทธ ตอนบน และประชุมสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนบ้าน กาล 500 ปี ไม่มีมาเกี่ยวข้อง ก๊อดค�ำนี้มาจากค�ำว่า ใกล้เคียงคอยสังเกตุการณ์ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ครั้นถึง โกฐิฏะ มหาโกฐิฏะเป็นพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล เวลาประมาณ 18.15 น. ปรากฏกลุ่มควันขาวเป็นกลุ่ม บรรลุปฏิสัมภิทาญาณ 4 ไม่มีชื่อในประภทฉฬภิญญา หมอกขึ้นที่หน้าประตูบ้านก่อน ครั้นแล้วกลุ่มควันได้ หรื อ อภิ ญ ญาหกได้ จ ารึ ก ไปเผยแพร่ พ ระพุ ท ธศาสนา ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาในบ้านและมีหนูขาวตัวเดิมลอย ในแคว้ น เยรู ซ าเล็ ม จารึ ก ไปถึ ง ทะเลทรายแล้ ว หาย เข้าประตูมาพอผ่านประตูซึ่งมีผ้ายันต์ติดอยู่ หนูขาวตัว สาบสูญไปเข้าใจว่าทนความล�ำบากยากเข็นของธรรมชาติ ใหญ่ก็มีอันเป็นไปกล่าวคือตกลงหน้าประตูนนั้ เอง และ ไม่ไหว และอาหารการขบฉันน่าจะไม่สะดวกเท่าที่ควร ยืนตัวสัน่ อยูส่ กั ครูห่ นึง่ ก็ลม้ ลงนอนหงายและตัวหนูหายวับ และดับขันธ์นิพพานในที่สุดได้จารึกค�ำสอนลงในแผ่น ไป กลายเป็นกลุ่มด้ายดิบผูกเป็นรูปหนูขึ้นแทน นายเฮง

ตกในวังอีกน�ำไปชั่งหนักถึง 3 กิโลกรัม แสดงว่าคนที่ รับจ้างกระท�ำวิชามารร้ายรายนีม้ ใิ ช่ชนชาวมุสลิม เพราะ มุสลิมจะไม่ยอมแตะต้องกันมันหมู น่าจะเป็นลาวหรือ เขมรเสียหลายส่วน

131

กับพวกในบ้านพากันไชโยโห่ร้องกันสนัน่ หวั่นไหว และ โดดเข้าเก็บกลุ่มด้ายดิบรีบเช่ารถยนต์พาพรรคพวกและ ครอบครัวมาแสดงความเคารพท่านอาจารย์โยคีในคืนนัน้ ต่อมาได้ทราบว่าเหตุการณ์ในบ้านของนายเฮงเป็นปกติ สุขตลอดมา ท่านอาจารย์ได้อธิบายว่าที่ใช้ด้ายดิบแปลง เป็ น หนู นั้ น เขาใช้ วิ ช านั พ นาฟี ผ สมกั บ วิ ช าวู ดู แ ละ วิญญาณของผีและวิญญาณของหนูพากลุ่มด้ายดิบให้ ลอยเคลื่อนที่เข้ามาในบ้าน เพื่อก่อความโกลาหลพอ สมควรและผู้ใช้วิชาลึกลับจะเรียกหนูขาวกลับไป และ จะปล่อยกลับมาอีกในเวลาย�่ำค�่ำ หากแก้ไม่ตกอาจจะ เกิดวิกลจริตกันทั้งบ้าน ส่วนผ้ายันต์ซึ่งท่านอาจารย์โยคี ฮาเล็บได้ให้นายเฮงไปปิดประตูบ้านนั้นเป็นมนต์ถอน วิชาลึกลับเรื่องนี้หนูจึงกลับกลายเป็นกลุ่มด้ายดิบตาม เดิม ฝ่ายผู้ใช้วิชาลึกลับกลั่นแกล้งผู้อื่นนัน้ เมื่อรู้ตัวว่ามี ผู้ที่มีวิชาเหนือกว่าตนแล้ว เพราะหนูไม่กลับไปหาจึง มีความกลัวไม่กล้าท�ำอีกผู้ที่แก้ของนี้หากไม่มีศีลธรรม อาจส่งของกลับไปหาผู้ปล่อยและผู้ที่ปล่อยของจะถึงแก่ ความตายในทันที แต่ท่านอาจารย์โยคีไม่ได้ส่งหนูกลับ ไปและสั่งให้นายเฮงน� ำกุ่มด้ายดิบไปฝังดินเสีย และ สั่งสอนไม่ให้จองเวรจองกรรมกันต่อไปอีก นับแต่วัน นัน้ เป็นต้นมานายเฮงและครอบครัวทั้งหมดจึงได้หันมา นับถือพุทธศาสนาและท� ำบุญเข้าวัดเฉกเช่นเดียวกัน พุทธศาสนิกชนทั่วๆ ไป 4. คุณยา ท่านอาจารย์โยคีฮาเล็บได้เล่าให้ท่าน พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์ฟงั ว่าการใช้วชิ าลึกลับในประเทศไทย ยั ง ไม่ รุ น แรงเท่ า ประเทศอิ น เดี ย ซึ่ ง มี ก ารทดลองกั บ คนจริงๆ ว่าผูศ้ กึ ษาจะมีความส�ำเร็จถึงขัน้ ใด ตัวท่านเอง เคยติดตามคณะเกจิอาจารย์ไปดูการทดลองกับเขาด้วย เหตุเกิดในเขตเมืองกัลกัตตาเวลาเที่ยงตรงเกจิอาจารย์ บอกล่ ว งหน้ า ว่ า จะใช้ วิ ช าคุ ณ ยาแก่ ห ญิ ง แม่ ลู ก อ่ อ น คนหนึง่ ซึ่งอยู่บ้านตรงข้ามกับบ้านของเกจิอาจารย์ผู้จะ ท�ำการทดลองเพียง 10 เมตร มองเห็นหน้ากันชัดเจน ขณะทดลองนั้น เกจิอาจารย์ได้ให้หญิงแม่ลูกอ่อนเดิน ออกมายืนหน้าบ้านของตนก่อน ผู้ที่ไปร่วมทดลองจะได้ เห็นเหตุการณ์ถนัดตา พอดีหญิงผู้เคราะห์ร้ายเดินอุ้มลูก ออกมายืนอยู่หน้าประตูบ้านของนางพอดี เกจิอาจารย์

132

ผู้นั้นเริ่มหยิบขมิ้นผงใส่โถแล้วน�ำมาวางตรงหน้าเริ่ม บริกรรม สักครูข่ มิน้ ผงนัน้ ก็ปลิวขึน้ สูอ่ ากาศเป็นปล่องและ มุง่ ตรงไปทีศ่ รีษะของหญิงเคราะห์รา้ ยนัน่ พอขมิน้ หมดโถ หญิงนัน้ ก็ล้มลงชักดิ้นชักงอโลหิตไหลออกจากปากจมูก เปรอะไปหมด และขาดใจตายในเวลาต่อมา ชั่วครู่เดียว ลูกน้อยกระเด็นไปนอนร้องไห้อยูท่ างหนึง่ อาจารย์โยคีฮา เล็บเล่าว่ารูส้ กึ สังเวชสลดใจเหลือเกิน ทีเ่ ห็นผูม้ วี ชิ าใช้วชิ า ลึกลับฆ่าคนปราศจากความผิดไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ชัน้ เดิมท่านตั้งใจว่าจะไม่ศึกษาหาความรู้ถึงวิชาลึกลับนี้เป็น อันขาด ภายหลังเมื่อประสพเหตุการณ์ด้วยตนเองเช่นนี้ ท่านจ�ำไปศึกษาเพิม่ เติมวิชาลึกลับเหล่านีไ้ ว้เพือ่ ช่วยเหลือ ผู้อื่นเมื่อประสพเคราะห์กรรมดังกล่าวมาแล้ว อีกครั้งหนึ่งเมื่อท่านอาจารย์โยคีก่อนที่จะเดินทาง กลับประเทศไทย ท่านได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ได้พบ ส� ำ นัก เกจิ อ าจารย์ ส� ำ นัก หนึ่ง เป็ นชาวมุ ส ลิ ม มี อ าชี พ รับจ้างท�ำร้ายผูอ้ นื่ ด้วยวิชาลึกลับ และตัง้ ตนเป็นอาจารย์ รั บ สอนผู ้ อื่ นที่ จ ะมาเรี ย นวิ ช านี้ โดยเรี ย กค่ า สอนเป็ น เงิ น เมื่ อ ศิ ษ ย์ ผู ้ ใดเรี ย นส�ำ เร็ จ วิ ช าแล้ ว จะต้ อ งทดลอง วิ ช าให้ อ าจารย์ ดู เพื่ อ ให้ เป็ นที่ แ น่ ใ จก่ อ นจะออกไป หากิ น ครั้ น อยู ่ ม าวั น หนึ่ง มี ผู ้ ม าแจ้ ง กั บ ท่ า นอาจารย์ โยคีว่าบ่าย 3 โมงเย็นวันนี้ เขาจะทดลองวิชาวูดู และ นัพนาฟีกันโดยใช้ยินหมอกไปกินคน อาจารย์โยคีฮาเล็บ ได้ติดตามคณะทดลองไปสังเกตการณ์ด้วยว่าจะเป็น ความจริงเพียงไรปรากฏว่าเกจิอาจารย์คณะนั้นได้เดิน ทางร่วมกันด้วยกันรวม 4 คน อาจารย์ 1 ศิษย์ 3 ออก เดินทางไปยังหมู่บ้านก�ำลังเกี่ยวข้าวกันอยู่อย่างชุลมุน ทั้งหญิงและชายสรวมใส่เสื้อผ้าหลากสี ตัวอาจารย์ใหญ่ ท�ำทีเป็นนัง่ พักผ่อนใต้โคนต้นไม้ห่างจากผู้คนประมาณ 10 เมตร พอนัง่ ลงเรียบร้อยเกจิอาจารย์ก็ชี้มือไปยังชาย ผู้หนึง่ สรวมเสื้อโพกศรีษะขาวให้ศิษย์ผู้หนึง่ ทดลองวิชา ศิษย์คนหนึง่ ในคณะเริ่มบริกรรมมนต์ประมาณ 10 นาที ชายผู้นนั้ ก็ร้องโอ๊ยแล้วล้มลงสิ้นใจตาย และเขาให้ศิษย์ อีก 2 คน ทดลองวิชากับหญิงและเด็กผู้ชายอย่างละคน ศิษย์คนที่ 2 และคนที่ 3 ก็ลงมือปฏิบัติการอย่างศิษย์ คนแรกปรากฏว่าต่อจากนั้นประมาณ 15 นาที ปราก ฎว่าหญิงคนหนึ่งและเด็กชายคนหนึ่งได้ล้มขาดใจตาย

เช่ น เดี ย วกั บ ชายคนแรก ครั้ นทดลองเป็ นที่ ป ระจั ก ษ์ ท�ำลายวัตถุต่างๆ จนมีสภาพเป็นผุยผง ส�ำหรับการฝึก แก่สายตาของอาจารย์แล้ว อาจารย์ก็อนุมัติให้ไปท�ำมา ของส�ำนักเส้าหลินมักใช้พลังร้อนเป็นหลัก ส่วนฝ่ายมาร หากินโดยล�ำพังได้ ฝึกโดยวิธีลัดจากฝ่ามือพิษต่างๆ เช่นฝ่ามือซากอสุภะ มีกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ฝ่ามือพิษโดยใส่พิษร้ายต่างๆ มา แผ่ นดิ นจี นนอกก� ำ แพงใหญ่ มี ก ารนั บ ถื อ ศาสนา สะสมในกายตัวทีละน้อยจนเกิดการต้านทานอยูไ่ ด้ มีรงั สี มุสลิมกันมาก ประกอบด้วยชนหลายเผ่าแย่งที่ท� ำกิน ด�ำและใช้ทำ� ร้ายศัตรูขนาดเลือดออกจากทวารทัง้ 7 เช่น แย่งทุ่งหญ้าส�ำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ในทะเลทราย (กล่าว กันต่อมาวิชาที่ว่านี้เสื่อมลงปราศจากการถ่ายทอด และ ในสมัยโบราณ) แน่นอนที่สุดอวิชาชนิดนี้ย่อมเกิดมีขึ้น หมดลงเมื่อสงครามฝิ่นเรียกว่ากบฏบ๊อกเซอร์หรือกบฏ และแพร่กระจายไปในหมู่ชนชาวนักเลงชิงความเป็น มวย จะเอาฝ่ามือไปสู้ปืนใหญ่ของอังกฤษมันสู้ไม่ไหวแน่ ใหญ่ดว้ ยมิจฉาทิฐิ ฆ่าฟันกันไม่มกี ารหยุดยัง้ ผูช้ นะคือผูอ้ ยู่ เอากันว่าของเช่นนี้มีจริง ผู้แพ้คือผู้ตาย จึงเกิดมีทั้งวิชามารและวิชาฝ่ายธรรมะ นับแต่ประเทศจีนตอนใต้จากบูซ่ วั หรือสิงสองยอด (คือสิบ สองเจ้าไทย) ไปจรดแคว้นซินเกียงภาคเหนือและทิเบต ภิกษุนกั พรตทุกส�ำนักต่างฝึกปรือวิชาป้องกันตัวโดยจัด เป็นหลักสูตร ไม่ยกเว้นแม้ในพงไพรป่าลึกและเกาะใน ทะเลที่ห่างไกลผู้คน หากจะการศึกษาของการฆ่าคนยก ตัวอย่างให้ดู นับว่าไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะใช้ได้เพราะการ ศึกษามีก�ำหนดเป็นขั้นตอนถึง 10 ขั้นตอน ฝึกฝนตั้งแต่ เยาววัยจนถึงระยะเวลา 20 ปี จัดอยู่ในขั้นที่ 2-3 หาก เป็นวิชาขัน้ สูงอาจยังไม่ได้ขนั้ ที่ 1 ด้วยซ�ำ้ ไป ฝึกกันจนถึง 60 ปี จัดเป็นขั้นปรมาจารย์หรือหัวหน้าส�ำนัก และยิ่ง กว่านี้ยังมีอีก การฝึกของส�ำนักมาตรฐานเช่นนักพรตช่ วนจินก้าหรือนักพรตบู๊ตึงซัว นิยมใช้พลังลมปราณดาว เหนือเป็นมาตรฐาน นอกนัน้ ใช้วิชากสิณฝึกปรือเป็นวิชา พิเศษ เช่นการฝึกเตโชกสิณท�ำให้เกิดความร้อนจนสามารถ เผาไหม้วัตถุหรือท�ำอันตรายผู้คนได้รังสีที่แผ่ออกเป็น สีแดงขั้นต�่ำสุดเรียกฝ่ามือทรายแดงสูงสุดเรียกสุริยัน สยบฟ้า ถ้าฝึกด้วยโลหิตกสิณเรียกฝ่ามือโลหิต ถ้าฝึก จากความร้อนระอุของทะเลทรายเรียกฝ่ามือสุริยัน ถ้า สถานที่ฝึกมีอากาศหนาวเย็นจัดเช่นการฝึกของลามะ ในทิเบตเรียกลุ้ยเท้งอิ้นหรือประทับหัตถ์ใหญ่ จะมีรอย ด� ำ เกรี ย มส� ำ หรั บ ผู ้ ถู ก กระท�ำ ร้ า ย นอกนั้นก็ ดั ด แปลง เอาจะเป็นฝ่ามือเย็นเช่นยินหมอกก็ใช้นิลกสิณออกพลัง สีเขียว พวกที่อยู่ในดินแดนที่หนาวจัดฝึกได้ผลมาก พลัง หยุ ่ น พลั ง ดึ ง ดู ด พลั ง ผลั ก ดั น จนถึ ง พลั ง ไร้ ลั ก ษณ์ คื อ เพ่งจนเป็นสูญญากาศ อากาศเกิดช่องว่างเมื่อดึงพลัง กลั บ คื น อากาศที่ ล ้ อ มอยู ่ ภ ายนอกจะหมุ นตั ว และบี บ

133

พระแท้ๆ ของพุทธ วิทยาการพระเครือ่ ง นับเป็นสิง่ มหัศจรรย์ ละเอียดอ่อนเกินความคาดหมายมีส่วนโยงใย เกี่ยวข้องกับศาสตร์สาขาต่างๆ อยู่มากมาย เช่นวิชาโหราศาสตร์กน็ บั เป็นศาสตร์แขนงหนึง่ ซึ่ ง มี บ ทบาทเกี่ ย วกั บ พระพุ ท ธรู ป พระพิ ม พ์ และพระเครื่องกล่าวโดยหลักการแล้วเรื่อง ของพระๆ เจ้าๆ ไม่จัดอยู่ในพุทธวิชา ก่อน ที่ พ ระพุ ท ธองค์ จ ะเสด็ จ ดั บ ขั นธปริ นิ พ พาน ท่านอานนท์ได้ทูลถามขึ้นว่า “เมื่อสิ้นพระพุทธองค์แล้ว ใครจักเป็นศาสดาแทน” พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพระ อานนท์ว่า “พระธรรมค�ำสั่งสอนของตถาคตจะเป็น ศาสดาแทนเราตถาคต ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นย่อมเห็ น ตถาคต” มิได้กล่าวว่าผูใ้ ดเห็นพระพุทธรูป เห็นพระพิมพ์ และพระเครื่องเหมือนเห็นเราตถาคต สิ่งเหล่านีจ้ ึงเป็น เพียงสมมุติสัจจะมิใช่แก่นแกน ถือเป็นเพียงอุเทสิกะ เจดีย์เท่านั้น เรื่องเช่นว่านี้ยังมีความเข้าใจผิดกันอยู่ เป็นส่วนมากถึงกับบางคนยืนยันการถือพุทธโดยชี้พวง พระเครือ่ งทีห่ อ้ ยคอเป็นสักขีพยาน หากฝ่ายค้านอ้างเอา ท่านพุทธทาส ท่านปัญญานันทภิกขุ ท่านเหล่านีม้ ไิ ด้มพี วง พระแขวนทีค่ อหมายความว่าท่านมิได้ถอื พุทธกระนัน้ หรือ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ในพุทธศาสตร์โดยตรงผูท้ เี่ ป็นหลัก ค�ำ้ จุนพระพุทธศาสนาก็คอื พุทธบริษทั สี่ มีพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ต่อมาพระภิกษุณสี ญ ู พันธุไ์ ป คงเป็นพระ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา การถือศีลปฏิบัติธรรม ย่อมมีขั้นตอนเหลื่อมล�้ำต�่ำสูงกว่ากันเช่นศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ จุลศีล มัชฉิมศีล มหาศีล และปาฏิโมกขุทเทสศีล คือพระวินยั 227 ข้อส�ำหรับฆราวาส คืออุบาสกอุบาสิกา ต้องปฏิญาณตน เป็นพุทธมามกะ ยึดมั่นในคุณพระ รัตนตรัยและมีศลี ห้าเป็นอย่างน้อย คุกตะรางไม่สามารถฉุดลากเราได้ มิใช่การแขวนพระเครื่องพวงโตๆ แล้วเดินเข้าตะรางหรือท�ำให้สังคม ได้รับความเดือดร้อน 134

กล่าวโดยสัจจะธรรมแล้วอาจจะเป็น ที่ขัดหูขัดใจชนชาวพระเครื่องอยู่บ้าง แต่ถ้า เรี ย นรู ้ ถึ ง แก่ น แท้ แ ล้ ว และวางใจเป็ นกลาง วิเคราะห์โดยลึกซึ้งตัดอุปทานและมิจฉาทิฐ ฐิ อ อกสิ้ นจากโมหะคติ แ ล้ ว จะรู ้ ได้ ว ่ า สิ่ ง นี้ เป็นวิทยาการของเดียรถีย์และติรัจฉานวิชา ทั้ ง สิ้ น โปรดท� ำ ใจให้ เ ยื อ กเย็ น เรี ย นให้ ลึ ก ฝึ ก ให้ น านจะเกิ ด ค� ำ ถามขึ้ น ว่ า เดี ย รถี ย ์ คื อ ใครลัทธิต่างๆ นอกจากพุทธศาสนาพระพุทธองค์ทรง ตรัสว่าเป็นลัทธิเดียรถีย์ทั้งสิ้น แต่มิได้ทรงกล่าวว่าเป็น สิง่ ชัว่ ช้าเลวทรามอะไร บางลัทธิประกอบด้วยคณาจารย์ เจ้าลัทธิที่ปราดเปรื่องมีความรอบรู้ทางไตรเภท เพียงแต่ ไม่ถึงสัพพัญญูและโลกะวิทูบางลัทธิทรงฌานสมาบัติ จบอรูปฌานหรือวิชาแปดประการบรรลุอภิญญาโลกีย์ หรื อ อภิ ญ ญาห้ า เชี่ ย วชาญในเชิ ง อิ ท ธิ วิ ธี เ หาะเหิ น เดิ น ฟ้ า ได้ เช่ นคั นธารี ฤ าษี เรี ย กว่ า คั นธารี วิ ท ยา แต่ ไม่บรรลุพระนิพพานคือไม่สามารถตัดอาสวะกิเลสให้ ดับสูญได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง ไม่ได้อะไรเลย ได้ บ รรลุ ถึ ง ขั้ น พระพรหม แต่ ยั ง ติ ด มานะสั ง โยชน์ คิ ด ว่ า ตั ว เองเก่ ง แล้ ว เมื่ อ ลองฤทธิ์ พ ระพุ ท ธองค์ ป รากฎว่ า แพ้ทกุ ราย จนบางรายก็สนิ้ มานะทิฐนิ นั่ คือการปรับระดับ ตัวเองให้สูงขึ้น เดี ย รถี ย ์ ห รื อ ติ รั จ ฉานคื อ อะไร คื อ วิ ช าที่ ข วางกั้ น หนทางพระนิพพาน มิใช่วิชาของสัตว์เดรัจฉานถึงจะ เก่งกล้าสักเพียงใดก็ไม่มีการหลุดพ้น บางลัทธิจะย่าง กิ เ ลสด้ ว ยการบู ช าไฟกิ เ ลสก็ ไม่ เหื อ ดแห้ ง จะสรงน�้ ำ ช� ำ ระกายเพี ย งใดใจก็ ไม่ ห มดจรด จะแก้ ผ ้ า เปลื อ ย กายขนาดกินอาจมเช่น พวกอเจลกะก็ผิดทางสันโดษ กลายเป็นอัตตกิลมถานุโยคสุดโต่งไปอีกทางหนึง่ ไม่เข้า ถึงปัญญา ฉะนั้นนักบวชจ�ำพวกโยคี ฤาษี ชฎิล ดาบส พรต สมาบัติ อรัญญาวาสี นักสิทธิ์ จึงนับเป็นเดียรถีย์ เพราะ

เป็นนักบวชนอกพระศาสนาหากยังไม่เข้าใจจะอธิบายให้ เห็นโดยชัดแจ้งกล่าวคือ ก�ำเนิดของพระพิมพ์พระเครื่องตลอดจนพระบูชา ที่ พ วกเราชนชาวพระเครื่ อ งเล่ น หาสะสมกั น อยู ่ จ น ทุกวันนี้ เล่นตามกันมาโดยไม่มี ใครสามารถอธิบายให้แจ่มแจ้งได้ นอกจากจะมีความรู้ในด้านพุทธ ศาสนาพอสมควรและผู้มีความรู้ นัน้ ท่านมิได้เป็นชนชาวพระเครือ่ ง และมิได้ยุ่งเกี่ยวกับวงการจะเอา แต่เพียงหลักวิชาในด้านศาสนา เขี ย นขึ้ น ก็ จ ะท� ำ ให้ เ อี ย นและ ไม่ มี ค วามประทั บ ใจ เพราะมั นตรงเกิ น ไปคื อ ไม่ มี ลู ก เล่ น พอพระพิ ม พ์ พ ระเครื่ อ งมี ก� ำ เนิ ด ภายหลั ง พระพุ ท ธกาล ผู ้ ริ เ ริ่ ม ล้ ว นเป็ น นั ก บวชนอกพระศาสนาทั้ ง สิ้ น พวกนีจ้ ะเรียกว่า “อรหัน” ก็ได้ ค�ำ ว่า “อรหัน” ไม่มีตัว ต. การันต์ มี ศัพท์แปลว่าผู้วิเศษ ต่างกับค�ำว่า “อรหันต์” หมายความว่าผู้หลุด พ้น หากยังสงสัยเปิดพจนานุกรม ดูได้ เรื่องชัดๆ มันเป็นอย่างนีค้ รับ 1. พระพิ ม พ์ พ ระเครื่ อ งของจั ง หวั ด ก� ำ แพงเพชร กรุโบราณ ชนชาวพระเครื่ อ งมั ก นิ ย มเรี ย กกั น ว่ า พระเครื่องเมืองก�ำแพง เป็นที่รู้กัน ตามลานทอง บ่งบอกว่าสร้างขึน้ โดยพระฤาษีผยู้ งิ่ ใหญ่ 11 ตน ป่าว ร้องบรรดาฤาษีต่างๆมาช่วยกันสร้างพระพิมพ์พระ เครือ่ งประดิษฐานไว้ตามสถานทีต่ า่ งๆ ซึง่ ในสมัยนัน้ มีวดั พุทธอยูแ่ ล้ว ไม่จำ� กัดต้องเป็นเทวาลัย เขานับถือ พุทธหรือเปล่าดอก แล้วเหตุไฉน จึงสร้างในรูปแบบสาทิสลักษณะ แห่งองค์สมเด็จพระผูม้ พี ระภาคเจ้า ล่ะ กล่าวตามลักษณะของผูท้ รงฌาน ในระดับอนาคตังสญาณพวกเขาเหล่า นัน้ ย่อมมีเหตุผลและทราบดีว่าใน อนาคตกาลพระพุทธศาสนาจะเจริญ อยูใ่ นแคว้นสุวรรณภูมแิ ละลัทธิพวก

2. 3. 4. 5.

เขาจะเสือ่ มสลายตัวลงจึงอาศัยพระบรมฉายาลักษณะ ของพระพุทธองค์เป็นหลักเกณฑ์ แต่กแ็ จ้งไว้ชดั ว่าใคร เป็นผูเ้ สกสร้างอิทธิวตั ถุนนั้ ขึน้ มาและให้นกึ ถึงคุณพวก ท่านเหล่านัน้ แต่ส่วนมากเรามักจะสับพร้าผิดด้าม ไประลึกถึงพระบรมฉายาลักษณ์และเอ่ยอ้างไปถึงค�ำว่า “พุทธคุณ” ซึ่ ง ไม่ เ กี่ ย วข้ อ งด้ ว ยกั น เลย แต่ ค นที่ มี พระสมเด็ จ วั ด ระฆั ง กลั บ ไม่ นึก ถึ ง พระพุ ท ธองค์ ไปนึกถึงหลวงปู่โตช่วยในคราวคับขันนัน่ ถูกต้องแล้ว มีเหรียญของหลวงปู่สุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าก็ ระลึกถึงหลวงปู่สุข เป็นพระปิดตาก็ไม่มีใครคิดถึง พระควัมปติไปนึกถึงหลวงปู่สุขนั่นก็ถูกคือมีทั้งถูก และผิด คุ ณคิ ด ว่ า ฤาษี ในป่ า เมื อ งไทยยั ง มี อ ยู ่ อี ก ไหม มีอยู่ในป่ากระเหรี่ยงเขายกให้เป็นเจ้าเลยการทั้ง หลายเป็นอ�ำนาจของพระฤาษีและมีการสืบเชื้อสาย เพียงสมัยละตนเท่านั้นท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตตะ เถระเล่ า ว่ า ในการเดิ นธุ ด งค์ ในป่ า ลึ ก ยั ง พบพวก ฤาษี พวกนี้เห็นพระสงฆ์เข้าก็ดีใจ ท่านอาจารย์มั่น ก็อดอาหารมาหลายเวลาแล้ว พวกเขาแกงถั่วถวาย ท่านอาจารย์มั่นพร้อมกับข้าวสวยท่านอาจารย์มั่น ก็ฉลองศรัทธาจนหมดเกลี้ยงเขาพากันดีใจเกิดปิติ ท่านอาจารย์มั่นถามว่าได้ฌานหรือญาณอะไรบ้าง พวกเขาตอบว่ายังไม่ได้อะไรเลยจากนัน้ ท่านอาจารย์ มั่นก็ธุดงค์ต่อไป พระรอดมหาวัน เสกสร้างโดยพระฤาษีนารอท พระคงล�ำพูน เสกสร้างโดยพระฤาษีคง พระผงสุพรรณ เสกสร้างโดยพระฤาษีทิวาลัย พระนางพญาพิษณุโลก เสกสร้างโดยชีปะขาวรูปหนึง่

จริงไหมครับท่าน ตอนแรกผมยังโง่บัดซบอยู่ คิดว่า เป็นเรื่องเหลวไหล พระสงฆ์องค์เจ้าในเมืองไทยสึกหา ลาเพศหรือมรณะภาพกันหมดแล้วหรือไร ต้องให้พวก ฤาษีมาสร้างพระพิมพ์พระเครื่อง ความจริงนัน้ พระสงฆ์ ท่านก็ยังคงความเป็นสงฆ์ทรงอภิญญาอยู่ เพียงมิใช่กิจ ของสมณะเท่านัน้ แต่เพราะธรรมนูญสงฆ์มีการจ�ำแนก ศี ล ของพระอริ ย ะเจ้ า เพิ่ ม ขึ้ น อี ก 3 หมวดคื อ จุ ล ศี ล มัชฉิมศีลและมหาศีล และยังต้องถือใช้อยู่ ความนี้สอน ให้ดูพระที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ตอ้ งใช้แว่นขยาย อย่าไปตีความ ว่าท่ า นองค์ นี้ เป็ น พระสุ ป ฏิ ป ั น โณ ท่ า นองค์ นั้น เป็ น 135

พระอรหันต์ตราบใดทีเ่ รายังไม่รแู้ จ้ง ในพุทธศาสน์ทงั้ ด้านปริยตั แิ ละด้าน ปฏิบตั ิ เพียงแต่จะโปรโมทพระเครือ่ ง ให้มีราคาสูง ฤาษีเหาะได้ ด�ำดิน เดินน�้ำได้ยังไม่ใช่พระโสดาบันเลย เช่นพระเทวทัตเป็นต้น สามารถ แปลงกายเป็นนาคราชได้ เพราะ ได้สมาบัติแปด จนพระเจ้าอชาต ศัตรูทรงเคารพเลื่อมใสแทบจะท�ำให้ศาสนาพุทธป่นปี้ บีแ้ บนเป็นต้น ยกตัวอย่างมหาศีล จัดเป็นข้อๆ แต่ละข้อมี ค� ำ ขึ้ นต้ น และลงท้ า ยเช่ น เดี ย วกั น หมด เช่ น ภิ ก ษุ เว้ น ขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์บางจ�ำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย ศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรจั ฉานวิชาเห็นปานนีเ้ ช่นเป็น หมอปลุกเสก (พระพุทธองค์ไม่เรียก พระ) เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มครอง บ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอผี ฯลฯ แม้ขอ้ นีก้ เ็ ป็นศีลของเธอประการหนึง่ (จากพระไตรปิฎกเล่ม 26 ข้อ 227) ตีความหมายถึงภิกษุที่เห็นแก่อามิสสินจ้างรับจ้าง ท�ำของเสกของท�ำของขายแบบพุทธพาณิชย์ถึงไม่อ้างว่า เป็นการจ้างแต่เขาถวายเงินเป็นการตอบแทน และยินดี รับเงินนั้นเขานิมนต์ไปปลุกเสกอิทธิวัตถุในงานพุทธา ภิเษก ถ้าทางวัดทีน่ มิ นต์ตตี วั๋ เครือ่ งบิน รถไฟ รถบัส หรือ น�ำรถไปรับที่วัดก็เบาไปนิดหน่อย ถ้าเสร็จจากพิธีรับ การถวายเครื่องปัจจัยไทยธรรมหรือเงินทองเป็นค่าน�้ำ มันรถ และถวายส่วนตัวไม่วา่ จะเป็นเงินสด เช็ค ดราฟท์ ตั๋ ว แลกเงิ น ฯลฯ อะไรก็ ต ามที ตอนนี้ ผิ ด จุ ล ศี ล ข้อ 13 เธอเว้นขาดจากการรับเงินและทองเว้นขาดนะครับไม่มี การผ่อนปรน แม้ตนเองไม่รบั ศิษย์หรือไวยาวัจกรรับแทน ผิดทั้งสิ้น ถ้าน�ำเงินนัน้ ไปซื้อของผิดธรมวินัย 227 จะให้ ใครไปซื้อก็ผิดในข้อนิสคียปาจิตตียปลงอาบัติไม่ตกถ้าไม่ เสียสละเงินทั้งหมด หรือรับเสกโดยไม่คิดเงินก็ยังเป็น ศีลพรตปรามาส อันนี้เป็นเหตุให้พระภิกษุสงฆ์ในครั้งโบ ราณจริงๆ ไม่มีชื่อในการสร้างพระพิมพ์พระเครื่องกลาย เป็นเรื่องของฤาษี 136

กาลต่อมาพุทธศาสนาฝ่ายตันตระนิกายนิยมในเรื่อง ของพราหมณ์ เช่นศาสนาพุทธในประเทศธิเบตได้น�ำ ศาสนาพราหมณ์เข้าคลุกเคล้ากับพุทธเช่นน�ำเอาพรหม และเทวดามีฤทธิ์บางองค์ในศาสนาพราหมณ์มาเป็น พระโพธิ สั ต ว์ ในศาสนาพุ ท ธ เช่ น พระอวโลกิ เตศวร พระมั ญ ชุ ศ รี ฯลฯ พระโพธิ สั ต ว์ เหล่ า นี้ เป็ น เทวดารั ก ษาศาสนา เท่ า นั้ น มิ ไ ด้ เ กี่ ย วข้ อ งเป็ น พระ โพธิ สั ต ว์ ใ นพระพุ ท ธศาสนาแต่ อย่างใด แต่ผู้เขียนพระไตรปิฎก ทางฝ่ า ยมหายานคนแรกให้ แ ก่ ประเทศธิเบตคือ “คุรุปัทมภพและ นาครชุน” ท่านผู้นี้ศึกษาศาสนา พ ร า ห ม ณ ์ ม า ก ่ อ น แ ล ะ ศ รั ท ธ า เ ลื่ อ ม ใส ศ า ส น า พราหมณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงน�ำพรหมและเทวดาที่ มีฤทธิ์ในศาสนาพราหมณ์มาเป็นพระโพธิสัตว์ในศาสนา พุทธและหลักการสอนก็ไขว้เขวผิดจากหลักเดิมของศาสนา พุทธหลายประการ หากท่านได้ศกึ ษาศาสนาพราหมณ์และ พุทธโดยละเอียดแล้ว ท่านสามารถแยกพระโพธิสัตว์ใน ศาสนาพุทธตันตระของธิเบตได้ทนั ทีวา่ พระโพธิสตั ว์องค์ นัน้ ตรงกับเทวดาหรือพรหมองค์ใดของศาสนาพราหมณ์ ได้ทนั ทีมชี อื่ เดิมและต�ำแหน่งใดในศาสนาพราหมณ์ ท่าน ผูอ้ า่ นจะเห็นได้วา่ คุรปุ ทั มภพและนาคารชุนผูเ้ ป็นต้นเหตุให้ ชาวธิเบตทั้งประเทศหลงผิด ในสาระส�ำคัญในพระพุทธ ศาสนามาเป็นเวลากว่า 1,500 ปีมาแล้ว เมือ่ ฤาษีดาบสในเมืองไทยชักฝืดเข้า พระสงฆ์ทรี่ ำ�่ เรียน ติรัจฉานจึงเข้ารับหน้าที่แทนและถือว่าเป็นเรื่องมีหน้ามี ตา ก่อนที่จะเป็นสมภารเจ้าวัดก็ศึกษาในวิชาไสยศาสตร์ ส่วนคัมภีรพ์ ระไตรปิฎกคงประดิษฐานอยูใ่ นตูไ้ ม่เคยน�ำมา เปิดออกอ่าน ถือเป็นพระคัมภีรศ์ กั ดิส์ ทิ ธิเ์ ช่นคัมภีรไ์ บเบิล หรือคัมภีรอ์ ลั กูรอ่านซึง่ เขาก็ยงั น�ำมาอ่านกันมากกว่า เมือ่ สมภารไม่มคี วามรูใ้ นทางสัง่ สอนพุทธธรรมให้ลกึ ซึง้ อาศัย การอ่านคัมภีรใ์ บลานแทนการเล็คเช่อร์บรรยายธรรม ถ้า ในสมัยพุทธกาลคงเรียกว่าอนุสาสนียป์ าฏิหาริยก์ ห็ นั มาท�ำ เครื่องรางของขลังเรียกคนเข้าวัด ความจริงก็เป็นเจตนา ที่จะท�ำให้วัดรุ่งเรือง แต่ด้านหลักการแล้วน่าจะเป็นการ ท�ำให้ศาสนาเสือ่ มเพราะคนไม่เข้าใจในหลักธรรมทีส่ ำ� คัญ ตัวอย่าง จุลศีล มัชฉิมศีล มหาศีล จะไม่น�ำมาสอนเพื่อ

ขัดลาภ พวกเราก็ไม่เคยรู้ความจริงห้ามตลอดการใช้ ร่มและไม้เท้าด้วยซ�้ำไป การสร้างวัดให้สวยงามเป็นการ เจริญในด้านวัตถุเท่านัน้ พระทีเ่ ทศน์เก่งๆ เช่นท่านอาจารย์ มัน่ ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านปัญญานันทภิกขุ ท่านโพธิรกั ษ์ ท่านพยอม กัลยาโณ ท่านจะไม่สร้างเครื่องรางของขลัง ก็สามารถท�ำให้วัดเจริญได้ รดน�้ำมนต์พ่นน�้ำหมากไม่เอา ด้วยทั้งสิ้น สิ่งนีก้ ็น่าเห็นใจอย่าไปติเตียนท่านเพราะท่าน เป็นเพียงสมมุติสงฆ์อย่าไปเพ้อว่าเป็นพระอริยบุคคลเข้า เชยแหลกอย่างน้อยก็ยังมีคนเคารพกราบไหว้

มรณะภาพแล้ว เรือ่ งนีเ้ ป็นความ ลั บ ที่ เ ป็ น จริ ง ไม่ จ ริ ง ขอให้ ผ ม บาปกรรม นิมิตครัง้ แรกพบท่าน ลอยองค์อยู่ในอากาศเห็นได้ชัด ไปไม่ ร อดมี ไ ม้ ท ่ อ นขวางอยู ่ มากมายท่ า นพยายามรื้ อ จน เหนื่ อ ยอ่ อ นและหั น มายิ้ ม ให้ ผม ผมสงสารท่ า นมากนี่ คื อ ติรจั ฉานวิชาสิง่ ทีข่ วางกัน้ หนทาง พระนิพพานต่อมาอีกประมาณ 4 เอาเถอะไหนๆ ก็ พู ด มาถึ ง ขั้ นนี้ แ ล้ ว ที แ รกตั้ ง ใจ เดือนได้พบเห็นท่านอีกคราวนีว้ า่ งโปร่งไปหมดและหันมา จะไม่ พู ด ก็ จ ะไม่ มี โอกาสเขี ย นเรื่ อ งเช่ นนี้ อี ก แล้ ว คื อ ยิ้มอย่างเคยเป็นรอยยิ้มที่ซาบซึ้งตรึงใจยากที่จะลืม ผมก็ หลวงพ่อฝั้น อาจาโร อาจารย์ของ โมทนาสาธุท่านหลุดพ้นแล้วไม่กลับมาเกิดอีก ผม ท่ า นไม่ ย อมท� ำ เครื่ อ งราง ของขลั ง เด็ ด ขาด ต่ อ มาท่ า น ก็ ยั ง คงมี ผู ้ ค ลางแคลงใจอยู ่ อี ก ผมเดาเอานะครั บ สร้างโบสถ์น�้ำพื้นดิน ชั้นล่างเป็น เพราะผมพู ด ข้ า งเดี ย ว เขาคงคลางแคลงใจว่ า แล้ ว ดิ น เนื้ อ อ่ อ นสร้ า งโบสถ์ เสร็จเสา หลวงปู ่ ส มเด็ จ โตล่ ะ ว่ า ไงไม่ ต ้ อ งสงสั ย คลางแคลงใจ ตะแคงไปเลยท่านก็ไม่ทราบจะแก้ไข หรอกครั บ ท่ า นไม่ ผิ ด เพราะท่ า นมิ ไ ด้ ป ระกอบพุ ท ธ อย่างไร เผอิญศิษย์ที่เป็น ท.อ. คือ พาณิชย์ท่านไม่เคยรับจ้างใครที่ไหนเสกพระพิมพ์ ท่าน ทหารอากาศเห็นเข้าก็หวานใช้วิชา ไม่เคยหากินทางนี้ เพียงแต่ท่านตีความในอนุบัญญัติ แมคคานิค คือคานงัดจนเสาตั้งตรงได้ ท่านอาจารย์เกิด เรื่องมงคลวัตถุในเมื่อศิษย์ร้องขอท่านสมเด็จท�ำไมจะ ใจดีเขาเลยถือโอกาสขอสร้างเหรียญ ความจริงเรื่องนี้ ไม่ทราบอนุบัญญัติเริ่มมีแต่สมัยพุทธกาลแต่มิใช่การ ผมยังคัดค้านอยูใ่ นใจคือมักเรียกกันว่าเหรียญรูปเหมือน สร้ า งพระเครื่ อ ง เมื่ อ มี ค วามจ� ำ เป็ น และมี เ หตุ ผ ล รูปหล่อโบราณ รูปเหมือน มันจะเหมือนอะไรควรจะเรียก สมควรฆราวาสใดขอร้องในมงคลวัตถุซึ่งมิใช่อิทธิวัตถุ ว่ารูปสมมุตคิ นไม่ใช่โลหะและก็มลี กั ษณะเล็กกว่าตัวจริง อนุโลมได้เมื่อเขาขอร้องให้ท�ำเช่นเหยียบรอยเท้าให้แต่ มากมายมันจะไปเหมือนอะไร เหมือนตรงไหน เมือ่ เหรียญ อย่าเป็นการรับจ้าง ทีแรก ไม่ยอมลูกเดียวจนถูกแซว (โปรด รุ่นหนึง่ ออกได้ก็เพลินจนนับรุ่นไม่ถูก ท่านอาจารย์บ่นว่า หาอ่านในเรือ่ งคุณต่างๆ ประกอบ) ที่กล่าวนีก้ ็เพื่อชนชาว เวลาเข้าที่ท�ำไมจึงเห็นนิมิตเป็นกองไฟล้อมรอบตัวและ พระเครือ่ งจะได้เกิดความรูแ้ ตกฉานมิได้เจาะจงมุง่ ร้ายใคร ร้อนลุ่ม ท่านพิจารณาทางญาณได้ความว่าคนน�ำเหรียญ ในเมื่อเราเองก็ยังรักพระเครื่องอยู่พอสมควร ขอเพียง ของท่านไปใช้ในทางไม่สมควรและมีการซือ้ ขายกันโดยท่าน เล่นให้มีสติคือรู้ตัว โลภะ โทสะ โลภะคือการอยากได้ ไม่ทราบ ต่อมาเมือ่ มีการขอสร้างเหรียญจึงไม่มกี ารซือ้ ขาย ไม่สิ้นสุด ไม่ได้ด้วยเล่ห์เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์เอา เจ้าภาพจะแจกฟรีและหมายเหตุว่าแจกใครไป ผมก็เคย ด้ ว ยคาถา โทสะใครติ ติ ง ไม่ ได้ ใครสวดไม่ ได้ แ ล้ ว ก็ ได้รับแต่คนที่รับไปก็ไม่แน่ในการที่จะขายต่อเช่นเหรียญ อย่าไปสวดใคร มันเรื่อง รุ่นแรกราคาดีมากคนนิยม แต่ผมไม่เคยขายและมีคนขอ ของเขาไม่ ใ ช่ เรื่ อ งของ ก็ให้เขาไปมีไว้พอใช้บูชาที่นที้ ่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิริ เรา โมหะไม่ รู ้ ว ่ า แก่ น นทรวาส ผมกับท่านไม่เคยพูดคุยกันเป็นแต่ผมใช้ทักทาย แท้ เ ป็ น พราหมณ์ ห รื อ ท่านทางจิตเท่านัน้ เป็นลูกศิษย์พระอุปชั ฌาย์เดียวกัน ผม พุทธ ใครจะเสกจะสร้าง ถือว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์มไิ ด้ถอื เป็นพระอรหันต์ขณ ี าสพ ถ้าเป็นของจริงดีทั้งน้าน ท่านก็แสนดีมาปรากฎในนิมติ ให้ผมเห็นสองครัง้ หลังจาก เขาเรี ย กกั น ว่ า ของดี 137

ขยายอี ก นิด ผมเป็ น วิ ท ยากรมาจนแก่ เฒ่ า เพิ่ ง ละเลิ ก วางมือและปฎิเสธ ความจริงพิธีพุทธาภิเษกนัน้ เป็นของ แหกตา ถ้าจะเรียกว่าไสยาภิเษกก็จะโดนเตะเอาก็มัน ไสยศาสตร์ชัดๆ ว่าด้วยวิชาโหราศาสตร์ มีการตัดฤกษ์ ตั้ ง แต่ ยั ง ไม่ เป็ น องค์ พ ระ คื อ เริ่ ม ด้ ว ยการปั ้ น หุ ่ นขี้ ผึ้ ง ฤกษ์ที่สองคือการเททอง ฤกษ์ที่สามการบวงสรวงบูชา ดาวเกต ดาวนพเคราะห์ เทพยดาทัว่ จักรวาล ครูบาธิบาย เป็ น หน้ า ที่ โหรหรื อ บั ณฑิ ต ฤกษ์ ที่ สี่ คื อ ฤกษ์ จุ ด เที ย น ชัย ฤกษ์สดุ ท้ายคือฤกษ์ดบั เทียนชัย ต้องวางฤกษ์เป็นระยะ จับเวลาไม่ให้ขาดเกิน การจุดเทียนชัยและการดับเทียนชัย มีบทสวดโดยเฉพาะ ที่นี้ว่าด้วยการนัง่ ปรก การนัง่ ปรกคืออะไร การนัง่ ปรกคือการสอบทานพระคัมภีร์พุทธาภิเษกแล้วโน้มน�ำ ค�ำสวดให้เป็นสื่อแทรกลงในวัตถุที่น�ำเข้าพิธี แต่ลองไป ถามดูเอาเถิดว่าพระคณาจารย์ส่วนใหญ่แทบทั้งหมด มีใครท่องพระคัมภีร์นี้ได้เมื่อท่องไม่ได้ใช้อะไรไปทาน มันก็เหมือนการทานพระปาฏิโมกข์ขุทเทสศีล ผู้ทานจะ ต้องช�ำนาญในการท่องพระปาฏิโมกข์มาแล้วจึงจะรู้ผิด รูถ้ กู ดังนัน้ พระคณาจารย์กว็ า่ ของท่านไปตามเรือ่ งทีถ่ นัด เสียงเอ็ดเปล่าๆ ผูท้ รี่ จู้ ริงก็เห็นมีอยูเ่ หมือนกันคือท่านเจ้า คุณนรฯ ท่านท่องไม่ได้เลยสวดเสียเอง ให้พระพิธีธรรม จตุรวรรคเป็นผู้ถือคัมภีร์คอยสอบทาน ท่านว่าสวดเพียง ครึง่ เดียวก็ใช้ได้นบั ว่าเข้าท่าดี ทีนจี้ ะเรียนให้ทราบว่าคัมภีร์ นี้มีมาได้อย่างไร คัมภีร์นี้เดิมแพร่หลายอยูใ่ นจังหวัดทาง ภาคอีสานเรียกว่าคัมภีรบ์ นั้ ต้นโพธิสตั ว์ กล่าวถึงบารมีทั้ง สามสิบทัศน์ของพระโพธิสตั ว์แต่ละชาติกอ่ นทีจ่ ะมาตรัสรู้ เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธะขึน้ ต้นด้วยอิตปิ โิ สภควา ทาน ปารมีสัมปันโณ ต่อมาสมเด็จพระสังฆราชแพวัดสุทัศน์ เทพวรารามน�ำมาดัดแปลงแก้ไขเป็น นิสสังสยังโสโขโณ ภควา ทานปาระมีสมั ปันโณ เป็นต้นคัมภีรเ์ ดิมใช้สวดคูก่ บั พระคาถาไชยน้อยไชยใหญ่ ในวันเทศน์มหาชาติ ชาวอีสาน เรียกกันว่าวันพระเหวด ค�ำว่าเหวดก็คอื เวสสันดร ฉะนัน้ การสร้างพระพิมพ์สมัยก่อน สมัยสมเด็จพระสังฆราชแพ สร้างพระกริง่ ไปเรียกว่าพิธพี ทุ ธาภิเษกนัน้ ไม่เป็นการถูกต้อง เดิมมักนิยมสวดพระคัมภีร์ภาณวาร คนทั่วไปเรียกสวด ท้องภาณ นิยมสวดกันในลังกาประเทศบางครัง้ สวดกันถึง 3 วัน 3 คืน ทีเดียวส�ำหรับเฉลิมฉลองพระพุทธรูปทีส่ ร้าง ขึน้ ใหม่ พระพิมพ์สมเด็จก็ใช้สวดแบบนีแ้ หละครับเขาว่า 138

ขลังนัก ตัดเพียงภาณยักษ์ออกขืนสวดเทวดาหนีหมดเคย เป็นพิธีกรที่วัดโพธิสัมพันธ์ เขาว่าพระพิธีธรรมชุดนี้เก่ง นักสวดจนผนังโบสถ์สั่นสะเทือนที่ไหนได้พอถึงตอนจะดี ดันไปสวดภาณยักษ์ ผมถึงกับขว้างพวงประค�ำทิ้ง และ อาจารย์ผมต้องสวดเดีย่ วแก้ตงั้ นาน เทวดาหนีทำ� ไมหลังคา โบสถ์จะไม่ลั่นล่ะ ไอ้ไม่รู้จริงน่ะอย่าอวดรู้ดีกว่าที่นจี้ ะว่า ด้วยโหราศาสตร์เรื่องพระใบ้ให้ฟัง

พระใบ้

คนเล่นพระไม่ถึงลูกถึงโคนหรือไม่รู้ถึงนามนัน้ ต่อให้ ส่องจนตากลับก็ไม่สามารถทราบได้ พระทีป่ ลุกเสกพร้อม กันนัน้ มีใบ้หรือไม่มอี ะไรเลยหรือมีแต่ออ่ นยิง่ และพระใน กลุม่ เดียวกันจะมีอานุภาพไม่เท่ากันถือเป็นทฤษฎีได้เลยครับ เรือ่ งเช่นนีไ้ ด้ทำ� การวิเคราะห์มานานปี ถ้าจะถือเพียงของ เล่นก็ไม่จ�ำเป็นต้องศึกษาให้สูงกว่านี้ เพราะถือเพียงเนื้อ ใช่พิมพ์ใช่ก็ขายได้ส่วนภายในนัน้ ก็สุดแต่บุญกรรม มีอยู่วันหนึ่งท่านอัยการจังหวัดชลบุรีท่านหนึ่งชื่อ อะไรผมจ�ำไม่ได้ชอบเล่นพระคบทั้งเซียนพระและผู้ทรง พลังจิต ท่านชอบมาคุยที่บ้านผมได้น�ำพระหลวงพ่อทวด วัดช้างไห้พิมพ์กลางมาให้ชมเป็นพระที่งามมาก ท่าน บอกว่าพระองค์นี้ได้มาตอนที่ท่านย้ายไปอยู่จังหวัดภาค ใต้และผ่านการประกวดมาแล้วได้รบั การตัดสินได้ที่หนึ่ง ท่านขอบูชามาในราคา 5,000 บาทขนาดเจ้าของพระเกรงใจ ผมพิจารณาทางรูปเห็นว่าเป็นพระเนื้อว่านที่แท้จริงและ บอกท่านว่าสวยจริงๆ ครับ แต่ไม่มอี ทิ ธิคณ ุ แม้แต่นอ้ ยจะ ว่าเก๊ก็ไม่เชิง เช่นนี้เขาเรียกว่า “พระใบ้” ครับ ท่านยิ้ม แล้วบอกว่า “พระองค์นไี้ ด้ผา่ นการตรวจจากพระกรรมฐาน ที่ทรงคุณทางจิตมาสองรูป แล้วต่างบอกว่าไม่มอี ะไรใน กอไผ่” นีเ้ ป็นผล ผลย่อมมา จากเหตุ เหตุนนั้ คืออะไรนีก่ ็ เกีย่ วข้องกับวิชาโหราศาสตร์ ผมบอกแล้วว่าการสร้างพระ ต้องมีการวางฤกษ์เป็นระยะ ขั้นตอน ถ้าตอนผิดพลาด จะเกิดได้เฉพาะรูปนามจะ ไม่เกิดการสร้างพระแม้จะ เป็นเพียงพระดินพระผงจะ

ต้องกระท�ำให้ถูกต้อง ผมเชื่อว่าน้อยคนที่สุดจะกระท�ำ ได้ถูกต้อง เกิดมาได้ยินอยู่รายสองรายเท่านัน้ เช่นหลวง พ่อเล็ก วัดเจริญภูผา จุม้ ปะ นครศรีธรรมราช เชีย่ วชาญ ทั้งด้านโหราศาสตร์และด้านไสยศาสตร์ จะสร้างเหรียญ พระท่านจะตัดฤกษ์ทุกครั้ง ใครน�ำพระไปให้ท่านเสกใน พิ ธี จ ะต้ อ งแก้ อ อกจากกล่ อ งก่ อ นจะท� ำ การปลุ ก เสก อิทธิวตั ถุของท่านจึงได้ระดับ มาตรฐาน แต่คนรู้จักท่าน น้ อ ยเพราะอย่ า งไรปลาก็ ไม่ รู ้ จั ก บกอยู ่ ใ นน�้ ำ ไปจน ตาย ไม่เหมือนเต่ารู้จักทั้ง น�้ำทั้งบก ผมชอบวิเคราะห์ ในสิ่ ง ที่ ค นอื่ น ไม่ ส ามารถ วิเคราะห์ได้ ถ้าเค้าท�ำได้ ทุกคนผมก็เลิกรามือไปเอง แต่เห็นส่วนมากไม่รู้อะไร และคิ ด ว่ า ตั ว เองเก่ ง กาจ ก็ ไ ม่ ว ่ า กระไร เพราะไม่ เ กี่ ย วและผมไม่ เ อาดี ใ น ทางนี้ อ ยู ่ แ ล้ ว สิ่ ง ที่ เ กิ ด นี้ ไม่ น ่ า ประหลาดอะไรเป็ น ของธรรมดาคื อ ความชุ ่ ย ของคน ไปสร้ า งพระใน วั น อุ บ าทว์ วั น โลกาวิ น าศ กระทิ ง วั น วั นดิ ถี พิ ฆ าต วันกาลกิณี วันยมขันธ์ วันทรทึก วันอัคนิโรธ วันทิน สูรย์ ฤกษ์ราหูจร โดนลูกพิษ พินธุบาท บาทฤกษ์แตก ล้วนแต่มีขวากหนามอยู่รอบข้างเต็มไปหมด หาเวลา ที่ ช อบใจยากมาก ขื นท� ำ ไปก็ ได้ เพี ย งตุ ๊ ก ตาใบ้ คนใน วงการบางคนจะไม่ยอมศึกษาในเรื่องนี้ถือว่าไม่ส�ำคัญ และบางครั้ ง จะโห่ เ อาเสี ย ด้ ว ยก็ เชิ ญ ตามสบายครั บ ผมไม่มีหน้าที่จะแนะน�ำสั่งสอน ผมจะคุยเฉพาะกลุ่มชน ชาวพระเครือ่ งหมายรวมทัง้ หมด เพราะความคิดเห็นต่าง กันด้วยจริต 6 ประการ เรือ่ งเช่นนีข้ ดั เคืองใจกันมาหลาย รายแล้ว ผมรู้สึกท้อแท้ใจในบางครั้งเมื่อไม่เชื่อเราก็ไม่ ควรมายุง่ เกีย่ วกับเราเพราะเราไม่ได้มอี าชีพรับจ้างตรวจ พระอย่างบุคคลบางคน เราพูดไปตามความเป็นจริงถูกอยู่ พระสมเด็จเนือ้ ใช่พมิ พ์ใช่แต่มนั อ่อนจนหมดยางหรือไม่มี อะไรเลยจะให้พูดอย่างไร อยากใช้ก็ใช้ไป บางคนพ้อว่า ความจริงผมก็ดูพระมานานปีตอนนี้หยิบพระสมเด็จเห็น เนือยๆ ก็เขามองเห็นวัตถุนนั้ เป็นเงิน แต่ผมมองเป็นอิทธิ วัตถุมองกันคนละแง่มมุ ในฐานะทีผ่ มเคยเป็นวิทยากรใน การปลุกเสกพระในพิธีใหญ่ๆ เมื่อผมค้นได้พระใบ้หรือ

ไม่เต็มเต็งก็น�ำเข้าพิธีอย่างดีหลายต่อหลายครั้งก็ไม่เห็น มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เพราะคนเราเกิดมาใบ้ รักษาอย่างไรก็ไม่สามารถพูดได้เช่นคนธรรมดาหรือคน มันตายตั้งนานแล้วฝังบรรจุอยู่ในปีรามิดท�ำอย่างไรมันก็ ไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้ นอกจากจะใช้อภินิหารแบบผูก ผ้าพยนต์ปลุกให้มันเกิดอาการขึ้นได้ เพราะแม้แต่หุ่น ฟางก็ยังท�ำกิริยาคล้ายคนได้ แต่มันไม่ใช่ของจริงพอ หมดฤทธิ์ก็กลับสภาพเดิมบางครั้งได้พระมาเป็นกลุ่ม ก้อนโดยมาจากที่เดียวกัน ตรวจดูเห็นแย่หลายองค์ก็ ลองทดสอบแบบเสกเดี่ยวให้ครบพรรษาและให้จารหลัง ทุกองค์ซึ่งเป็นการรบกวนอาจารย์ผู้เฒ่ามากเพราะท่าน ไม่เคยท�ำให้ใครถึงเช่นนี้ แล้วก็ตามเคยที่ดีก็ดีอยู่ที่ไม่ดี ก็สภาพเช่นเดิมจึงบอกว่าถือเป็นทฤษฎีได้จึงบอกแล้วว่า วิชาพระเครื่องเป็นศาสตร์์่ละเอียดอ่อนจนไม่สามารถท�ำ เป็นวิทยานิพนธ์ได้ เพราะไม่มีผู้รู้จริงรวมทั้งตัวผมด้วยรู้ แค่งูๆ ปลาๆ เท่านัน้ การเขียนเรื่องนีก้ ็จัดเป็นทฤษฎีใน การใช้พระเครือ่ ง ซึง่ เป็นศาสตร์ลบั เชือ่ ว่าไม่มใี ครเคยคิด มาก่อนถือว่าไม่ใช่เรือ่ งส�ำคัญ ส�ำคัญซิครับ เมื่อไม่ส�ำคัญก็ อย่าไปสนใจเข้า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนมีความส�ำคัญ ถ้าเรารูล้ ะเอียดถึงแก่นแท้ แม้หญ้าคามันขึน้ รกไร่รกสวน แย่งอาหารพืชจนถึงกับต้องใช้ยาฆ่าหญ้า แต่ถา้ รูถ้ งึ แก่นแท้ มันก็คอื ของดี เช่นใบใช้มงุ หลังคาได้ รากมีนำ�้ ตาลและใช้ เป็นสมุนไพรเกีย่ วกับการขับปัสสาวะ ใช้เป็นเชือ้ เพลิงก็ได้ ถ้ามองไม่เป็นจะเห็นเป็นสิง่ เลวร้ายน่าขจัดออกคราแรกผม จัดในรูปดวงชะตาของคนเกิดแต่ละวัน ตัดสิง่ ทีเ่ ป็นกาลกิณี ออก ก�ำหนดจะให้ใช้พระพิมพ์ที่จัดเป็นบริวาร เดช ศรี เพียงองค์ใดองค์หนึง่ ก็พอ ไม่จ�ำเป็นต้องใช้ลุ่มล่ามแบบ รถเทเล่อร์ เห็นว่าไปไม่รอดหนักคอเปล่าๆ เพราะไป ขัดแย้งกันเอง ถึงกระนั้นก็ยังไม่ละเอียดพอจ�ำต้องเลิก ความคิดเดิม อ่านแล้วอย่าผ่านไปเลยเพราะมันจะไม่มี วันหวนกลับมาอีกจดบันทึกไว้ให้ดถี า้ สนใจจะเป็นประโยชน์ แก่ตนและครอบครัวบรรดาเพือ่ นฝูง เพราะผมถอดจ�ำแนก ไว้ชัดเจนแล้ว กล่าวตามพระคัมภีร์เฉลิมไตรภพ เมื่อพระอิศวรเจ้า ได้สร้างดาวนพเคราะห์ขึ้นมาแล้วมีเทวโองการให้เข้า ประจ�ำอยูในทิศทั้งแปดท�ำให้เกิดภูมิอัฏจักรพยากรณ์ ขึ้น โดยมีอัฏฐเคราะห์ในทิศทั้ง 8 ท�ำให้เกิดภูมิอัฏฐจักร พยากรณ์ขึ้น โดยมีอัฏฐเคราะห์สถิตในจักรพยากรณ์ 139

ตามอันดับทักษิณาวรรต และเรียงตามล�ำดับอัฏฐเคราะห์ ดังนี้พระอาทิตย์ 1 พระจันทร์ 2 พระอังคาร 3 พระพุธ 4 พระพฤหัสบดี 5 พระศุกร์ 6 พระเสาร์ 7 พระราหู 8 ท�ำให้เกิดภูมิพยากรณ์ที่เป็นหลักเกณฑ์ส�ำคัญขึ้นอีก ประการหนึ่ง ส�ำหรับท�ำนายทายทักชะตาบุคคลทั่วไป ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสิ่งแวดล้อมอันปรุงแต่งบุคคลเรา แต่ละบุคคลย่อมประกอบด้วยองค์ 8 คือ 1. บุตร ภรรยาหรือสามี ญาติและมิตรสหาย ผู้ที่อยู่ใต้ บังคับบัญชา ผูท้ ตี่ อ้ งให้ความอุปการะเลีย้ งดู ซึง่ รวม แล้วเรียกว่า “บริวาร” 2. ความเป็นอยูใ่ นการด�ำรงชีวติ โรคภัยซึง่ จะบังเกิดขึน้ รวมเรียกว่า “อายุ” 3. อ�ำนาจวาสนา การปกครอง ความเจริญก้าวหน้าใน วิถีชีวิต ซึ่งรวมแล้วเรียกว่า “เดช” 4. การได้มาซึง่ ทรัพย์สนิ เงินทอง ความร่มเย็นเป็นสุข คุณ งามความดีและสิริมงคล ซึ่งรวมแล้วเรียกว่า “ศรี” 5. บ้านเรือนทีอ่ ยูอ่ าศัย บิดามารดา หลักฐานความมัน่ คง เป็นปึกแผ่น ฐานะความเป็นไป การเดิน การโยกย้าย ซึ่งรวมแล้วเรียกว่า “มูละ” 6. ความขยันหมัน่ เพียร การงานทีก่ ระท�ำ การศึกษา ซึง่ รวมแล้วเรียกว่า “อุตสาหะ” 7. ผู้ที่ให้ความคุ้มครอง ผู้ช่วยเหลืออุปถัมภ์ เจ้านายผู้ บังคับบัญชาบุคคลที่เป็นที่พึ่ง ซึ่งรวมแล้วเรียกว่า “มนตรี” 8. ศัตรู อุปสรรค ความทุกข์ยาก สิ่งที่เกิดความชั่วร้าย คอยผลาญ ซึ่งรวมแล้วเรียกว่า “กาลกิณี” ทัง้ 8 ประการนีเ้ ป็นสิง่ ทีม่ ปี ระจ�ำบุคคลทุกคนไป ด้วย เหตุนนี้ กั ปราชญ์โบราณ จึงใช้วธิ กี ารสร้างพระพิมพ์พระ เครือ่ งและพระบูชาขึน้ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ดงั กล่าว เป็น พระปางประจ�ำวันขึ้นทั้ง 7 วันก�ำหนดในการใช้เพื่อเป็น มงคลวัตถุโดยตัดกาลกิณีออกส�ำหรับกุลบุตรกุลธิดาซึ่ง ก�ำเนิดต่างวันกัน และได้เพิม่ ปางพิเศษขึน้ อีกปางหนึง่ คือ ส�ำหรับผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนเรียกว่าวันราหู

140

กาลกิณเี ป็นผลร้ายส�ำหรับบุคคลหนึง่ อาจจะให้ผลดี เด่นส�ำหรับบุคคลอีกบุคคลหนึง่ การใช้พระเครื่องจ�ำเป็น ต้องวางกฎเกณฑ์ส�ำหรับบุคคลแต่ละบุคคลหาเหมือนกัน ไม่

พระปางประจ�ำวันเกิด

วันอาทิตย์ (1) พระปางถวายเนตร วันจันทร์ (2) พระปางห้ามญาติ (บางต�ำราใช้ปางห้ามสมุทร) วันอังคาร (3) พระปางไสยาสน์ วันพุธ (4) พระปางอุ้มบาตร วันพฤหัสบดี (5) พระปางสมาธิ วันศุกร์ (6) พระปางร�ำพึง วันเสาร์ (7) พระปางนาคปรก วันราหู (8) พระปางมารวิชัยและปางป่าลิไลยก์ พระประจ�ำวันเกิดที่กล่าวมานีถ้ ือเป็น “บริวาร”

สีประจ�ำดาวพระเคราะห์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ ราหู

สีประจ�ำวัน อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์

สีแดง สีขาวนวล สีแดงแก่คล�้ำ สีขาวแกมแดง สีเหลืองแก่ หรือ สีม่วง สีขาวผ่อง หรือ สีฟ้าอ่อน สีด�ำ หรือสีคราม สีด�ำคล�้ำ สีแดง สีเหลือง สีครั่ง สีเขียว สีส้มสุก สีน�้ำเงิน สีด�ำ

ทางจีนถือหลักของธาตุทงั้ ห้า คือ ธาตุดนิ ธาตุนำ �้ ธาตุ ไฟ ธาตุทอง (ธาตุไม้แทนได้)

สีของธาตุทั้งห้า

ธาตุลม ธาตุลม ไม่ได้กำ� หนดสีไว้ แต่กำ� หนดสีธาตุไม้ แทนและได้แยกสีของธาตุต่างๆ ไว้ดังนี้ ธาตุดิน สีเหลือง ธาตุน�้ำ สีด�ำ ธาตุไฟ สีแดงหรือสีแสด ธาตุทอง สีขาว ธาตุไม้ สีเขียว

วันอาทิตย์ (1) วันจันทร์ (2) วันศุกร์ (6) วันราหู (8)

เป็นมิตรกับครู (5) โฉมตรูคู่วันพุธ (4) ปากหวาน อังคารรับเอา (3) กับเสาร์เป็นมิตรแก่กัน (7)

วันที่เป็นศัตรูแก่กัน

วันอาทิตย์ (1) ผิดกับวันอังคาร (3) วันพุธ (4) วันเสาร์ (7) วันราหู (8) วันพุธ (4) อันธพาลวิวาทกับราหู (8) วันศุกร์ (6) กับวันเสาร์เป็นเสี้ยนศัตรู (7) วันจันทร์ (2) กับวันครูเป็นอริแก่กัน (5) วันอังคาร (3) วันพุธ (4) การก�ำหนดสีถอื ตามต�ำราเดิมของจีน อาจไม่เหมือน วันพฤหัสบดี (5) ผิดกับวันราหู (8) กับสีธรรมชาติตามที่เราคุ้นอยู่ในจิต และบรรดาสีซึ่งใช้ วันอังคาร (3) ผิดกับวันเสาร์ (7) แทนธาตุต่างๆมารวมอยู่ด้วยกันถือว่าเป็นสิริมงคล ถ้า อยู่รวมกันจีนเรียกว่า “อูไช้” แปลว่าเครื่องห้าสี ทาง วันที่เป็นกาลกิณีแก่กัน ไทยเรี ย กว่ า เบญจรงค์ แปลว่ า เครื่ อ งห้ า สี เช่ นกั นดั ง ที่ วันอาทิตย์ (1) มีวันศุกร์ (6) เป็นวันกาลกิณี ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระราชนิพนธ์จัดสีของธาตุ วันจันทร์ (2) มีวันอาทิตย์ (1) เป็นวันกาลกิณี วันอังคาร (3) มีวันจันทร์ (2) เป็นวันกาลกิณี ยกขึ้นเป็น ฮก ลก ซิ่ว เช่นยกธาตุไฟเป็นฮก วันพุธ (4) มีวันอังคาร (3) เป็นวันกาลกิณี ฮก คือวาสนาได้แก่ความเป็นใหญ่ เป็นอิสระ หรือ วันพฤหัสบดี (5) มีวันเสาร์ (7) เป็นวันกาลกิณี มียศบรรดาศักดิ์ อาจท�ำให้การทั้งปวงส�ำเร็จได้ วันศุกร์ (6) มีวันราหู (8) เป็นวันกาลกิณี วันเสาร์ (7) มีวันพุธ (4) เป็นวันกาลกิณี ด้วยอานุภาพ

ลก คือความสมบูรณ์ในโภคทรัพย์ คือประกอบด้วย ศรีของวัน เป็นศรีของวันอาทิตย์ (1) เครื่องอุปโภคบริโภค แก้วแหวนเงินทอง และ วันพุธ (4) บริบรู ณ์ดว้ ยบริวารสมบัติ มีบตุ ร ภรรยา ญาติมติ ร วันเสาร์ (6) เป็นศรีของวันจันทร์ (2) วันพฤหัสบดี (5) เป็นศรีของวันอังคาร (3) คนใช้สอย เป็นต้น วันราหู (8) เป็นศรีของวันพุธ (4) วันอาทิตย์ (1) เป็นศรีของวันพฤหัสบดี (5) ซิ่ว เป็นผู้มีอายุยืนนาน เพราะไม่มีโรคเป็นต้น วันอังคาร (3) เป็นศรีของวันศุกร์ (6) วันจันทร์ (2) เป็นศรีของวันเสาร์ (7) วันคู่มิตร วันคู่มิตรนับเป็นศรีคือความดีเป็นสิริมงคลใช้แทน วันตัวได้

141

ลองวิเคราะห์พระชุดเบญจภาคี

การใช้พระให้ต้องโฉลกและเกิด ประสิทธิผล

พระเบญจภาคีประกอบไปด้วย พระสมเด็จ พระ ซุ้มกอ เป็นพระปางสมาธิประจ�ำวันพฤหัสบดี คนเกิดวันอาทิตย์ พระรอดมหาวัน พระผงสุพรรณ พระนางพญา พิ ษ ณุ โ ลก เป็ น พระปางมารวิ ชั ย ประจ� ำ วั น ราหู ห รื อ วันพุธกลางคืน การวิเคราะห์นี้เป็นไปอย่างหยาบคือ ไม่ระบุสีได้แน่ชัดเพราะต่างคนต่างมี คนเกิดวันอาทิตย์ (1)

ใช้ พ ระปางถวายเนตรสี แ ดง (บริวาร) หรือใช้พระสมาธิสีส้ม สุก (ศรี) คนเกิดวันจันทร์ ใช้พระปางห้ามญาติสเี หลืองหรือ สีขาวนวล (บริวาร) หรือพระปาง อุ้มบาตรสีเขียว (เป็นคู่มิตรกัน) คนเกิดวันอังคาร ใช้พระปางไสยาสน์สแี ดงแก่คล�ำ ้ (บริวาร) หรือพระสมาธิสเี หลือง แก่ (ศรี) คนเกิดวันพุธ ใช้พระปางอุม้ บาตรสีเขียว (บริวาร) หรือพระสมาธิสเี หลืองหินหรดาร (เดช) คนเกิดวันพฤหัสบดี ใช้พระสมเด็จโบราณสีแดงจูซา อั้ง (บริวาร) หรือพระปางถวาย เนตรสีแดง (ศรีและคู่มิตร) คนเกิดวันศุกร์ ใช้พระปางร�ำพึงสีฟา้ สีนำ�้ เงิน สีขาว ผ่อง (บริวาร) หรือพระไสยาสน์ สีครั่ง (ศรีและคู่มิตร) คนเกิดวันเสาร์ ใช้ พ ระนาคปรกสี ด�ำ (บริ ว าร) พระมารวิชัยเนื้อชินสนิมตีนกา (คู่มิตร) คนเกิดวันพุธกลางคืน ใช้พระมารวิชยั เนือ้ ชินสนิมตีนกา (บริวาร) หรือพระนาคปรกสีด�ำ (มนตรีและคู่มิตร)

พระสมาธิเป็นคู่มิตร และ เป็นอุตสาหะ พระมารวิชยั เป็นมนตรีและคู่ศัตรู คนเกิดวันจันทร์ (2) พระสมาธิเป็นมูละ แต่เป็น อริแก่กนั พระมารวิชยั เป็น อุตสาหะและเป็นคู่ศัตรู คนเกิดวันอังคาร (3) พระสมาธิ เ ป็ น ศรี พระ มารวิชยั เป็นมูละ และคูศ่ ตั รู คนเกิดวันพุธ (4) พระสมาธิเป็นเดช พระมาร วิชัยเป็นศรี คู่อริแก่กัน คนเกิดวันพฤหัสบดี (5) พระสมาธิเป็นบริวาร พระ มารวิชยั เป็นอายุ และคูศ่ ตั รู คนเกิดวันศุกร์ (6) พระสมาธิเป็นมนตรี พระ มารวิชัยเป็นกาลกิณี คนเกิดวันเสาร์ (7) พระสมาธิเป็นอายุ แต่เป็น กาลกิณีแก่กัน พระมารวิชัยเป็นเดชและเป็นมิตร แก่กัน คนเกิดวันพุธกลางคืน (8) พระมารวิชัยเป็นบริวาร พระ การใช้ พ ระเพื่ อ ผลด้ า นการคุ ้ ม ครองหรื อ ผลทาง สมาธิเป็นกาลกิณี อืน่ ควรคัดเลือกใช้เพียงองค์เดียวเพราะพระไม่ใช่ของเล่น ของโชว์ ผิ ด วั ต ถุ ป ระสงค์ ข อง การจัดเช่นนีใ้ ห้คณ ุ น้อยและให้ผลทางวิบตั มิ าก สังเกต ปรมาจารย์ผู้เสกสร้าง ให้ตรวจ มามากแล้วถ้าแยกใช้ให้ถูกจะเกิดผลดีมากกว่า และเห็น ด้วยแว่นขยายจนแน่ชัดเป็นการ ว่าไปไม่รอดแม้รายเดียว ไม่ตายก็คางเหลืองหรือเลี้ยงไม่ ตรวจสอบทางรูป ต่อไปให้ตรวจ โต ยังท�ำอวดคุยว่าพระวิเศษ ถ้าองค์เดียวและใช้ให้ถูก สอบทางนามโดยขออนุเคราะห์ ต้องยังพอเรียกว่าวิเศษได้ จากผู ้ ท รงฌานหรื อ ผู ้ ป ฏิ บั ติ ธรรม ซึ่ ง มี ป ระสบการณ์ ใ น การตรวจพระถ้ า เป็ น อาจารย์ ของเราก็ ไ ว้ ว างใจได้ ถ้ า เป็ น 142

ผู ้ ไม่ เคยรู ้ ใ จกั น มาก่ อ นควรแห่ ก ารตรวจอย่ า งน้ อ ย 3 ท่ า นเมื่ อ ผลที่ อ อกมาตรงกั น นั บ เป็ น ข้ อ สรุ ป ที่ ถูกต้อง ต่อจากนัน้ ควรมีศีลสังวรพอควร มิใช่เพียงมีเงิน อาจหมดสิ ท ธิ ในด้ า นการคุ ้ ม ครองก็ ได้ มี ศี ล ห้ า อย่ า ง น้อย ปากอย่าพล่อยพูดค�ำด่าค�ำ ประพฤติชั่วเป็นอาจิณ ลูกเมียเขาห้ามขาด สวมพระเสพกาม ใช้พระไม่เปิด หรือเจาะรูตรงพระพักต์โดยไม่ศึกษาวิชากายหัตถรังสี หรือจตุวฎั ฐานธาตุ แล้วคุยว่าตรัสรู้ได้เอง ตายไปเท่าไร ก็ ยั ง ไม่ รู ้ สึ ก ด้วยมิจฉาทิฐฐิ ตัวโมหะคือความมื ด บอด ชอบตามกันในทางทีผ่ ดิ อาจเป็นกรรมของสัตว์ตามบัญชา แห่งสวรรค์จึงดื้อนัก เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า กระบวนพระที่จัดขึ้น หากจัดเป็นหมู่กลุ่ม การเสาะหาจะยากเข็ญมาก จึง แนะน�ำให้เลือกใช้เพียงองค์เดียว ส่วนพระในรูปแบบอืน่ เช่นพระปิดตา พระเปิดโลก พระลีลา ไม่อยูใ่ นกฎเกณฑ์นที้ ี่ กล่าวนี้เพียงเป็นหลักการมาตรฐานเท่านัน้ บางท่านอาจ จะคิดไปว่าพระสีต่างๆ ตามที่กล่าวเป็นของที่ไม่อาจหา ได้นนั้ อาจเป็นการเข้าใจผิดเพราะโบราณผู้รู้ท่านจัดท�ำ ไว้นานพอสมควรแล้วคือ กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญได้จัดสร้างพระสมเด็จ สีธาตุ สีนพเคราะห์ สีประจ�ำวัน รวมแล้วมากกว่า 7 สี แน่นอนน�ำมวลสารจากประเทศจีนมาประกอบผงวิเศษ ของวัดระฆัง เสร็จแล้วนิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจาร ย์ (โต พรหมรังสี) ปลุกเสกที่วัดบวรสถานสุทธาวาส

ช่วงชิงเวลาทีท่ า่ นยังมิทนั สิน้ ชีพตักษัย ท�ำให้ได้พระทีส่ มบูรณ์ ทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติเป็นมรดกไทย และมีการเผย แพร่มานานแล้ว เช่นกรุวัดทองนพคุณ บางคนยังไม่ทัน ศึกษาก็ไม่คิดจะศึกษาเพราะพื้นฐานไม่มีพอ พระก็จาง หายไปอยู่กับคนดีมีความรู้ไม่โอ้อวด ผมเองก็เหลืออยู่ ไม่มากนักเพราะแก่แจกและคนแก่ของฟรี จะเล่าเรื่อง ของสีเมืองจีนให้ฟัง สีเหลืองนั้นไม่ใช่ผงดินสอเหลือง อะไรเป็นหินหรดาร หินนี้มีสีเหลืองน�ำมาบดแช่น�้ำจะ ออกสี เหลื อ งแล้ ว กรองตากเก็ บ ไว้ ผ สมกั บ เนื้ อ พระ สีน�้ำเงินเป็นครามสั่งจากมณฑลเสฉวน สีแดงเป็นสี ชาดก้อน จีนเรียกจูซา ไทยเรียกชาดจอแส สีแสด เป็นสีของชาดหรคุณอันเป็นสารของปรอท อยากทราบ ไปพลิกหลังกระจกเงาดูได้จะมีสีแสดทากันแสงสะท้อน ใช้เคลือบปรอท สีคล้ายเสนทาเรืออาจจะเป็นจ�ำพวก เดียวกันได้ สีสวาทสีคล�้ำ ส�ำหรับวันราหูเป็นสีส�ำหรับ ท�ำปั้นชาสั่งท� ำเฉพาะ ชาวจีนส่วนมากไม่นิยมเป็นสี สั่ ง เฉพาะประเทศไทย สี โอลโรสเป็ น สี ซึ่ ง ชาวเมื อ ง เก็งเต็กติ้นสั่งท�ำจากยุโรป ส่วนสีด�ำนัน้ เขาเรียกกัวเซ๊ก มีคนบัญญัติศัพท์ว่าเพชรด�ำ อาจไม่ใช่ผงใบลานเผาไฟ เสมอไป คุณภาพนัน้ ก็ไม่เห็นจะแพ้พระสมเด็จวัดระฆัง ดีไม่ดีสูงกว่าด้วยซ�้ำเพราะลงพื้นฐานด้วยขี้เหล็กไหล และโรยด้วยผงทองนพคุณอันเป็นสื่อในการดูดซับของ พลังจิตได้ชงัดนัก เรียกว่าสร้างด้วยหลักวิชาจนยากจะ ปลอมแปลงไหว ราคาก็เยาว์จนเหลือเชือ่ เพราะคนไม่รจู้ กั ไปใช้พระอะไรก็ไม่รู้แย่ด้วยแพงด้วยยุ่ยด้วย 143

อรรถถาธิบายตัวโลหะสร้างพระกริ่งพระชัย นับแต่โบราณกาลจวบปัจจุบันสมัย ยังมิได้มีการ อธิบายสรรพคุณและความส�ำเร็จของตัวโลหะชนิดต่างๆ ส�ำหรับใช้ในการสร้างและหล่อหลอมโดยการผสมธาตุ ต่างๆ เพียงแต่มีต�ำราบังคับไว้ดังนี้ ผิ ว ์ จ ะประสมปั ญ จโลหะ ท่ า นให้ เ อาเหล็ ก หนัก หนึง่ บาท ปรอทหนัก 2 บาท ทองแดงหนัก 3 บาท เงิน หนัก 4 บาท ทองค�ำหนัก 5 บาท (หลักคือทองค�ำบังคับ ต้องหนัก 5 บาท) ผิวจ์ ะประสมสัตตะโลหะ ท่านให้เอาจ้าวหนัก 1 บาท เหล็ ก หนัก 2 บาท ปรอทหนัก 3 บาท สั ง กะสี ห นัก 4 บาท ทองแดงหนัก 5 บาท เงินหนัก 6 บาท ทองค�ำ หนัก 7 บาท (หลักคือทองค�ำบังคับต้องหนัก 7 บาท)

สัมฤทธิ์ตามที่กล่าวข้างต้นนี้ เมื่อผสมเสร็จแล้วมีคุณ ความดีในตัวของมันเองคือบังเกิดสิริอ�ำนาจ กันเสนียด คั ด ถอนท� ำ ลายวิ ท ยาคมของฝ่ า ยตรงข้ า ม โดยสมั ย โบราณใช้สร้างเป็นอาวุธส�ำคัญ เช่น พระแสงของ้าว พระแสงอั ษ ฎาวุ ธ ในเรื่ อ งของจิ นตนิ ย ายปรากฎว่ า พญาจรเข้หนุ่มตัวหนึง่ มีวิทยาคมคงกระพันศาสตราวุธ ทุกชนิดใดไม่สามารถท�ำลายผิวหนังได้ ได้เจอกับคนดี ผูห้ นึง่ ชือ่ ไกรทอง พิชติ พญาจรเข้นนั้ มีชอื่ ว่าชาละวันด้วย หอกสัตตะโลหะส�ำเร็จ มาถึงสมัยวิทยาศาสตร์ไม่มีการ ประสมโลหะวิเศษดังกล่าวแล้ว มีแต่ของท�ำเทียมพอให้ เนื้อกลับเท่านัน้ เนื่องด้วยตัวโลหะบางชนิดหาได้ยากยิ่ง เช่นกับการสร้างพระเครือ่ งสมัยปัจจุบนั ไม่มกี ารลบผงผสม ตัวยาเพราะไม่มีวิชาทางนี้ นับวันแต่มรดกไทยจะสูญสิน้ จากการถ่ายทอดไปทุกที จะอธิบายตัวโลหะแต่ละชนิดตาม ประสพการณ์ที่สดับฟังมา

ผิว์จะประสมนวโลหะ ท่านให้เอาชินหนัก 1 บาท จ้ า วหนั ก 2 บาท เหล็ ก หนั ก 3 บาท บริ สุ ท ธิ ห นั ก 1. ชิน คือ แร่ชนิดหนึง่ โบราณ หมายถึงตะกั่ว และชิน ทีว่ เิ ศษหายากมากราคาแพงทีช่ า่ งหล่อโลหะรูจ้ กั กันดี 4 บาท ปรอทหนัก 5 บาท สังกะสีหนัก 6 บาท ทองแดง ก็คอื ตะกั่วเกรียบหรือตะกั่วกรอบ ถ้าสร้างเป็นพระ หนัก 7 บาท เงินหนัก 8 บาท ทองค�ำหนัก 9 บาท (หลัก ชิน เรียกว่า ชินกรอบ คุณลักษณะโดยเฉพาะของมัน คือทองค�ำบังคับต้องหนัก 9 บาท) เปราะ แต่ถ้าน�ำผสมในการหล่อระฆังก็ดี ม้าฬ่อก็ดี ท�ำให้เกิดเสียงสดใสกังวานเมื่อส่องดูด้วยแว่นจะแล ข้ อ ความในวงเล็ บ เป็ นค� ำ จ� ำ กั ด ความของผู ้ เขี ย น เห็นคล้ายเกล็ดกระดี่ (อ.ประถม อาจสาคร) โลหะที่ผสมขึ้นตามต�ำรับนี้รวม เรี ย กว่ า ทองสั ม ฤทธิ์ แปลว่ า ทองหรื อ โลหะที่ ผ สม ส�ำเร็จแล้ว ส่วนค�ำว่า ส�ำริด ส�ำริดลงหินนั้นเป็นการ 2. จ้าว ค�ำนี้เรียกชื่อแตกต่างกันหลายอย่าง คือ จ้าว น�้ำเงิน จ้าวฟ้าเงิน แม่น�้ำเงินก็เรียก ในพจนานุกรม ผสมสูตร์โดยเฉพาะของเขมรและจีน หากต้องการให้มี ฉบับราชบัณฑิตสถานมิได้นยิ ามไว้วา่ จ้าว คือ อะไร สีด�ำต้องลดทองค�ำลงหรือไม่ใช้เลย ส่วนค�ำว่าสามฤทธิ์ เกจิท่านหนึง่ กล่าวว่า จ้าวเป็นวัตถุธาตุชนิดหนึง่ มัก หรือสามกษัตริย์ ต�ำรามี อยู่รวมกับแร่่พลวง จะใช้วิธีหล่อหลอมหรือสะกัด ได้กล่าวไว้ แต่คงจะต้อง แยกออกมิ ไ ด้ วิ ธี ที่ จ ะน� ำ จ้ า วออกจากแร่ พ ลวง ใช้ ท องค� ำ หนั ก 3 บาท จ�ำเป็นต้องบดป่นรวมกันไปแล้วใช้เคาะ เรียกให้ เงิน 2 บาท ทองแดง 1 แยกตัวออกจากกันด้วยวิทยาคม คือ “มะอะอุสิวัง บาท ถ้ า จะท� ำ เป็ น ทอง พรหมา จิตตัง มานิมา” จนพอแก่ความต้องการ สีดอกบวบให้ใช้ทองค�ำ และเป็นวัตถุธาตุที่ไวไฟ ถ้ามิอาศัยแร่ธาตุชนิดอื่น กั บ เงิ น ส่ ว นละเท่ า กั น 144

ก� ำ กั บ อยู ่ ด ้ ว ยจะละลายและระเหยเป็ น ไออย่ า ง เวลาเช้าให้ถอนมาตรวจดู ถ้ามีเหล็กละลายตัวอยู่ รวดเร็ว ส่วนในต�ำราจีนเรียกแร่ชนิดหนึง่ ว่า “งึน่ บ้อ” มันจะกัดสนิมเหล็กที่ปักไว้แสดงอาการให้สังเกตุ แปลเป็นภาษาไทยว่า แม่น�้ำเงิน หรือแม่แห่งเงิน ทราบ ต�ำราบังคับว่าหากหาเหล็กละลายตัวมิได้ให้ กล่าวว่าเป็นวัตถุธาตุที่แข็งแกร่งกว่าวัตถุธาตุชนิด ใช้แร่บางไผ่แทน ใดๆ มีสีขาววาววับดุจเงินยวง อันสีของเงินยวงนัน้ หมายถึง เงินที่ก�ำลังละลายอยู่ในเบ้าหลอม มิใช่ 4. บริ สุ ท ธิ์ บริ สุ ท ธิ์ นี้คื อ อะไรเอ่ ย ? ต� ำ ราการสร้ า ง สีเงินเมื่อเย็นตัวแล้ว งึ่นบ้อนี้หากจะทุบให้เป็นแผ่น พระกริ่ ง ของสมเด็ จ พระสั ง ฆราชแพ วั ด สุ ทั ศ น์ ต้องใช้เวลานานมาก คุณวิเศษของมันมีอยูส่ องประการ เทพวราราม ใช้ตะกั่วนมแทนบริสุทธิ์ อันบริสุทธิ์ คือถ้าสามารถแผ่ออกเป็นแผ่นได้ปิดคุ้มครองตรง นั้นก็ คื อ ทองแดงนั่น เอง ถู ก ไล่ ขี้ จ นบริ สุ ท ธิ์ เพื่ อ หัวใจ ความแข็งแกร่งของมันอาจจะช่วยให้รอดพ้น เตรียมการท�ำเป็นนาก แต่ถงึ จะบริสทุ ธิอ์ ย่างไรเมือ่ ทิง้ จากการถูกท�ำลายด้วยศาสตราวุธ และเมื่อเข้าใกล้ ไว้นานวันก็ยงั ไม่คล้ายนาก ตามวิชาเล่นแร่แปรธาตุ สิ่งที่เป็นพิษในระยะ 1 วามันจะแสดงอาการสั่นตัว หรือวิชาระสายน์เวชเรียกโลหะชนิดนีว้ า่ ธาตุ ส�ำหรับ เตือนให้ผู้ใช้ทราบ บางเกจิกล่าวลักษณะของจ้าว เข้าปรอทแบบอมัลกรัม เรียกว่าปรอทเนื้อกลับ คือ ตรงกับต�ำราจีน เรียกโลหะธาตุชนิดนี้ว่าแม่น�้ำเงิน มองดู เห็ น เป็ น เนื้ อ ปรอทขาวแต่ พ อใช้ มื อ ขั ด จะมี หรือเหล็กไหลตัวเมีย มีคุณทางคงกระพัน เป็นสื่อ สี สุ ก วาวคล้ า ยนาก เพื่ อ ที่ จ ะยื น ยั น ว่ า บริ สุ ท ธิ์ คื อ แห่งโภคทรัพย์ คัมภีร์โบราณ ทองแดงจะได้น�ำเอาต�ำราระสายน์เวชมาสาธกให้ บั ง คั บ ไว้ ว ่ า หากหาจ้ า วมิ ได้ เห็นดังนี้ ท่ า นให้ ใ ช้ พ ลวงเงิ น แทน จ้ า วหรื อ แม่ น�้ ำ เงิ นนี้ พ บเห็ น ผิวจ์ ะท�ำนาก ท่านให้เอาบริสทุ ธิ์ 1 บาท สังกะสี อยู่ในพระเครื่อง 2 ชนิด คือ 1 บาท ปรอท 1 บาท ผั ก ปราบ ผั ก เบี้ ย ใหญ่ พระพิมพ์นางพญาพิษณุโลก หน่อไม้ไผ่ บิดเอาน�้ำยากวนให้เข้ากัน แล้วใส่เบ้า และพระพิ ม พ์ ข องสมเด็ จ ขลุบสุมไฟแกลบ 3 วันเอาออกดู ถ้าสีนวลจึงเอา พุ ฒ าจารย์ โ ตพรหมรั ง สี ถ้ า ไม่ น วลสุ ม ใหม่ เข้ า ทองแดงบาทละ 2 ไพแล้ ว (ผูเ้ ขียนเช็คแล้วพระพิมพ์สองชนิดนีม้ แี ร่ธาตุบางองค์ หล่อ น�้ำส่่าเหล้ากับใบผักกะชับ เถาล�ำแพน เปลือก เหมือนกันทุกประการทีเดียว ท่านทีม่ พี ระสมเด็จเคย สับปะรด สังเกตุหรือเปล่า?) ครั้นหล่อเป็นรูปพรรณแล้ว จึงเอาผักโหมทั้ง 3. เหล็ก ค�ำว่าเหล็กในที่นคี้ ือเหล็กละลายตัวแต่ก็มิใช่ สามมาต�ำคลุกอีก 3 วัน เกลือ 1 ส่วน แล้วเอาปรอท เหล็กไหล คุณวิเศษของมันจากค�ำบอกเล่าของท่าน ทารู ป พรรณเอายานี้ พ อกสุ ม ไฟแกลบพอสมควร ผู้เฒ่ากล่าวว่า เหล็กละลายตัวนี้น�้ ำหนัก 1 บาท จึงขึ้นสีนากสุกงาม (ที่อ�ำเภอบ้านนามีผู้ท�ำส�ำเร็จ เมื่อผสมกับเหล็กบริสุทธิ์ธรรมดา 99 บาท จะมีสี ได้เข็มขัดนากใช้ 2 เส้น แต่นนั่ แหล่ะครับ เหนื่อย คล้ายเงินรวมแล้วหนัก 100 บาท และโดยวิธีนี้เอง ยากเสียเวลามาก คิดแล้วเอาเวลาไปท�ำอย่างอื่นได้ เคยเล่ากันมาว่า มีบุคคลที่ช�ำนาญในวิชาแปรธาตุ เงินมาซื้อเข็มขัดนากก็เห็นจะพอกัน) ในครั้งก่อนสร้างเงินปลอมขึ้นตบตาชาวบ้าน โดย สร้ า งเป็ น เรื อ นเก็ บ หลั ง เล็ ก ๆ เรื อ นนั้นทนน�้ ำ หนั 5. ปรอท หมายความถึงปรอทสะตุ คือท�ำเป็นอมัลกัม กมิได้จนโย้ตัวเลยจับได้ กล่าวกันว่าเหล็กละลายตัว แล้ ว ไม่ ใช่ ป รอทเหลว เพราะปรอทเหลวเมื่ อ ถู ก มีแหล่งก�ำเนิดทีจ่ งั หวัดสุพรรณบุรที ภี่ เู ขาลูกหนึง่ ด้าน ความร้ อ นจะละเหยตั ว เป็ น ไออย่ า งรวดเร็ ว และ ทิ ศ ตะวั น ออก เมื่ อ เวลาจะไปขุ ด เหล็ ก ละลายตั ว ปะทุตัวปรอทสะตุมีคุณวิเศษ ทางเดินป่ากันไข้ป่า ให้หาเสียมหรือมีดเก่าๆ ทีไ่ ม่ใช้แล้วปักลงไปตามพืน้ ดิน กันปีศาจไพร 145

6. สังกะสี เป็นธาตุแท้ชนิด 1 ในจ�ำนวนธาตุแท้ใน วิ ช าเคมี วิ ท ยา มิ ใช่ สั ง กะสี ที่ เห็ นกั น อยู ่ โดยใช้ มุ ง หลังคา ลักษณะเป็นก้อนเล็กๆ งอหงิก มิทราบว่าดี ทางใด

ครั้นสิริรวมโลหะวิเศษทั้งเก้าประการ ประมวลลงหล่อ หลอม ในเบ้าให้คลุ กี ารแก่กนั ดีแล้วเทแผ่ออกเป็นแผ่น 21 แผ่น มีแผ่นใหญ่บา้ ง เล็กบ้าง ส�ำหรับลงนะปถมัง 14 นะ 1 แผ่น เหลืออีก 20 แผ่นมีพระยันต์ชดุ ลงแผ่นละ 1 ชุด ถ้าไม่พอพลิกด้านหลังลงก็ได้ แต่ต้องลบถมพระยันต์ละ 7. ทองแดง คือทองแดงเถื่อนน�ำมาไล่ขี้จนบริสุทธิ์ แต่ 108 ครั้ง จึงจะใช้ได้ พระยันต์ที่ลงมีดังนี้ ไม่ถึงบริสุทธิ์ตามความหมายในข้อ 5 บางต�ำราใช้ ดีบุกแทนแต่มักไปแทนบริสุทธิ์ ทองแดงท�ำให้เพิ่ม เนื้อหาเมื่อขัดเนื้อดูจะเห็นเป็นสีจ�ำปาหรือสีมันเทศ

8. เงิน เงินในที่นี้หมายความถึงเงินพดด้วงที่ใช้กันเป็น เงินตราในสมัยโบราณ บังคับต้องใช้เงินกลมชนิด ตรายันต์ รัศมีเปลวและยันต์อุณณาโลม สร้างขึ้น ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีรัชสมัยสมเด็จ พระเจ้าทรงธรรม (สร้างในพระราชพิธีมูรธาภิเศก มีการสวดทิพย์มนต์ในพระราชพิธีด้วย) กับเงินตรา ราชวัตร สร้างในรัชสมัยพระศรีสรรเพ็ชรที่ 11 ถ้า เป็นเงินกลมชนิดขาบากท่านว่าป้องกันปืนไฟได้ เป็น ความหมายในทางโภคทรัพย์ 9. ทองค�ำ ทองค�ำในที่นี้มิได้หมายถึงทองค�ำรูปพรรณ หรือทองค�ำแท่งแต่เป็นทองเกล็ดหรือก้อนซึ่งเกิด ตามธรรมชาติ จะเป็นบ่อนพคุณหรือบางสะพาน ก็ได้ ทองธรรมชาตินนั้ ย่อมมีคุณวิเศษในตัวของมัน เป็นวัตถุเทพธิคุณ กล่าวกันว่าทองแท้ที่ยังมิได้หล่อ หลอมหนัก 1 บาท เป็นของทีม่ ศี ริ มิ หานิยม โภคทรัพย์ กันเสนียด และกันปืนไฟได้

146

พระยันต์ชอื่ ปทุมจักร 5 ยันต์ ภควัมบดี 5 ยันต์ ไตร สรณาคม 3 ยันต์ นวโลกุตระธรรม 1 ยันต์ พระพุทธ คุณ 7 ยันต์ นะโมพุทธายะ 5 ยันต์ พระจตุราริยสัจ 2 ยันต์ พระรัตนตรัย 1 ยันต์ จักรศิรโิ ลก 9 ยันต์ มงกุฎ พระเจ้า 1 ยันต์ บารมี 30 ทัศ 1 ยันต์ มหาละลวย 2 ยันต์ ปถมังพระเจ้าห้าพระองค์ 5 ยันต์ องครักษ์ 5 ยันต์ ฆะเฏ สิก 1 ยันต์ โสฬศมงคล 1 ยันต์ จัตตุโร 1 ยันต์ ชฎาพระ พรหม 1 ยันต์ นวภา 25 ยันต์ (คุณวิเศษของยันต์นวภา คือ กันอมุษย์ กันหมี กันช้าง กันเสนียด ท�ำความชะนะ กันภูตพราย กันธนูหน้าไม้ กันปืนไฟ กันโจร กันกระท�ำย�ำ ยี กันทัง้ ปวง กันผี กันหอกดาบ กันหมอกควัน กันอุบาทว์ กันแรดแลควาย กันภัย กันจรเข้แลเสือ กันจรเข้) พระวิ ปัสสิ 28 ยันต์ รวม 108 ยันต์ ส่วนนะปถมัง มีดังนี้

นะบังสมุทร นะนาคบาศก์ นะวชิราวุธ นะทน นะ ก�ำจาย นะปรีชาทุกทิศ นะครอบจักรวาล นะบังไตรภพ นะบังเมฆา นะสท้านดินไหว นะก�ำจัด นะปิด นะปิด อากาศ นะล้อม

อันนวโลหะเพียงแต่หล่อหลอมรวมกันยังมิทันลง พระยันต์วิเศษ ย่อมมีคุณวิเศษในตัวของมันเหลือล้น อยูแ่ ล้ว เพราะเป็นแหล่งรวมแห่งโลหะวิเศษอันเป็นอาถรรพ์ วัสดุทหี่ าของแท้จริงได้ยากยิง่ นัก นับเป็นคุณเก้าประการ คือ นวหรคุณ โดยที่เป็นอทิสมานกับดาวพระเคราะห์ทั้ง เมื่อลงลบได้ที่แล้วให้น�ำแผ่นโลหะทั้งหลายมาหล่อ เก้าดวง อาทิเช่น ทองค�ำเป็นอทิสมานกันดาวอาทิตย์ เงิน รวมอีกครัง้ เป็นแท่งเดียวกันหรือจะหล่อเป็นพระกริง่ เลย เป็นอทิสมานกับดาวจันทร์ ดังนีเ้ ป็นต้น นับเป็นทีส่ ดุ แห่ง ก็ได้ หากยังไม่สร้างพระกริง่ ให้หล่อเป็นแท่งเดียว แล้วลง การผสมธาตุ เป็นมหาวิเศษนักแล. อักขรปฐมนอโมก�ำกับเก็บรักษาไว้จงดี

147

กรรมวิธีการเก็บตัวยาใบไม้รู้นอน 7 สิ่ง สิทธิการิยะ อันกุลบุตรใด ได้ร�่ำเรียนอิธะเจขาดตัว คือ อิธะเจตะโสทัฬหังคัณหาหิถามะสา 13 ค�ำขาดตัว ในสูตร์สนธิ ผูน้ นั้ ได้ชอื่ ว่าได้พบพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พบแต่พระนามพระพุทธเจ้ากระมัง? ดีไม่ดีทั้งผู้สร้างผง และผู้ใช้ผงอาจไปพบกับยมพบาลทุกๆ องค์ก็ได้ ท�ำไม จึงเป็นเช่นนัน้ ก็เพราะว่าคนส่วนมากยังศึกษาค้นคว้า ไม่ถึง แท้จริงนัน้ เป็นวิชามารที่แฝงมาในร่างของพระ มันเป็นวิชาแห่งกิเลศ วิชาพระเป็นวิชาที่ละกิเลศ เข้าใจ หรือยังครับ วิชาพระมีคุณเพียงประการเดียว วิชามาร มีคุณอนันต์และโทษมหันต์ การที่กล่าวเตือนไว้เช่นนี้ ก็เพราะเห็นว่าต่อไปหากมีนกั ปราชญ์วจิ ยั ออกมา ผูเ้ ขียน จะเป็ น โทษและผู ้ เ ขี ย นผ่ า นการศึ ก ษาเลยขั้ นชนิด นี้ มาแล้ว อาจารย์ก็ปรารภว่าเป็นวิชาที่ถูกสาปและเป็น อาถรรพ์เวทที่สามารถขืนดวงเอาชนะโหราศาสตร์ได้ โดยการขืนใจ มันบันดาลผลกรรมทันตาเห็น พระอาจารย์ ที่ ส� ำ เร็ จ วิ ช าผงวิ เศษชนิด นี้ ไม่ เ สี ย ลู ก สาวก็ ต ้ อ งเสี ย หลานสาว ด้วยอาถรรพ์ของผงนี้และทุกท่านจะสาป เลิกกระท�ำต่อไป วิชานีจ้ ึงเหลือไว้แต่ชื่อเท่านัน้ นับเป็น มรดกไทยที่วิเศษสุดทางโลกีย์ แต่ต้องต�ำหนิทางธัมมะ ไม้ขดี ไฟเพียงก้านเดียวใช้ในการอ�ำนวยประโยชน์ได้เหลือ หลาย แต่ในขณะเดียวกันอาจเผาผลาญทรัพย์สินให้ วอดวายเป็นมูลค่านับล้าน หลวงปู่แก้ว วัดเครือวัลย์ ท่านเล็งเห็นในข้อนี้ จึงกล่าวค�ำสาปแช่งไว้เป็นข้อฉกรรจ์ นั่นคื อ อะไร? ท่ า นพระครู อ รรถโกศล หลวงพ่ อ ทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง ต�ำบลบางบุตร อ�ำเภอบ้านค่าย จังหวัด ระยอง ได้ชอื่ ว่าเก่งในทางวิชาสร้างพัดโบก วิชาผงวิเศษ ได้คุยกับผู้เขียนว่า เดี๋ยวนี้เลิก เสี ย แล้ ว ขื นท� ำ ต่ อ ไปต้ อ งถึ ง แก่วิกลจริต เพราะทนอ�ำนาจ มารไม่ไหว เพียงลบผงอิธะเจ ขาดตัวต่อถึง มะ อะ อุ วาง แท่งดินสอลงกับกระดานลง ผงออกท่าร่ายร�ำ เห็นแสงเพลิง ลุกท่วมหลังคากุฎิ นั่นเป็นไป 148

ด้วยอ�ำนาจมาร และบอกกับ ผู ้ เ ขี ย นว่ า ผงของท่ า นเพี ย ง หัวไม้ขีดไฟเท่านั้นลองดูก็ได้ ผู ้ เขี ย นเองศึ ก ษาวิ ช าอิ ธ ะเจ แฝดหรื อ ปถมั ง อิ ธ ะเจลบ ต่อจากอิธะเจขาดตัวถึง มุทุ จิ ต ตํ ภั ท เทเอหิ เรี ย กว่ า ผง อ่อนใจรัก สร้างพระปิดตาบิน เดี่ยว คุณภาพสูงเยี่ยมเท่าหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ สมัยโบราณ พญามารได้กลั่นแกล้งจนล้มป่วยอาการขั้น ปางตายมาแล้ว บังเกิดความเบื่อหน่ายแบ่งปันผงให้ หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึน้ ผึง้ ไปบ้าง ทีเ่ หลือถวายเจ้าคุณ วรพรตปัญญาจารย์ วัดอรัญญิกาวาส และท่านเจ้าคุณ ได้ถวายล้นเกล้ารัชกาลองค์ปจั จุบนั น�ำไปสร้างพระสมเด็จ จิตรลดาหมดไปแล้ว แลท่านให้เอาผงดินสอใช้ดงั ต่อไปนี้ ให้เอาใบไม้รนู้ อน 7 สิง่ คือ ใบกระทืบยอบ 1 ใบชิงหายผี 1 ใบพรมมิ 1 ใบมะขาม 1 ใบผักกะเฉด 1 ใบหงอนไก่ใหญ่ 1 ใบรักซ้อน 1 รวมเป็นตัวยา 7 สิง่ ด้วยกัน แล้วเอาแป้ง หอม 1 ชะมด 1 พิมเสน 1 ดอกมะลิซ้อน 1 กฤษณา 1 กะล�ำพัก 1 ขอนดอก 1 จันทร์ทั้งสอง 1 ดอกรักซ้อน 1

ส�ำหรับใบรักซ้อนให้ลงด้วยยันต์ดังนี้

น�ำสรรพยาเหล่านี้เสมอภาคผสมกับผงอิธะเจ บด ด้วยหินบดยาเอาน�้ำมันหอมใส่ด้วย ให้บดในพระอุโบสถ จัดเครื่องบูชา มีเทียนขี้ผึ้งแท้หนัก 1 บาทหนึ่งเล่มจุด

บูชา เมือ่ จะบดนัน้ ให้ดฤู กษ์ยามจงดี เวลาบดบริกรรมด้วย พระคาถาอิธะเจไปจนกว่าจะสิน้ ใส้เทียนทีจ่ ดุ ปัน้ เป็นแท่ง ให้ได้ 7 แท่ง ผึ่งลมให้แห้งถ้าเหลือเศษให้ปั้นเป็นรูปพระ มหากัจจายนะเถระเรียกว่าผงตัวยา ใช้ได้ตามอุปเท่ห์ที่ บังคับไว้ในต�ำรา มีข้อส�ำคัญอยู่ก็คือการเก็บตัวยาใบไม้รู้นอน 7 สิ่ง ถามใครก็ไม่ทราบ บางท่านก็สร้างได้แต่ผง นักเก็บตัวยา บางคนก็ไม่ทราบกรรมวิธแี ห่งการเก็บตัวยา จะเก็บอย่าง เก็บยาธรรมดามิได้ เมื่อเป็นเช่นนีก้ ็จ�ำเป็นต้องสถาปนา ตั ว เองขึ้ น เป็ น เกจิ อ าจารย์ และบั ญ ญั ติ ก ฎเกณฑ์ ขึ้ น ก่อนอื่นให้ค�ำนวณฤกษ์ยามให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี อาบน�้ำ ช�ำระกายให้สะอาดเรียบร้อย ท�ำวัตรสมาทานศีลห้าหรือ ศีลแปด ประสระมือประสระปากด้วยอาคมให้ขลังกะ แผนการไปเก็บตัวยาเมื่อคราสายันต์ตะวันพลบ หาวิธี จากง่ายไปหายาก สมมุตวิ า่ วันนีจ้ ะเก็บตัวยาให้ครบ 3 ชุด จ�ำต้องค�ำนวณดวงดาวในท้องฟ้าเสียก่อน หากเป็นวันแรม 15 ค�่ำ เป็นคืนเดือนดับสนิทย่อมบังเกิดผล ตกตอนกลาง วันแดดร่มลมสงบไปหาดูใบกระทืบยอบ คือต้นไมยราพ ธรรมดานี่แหละ ตามธรรมดามันจะหุบใบนอนเมื่อตอน พลบค�่ำ เราต้องเรียนลัด ท�ำให้มันนอนเสียเลยด้วยการ ขอขมาลาโทษต่อแม่พระธรณีตามธรรมเนียม ให้กลั้นใจ กระทืบพื้นดิน 7 ครั้งแรงๆ ใบไม้จะหุบตัวลงเรียกว่าหลับ แล้ว พลันบริกรรมพระคาถาหัวใจท้าวไมยราพว่า “หะนะ จะกระอิโกทานะ” บริกรรมไปเด็ดแต่ยอดไปก็คะเนดูพอ สมควรเผือ่ ตากแห้งแล้วมันจะยุบตัว หากผสมกับมวลสาร อื่นครบตามต�ำราแล้ว อิสตรีถกู เข้าต้องราพนาสูญทีเดียว แหละ อนิจจามันเป็นวิชามาร พอตกเวลาสายัณฑ์ตะวัน พลบก็ไปทีต่ น้ มะขาม ใช้มือขวาตบที่โคนต้นพลีเสียก่อน ปีนขึ้นไปอย่าให้สูงนักพลาดพลั้งตกลงมาไม่ได้ใบมะขาม จะได้เข้าเฝือกแทนหรือไปนอนโรงพยาบาลเสียก่อน ท�ำผง บริกรรมในใจว่าสีหะนาทัง คือหัวใจพญาราชสีห์ มีอำ� นาจ ท�ำให้ผู้คนเกรงขาม กลั้นใจรูดเอาแต่ใบแก่ๆ ที่ไม่มีรอย แผลเป็น ครั้นได้เวลาค�่ำคืนเดือนดับสนิท ให้แต่งตัวด้วย ชุดด�ำหาผ้าโพกศรีษะด�ำผืนหนึง่ ตอนกลางวันเราย่อมทราบ ดี แ ล้ ว ว่าต้นชิงหายผีขึ้นอยู่ ณ ที่ใดหมายตาไว้ให้แน่ อันธรรมชาติของต้นชิงหายผีนั้นชอบขึ้นอยู่ตามทุ่งนา ลักษณะของดอกมีสีเหลืองใบคล้ายในถั่วลิสง เป็นพุ่ม เตี้ยๆ ไปตอนพลบค�่ำไม่ได้แน่เพราะบรรดาอสรพิษเริ่ม

ออกหากิ น ควรไปดึ ก หน่ อ ย ดี ไ ม่ ดี ต ้ อ งท� ำ การฌาปนกิ จ แทนการท� ำ ผง หาไม้ ย าวๆ ฟาดพื้นให้บังเกิดเสียงเตือน ให้ บ รรดา อสรพิ ษ หลบหลี ก ไปในทางอื่ น และอย่ า ให้ ใคร เห็ น ว่ า เป็ น พวกโจรผู ้ ร ้ า ย เพราะตอนนั้น ต้ อ งไม่พูดจา กับผู้ใดทั้งสิ้นใช้ผ้าด�ำโพกศรี ษ ะให้ เหลื อ เพี ย งลู ก ตา เท่านั้น บริกรรมพระคาถาพระกรณีว่า “จะภะกะสะ” ไม่ต้องกลั้นใจ อันคุณภาพในลักษณะนี้เป็นไปในทาง ก�ำบังแคล้วคลาด ล่องหน วันต่อไปต้องเดินทางไปไกล ถึ ง ชายทะเลที่ เป็ น ป่ า ชายเลนเพื่ อ เก็ บ ใบพรมมิ อั น ธรรมชาติของต้นพรมมิมีลักษณะคล้ายผักเบี้ย ชอบขึ้น ตามชายเลน รอให้เขาหลับนอนพักผ่อนกายาเสียก่อน แล้วตั้งนะโม 3 จบ กล่าวนมัสการท้าวมหาพรหมดังนี้ “องการพินธุนาถัง อุปปันนัง พรหมาสหปตินามัง อาทิ กับเปสุอาคะโต ปัญจปทุมมังทิสวา นะโมพุทธายะวัน ทะนัง” กล่าวให้ได้ 5 จบ ลงมือเก็บกะให้มากสักหน่อย เพราะเป็นพันธ์ไม้ที่อมน�้ำแห้งตัวแล้วจะยุบตัวลงกว่า ใบใม้ ช นิด ธรรมดา วั นต่ อ ไปให้ ล งมื อ เก็ บ ใบหงอนไก่ ใหญ่ ธรรมชาติของต้นหงอนไก่ใหญ่เป็นไม้เนือ้ แข็ง ล�ำต้น ไม่ใหญ่โตนักเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 ฟุต ไม่ใช่ตน้ หงอน ไก่ทปี่ ลูกตามบ้านส�ำหรับใช้ดอก ต้นหงอนไก่ใหญ่นรี้ นู้ อน ควรรอให้ใบมันหุบตัวนิทราเสียก่อน ตบที่โคนต้นพลีเสีย ก่อนให้ร�ำลึกถึงพระกุกกุสันโทผู้เป็นเจ้า ว่านะโม 3 จบ บริกรรมพระคาถาพญาไก่เถือ่ นว่า “เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ” ว่าให้ได้ 5 ครั้ง จึงปีนขึ้นไปบนต้น บริกรรม พระคาถาหัวใจพญาไก่เถื่อนว่า “ติวิกุกู” บริกรรมไป เก็บไปจนพอควรแก่ปริมาณ วันต่อไปหาเก็บใบรักซ้อน ครั้นไปถึงที่ตอนสายัณฑ์ตะวันรอน มันจะนอนแล้วเราก็ เตรียมตัวไปปรุงใจให้นมิ่ นวลอ่อนหวาน สละนิวรณ์ระงับ โทสะจริตเอ่ยอ้อนปิยะวาจาว่า ”รักเอย พ่อเป็นยอดแห่งรัก ทัง้ หลาย รักถึงถึงสลับซับซ้อน ข้าฯ ตั้งใจมาเชิญไปอยู่ กับข้าฯ ไปสถิตย์อยู่ในตัวยาส�ำแดงความเป็นจ้าวแห่ง ความรักอย่ารีรอ” แล้วบริกรรมด้วย “ปิโยเทวะมนุส สานัง ปิโยพรหมานะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยิ นทรียัง นะมามิหงั ” ว่าให้ได้ 7 ครัง้ เวลาเด็ดห้ามกลัน้ ใจ 149

บริ ก รรมว่ า ปิ ย ะๆ (แปลว่ า ที่ รั ก ) คั ด เลื อ กแต่ ใ บที่ งามๆ ปราศจากแผลน� ำ มาลงยั นต์ ต อนที่ ใบยั ง สดอยู ่ ตามแบบแผนที่ บั ง คั บ ไว้ ใ นต� ำ รา ครั้ ง สุ ด ท้ า ยเหลื อ ใบผักกระเฉด ใบผักกระเฉดในที่นี้ให้ใช้ใบผักกระเฉด ตัวผู้ ไม่มีนมขึ้นอยู่ตามพื้นดินถ้าเป็นใต้หอพระไตรปิฏก ยิ่งดี เมื่อเห็นว่าเขานอนดีแล้ว ให้ตรงเข้าเด็ดไปกล่าวไป ดั ง นี้ ในเมื่ อ จะตั ด บทปะถะเฉทคื อ อิ ธ ะบทหนึ่ ง ชือ่ ปะถะเฉเท เจตะโสบทหนึง่ ชือ่ ปะถะเฉเท ทัพหังบทหนึง่ ชือ่ ปะถะเฉเท คัณหาบทหนึง่ ชือ่ ปะถะเฉเท ถามะสาบทหนึง่ ชือ่ ปะถะเฉเท แล้วขึน้ ต้นว่าไปใหม่จนพอแก่ความต้องการ

150

แต่ต้องว่าจนครบทั้ง 5 ปริเฉท น�ำมาตากให้แห้งตัว แล้ว ชัง่ น�ำ้ หนักให้เสมอภาคกัน น�ำไปคุลีการกับดอกมะลิซ้อน ตากแห้งแล้ว กฤษณา กะล�ำพัก ขอนดอกพิกุล จันทร์ ทั้งสอง ดอกรักซ้อน บดแล่งให้ละเอียดทีส่ ดุ น�ำผงวิเศษ จ�ำนวนเท่ากัน ใส่ลงครกพร้อมกัน ผสมพิมพ์เสนอย่างดี ชมดเช็ดที่ฆ่าแล้วเติมน�้ำมันหอมลงพอควรคลุกเคล้าจน รวมตัวดีแล้ว น�ำขึ้นบทในหินบดยาซึ่งลงพระอักขระ วิเศษไว้ตามต�ำราพร้อมทั้งแม่หินและลูกหิน กระท�ำไป ตามพิธีกรรมจนเสร็จสิ้นเป็นอันใช้ได้

มหาพิธีกรรมสร้างและพุทธาภิเศก พระกริ่งไภษัชคุรุ พระกริ่งเป็นพุทธปฏิมากรขนาดเล็กในลักษณาการ แห่งพระเครื่องก�ำเนิดขึ้นจากปราชญ์ในลัทธิมหายาน ฝ่ า ยอาจาริ ย วาท สร้ า งแทนองค์ สมมุ ติ พระไภษั ช คุ รุ พุ ท ธเจ้ า จี น ถวายพระนามว่ า “เอี๊ ย ะซื อ ฮุ ด ” หมายความถึงพระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 คือ พระสรณังกร หรือ พระสรณัง กะโร พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรากฎ อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 28 พระองค์ องค์ แรกพระนาม ตัณหังกร จีนถวาย พระนาม “ตังโกวฮุด” องค์สดุ ท้ายพระนาม พระศากยะ มุนี จีนถวายพระนาม “เศกเกียมุนิฮุด” พระกริ่ ง ดั้ ง เดิ ม นั้น เป็ น พุ ท ธ ปฏิมากรแบบจีน พุทธลักษณะทรง ประทับเหนือสัตตโกมุทรัตนบรรลัง ค์ ความหมายจากค�ำว่า “โอมมณี ปั ท เมหุ ง หริ ” คื อ ดวงมณีที่ อุ บั ติ จากดอกบัว เป็นสัญญลักษณะแห่ง พุทธะ ประการหนึ่ง ทรงประทับ ขัดสมาธิเพ็ชรมีใบบัวรองรับเป็น อาสน พระหัตถ์เบื้องขวาทรงกลด (คือภาชนะส�ำหรับ บรรจุน�้ำทิพย์ ลักษณะคล้ายคนโฑ มีฝาปิด) หมายถึง สิ่งบันดาลความร่มเย็นชุ่มชื่นแก่สรรพสัตว์ ดับความ รุ่มร้อนกระวนกระวาย ดับทุกข์ภัยในโอฆะสงสารให้ บรรเทาเบาบางลง บางลักษณะก็ทรงวัชรคือสายฟ้า อันมีสัญญลักษณ์เป็นตรีศูล หมายถึงพระปัญญาบารมี อั น คมกล้ า ฉั บ พลั น ดุ จ สายฟ้ า แลบ พระหั ต ถ์ เบื้องซ้ายวางพาดเหนือ พระชานุ หมายถึ ง การ ปล่อยวางในอัตตา สรวม สายประค� ำ 108 เม็ ด หมายถึงพระพุทธคุณ 56

พระธรรมคุณ 38 พระสังฆคุณ 14 สิริรวมเป็น 108 เหนือพระนลาตประดับไว้ด้วยตรีจันทร์ คือพระจันทร์ เสีย้ ว สัญญลักษณ์แห่งพระศรีจนั ทรไวโรจน์ และเหนือ ขึ้นไปปรากฎดวงพินธุสุริยาสัญญลักษณ์แห่งพระศรี สุริยะไวโรจน์ ภายในองค์พระบรรจุไว้ด้วยเมล็ดกริ่ง เป็นภาวะอันควรสันนิษฐานได้เป็น 3 ทางด้วยกัน คือ ทางหนึง่ เพื่อเป็นสัญญลักษณ์แห่งองค์พุทธะภาวะ อัน มีคุณลักษณะอนาทิเบื้องต้นไม่ปรากฎ อนันตะแผ่สร้าน อยู ่ โดยทั่ ว เบื้ อ งปลายก็ มิ ป รากฎ จึ ง ท�ำ เป็ น เมล็ ด กลม อีกทางหนึง่ ชรอยจะอนุวัติตามคติที่ว่า แม้เพียงได้สดับ พระนามก็อาจให้ได้รับความสวัสดี จึงใช้เมล็ดกริ่งบรรจุ ไว้ เพราะเมื่อเขย่าองค์พระทุกครั้งจะได้บุญ 2 ต่อ คือ ผู้เขย่าเท่ากับได้เจริญภาวนาถึงองค์พระไภษัชคุรุ ส่วน ผู้อื่นที่ได้ยินเสียงก็พลอยได้อานิสงส์ตามไปด้วย และอีก ภาวะหนึง่ เพื่อหวังผลจากเสียงนัน้ ประกอบการสาธยาย มนต์แบบลัทธิมหายานแทนการเคาะบักฮือ้ (คือเครือ่ งมือ ชนิดหนึง่ ใช้เคาะจังหวะในการสาธยายมนต์ เพื่อสร้าง สมาธินิมิตให้เกิดทางโสตะวิญญาณ เป็นเง่าไม้ไผ่ตัน 2 ชิ้ น แกะสลั ก เป็ น รู ป ปลาหลี ฮื้ อ ชิ้ น ละ 1 ตั ว เมื่ อ น� ำ ประกบเข้ า กั น แล้ ว ปลานั้นจะกลั บ หั ว กลั บ หางกั น เป็ น ปริ ศ นาธรรมชนิด หนึ่ง ในลั ท ธิ ม หายาน หมายถึ ง สรรพสัตว์ทตี่ กอยูใ่ นทะเลทุกข์ หากกลับใจแหวกว่ายเข้าสู่ ฟากฝัง่ ได้ ยังหวังจะหลุดพ้นสูแ่ ดนพระนิพพาน) นอกจาก ภาวะทัง้ 3 ประการแล้ว ความหมายของค�ำว่ากริง่ ไม่ควร มีในแง่มุมอื่น การที่เรียกพระเครื่องชนิดนี้ว่า พระกริ่ง นั้ น เป็ น การเรี ย กขานกั น มาแต่ โ บราณกาล อาศั ย ส�ำเหนียกจากเสียงที่เขย่ากระทบโสตะวิญญาณอันเป็น สภาวะธรรมแห่งรูป แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่สนับสนุน ความหมายของค� ำ ว่ า “กริ่ ง ” ซึ่ ง สมเด็ จ พระอริ ย วง ศาคตญาณ สมเด็ จ พระสั ง ฆราชแพ ติ ส สเทวะ ซึ่ ง รั บ สั่ ง ว่ า ค�ำ ว่ า กริ่ ง นี้ มาจากค�ำ ถามที่ ว ่ า “กึ กุ ส โล” (อ่ า นว่ า กิ ง กุ ส สะโล) คื อ เมื่ อ พระโยคาวจรบ� ำ เพ็ ญ สมณธรรม มีจิตผ่านบรรดากุศลธรรมทั้งปวง เป็นล�ำดับ ไปแล้วถึงขัน้ สุดท้าย จิตเสวยอุเบกขาเวทนาปุญญาภิสงั ขาร 151

เปลี่ยนเป็นอเนญชา เป็นเหตุให้พระโยคาวจรเอะใจขึ้น ว่า “กึกสุ โล” (กิงแปลว่าอันใด กุสโลแปลว่ากุศล ผูเ้ ขียน) นี้ เป็นกุศลอันใด เพราะเป็นธรรมทีเ่ กิดขึน้ แปลกประหลาด ไม่ เหมือนกับกุศลอืน่ ๆ ทีผ่ า่ นมา ดังนัน้ ค�ำว่า “กึกสุ โล” หรือ กุศลอันใด จึงเป็นชื่อของอเนญชาคือ “นิพพุติ” แปลว่า ดับสนิท หมายถึงพระนิพพานนัน่ เอง เช่นนีผ้ เู้ ขียนไม่เข้าใจ เพราะเหตุว่า 1. ค�ำว่า “กริ่ง” กับ ค�ำว่า กึ เป็นค�ำไทยกับค�ำบาลี ความหมายไปคนละทาง จะเข้ากันเพียงส�ำเหนียก จากเสียง 2. กริ่ง เป็นรูป กึ เป็นนาม แยกจากกันโดยไม่มีการ สอดคล้อง 3. หากค�ำว่า กริ่ง หมายถึงพระนิพพาน พระนิพพาน นั้นก็เป็นเม็ดกลมๆ มีเสียงดังกริกๆ นั่นเอง แลก็ พระชนิ ด นี้ เดิ ม ที ไม่ ใ ช่ พ ระไทยและก็ ไ ม่ ใ ช่ พ ระ เขมร การเรียกว่า พระกริ่ง นัน้ เป็นค�ำไทยแต่ค�ำจีน เรียกว่า “เอิ๊ยะซือฮุด” เล่าจะเอาส�ำเนียงใดมาแปล ความหมายเช่นว่า

การแพร่ของลัทธิมหายาน

สาเหตุอันสืบเนื่องมาแต่พระเจ้ากนิษกะแห่งอินเดีย ทรงประชุมสงฆ์กระท�ำสังคายนาพระไตรปิฏก ณ เมือง บุรษุ บุรี ประมาณ พ.ศ.624 หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรินิพพาน เป็นต้นเหตุให้สงฆ์ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้เกิด การขัดแย้งกัน ในกาลครั้งนัน้ พระพุทธศาสนาเกิดแยก ตัวออกเป็น 2 นิกาย คือฝ่ายเหนือยึดถือนิกายมหายาน ฝ่ า ยอาจาริ ว าท มี พ ระเจ้ า กนิ ษ กะทรงเป็ น องค์ อั ค ร ศานู ป ถั ม ภก ถื อ ว่ า เป็ น วิ ถี ธ รรม ที่ จ ะบรรลุ ถึ ง ซึ่ ง พระนิ พ พานโดย วิ ธี ลั ด และบรรลุ ไ ด้ ค รั้ ง ละมากๆ (มหายานคือยานอันใหญ่บรรทุก สรรพสั ต ว์ ข นรื้ อ สั ต ว์ ไ ด้ ค รั้ ง ละ มากๆ) โดยการอาศัยบารมีแห่งพระ ธยานิพุทธเจ้า พระอาทิพุทธเจ้า พระโพธิสตั ว์เจ้า เกือ้ กูลช่วยเหลือให้ หลุดพ้น อาศัยการพร�ำ่ สวดธารณีสรรเสริญคุณเป็นสรณะ ศึกษาในด้านพระสูตรและพระปรมัตร (พระอภิธรรม) แตกฉาน ส่วนพระวินัยเป็นรอง ส่วนสงฆ์ฝ่ายใต้คงถือ นิกายหินยานฝ่ายเถรวาท (หีนะ แปลว่าแข็ง) ยึดถือ 152

พระวินัยเป็นเอก ตามหลักเกณฑ์ซึ่งพระมหากัสปะเถระ ท�ำสังคายนาไว้ และพระสูตรพระอภิธรรมอาศัยจาก เหตุและผลตามหลักพุทธปรัชญา และหลังจากการท�ำ สังคายนาในครั้งกระนัน้ ต่อมาประมาณ 376 ปี ในราว พุทธศตวรรษที่ 10 กษัตริยถ์ งั ไท้จงฮ่องเต้ แห่งประเทศจีน เกิดศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ได้ให้ หลวงจีนฟาเหียน (คือพระถังซัมจั๋ง) เป็นสมณะฑูต เดินทางผ่านทิเบตไปสู่อินเดียเพื่อคัดลอกพระไตรปิฏก ภาษาสันสกฤตแปลเป็นจีน ถือเป็นศาสนาประจ�ำชาติ ทั้ ง พยายามแพร่ ศ าสนาพุ ท ธมหายานไปทั่ ว ทิ ศ านุทิ ศ ตอนเหนือจดทิเบตตอนใต้จดอาณาจักรม่งเส (หนอง แสคื อ ไทยเดิ ม ) การแพร่ ข องลั ท ธิ ม หายานสู ่ ทิ เบต ปรากฎเป็นพุทธศตวรรษที่ 11 ใช้ระยะเวลาถึง 100 ปี ต้ นก� ำ เนิด การสร้ า งพระไภษั ช คุ รุ น ่ า จะมิ ใช่ ทิ เบต เป็นประเทศแรกดังที่เข้าใจกัน ทั้งเชื่อว่ากริ่งหนองแส ย่อมมีกำ� เนิดก่อนกริง่ พระปทุม ซึง่ ล้วนแต่จนี สร้างขึน้ ทัง้ สิ้น ตกอยู่ที่ใดก็พากันตู่ว่าสร้างขึ้น ณ ที่นนั้ กาลต่อมาอีกประมาณ 400 ปี หลังจากพุทธศาสนา ฝ่ายมหายานได้สถิตยด�ำรงเป็นปึกแผ่นในประเทศจีน ราว พ.ศ.1400 (ตรงกับสมัยศรีวิชัย) ศาสนาพุทธฝ่าย มหายานจากแคว้นเหนือของอินเดียได้แพร่ขยายลงสู่ ตอนใต้ของแคว้นสุพรรณภูมิ พร้อมด้วยศิลปกรรมพุทธ ปฏิมากรรม อันอาณาจักรศรีวิชัยเดิมนัน้ ลงรากฐานไว้ ที่ไชยา สุราษฎร์ นครศรีธรรมราช ตลอดดินแดนแถบ มาเลเซีย แต่ประมาณ พ.ศ.1200-1700 ระยะเวลานาน ถึง 500 ปี ในสมัยแรกยังคงนับถือลัทธิพราหมณ์ จนถึง พ.ศ.1400 จึ ง ถู ก แทรกซึ ม โดยพระพุ ท ธศาสนาฝ่ า ย มหายานและยังแพร่หลายเข้าสูห่ มูเ่ กาะชวา (อินโดนีเซีย) มาเลเซียเว้นไว้แต่ลังกายังคงยืนหยัดอยู่ในพุทธศาสนา ฝ่ายหินยาน (เรียกว่าลังกาวงศ์) ลัทธิมหายานมาสะดุด ห ยุ ด ล ง ที่ จั ง ห วั ด นค ร ป ฐ ม เนื่องจากในปี พ.ศ.1300 (ตรง กั บ สมั ย ทวาราวดี ) ระยะนั้น ยังเป็นถิ่นอาศัยของมอญ พระ สมณะฑูต 2 รูป คือพระโสณ ะกั บ พระอุ ต ร ได้ น� ำ พระพุ ท ธ ศาสนาฝ่ า ยหิ น ยานมาก่ อ ตั้ ง รากฐานไว้ทจี่ งั หวัดนครปฐมและ

สร้างเจดีย์ขึ้นเป็นองค์แรกเรียกว่า ปฐมเจดีย์ มอญจึง นับถือพุทธศาสนาฝ่ายหินยานโดยเคร่งครัด ในระยะ นั้ น ปรากฎว่ า ขอมหรื อ เขมรมี ทั้ ง ลั ท ธิ ม หายานและ ลัทธิพราหมณ์เจริญแข่งกัน กษัตริย์เขมรหรือขอมใน สมัยนัน้ บางองค์ก็ทรงเป็นพุทธมามกะ บางองค์ก็ทรง เป็นพราหมณามกะ จนถึงปี พ.ศ.1546-1592 กษัตริย์ ขอมพระองค์หนึง่ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระ อรัตตพลพาหโลคือพระเกตุมาลาหรือพระสุริยวรมัน ที่ 1 ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมาก จนถึงกับเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วปรากฎพระฉายานามว่า “พระบรมนิวารณบท” พระองค์ทรงสืบเชือ้ สายจากกษัตริย์ แห่งอาณาจักรศรีวิชัย คือราชวงศ์วรมัน และกษัตริย์ ยุ ค ต่ อ มามั ก จะมี พ ระนามต่ อ ท้ า ยว่ า วรมั น อยู ่ ด ้ ว ย พระองค์เป็นพระชนกนารถในองค์พระสุริยะวรมันที่ 2 คือพระปทุมสุริยะวงศ์ แต่พระสุริยะวรมันที่ 2 ก็ทรง นับถือศาสนาพุทธฝ่ายมหายานแบบอินเดียมิใช่อย่างจีน พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยที่สร้างขึ้นเป็นสกุลช่างศรีวิชัย ซึง่ อาศัยเค้ามาจากอินเดีย มิได้อาศัยเค้าจากจีน ไม่มกี าร สร้ า งพระไภษั ช คุ รุ ใ นรั ช สมั ย นี้ ใ ห้ เ หลื อ ไว้ เ ห็ น เป็ น ประจักษ์พยานเป็นข้อสันนิษฐานว่าพระสุริยะวรมันที่ 2 หรือพระปทุมสุริยะวงศ์มิได้สร้างพระกริ่งพระปทุมขึ้น และถึงแม้ว่าในรัชสมัยพระสุริยวรมันซึ่งปรากฎตามพ ระราชพงศาวดารเขมรกล่ า วความไว้ ต อนหนึ่ ง ว่ า พระเจ้ า กรุ ง จี น ได้ ส ่ ง ทู ต านุทู ต พร้ อ มด้ ว ยเครื่ อ งราช บรรณาการมาเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงเขมร แต่ จ ะมาพร้ อ มด้ ว ยสมณะฑู ต และพระกริ่ ง ไภษั ช คุ รุ หรื อ ไม่ นั้น ตามพระราชพงศาวดารมิได้ก ล่ า วไว้ ทั้ ง พระสุริยะวรมันทรงมีความเลื่อมใสในองค์พระไภษัชคุรุ พุทธเจ้ามากน้อยเพียงใดก็มิได้กล่าวไว้เช่นกัน แต่ยังมี กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรง ครองราชย์ ร ะหว่ า ง พ.ศ.1724-1748 พระองค์ ท รง นับถือพุทธนิกายมหายานโดยแท้จริง ทั้งทรงพยายาม จรรโลงพุ ท ธมหายานแบบฉบั บ ของจี น ให้ ซึ ม ซาบเข้ า ในจิ ต ใจของประชาชน ทรงเป็ นกษั ต ริ ย ์ อ งค์ สุ ด ท้ า ย ของเขมร (ขอม) เพราะเมื่อสิ้นรัชสมัยแล้วขอมก็เข้า ยุคเสือ่ ม พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์นที้ รงสร้างเมืองใหม่ ชือ่ นครชัยศรี คือปราสาทพระขรรค์สำ� หรับเป็นพุทธาวาส ประดิษฐานพระอวโลกิเตศวรโพธิสตั ว์ อันเป็นพระโพธิสตั ว์ แห่ ง ความเมตตาการุ ณที่ ส� ำ คั ญ ยิ่ ง องค์ ห นึ่ง ของลั ท ธิ

มหายาน ทรงสร้างขึน้ เพือ่ อุทศิ แด่พระเจ้าธรณินทรวรมัน พระชนกนารถ แล้วทรงสร้างปราสาทตาพรหม ประดิษฐาน พระปฏิมาปรัชญาปรมิตาโพธิสัตว์แห่งปัญญา อุทิศแด่ พระราชชนนี มี จ ารึ ก กล่ า วว่ า ปราสาทตาพรหมเป็ น อาวาสส�ำหรับพระมหาเถระ 18 รูป และส�ำหรับภิกษุอกี 1,740 รูป แล้วทรงสร้างปราสาทบายน เป็นทีป่ ระดิษฐาน พระพุทธรูปสนองพระองค์เอง แสดงว่าลัทธิมหายาน ฉบับอิ นเดียก� ำ ลังจะแปรรูปเป็นฉบับ จีน แตในที่สุดก็ สลายตัวลงในระยะเวลาอันรวดเร็ว เนือ่ งด้วยประชาชน ยั ง ถื อ ทั ศ นคติ และอุดมการตามแบบฉบับดั้งเดิม และ พระกริ่งไภษัชคุรุน่าจะหลั่งไหลเข้าสู่เขมรเป็นยุคที่สอง จากการพิจารณาเนือ้ โลหะทีใ่ ช้หล่อปรากฎว่าไม่เหมือนกัน ต้องเป็นการหล่อคนละคราว ส่วนที่เป็นเนื้อทองสีเหลือง น่าจะเป็นของรุ่นก่อนตามแบบฉบับของจีน การหล่อ ครัง้ ต่อมาอาจอนุวรรตให้เนือ้ โลหะมีสว่ นคล้ายคลึงมาทาง เขมร เนือ้ โลหะจึงมีสคี ล�ำ้ แบบส�ำริด กล่าวกันว่าพระกริง่ จีน ที่เข้าสู่ประเทศเขมรมีอยู่ด้วยกัน 3 ขนาด คือขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ส�ำหรับขนาดใหญ่ไม่มกี ารบรรจุกรุ ส่วนขนาดกลางมีการฝากกรุที่เขาพนมบาเกงหรือพนม บาแคง ต่อมามีการค้นพบเลยนิยมเรียกกันว่าพระกริ่ง บาเก็งบ้าง กริ่งอุบาเก็งบ้าง เป็นการตั้งพระนามให้ใหม่ ส่วนชนิดองค์ใหญ่เป็นการถวายพระนามโดยคนไทยว่า กริ่ ง พระปทุ ม แต่ ช าวเขมร เองไม่ เชื่ อ ว่ า พระปทุ ม เป็ น ผูส้ ร้าง กลับไปนับถือพระกริ่ง ชนิด หนึ่ง ซึ่ ง ชาวพระเครื่ อ ง นิ ย มเรี ย กกั น ว่ า กริ่ ง หน้ า ตั๊กแตน สันนิษฐานจากจารึก ที่ว่า แล้วจึงทรงสร้างปราสาทบายนเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปสนองพระองค์เอง น่าจะสร้างกริง่ หน้าตัก๊ แตน ขึ้นเป็นอนุสรณ์ อาศัยเค้าพระกริ่งไภษัชคุรุ แต่ก็มิได้ ถอดแบบอย่ า งเช่ น การสร้ า ง พระกริง่ ปวเรศของไทย คงใช้ดอกปทุม อันเป็นสัญญลักษณ์ของราชวงค์ วรมันเป็นสิง่ แสดงความหมาย และ ชาวเขมรนับถือว่าเป็นพระกริ่งซึง่ สร้างโดยราชวงศ์วรมัน การทึกทัก เอาพระกริ่งจีนมาโอนสัญชาติเป็น 153

เขมรคงเนื่องจากพระกริ่งชนิดนี้ปรากฎแพร่หลายอยู่ใน ประเทศเขมรนัน่ เอง นอกจากนั้น ยั ง ปรากฎหลั ก ฐานในศิ ล าจารึ ก ของ ตาพรหมว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงสร้างโรงพยาบาล คือ อโรคยาศาลา เป็นทางทั่วพระราชอาณาจักร์ถึง 102 แห่ง ด้วยทรงนับถือพระไภษัชคุรุพุทธเจ้ายิ่งนัก (และอาจเข้าใจว่าไภษัชคุรุเป็นไภษัชยคุรุเป็นหมอยาไป ก็ได้) ตอนหนึง่ ในจารึกตาพรหมของพระองค์ซงึ่ ถอดความ โดย “พันธ์พทิ แพทย์” เป็นภาคภาษาไทยว่า “ขอนอบน้อม สักการะแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผูม้ พี ระภาค ตรัสรู้พระธรรมและบรรลุถึงซึ่งโลกุตตรสุข พระองค์ เป็นพระศาสดาทีต่ รัสรูด้ ว้ ยพระองค์เดียวโดยชอบ พระองค์ เป็นผูถ้ งึ แล้วซึง่ พระนิรวาณ ข้าพเจ้าขอวันทนาพระชินะ ไภษัชคุรุไวฑูรยประภาราชะ พระผู้ประสาธน์สนั ติแห่ง ดวงจิตและความสงบ แม้แต่เพียงได้ยินพระนามก็ ยั ง รู ้ สึ ก ชื่ น ชมเสี ย แล้ ว สรวมชี พ ศรี สุ ริ ย ไวโรจนะเจ้ า แห่งดวงอาทิตย์ พระศรีจนั ทรไวโรจนะเจ้าแห่งดวงศศิธร ขอจงได้โปรดเปล่งรัศมีขจัดความมัวเมาในกิเลศราคะ และอกุศลมูลแห่งประชาสัตว์ให้ปราศไป และให้เบื้อง พระเมรุไกรแห่งพระศรีศากยมุนเี ป็นเจ้ามีแสงสว่างช�ำนะ กิเลศเหล่านี้” ข้ อ ความในจารึ กนี้ แสดงให้ เห็นว่าพระชัยวรมันที่ 7 ทรงซาบซึง้ ในองค์พระไภษัชคุรุพุทธเจ้ายิ่งนัก ได้ ถ ่ า ยทอดความรู ้ สึ ก ร�ำ พั น ออก อย่ า งประภั ส สร ทั้ ง ยั ง ทรงสรุ ป ได้อย่างงดงาม คือทรงขอให้พระ บวรพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ ศากยะมุนีโคตมะศาสดาแห่งมวล พุทธมามกะ ทั้งฝ่ายสาวกยานและ มหายานยุคปัจจุบนั ให้รงุ่ เรืองอีกด้วย นอกจากนีพ้ ระองค์ ยังได้ทรงสร้างพระปฏิมา “ชยพุทธมหานารถ” พระราชทาน ไปประดิษฐานไว้ตามหัวเมืองอื่นรวม 23 แห่ง ทรงสร้าง ธรรมศาลา ขุดสระน�ำ ้ สร้างถนน เพือ่ เอาชนะใจประชาชน แต่กไ็ ม่ประสพผลในการทีจ่ ะแปรเปลีย่ นทัศนะคติดงั้ เดิม

154

เหตุสันนิษฐานไม่เชื่อว่าเขมร สร้างพระกริ่งไภษัชคุรุ 1. ไม่มีการสร้างพระกริ่งชนิดนี้ภายหลังต่อมา 2. เชือ่ กันว่าพระกริง่ ชนิดนีห้ ล่อสร้างขึน้ ในสมัยราชวงศ์ ถังในประเทศจีน (พ.ศ.1161-1449) ซึง่ ตรง กับสมัย ทวาราวดีและสมัยศรีวิชัย 3. กรรมวิธีของสกุลช่างในด้านพุทธศิลปตลอดจนการ ผสมเนื้อโลหะเป็นของจีนมิใช่เขมร 4. มีการค้นพบพระกริง่ ชนิดเดียวกันนี้ ตามหัวเมืองต่างๆ ของประเทศจีนซึง่ เป็นศูนย์พทุ ธศาสนาฝ่ายมหายาน 5. สมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ได้ทรงบันทึก เรื่องราวเกี่ยวกับพระกริ่งบาเก็งไว้ในหนังสือความ ทรงจ�ำว่า พระพุทธรูปที่พบบนเขาพนมบาเกงไม่ ปิดฐานท�ำเป็นพระกริ่งจะเป็นด้วยเหตุใดไม่รู้แน่แท้ แต่ว่าคงจะมีพิมพ์ส�ำหรับหล่อขี้ผึ้งพระพุทธรูปนั้น คราวละมากๆ พระพักตร์เป็นแบบจีนผิดกับพระ พุทธ รูปแบบขอม พืน้ ฐานท�ำบัวคว�ำ่ บัวหงายเป็นอย่างบัว หลังเบี้ย ตามแบบพระพุทธรูปจีน จึงสันนิษฐานว่า พระกริ่งเห็นจะเป็นของหล่อในเมืองจีน แล้วส่งมา กัมพูชาในสมัยที่ก�ำลังรุ่งเรืองคือ เขมรเรียกว่าครั้ง พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ (น่าจะเป็นตอนที่พระเจ้ากรุง จีนส่งทูตานุฑตู มาเจริญพระราชไมตรีกบั พระเจ้ากรุง เขมรคือพระปทุมสุริยวงศ์ ตามพระราชพงศาวดาร กล่าวไว้ตอนหนึง่ ) พระไภษัชคุรุพุทธเจ้ามีพระอัครสาวกอยู่สององค์ คือพระอัครสาวกฝ่ายขวาพระนามศรีสุริยไวโรจน์ ค�ำ จีนเรียกว่า ยิกกวงเพียงเจีย แปลว่าแสงตะวันฉายไกล พระอัครสาวกฝ่ายซ้ายพระนามศรีจันทร์ไวโรจน์ ค�ำจีน เรียกว่า ง้วยกวงเพียงเจีย แปลว่าแสงจันทร์ฉายไกล เปรียบเสมือนพระโมคคัลลาและพระสารีบุตร พระอัคร สาวกซ้ายขวาแห่งสมเด็จพระสมณะโคดม พระโพธิสตั ว์ เจ้าผูย้ งิ่ ใหญ่ทงั้ สองพระองค์นี้ เป็นผูช้ ว่ ยของพระไภษัชคุรุ พุทธเจ้า และกล่าวไว้วา่ บุคคลใดก็ดไี ด้บชู าพระพุทธองค์ ด้วยความเคารพเลือ่ มใสแล้ว จักเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากภัยบีฑา ไม่ฝันร้าย ศาสตราวุธท�ำ อันตรายมิได้ สัตว์ร้ายท�ำอันตรายมิได้ โจรท�ำอันตราย

มิได้ ยาพิษท�ำอันตรายมิได้ ค�ำว่าไภษัชคุรนุ เี้ ป็นพระนาม ของพระพุทธเจ้าในลัทธิมหายาน มีบางท่านเขียนเพี้ยน ไปว่าไภษัชคุรซุ งึ่ แปลว่าหมอยาหรือพระหมอแล้วน�ำมาใช้ บ�ำบัดโรคาพยาธิต่างๆ เช่นโรคอหิวาตกโรคเป็นต้น ซึ่งก็ สามารถบันดาลผลเป็นที่น่าอัศจรรย์ ดังมีปรากฎมาแล้ว แต่ความหมายเดิมมิได้เป็นเช่นนัน้

เป็นศาสดาแห่งเทวดาแลมนุษย์ เป็็นผู้เบิกบานแล้ว เป็น ผู้จ�ำแนกธรรมกล่าวสอนสัตว์ ดูกรมัญชุศรี ณ เบื้องอดีต ภาค เมื่อพระตคาคตเจ้าพระองค์นี้ยังเสวยพระชาติเป็น พระโพธิสตั ว์บำ� เพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ทรงตัง้ มหาปณิธาน 12 ประการ เพือ่ ยังความต้องการแห่งสรรพสัตว์ให้บรรลุ

ก็มหาปณิธาน 12 ประการเป็นไฉน ? พระไภษัชคุรพุ ทุ ธเจ้าพระองค์นเี้ ป็นทีเ่ คารพสักการะ 1. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ซึง่ แห่งปวงชนพุทธมามกะฝ่ายพุทธมหายานยิ่งนัก ปรากฎ มีวรกายอันรุง่ เรืองสาดส่องทัว่ อนันตโลกธาตุบริบรู ณ์ พระประวัตมิ าในพระสูตรสันสกฤตสูตรหนึง่ คือ “พระพุทธ ด้วยมหาปุรสิ ลักษณะ 32 และอนุพยัญชนะ 80 ขอให้ ไภษัชคุรุไวฑูรยประภาราชามูล ปณิธานสูตร” แปลเป็น สรรพสัตว์จงมีวรกายดุจเดียวกับเรา ภาษาจีน ในราวพุทธศตวรรษที่ 10 ถอดเป็นภาษาไทย 2. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขอ ดังข้อความต่อไปนี้ ให้วรกายแห่งเรามีสดี จุ ไพฑูรย์ มีรศั มีรงุ่ โรจน์ โชตนา การยิง่ กว่าแสงจันทร์แลแสงอาทิตย์ ประดับด้วยคุณา สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระศากยมุนีพุทธะ ลังการอันมโหฬารไพศาลพันลึก ส่องทางแก่สตั ว์ทตี่ ก เสด็จประทับ ณ กรุงเวสาลี สุขโฆสวิหาร พร้อมด้วยพระ อยู่ในอบายคติ ให้หลุดพ้นเข้าสู่ที่ชอบตามปรารถนา มหาสาวก 8,000 องค์ พระโพธิสตั วมหาสัตว์ 36,000 องค์ 3. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และพระราชาธิบดีเสนาอ�ำมาตย์ตลอดจนปวงเทพ ก็ ข อให้ เราได้ ใช้ ป ั ญ ญาโกศลอั น ล�้ ำ ลึ ก สุ ขุ ม ไม่ มี ที่ สิ้นสุดยังบรรดาสรรพสัตว์ให้ได้รับโภคสมบัตินานา ก็ โดยสมัยนั้นแล พระมัญชุศรี ผู้ธรรมราชาบุ ต ร ประการ อย่าได้มีความยากจนใดๆ อาศั ย พระพุ ท ธาภิ นิ ห ารลุ ก ขึ้ น จากที่ ป ระทั บ ท� ำ จี ว ร 4. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เฉวียงบ่าข้างหนึง่ คุกพระชานุกบั พสุธา ณ เบือ้ งพระพักตร์ หากมีสัตว์ใดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ขอให้เรายังเขาให้ตั้ง ของสมเด็จพระโลกนารถเจ้า ประคองอัญชลีกราบทูล มัน่ ในสัมมาทิฏฐิโพธิมรรค หากมีสตั ว์ใดด�ำเนินปฏิปทา ขึ้นว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรด แบบสาวกยาน ปัจเจกยาน ก็ขอให้เราสามารถยังเขามา ประทานพระธรรมเทศนา พระพุ ท ธนามและมหา ด�ำเนินปฏิปทาแบบมหายาน มูลปณิธานแลคุณวิเศษอันโอฬารแห่งปวงพระสัมมา 5. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สั ม พุ ท ธเจ้ า ทั้ ง หลาย เพื่ อ ยั ง ผู ้ ส ดั บ ธรรมกถานี้ ได้ รั บ หากมีสรรพสัตว์ใดมาประพฤติพรหมจรรย์ในธรรม หิตประโยชน์บรรลุถึงสุขภูมิ” พระบรมศาสดาทรงรับ วินยั ของเรา ก็ขอให้เขาเหล่านัน้ อย่าได้มีศีลวิบัติเลย อาราธนาของพระมัญชุศรีโพธิสัตว์แล้ว จึงทรงแสดง จงบริบูรณ์ด้วยศีลทั้ง 3 เถิด หากผู้ใดมีศีลวิบัติ เมื่อ พระเกียรติคุณของพระไภษัชคุรุพุทธเจ้าว่า ได้สดับนามแห่งเรา ก็ขอให้จงบริสทุ ธิบริบรู ณ์ดจุ เดิม ไม่ตกสู่ทุคตินิรยาบาย ดูกรกุลบุตร จากทีน่ ไี้ ปทางทิศตะวันออก ผ่านโลกธาตุ 6. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อันมีจ�ำนวนดุจเมล็ดทรายในคงคานที 10 นทีรวมกัน ณ หากมีสรรพสัตว์ มีวรกายอันเลวทราม มีอินทรีย์อัน ที่นนั้ มีโลกธาตุหนึง่ นามว่าวิสุทธิไพฑูรยโลกธาตุ ณ โลก ไม่ผอ่ งใส โง่เขลาเบาปัญญา ตาบอดหรือหูหนวกเป็น ธาตุนนั้ มีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ไภษัชคุรไุ วฑูรยประภา บ้าหรือหลังค่อมสารพัดพยาธิทุกข์ต่างๆ เมื่อได้สดับ ราชาตถาคต พระองค์ถึงพร้อมด้วยพระภาคเป็นพระ นามแห่งเราก็ขอให้หลุดพ้นจากปวงทุกข์เหล่านัน้ มีสติ อรหันต์ เป็นผูต้ รัสรูด้ ตี รัสรูช้ อบแล้วด้วยพระองค์เอง เป็น ปัญญาที่เฉลียวฉลาด มีอินทรีย์ผ่องใสสมบูรณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชาและจรณะ เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้ 7. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ รูแ้ จ้งโลกยอดเยีย่ มไม่มใี ครเปรียบ เป็นนายสารถีฝกึ บุรษุ หากมีสรรพสัตว์อนั มีความทุกข์เบียดเบียนปราศจากที่ 155

พึง่ พิงและทีอ่ ยูอ่ าศัย ปราศจากแพทย์และยา ปราศ จากวงศาคณาญาติ อันความยากจนข้นแค้นมีทกุ ข์มา เบียดเบียนแล้ว เพียงแต่นามของเราผ่านโสตของเขา เท่านัน้ ขอสรรพความเจ็บป่วยจงปราศจากไปสิน้ เป็น ผู้มีกายใจอันผาสุก มีบ้านเรือนอาศัยพรั่งพร้อมด้วย ธนสารสมบัติ จนทีส่ ดุ ก็จกั ได้ส�ำเร็จแก่พระโพธิญาณ 8. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีอิสตรีใดมีความเบื่อหน่ายต่อเพศแห่งตน แล ปรารถนาจะกลับเพศเป็นบุรุษไซร้ มาตรว่าได้สดับ นามแห่งเรา ก็จงสามารถเปลี่ยนเพศจากหญิงเป็น ชายตามปรารถนา จนทีส่ ดุ ได้สำ� เร็จแก่พระโพธิญาณ 9. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เราจงสามารถยังสัตว์ทงั้ หลายให้หลุดพ้นจากข่ายแห่ง มารและเครือ่ งผูกพันของเหล่ามิจฉาทิฏฐิให้สตั ว์เหล่า นัน้ ตัง้ อยูใ่ นสัมมาทิฏฐิและให้ได้บ�ำเพ็ญสัตว์จริยา จน บรรลุพระโพธิญาณในที่สุด 10. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดถูกต้องพระราชอาญาต้องคุมขังรับ ทัณฑกรรมในคุกตารางหรือต้องบทอาญาถึงประหาร ชีวิต ตลอดจนได้รับการข่มเหงคะเนงร้ายดูหมิ่น ดูแคลนเหยียดหยามอืน่ ๆ เป็นผูอ้ นั ความคับแค้นเผา รนแล้ว มีกายใจอันวิปฏิสารอยู่ หากได้สดับนามแห่ง เราได้อาศัยบารมีและคุณาภินิหารของเรา ขอสัตว์ เหล่านัน้ จงหลุดพ้นจากปวงทุกข์ดั่งกล่าว 11. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดมีความทุกข์ด้วยความหิวกระหายแล้ว ประกอบอกุศลกรรมเพราะเหตุแห่งอาหารไซร้ หากได้ สดับนามแห่งเรา มีจติ หมัน่ ตรึกภาวนาเป็นนิตย์ เราจัก ประทานเครือ่ งอุปโภคอันปราณีตแก่เขา ยังให้เขาอิม่ หน�ำส�ำราญ แล้วประทานธรรมรสแก่เขาได้รบั ความ สุข 12. ในกาลใดทีเ่ ราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดที่ยากจนปราศจากอาภรณ์นุ่งห่ม อัน ความหนาวและเหลือบยุงเบียดเบียนทัง้ กลางวันกลาง คืน หากสดับนามแห่งเรา และหมั่นร�ำลึกภาวนาถึง เราไซร้ เขาจักได้รบั ถึงสิง่ ทีป่ รารถนาและจักบริบรู ณ์ ด้วยธนาสารสมบัติ สรรพอาภรณ์เครือ่ งประดับและ เครื่องบ�ำรุงความสุขต่างๆ ฯลฯ 156

นอกจากนี้ ยั ง ทรงแสดงถึ ง พิ ธี จั ด มณฑลบู ช าพระ ไภษัชคุรุอีกด้วยว่า ต้องจัดพิธีมีเครื่องบูชาอย่างนั้นๆ และประทานพระคาถาบูชาพระไภษัชคุรุด้วย ในขณะที่ ตรัสพระคาถานี้ พระบรมศาสดาทรงประทับเข้าสมาธิ ชื่อ “สรวสัตวทุกขภินทนาสมาธิ” ปรากฏรัศมีไพโรจน์ ขึ้นเหนือพระเกตุมาลาแล้วจึงตรัสพระคาถามหาธารณี ดังนี้ “นโมภควเต ไภษชยคุรุ ไวฑูรยฺ ปรฺภาราชายตถาคต ยารฺหเต สมฺยกฺสมฺพทุ ธาย โอมฺ “ภเษชเยไร เษชเย ไภเษ ชย สมุรฺคเตสุวาหุ” ครั้ นตรั ส มหาธารณีนี้ แ ล้ ว พสุ ธ าก็ กั ม ปนาทหวั่ น ไหว แสงสว่างอันโอฬารก็ปรากฏ สัตว์ทั้งปวงก็หลุดพ้น จากสรรพพยาธิบรรลุสุขสันติอันปราณีตแล้ว พระบรม ศาสดาจึงตรัสว่า “ดูกรมัญชุศรี ถ้ากุลบุตรกุลธิดาใดอัน พยาธิทุกข์เบียดเบียนแล้ว พึงตั้งจิตให้เป็นสมาธิ แล้ว จึงน�ำพระมหาธารณีบทนี้ปลุกเสกอาหารหรือยาหรือ น�ำ้ ดืม่ ครบ 108 หน แล้วดืม่ กินเข้าไปเถิด จักสามารถดับ ปวงพยาธิได้” ซึง่ พระสูตร์ตอนนีป้ ลายๆ ยังมีเรือ่ งพิศดาร อีกมาก เป็นอันว่าท่านผู้อ่านได้ทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์ และความส�ำคัญของพระพุทธไภษัชคุรโุ ดยสังเขปเท่านี้ ส�ำหรับพระคาถาธารณีนนั้ พระคณาจารย์สร้างพระกริง่ ไม่ควรละเลย ควรน�ำมาใช้ปลุกเสกพระกริ่งได้ และควร ถือว่าเป็นมนตร์ประจ�ำพระกริ่งหรือหัวใจของพระกริ่ง โดยเฉพาะทีเดียว ต่ อ ไปนี้จั ก ได้ ก ล่ า วถึ ง กรรมวิ ธี ก ารสร้ า งพระกริ่ ง ไภษั ช คุ รุ ต ลอดจนกรรมวิ ธี ก ารปลุ ก เสกโดยเนื้ อ แท้ เนื่ อ งจากคติ ก ารสร้ า งพระกริ่ ง ยั ง คงนิ ย มกระท� ำ กั น สืบต่อมา แต่รู้สึกจะแผลงออกไป ทุ ก ขณะ นานวั น เข้ า ก็ ลื ม ประวั ติ และวิธีสร้างตามแบบอย่างที่วาง ไว้ ทั้ ง นี้ เพราะสู ต รมหายานเป็ น ภาษาสันสกฤตก็พลอยเลือนหาย ตามลัทธิมหายานไปด้วย พระเกจิ อาจารย์หลายท่านจึงหาวิธดี ดั แปลง วิ ธี ก ารสร้ า งเสี ย ใหม่ อ าศั ย ต�ำ รั บ

ตกทอดจากสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว อยุธยา แต่ ที่ท�ำกันจริงจังก็ดูเหมือนจะเป็นพระมหาสมณะเจ้ากรม พระยาปวเรศวริ ย าลงกรณ์ กั บ สมเด็ จ พระสั ง ฆราช แพ วัดสุทัศน์เทพวรารามเท่านัน้ เกียรติคุณของสมเด็จ พระกริง่ ทีส่ ร้างขึน้ จึงทรงเกียรตินยิ มซึง่ นับวันแต่จะสูงเด่น ขึน้ ยืนยงคงอยูใ่ นวงการพระเครือ่ งตลอดไป แต่ถา้ จะให้ดี และถูกต้องยิง่ ขึน้ แล้วยังต้องมีการแก้ไขดัดแปลงเพิ่มเติม อีกหลายประการ และยังจะประเสริฐกว่าของดั้งเดิมอัน เป็นปฐมบูรพาจารย์เสียอีก คือประกอบด้วยบุญฤทธิและ อิทธิฤทธิโดยสมบูรณ์ ความส�ำคัญในด้านโหราศาสตร์อนั เป็นศาสตร์เร้นลับมี บทบาทเกีย่ วโยงไปถึงผลขัน้ สุดท้าย ผลนัน้ เกิดจากเหตุ ถ้า เหตุดผี ลย่อมดีตาม สมเด็จพระสังฆราชแพ นิยมสร้างพระ กริ่งขององค์ท่านทุกเพ็ญเดือน 12 ตามคติขององค์ท่าน แต่ ฤกษ์ที่ดีที่สุดส�ำหรับการสร้าง พระเครือ่ งระดับโลกเช่นนีม้ อี ยู่ ระยะหนึง่ เรียกว่ามหัศจรรย์ โกลาฤกษ์ คือ เป็นฤกษ์พิเศษ ส�ำหรับใช้ในการลงเครือ่ งพิชยั สงครามแก่องค์พระมหา กษัตริย์ ท่านกล่าวไว้ในคัมภีรว์ า่ เป็นระยะที่ดาวอังคาร สถิตย์ราศรีเมษ หรือราศรีทวารก็ได้ เป็นระยะทีใ่ ห้คณ ุ แรง นัก อาศัยความร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ ซึง่ หากแสงอาทิตย์ อ่อนลงอิทธิพลก็ลดหย่อนลงตามส่วน

1. จารึกพระคาถามหาธารณีลงใน แผ่นเงินบริสุทธิ 108 จบ 2. จารึกมหาปณิธาน 12 ประการ ลงในแผ่นเงินบริสุทธิ 14 จบ 3. จารึกพระนามพระไภษัชคุรไุ วทูร ยประภาราชา ลงในแผ่นทองค�ำ บริสุทธิ 108 พระนาม 4. จารึ ก พระนามพระศรี สุ ริ ย ไว โรจน์ ลงในแผ่นทองค�ำบริสุทธิ 108 พระนาม 5. จารึกพระนามพระศรีจันทร์ไวโรจน์ ลงในแผ่นเงิน บริสุทธิ 108 พระนาม

การเตรี ย มขั้ นที่ ส อง คื อ สร้ า งหุ ่ น ให้ ถู ก ต้ อ งตาม พุทธลักษณะวางลัคณาฤกษ์ส�ำหรับใช้ในการเททองให้ อยู่ในเกณฑ์ สมโณฤกษ์ ช่างหล่อจ�ำเป็นต้องนุ่งห่มขาว สมาทานให้สมบูรณ์ด้วยองค์ศีล หากลงเล็บมือทั้งสิบได้ จะเป็นการดี ประร�ำพิธีควรหันหน้าสู่เบื้องปัจจิมทิศ จัด อาสนสงฆ์ส�ำหรับพระคณาจารย์ปรก และพระพิธีธรรม หันสู่บูรพาทิศ ก่อนสุมเคี่ยวทองช่างหล่อกระท�ำพิธีไหว้ ครูช่างให้เรียบร้อย และกะระยะ ลดไฟให้ พ อดี กั บ ฤกษ์ ที่ จ ะเททอง โดยเคร่ ง ครั ด พระพิ ธี ธ รรมร่ า ย พระคาถามหาธารณีพระคณาจารย์ นั่ ง ปรกจนใกล้ จ ะถึ ง ฤกษ์ พระ คณาจารย์ ป ระพรมน�้ ำ พระพุ ท ธ มนต์ ที่ เบ้ า หล่ อ พร้ อ มกั บ อธิ ฐ าน การเตรียมขั้นแรก ก็คือการเสาะหาตัวโลหะเก้า ของความศักดิ์สิทธิ์ น�ำแผ่นจารึก ประการที่เรียกกันว่า นวโลหะ ให้ได้ของจริงเสียก่อน พระนามหย่อนลงสู่เบ้าแลเททองเป็นปฐมฤกษ์ พระ ให้ได้น�้ำหนักตามต�ำราบังคับ จัดการหล่อหลอมให้เป็น พิธธี รรมเปลีย่ นมาสวดพระชัยมงคลคาถาจนกว่าจะเสร็จ พิธเี ททอง (ในการเททองไม่จ�ำเป็นต้องใช้พราหม์เป่าสังข์ เนือ้ เดียวกันแผ่ขยายให้บางส�ำหรับ แกว่งบัณเฑาะหรือจะมีก็ได้แล้วแต่สะดวก) ลงพระยั นต์ 108 พระยั นต์ แ ละ นะปถมัง 14 นะ ตามต� ำรับของ การเตรียมการขั้นที่สาม ให้จัดหาพระอุโบสถที่มี สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ครัง้ ขนาดกว้างขวางพอสมควร และเป็นมงคลนาม สะดวก แผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในการคมนาคมและจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ ประการ แต่กย็ งั ไม่เป็นการถูกต้องเพราะเป็น ส�ำคัญต้องเป็นพระอุโบสถชนิดหันหน้าสู่ทิศปัจจิม (ทิศ แต่เพียงโครงร่าง ปราศจากหัวใจ ตะวันตก โบสถ์ทั่วไปมักจะหันหน้าสู่ทิศตะวันออกแล้ว และจุดส�ำคัญ ควรเพิ่มหลักเกณฑ์ จะทราบว่ า ผิ ด ) พระประธานจะหั น พระพั ก ตร์ จ าก ลงไปดังนี้ 157

เบื้องตะวันออกสู่ตะวันตก เวลาที่เราก้มกราบจะบ่าย ลงสู่ทิศตะวันออก อันเป็นที่สถิตย์แห่งไวฑูรยโลกธาตุ ถ้าเป็นพระอุโบสถที่หันหน้าสู่ตะวันออก เวลาเราก้ม กราบจะบ่ายลงสู่ทิศตะวันตก เวลานอนในโบสถ์ก็เช่น เดียวกัน ถือเป็นทิศอัปมงคล ครั้นแล้วให้พิธีกรจัดการ วางผังส�ำหรับพิธกี ารพุทธาภิเศกให้ถกู ต้องตามพิธกี าร แต่ อย่าให้เหมือนกับที่เขาท�ำกัน คือ พยายามคิดถึงความ จริงเป็นหลัก เช่นสายสิญจ์ควรใช้ขนาด 108 เส้นอย่า ใช้เส้นเล็กๆ สมมุติให้เป็นไฟฟ้าแรงสูงไปเลย เพราะ กระแสร์จิตเดินไปตามสายสิญจ์ เวลาขึงสายสิญจ์ให้ขึง แบบอุตราวัตร คือ เวียนซ้าย เวลาเดินกระแสร์จิตจะ ย้อนกลับเป็นทักษิณาวัตร ถ้า ขึงแบบทักษิณาวัตรกระแสร์ จิตก็จะพุ่งออกในทางกลับกัน ตกแต่งบรรยากาศภายในพระ อุ โ บสถให้ บั ง เกิ ด สี ไ พฑู ร ย สมมุ ติ เ ป็ น ไวฑู ร ยโลกธาตุ ควั่นเทียนชัยเตรียมไว้ 3 ชุด ใส่ใส้ 80 เส้น สูงวัดจากเท้า จดหน้าผากเจ้าภาพ จัดเทียน มหามงคลไว้ 5 ชุด ใส่ 56 เส้น

158

ความยาวรอบหน้าผากเจ้าภาพ นอกจากนั้นเป็นเทียน วิปัสสี เทียนเงินเทียนทองชนิดไม่ใช้จุด เทียนนวหรคุณ เที ย นน�้ ำ มนต์ เที ย นจุ ด บู ช าพระรั ต นไตรย ธู ป ชนิด ดอกใหญ่ เตรียมไว้ให้พอเพราะต้องจุดถึง 7 วันหาพระ ประธานพิ ธี ซึ่ ง เป็ น พระไภษั ช คุ รุ พุ ท ธเจ้ า พร้ อ มด้ ว ย พุทธบริโภค คือ วัชร (ตรี) กลด (หม้อน�ำ้ มนต์) พระขรรค์ สายประค�ำ ศร จักร การท�ำพิธีพุทธาภิเศกที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นพิธีใดก็ตามจ�ำเป็นต้องมีพระประธานพิธีโดย เฉพาะ มิใช่พระประธานเป็นพระประธานพิธสี ว่ นมากเห็น ว่ายังจัดกันไม่ถูก จัดหาที่ตั้งตู้เทียนชัย ตั้งอาสนะหรือ ตั่งส�ำหรับพระพิธีธรรม จัดที่วางธรรมาสน์ส�ำหรับพระ คณาจารย์ปรก ทีว่ างตุม่ น�ำ้ พุทธมนตร์ ขันสาครขนาดใหญ่ 1 คู่ ส�ำหรับใช้ปกั เทียนมหามงคล ใส่นำ�้ ท่าไว้เพียงครึง่ ขัน และน�ำ้ พุทธมนตร์อนื่ ก็ควรใช้นำ�้ ท่า ถ้าภายในระยะ 7 วัน ยุงลงไปไข่หรือยุงเข้าไปในปริมณฑลได้ นับว่าพระคณาจารย์ ไม่มศี ลี บริสทุ ธิ (พิธเี ก่งๆ กระท�ำกลางทุง่ นายุงยังไม่สามารถ เข้าไปได้ แต่พอออกนอกสายสิญจ์ถูกตอมยิ่งกว่าฝูงผึ้ง) ในพิธีนี้ให้ใช้ดอกบัวขาวเพียงประการเดียวและต้องซัก ซ้อมความเข้าใจส�ำหรับพระคณาจารย์และบัณฑิตซึ่งจะ เข้าประจ�ำพิธีกรรมให้เป็นที่เข้าใจในบางประการส�ำหรับ เครื่องบริโภคขบฉันอาหารการรับประทานควรจะเป็น มังสะวิรตั ิ เพือ่ เป็นทีโ่ ปรดปรานแห่งองค์พระไภษัชคุรพุ ทุ ธ เจ้า พระคณาจารย์ปรกจะต้องทราบในมหาธารณีมนตร์ มิ ฉะนัน้ การปรกจะไม่ได้ผลเต็มที่ แนะน�ำบัณฑิตเกีย่ วกับการ อาราธนาต่างๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน คือ การอาราธนาพระ ปริตร์ให้ใช้โดยแบบปกติ การอาราธนาพระธารณีให้เปลีย่ น ค� ำ ลงท้ า ยว่ า ธารณิต ตั ง พรู ถ ะมั ง คะลั ง อาราธนา พระพุ ท ธาภิ เศกให้ เปลี่ ย นค�ำ ลงท้ า ยว่ า พุ ท ธาภิ เศกํ พรู ถ ะมั ง คลั ง อาราธนาพระทิ พ ยมนตร์ ใ ห้ ว ่ า ดั ง นี ้ อุกาสะ อัชฌัตติกะพาหิเรชาตัง อุคคิอากาสะวหัง สัพพะ อั น ตรายะวิ น าสนั ง สั พ พะทุ ก เขหิ มั ญ จั น ตั ง ปริ ต ตั ง พรูถะมังคะลัง วิธชี กั ประค�ำภาวนา เมือ่ สวดพระทิพย์มนตร์ ให้ภาวนาว่า “กะจะยะสะ” สวดบทอืน่ ๆ ให้ภาวนาว่า “อิสะ วิระมะสาพุทธเทวา” คือ พระนวหรคุณ ครัน้ ถึงคราวร่าย ธารณีมนตร์ให้ภาวนาว่า “โอมมณีปัทเมหุงหะริ” ความ ส�ำคัญของมนตร์บทนี้ได้รับทราบจากท่าน พลตรีก้าน จ�ำนงภูมเิ วท ซึง่ เดินทางไปศึกษาพุทธปรัชญาฝ่ายมหายาน ถ่ายทอดโดยอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ดังนี้

โอม มะ นิ ปัท เม หุง หะริ เป็นมนตราอันศักดิ์สิ ทธิ์ที่นับถือกันแพร่หลายทั่วไปของชาวทิเบต ซึ่งทุกคน ทั้งหญิงชายแก่ เฒ่า สาว หนุ่ม และเด็กๆ ตลอดจน พระสงฆ์ และชาวบ้านทุกคนท่องบ่นมนตร์นี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะยืนเดินนัง่ นอนตลอดจนจะย่างก้าวไป ณ สถาน ที่ ใ ดๆ ชาวทิ เบตทุ ก ชั้ นจะท่ อ งบ่ น มนตร์ บ ทนี้ ห ลาย ต่อหลายจบ แทบทุกลมหายใจเข้าออกก็ว่าได้ จ�ำนวน ผู้เลื่อมใสท่องบ่นมนตร์บทนี้มากมายหาผู้ที่จะเว้นมิได้ เลย แม้พวกพราหมณ์ที่เคร่งครัดในประเทศอินเดีย จะ ภาวนามนตร์กายะตรีจาปะก็หาสู้ได้ไม่ กล่าวกันว่ามน ตรา โอม มะ ณิ ปัท เม หุง หะริ บทนี้ ได้มาจากพระโพธิ สัตว์อวโลกิเตศวรเป็นผู้ประสิทธิ โดยที่พระองค์ท่านได้ รับประสิทธิประสาธน์มาจากพระมหากรุณาธิคุณของ พระอมิตาพุทธเจ้า ผู้เป็นพระเทพบิดรของพระองค์ ดัง นั้น จึงเป็นพระมนต์ที่ทรงอิทธิปาฏิหาริย์ยิ่งนัก ค�ำว่า มะณี หมายถึง มหาบุรุษที่เรียกกันว่าพระผู้เป็นเจ้าหรือ ส่วนหนึ่งของวิญญาณธาตุ ที่ทรงมหิทธานุภาพอย่าง ใหญ่ ห ลวง ส่วนปัทมา (ดอกบัว) หมายถึ ง สสารที่ ประกอบขึ้นเป็นสังขาร โอมนัน้ ตามธรรมดาใช้ส�ำหรับ เป็นค�ำน�ำหน้ามนต์ทุกๆ บท หุงเป็นค�ำลงท้ายของมนต์ เพื่อให้มีความขลังศักดิ์สิทธิ์ในทางไสยศาสตร์ พระ มนต์บทนี้มีความหมายว่า “แก้วมณีที่อุบัติในดอกบัว” เปรียบประดุจวิญญาณที่สิงสถิตย์อยู่ในสังขาร ฉะนัน้ ค�ำว่า หะริ คือ ค�ำที่ต่อเติมเข้าไปตามปกติ เป็นค�ำย่อ ของค�ำว่า หฤทัย หรือหัวใจ ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มนต์ บทนี้ท�ำให้ใจแน่วแน่เป็นสมาธิดุจ ดวงใจทีอ่ ยูก่ ลางดอกบัว ตามส�ำนัก เรียนลัทธิมหายานโดยทั่วๆ ไป ได้ ก� ำ หนดให้ ตั ว อั ก ขระที่ เ ขี ย นเป็ น มนตรามี สี ต ่ า งๆ กั น (รวม 6 สี หมายถึง ฉัพพรรณรังสี - ผูเ้ ขียน) ชาวทิเบตมีความเชือ่ อย่างแน่นแฟ้น ว่าด้วยการเปล่งเสียงสาธยายมนต์ ทั้ง 6 ค�ำนี้ ก็สามารถจะดับเสียได้ ซึ่งการจุติปฏิสนธิ ในภพทั้ง 6 คือสวรรค์ มนุษย์ อสูร เดียรรัจฉาน นรก และอเวจี และบรรลุพระนิพานได้ สีประจ�ำอักขรนั้น คือ ขาว น�้ำเงิน เหลือง เขียว แดง และด�ำ ตามล�ำดับ ค�ำว่า หะริ กล่าวกันว่าเป็นสีขาว มณีมนตราบทนี้ ได้ จารึก แกะสลัก หรือเขียนเอาไว้ตามผนังก�ำแพง ภูเขา

คูหาแผ่นหิน ตามวัดวาอาราม ตามเขาสัตว์กระดูกสัตว์ ธง และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย บางครั้งก็สลักเอาไว้ใน ก้อนหินกลมๆ หรือแผ่นป้าย ซึง่ ติดเอาไว้ตามถนนหนทาง ต่างๆ และตามปูชนียสถานฯลฯ พระมนต์บทนี้เขียน ซ�้ำๆ กันเป็นจ�ำนวนมากในแผ่นกระดาษ ซึ่งเก็บไว้ใน วัตถุรปู ทรงกระบอกมีแกนบังคับคล้ายหลอดด้าย ท�ำด้วย ทองเหลือง ทองแดง หรือเงิน ผู้ที่มานมัสการจะเอา มือหมุนกระบอกนี้ไปหลายๆ รอบตามทิศทางที่เดินไป เชื่ อ กั น ว่ า เมื่ อ หมุ น ไปได้ ร อบหนึ่ง ก็ ได้ บุ ญ เท่ า กั บ การ สวดมนต์จบหนึง่ รูปทรงกระบอกนี้มีขนาดต่างๆ กันมาก หลาย ตั้งไว้ที่หน้าประตูและตามข้างวัด ที่เมืองลาดาขะ ในประเทศทิเบตมีอยู่อันหนึง่ ใหญ่มาก ต้องใช้หมุนด้วย ก�ำลังน�้ำ มีแผ่นกระดาษซึ่งได้เขียนมณีมนตราไว้เป็นจ�ำ นวนล้านๆ จบบรรจุอยู่ นับเป็นยอดมหามหามนต์ที่ ทาง ฝ่ายพุทธนิกายมหายานนับถือกันอย่างยวดยิ่ง ส� ำ หรั บ พิ ธี ก รบางท่ า นยั ง ด้ อ ยประสบการณ์ เมื่ อ จะสิน้ ใส้เทียนไม่ทราบจะต่ออย่างไร จึงควรทราบไว้ดว้ ย คือ เทียนชัยนัน้ มีฤกษ์จุดและฤกษ์ดับ นอกจากจะเลือก เฟ้นสีผงึ้ แท้มาควัน่ เป็นเทียน ยังต้องคอยเฝ้าดูอย่าให้มกี าร ดับโดยยังไม่ถึงกาลเวลาอันควรต้องมีกรรไกรคอยแต่ง ใส้เทียน ถ้าพิธีกรรมปลุกเสกใช้เวลาติดต่อกันหลายวัน เทียนก็ทนอยู่ไม่ได้จึงให้เตรียมส�ำรองไว้ หากถึงคราว จะหมดจริงๆ ต้องน�ำเทียนชะนวนมาจ่อที่ไฟเทียนที่จะ สิ้นพร้อมกับบริกรรมว่า สนธิอัคคียัง เมื่อน�ำมาจ่อกับ เทียนเล่มใหม่กล่าวว่ายันตังสันตังวิกรึงคะเร ก่อนที่จะ ต่ออย่าให้ใส้เทียนแห้งควรใช้น�้ ำมันจันทน์ทาเป็นเชื้อ สักเล็กน้อย ส�ำหรับเรื่องนี้หากไม่กล่าวไว้พอถึงเวลาเข้า แทบพิธีแตกทีเดียว การเตรียมขั้นที่สี่ หลังจากการตกแต่งขัดเกลาองค์ พระกริ่งเรียบร้อยแล้ว ให้หาฤกษ์ส�ำหรับบรรจุเมล็ดกริ่ง 159

ปิดก้นฐานองค์พระ ซึง่ เป็นวิทยาการโดยเฉพาะและไม่มีการ ท�ำกันมาโดยถูกต้องให้จดั พระกริง่ เมล็ดกริง่ และฝาปิดก้น ฐานวางแยกกันไว้ให้เป็นระเบียบมิสบั สนหาช่างบัดกรี 2 คน นุ่งห่มขาวสมาทานศีลให้เรียบร้อย จัดพระคณาจารย์ นี้ 3 รูป แบ่งงานดังนี้ ให้หาดอกบัวขาวเตรียมไว้จำ� นวน มากพอควร ตัดก้านพับกลีบให้บานแล้วบรรจุวางลงใน ขันสาคร ซึ่งใส่น�้ำไว้แล้วประมาณครึ่งขัน บรรจุดอกบัว ขาวลงให้ได้สูงประมาณค่อนขันใช้มือกดเบา พอเห็นว่า สามารถรับน�ำ้ หนักได้ พระคณาจารย์องค์ที่ 1 จัดการเผา ก�ำยานและจันทนา จุดธูปเทียนบูชาพระไภษัชคุรพุ ทุ ธเจ้า บัณฑิตกล่าวอาราธนาพระธารณีมนต์ และพระคณาจารย์ ร่ายธารณีเพื่อสร้างน�ำ้ ธารณีมนต์ให้ครบ 108 คาบ พระ คณาจารย์องค์ที่ 2 - 3 จัดการจารึกพระนามพระไภษัช คุรุพุทธเจ้าด้านในของฝาปิด พร้อมทั้งเรียกสูตรเรียก นามให้ถูกต้องไปจนกว่าจะหมดจ�ำนวน พระคณาจารย์ องค์ที่ 2 น�ำเมล็ดกริง่ บรรจุลงในองค์พระบริกรรมว่า “จุติ อมนุส” พระคณาจารย์องค์ที่ 3 รับไปน�ำฝาปิดบริกรรมว่า “ปฏิรปู งั ” แล้วส่งให้ช่างจัดการบัดกรี ช่างจะต้องตรวจ ดูความเรียบร้อยและแก้ไขมิให้เมล็ดกริ่งเกิดการขัดได้ แล้วน�ำใส่พานถวายพระคณาจารย์องค์แรก เพื่อจัดการ เบิกพระเนตร พระอาจารย์จะใช้เหล็กจานจุ่มน�้ำธารณี มนต์พร้อมกับจรดเหล็กจานลงที่พระเนตรเบื้องซ้ายเป็น ปฐมแล้วขีดเป็นวงกลมบริรรมว่า “สหัสสเนตรโต เทวิน โท ทิพยจักขุงวิโสทายิ จงมาบังเกิดเป็นพระเนตรเบื้อง ซ้าย” และต่อไปให้เบิกพระเนตรเบื้องขวาเพียงค�ำว่า จง มาบังเกิดเป็นพระเนตรเบือ้ งขวาแทนค�ำว่าพระเนตรเบือ้ ง ซ้าย นอกนัน้ ข้อความเป็นอย่างเดียวกัน แล้วใส่ถาดหรือ พานแยกไว้จนการบรรจุกริง่ ปิดฐานเสร็จสิน้ แล้ว ให้พระ 160

คณาจารย์ทงั้ สามนัง้ ล้อมวงกันน�ำพระกริง่ วางใส่ฝา่ มือประกบ ให้แน่นเขย่าพระกริ่งพร้อมกับ ค�ำภาวนาว่า จตุมหาราชิ กา ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมานนรดี ปริมิตสวัสดี อ วิ หา อตัม ปา สุ ทัส สา สุ ทัส สี อกนิ ษ ฐา สุ ขาวดี (ค�ำ ว่าสุขาวดี หมายถึงแดนพระนิพพานในลัทธิมหายาน) เพื่อให้เสียงที่เขย่านี้ ดังไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าชั้นพรหม โลกตลอดโลกอุ ด รรั บ ทราบเป็ น สั ก ขี พ ยานแล้ ว บรรจุ วางพระกริ่งลงบนกลีบดอกบัวขาวในขันสาครทีละองค์ บริกรรมว่า “โอมมณีปัทเมหุงหะริ” และถ้าจะท�ำพิธีให้ นานถึง 7 วัน ถึงวันที่ 4 ให้อัญเชิญพระกริ่งประทับบน ใบบัวเบื้องพระพักตร์พระไภษัชคุรุพุทธเจ้า เลือกใบบัว ที่จะใช้ปูรองเป็นอาสน์อย่าให้มีต�ำหนิและใช้ใบที่สดใส แข็งแรง ต่อจากนัน้ ก่อนจะถึงพิธีพุทธาภิเศก ย่อมมีการ สังเวยฤกษ์ บูชาเทพยดาทัว่ ท้องจักรวาล ให้จดั พิธตี อนเช้า ควรมีการเจริญพระปริตร์ก่อนเป็นปฐม เจ้าภาพจุดธูป เทียนนมัสการบูชาพระรัตนตรัย พระไภษัชคุรุ กล่าว โศลกตามจารึกตาพรหม พร้อมมหาปณิธาน 12 ประการ บั ณฑิ ต อาราธนาพระธารณี พระพิ ธี ธ รรมจตุ ร วรรค ร่ายธารณี พระคณาจารย์นงั่ ปรก บัณฑิตชักประค�ำ ครั้ง ครบถ้วน 108 จบ ให้ลั่นกังสดารเป็นสัญญาณพักก่อน จะจัดพิธีให้ประชุมหารือกันว่าจะจัดท� ำกี่วัน และจัด แบ่งแผนงานให้เรียบร้อยและควรมีการสวดดังนี้ คือ ภาณวาร รั ต นมาลา ทิ พ ยมนต์ ซึ่ ง ประกอบด้ ว ยพระ ชั ย มงคลและมหาไชยมงคลคาถา (ชั ย น้ อ ยชั ย ใหญ่ ) สาวัง อุณหิสวิชัย การสวดพุทธาภิเศกเหลือไว้ตอนท้าย (ถ้าภาคกลางคืนจะใช้สวด “กิมกังเก็ง” คือหฤทัยสูตร์หรือ ปรัชญาปรมิตาสูตร์ด้วยก็สมบูรณ์ดี)

พระเครื่องเจ้าคุณพรหมมุนี วัดราชประดิษฐ์

ของดีของเก่าก�ำลังจะจมหายละลายสูญ ปราศจาก การเล่าสู่กันฟังนับเป็นที่น่าเสียดาย นัน่ ก็คือพระเครื่อง ของพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุตินิกาย เจ้าคุณพรหม มุนี เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์ ซึ่งโปรดเกล้าให้สร้าง ขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.4 ท่านเจ้าคุณพรหมมุนี เป็นสิทธิงวิหาริกและอันเตวาสิก ในองค์สมเด็จพระสังฆราชสา ปุสสะเทวะและต่อมาได้ เป็นพระฐานานุกรมในองค์สมเด็จพระสังฆราช จนชั้น หลังได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพรหมมุนี ครองวัดราช ประดิ ษ ฐ์ ในต� ำ แหน่ ง เจ้ า อาวาส ในรั ช สมั ย พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ วั ตามค�ำร�ำ่ ลือว่า องค์ทา่ น เป็นผู้เคร่งครัดในศีลวัตรยิ่งนักมีวาจาสิทธิ์และมีจิตตา นุภาพอันแรงกล้า ถึงกับเรียกเทพยดามาใช้สอยได้ ในชีวติ ขององค์ท่านได้มีเมตตาจิตสร้างพระเครื่องอันศักดิ์สิทธิ์ ไว้ 2 รุ่น รุน่ แรกเป็นพระปิดทวารทัง้ เก้าเนือ้ เมฆพัด ด้านหลัง เป็นลอนตามรูปองค์พระ จารึกพระอักขระด้วยเหล็กจาร ทุกองค์ สร้างให้กบั วัดหลุมดิน จังหวัดราชบุรี ปัจจุบนั หา ดูได้ยากยิง่ ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ท่านพระยา ชลประทานธนารักษ์ (ชลประทาน โหตระภวานนท์) ซึ่ง เป็็นปรมาจารย์พระเครื่องได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า พระ เครื่องชนิดนีต้ กเข้ามาจังหวัดชลบุรีเพียงไม่กี่องค์ และ ส่วนมากที่ได้เป็นพวกวัดเขาบางทราย และได้ทราบ

ว่า พระใบฎีกาพินแห่งวัดเขาบางทรายซึ่งขณะนั้นสึก แล้ว ทดลองยิงด้วยปืนสั้นถึงเจ็ดนัด ไม่ออกเลย ท่านจึง อยากได้นกั หนาและยอมแลกพระเครือ่ งทีม่ อี ยูซ่ งึ่ ล้วนแต่ เป็ น พระเครื่ อ งชั้ น เยี่ ย ม เลื อ กเอาเถอะขอให้ ได้ พ ระ เจ้ า คุ ณ พรหมมุ นี ม าก็ แ ล้ ว กั น จนท่ า นเจ้ า คุ ณถึ ง แก่ มรณภาพไปแล้วก็ยงั หาไม่ได้ เพราะผูเ้ ป็นเจ้าของหวงแหน ยิง่ นัก เมือ่ กล่าวถึงพระปิดทวารทัง้ 9 แล้ว ผูเ้ ขียนจ�ำเป็น ต้องอรรถธิบายพอเป็นเครือ่ งมือเพิม่ พูนความรูค้ วามเข้าใจ แก่ท่านผู้อ่าน เพราะน้อยคนนักที่จะเข้าใจ บางครั้งก็ เข้าใจเลยเถิดไปรวมกับพระภควัมปติเข้า พระภควัมปติก็ ส่ ว นหนึ่ ง ท่ า นปิ ด เฉพาะตาหรื อ พระพั ก ตร์ เท่ า นั้ น ท่ า นเป็ น พระมหากั จ จายนะเถระเจ้ า ส่ ว นพระ ปิดทวารทั้ง 9 ท่านเป็นพระเจ้าหรือพระโพธิสัตว์เจ้า อันเกิดจากพระคาถาที่กล่าวว่า อุมังคลามหาสัมพุทธ านัง ชะละมาลาติมาละภะเว คือพระคาถาพระโพธิสตั ว์ เจ้าเสด็จสู่พระครรภ์พระพุทธมารดา อันเป็นบาทแรก ที่จะมาปฏิสนธิเป็นองค์พุทธะชาวบ้านเรียกพระคาถานี้ ว่าพระเจ้าในครรภ์ หากจะสร้างให้ถกู พุทธลักษณะแล้ว จ�ำเป็นต้องสร้างแบบทารกนัง่ คูใ้ นครรภ์ แบบพระปิดทวาร วัดท่าพระ ธนบุรี พระปิดทวารวัดราชนัดดาราม นครหลวง ธนบุรี อันทารกอยู่ในครรภ์นนั้ ย่อมปิดทวารโดยอัตโนมัติ คือไม่ลมื ตา ไม่ฟงั เสียง ไม่พดู ไม่หายใจ ไม่ถา่ ยจากทวาร หนักและทวารเบา รวมเป็น 9 ทวารด้วยกัน เลยถือเป็น คติในการสร้างพระชนิดมหาอุด 161

รุน่ ทีส่ อง เป็นพระผงดินเผาสีหม้อใหม่ กรรมวิธเี กิด จากน�ำดินจากยอดเขาสารพัดดี จังหวัดชัยนาท มากรอง จนปราศจากเมล็ดแร่แล้วคลุกด้วยผงพระไตรปิฎกเผาไฟ แก่นโพธิ์ตรัสรู้ แล้วเผาพอสุก เนื้อไม่แกร่งมากนัก ชนิด ของทรงพิมพ์เคยพบเป็น 3 ชนิดคือขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก และแบบปิดตา ซึง่ ขนาดใหญ่สงู ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ขนาด เล็กประมาณครึ่งเซนติเมตร เป็นพุทธปฏิมากรแบบมาร วิชัย รูปกลีบบัวมีเรือนแก้วหยาบๆ ชั้นเดียวขีดเป็นรัศมี โดยรอบแบบก�ำแพงสวรรค์ชนิดนัง่ ส่วนชนิดปิดตานัน้ เปลี่ยนจากรัศมีเป็นจุดไข่ปลาเนื้อดินอย่างเดียวกัน พระเครือ่ งดินเผานีเ้ ท่าทีส่ บื ทราบ ได้แจกโดยมอบให้ ท่านวินยั ธรรม แห่งวัดเขาบางทรายไว้แจกประมาณ 500 องค์นอกนัน้ น�ำบรรจุไว้ในพระเจดียบ์ นยอดเขาพระพุทธบาท บางทราย พร้อมด้วยแก่นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อมีผู้เรียน ถามถึงกฤตยานุภาพ องค์ทา่ นจะหัวเราะแล้วกล่าวว่าเอา

162

ไว้กันผีหลอกได้ เลยเรียกกันว่าพระกันผี แต่ทางจังหวัด ราชบุรีได้รับแจกไปส่วนหนึง่ ไปถูกท�ำร้ายไม่เป็นอะไร จึง มีชื่อเสียงโด่งดังในทางคงกระพัน และเรียกกันว่าพระ ผง เพราะขณะนัน้ เป็นของใหม่มไิ ด้สนใจพระคณาจารย์ผู้ ปลุกเสก แต่ความจริงแล้วพระเครือ่ งชนิดนีป้ ระกอบด้วย เมตตามหานิยม แคล้วคลาด กันเขี้ยวงาและป้องกันคม อาวุธ ตลอดจนภัยจากภูตผีปศี าจได้ กรุแตกเมือ่ ใดเด็กรุน่ หลังจะได้ทราบกัน

ถ้อยอัปวาทะในวงการ ขบวนเรื่ อ งบ้ า พระแล้ ว เชื่ อ ว่ า ใครคงกิ น ผมยาก เพราะผมเริ่มเชื่อมั่นในองค์พระมาแต่สมัยยังจ�ำความ ได้ประมาณอายุย่างเข้าขวบที่สาม ยังแก้ผ้านอนเบาะ เรื่องมีอยู่ว่าในค�่ำคืนวันหนึง่ คนที่บ้านนอนหลับตรงกับ ขื่อบ้านได้ถูกผีอ�ำและยังถูกตะขาบต่อยกัดจนแขนบวม รุ่งเช้าก็น�ำความเล่าสู่กันฟัง ผมก็สะเออะฟังกับเขาด้วย ผู้หนึ่งและกะแผนการไว้ในใจเงียบๆ แต่ผู้เดียว ครั้น ตกเย็นอาบน�้ำทานข้าวเสร็จก็ไปค้นหาพระขนมชนิด ปิดตาเมฆพัดมาได้องค์หนึง่ ไปได้หวายผ่าซีกปลายเสี้ยม แหลมได้อกี อันหนึง่ นึกกระหยิม่ ในใจว่าบัดนีเ้ รามีดาบวิเศษ เป็นอาวุธคู่มือแล้ว จากนัน้ ก็กระโดดโลดเต้นฟันดาบอยู่ กลางนอกชานอยู่แต่ผู้เดียว มิได้มีผู้สนใจเพราะเป็นการ เล่นของเด็กเล็กๆ ครัน้ ได้เวลาเข้านอนคุณแม่จงู มือจะให้ เข้าห้อง ผมขอร้องให้คณ ุ แม่ชว่ ยเอาพระขนมคาดแขนให้ และยืนยันจะนอนนอกห้องตรงกับขื่อบ้านเพื่อพิฆาตตัว ตะขาบให้ตกั ษัย จนทีส่ ดุ ก็งว่ งหลับไปเอง มารูส้ กึ ตัวปรากฎ ว่าอยูใ่ นมุง้ กับคุณแม่ ถูกอุม้ ไปตอนไหนก็ไม่ทราบ ตัง้ แต่นนั้ เป็นต้นมาก็รกั แต่พระเครือ่ ง พอแตกเนือ้ หนุม่ ก็พยายามเสาะ แสวงหาพระเครือ่ งได้ ๓ องค์คอื พระพิมพ์สมเด็จฯ ชนิด ๗ ชัน้ ของวัดไชโยวรวิหารได้รบั จากคุณลุง พระเครือ่ งหลวง พ่อเผือก พระครูกรุณาวิหารี วัดกิ่งแก้วจงกลนีพิมพ์เล็ก รุ ่ น ลากซุ ง หรื อ ที่ ช าวบางพลี ใหญ่ นิ ย มเรี ย กว่ า รุ ่ นขุ ด สระ อันเป็นสมบัติตกทอดมาจากคุณตา พระรอดชิน

พะเยาว์ชนิดสองหน้าจากเพื่อน อยู่มาวันหนึง่ ประมาณ ปีพ.ศ. ๒๔๘๔ ที่วัดใหญ่อินทราราม จังหวัดชลบุรี มีการ ประชุมคณาจารย์ปลุกเสกเหรียญหลวงพ่อแดง เจ้าอาวาส และทราบข่าวว่าหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก หมูบ่ า้ น บางคล้า จั ง หวั ด ฉะเชิ ง เทรา ซึ่ ง ผมเคารพนั บ ถื อ เป็ น อาจารย์ได้มาร่วมพิธีด้วย ก็รีบแต่งตัวไปวัดใหญ่แต่ตอน พลบค�่ำ หลวงพ่อมีศิษย์ติดตามมาด้วยคนหนึ่งเป็นจีน ท่าทางคล่องแคล่ว คุยเขื่องว่าเชี่ยวชาญในการพิจารณา พระเครื่องยิ่งนัก ผมเพิ่งเป็นนักเล่นรุ่นใหม่ก็อดที่จะอวด ไม่ได้ ซึ่งกล่าวตามศัพท์ปัจจุบันก็คือ แห่ นัน่ เอง พอยื่น พระสมเด็จฯ ให้ดู เซียนผู้นนั้ พิจารณาแล้วส่ายหน้าดิกๆ ว่าไม่ใช่ชั้นอะไรมากเกินไป พระสมเด็จฯ ที่แท้จะต้องมี ชัน้ สามชัน้ เรียกว่าโคนสมอ ผมต้องหยิกเนือ้ ตัวเองเพือ่ ให้ เกิดอาการเจ็บทดแทนการหัวเราะก๊าก แข็งใจยืน่ พระรอด พะเยาว์ให้ดตู ะแกบอกว่าชนิดนีเ้ ขาเรียกว่าเขีย้ วนารายณ์ (คงเห็นลักษณะเขีย้ วกระมัง) ขณะนัน้ นักเลงพระผูย้ งิ่ ใหญ่ ของชลบุรี ท�ำงานโรงงานไฟฟ้าเข้ามาในโบสถ์พอดี ผม จึงเสนอด้วยพระกิ่งแก้วจงกลนี ผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่านี่เป็น พระสมเด็จฯ สร้างสมัยยังเป็นขรัวโต กล่าวพลางควัก พระรอดเนื้อดินออกจากกระเป๋าเสื้อพลางอรรถาธิบาย ว่า นีแ่ หล่ะเรียกว่า สังฆราชไก่เถือ่ น ผมโดนทิสาปาโมกข์ ชั้นน�ำสองท่านอบรม ก็สุดจะกลั้นหัวเราะได้ต้องรีบวิ่ง หนีไปสงบสติอารมณ์นอกพระอุโบสถแต่นนั้ เป็นต้นมาก็

163

ไม่ต้องพูดกันอีกละพยายามสะสมและหาความรู้จาก ผู้ที่มีหลักฐานและอาวุโสกว่าช่วยกรุยทาง และหวน ระลึกถึงนิทานบทหนึ่งกล่าวสอนไว้ว่าหากไม่รู้อะไรให้ ถามสมภารเจ้าวัด ก็สมภารวัดที่ไม่สนใจและไม่มีความ รู้ทางพระเครื่องก็มากมายหาได้รู้ไปทุกองค์ไม่ แต่คิด ว่าคุยกับพระก็ดีอาการโป้ปดมดเท็จก็พอจะคลี่คลายลง ด้วยการเข้าไปพบกับสมภารเจ้าวัดนี่แหละครับ ท�ำให้ ผมถู ก เทศนาจนหู ต าสว่ า งขึ้ น เป็ นกองวั น หนึ่ง ผมหา ใบชาไปถวายพระสมภารวั ด หนึ่ง ซึ่ ง ชอบพออั ธ ยาศั ย ท่ า น หลั ง จากได้ ส นทนากั น พั ก ใหญ่ ไอ้ ผ มมั น คน บ้ า ก็ อ ดที่ จ ะอวดพระกั บ เขาไม่ ได้ และเป็ นคนบ้ า น นอกไม่เจียมตน อยากจะใช้ ศั พ ท์ แ สงให้ ทั น สมั ย กะ เขาบ้างจึงเรียนท่านว่าหลวงพ่อครับ วันนี้ผมจับพระมา ได้องค์หนึง่ ช่วยพิจารณาทางในให้ผมด้วย ฝ่ายหลวงพ่อ ชะโงกหน้าพลางจ้องดูผมในลักษณะสายตาลอดแว่นคล้าย กับเห็นผมเป็นสัตว์ประหลาดชนิดหนึง่ พลางกล่าวขึน้ ว่า ถึง แม้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นสมมุติและบัญญัติ ก็ตามอันพระเครือ่ งนัน้ เปรียบคล้ายพระบรมฉายาลักษณ์ แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดา การที่เธอใช้วลีว่าจับมา นั้น น่าจะน�ำไปใช้กับขโมยหรือแมวเธอนี้เก่งมากกล้า

หาญถึงกับจับพระพุทธเจ้า ท่านไปท�ำผิดอะไรเข้าล่ะถึง ถูกจับแล้วใครจะประกัน ความจริงหลวงพ่อท่านไม่ดแุ ต่มี อารมณ์ขนั อยูเ่ สมอ ผมก็เถียงว่าถ้าผมไม่ใช้มอื จับแล้วพระ จะมาอยูใ่ นกระเป๋าได้อย่างไร? หลวงพ่อตอบสวนทันควัน ว่ า เธอก็ กิ นขนมมามากรู ้ ไหมมั น เข้ า ไปอยู ่ ในท้ อ งได้ อย่ า งไร? ท� ำ ไมเธอน� ำ ขนมมาถวายอาตมาไม่ พู ด ว่ า จับขนมมาให้หลวงพ่อบ้างล่ะและท่านก็เล่าต่อไปว่าบาง วันขณะที่จ�ำวัดอยู่ ได้ยินเสียงคนเดินมาพักที่หน้ากุฏี และสนทนากันฟังว่าเอามาตีกัน ท่านก็นอนฟังเฉยๆ ดู ว่าใครมันจะเอาไก่ชนมาตีกันถึงที่พักของท่าน เดี๋ยวก็มี เสียงแว่วๆ ว่าตีมาจากรังนั้น ท่านก็คิดว่านอกจากจะ เอาไก่มาตีกันแล้วพวกที่มาคงตีผึ้งมาได้รังใหญ่ เอพวก นีช้ ักจะยุ่งกันใหญ่เสียแล้ว ครั้นแง้มประตูออกมาดูก็ไม่ เห็นมีไก่มีผึ้งที่ไหนเห็นคนสองสามคนถกเถียงเกี่ยงงอน กันอยู่ เจ้าคนหนึง่ ควักพระสมเด็จฯ ออกอวดพลางกล่าว ว่า ของกูกวนอูโว้ย ท่านจึงถามว่าพวกเธอไปเล่นงิว้ ทีไ่ หน มา และมีศรัทธาถึงกับยกย่องสมเด็จพระบรมศาสดาให้ เป็นพระอนุชาพระเจ้าเล่าปี่ อีกคนหนึง่ กล่าวว่าประมูล มาได้น่ะครับหลวงพ่อ อาตมาเลยถามไปว่า ถ้าตั๋วจ�ำน�ำ ขาดอายุเขาน�ำออกเลหลังหรือ หรือว่าใครถูกฟ้องล้ม ละลายถึงกับชักธงตาหมากรุกให้ประมูลพระประมูลสงฆ์ อีกคนหนึง่ ค้านขึ้นว่าพวกเราพูดไม่ถูกหลวงพ่อจึงเทศน์ เอา ร่อนมาน่ะครับ เอาอีกแล้วพูดเหมือนสิง่ เคารพสูงสุด จมอยู่ในโคลนในเลนไปพวกเธอกลับมาได้อาตมาจะพัก ผ่อนวันหลังค่อยมาใหม่ แล้วหลวงพ่อก็อธิบายกับผม ว่าการทีก่ ล่าวเช่นนีเ้ ขาเรียกว่าถ้อยอัปวาทะ คือค�ำพูดอัน ไม่ เ ป็ น มงคลแก่ ตั ว ผู ้ พู ด ทุ ก ผู ้ ทุ ก นามก็ อ ยากหา สิริมงคลใส่ตัว บางคนจะพูดอะไรค�ำหนึง่ ก็สรรเสริญคุณ มารดาสองค�ำก็สรรเสริญคุณมารดา ปล่อย ไว้นานไปจะติดนิสัยเป็นโทษถ้าชนต่างด้าว เขาฟังออกเขาจะหัวเราะเยาะเอา และบ่น ว่ า ชวนกั น เล่ น พระจนเลยเถิ ด ควรใช้ ส ติ ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ อย่า นึก ว่ า มี พ ระเครื่ อ งในคอถึ ง ๑๐๘ ภาคี จะ เข้าใกล้ความเป็นพุทธศาสนิกชน พระพุทธ องค์หาได้บญ ั ญัตไิ ว้ไม่กลับห้ามว่าเป็นตันตระ นิกาย ศีลลัพพรตปรามาส เธอเข้าใจอย่างไรใน

164

แง่ของพระศาสนา กรรมดีคอื อะไรพวกเธอท�ำกรรมดีหรือ ถ้อยอัปวาทะพอกพูนด้วยกรรมชัว่ แห่งวจี พระคืออะไร ? พระคือผูล้ ะผูว้ าง สิน้ การสะสมยึดเหนีย่ วอันเป็นกิเลสตัว กล้าแข็ง ก็เธอยึดแต่พระละวางมันจะเข้ากันได้อย่างไรจะ ว่าเข้าถึงอย่างไร อยู่ใกล้วัดแค่นที้ �ำไมพระภายในไม่พก ติดตัวไว้บา้ งวุน่ อยูแ่ ต่พระภายนอกอันเป็นสมมุติ ถ้าจะ กล่าวตามหนังสือศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภิกษุดอกบัวพ้นน�้ำ ตอบแก่ชาวบ้านที่มาขอเครื่องลางว่าจะเอาไปท�ำไม จะ ไปพึ่งอะไรกับพระทีส่ ร้างด้วยวัตถุ ถ้าเป็นพระไม้เผาไฟ ก็ไหม้เป็นพระโลหะตกน�้ำก็จมก็ท่านยังช่วยตัวเองไม่ได้ จะมาช่วยเราได้อย่างไร มีแต่พระภายในคือพระพุทโธ พระธรรมโม พระสังโฆ คือดวงแก้วอันประเสริฐตกน�ำ้ ไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ทั้งไม่ต้องขวนขวายซื้อหา เพราะมี อยูด่ ว้ ยกันแล้วทุกคน ใครขโมยก็ไม่ได้ตายก็นำ� ติดตัวไป ได้ แต่เอาเถอะทัศนคติเช่นนี้ออกจะรุนแรงเกินไป และ คนรักพระเป็นชีวิตจิตใจอย่างเธอย่อมตัดใจไม่ขาด เรา มาเดินสายกลาง เวลานีถ้ ้าสมมุติว่าเราก�ำลังหัดว่ายน�้ำ ก็อยู่ในขั้นหัดโผและเกาะหลักกันจมน�้ำ เมื่อใดว่ายข้าม แม่น�้ำได้แล้วชื่อว่ากล้าแข็ง เปรียบเสมือนพยายามจะ ข้ามให้หลุดพ้นจากห้วงโอฆะสงสารตอนนีก้ ็ควรสิ้นการ ยึดมัน่ ถือมัน่ เมือ่ เรายังไม่สามารถสร้างอภิญญาสมาบัติ ให้เกิดแก่ตนเองได้กพ็ งึ่ ท่านไปก่อน แต่ขอให้ถกู ทางอย่า ให้เหลิงเลยเถิดไป อันธรรมมะของพระพุทธองค์นนั้ ย่อม ไพเราะในเบือ้ งต้นคือสอนธรรมชัน้ ต�่ำแก่ฆราวาสตามชัน้ ภูมิเรียกว่า คิหิปฏิบัติ ธรรมของผู้ครองเรือน ทรงตรัส ข้อมงคลไว้ว่า ปูชาจะปูชนียานัง เอตัมมังคละมุตตะ มัง การบูชาในสิ่งที่ควรบูชาจัดเป็นสิ่งมงคล ไพเราะใน ท่ามกลางคือบรรพชิตธรรมหรือเทวดาธรรม ยกระดับจิต สูงขึ้นกว่าเบื้องต้น ไพเราะในเบื้องสูงคือสมณธรรมหรือ พรหมธรรม อันว่าด้วยอภิธรรมรูปนาม เจตสิก นิพพาน เพือ่ หลุดพ้น จะเอาธรรมเบือ้ งสูงมาหักโหมพวกเธอยังไม่

ถูกต้องนัก กล่าวให้ฟังอย่างนัน้ แหละ เอาเพียงธรรมขัน้ ต�ำ่ ให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยเขยิบฐานะ อันพระภายนอกมีไว้ก็ ขอให้รำ� ลึกถึงพุทธานุสติเป็นอารมณ์ อย่างน้อยควรมีศลี ห้า การทีแ่ ขวนพระเต็มคอไปนัง่ ดืม่ สุรานัน้ ควรใช้ปญ ั ญา พิจารณาไตร่ตรองว่าควรหรือไม่ ไม่อายพวกมุสลิมถือบวช บ้างหรือทัง้ ๆ ทีค่ ยุ ว่าพุทธศาสนาประเสริฐไม่มอี ะไรเทียม แล้วพวกเธอส่งเสริมหรือท�ำลายพระศาสนา หิริโอตตัปปะ ความละอายใจและความเกรงต่อบาปเท่านัน้ นับว่าเป็น ธรรมคุ้มครองโลกท�ำอะไรให้สมกับที่มีวาสนาได้เกิดมา ในร่มโพธิ์แห่งพระพุทธศาสนา พระเครื่องท่านก็มีหัวใจ คือทิพยอ�ำนาจหรือเรียกง่ายๆ ว่าเทพสิงอยูแ่ ละออกได้ เชิญได้ คัดได้เรารักท่านเคารพท่านเท่าใดผลสะท้อนก็จะ มาถึงเราเท่านัน้ การเหยียดหยามจนสิน้ คารวะอย่าว่าแต่ องค์เทพเลยแม้แต่สตั ว์เดรัจฉานทีร่ ภู้ าษาคนก็ยงั ไม่ชอบใจ ดังนิทานสุภาษิตพ่อค้าเกวียนท้าพนันกับเศรษฐียงั แพ้พนัน เพียงกล่าวกับโคว่า เฮ้ยอ้ายโคขีเ้ กียจเจ้าจงลากเกวียนไป โคก็เฉยท�ำหูทวนลมเสีย หากขืนเล่นกันแบบนีอ้ ำ� นาจแห่ง กฤตยาคมย่อมอ่อนจางลงทุกขณะ มีประโยชน์เฉพาะการ ซือ้ ขายแลกเปลีย่ นเป็นวัตถุชนิดหนึง่ เท่านัน้ โดยมิได้คำ� นึง ถึงอิทธิคณ ุ เพราะสภาพจิตอันหนาย่อมไม่สามารถเข้าถึง คุณพระได้ เกจิอาจารย์ทา่ นเพียรพยายามกว่าจะบัญญัติ ขึ้นเป็นองค์พระวัสดุอันวิเศษล�้ำค่าต้องล�ำบากยากเข็ญ เพียงไร เธอเคยลบผงวิเศษไหม เคยเก็บตัวยาไหม ท่าน ได้อะไรตอบแทนจากเรา เจตนาดัง่ เดิมคงไม่คดิ ให้เป็นของ ส�ำหรับเด็กเล่นและย�ำ่ ยีทา่ นถึงเพียงนัน้ ขอให้เธอคิดดูให้ดี ตกลงผมได้ฟังเทศนากัณฑ์ใหญ่ ท�ำให้จิตใจสบาย และโล่งอก ไม่มีอาการโกรธเคืองนึกว่าหลวงพ่อได้จูงมือ ให้หลุดพ้นจากอวิชชาที่ครอบง�ำจิตไม่เคยขัดเกลาออกสู่ แสงสว่างแห่งอาณาจักรพระพุทธคุณอันไพศาล 165

เกร็ดความรูเ้ รือ่ งเพิม่ เติมในการสร้างพระมงคลมหาลาภ

ตามประวัตกิ ารสร้างพระพิมพ์มงคลมหาลาภ ซึง่ พระ เดชพระคุณพระมหารัชมังคลาจารย์รจนาไว้เป็นเพียงหลัก การโดยสังเขป ท่านเป็นพระผู้ใหญ่จะพูดจะเขียนอะไร ย่อมอยูใ่ นลักษณะส�ำรวม วันหนึง่ ปู่ (ท่านอาจารย์ประถม อาจสาคร) ไปกราบท่านทีว่ ดั ตรีรตั นาราม จังหวัดระยอง เป็นเวลาปลอดผูค้ น ท่านได้ปรารภกับปูว่ า่ บางสิง่ บางอย่าง ไม่ควรพูดให้ใครฟังแต่เราเป็นศิษย์อาจารย์และเข้าใจกัน ก็จะเล่าให้ฟังคราวหนึ่งขณะจ�ำวัดอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานครเกิดปวดปัสสาวะจึงเดินจากห้องนอนไป ยังห้องน�ำ้ ไม่ได้เปิดไฟฟ้าใช้แต่ไฟฉาย ครัน้ เสร็จธุระก็เดิน กลับมาห้อง พลันสายตาเหลือบไปเห็นรัศมีสเี ขียวเข้มยาว ประมาณเมตรเศษปรากฏขึ้นจึงฉายไฟส่องดู พบว่าแสง

166

นัน้ ปรากฏจากฐานพระพุทธรูปซึง่ ตัง้ บูชาอยูบ่ นโต๊ะหมู่ ท่าน พิจารณาสักครูจ่ งึ นึกขึน้ ได้วา่ ได้นำ� พระมงคลมหาลาภบรรจุ ไว้ใต้ฐานพระ ปูก่ น็ อ้ มรับว่าพระเดชพระคุณกล่าวถูกต้อง แล้ว รังสีพระพิมพ์ชดุ นีป้ รากฏสีเขียวเข้มจริงตามทีท่ า่ นผูร้ ู้ บางท่านเคยพิจารณาแล้ว ความจริงในการสร้างพระพิมพ์ชดุ ดังกล่าวเริม่ แต่การสร้างผงวิเศษจนกระทัง่ ท�ำพิธพี ทุ ธาภิเษก ตัง้ แต่เริม่ จนจบสิน้ ขบวนการทางวัดได้จดั ท�ำภาพยนตร์ไว้เป็น หลักฐานแต่กม็ ไิ ด้เผยแพร่ ท่านเป็นพระธรรมยุตชิ นั้ ผูใ้ หญ่ เกรงต่อค�ำครหานินทาจึงเป็นเรือ่ งทีน่ า่ เสียดายอย่างยิง่ แต่ เอาเถอะปูย่ งั มีเรือ่ งเล่าให้หลานๆ ได้ฟงั พอสดับความรูข้ อ้ เท็จจริงบางส่วนบางตอน ซึง่ ก็ยงั ดีกว่าไม่รอู้ ะไรเสียเลยเพียง ขออย่าใส่ไข่และโกหกจนผิดธรรมชาติกน็ บั ว่าพอรับฟังได้ เริม่ ต้นด้วยท่านเจ้าคุณใหญ่ (พระมหารัชมังคลาจารย์) มี ป ณิธ านที่ จ ะสร้ า งวั ด ขนาดใหญ่ ขึ้ นที่ จั ง หวั ด ระยอง อันเป็นมาตุภูมิของท่าน พร้อมด้วยพระประธานประจ�ำ พระอุโบสถวัดสารนารถธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง ท่านจึงประชุมสงฆ์เถรานุเถระพร้อมด้วยอันเตวาสิกและ สัทธิงวิหารริกเพื่อวางแผนและหารือเป็นการใหญ่ และ มอบหมายการสร้างพระพิมพ์ชนิดเนือ้ ผง เนือ้ ดินเผาและ เหรียญ เฉพาะพระเนือ้ ผงจ�ำนวนไม่ตำ�่ กว่า 84,000 องค์ ตามจ�ำนวนพระธรรมขันธ์โดยมอบหน้าทีใ่ ห้ พ.ต.อ. ชลอ อุทก ภาชน์ ผูบ้ งั คับการต�ำรวจสันติบาล กรมต�ำรวจในสมัยนัน้

เป็นผูจ้ ดั การ ซึง่ นับเป็นบุญวาสนาที่ พ.ต.อ. ชลอ อุทกภาชน์ นัน้ เป็นศิษย์ใกล้ชดิ ของท่านอาจารย์โยคีฮาเล็บ (อาจารย์ ชื่น จันทร์เพชร์) โยคีผู้ส�ำเร็จฌานสมาบัติ จากส�ำนัก โยคะแห่ ง หิ ม าลั ย บรรพต บรรลุ อ ภิ ญ ญาโลกี ย ์ อั น สูงส่ง (ท่านอาจารย์โยคีฮาเล็บไม่เคยสร้างพระ เคยสร้าง เครือ่ งรางชนิดหนึง่ ชือ่ ว่าเข็มเพชร) การสร้างพระผงจ�ำนวน มากมายมหาศาลจะเอาผงวิเศษที่ไหนมาผสมหวาดไหว หลานๆ ควรจะทราบว่าการลบผงวิเศษนัน้ อย่างเก่ง 3 ชั่วโมงจะได้ผงเพียงช้อนชาหรือน้อยกว่านัน้ การสร้าง ผงวิเศษประยุกต์จงึ อุบตั ขิ นึ้ ในพระอุโบสถวัดสัมพันธ์วงศ์ โดยท่านโยคีฮาเล็บเป็นประธานฝ่ายฆราวาส พ.ต.อ. ชลอ อุทกภาชน์เป็นผู้ช่วยพร้อมด้วยคณะศิษย์ท่านโยคีฮาเล็บ ซึ่งบรรลุธรรมขนาดทุติยฌานขึ้นไป พร้อมใจกันบ�ำเพ็ญ กุศลในครัง้ นัน้ โดยจัดลังไม้ขนาดใหญ่กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร บรรจุดนิ สอพอง ปูนเพ็ชร ว่านยา เกสรดอกไม้ ดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ดิน 7 โป่ง ดิน 7 ป่า ดิน 7 ท่า ดิน 7 กลางใจเมือง ประกอบด้วยราชวัตร ฉัตรธง โอ่งน�้ำพระปริตร โยงสายสิญน์ประกอบราชวัตร ฉัตรธง ตามแบบฉบับ ส่วนอีกด้านประกอบพิธีแบบพุทธาภิเษก โดยพระคณาจารย์หลายรูปซึง่ ล้วนแล้วแต่ทรงเกียรติคณ ุ

ทางจิต เมือ่ รูปการณ์เข้าทีบ่ รรดาญานลาภีบคุ คล นุง่ ขาว ห่มขาวเข้าประจ�ำที่เรียบร้อยดีแล้วท่านอาจารย์โยคีฮา เล็บได้กล่าวค�ำอาราธนาเทพพรหมทุกชั้นฟ้าด้วยภาษา เทวนาครี อัญเชิญตลอดทั้งอัลเลาะห์ พระมหาโมหมัด นาบี พระมหาเยซูคริส มาร่วมพิธีด้วยในการนี้มีการ ทดสอบโดยพระอริยคุณาธาร (ปุสโส เส็ง) และศิษย์ เอกของท่านอาจารย์โยคีฮาเล็บด้วยตาทิพย์ ผลปรากฏ ตรงกันทุกประการคือทัง้ พระอัลเลาะห์ พระโมหมัดนาบี พระเยซู ห่มจีวรสีกรัก ท�ำหน้าที่เป็นนายทวารป้องกัน เพชรพญาธรซึง่ จะเข้าท�ำลายพิธเี ท่านัน้ มิได้รว่ มการปลุก เสกประการใด ในการปลุกเสกผงวิเศษด้วยภาษาคูโบ๊ส ปู่ จึงเรียกว่าผงคูโบ๊ส พวกเซียนพระบ่นว่าไม่เข้าใจความรู้ ไม่ถึง ปู่จึงบัญญัติใหม่ว่า ผงโสฬสมหาพรหม และเป็น ทีย่ อมรับกันทัว่ ไป เสกจนผงคละคลุง้ น�ำ้ มนต์ในโอ่งหมุน เป็นเกลียวในการนีไ้ ด้อญ ั เชิญพระพรหมผูม้ ฤี ทธิแ์ ละเป็น เจ้าของอักขระวิเศษลงมาช่วยด้วย ตามปกติการลบผง วิเศษหรือลงผ้ายันตร์ขนั้ อุกฤษจ�ำเป็นต้องเข้าญานสมาบัติ ขอท่านทีละตัวท่านจะประทานให้ คราวหนึง่ ปูไ่ ปนมัสการ ท่านพระครูอรรถโกศล (หลวงปูท่ าบ) วัดกระบกขึน้ ผึง้ ซึง่ เป็นผูเ้ ชีย่ วชาญในการลบผงวิเศษท่านข้องใจสงสัยในอุบตั ิ การณ์และไม่มีท่านผู้รู้คนใดไขข้อข้องใจได้ ท่านเล่าว่า ขณะทีท่ า่ นลบผงอยูน่ นั้ มีอะไรไม่ทราบตกลงมาทีก่ ระดาน ลบผงเป็นแสงสว่างเรืองรองคล้ายไฟฟ้า ท่านเองไม่เคย พบเห็นมาก่อนจึงเรียนกับท่านว่า มหาพรหมผู้มีฤทธิ์ส่ง อักขระมาให้หลวงปูไ่ งท่านจึงถึงบางอ้อ และในบรรพบุรษุ ของปูม่ คี ณ ุ ตาซึง่ เก่งหลายอย่างคือเป็นแพทย์แผนโบราณ เป็นหมอดูที่ใช้ทางในประกอบไม่เคยท�ำนายผิดเก่งทาง 167

ลบผงวิเศษฉมังนัก คุณยายเล่าให้ฟงั ว่า ยีโ่ กฮง (นายอากร บ่อนเบีย้ ) ชอบให้ลกู น้องมาขอผงวิเศษบ่อยๆ เห็นคุณตา หยิบกระดานโหรมาวางแล้วน�ำดินสอพองเขียนๆ ลบๆ แล้วก็ห่อให้ไปและกล่าวว่าคุณตาเก่งจริงๆ ทดสอบได้ ให้ไปขโมยเสื้อชั้นในหรือผ้าเช็ดตัวผู้หญิงที่ใจแข็งมากๆ นัน้ มาให้ทา่ น เพียงขอให้ทา่ นได้จบั เท่านัน้ จะร้อนใจนอน หลับมิได้แล แต่ทา่ นก็ไม่เคยท�ำร้ายใครและคลายมนต์สะกด ให้ เพียงท�ำให้คณ ุ ยายเห็นกับตาเท่านัน้ เรือ่ งนีค้ ณ ุ ยายเล่า ให้ปู่ (ท่านอาจารย์ประถม) ฟังมานีก้ เ็ กีย่ วกับเรือ่ งอักขระ วิเศษของท้าวมหาพรหมอีกน่ะแหละ คุณตาจะได้ญาณ ขั้นไหนปู่เกิดไม่ทันแต่ที่น่าอัศจรรย์คือน้องชายคุณตาซึ่ง เก่งทางแพทย์แผนโบราณเช่นกัน นอกจากนัน้ ยังเทีย่ วหา สมุนไพรตามป่าลึกซึง่ ต้องผจญภัยกับสิงสาราสัตว์ที่ดุร้าย ไม่เคยได้รบั อันตราย สัง่ สอนให้บตุ รใช้คาถาเพียง 3 ค�ำคือ อ่าน นะระทม ซึง่ มีปรากฏในอักขระวิเศษส�ำคัญ คุณตาจะส่งจิตไปขอหรืออย่างไรอธิบายไม่ถกู และไม่มใี น คัมภีร์ไสยศาสตร์เล่มใด หลานๆ เอาไว้ใช้เถอะในเวลา คับขันนึกถึงพระพรหมผู้เป็นเจ้าของ เมื่อกระท�ำพิธีเสร็จผงยังอยู่ในโบสถ์วันรุ่งขึ้นท่าน พ่อลี แห่งวัดอโศการามไปที่วัดสัมพันธ์วงศ์ได้เข้าไป ในพระอุโบสถ ท่านเอือ้ มมือจะไปสัมผัสผงวิเศษยังห่างอยู่ ประมาณ 1 คืบ ต้องชักมือสดุ้งบ่นว่า “ของอะไรแรงถึง ขนาดนี”้ และได้ขอผงไป 1 บาตรส�ำหรับสร้างพระพิมพ์ ของท่าน เดี๋ยวก่อนหลานๆ คงอยากจะทราบว่าอักขระ วิเศษนัน้ มีรูปร่างหน้าตาประการใดก็มีดังนี้

168

ตัวอักขระที่ปู่ขีดเส้นไว้ก็คือ นะระทม

จากนัน้ ก็มีการสร้างแม่แบบโดยพระชอบ วัดอาวุธ วิกสิการามพิมพ์นิยม เป็นรูปพระนาคปรกด้านหลังเป็น รูปตัว บนฐานบัวอันเป็นเอกลักษณ์ของท่านเจ้าคุณใหญ่ พระมหารัชมังคลาจารย์ มีทงั้ พิมพ์เล็ก กลาง ใหญ่ และมี พิมพ์พระพุทโธน้อยเนื้อดินของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญ เติม อยูบ่ า้ งและยังสร้างเหรียญพระประธานประกอบอีก ส่วนหนึง่ ใช้อักษรภาษาไทยดูขาดความขลังไปสักหน่อย กระท�ำพิธีครั้งแรกที่พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์จะ 1 คืนหรือ 3 คืนจ�ำไม่ถนัดใช้เบญจา (ฉัตร) 108 ต้น ท�ำเป็น 5 ชัน้ ทุกต้นน�ำพระมงคลมหาลาภห่อด้วยผ้าขาวและหุม้ ด้วย ผ้าแพรสีเขียวอีก 7 ชัน้ นิมนต์หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อสด วัดปากน�ำ ้ ท่านพ่อลี วัดอโศการาม เจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ วัดบวรนิเวศน์ หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง หลวงพ่อโต๊ะ วัด ประดูฉ่ มิ พลี ฯลฯ นัง่ ปรกและปลุกเสก เป็นอันเสร็จพิธไี ป ตอนหนึง่ แจกจ่ายให้ชนชาวจีนในตลาดส�ำเพ็ง เพือ่ หาเงิน สร้างพระอุโบสถวัดสารนารถธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง พระชุดแรกมีผคู้ นตัง้ ฉายาว่า พระสมเด็จยายซิม้ ไม่มใี คร สนใจเพราะไม่มกี ารโฆษณาเหมือนสมัยนี้ แม้เหรียญท่าน เจ้าคุณใหญ่ท่านยังไม่ให้สร้างขึ้นเลย

ประสาธน์พรป้อนสุขศกใหม่ ขอนอบน้อมพระพุทธอุดมเดช โลกเชษฐ์สว่างหล้ามหาศาล น้อมพระธรรมค�ำคมอุดมการณ์ แต่งสันดานให้สะอาดนิราศภัย น้อมพระสงฆ์สาวกดิลกเลิศ ศีลประเสริฐเห็นประสาทภัยกษัย ด้วยเดชะพระตรัยรัตน์เป็นฉัตรชัย ป้องกันภัยพัฒนาประชาคม ขออ�ำนวยพรชัยให้ทุกคน สร้างกุศลความดีที่เหมาะสม มีทรัพย์สินศักดิ์ศรีที่นิยม แลชื่นชมเชิดชูปูชนินท์ อันตัวเราก็ต้องดูให้รู้จัก รักษาศักดิ์เราอย่าให้ผู้ใดฉิน รักษาตัวอย่าให้มัวมีมลทิน รักษาสินทรัพย์ประสงค์ให้คงทน อย่าจ�ำหน่ายจ่ายเกินให้เพลินจิต นิง่ พินจิ ตรองความสองสามหน ไม่ควรจ่ายก็อย่าจ่ายจะกลายจน เกิดเป็นคนสิ้นทรัพย์อัปปมาณ ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดระทดใจ อันคนเรามักชั่วเพราะตัวอยาก ความมักมากหมักดองไม่ผ่องใส รู้ว่าบาปหยาบร้ายดังกองไฟ ยังปลงใจคลุกเคล้าให้เผาลน ความอยากได้อยากดีที่ผิดพลาด พาพินาศคลาดสุขทุกแห่งหน จงตัดอยากพรากตัณหาอย่าระคน ให้กมลผ่องเกษมเปรมปรีดี การใช้จ่ายหมายมุ่งแต่สาระ เสริมพลประโยชน์คุณวิบูลศรี หนุนโชคชัยให้มนัสสวัสดี สามัคคีคุณธรรมประจ�ำใจ เพียรกระท�ำความดีเป็นที่ตั้ง รู้ระวังรักษาสิทธิ์ให้จิตใส ฝึกจิตตนให้พ้นจากทุกข์ภัย ช�ำนะได้ทั่งแดนแสนดีเอย พระมหารัชมังคลาจารย์ วัดสัมพันธ์วงศ์ พ.ศ. 2506

169

ความหมายของเลข

ที่เรียกกันว่าเลขยันต์ ก็คือการลงตัวเลขแทนพระ คาถาเพราะสิ่งที่ลงนัน้ มีขนาดเล็กไม่สามารถที่จะลงเป็น รูปตัวอักษรได้ พระเกจิอาจารย์จึงคิดค้นสูตรเลขขึ้นเท่า ทีป่ รากฏจะใช้กบั พระยันต์ตรีนสิ งิ เห และพระยันต์โสฬศ เป็นตัวเลขทัง้ หมด แต่คำ� เรียกอาจจะไม่ตรงกัน ความหมาย ก็เช่นกันและก็ไม่เป็นการยากเพราะมีพระคาถาก�ำกับไว้ แล้วดังเช่น เลข พระคาถา 1 เอกะยักขา 2 ทะเวราชา (พระราชาและพระราชินี) 3 ตรีนิสิงเห (ถ้าลงยันต์อื่นเรียกมะอะอุ) 4 จตุเทวา (ท้าวจตุโลกบาล) เลขยันต์อื่นใช้ นะมะพะทะ 5 ปัญจะเทวา เลขยันต์อื่นใช้นะโมพุทธายะ 6 ฉัทหรือฉัททัณฑ์ หมายถึงช้าง 7 สัตนาเค พระยันต์อื่นใช้ สังวิธาปุกะยะ ปะ (พระธรรมเจ็ดคัมภีร์) 170



8 อัฐอรหันตา (พระอรหันต์แปดทิศ) 9 นวะเทวา (ดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวง) 14 จักรพรรดิ์ 15 สงฆ์ 25 หรือ จรณะ 15 16 โสฬศ 30 บารมี 30 ทัศ (ติงสะ) 37 โพธิปักขิยธรรม 38 มงคล 38 ประการ 56 พระพุทธคุณ (อยากลงพระอิติปิโสลงเลข 56 ก็ใช้ได้)

รังสีธาตุซึ่งสัมพันธ์กับดวงดาวเคราะห์ 1 ทองค�ำ สัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ 2 เงิน สัมพันธ์กับดวงจันทร์ 3 ทองแดง สัมพันธ์กับดาวอังคาร 4 ตะกั่ว สัมพันธ์กับดาวเสาร์

ปัจฉิมโอวาท

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวร) วัดเทพศิรินทราวาส

ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณวรมหาเถระ วัดเทพศิรินทราวาส ไม่ตายคราวนี้ ก็ตายคราวหน้า อย่างเศร้าโศก เสียทีที่ศึกษาปฏิบัติมา ร้องไห้เศร้าโศก ก็ร้องไห้เศร้าโศกสังขาร ที่เกิดแก่เจ็บตายนัน้ เอง ที่ไม่ร้องไห้เศร้าโศกนัน้ มิใช่จะเป็นคนใจไม้ใส้ระก�ำอะไร ธรรมของพระก็คือ

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา

ย่นลงก็

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา แล้วปรินิพพาน ไม่ต้องเกิดมาแก่ มาเจ็บ มาตายอีก

(มีบัญชาให้บันทึกไว้เมื่อเช้าวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๔๙๔) 171

รายนามผูร้ ว่ มสมทบจัดท�ำหนังสือ ปูเ่ ล่าให้ฟงั ๒

172

แท่นผงอ่อนใจรัก

พระนางพญา เข้าโค้ง กรุฐานชุกชี

พระนางพญา เข้าตรง กรุฐานชุกชี

พระนางพญาทรงเทวดา กรุฐานชุกชี

พระนางพญาสังฆาฏิ กรุฐานชุกชี

พระนางพญาวัดโพธิ์ ท่าเตียน

พระกริ่งคลองตะเคียน

พระกริ่งคลองตะเคียน

พระกรุวังหน้า วัดบวรสถานสุทธาวาส

พระศรีสรรเพชร อยุธยา

พระเก้าแป้เก้าย้อ

พระกริ่งคลองตะเคียน

พิมพ์หน้าใหญ่-ไหล่ยก-ปลายแหลม

พิมพ์พระพุทธ

พิมพ์พระคง

พิมพ์ซุ้มเกลี้ยง

173

พระศรีสรรเพชร อยุธยา

พระศรีสรรเพชร อยุธยา

พระศรีสรรเพชร อยุธยา

พระศรีสรรเพชร อยุธยา

พระศรีสรรเพชร อยุธยา

พระกรุวังหน้า วัดบวรสถานสุทธาวาส

พิมพ์ซุ้มไทรย้อย

พิมพ์เปลวเพลิง รัศมี

พิมพ์ซุ้มไทรย้อย

พิมพ์ปางร�ำพึง

พิมพ์พระปิดตา

พระกรุวังหน้า วัดบวรสถานสุทธาวาส

พิมพ์พระพุทธ กลีบบัวใหญ่

พิมพ์พระพุทธ สามเหลี่ยม

พระกรุวัดสามปลื้ม

พระกรุวัดสามปลื้ม

พระท่าดอกแก้ว หลวงพ่อสนธิ์

พิมพ์พระกัจจายนะ

พิมพ์พระพุทธ ห้าเหลี่ยม

174

พระกรุวัดสามปลื้ม

พิมพ์รัศมีเปลวเพลิง

พิมพ์เศียรโล้น

พระกรุวัดสามปลื้ม

พิมพ์สมาธิ

พระท่าดอกแก้ว หลวงพ่อสนธิ์

พระท่าดอกแก้ว หลวงพ่อสนธิ์

พระปิดตา พิมพ์ที่ ๑ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์

พระปิดตา พิมพ์ที่ ๒ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์

พระปิดตา พิมพ์ที่ ๓ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์

พระปิดตา พิมพ์ที่ ๔ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์

พระปิดตาผงโสฬสมหาพรหม อุดมความสุข พ.ศ.๒๕๑๘

พระปิดตาผงโสฬสมหาพรหม พิมพ์บินเดี่ยว หลวงปู่ทิม

พระปิดตาผงโสฬสมหาพรหม พิมพ์แขนอ่อน หลวงปู่ทิม

พระปิดตาผงโสฬสมหาพรหม พิมพ์จิ๋ว

พระปิดตาผงโสฬสมหาพรหม หลวงพ่อทาบ จ.ระยอง

พระปิดตาผงโสฬสมหาพรหม หลวงปู่ม่น ธัมมะจินโณ

พิมพ์พระปิดตา

พิมพ์มารวิชัย

พิมพ์พระเข่าโค้ง

175

พระปิดตาผงโสฬส หลวงปู่สิม

พระปิดตาผงอ่อนใจรัก

พระผงด�ำผงโสฬสถ�้ำผาปล่อง

พระปิดตาผงโสฬสมหาพรหม พระอริยคุณาธาร วัดช้าง

พระผงโสฬสคลุกรัก

พระผงโสฬสนาคปรกสัตตะนาเค

พระสมเด็จปูนสอ วัดกลางคลองข่อย

พระพุทธชินราช

หลวงพ่อโม วัดสามจีน

พระสมเด็จปูนสอ

พระวัดเก๋งจีน จ.ระยอง

พระวัดเก๋งจีน จ.ระยอง

พระวัดเก๋งจีน จ.ระยอง

176

พิมพ์ไสยาสน์

หลวงพ่อฝั้น อาจาโร

พิมพ์ถวายพระเพลิง

หลวงปู่ทิม จ.ระยอง

วัดกลางคลองข่อย

พิมพ์นาคปรก

พระวัดเก๋งจีน จ.ระยอง พิมพ์นางกวัก

นางภิกษุณี วัดเก๋งจีน

พระวัดเก๋งจีน จ.ระยอง

พระว่าน บ้านเมย จ.กาฬสินธุ์

พระว่าน ภูปอ จ.กาฬสินธุ์

พระสีประจ�ำวันอังคาร

พระสีประจ�ำวันพุธ

พระสีประจ�ำวันพฤหัสบดี

พระสีประจ�ำวันศุกร์

พระสีประจ�ำวันเสาร์

พระสีประจ�ำวันอาทิตย์

พระสีประจ�ำวันพุธกลางคืน

พิมพ์มารวิชัย

177

พระพิมพ์กัจจายนะ

พระสมเด็จผงยาวาสนา

ลูกอมเทียน

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์ทรงเจดีย์

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์โคนสมอ

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์พุทธคยา

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์เรือกัญญา

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์ฐานหนอน

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์ฐานขาโต๊ะ

พระสมเด็จปูนสอ

พระสมเด็จปูนสอ กุกกุสันโท

พระสมเด็จปูนสอ พระประจ�ำวัน ๗ วัน

หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์

178

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์ทรงเจดีย์

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์พระประธาน

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์อรหัง

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์ใหญ่

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์ปรกโพธิ์

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์ใหญ่

พระสมเด็จปูนสอ พิมพ์ใหญ่

พระสมเด็จปูนสอ (อัสนี) พิมพ์อัสนีฐานทิพย์

พระสมเด็จปูนสอ (อัสนี) พิมพ์อัสนีฐานทิพย์

พระสมเด็จปูนสอ (อัสนี) พิมพ์อัสนีเรือนแก้ว

หมากทุย

หลวงปู่สุข (แก้ว) วัดเครือวัลย์

หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง

179

เหรียญหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

พระชุดกิมติ๋ง พิมพ์สี่กร

พระชุดกิมติ๋ง พิมพ์มอญแปลง

พระชุดกิมติ๋ง พิมพ์ประค�ำรอบ

พระชุดกิมติ๋ง พิมพ์ปรกชุมพล

พระสมเด็จพิมพ์มโนมยิทธิ

พระสมเด็จพิมพ์มโนมยิทธิ

พระสมเด็จพิมพ์มโนมยิทธิ

พระสมเด็จพิมพ์มโนมยิทธิ

รุ่นแรก พ.ศ.๒๔๘๓

กรุวัดพระรูป สุพรรณบุรี

พิมพ์สองเกศและขนานซุ้ม

180

กรุวัดพระรูป สุพรรณบุรี

กรุวัดพระรูป สุพรรณบุรี

พิมพ์สองเกศ

กรุวัดพระรูป สุพรรณบุรี

พิมพ์ขนานซุ้ม

พิมพ์ซ้อนฐาน

พระสมเด็จพิมพ์มโนมยิทธิ

พระสมเด็จพิมพ์มโนมยิทธิ

พระปิดตา พระพรหมมุนี ด้านหน้า

พระปิดตา พระพรหมมุนี ด้านหน้า

พระปิดตา พระพรหมมุนี ด้านหน้า

พระปิดตา พระพรหมมุนี ด้านหลัง

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

พิมพ์สองเกศและขนานซุ้ม

มีจาร วัดราชประดิษฐ์ฯ

พิมพ์ขี่ไก่

พิมพ์ขี่ปลาเสือ

พิมพ์สองเกศและขนานซุ้ม

วัดราชประดิษฐ์ฯ

พิมพ์ขี่ครุฑ

พิมพ์ขี่หนุมาน

พิมพ์ใหญ่ วัดราชประดิษฐ์ฯ

วัดราชประดิษฐ์ฯ

พิมพ์ขี่นก

พิมพ์ขี่เม่น

181

พระกริ่งใหญ่ (จีน) สมัยราชวงศ์ถัง พระกริ่งตั๊กแตน พิมพ์บัวตุ่ม

พระกริ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ฯ ปี ๒๔๔๑ - ๔๓

พระกริ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ฯ ปี ๒๔๗๙

พระกริ่งปวเรศ ด้านหน้า วัดบวรนิเวศฯ

พระกริ่งพุทธนิมิตร ปี ๒๔๘๔

พระกริ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ)

พระชัยวัตรสมเด็จพระสังฆราช (แพ)

พระชัยวัตร ก้น ๒ รู

พระชัยวัตรน�้ำเต้าเอียง วัดสุทัศน์ฯ

พระชัยวัตรท่านเจ้ามา

วัดสุทัศน์เทพวราราม

สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ฯ

182

รุ่น ธรรมโกษาจารย์

พิมพ์กรรมการ

พิมพ์กะไหล่ทอง

พิมพ์ฐานสูง

พระมงคลมหาลาภ ด้านหน้าและหลัง

พระมงคลมหาลาภ ด้านหน้าและหลัง พระมงคลมหาลาภ พิมพ์กลาง ด้านหน้า

พระมงคลมหาลาภ พิมพ์กลาง ด้านหน้า

พระมงคลมหาลาภ พิมพ์ใหญ่ ด้านหน้า

พระมงคลมหาลาภ พิมพ์ใหญ่ ด้านหลัง

พระท่ากระดาน สนิมแดง กาญจนบุรี

พระรอดพะเยา

พระรอดพิธีเสด็จกลับ

พระหลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว พิพม์ขุดสระเล็ก

เหรียญหลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ปี ๒๔๗๖ หลังยันต์สี่

183

184